สถาบันตุลาการ จะอภิวัฒน์ไปไหน
สิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ในปัจจุบัน คือการเคลื่อนไหวผลักดันให้ศาลและบรรดาผู้พิพากษา เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขความขัดแย้งและวิกฤติการเมือง ที่กำลังเผชิญหน้ากันในสังคมไทย ระหว่างกลุ่มการเมือง 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มรักทักษิณและกลุ่มต้านทักษิณ
กลุ่มพันธมิตรฯได้ออกมาเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้ตุลาการภิวัฒน์จัดการกับระบอบทักษิณ ในขณะที่พตท.ทักษิณ ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ฝ่าฝืนหลักนิติธรรมและหลักนิติรัฐ
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ตุลาการแสดงบทบาทมากขึ้น ผู้คนในแวดวงตุลาการส่วนหนึ่ง ก็ได้ออกมาขานรับ แสดงความกระตือรือล้นในการเข้าไปมีบทบาทใหม่ๆ ทั้งอ้างว่านั่นคือ ตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งเป็นกระแสใหม่ของโลกในยุคปัจจุบัน
ผู้คนในสังคมไทย ได้แต่กังขากันว่า สถาบันตุลาการจะอภิวัฒน์ไปไหน จะเข้าไปแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองได้จริงหรือ ? เพราะการเมือง ไม่ใช่เรื่องการพิจารณาพิพากษาคดี แต่เป็นเรื่องของการแบ่งฝักฝ่าย เป็นเรื่องของความขัดแย้งแตกต่างด้านอุดมการณ์ แนวทางนโยบายและผลประโยชน์ของกลุ่มคนจำนวนมากในสังคม
ต่อไปนี้ คือ ข้อเสนอเรื่องหลักการและทิศทางที่สถาบันตุลาการ ควรจะอภิวัฒน์ไป
1.ศาลคือเสาหลักของนิติรัฐ
นิติรัฐเป็นหลักการพื้นฐานข้อหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย นิติรัฐ คือรัฐที่ปกครองโดยกฎหมาย ไม่ใช่คน (rule by law,not by men)
หลักนี้กำหนดว่า องค์กรใดๆของรัฐ(สภา ครม. ศาล
รวมทั้งบรรดาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐ)มีอำนาจหน้าที่เพียงเฉพาะเท่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น
เนื่องจากศาลเป็นองค์กรที่กฎหมายมอบอำนาจให้ตัดสินชี้ขาดข้อพิพาท ดังนั้น
ศาลจึงเป็นเสาหลักของนิติรัฐ แต่ศาลเอง ก็เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ
ใช่ว่าจะสามารถใช้อำนาจตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทได้ตามอำเภอใจ ตรงกันข้ามศาลย่อมใช้อำนาจได้เพียงเท่าที่กฎหมายกำหนดให้ไว้เท่านั้น
ตัวอย่างเช่น กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร
เป็นมรดกโลก ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ รมว.ต่างประเทศไปลงนาม เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190
วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา นั้น
ศาลรัฐธรรมนูญได้ใช้อำนาจ นอกเหนือจากที่กฎหมายมอบให้ คือ
ก้าวล่วงพ้นขอบอำนาจการตีความวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เข้าสู่เขตแดนอำนาจนิติบัญญัติของสภา
ทำการแก้ไขหรือเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เสียเอง
โดยที่กฎหมายไม่ได้มอบให้มีอำนาจ
จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐดังกล่าว(ดูความเห็นของวรเจตน์
ภาคีรัตน์เรื่อง ศาลเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และความเห็นของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเรื่อง ศาลแก้รัฐธรรมนูญใหม่ )
2.ศาลมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับ
แต่ประชาชนก็ยังถูกล่วงละเมิดตลอดมา เมื่อเกิดปัญหา
ประชาชนได้แต่ไปขอพึ่งอำนาจของศาล
เพื่อขอให้รับรองและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของตน ผลคือพึ่งได้บ้าง
ไม่ได้บ้าง
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ตามคำขอของครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิตมัธยมรวม
10 คน โจทก์ ห้ามแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ 3
ข้อ คือ ให้เปิดพื้นที่บน ถ.พระราม5ไปถึงแยกวัดเบญฯ
ถ.พิษณุโลกถึงแยกสะพานชมัยมรุเชษฐ์
และจากแยกนางเลิ้งทุกช่องทางจราจรตั้งแต่เวลา 05.00-18.00
น.ของวันจันทร์-ศุกร์
ให้รื้อย้ายเวทีและวัตถุใดๆที่กีดขวางบนช่องทางจราจร(ถ้ามี)ออกไป
และห้ามใช้เครื่องขยายเสียง
ในลักษณะรบกวนการเรียนการสอนของโรงเรียนราชวินิตมัธยม
ตั้งแต่เวลา 07.00-16.00 น. โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม
2551 ตาม ข่าวในกรุงเทพธุรกิจ
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 บัญญัติว่า
"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะและเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ
หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
หรือในระหว่างเวลา ที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ บัญญัติว่า
"การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้ และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ "
กรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องพิพาทกันทางแพ่งหรือพานิชย์
ระหว่างกลุ่มบุคคลกับกลุ่มบุคคล แต่เป็นกรณีที่ประชาชน
ใช้สิทธิและเสรีภาพตาทที่รัฐธรรมนูญรับรองแล้วปรากฎว่า
มีผลกระทบกับบุคคลอื่น การคุ้มครองสิทธิของฝ่านใด
ย่อมกระทบต่อสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง
คำสั่งศาลแพ่งดังกล่าว แม้ยอมรับเสรีภาพของการชุมนุม แต่การสั่งกำหนดเงื่อนไขไม่ให้ใช้พื้นที่และไม่ให้้ใช้เครื่องขยายเสียงตามกำหนดเวลาข้างต้น น่าจะกระทบเสรีภาพในการชุมนุม เกินจำเป็นและกระทบกระเทือนสาระสำคัญขอเสรีภาพ จนถึงขนาดทำให้ไม่อาจชุมนุมในบริเวณทำเนียบรัฐบาลได้ จนกลุ่มแกนนำพันธมิตรฯต้องเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุม จากบริเวณทำเนียบรัฐบาลกลับไปที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์
3.ศาลต้องถ่วงดุลอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ แต่ต้องไม่ก้าวข้ามไปทำหน้าที่แทน
ตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา สภาเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและศาลเป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ องค์กรหลักทั้งสาม รวมทั้งองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จะต้องตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน แต่ต้องไม่ก้าวข้ามไปทำหน้าที่แทนกัน
ตัวอย่างเช่น กรณีที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้กระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรียุติการดำเนินการตามมติครม.ที่รับรองการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
กรณีนี้ น่าจะเป็นการที่ศาลปกครองใช้อำนาจก้าวข้ามเส้นเขตแดนของตุลาการ ในการวินิจฉัยตีความกฎหมายไปสู่การใช้อำนาจบริหารของคณะรัฐมนตรี เพราะถ้าศาลปกครองสามารถสั่งฝ่ายบริหารได้ทุกเรื่อง ก็เท่ากับศาลลงมาบริหารราชการแผ่นดินเสียเอง ซึ่งจะทำให้ศาลเป็นรัฐบาลและฝ่ายบริหารเป็นเพียงลูกน้อง (ดูความเห็นของบวรศักดิ์ อุวรรณโณเรื่อง เตือนศาลปกครองยึดหลักกฎหมายมหาชน )
4. ตุลาการต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลางและเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจใดๆ
เนื่องจากอำนาจในการตัดสินยุติคดีข้อพิพาท เป็นอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดต่อคู่ความในคดี ดังนั้น กฎหมายจึงบังคับว่า ตุลาการต้องทำหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ด้วยความซื่อตรงและเคารพกฎหมาย ไม่ให้อคติเข้าครอบงำ ทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ ไม่ให้มีการแทรกแซงไม่ว่าจากอำนาจใดๆ รวมทั้งต้องวางตัวอยู่นอกเหนือการเมืองด้วย สรุปว่า
ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่เบี่ยงเบนออกจากกฎหมาย
หลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผู้พิพากษาและตุลาการหลายคน ได้เข้าไปทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ สรรหาสมาชิกวุฒิสภา เป็นกรรมการการเลือกตั้ง เป็นกรรมการปปช. เป็นกรรมการคตส. ฯลฯ ซึ่งการเข้าไปทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆดังกล่าวเหล่านั้น แม้จะอ้างได้ว่าทำได้ตามกฎหมายเพื่อประเทศชาติ แต่ก็น่าจะกระทบกระเทือนต่อหลักความเป็นกลางและเป็นอิสระของสถาบันตุลาการโดยส่วนรวม โดยเฉพาะการทำหน้าที่ในขณะที่ยังเป็นตุลาการ หรือมีเงื่อนไขให้กลับมาเป็นตุลาการได้อีก
การอ้างว่าไม่สามารถหาคนดี มีฝีมือจากสถาบันอื่น แต่ไปเรียกร้อง กำหนดให้ตุลาการเข้าไปทำหน้าที่ดังกล่าว นอกจากไม่อาจแก้ปัญหาเดิมได้แล้ว ยังเป็นการเพิ่มปัญหาใหม่ขึ้นมา และสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันตุลาการโดยรวมอีกด้วย
สำหรับเรื่องคดีความที่ผ่านมา ฝ่ายทักษิณ พรรคพลังประชาชนและผู้สนับสนุน ได้ร้องโอดครวญว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจตุลาการและกระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง ทำให้ประชาชนฝ่ายรักทักษิณจำนวนมาก ทวีความไม่พอใจสถาบันตุลาการมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังที่เห็นได้จากกรณีสส.200 คนเข้าชื่อกัน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีสมัคร จัดการกับการเผยแพร่ประกาศจับพตท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน และ ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนมีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เสนอโดยศาลฎีกาและร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันที่ 20 สิงหาคม ศกนี้
นี่คือสัญญาณอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นสัญญาณเปิดศึก ท้าทายอำนาจตุลาการอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
การกระตุ้นและผลักดันให้ตุลาการ เข้าข้างกลุ่มการเมืองฝ่ายหนึ่ง ทำร้ายกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่ง จึงนอกจากเป็นการทำลาย หลักการความเป็นกลางทางการเมือง หลักการอยู่นอกการเมืองและหลักการเป็นอิสระของศาลแล้ว ยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของสถาบันตุลาการอีกด้วย
5.ตุลาการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชน ต้องเคารพและทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ตามระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนเจ้าของอำนาจ ได้มอบอำนาจในการตัดสินคดีข้อพิพาทให้ตุลาการไปทำหน้าที่ ประชาชนยังเป็นคนจ่ายภาษีอากร เพื่อใช้เป็นค่าเงินเดือนและค่าสวัสดิการอย่างดี เพื่อให้ตุลาการทำหน้าที่ได้อย่างสมเกียรติ สมฐานะ
ดังนั้น ประชาชนจึงเป็นเจ้านายและผู้จ่ายค่าจ้างให้ตุลาการที่แท้จริง ตุลาการจึงควรต้องเคารพประชาชนและทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ตามภาษิตกฎหมายที่ว่า ประโยชน์สุขของประชาชนคือกฎหมายสูงสุด
ที่สถาบันศาลได้รับความเคารพจากสังคมไทย เนื่องจากปวงชนชาวไทยเชื่อมั่นว่า ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการอำนวยความยุติธรรมต่อประชาชนได้ ถ้าประชาชนไม่เชื่อถือ คิดว่าพึ่งศาลไม่ได้ หรือไม่เชื่อว่าศาลจะอำนวยความยุติธรรมให้แก่ตนได้ ประชาชนก็จะไปพึ่งหนทางอื่นๆ ในการแก้ปัญหาข้อพิพาทแทน เช่น ยกพวกตีกัน หรือใช้อาวุธเข้าทำร้ายกัน เป็นต้น ซึ่งนั่นมีแต่จะทำให้เรื่องราวบานปลายไปใหญ่โตมากขึ้น
ที่ผ่านมา สถาบันตุลาการของไทย ได้สั่งสมเกียรติภูมิมายาวนาน บัดนี้ สถาบันนี้ ได้พัฒนามาถึงระยะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เผชิญหน้ากับการท้าทายอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน ขอผู้เกี่ยวข้องพึงใคร่ครวญด้วยความสุขุมถี่ถ้วน ก้าวเดินไปบนหนทางที่ถูกต้องเถิด
บทความเดิมที่เกี่ยวข้อง ตุลาการวิบัติ

