<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Arayachon Feed</title>
 <link>http://www.arayachon.org/feed</link>
 <description>feed of all content</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>สวนดุสิตโพลชี้ประชาชนห่วงรัฐคุมม็อบไม่อยู่</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100313/1688</link>
 <description>&lt;p&gt;
สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 1,134 คน ถึงเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่เกิดขึ้น โดยร้อยละ 31.55 เห็นว่า ชุมนุมได้แต่ขอให้อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย และร้อยละ 29.36 กังวลเรื่องการเดินทาง เส้นทางที่มีการชุมนุม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ร้อยละ 35.11 ไม่ค่อยมั่นใจว่ารัฐบาลจะควบคุมและป้องกันสถานการณ์ไม่ให้บานปลายได้ และร้อยละ 30.85 ค่อนข้างมั่นใจ และร้อยละ 26.59 มั่นใจมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ สำหรับสภาพจิตใจของประชาชนที่มีต่อเหตุการณ์ชุมนุม พบว่า ร้อยละ 39.92 รู้สึกย่ำแย่และเครียดมาก เพราะเป็นห่วงบ้านเมือง และต่อมาร้อยละ 32.55 รู้สึกย่ำแย่และเครียดพอสมควร เพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะจบลงอย่างไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ร้อยละ 45.24 เห็นว่าแกนนำทั้ง 2 ฝ่ายต้องหารือร่วมกันเพื่อหาข้อยุติและเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย เหตุการณ์จึงจะยุติได้ด้วยดี อีกทั้งร้อยละ 31.20 เห็นว่าเหตุการณ์จะยุติได้ด้วยดี หากการชุมนุมสงบและไม่ยืดเยื้อ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการฝากถึงกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น ร้อยละ 42.39 ขอให้ชุมนุมอยู่ในความเป็นระเบียบ และร้อยละ 31.54 อยากให้คนไทยทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน ส่วนสิ่งที่อยากฝากถึงรัฐบาลนั้น ร้อยละ 33.40 อยากให้รัฐบาลอดทน และไม่ใช้ความรุนแรง ร้อยละ 26.18 ขอให้รัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับพฤติกรรมของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่มีเหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้น ร้อยละ 51.28 ติดตามข่าวสารจากสื่อต่างๆ เพิ่มขึ้น 26.19 ยกเลิกกิจกรรมต่างๆ ร้อยละ 13.67 ซื้ออาหารของกินตุนไว้ และร้อยละ 8.86 นำรถไปเติมน้ำมันเผื่อปั๊มน้ำมันปิด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/specialreport/red-crowd/specialreportnews.php?id=251&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100313/1688#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sat, 13 Mar 2010 15:18:23 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1688 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ใบตองแห้งออนไลน์: หนึ่งเสียงเอาความรุนแรง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100312/1687</link>
 <description>&lt;p&gt;
รำคาญน่ะครับ เห็นพวก “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ออกมารณรงค์แล้วรำคาญ ว่าจะไม่เขียนอะไรจนหลังวันที่ 14 แล้วก็อดไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงผมยอมรับว่า-แม้องค์ประกอบของ “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” จะทะแม่งๆ อยู่เพราะบางองค์กรเห็นชัดว่าเป็นพวกโน้มเอียงพันธมิตรหรือลูกสมุนรัฐบาล-แต่ตัวบุคคลที่ออกมารณรงค์หลายท่านก็เป็นที่น่านับถือ เป็นคนที่จริงใจ ไม่อยากเห็นความรุนแรง ไม่อยากเห็นประชาชนเสียเลือดเนื้อไม่ว่าฝ่ายไหน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายท่านก็เป็นกลางจริง เช่นฟังท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์วิทยุเมื่อค่ำวันพุธ (ขออภัยฟังไม่ทันว่าใคร) ท่านติงว่าท่าทีของทหารไม่เหมือนตอนที่รัฐบาลสมัคร-สมชายจะให้ปราบม็อบพันธมิตร (คือกระเหี้ยนกระหือรือ ว่างั้นเถอะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอย่างคุณสารี ที่ออกมาเรียกร้องในฐานะกลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง พวกเสื้อแดงอาจมองว่าเธอเป็นพันธมิตร แต่อย่าลืมนะครับ เธออยู่ในกลุ่ม NGO ที่ปีนกำแพงรัฐสภาคัดค้าน กม.ความมั่นคง จนถูกจับพร้อมกับ อ.จอน อึ้งภากรณ์ จุดยืนนี้ต้องคารวะ เพราะพวกพันธมิตรจำนวนมากที่เคยต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ กลับเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่ยอมค้านกฎหมายที่ คมช.ออกมาเพื่อสร้างรัฐทหารซ้อนในรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ในหลักการแล้ว การออกมาเรียกร้อง “ไม่ต้องการความรุนแรง” ในวันนี้ มันสายไปแล้วครับ และมันก็เลื่อนลอย ไม่อยู่บนพื้นฐานความจริง กลายเป็นเครื่องมือของผู้กุมอำนาจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องชื่นชมนักเขียนอย่างคุณคำผกา เธอพูดชัดกว่า ที่ว่าสันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ในสังคมที่มีความยุติธรรมเท่านั้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทุกวันนี้เกิดขึ้นตั้งแต่การรัฐประหาร 2549 ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกฎหมาย เป็นความรุนแรงที่มองไม่เห็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง การใช้อำนาจที่อ้างว่าศักดิ์สิทธิ์ ตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ประชาชนลงคะแนนให้ 19 ล้านเสียง ตัดสิทธิคนที่ไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำผิดโดยใช้กฎหมายย้อนหลัง เขาชนะเลือกตั้งเข้ามาใหม่ โดยประชาชนเลือกท่วมท้น ก็ยังยุบพรรคเลือกอีก ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล (ในค่ายทหาร) นอกจากละเมิดสิทธิมนุษยชนแล้ว ยังล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งมันยิ่งใหญ่และอยู่เหนืออำนาจตุลาการนะครับ อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกอย่างในประเทศนี้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความรุนแรงไหม ผมว่าเป็นความรุนแรงที่ไม่มีอะไรเทียบได้ เพราะกระทำโดยพลการหักหาญอำนาจอธิปไตยของปวงชน นอกจากนั้นยังตามมาด้วยความพยายามใช้อำนาจศาลตัดสินปัญหาการเมือง ทำลายบุคคลที่ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนโดยไม่สามารถพิสูจน์ความผิดให้เห็นชัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองทัพใช้รถถัง ศาลใช้กฎหมาย คุณบอกว่าไม่มีใครตาย แต่ใช้ความรุนแรงที่มองไม่เห็น สร้างความอึดอัด กดดัน โกรธแค้น เมื่อเขาจะตอบโต้แบบชาวบ้าน เขาไม่มีอำนาจอย่างพวกคุณ เขาก็ต้องตอบโต้ด้วยจำนวนคน ด้วยกำลังกาย ด้วยสองมือสองตีน คุณกลับบอกว่านี่-ใช้ความรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรุนแรงถ้าจะเกิดขึ้นจากมวลชนเสื้อแดง มันก็เกิดเพราะความโกรธแค้นอัดอั้นกับความยุติธรรม 2 มาตรฐานที่เขาเห็นมาตลอด 4 ปี มันเกิดเพราะพวกเขาถูกสื่อ นักวิชาการ พันธมิตร ดูหมิ่นเหยียดหยามว่าโง่ ถูกซื้อ หรือเป็นข้าทาสทักษิณ รวมทั้งจะเกิดเพราะการให้ร้ายป้ายสี ราวกับเสื้อแดงที่จะเข้ามาเป็นผีป่า ซาตาน เป็นโจรจะเข้ามาปล้นบ้านปล้นเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดได้ไงว่าให้คนกรุงรวมตัวเป็นชาวบ้านบางระจันยุคใหม่ เห็นคนไทยด้วยกันเป็นพม่า นี่เรียกว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงไหม ถ้าคนกรุงรวมตัวกันเป็นชาวบ้านบางระจันได้จริง เขารุมกระทืบคุณตั้งแต่ตอนยึดสนามบินแล้วครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวผมเองก็ทักท้วงคัดค้านม็อบพันธมิตรมาตลอดนะครับ เรื่องความรุนแรง แต่วันนี้ไม่แล้ว ทำไมล่ะ ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน ก็ที่ว่ารุนแรงๆ พันธมิตรทำไปหมดแล้ว พันธมิตรชนะด้วย คุณรุนแรงแล้วชนะ ชนะแล้วไม่ต้องรับผิด ยึดทำเนียบไม่เป็นกบฎ ยึดสนามบินไม่เป็นผู้ก่อการร้าย ลอยหน้าลอยตาได้ดิบได้ดีกันไปทั่ว แล้วคุณจะมาห้ามคนอื่นรุนแรงได้ไง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนอื่นเขาก็อยากใช้ความรุนแรงเอาชนะเช่นกัน ผมถึงบอกว่าการเคลื่อนไหวยุคโพสต์พันธมิตร จะมานั่งตบยุงอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว แม้แต่ชาวนาประท้วงราคาข้าวยังต้องปิดถนน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราจะพูดถึงสันติวิธี ไม่เอาความรุนแรง ก็ต้องพูดตั้งแต่สี่ปีที่แล้ว หรืออย่างน้อยก็สองปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ สงครามกลางเมืองมันเกิดแล้วครับ คุณสารี ไม่ใช่ยังไม่เกิด เพียงแต่มันยังอยู่ระหว่างเดินทัพ ยังไม่ประจัญบานกันเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งบีบคั้น กดดัน พันธนาการทุกอย่าง จนไม่มีทางออก อีกฝ่ายก็ต้องใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ ไม่มีทางเลือก มันต้องเกิด Chaos จริงไหมพี่เปี๊ยก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ม็อบเสื้อแดงวันนี้จึงไม่มีใครห้ามได้ และที่น่ากลัวก็คือแม้แต่แกนนำก็จะคุมไม่ได้ เพราะมวลชนเคียดแค้นกดดันมานาน เขาต้องการระเบิดอารมณ์ เขามาอย่างอิสระ ไม่เหมือนพวกสาวกลัทธิที่เป่านกหวีดปี๊ดๆ ก็ซ้ายหันขวาหัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ที่ผมเตือนสติเสื้อแดงว่าอย่ารุนแรง ก็เพราะรุนแรงแล้วเสียหาย รุนแรงแล้วไม่ชนะ (ถ้ารุนแรงแล้วชนะ เอาแม่มเลย ฮิฮิ) เปล่า! คือยังไงก็ต้องคำนึงถึงชีวิตมวลชนอยู่ดี และต้องคำนึงว่าการต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง” นั้นยังอีกยาวไกล ต้องสงวนพลังไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และพูดให้ถึงที่สุด การต่อสู้ไม่ว่าเพื่ออะไรก็ตาม ถ้าใช้ความรุนแรง นองเลือด สงครามกลางเมือง ฯลฯ มันจะนำไปสู่เผด็จการของผู้ชนะ กวาดล้างทำลายผู้แพ้ ซึ่งไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง ฉะนั้นตราบใดที่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังมีทางเลือกได้ที่จะไปสู่จุดหมายโดยไม่ต้องรุนแรง ก็ไม่ควรใช้ความรุนแรง เว้นแต่จะเป็นฝ่ายถูกกระทำก่อนและจำต้องตอบโต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ในสถานการณ์วันนี้ ผมเห็นว่ามวลชนเสื้อแดงมี “ความชอบธรรม” ที่จะ “แสดงอารมณ์” เพียงต้องจำกัดให้อยู่ในเป้าหมาย นั่นคือประท้วงให้สังคมรู้ ให้โลกรู้ ว่ามวลชนไม่ยอมรับความอยุติธรรม รวมถึงแสดงพลัง สร้างความฮึกเหิม แสดงนัยสำคัญว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฮ้ย! คนกรุง พวกกูมาแล้ว มาเป็นแสนๆ และสามารถจะทำให้เมืองฟ้าเมืองสวรรค์นี้เป็นอัมพาต ถ้าอยากทำ คนจนมาแล้ว คนชนบทมาแล้ว มาเพื่อ “เคาะประตูบ้าน” ให้ชนชั้นกลาง ชนชั้นนำ ผู้ลากมากดี เซเลบส์ ได้รับรู้ว่านี่คือคนส่วนใหญ่ของประเทศ นี่คือเจ้าของประเทศตัวจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ไม่จำเป็นต้อง “พังบ้าน” นะครับ เพราะแม้จะพูดว่า “สงครามชนชั้น” แต่ในการต่อสู้ข้างหน้า คนชั้นล่างก็ต้องร่วมมือกับคนชั้นกลางอยู่ดี เพราะคนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยก็เอือมระอาระบอบอภิสิทธิ์ พวกที่เต้นตามเสียงนกหวีดพันธมิตรเป็นแค่ส่วนน้อยเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แกนนำเสื้อแดงจะต้องควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายนี้ นี่ต้องเรียกร้องกัน ไม่ใช่เอาแต่ประกาศ “สงครามครั้งสุดท้าย” ถึงวันนี้มองเห็นแล้วว่ามวลชนจุดติด คุณต้องเลิกปลุกด้วยอารมณ์รุนแรงได้แล้ว คุณวางแผนอะไรกันมากกว่านี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทักษิณวางหมากอะไรมากกว่านี้หรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ถ้าเป้าหมายสูงสุดคือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ก็ต้องวางเป้าของการเคลื่อนไหวไว้แค่นี้ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องยุบสภา ต้องเป็นเรื่องที่ยืดหยุ่นได้ กดดัน-แต่ต้องพร้อมจะต่อรองได้ ถ้าเข้าเป้าทางการเคลื่อนไหวแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ปฏิเสธหรอกว่า ในเมื่ออารมณ์ฝูงชนแรงก็ต้องแสดงออก ฉะนั้น ภารกิจหนึ่งของแกนนำคือจะต้อง “ออกแบบความรุนแรงเล็กๆน้อยๆ” ให้มวลชนพอจะระบายอารมณ์ได้บ้าง โดยไม่เกินขอบเขตเกินไป (คือมันต้องเกินมั่งอยู่แล้ว) ไม่เสียหายทางการเมือง และไม่เป็นเหตุให้ถูกสลายม็อบ อาจจะผิดกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะเคยมีคนบางกลุ่มเขาทำแล้วเรียกว่า “อารยะขัดขืน” (ฮา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ต้องอารยะจริงๆ นะครับ เพราะทำแล้วต้องยอมรับโทษตามกฎหมายเหมือนมหาตมะคานธี อย่าทำเหมือนพวกพันธมิตรที่ “อนารยะขัดขืน” สมมติเช่น ถ้าคุณจะจัดตั้งกัน ยกพลซักหมื่นคน เดินทางไปปาขี้ใส่บ้านอภิสิทธิ์ (ฮา) คุณก็บอกตำรวจจัดรถรอไว้เลย ปาเสร็จเดินขึ้นรถ รับสารภาพ นำตัวส่งศาล สั่งขัง 10 วัน (เพราะกระทำกับผู้นำประเทศ ทำกับคนธรรมดาโทษไม่หนักเท่านี้) เอาเลย ยอมให้ขังหมื่นคน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมมตินะครับ สมมติ อย่าทำจริง เดี๋ยวเขาหาว่าใบตองแห้งยุ (ฮา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฝ่ายรัฐ ก็ต้องเข้าใจว่าอารมณ์มวลชนเดือดพล่าน ทางออกคือต้องเปิดช่องเล็กๆ น้อยๆ ให้ระบาย ไม่ใช่สุมไฟจนหม้อต้มน้ำระเบิด ฉะนั้นถ้ามีการทำผิดที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ก็ต้องอะลุ่มอล่วย (เช่นอภิสิทธิ์ต้องไม่สั่งใช้กำลังปราบ ถ้าม็อบจะไปปาขี้ที่บ้าน-ฮา) เพราะเมื่อครั้งที่เสื้อเหลืองปิดหน้ารัฐสภา (การชุมนุมไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ) ทั้ง ปชป. เสื้อขาว และกรรมการสิทธิ ก็ออกมาปกป้องว่ารัฐอย่าใช้ความรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิสิทธิ์ต้องเลือกเอานะครับ ระหว่างอนาคตทางการเมืองที่อีกยาว กับการแบกหม้อก้นดำแทนอำนาจรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลับมาที่ “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ขอบอกว่าถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง คุณต้องไม่ทำเพียงแค่ใส่เสื้อขาวไปสวดมนต์อยู่ถนนสีลม แต่ต้องทำมากกว่านี้ เพราะทำแค่นี้เหมือนคุณแสดงนัยว่าไม่ต้องการให้เสื้อแดงเข้ามาชุมนุม ทั้งที่เป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย คอยดูการตีความที่จะออกทางสื่อก็จะบอกว่าคัดค้านเสื้อแดงใช้กำลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องประณามคนของรัฐบาลที่ออกมายั่วยุ เหยียดหยาม ให้ร้ายป้ายสี สร้างกระแสความตื่นกลัว คุณต้องเดินไปบอกรัฐบาลว่า ให้เปลี่ยนท่าที ประกาศเชิญพี่น้องประชาชนเสื้อแดงมาชุมนุมโดยสงบสันติ โดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะบริจาคเงินช่วยค่าอาหารในการชุมนุมวันแรก (ไม่มีทาง)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ซึ่งประกอบด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อ ทั้งสมาคมนักข่าว สภาการหนังสือพิมพ์ จะต้องใส่เสื้อขาวเดินทางไปยังสำนักงานของสื่อกระแสหลัก ที่ยุยงให้ “ฆ่ามันๆ” อ่านแถลงการณ์ประณาม โดยไม่เว้นหน้าอินทร์หน้าพรหมหน้าไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าไม่ต้องการความรุนแรงจริง “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องประณามพันธมิตร ที่ปลุกให้คนกรุงต่อต้านม็อบเสื้อแดง คุณสารีต้องยืดอกสามศอก ประณาม พธม.อดีตภาคประชาชนที่สนับสนุนให้รัฐใช้ กม.ความมั่นคง อย่างสง่าผ่าเผยเลยครับ เพราะคุณสารีต่อต้าน กม.เผด็จการมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และถ้าไม่เอาความรุนแรงจริง ในท้ายที่สุด “หนึ่งเสียงไม่เอาความรุนแรง” ต้องคิดว่าในสถานการณ์ที่มวลชนเต็มไปด้วยอารมณ์คับแค้น คุณต้องหาช่องระบาย ให้เขาได้รับความยุติธรรมคืนไปบ้าง หรือมีช่องทางที่จะต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นคือถ้าเกิดการประจัญหน้าโดยไม่มีทางออก คุณต้องเรียกร้องให้รัฐบาลคลี่คลายสถานการณ์ โดยยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งแม้จะไม่ได้คืนความยุติธรรมให้ทั้งหมด แต่ก็เป็นวิถีทางที่จะลดวิกฤติ เพราะรัฐบาลนี้มีที่มาที่ไม่ชอบธรรม ในเมื่อเหลือเวลาอีกไม่เกิน 2 ปี สภาก็จะครบวาระ ทำไมจะยุบสภาก่อนไม่ได้ อภิสิทธิ์ก็คุยอยู่ว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจลุล่วงแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไหมละครับ คนที่บอกว่าไม่ต้องการความรุนแรง คนไทยรักสงบ คนที่บอกว่าเป็นกลาง เป็นพลังเงียบ ถ้าสถานการณ์ไม่มีทางออกจริงๆ คุณกล้าเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาไหม การยุบสภาไม่ใช่เรื่องเสียหาย ให้ประชาชนกลับไปลงคะแนนตัดสิน เสื้อแดงเขาท้าว่าพร้อมอยู่แล้ว แม้จะอยู่ในกติกาที่เสียเปรียบ รัฐบาลใหม่ไม่ว่าได้ใครก็ตาม ก็ยังมีความชอบธรรมมากกว่าที่เป็นอยู่ และจะลดความรุนแรงของความขัดแย้งลง แม้การต่อสู้กันจะดำรงอยู่ต่อไปอีกนาน แต่ก็จะค่อยๆ เข้าสู่วิถีของประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรุนแรงต้องแก้ไขด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ไม่มีประโยชน์ที่จะมาชูป้ายหน่อมแน้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
     ใบตองแห้ง&lt;br /&gt;
     12 มี.ค.53&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ป.ล.ขอฝากถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ พธม.ภาคประชาชนว่า ที่จริงนี่เป็นโอกาส-อาจจะสุดท้ายที่จะได้ “กลับเนื้อกลับตัว” (ฮา) เพราะผมคุยกับเพื่อนพ้อง พธม.ทีไรก็ยืนยันว่า “เราไม่เอาอำมาตย์” แต่ม็อบเสื้อแดงมาทีไร ก็ออกมาปกป้องทุกที แสดงตัวเป็นศัตรูโจมตีให้ร้ายประชาชนที่อยู่อีกข้าง (ลับหลังก็คุยอีกละว่าสะใจ แอบเชียร์เสื้อแดงด้วยซ้ำ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ได้เรียกร้องให้เชียร์หรอกครับ แค่อยู่เฉยๆ เก็บปากเก็บคำ ก็พอแล้ว หรือถ้าจะเรียกร้องไม่ให้รุนแรง ก็ใช้ภาษาดีๆ ได้ แสดงท่าทีเคารพสิทธิเคารพความเห็นต่าง แล้วทำตัวเป็นพ่อปู เอ๊ย กฤษณาสอนน้อง ว่าอย่าเอาอย่างการใช้ความรุนแรงของพันธมิตรเลย เราผิดไปแล้ว (ฮา)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28110?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100312/1687#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 12 Mar 2010 11:28:50 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1687 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทางเลือก ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100312/1685</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันนี้เป็นวันเริ่มต้นในการรวมตัวของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” นำโดยแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของตอนจบในอีกบทหนึ่งของมหากาพย์ทางการเมืองในยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โลดแล่นในยุทธจักรที่ถึงจะไม่สามารถรักษา “อำนาจรัฐ” ไว้ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ยังคงครองพื้นที่ข่าวอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนการ “ครองใจ” ในหมู่คนอย่างน้อยก็ครึ่งประเทศ หากเชื่อโพลล์หลายสำนักที่ประเมินไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ว่าเป็น “ตอนจบ” ของอีกหนึ่งบท เพราะไม่ว่า “เสื้อแดง” จะแพ้หรือชนะ คงต้องเริ่มบทใหม่เงื่อนไขการเมืองใหม่ ที่นักวิเคราะห์ “กูรู” ต่างๆ ต้องมานั่งคิดขีดเขียนและถกกันอีกหลายรอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่เริ่ม “นั่งเทียน” กันคร่าวๆ เห็นจะเป็นการตอบคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อ “ลองคิดเล่น” กันดู พอสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นไปได้แรก คือ กลุ่มคนเสื้อแดง มากันมืดฟ้ามัวดิน รักษาความสงบวันติตามหลัก “อหิงสา” ได้ และเกิดการกดดันจนนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รักษาคำพูดที่ประกาศไว้ ด้วยการ “ยุบสภา” ทุกคนกลับไปสู่การเลือกตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งรัฐบาลยังคงมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยดี ส่วนว่าถ้าเป็นไปตามที่คาดการณ์คือ พรรคเพื่อไทย ชนะกลับมา หากได้ที่นั่งในสภาฯเกินครึ่งก็ตั้งรัฐบาลได้เอง หากไม่ได้ก็แล้วแต่ “เกม” เจรจาที่อาจโดน “แรงผลัก” จากมือที่มองไม่เห็นอีกรอบ ถึงจุดนั้นคงต้องประเมินกันอีกที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นไปได้ที่สอง คือ นายอภิสิทธิ์ ไม่ยุบสภาฯเพราะไม่ต้องการ “แพ้” การเลือกตั้ง มีอำนาจพิเศษที่ไม่ยอมให้พรรคเพื่อไทยสร้างความชอบธรรมใหม่ผ่านคะแนนเสียงที่ได้ นายอภิสิทธิ์ จึงเลือกที่จะ “ลาออก” จากนั้นคงมีความเคลื่อนไหวเพื่อ “พลิกขั้ว” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อาจเป็นได้ยาก ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ “กลุ่มอำนาจ” ไม่มีทางยอมให้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล นายกฯจะเป็นใครระหว่าง นายชวน หลีกภัย นายกรณ์ จาติกวนิช หรือ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ อยู่ที่เกมการเจรจาเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นไปได้ที่สาม คือ กลุ่มเสื้อแดง ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ทั้งม็อบที่นำพามา และที่ถูก “แทรกแซง” ก่อให้เกิดปัญหาในระดับที่เท่าเทียมหรือมากกว่าเหตุการณ์ช่วงสงกรานต์ปีที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ สั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทหารให้ความร่วมมือ กลุ่มคนเสื้อแดงถูกระบายสีหนักจนกลายเป็น “ผู้ร้าย” ที่ “พาคนไปตาย” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างนั้น “ยอดชายนายมาร์ค” จะได้ “เครดิต” จาก “คนเมือง” และ “สื่อมวลชน” อยู่ยาวแน่ครับ แต่จะ “สบายจนปลายปี” หรือเปล่าไม่แน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะต้องประเมินอีกรอบถึงท่าทีของรัฐบาลว่าจะ “หยิ่งผยอง” หรือ “เงียบๆ” ทำงานไปเรื่อยๆ  และเมื่อโอกาสเปิดย่อมควรที่จะเดินเครื่องเรื่อง “ปฏิรูปการเมือง” และการสร้าง “สมานฉันท์” ต่อไป ทำให้ “เสื้อแดง” มีทาง “ลงจากหลังเสือ” ได้ ทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ ลดแรงกดดันนอกสภาฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ภายในสภาฯ คงยังต้องฝ่าด่านการ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” ซึ่งพรรคร่วมรัฐบาลจะมีอำนาจในการต่อรองสูง และอาจมีการ “ต่อรอง” จากฝ่าย “เสื้อเหลือง” ที่ต้องการสร้างฐานทางการเมืองสำหรับพรรคการเมืองใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นไปได้ที่สี่ คือ “เละทั้งคู่” กลุ่มคนเสื้อแดง คุมสถานการณ์ไม่ได้ มีการตีรันฟันแทง รัฐบาลก็ “เอาไม่อยู่” เกิดการรัฐประหาร ทหารใช้อำนาจจากปากกระบอกปืน ตรงนี้ต้องรอฟัง และ “โปรดฟังอีกครั้ง” ด้วย เพราะหากสายเหยี่ยวของทหารเข้ามากุมอำนาจ นายกฯคนใหม่จะตาม “ไล่บี้” พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อไป มีกระบวนการ “กวาดล้าง” ซึ่งจะมีความรุนแรงต่อเนื่อง ต่างชาติไม่ยอมรับ และคณะรัฐประหารอาจไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นไปได้ที่ห้า คือ ทหารทำการรัฐประหาร ประกาศจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มีการนำ “คนกลาง” ที่ทุกฝ่ายยอมรับมาเป็นนายกฯ และมีการเปิดทาง “เจรจา” หาทางลงให้ทุกฝ่าย ไม่ว่าเหลือง แดง น้ำเงิน นักการเมือง และฝ่ายทหาร เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดำเนินการปฏิรูปการเมือง แก้รัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 1 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้คิดได้เท่านี้ครับ ภายใต้กรอบและเงื่อนไขที่มีอยู่ ซึ่งหากแต่ละคนใช้จินตนาการคงวาดภาพได้อีกหลายทางเลือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งไล่เรียงมา เห็นแต่ว่าเป็นเรื่องของ “เกมการเมือง” ที่จะช่วงชิงอำนาจกัน ไม่มีฝ่ายไหน ไม่ว่าจะเป็น เสื้อแดง เสื้อเหลือง พรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาล  หรือฝ่ายนายทหาร ที่แสดงวิสัยทัศน์ เนื้อหาความคิด ถึงประเด็นปัญหาของประเทศ และแนวทางแก้ไขมาให้ประชาชนเลือกเลย เมื่อไหร่หนอจะมีคนมา “คิดใหม่ ทำใหม่” กันอีกสักรอบ!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://suranandlive.bangkokvoice.com/soi_sawasdee.php?id=462&amp;amp;title=%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%3F&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บ surananlive &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100312/1685#comments</comments>
 <pubDate>Fri, 12 Mar 2010 10:52:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1685 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ ๑ เรื่อง จุดยืนต่อการชุมนุมของฝ่ายประชาธิปไตย ๑๒-๑๔ มีค ๒๕๕๓</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100312/1684</link>
 <description>&lt;p&gt;
กลุ่มแดงสยามขอแสดงความสนับสนุนมวลชนผู้มีเจตนารมณ์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เดินทางมาชุมนุม ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันศุกร์ที่ ๑๒ ถึงวันอาทิตย์ที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ และขอแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญทางการเมืองของมวลมหาประชาชนผู้แสวงหาประชาธิปไตยอันแท้จริง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาธิปไตยอันสมบูรณ์และประชาธิปไตยที่เป็นสากล มิใช่เพียงระบบการเมืองจอมปลอมในระบอบการปกครองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางประชาธิปไตย เราเชื่อมั่นว่าบัดนี้พี่น้องประชาชนมีความก้าวหน้าและมีความพร้อมที่ปกครองบริหารตัวเองโดยผ่านระบบตัวแทน โดยไม่ต้องอาศัยระบบอุปถัมป์แบบเผด็จการใดๆ มารองรับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม กลุ่มแดงสยามขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนยึดเอาประชาธิปไตยอันแท้จริงเป็นจุดมุ่งหมาย และให้การยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ดี การเลือกตั้งทั่วไปก็ดี หรือการตั้งรัฐบาลจากผลการเลือกตั้งก็ดี เป็นเพียงวิธีการหนึ่งในการบรรลุจุดมุ่งหมายนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การยุบสภา การเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาล หากเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย หรือเผด็จการโบราณ เราจักไม่ถือเป็นชัยชนะของขบวนการประชาธิปไตยและมวลมหาประชาชน และจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุจุดมุ่งหมายตามแนวทางประชาธิปไตยที่ได้ตั้งไว้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การบรรลุเป้าหมายคือระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงนั้น เราจะใช้การปฏิวัติอย่างสันติเป็นกระบวนการขับเคลื่อน รูปธรรมคือระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยจะไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตยเชิงสัญลักษณ์ เชิงรูปแบบหรือระบอบประชาธิปไตยน้ำใต้ศอกใดๆ อีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากผู้ถืออำนาจรัฐในระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยใช้อำนาจป่าเถื่อนหรือเล่ห์กลใดๆ ก็ตาม เช่น การปราบปรามประชาชนด้วยกำลัง การแบ่งฝ่ายประชาธิปไตยออกเป็นส่วนๆ ด้วยเหตุผลที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ การใช้ความรุนแรงต่อบุคคลที่สนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 กลุ่มแดงสยามจะถือว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคนเป็นฝ่ายปฏิกริยาของขบวนการปฏิวัติโดยสันติ และสงวนสิทธิ์ที่จะให้มวลมหาประชาชนตัดสินความผิดดังกล่าวนั้นโดยพลัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แถลงไว้ ณ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๓
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มแดงสยาม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2010/03/blog-post_9981.html?utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100312/1684#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/465">red</category>
 <pubDate>Fri, 12 Mar 2010 10:45:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1684 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สัมภาษณ์ ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์: สันติวิธีของคนกรุงเทพฯเป็นเรื่องเหลวไหลและใจแคบ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100311/1683</link>
 <description>&lt;p&gt;
“การที่คนกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งคิดว่ารักสันติ จนถือดีมาบอกว่า คนเสื้อแดงคนอื่นๆ ที่มาชุมนุมไม่ใช่คนไทย นี่มันคือการดูถูกความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างถึงที่สุด ความเป็นคนไทยมันอยู่ที่ตัวตนของคนเรา&lt;br /&gt;
มันไม่ได้อยู่ที่การที่เขา มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกับคนกรุงเทพฯ ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิณผกา: วันนี้เราจะพูดถึงสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า คือ วันที่ 12- 14 มีนาคมนี้ ซึ่งคนเสื้อแดงก็จะออกมาชุมนุมโดยที่มีข้อเรียกร้องหลักก็คือ ให้รัฐบาลยุบสภา &lt;br /&gt;
แต่ในขณะเดียวกัน กระแสสังคมและภาพในสื่อกระแสหลักจะสะท้อนมุมมองของคนกรุงเทพฯ จำนวนไม่น้อย ที่ออกมาแสดงความวิตกกังวลในเรื่องความรุนแรง ประชาไทใส่เสียงพูดคุยกับคุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เป็นนักวิชาการอิสระ ซึ่งมีผลงานผ่านทางเว็บไซต์ประชาไท เป็นทั้งบทความและบทสัมภาษณ์ รวมถึงมีผลงานแปลคือ “รัฐศาสตร์ไม่ฆ่า” และผลงานเขียนคือหนังสือชื่อ “ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา” ศิโรตม์สอนทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่ ให้กับโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิชาการเมืองและสังคมไทยสมัยใหม่ให้กับโครงกรสิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
0000&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โง่ – จน – อคติความเชื่อเดิมๆ ต่อชาวชนบทของสังคมไทย&lt;br /&gt;
พิณผกา: บรรยากาศของสังคมคนกรุงเทพฯ ตอนนี้ที่แสดงความวิตกกังวลกันค่อนข้างมาก เรื่องของความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12 นี้ อะไรที่ทำให้คนกรุงเทพฯ หวาดกลัวคนเสื้อแดงมากขนาดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ผมคิดว่าการที่คนกรุงเทพฯ หวาดกลัวคนเสื้อแดง มาจากหลายๆ ปัจจัย ปัจจัยหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสำคัญมากๆ คือ คนกรุงเทพฯ ถูกรัฐบาลให้ข้อมูลด้านเดียวเกี่ยวกับคนเสื้อแดงมาเป็นเวลานานมาก เวลาเราฟังเจ้าหน้าที่ของรัฐ เวลาเราฟังรัฐมนตรีหรือว่าเวลาเราฟังบุคคลสำคัญ ของหน่วยราชการต่างๆ พูดถึงคนเสื้อแดง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าภาพมันออกมาค่อนข้างชัดเจนว่า รัฐบาลและข้าราชในปัจจุบันนี้ พยายามที่จะทำให้ภาพของคนเสื้อแดงนี่เป็นเหมือนกับศัตรูของชาติ หรือพูดง่ายๆ คือว่า รัฐบาลทำให้คนเสื้อแดง นี่เป็นเหมือนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วก็พยายามจะสร้างภาพของคนเสื้อแดงที่จะเข้ามากรุงเทพฯ เหมือนกับว่า เป็นการเดินทัพหรือว่าเป็นการเดินทางของ พรรคคอมมิวนิสต์ที่จะเดินทางมายึดเมืองหลวงอะไรทำนองนี้ อันนี้คือข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นคือว่า การสร้างข่าวของคนเสื้อแดงในด้านลบมาเป็นเวลานาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่ 2 ก็คือ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมีลักษณะหลายๆ ด้านซึ่งขัดแย้งหรือว่าแตกต่างกับทัศนคติของคนกรุงเทพฯ แตกต่างกับรสนิยมของคนกรุงเทพฯ แตกต่างกับวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ หลายเรื่อง เราปฏิเสธไม่ได้ในฐานะที่เราเป็นคนกรุงเทพฯ ว่าคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่มีทัศนคติต่อคนชนบทในแง่ลบอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนกรุงเทพฯ ถูกสอนมาตลอดเวลาว่าคนชนบทคือคนโง่ ถูกสอนมาตลอดเวลาว่าคนชนบทคือคนที่ไร้การศึกษา คือคนที่ถูกซื้อเสียงได้ เพราะฉะนั้นแล้วสำหรับคนกรุงเทพฯ เขามีความคิดอยู่ก่อนแล้วว่าคนชนบทไม่รู้เรื่องการเมือง เป็นเหยื่อของนักการเมืองถูกนักการเมืองหลอก อันนี้คืออคติที่มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อคติข้อที่สองก็คือ ความรู้สึกว่าคนชนบทคนเสื้อแดงเป็นคนซึ่งหัวรุนแรง เป็นคนซึ่งถูกซื้อถูกหลอกใช้ด้วยพรรคไทยรักไทยโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นี่คืออคติข้อที่สอง แล้วผมคือว่าถ้าเราไล่ไปเรื่อยๆ นี่ ความไม่พอใจของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเสื้อแดงมันก็มีอคติแบบนี้ซ่อนเร้นอยู่เยอะแยะเต็มไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น ผมคิดโดยเบื้องต้น ผมคิดว่า มันอาจจะมีอยู่สองเรื่องที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ไม่ค่อยไว้ใจคนเสื้อแดง ข้อหนึ่งก็คือ การตกเป็นเหยื่อของข่าวที่รัฐบาลพยายามสร้างมาเป็นเวลานาน &amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสองก็คือ อคติดั้งเดิมของคนกรุงเทพฯ เองต่อคนชนบท หรือต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ว่าได้ ที่มีมานานแล้วก่อนที่รัฐบาลชุดนี้จะขึ้นมา เพราะตอนนี้อคติแบบนี้มันถูกใช้โดยรัฐบาลชุดนี้มากขึ้น จนทำให้เราเห็นความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อคนเสื้อแดง ในแบบที่เหมือนกับเขาเป็นศัตรูอยู่ในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พื้นฐานความคิดคนละชุด &lt;br /&gt;
พิณผกา: แต่ว่าถ้ามองในมุมกลับอันนี้คือ ความล้มเหลวของคนเสื้อแดงเองด้วยหรือเปล่า ในการที่จะขยายเครือข่ายหรือขยายความเข้าใจ ไปสู่สื่อกระแสหลักแล้วก็ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ผมคิดว่า ถ้าพูดถึงความล้มเหลว ก็ต้องพูดว่ามันเป็นความล้มเหลวในเงื่อนไขแบบไหน ? เช่น ผมคิดว่าถึงที่สุดแล้วสิ่งที่คนเสื้อแดงพยายามจะพูด เป็นสิ่งซึ่งอยู่นอกกรอบความเข้าใจของคนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะความเข้าใจทางการเมืองของคนกรุงเทพฯ ทั้งชุดเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เราเห็นจากการชุมนุมคนเสื้อแดงคืออะไร เราเห็นการชุมนุมของคนจากต่างจังหวัดจำนวนมาก เราจะเห็นการชุมนุมของคนชั้นล่างจำนวนมาก เราเห็นการชุมนุมโดยใช้เรื่องมือทางวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่ง ใช้หมอลำ ใช้ศิลปินใช้นักร้องที่คนกรุงเทพฯ จะมองว่าเป็นคนละชั้นจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้คนเสื้อแดงพูดถึงประชาธิปไตย หรือพูดถึงการเมือง รวมทั้งเคลื่อนไหวทางการเมืองในโหมด หรือว่าในแบบแผนซึ่งยากมาที่คนกรุงเทพฯ จะเข้าใจพวกเขาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช่นถ้าคนกรุงเทพฯ จะเข้าใจคนเสื้อแดงได้จะต้องมีความคิดอะไรบ้าง อย่างหนึ่งก็คือจะต้องคิดว่าคนชนบทนี่ก็รู้เรื่องการเมืองได้ อย่างที่สองคือต้องคิดว่า คนเราไม่ว่าจะมีการศึกษามากน้อยไม่ได้เป็นเหตุให้ เขามีสิทธิทางการเมืองต่างกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างที่สามต้องมีความคิดว่า คนเราไม่ว่าจะเป็นคนชนบทหรือคนชั้นล่าง ไม่ว่าเขาจะมีวิถีชีวิตแบบไหน เขาจะมีวัฒนธรรมแบบไหนเขาเป็นคนเท่ากับเรา เฉพาะแค่สามเรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อยู่นอกความเข้าใจของคนกรุงเทพฯ จำนวนมากในปัจจุบันแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น ถ้าพูดถึงความล้มเหลวของคนเสื้อแดง ก็พูดได้ว่ามีความล้มเหลว แต่ว่าคำถามที่ต้องคิดคือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงในเรื่องต่างๆ บนพื้นฐานแบบนี้ ใครบ้างที่จะทำสำเร็จ ใครบ้างที่จะชนะ หรือทำให้คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ เข้าใจได้ ผมคิดว่า นี่เป็นเรื่องยากเพราะว่า สิ่งที่คนเสื้อแดงพูดนี่มันมาจากโลกทัศน์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่ามันไกลตัวคนกรุงเทพฯ โดนเฉพาะคนชั้นกลางค่อนข้างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่แค่ดัดจริตชนชั้นกลาง แต่เป็นรากลึกที่ฝังมานาน&lt;br /&gt;
พิณผกา: อันนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของจริตใช่ไหม?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ไม่ใช่ สิ่งที่เราพบเห็นในท่าทีของคนกรุงเทพฯ ต่อคนเสื้อแดงนี่ไม่ใช่แค่เรื่องจริต หรือไม่ใช่แค่เรื่องที่หลายคนวิจารณ์ว่า เป็นความดัดจริตของชนชั้นกลาง ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่มีรากฝังเป็นเวลานานมากๆ อย่างเช่น เรื่องหนึ่งที่ผมค้นพบจากการกลับไปอ่านงานของนักวิชาการรุ่นเก่าๆ ที่ทำ เรื่องการเมืองไทย จริงๆ ก็ไม่ใช่รุ่นเก่าบางคนก็ยังมีชีวิตอยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นนักวิชาการรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ รุ่นอาวุโสเยอะแยะ พอเรากลับไปอ่านด้วยสายตาอีกแบบหนึ่ง ผมพบว่า มันมีร่องรอยของการมองชาวบ้าน หรือมองคนส่วนใหญ่ในแง่ดูถูกหรือแง่ลบไปหมดเลย นักวิชาการรัฐศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้น ๆ ในเมืองไทย เขียนถึงการเมืองไทยไว้ว่ามีปัญหาเพราะคนชนบทขาดการศึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาด้านนิติศาสตร์คนหนึ่ง ที่เป็นปรมาจารย์ทางด้านกฎหมายมหาชนในปัจจุบันนี้เลยก็ว่าได้ เขียนถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญไทยว่า สาเหตุที่มีการฉีกรัฐธรรมนูญค่อนข้างเยอะเป็นเพราะว่า รัฐธรรมนูญไทยไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชนชั้นนำได้อย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คืออคติที่สอนอยู่ในระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาเป็นเวลานาน นี่คือตัวอย่างหนึ่งแค่นั้นเองว่า วิธีคิดหรือมุมมองที่ชนชั้นกลาง มีต่อเสื้อแดงเองไม่ใช่แค่เรื่องดัดจริต แต่ว่าเป็นผลของการถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ต่างๆ ถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมต่างๆ หรือวาทกรรมต่างๆ ซึ่งยากมากที่ชนชั้นกลางจะหลุดจากกรอบนี้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้คำพูดต้องระวัง&lt;br /&gt;
พิณผกา: พยายามที่จะเข้าใจชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ มากขึ้น แกนนำของคนเสื้อแดง ก็อาจจะมีส่วนทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจด้วยหรือเปล่า? การพูดของคนเสื้อแดงซึ่งไม่เป็นภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่น บางคนพูดคล้าย ๆ ว่าจะเกิดความรุนแรงเกิดขึ้น แล้วก็มักจะถูก quote ซ้ำๆ ในสื่อต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือว่าการที่คนเสื้อแดงเชื่อมโยงอยู่กับคุณทักษิณค่อนข้างมาก มันทำให้เกิดอคติต่อการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่า ทั้งหมด สารอย่างที่คุณศิโรตม์พูดมาอาจจะไม่ใช่ของคนเสื้อแดงก็ได้ ที่สุดแล้ว เสื้อแดงอาจจะต้องการสู้เพื่อผู้นำที่เขาชอบก็คือคุณทักษิณเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: คำตอบก็คงจะมีอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกก็คือ ถ้าเรามองจากจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย ต่อให้คนเสื้อแดงจะสู้เพื่อคุณทักษิณ ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอะไร เพราะว่าคนทุกคนมีสิทธิที่จะมีผู้นำทางการเมืองที่เขาชอบได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วถ้าผู้นำทางการเมืองของเขา ถูกกระทำด้วยเรื่องที่เขารู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม เขาก็มีสิทธิแสดงออกได้ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าคุณอภิสิทธิ์ถูกกระทำแบบเดียวกัน ผมก็เชื่อว่าคงมีคนจำนวนมากที่ชอบคุณอภิสิทธิ์ ออกมาประท้วงหรือออกมารวมตัว กันแบบนี้เหมือนกัน ผมไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เว้นแต่ว่า เราจะมองเรื่องนี้ในกรอบของคุณทักษิณว่านี่คือศัตรูของชาติ ว่าใครก็ตามที่ยังนิยมคุณทักษิณอยู่ ก็คือคนที่เป็นศัตรูของชาติไปด้วย ซึ่งถ้ามองคนเสื้อแดงจากมุมแบบนี้ มันก็ไม่สามารถจะเข้าใจคนเสื้อแดงทั้งหมดได้แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่สองที่อาจจะสำคัญก็คือว่าการพูดถึงคนเสื้อแดงต้องระวังมากๆ ว่าเรากำลังพูดถึงใคร พูดถึงผู้นำของคนเสื้อแดง พูดถึงคุณวีระ คุณจตุพร หรือคุณณัฐวุฒิ หรือว่าพูดถึงนักปราศรัยของคนเสื้อแดงอย่างคุณแรมโบ้อีสาน คุณอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ก็ต้องเอาให้ชัดอยู่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะว่าถ้าไม่ชัดเจนมัน ก็จะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่คนไหนพูดบ้างว่า เราสมารถนับได้ว่าเป็นเสียงของคนเสื้อแดง หรือว่าเรากำลังพูดถึงคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม ที่นั่งรถจากอีสานมา 7-8 ชั่วโมง นั่งรถมาจากเชียงใหม่มา 9-10 ชั่วโมงเพื่อที่จะมาชุมนุม มันก็มีความหลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตอกย้ำภาพของคนเสื้อแดงโดยเลือกคำพูดของคนบางคนมาใช้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้น เพื่อผลประโยชน์ของทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาลมากกว่าพูดตรงๆ อย่างเช่น กรณีของคุณอริสมันต์ทุกวันนี้ที่ทุกคนชอบพูดว่า คุณอริสมันต์พูดว่าเอาน้ำมันมาคนละขวด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าสำหรับผมแล้ว ผมเข้าใจว่าสิ่งที่คุณอริสมันต์พูด หนึ่ง โดยประโยคเต็มก็คือว่า ถ้ามีการปฏิวัติรัฐประหาร ให้คนเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ แล้วถือน้ำมันมาคนละขวด อันที่สองก็คือ ผมคิดว่ามันเป็นวิธีพูดเพื่อปลุกใจผู้ฟังมากกว่า ซึ่งในเวทีการชุมนุมทุกครั้งก็มีการพูดแบบนี้เยอะแยะ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างเช่นกรณีพันธมิตรฯ ชุมนุมปิดสนามบินหรือตอนที่พันธมิตรยึดทำเนียบ เราก็ได้ยินการปราศรัยแบบนี้ ผู้นำของพันธมิตรฯ ก็พูดกันเยอะแยะว่า ฆ่ามันก็มี ก็มีการพูดถึงการทำสงครามเก้าทัพก็มี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าในแง่หนึ่งผู้นำของคนเสื้อแดง ก็ต้องระวังคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการจับผิดหรือหาเรื่อง อันที่สองก็คือ คนที่พิจารณาเรื่องนี้ ก็ต้องระวังเหมือนกันว่าเราจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร โดยที่ไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาทางเมืองของฝ่ายรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรุงเทพฯ คือเมืองของทุกคน – เป็นเรื่องติงต๊องถ้าให้คนต่างจังหวัดมาเดินไม่ได้&lt;br /&gt;
พิณผกา: กลับมาที่เรื่องของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่กำลังเฝ้าจับตาดูคนเสื้อแดงด้วยความวิตกกังวลอยู่ตอนนี้ คือในด้านหนึ่ง เขาก็กำลังพูดถึงสิทธิของตัวเองในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทยเหมือนกัน คือ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงที่ผ่านมาที่เราออกมามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกันมากๆ เราก็มีการพูดถึงสิทธิในการเคลื่อนไหวทางการเมืองใช่ไหม แต่ว่าเมื่อสังคมไทยผ่านบทเรียนมามากว่า การเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งก็ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง โดยเฉพาะคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุม ช่วงหลังๆ ประเด็นนี้ถูกหยิบยกเอามาพูด คุณมองประเด็นนี้อย่างไร?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ถ้าพูดแบบไม่เกรงใจคือผมมองว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะว่าอะไร เหลวไหล เพราะว่ามันมาจากสมมติฐานที่ว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แล้วสมมติฐานนี้มันมาได้อย่างไร เราไม่เคยมีการพูดเรื่องแบบนี้มาก่อนจนกระทั่ง 2-3 อาทิตย์นี้เอง มาพร้อมกับการที่คนเสื้อแดงจะเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ถึงเริ่มมีการพูดว่า กรุงเทพฯ เป็นของคนกรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ ได้รับความเดือดร้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าถ้าเรามองกลับกัน ถ้าเรามองว่ากรุงเทพฯ เป็นของคนทุกคน เราก็รู้ว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของคนทุกคน การที่มันเป็นเมืองหลวงมันหมายถึงการเป็นเมืองหลวงของคนทั้งประเทศ คนทุกคนในชาติ คนทุกภาค เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้วการที่คนจากต่างจังหวัดจะเดินทางเข้ามาชุมนุมในประเทศไม่ได้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นอะไรเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่อเมริกาก็มีคนจากรัฐอื่นมาเดินขบวนที่วอชิงตันดีซีเป็นปกติ แล้วผมไม่เคยได้ยินคนวอชิงตันดีซีบอกเลยว่าวอชิงตันฯ เป็นเมืองหลวงของคนวอชิงตันฯ เท่านั้น คนที่อื่นห้ามมาเดิน ผมคิดว่าถ้าในอเมริกาเคยบอกแบบนี้คงจะถูกคนหาว่าติงต๊อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีของคนกรุงเทพฯ นี่ก็มีการสร้างวาทกรรมว่าคนกรุงเทพฯ ได้รับความเดือดร้อน คำถามก็คือว่าในช่วง 2-3 ปีก่อนที่มันมีการเดินขบวนของพันธมิตรฯ ทุกวัน มีการปิดถนน มีการยึดทำเนียบ ทำไมไม่มีการที่คนกรุงเทพฯ ออกมาพูดแบบนี้บ้างเลยว่าเราได้รับความเดือดร้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนกรุงเทพฯ ใจแคบ – ชาติไม่ได้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าเรื่องนี้เราจะพูดออกนอกเรื่องออกไปได้นิดหนึ่งก็คือว่า เวลาคนกรุงเทพฯ จะพูดอะไรในเรื่องการเมือง โดยอ้างถึงความเดือดร้อนของตัวเองผมคิดว่า มันสะท้อนถึงความใจแคบของคนกรุงเทพฯ ผมยกตัวอย่างว่าการที่คนกรุงเทพฯ จะพูดว่าคนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ แล้วทำให้คนกรุงเทพฯ รถติด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกันคืออะไร เมื่อเดือนก่อนมีปัญหาเรื่องน้ำท่วม มีปัญหาเรื่องน้ำจากภาคเหนือจะทะลักเข้ามากรุงเทพฯ สิ่งที่เราทำคืออะไร สร้างแนวกั้นน้ำ ไม่ให้น้ำเข้ากรุงเทพฯ และให้น้ำท่วมอยู่ในบริเวณต่างจังหวัดรอบนอก พอมาตอนนี้เดือนนี้เกิดปัญหาภัยแล้ง เกิดปัญหาที่กรุงเทพฯ อาจจะขาดน้ำ สิ่งที่เราทำคืออะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เราทำคือรัฐบาลประกาศ ออกข่าวทุกวันว่า ขอให้เกษตรกรหยุดการทำนา เกษตรกรที่อยากจะทำนาคือที่เห็นแก่ตัวไม่เห็นแก่ชาติ ผมคิดว่าถ้าเราเอาสองภาพนี้มาเทียบกันมันจะเกิดความน่าสนใจมากๆ ว่า ด้านหนึ่งคนกรุงเทพฯ ไม่เคยรักคนต่างจังหวัด พอจะแชร์ความเดือดร้อน จะยอมรับความเดือดร้อนอะไรเลยใช่ไหมครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาน้ำท่วมก็ผลักภาระให้คนต่างจังหวัด เวลาน้ำแล้งก็ด่าว่าคนต่างจังหวัดทำนาทำไม แต่พอคนต่างจังหวัดจะชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในกรุงเทพฯ คุณก็บอกว่านี่คือจังหวัดของคนกรุงเทพฯ อย่ามา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่รู้ว่านี่คือความคิดแบบไหน แต่ว่ามันไม่ใช่วิธีคิดหรือมุมมองว่าเราทุกคนเป็นคนในชาติเดียวกัน แล้วกรณีแบบนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า ชาติเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง คนเราพูดถึงชาติ ก็ต่อเมื่อเราจะใช้ชาติเป็นเครื่องมือทางการเมืองของเราแค่นั้นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรายงานข่าวต้องเป็นเสียงจากทุกฝ่าย –สำคัญคือใช้โครงเรื่องแบบไหน&lt;br /&gt;
พิณผกา: คุณศิโรตม์บอกว่าอันนี้เป็นเรื่องเหลวไหล แต่ว่าประเด็นนี้ มันก็ได้รับการตอบสนองจากสื่อกระแสหลักในเมืองไทยจำนวนไม่น้อย ก็คือมีการพูดกันถึงว่าเวลาที่จะรายงานข่าวชุมนุม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ควรจะรายงานแค่คู่ขัดแย้งเท่านั้น ก็คือแค่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายผู้ชุมนุม หรือฝ่ายค้าน แต่ว่าก็ควรจะให้พื้นที่กับเสียงอื่นด้วย อย่างเช่นกรณีของ 13 เม.ย.52 ก็จะมีการรายงานเสียงของคนที่ดินแดงด้วย อันนี้คุณศิโรตม์มองอย่างไร นี่เป็นการทำหน้าที่ของสื่อที่ balance ไหม?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: คือการรายงานเสียงของคนทุกฝ่าย ผมคิดว่านี่คือหน้าที่พื้นฐานของการทำสื่ออยู่แล้ว ประเด็นที่เราต้องคิดก็คือในการรายงานเสียงของทุกฝ่าย พล็อตหรือโครงเรื่องที่ใช้ในการอธิบายเสียงของคนทุกฝ่าย มันมีความเป็นอิสระจริง ๆ หรือเปล่า เช่นยกตัวอย่าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในกรณีของเหตุการณ์ที่ดินแดง ถ้าเราฟังพล็อตจากการอธิบายเรื่องนี้ จากสื่อของรัฐหรือว่าจากนกรุงเทพฯ ก็คืออะไร ก็คือคนเสื้อแดงยึดรถก๊าซ แล้วก็ใช้รถก๊าซมาเป็นเครื่องมือในการล้มรัฐบาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าเราฟังเหตุการณ์นี้จากคนเสื้อแดง เรื่องมันจะเป็นอีกชุดหนึ่งก็คือว่า คนเสื้อแดงยึดรถก๊าซจริง แต่ยึดเพื่อป้องกันไม่ให้ทหารส่งกำลังเข้ามาบุกปราบปรามประชาชน ผู้เข้าชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล วิธีอธิบายสองเรื่องนี้มันต่างกัน แล้ววิธีการอธิบายที่ต่างกัน มันนำไปสู่มุมมองต่อเหตุการณ์ที่ต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นการรายงานเหตุการณ์จากคนทุกฝ่ายจำเป็นแน่ๆ ไม่มีปัญหา เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามหรือเรื่องที่ต้องระวังก็คือว่า รายงานเสียงของคนทุกฝ่าย โครงเรื่องหลักที่เราใช้เป็นโครงเรื่องของคนทุกฝ่ายหรือเปล่า หรือเราเอาคนทุกฝ่ายมาใส่ในโครงเรื่องบางอย่างที่ชอบอยู่แล้ว ผมคิดว่าในกรณีของเดือนเมษา การรายงานภาพความเดือดร้อนของคนที่ดินแดงหรือว่าหลาย ๆ ที่มันถูกรายงานบนพล็อตใหญ่คือ คนเสื้อแดงเป็นพวกก่อการจลาจล เป็นพวกก่อความวุ่นวาย มุมมองที่จะอธิบายต่อเหตุการณ์นี้ จากคนเสื้อแดงผมคิดว่าผมไม่ค่อยเห็น นี่ก็คือปัญหาของการรายงานเรื่องแบบนี้ ก็คือว่าโครงเรื่องใหญ่มันไม่ใช่โครงเรื่องที่มาจากทุกฝ่ายจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิณผกา: อันนี้เราพูดในเชิงหลักการ ของการต่อสู้ของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง แล้วก็การทำความเข้าใจคนเสื้อแดงในมุมมองของชนชั้นกลาง แต่ถ้าเราประเมินสถานการณ์ข้างหน้า 12-14 มีนาคมนี้ เสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหว ภายใต้ภาวะที่คุณก็ไม่ได้รับแรงหนุนจากชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ แล้วก็รวมถึงไม่ได้รับแรงหนุนจากสื่อกระแสหลัก เขาออกมาเพื่อจะแพ้หรือเปล่า?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ผมไม่สามารถตอบเรื่องนี้ได้ในเวลานี้เพราะว่าการแพ้ – ชนะ มันขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย แต่ผมคิดว่ายิ่งถ้าเรามองว่า คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือเข้ามากรุงเทพฯ บนสภาพแวดล้อมซึ่งไม่เอื้ออำนวยกับพวกเขาเลย เช่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง เขาเป็นคนต่างจังหวัดแล้วเข้ามาในกรุงเทพฯ ตากแดด ตากฝน ตากลม นั่งรถมา 8-9 ชั่วโมง มายืนชุมนุมกี่วันก็ไม่รู้ 2-3 วันเป็นอย่างน้อย อันที่สองเขารู้ว่าเขามาชุมนุมในเมือง ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ของเขา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่สามเขารู้ว่า เขามาชุมนุมท่ามกลางสื่อของรัฐและสื่อของเอกชน ซึ่งไม่ได้อยู่ข้างเขาเลย ผมคิดว่าเรื่องที่เราต้องตั้งคำถามก็คือว่า อะไรทำให้คนเหล่านี้มีจิตใจแบบนี้ขึ้นมาได้ ถ้าเป็นผมผมไม่กล้าทำ ทุกวันแค่ให้ผมพูดเรื่องอะไรแบบที่ไม่ต้องเป็นเสื้อแดงมาแ ต่ว่าพยายามทำความเข้าใจเสื้อแดงถ้าต้องไปพูดบนเวทีของคนบางกลุ่ม ผมก็ไม่ไป เพราะผมรู้สึกว่าเราไม่รู้ feedback จะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นยิ่งถ้าเรามองภาพคนเสื้อแดงในบริบทแบบนี้เท่าไหร่ ผมคิดว่ าเราจะต้องตั้งคำถามมากขึ้นด้วยซ้ำว่าระดับแสนคนเป็นอย่างน้อยเขาทำสิ่งซึ่งมันมีต้นทุนที่เสี่ยงมากๆ แล้วผมคิดว่า ถ้าผมเป็นคนเสื้อแดงถ้าผมจะมากรุงเทพฯ ผมกลัวอะไร หนึ่งเลยผมกลัวถูกคนเสื้อแดงทำร้าย ผมกลัวรัฐบาลปล่อยข่าวให้ร้ายผม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมกลัวมือที่สามแทรกแซง ผมกลัวสื่อของรัฐ สื่อหนังสือพิมพ์ สื่อทีวีให้ข่าวในแง่ลบผมตลอดเวลา แต่ผมก็เลือกที่จะมา ซึ่งมันต้องมีแรงขับอะไรที่ใหญ่มากในหมู่คนเสื้อแดงรอบนี้ ซึ่งถ้าเรามองคนเสื้อแดงโดยเอามุมมองเรื่องเสื้อ เอามุมมองเรื่องสีเหลืองสีแดงออกไป ว่านี่คือความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่มากๆ ที่เราควรจะพิจารณามันให้ดีๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิณผกา: แต่ว่าถ้าเราพูดถึงความรุนแรง มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น?&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: ผมคิดว่าเวลาเราพูดถึงความรุนแรง ส่วนใหญ่ที่พูดอยู่ในปัจจุบันคือ การวิเคราะห์ว่าจะเกิดความรุนแรงหรือเปล่าโดยมองจากความขัดแย้งทางการเมืองแบบมหภาคเป็นหลัก คือมองว่ารัฐบาลก็อยู่ขั้วหนึ่ง เสื้อแดงคือฝ่ายทักษิณก็อยู่อีกขั้วหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่คุณทักษิณต้องการ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าไม่ใช้ความรุนแรงเปลี่ยนระบบ ผมคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีมองที่เป็นคล้ายเซียนไพ่หรือเซียนฟุตบอล มองเวลาวิเคราะห์ฟุตบอลหรือเวลาวิเคราะห์หมากรุกอะไรพวกนี้ก็คือว่า เหมือนกันกับการเมืองเป็นเรื่องของเกม มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราเข้าใจความรุนแรงมากเท่าไหร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราจะสนใจความรุนแรงในเรื่องของการเมืองช่วง 2-3 วันนี้ ผมคิดว่าเรื่องที่เราอาจจะต้องดูคือ หนึ่งคือ เงื่อนไขที่ทำให้เกิดความรุนแรงจริงๆ แล้วมันมีหรือเปล่า เช่น การเผชิญหน้าระหว่างฝูงชนกับฝูงชนแต่ละกลุ่มมันมีไหม? การเผชิญหน้าระหว่างคนเสื้อแดงกับม็อบที่อาจจะมีการจัดตั้งของรัฐ&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือรอบเดือนเมษาที่หลายๆ คนพูดว่า คนเสื้อน้ำเงินหรือมือที่สามมีไหม? อันที่สองก็คือความสามารถของผู้นำการชุมนุมมันมีไหม? อันที่สามคือความสามารถของรัฐ ในการหลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดสถานการณ์รุนแรงมีไหม ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วผมคิดว่า ในตอนนี้ถึงแม้เราจะเห็นแนวโน้มว่าจะมีอะไรแบบนี้อยู่ แต่ว่าถ้าตอบให้ชัดเจนว่ามันจะมีความรุนแรงไหม ผมคิดว่าไม่อยากจะพูดแบบนั้น ในกรณีของคนเสื้อแดง เขามีความระมัดระวังค่อนข้างสูง ในการไม่ให้คนนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์เหมือนเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในกรณีของผู้นำเสื้อแดง ผมคิดว่ารอบนี้มีการพูดกันเยอะว่าจะมีการเคลื่อนไหวอย่างสันติวิธี&lt;br /&gt;
ล&lt;br /&gt;
อย่างรอบเดือนเมษาพูดน้อยกว่าคราวนี้มากๆ แล้วอันหนึ่งที่ผมคิดว่าชัดเจนมากๆ คือความพยายามจะพูดเรื่องของการมีระเบียบวินัย การเคลื่อนไหวอย่างที่รับฟังผู้นำให้มากขึ้นกว่าเดิม ผมคิดว่าเราก็ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้น ในเดือนเมษา สำหรับคนจำนวนมากคือเสื้อแดงแพ้ แต่ว่าความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดง ก็มีการปรับตัวของคนเสื้อแดงบางกลุ่ม ในการจัดการปัญหาแบบนี้ด้วยเหมือนกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็คือเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความรุนแรงจากรัฐบาล คือสิ่งที่ต้องกลัวมากกว่าคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
ถ้าถามว่าความรุนแรงจะมีไหม? ผมว่าสิ่งที่ผมกลัวไม่ใช่ความรุนแรงจากคนเสื้อแดง แต่ว่ากลัวความรุนแรงจากปัจจัยภายนอกคนเสื้อแดงมากว่า อันนี้ก็คือ ความรุนแรงจากรัฐบาล เวลาเราพูดถึงรัฐบาล เราต้องยอมรับว่าองค์ประกอบของรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีความเป็นเอกภาพเลย เรามีนายกฯ คือคุณอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นคนที่ผมคิดว่าโดยพื้นฐานผมคิดว่าเป็นคนไม่นิยมความรุนแรง ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ ในพรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ผมก็ไม่อยากพูดเต็มปากเต็มคำ เพราะมันมีหลายเรื่องที่ทำให้น่าสงสัยเหมือนกัน แต่ว่าองค์ประกอบของรัฐบาลที่จะทำให้เกิดความรุนแรงมีอะไร เราได้ยินถึงการพูด ในลักษณะที่ว่ามีการเผชิญหน้าตลอดเวลาจากรองนายกรัฐมนตรี จากโฆษกรัฐมนตรี จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแบบนี้ ว่าคนเสื้อแดงเป็นพวกจลาจลเป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง อันนี้เป็นสิ่งที่พูดเพื่อทำให้การเผชิญหน้าทางการเมือง แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า รัฐบาลปล่อยให้คนแบบนี้พูดออกมาทุกวันได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วอันที่สองก็คือการเกิดเหตุการณ์แทรกแซงจากพวกมือที่สาม หรือว่ากองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งเป็นคนของรัฐแต่อาจจะไม่ได้อยู่กับรัฐบาลโดยตรง นี่ผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากกว่า ผมไม่คิดว่าโดยธรรมชาติของการเคลื่อนไหวมวลชนแบบเสื้อแดง จะมีความต้องการการใช้ความรุนแรงเป็นพื้นฐาน เพราะว่าประชาชนก็ไม่มีอาวุธ ถ้ามีความรุนแรง ผมคิดว่ามันจะเป็นปฏิกิริยาตอบโต้การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐมากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าเหตุการณ์เดือนเมษา ผมคิดว่าจำนวนของคนเสื้อแดง ต้องมองแบบเป็นปฏิกิริยาตอบโต้การใช้กำลังของรัฐมากกว่า แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแล้วผมก็คิดว่าเราไม่ค่อยพูดแบบนี้เท่าที่ควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลทำงานบนความแตกแยก สังคมอยู่ไม่ได้แน่หากเป็นแบบนี้&lt;br /&gt;
พิณผกา: อาจจะถามแบบหาเรื่องกันก็คือว่า ขณะที่คุณศิโรตม์บอกว่าแกนนำของคนเสื้อแดงจะพูดเรื่องสันติวิธีมาก แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ออกมาในสื่อ &amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันภาพของความรุนแรงมันกลับถูกฉายออกมาอย่างสม่ำเสมอกว่า เป็นเรื่องเป็นราว เป็นขั้นเป็นตอนมากกว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาอะไรที่เกี่ยวกับเสื้อแดงมันก็จะเป็นประเด็นความรุนแรงทั้งนั้น ทั้งเรื่องเสธ.แดง ทั้งเรื่องคำพูดของคุณอริสมันต์ ทั้งเรื่องการประเมินสถานการณ์ของรัฐ ทำไมมันถึงออกมาเป็นแบบนี้?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องคิดต่อมากๆ ว่าสิ่งที่รัฐต้องการในการจัดการการชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธีระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง เพราะฉะนั้นภาพของการทำให้คนเสื้อแดงเป็นผู้ร้ายรุนแรงมาก&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะเห็นภาพของการที่เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วรัฐบาลออกมาประโคมข่าวว่า คนกำลังเริ่มถอนเงินจากธนาคารแล้ว เพราะว่าถ้าเสื้อแดงมาจะมีการเผาธนาคาร จะมีการยึดธนาคาร มีการทุบตู้เอทีเอ็ม แล้วเมื่อวานนี้ก็มีข่าวที่ตลกออกมาว่า พอรัฐบาลประโคมข่าวจนคนกลัวจริงๆ เมื่อวานนี้คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตยก็มาการให้สัมภาษณ์ว่าถ้ามีการถอนเงินหรือใครชวนให้คนอื่นถอนเงิน คือคนซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วคนที่พูดมาที่สุดคือรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าการที่รัฐบาลรณรงค์ให้คนเกลียดเสื้อแดง ผมคิดว่าเอาประเทศชาติเป็นเดิมพันมากๆ แล้วนี่มันคือเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย ผมคิดว่าปัญหาหลักของรัฐบาลชุดนี้ในการทำงานการเมืองก็คือ ความไม่สามารถสร้างความสามัคคีของคนในชาติให้มันเกิดขึ้นมาได้จริงๆ &amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;lt;br /&amp;gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลชุดนี้ทำงานบนการสร้างความแตกแยกของคนในชาติ หรือเราอาจจะพูดก็ได้ว่าสิ่งที่มันเป็นปัญหาหลักของสังคมการเมืองไทยหลังปี 49 คือรัฐบาลไทยทุกชุดไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ไม่เคยจะพยายามจะสร้างการอยู่ร่วมกันกับคนอีกฝ่ายหนึ่ง นี่คือปัญหาหลักของสังคมการเมืองไทยหลัง ปี 49 ถ้ารัฐบาลของฝ่ายหนึ่งขึ้นมาก็จะทำให้มวลชนของอีกฝ่ายเป็นศัตรูของชาติ การอยู่ร่วมกันของคนในชาติ การอยู่ร่วมกันในชุมชนการเมืองอยู่ไม่ได้ถ้ารัฐทำแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลที่ดีคืออะไร รัฐบาลที่ดีคือคนที่เมื่อคนในชาติมองขึ้นมารู้ว่ารัฐบาลเป็นของคนทุกคน ว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลซึ่งปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นรัฐบาลซึ่งฟังเสียงของคนทุกฝ่ายอย่างแท้จริง ซึ่งในปัจจุบันนี้ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำแบบนี้ หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่าหลังปี 49 ไม่มีรัฐบาลไหนที่ทำแบบนี้เลย สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ทำก็คือ ทำสิ่งที่คุณสมัครทำกับพันธมิตร คือการทำให้รัฐบาลอยู่รอดบนการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แยกมิตรแยกศัตรู แล้วทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายต่างๆ ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สร้างภาพมายา – สังคมไทยคือสังคมแห่งสันติ&lt;br /&gt;
พิณผกา: คำถามสุดท้ายคือครั้งนี้มันอาจจะเป็นครั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนก็คือมีกลุ่มทางสังคมที่ออกมาแสดงความวิตกกังวลเรื่องของความรุนแรง เรื่องของต้องการสันติภาพ สันติวิธีมาก ขนาดที่ว่ามีกลุ่มใหม่ๆ ขึ้นมาทางสังคมออนไลน์ เช่นกลุ่ม We love Peace, We love Thai อะไรเหล่านี้ ถามคุณศิโรตม์ว่าจริงๆ กลุ่มเหล่านี้ที่เขามีความวิตกกังวลเรื่องสันติภาพในพื้นที่ทางการเมืองของสังคมไทย ถ้าเขาต้องการสันติภาพหรือความสงบเรียบร้อยในสังคมไทย เขาควรจะทำอะไร?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิโรตม์: สันติภาพมีหลายแบบมีหลายความหมาย สันติภาพบางแบบหมายถึงการที่คนเราไม่ตีกันเฉยๆ สันติภาพบางแบบหมายถึงการมีโครงสร้างทางกฎหมาย โครงสร้างทางการเมืองที่ทำให้คนทุกกลุ่มได้รับความยุติธรรมเท่ากัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สันติภาพบางแบบหมายถึงการมีวัฒนธรรม การมีวาทกรรมการมีความคิดที่ยอมรับว่าคนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติถ้าเราเห็นเขาเป็นคนเหมือนๆ กัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมคิดว่าการพูดถึงสันติภาพของสังคมไทยทุกวันนี้ มันเป็นการพูดแบบฉาบฉวย พูดถึงสันติภาพ เหมือนเป็นเรื่องของเด็กสองคนมันผิดใจกันแล้วก็มาตีกัน แล้วก็ควรจะมีผู้ใหญ่ที่เป็นกลางมาห้ามไม่ให้เด็กตีกัน ความขัดแย้งของสังคมไทยไม่เคยง่ายขนาดนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราเคยอยู่ในสังคมที่มีการฆ่ากันกลางเมืองมาแล้วในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เราอยู่ในสังคมซึ่งเคยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งจบลงด้วยผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งหมดต้องไปตายในต่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปรีดี พนมยงค์ไปตายที่ฝรั่งเศส จอมพล ป.พิบูลสงครามไปตายที่ญี่ปุ่น เพราะฉะนั้น สังคมไทยไม่เคยเป็นสังคม ซึ่งอยู่ร่วมกันด้วยความสันติด้วยกันจริงๆ อยู่แล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาคนในสังคมอยากพูดเรื่องสันติภาพก็ต้องทำความเข้าใจให้มากว่า ความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมไทยมันสลับซับซ้อนแล้วเราพูดว่า ทุกคนรักกันอย่าตีกัน พูดไม่ได้ ไม่ make sense &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าพูดแบบนี้ สิ่งที่เราจะได้คือทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนดีเท่านั้นเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าเรารักสันติจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกอย่างหนึ่งที่น่าประหลาดก็คือการที่เราพูดเรื่องสันติวิธี ภาพของคนต่างๆ ในเวลานี้คือมันมาโยงเรื่องความคิดที่ว่าความเป็นไทยต่างๆ คืออะไร มันมาโยงกับความคิดเรื่องไม่ใช่คนไทยคืออะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจะเห็นว่ามีการรณรงค์ว่าคนไทยรักสันติภาพ คนไทยไม่ใช้ความรุนแรง คนไทยไม่ชุมนุม คำถามที่เกิดขึ้นก็คือคนที่เขาไปชุมนุมไม่ใช่คนไทยตรงไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรณรงค์เรื่องสันติภาพสันติวิธี บนฐานของการที่ว่าคนที่เขาชุมนุมไม่ใช่คนไทย แค่นี้มันก็คือความรุนแรงที่ใหญ่มากๆ แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรามีเหตุการณ์หกตุลา ซึ่งเกิดการฆ่านักศึกษาด้วยเหตุผลว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย แล้วความเป็นคนไทยมันอยู่ในตัวของคนไทยทุกคน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่คนกรุงเทพฯ กลุ่มหนึ่งคิดว่ารักสันติ จนถือดีมาบอกว่า คนเสื้อแดงคนอื่นๆ ที่มาชุมนุมไม่ใช่คนไทย นี่มันคือการดูถูกความเป็นมนุษย์ของเขาอย่างถึงที่สุด ความเป็นคนไทยมันอยู่ที่ตัวตนของคนเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันไม่ได้อยู่ที่การที่เขามีความคิดทางการเมือง ที่แตกต่างกับคนกรุงเทพฯ แล้วนั่นทำให้คนกรุงเทพฯ ว่าเขาไม่ใช่คนไทย นี่คือความรุนแรงที่ผมคิดว่ารุนแรงกว่าการตีกันบนท้องถนนด้วยซ้ำ เรามองเขาว่าไม่ใช่คนเท่าเราถึงพูดแบบนี้ได้.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; ถอดความจากรายการประชาไทใส่เสียงรายวันประจำวันที่ 10 มี.ค. 2553 คลิกฟัง &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/multimedia/radio/daily/28072&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28079&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100311/1683#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/465">red</category>
 <pubDate>Thu, 11 Mar 2010 03:40:57 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1683 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แถลงการณ์ร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100311/1681</link>
 <description>สนนท.และองค์กรภาคประชาชน ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อรัฐ ให้ยุติการสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การใช้ความรุนแรง ต่อผู้ชุมนุมและวอนต่อสื่อมวลชนว่า อย่าร่วมมือกับรัฐบาลนำพาวิกฤติการเมืองครั้งนี้ ไปซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt;แถลงการณ์ร่วมต่อต้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อผู้ชุมนุมเสื้อแดง&lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	10 มีนาคม 2553&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt;“&lt;b&gt;ผู้ที่ควรถูกเรียกร้องและกดดัน ไม่ให้ใช้ความรุนแรงมากเสียยิ่งกว่าประชาชนผู้ชุมนุมคือ รัฐบาล&lt;/b&gt;” &lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt;&amp;quot;&lt;b&gt;วอนสื่อมวลชนอย่าร่วมมือกับรัฐบาล นำพาสถานการณ์ย้อนทวนไปสู่จุดจบแบบ 6 ตุลา 2519&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt;&amp;quot;&lt;b&gt;ประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร โปรดยืนยันให้รัฐบาลทราบว่า คุณจะไม่ผ่านใบอนุญาตให้รัฐบาล ก่ออาชญากรรมต่อประชาชน&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	ทันทีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. ประกาศจะเริ่มต้นการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ ในวันที่ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นไป  เหตุการณ์และกระแสข่าว อันไม่ปกติมากมายก็ได้โหมปะทุขึ้นรายวัน อาทิ เกิดเหตุปาระเบิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครหลายจุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ตามด้วยกระแสข่าวการวางแผนก่อวินาศกรรมของคนบางกลุ่ม การปาสิ่งปฏิกูลใส่บ้านนายกรัฐมนตรี การหายไปของอาวุธสงครามจำนวนหนึ่ง จากคลังแสงในกองพันทหารช่าง 401 จังหวัดพัทลุง รวมถึงความพยายามจุดประเด็นเรื่องภาวะกระสุนปืนขาดตลาดของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	โดยเหตุการณ์และกระแสข่าวเหล่านี้ ล้วนถูกเชื่อมโยงไปสู่การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช.ที่กำลังใกล้จะมาถึงทั้งสิ้น และเป็นที่น่าแปลกใจว่าช่วงเวลาดังกล่าว ได้เกิดปรากฏการณ์ สื่อมวลชนแทบทุกสำนักนำเสนอข่าวไปในทิศทางเดียวกันซ้ำไปซ้ำมาราวกับนัดหมาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ยังไม่นับรวมถึงกระแสกดดันทางสังคม โดยเฉพาะจากคนกรุงเทพมหานคร ที่ถูกโหมกระพือผ่านสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการกล่าวอ้างถึงผลกระทบและความเดือดร้อนต่าง ๆ นานาที่คาดว่าคนกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	จะได้รับจากการชุมนุมดังกล่าว นำไปสู่กระแสกีดกันการเดินทาง เข้ามายังกรุงเทพมหานคร อันเป็นพื้นที่นัดหมายชุมนุมของกลุ่ม นปช.จากทั่วสารทิศ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องให้มีการยุบสภา แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ของกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น ยังตั้งอยู่บนฐานของการใช้กลไกรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปสามารถเรียกร้องเสนอต่อสังคมได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ และการรวมตัวกันของประชาชนเพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนนั้น ก็ถือเป็นสิ่งปกติอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รัฐบาลพยายามบอกกับสังคมมาโดยตลอดว่าต้องการสร้างความสงบ สันติ และความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นแก่คนในชาติ   ทั้งยังเรียกร้องหาความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง รวมถึงความรักชาติจากกลุ่มผู้ชุมนุม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้   กลับเป็นการพยายามสร้างเงื่อนไขเพื่อจะนำไปสู่ความรุนแรงเสียเอง จนเป็นที่ตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่รัฐบาลและเครือข่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	เป็นการปูทางไปสู่การสร้างความชอบธรรม ในการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง เพื่อยุติปัญหาและการชุมนุม ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมาหรือไม่ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	หากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่สถานการณ์วิกฤตอีกครั้งหนึ่ง เพราะฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือครองอำนาจรัฐ มีเครื่องมือในการก่ออาชญากรรมความรุนแรงครบถ้วน ทั้งเครื่องมือทางกฎหมาย สื่อมวลชน ตำรวจ ทหาร และอาวุธยุทโธปกรณ์ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	การจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ ในการนัดหมายชุมนุมของประชาชนครั้งนี้ จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลเป็นสำคัญไม่ใช่ประชาชน และจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา ก็ได้แสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับการชุมนุมทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6  ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภา 2535   หรือแม้กระทั่ง เหตุการณ์เมษายน 2552 ที่ผ่านมา    ความรุนแรงที่เกิดขึ้นล้วนแล้วมาจากฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น!  ดังนั้น ฝ่ายที่ควรถูกเรียกร้องและกดดัน ไม่ให้ใช้ความรุนแรงเสียยิ่งกว่าฝ่ายผู้ชุมนุมก็คือรัฐบาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ด้วยเหตุนี้  “เรา”   นิสิต นักศึกษา และประชาชนคนหนุ่มสาวผู้ปรารถนาจะเห็นประชาธิปไตย อันเป็นรากฐานของสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงบนดินแดนนี้   จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลบนฐานของเจตนารมณ์ที่พ้องต้องกัน 2  ประการ  คือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	1. การชุมนุมของประชาชนกลุ่ม นปช. นั้น มีความชอบธรรมตามหลักสิทธิและเสรีภาพ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งยังถูกรับรองไว้อย่างแข็งขันในหลักสิทธิมนุษยชนสากล ที่ทุกสังคมทั่วโลกยอมรับและยึดถือปฏิบัติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รัฐบาลมีหน้าที่ประกันสิทธิเสรีภาพนี้ แก่พลเมืองในรัฐทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน  ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ให้การสนับสนุนและรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม  และปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมในฐานะที่ผู้ชุมนุมทุกคนเป็นพลเมืองแห่งรัฐ  ไม่ใช่ศัตรูแห่งรัฐ ในทุกกรณี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	2.  กฎหมายความมั่นคงทุกฉบับ ไปกันไม่ได้กับสังคมประชาธิปไตย ถือเป็นเครื่องมือในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน จนอาจกล่าวได้ว่า  เป็นเครื่องมือรับรองความชอบธรรมในการก่อการร้ายของรัฐ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง ไม่ว่าฉบับใด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือ ขัดขวางยับยั้งการชุมนุมตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่มีข้อยกเว้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	นอกจากข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 2 ข้อ ดังได้กล่าวมาแล้ว  “เรา” ยังขอเรียกร้องต่อ “สื่อมวลชนทุกแขนง ทุกสำนัก”  ให้นำเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง ตรงไปตรงมา ไม่ทรยศต่อจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อมวลชน &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	การร่วมมือกับรัฐบาลหรือยอมตกเป็นเครื่องมือของรัฐบาล นำเสนอข่าวบิดเบือนสร้างภาพลบให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม  เท่ากับเป็นการผลักกลุ่มผู้ชุมนุมไปเป็นอื่น และเป็นการป้ายสีความเป็นปีศาจให้แก่กลุ่มผู้ชุมนุม   ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ไม่ต่างจากเหตุการณ์เดือนเมษายนที่ผ่านมา   หรือไม่ก็อาจนำไปสู่จุดจบอันเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เช่นเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	และเราขอเรียกร้องต่อประชาชนทุกคนในสังคม ไม่ว่าคุณจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นไร ต้องไม่มีอคติต่อการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชนด้วยกัน  และแม้ไม่เกลียดชัง แต่การแสดงความวางเฉยไม่เพียงพอต่อสถานการณ์เช่นนี้  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	หากแต่สิ่งที่ประชาชนทุกคนต้องแสดงออกในภาวการณ์วิกฤตเช่นนี้   คือ   เรียกร้องไม่ให้รัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อประชาชนด้วยกัน   และโปรดยืนยันให้รัฐบาลทราบว่า คุณจะไม่ผ่านใบอนุญาตให้รัฐบาลก่ออาชญากรรมต่อประชาชนด้วยกัน &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รายชื่อองค์กร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	1.    สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)&lt;br /&gt;
	2.    เครือข่ายนักศึกษาพิทักษ์ประชาชน (คพช.)&lt;br /&gt;
	3.    กลุ่ม Try-Arm&lt;br /&gt;
	4.    กลุ่มสหภาพแรงงานเคมีภัณฑ์&lt;br /&gt;
	5.    สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน&lt;br /&gt;
	6.    สถาบันอีสานภิวัตน์&lt;br /&gt;
	7.     สมาคมพัฒนาผู้บริโภคไทย&lt;br /&gt;
	8.     สถาบันคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้บริโภค&lt;br /&gt;
	9.     สมาคมรัฐธรรมนูญเพื่อสังคม&lt;br /&gt;
	10.   โครงข่ายภาคประชาสังคมนนทบุรี&lt;br /&gt;
	11.    สมัชชาสังคมก้าวหน้า (Social Move Assembly)&lt;br /&gt;
	12.    องค์กรเลี้ยวซ้าย&lt;br /&gt;
	13.    กลุ่มกรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
	14.    สถาบันเพื่อการพัฒนาเยาวชนประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
	15.    สหภาพแรงงานกรุงเทพผลิตเหล็ก&lt;br /&gt;
	16.    เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา&lt;br /&gt;
	17.    สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28083?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/03/28083?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100311/1681#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/328">liberty</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Thu, 11 Mar 2010 03:14:37 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1681 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ใบตองแห้งออนไลน์ : วัวกินหญ้า ทฤษฎีโก๋หลังวัง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100225/1677</link>
 <description>&lt;p&gt;
ติ๊งต่างว่า คนเลี้ยงวัวปล่อยวัวในทุ่งให้ข้ามไปกินหญ้าของเพื่อนบ้านบ่อยๆ วันหนึ่ง เพื่อนบ้านมาอ้างว่า วัวเอ็งโตมาเพราะหญ้าของข้า ต้องริบวัวทั้งฝูง คุณว่ายุติธรรมไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอาใหม่ ติ๊งต่างว่า ไม่ใช่เพื่อนบ้านแต่เป็นรัฐ เป็นของหลวง ของส่วนรวม ริบวัวมาฆ่ากลางหมู่บ้านแจกทุกคนกิน คุณว่ายุติธรรมไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าติ๊งต่างให้ใกล้เคียงที่สุด ต้องเปรียบเป็นสหกรณ์การเกษตร เอาที่ดินให้เช่าเลี้ยงวัว แล้วคนเช่ารายหนึ่งได้รับเลือกเข้ามาเป็นประธานสหกรณ์ เปลี่ยนชื่อให้ลูกเช่าแทน ไอ้ที่ดินนั้นก็มีปัญหา มีการแก้ไขสัญญา อ้างภัยแล้ง หรืออ้างคู่แข่ง ราคาตก ขอลดค่าเช่า เปลี่ยนวิธีจ่ายเงิน ฯลฯ เป็นที่ครหาว่ามันตุกติก แต่จับไม่ได้คาหนังคาเขาเพราะมันก็อ้างว่าทำถูกต้องตามกฎระเบียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่ากระนั้นเลย ริบวัวแม่มให้หมดดีไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือทฤษฎีวัวกินหญ้า ของ’จารย์แก้ว ซึ่ง-ด้วยความจริงใจ ผมเนี่ยรัก’จารย์แก้วนะ รักน้ำใจ แบบว่าแกใจนักเลง แฟร์ในหลายๆ เรื่อง ใครที่บอกว่าตั้ง คตส.ล้วนศัตรูทักษิณ ผมเถียงอยู่เสมอว่า ‘จารย์แก้วไม่ใช่ สมัยเป็น สว. ‘จารย์แก้วไม่ใช่เจิมนะครับ แกมีเหตุผล แยกแยะถูกผิด ไม่ได้ด่าตะพึดตะพือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่เป็น คตส. ผมก็ว่าแกเป็นคนมีเหตุผลที่สุดใน คตส. (เพียงแต่ผม hurt ไปพักใหญ่ตอนที่แกรับเป็น คตส.) คุยกันครั้งหลัง แกก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ 50 และความสุดขั้วสุดโต่งหลายประเด็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่’จารย์แก้วยังยืนยันทฤษฎีวัวกินหญ้า ซึ่งต้องขอแยกแยะว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะรู้สึกมันออกจะนักเลงๆ ไงไม่รู้ เป็นตรรกแบบโก๋หลังวัง ที่คนฝ่ายตรงข้ามเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ติ๊งต่างกลับไปอีกที ถ้าประธานสหกรณ์แอบเอาลูกวัวมาเลี้ยงในที่ของสหกรณ์ กินหญ้า ฉีดยา ใช้ทุกอย่างของสหกรณ์ จนวัวตัวอ้วนพี แบบนั้นไม่มีปัญหาครับ ยึดแม่มเลย ไม่ต้องชดใช้ค่าลูกวัว แบบที่’จารย์แก้วเปรียบว่าเหมือนคนเอาเงินซื้อยาเสพย์ติด แม้เป็นเงินหาได้โดยสุจริต ก็ต้องยึดเพราะมันเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในกรณีของทักกี้ มันเป็นอะไรที่แม้รู้สึกว่าไม่ใคร่โปร่งใส แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องก้ำกึ่ง แปรสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต เงินเข้ารัฐเท่าเดิม (ดีกว่าเดิมด้วย ไม่ถูกรัฐวิสาหกิจเบียดบัง) ว่ากีดกันคู่แข่งก็มองไม่เห็นเป็นรูปธรรม แก้ไขสัญญาหรือ ผู้รับสัมปทานกับรัฐล้วนมีการเจรจาต่อรองแก้ไขสัญญาอยู่บ่อยๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยนไป แม้แต่สร้างถนนก็มีการยืดเวลา ไอ้ที่น่าเกลียดกว่านี้ยังมี เช่น รัฐบาลขิงแก่ก็แก้สัญญาให้ดอนเมืองโทลเวย์ (จะยึดทรัพย์ใครไหม) ลดภาษีไอพีสตาร์ให้ชินแซท ก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกันกับที่รัฐบาลอื่นเคยลดให้ไทยคม 3 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือที่ว่าแก้กฎหมายให้ตัวเองขายหุ้นสิงคโปร์โตก พลิกไปดูดีๆ นะครับ บริษัทที่ร้องขอให้แก้กฎหมายมี 3 รายคือ ดีแทค, ทรู แล้วก็ทีทีแอนด์ที ชินไม่ได้ร้องขอให้แก้ แต่แก้เสร็จทักกี้ขาย เสียค่าโง่ โกรธกันทั้งเมือง รวมทั้ง ปชป.ที่ยกมือให้แก้กันสลอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องแบบนี้มันเปรียบกันไม่ได้กับการเอาเงินไปซื้อยาเสพย์ติด หรือทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ แต่มันเปรียบได้กับพ่อค้าเจ้าเล่ห์ ขายของตุกติก แล้วจิ๊กโก๋ปากซอยยัวะ ยึดร้านแม่มเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือผมไม่ได้บอกว่าทักกี้มันโปร่งใส ชอบธรรม ถูกทุกอย่าง แต่ขณะเดียวกันการจัดการกับทักกี้ก็ต้องเป็นธรรม ถ้าคุณคิดว่าต้องการสร้างความเป็นธรรมขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ไม่ใช่แค่ต้องการเอาชนะทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐยังมีคำถามว่า แล้วเราจะใช้กับคนอื่นด้วยไหม ยกตัวอย่างหัวหน้าพรรคตู้เอทีเอ็มเคลื่อนที่ ทุกคนก็รู้ว่าอีขายคลอรีน รับเหมาก่อสร้าง พร้อมกับเล่นการเมือง หัวหน้าพรรคเล็กอีกรายก็รับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองมายี่สิบกว่าปี จากบริษัทเล็กกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ จะถือว่า “กินหญ้ารัฐ” ไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเอาง่ายๆ ไม่นานนี้เอง ตอนที่ กกต.มัวไล่จับสมชาย แสวงการ ถือหุ้น ปตท.ไม่กี่หุ้น บริษัทชิโนไทยก็ประมูลได้รถไฟฟ้าสายสีม่วง ใครเป็นผู้ก่อตั้งชิโนไทย ก็ปู่จิ้น มท.1 ถึงจะบอกว่าไม่มีหุ้นแล้วยกให้ลูกหลานไป มันต่างตรงไหนกับทักษิณ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถามกลับอีกว่า เอ้า ก็เขาทำมาหากินกับการก่อสร้าง คุณจะไม่ให้เขาประมูลงานเลยหรือ จะให้ปิดบริษัทเลยหรือ นี่ไง ที่เรียกว่าทับซ้อน ถ้าจะไม่ให้มีเลย ก็เท่ากับห้ามนักธุรกิจเล่นการเมือง ปล่อย “นักการเมืองอาชีพ” เขาเล่นไป แล้วกลุ่มธุรกิจคอยล็อบบี้ใต้โต๊ะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ายึดทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ ก็อาจตั้งแง่ได้กระทั่งคุณหญิงกัลยากับแบงก์กรุงเทพฯ ที่ได้ทำเช็คช่วยชาติ (กำไรสูงสุดปีที่แล้ว 2.2 หมื่นล้าน) บางคนอาจเถียงว่าคุณหญิงไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง ให้กลับไปอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ในคดีวัฒนา อัศวเหม ตอนนั้นวัฒนาก็เถียงว่าเป็นแค่ รมช.มหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือในบรรดาการปลุกระดมก่อนขึ้นบันไดศาล ที่โหมกระหน่ำข้างเดียวอยู่ตอนนี้ ถ้าเอาเฉพาะเนื้อหาไม่นับถ้อยคำสกปรก แบบกล่าวหาว่าจะมีการติดสินบนศาล 5 พันล้าน ในทางกฎหมายมีประเด็นน่าสนใจอยู่ 2-3 อย่าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างแรกก็คือความพยายามตีแผ่ข้อมูลอันซับซ้อนว่าทักกี้ “ซุกหุ้น” อย่างที่สองคือความพยายามให้ข้อมูลด้านเดียวว่า ทักกี้ทำทุกอย่างเพื่อเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปฯ อย่างที่สามก็คือ โน้มนำเข้ามาสู่ทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมอ่านข้อมูลตีแผ่การ “ซุกหุ้น” ทักกี้แล้วก็ขำ คือพยายามโยงใยให้เห็นความลี้ลับพิสดาร เช่น การโอนหุ้น 900 ล้านไปเมื่อปี 43 ไม่ใช่ไม่เชื่อนะครับ ผมเชื่อ แต่ถามว่าการ “ซุกหุ้น” เป็นความผิดฐานใด เป็นเหตุให้ยึดทรัพย์หรือไม่ เปล่าเลยนะครับ ถ้าจะเป็นก็เป็นความผิดฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งต้องถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง เหมือนที่ทักกี้เคยโดนร้องศาลรัฐธรรมนูญแต่รอดมาอย่างน่ากังขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นไม่ว่ามันจะมีการโอนหุ้นพิสดารพันลึกเพียงไร (ในปี 43 คือก่อนเป็นนายกฯ) มันก็ไม่ใช่ความผิดที่ต้องยึดทรัพย์ ถ้าไม่มีองค์ประกอบของการเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปฯ โดยมิชอบ และไม่ใช่ความผิดฐานฟอกเงินด้วย เพราะต้องเป็นเงินที่ได้มาโดยผิดกฎหมายหรือได้มาโดยมิชอบ จึงค่อยเอาไปซุกซ่อนเรียกว่าฟอกเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้เปรียบเทียบได้กับรัฐมนตรีคนหนึ่ง ที่เอาทรัพย์สินไปซุกเมียไว้ ก็ถูกถอดจากตำแหน่ง แต่ไม่ถูกยึดทรัพย์ หรือเปรียบได้กับเสธหนั่น ถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี แต่ไม่ถูกยึดทรัพย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ คตส.พยายามจะอ้างว่าในเมื่อมันเป็นของทักกี้แล้วทักกี้ไปสั่งการให้ได้ ประโยชน์ ถือเป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ก็ต้องตีความกันตรงนี้ว่า ไอ้การเอื้อประโยชน์นั้นเป็นไปโดยมิชอบหรือไม่ ขัดต่อกฎหมายจริงหรือ เลือกปฏิบัติให้เฉพาะบริษัทตัวเองหรือเปล่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตรงนี้ต่างหากที่เราต้องรอฟังศาลวินิจฉัย (แล้วเอาไว้ค่อยว่ากัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ผมทักท้วงทฤษฎีวัวกินหญ้ารัฐ ก็เพราะตั้งข้อสังเกตสงกาว่า ในคดีความผิดที่เกี่ยวกับทักษิณและพวกพ้อง มักจะมี “ทฤษฎีใหม่” ที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน อย่างเช่น ไม่ทุจริต แต่ทำผิดจริยธรรม ต้องติดคุก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมสูง เป็นภริยาผู้บริหารประเทศ ควรดำรงตนเป็นเยี่ยงอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือย้อนไปถึงการใช้กฎหมายย้อนหลังตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรค ก็มีข้ออ้างว่า ไม่ใช่โทษอาญาแต่เป็นความรับผิดทางการเมือง มาจนมาตรา 237 ผิดคนเดียวเหมายกเข่ง ก็บอกว่านักการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าคนทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือคดีปราสาทพระวิหาร ก็มีคำวินิจฉัยว่าอาจจะเสียดินแดน ซึ่งแปลว่ายังไม่เสีย แต่ขยายมาตรฐานให้สูงกว่าที่กฎหมายเขียนไว้ แค่อาจจะก็ต้องมีความผิดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทำไมจึงต้องมี “มาตรฐานอันสูงส่ง” ออกมาทุกครั้ง ในขณะที่คดีไอ้ห้อย เป็นมาตรฐานปกติที่ประชาชนเข้าใจได้ คือพยานหลักฐานไม่ชัดเจน ยกประโยชน์ให้จำเลย จบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอส่งท้ายอีกนิดว่า การที่ศาลยกคำร้องของพานทองแท้ ไม่ห้าม คตส.ออกมาให้ข่าว ในหลักการแล้วผมเห็นด้วยนะครับ เพราะการตีความเรื่องละเมิดอำนาจศาลควรตีความอย่างจำกัด เฉพาะการออกมาชี้นำศาลอย่างชัดแจ้ง คดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสาธารณะ เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ จึงไม่ควรห้ามการโต้แย้งในประเด็นที่เป็นเนื้อหาทางสาธารณะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องเปิดให้มีการโต้แย้งให้ข้อมูลให้ความเห็นทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายเดียว และไม่ใช่สื่อกระแสหลักแสดงจุดวางตีนเอียงกะเท่เร่อย่างนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วก็ต้องไม่ก้าวล่วงถึงขนาดไปกล่าวหาโดยไม่มีมูล ว่าทักษิณติดสินบนผู้พิพากษา เพราะพูดเช่นนี้เป็นการสร้างกระแสกดดันศาลล่วงหน้า สมมติมีผู้พิพากษา 1-2-3-4 คน เห็นว่าทักษิณไม่ผิด ก็จะถูกตั้งข้อครหาว่ารับเงินทักษิณมาหรือเปล่า ทั้งที่ความเห็นทางกฎหมายสามารถแตกต่างกันได้ ผู้พิพากษามีอิสระที่จะวินิจฉัย ไม่ใช่ต้องลงมติตามความต้องการของพรรคการเมืองใหม่ ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนคดีที่ดินรัชดาฯ ก็เหมือนกัน ผู้พิพากษา 4 ท่านที่ตัดสินว่าไม่ผิดก็ถูกครหา ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลฏีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ผู้พิพากษาแต่ละท่านจะต้องเขียนคำวินิจฉัยอธิบายเหตุผล ซึ่งความเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างมาก กับเสียงข้างน้อยที่นำโดยอาจารย์ประพันธ์ ทรัพย์แสง จะคงอยู่ให้นักกฎหมายรุ่นหลังได้อ่านอีกเป็นร้อยๆ ปี ใครมีเหตุผลกว่า มันเห็นชัดเจน บิดเบือนไม่ได้หรอกครับ ใครไม่มีเหตุผล ก็จะประจานตัวเองไปชั่วลูกหลานเหลน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในส่วนของสื่อ ผมเห็นด้วยว่าศาลไม่ควรห้ามสื่อ เพียงแต่เป็นปัญหาจรรยาบรรณของสื่อ ที่ทำตัวเป็นกระดาษเปื้อนหมึก ยอมตนเป็นเครื่องมือให้ข้อมูลด้านเดียว จนภาพออกมาเอียงกะเท่เร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อีกด้านหนึ่งก็ฝากเตือนไว้ว่า การที่พวกคุณทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง โหมกระแสก่อนศาลวินิจฉัยว่า ทักษิณต้องผิด คตส.ต้องถูก มันจะเกิดผลกระทบต่อศาลนะครับ ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไรก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งถ้าศาลตัดสินว่าผิด ก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม (ที่เหลืออยู่น้อยแล้ว) เพราะแม้ตุลาการทั้ง 9 อาจวินิจฉัยโดยไม่หวั่นไหวไปกับกระแสเลยก็ตาม แต่ก็จะเข้าทางความเชื่อที่ว่า มิน่า! มันถึงได้โหมปูพรมกันเต็มเหนี่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่าคิดว่าชาวบ้านโง่หรือไม่มีความรู้สึกนะครับ โอ้โห รุมยำกันน่าเกลียดยิ่งกว่าแฟนบอลท่าเรือรุมเสื้อแดง (เมืองทอง) รัฐบาล พันธมิตร สื่อ นักวิชาเกิน คนละตุ้บคนละตั้บ ปลุกอารมณ์คนไว้ก่อนแล้ว ทั้งที่ยังไม่ถึงวันตัดสิน แม้แต่คนไม่เข้าข้างฝ่ายไหนที่มีใจเป็นธรรมหน่อยก็ยังเห็น ไม่ต้องพูดถึงพวกเสื้อแดงที่ดูช่อง 11 เห็นชัยนันต์ เจิม ลอยหน้าลอยตา คงเผลอโครม! ทีวีไปหลายราย แหม ช่วยบิวท์กันดีจริ๊ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใบตองแห้ง&lt;br /&gt;
25 ก.พ.53&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27862?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&amp;amp;utm_content=Twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100225/1677#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/459">thaksin</category>
 <pubDate>Thu, 25 Feb 2010 14:08:50 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1677 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศรีสะเกษแล้งจัด ชาวบ้านถึงขนาดต้องขุดหอยกินประทังชีวิต</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100225/1676</link>
 <description>&lt;p&gt;
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 25 ก.พ. 2553 ว่า  ขณะนี้  จ.ศรีสะเกษ  กำลังประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก  เนื่องจากว่าแม่น้ำมูลและลำห้วยสำราญที่ไหลผ่าน  จ.ศรีสะเกษ  ได้แห้งขอด ได้ส่งผลกระทบให้ชาวศรีสะเกษในหลายหมู่บ้าน เริ่มขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ในการเกษตรและอุปโภคบริโภค  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่งผลให้ชาวศรีสะเกษตามหมู่บ้านต่าง ๆ พากันไปหาขุดหาหอยที่ฝังตัวอยู่ในดิน รวมทั้งในหนองน้ำที่ใกล้จะแห้งขอด มาทำเป็นอาหารรับประทานประทังชีวิตตนเองและครอบครัวในหน้าแล้งนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางทอง ศรีแก้ว อายุ 48 ปี ชาวศรีสะเกษคนหนึ่งที่มาขุดหาหอยในทุ่งนา กล่าวว่า ขณะนี้ที่หมู่บ้านของตนกำลังประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตร  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น เพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอด ตนจึงได้ชวนเพื่อนบ้านพากันหอบเอาเสียม ครุถัง และขวดน้ำ มาตระเวนหาขุดหอยและหาหอยในหนองน้ำที่ใกล้จะแห้งขอด เพื่อจะได้นำไปทำเป็นอาหารประทังชีวิต  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ หากวันใดสามารถหาหอยได้มาก ตนก็จะนำเอาไปวางขายข้างถนน เพื่อขายให้กับชาวศรีสะเกษที่ผ่านไปมา ได้ซื้อเอาไปทำเป็นอาหารรับประทานอีกด้วย  เพื่อให้ตนเองและครอบครัวสามารถประทังชีวิตอยู่ได้ในหน้าแล้งปีนี้ ซึ่งมาเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1267069567&amp;amp;grpid=03&amp;amp;catid=&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100225/1676#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/295">environment</category>
 <pubDate>Thu, 25 Feb 2010 12:01:54 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1676 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศุกร์นี้ ถ้าทักษิณผิดจริงแล้วควรทำอย่างไรต่อ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100224/1675</link>
 <description>&lt;p&gt;
ศุกร์นี้ถ้าคุณอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านแล้วพบว่า ทักษิณ ชินวัตร โกงกินและผิดจริงโดยเห็นว่าศาลอธิบายได้ชัดเจนแล้ว คุณคิดว่าศาลควรจะทำอย่างไรต่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอบ: ควรคืนเงินให้กับทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุผล: เพราะกระบวนการตั้งแต่รัฐประหารที่ คมช. ตั้ง คตส. และอื่นๆ ไม่มีความชอบธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ เวลานี้ศาลและประชาชนที่ห่วงใยสังคมต้องมองภาพใหญ่ (the big picture) และหลีกเลี่ยงการมองอย่างแยกส่วน สิ่งที่ท้าทายศาลในวันศุกร์ที่ 26 นี้มีสองประการคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. พิสูจน์ถึงความเป็นกลางและอธิบายจนชัดเจนจนปราศจากข้อสงสัยว่า ทักษิณโกงหรือไม่ อย่างไร พร้อมทั้งเขียนอธิบายในคำพิพากษา ในรูปแบบที่คนทั่วไปสามารถอ่านและเข้าใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. มองให้เห็นภาพรวมที่ใหญ่กว่าคดีการโกงหรือไม่โกงของทักษิณ และฟันธงให้ชัดว่า กระบวนการหลังรัฐประหารมีความชอบธรรม หรือไม่ชอบธรรมอย่างไรในการดำเนินคดีกับทักษิณ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากรัฐประหารและการยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญโดยกองทหารติดอาวุธ ที่เรียกตนเองว่า คมช. นั้นไม่ชอบธรรมแล้ว วันศุกร์นี้ ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดี ที่ศาลจะแสดงความเห็นให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคมว่า “การแก้ปัญหา” ด้วยรัฐประหารไม่มีความชอบธรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มิหนำซ้ำยังตอกย้ำให้วิกฤติการเมืองไทยรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การฟันธงเช่นนี้ จะเป็นการป้องกันไม่ให้คนบางกลุ่มคิดจะจับอาวุธก่อรัฐประหาร อีกต่อไป อย่างได้ผลในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรัฐประหารเพื่อเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือเสื้อสีอะไรก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลไม่ควรจะทำตนเหมือนกับเป็นมีดที่เมื่อใครคว้าได้ ก็สามารถเอาไปทิ่มแทงศัตรู หากแต่ศาลควรมีความเป็นตัวของตัวเอง และแยกแยะให้สังคมเห็นภาพของปัญหาที่กว้างกว่าแค่ตัวคดียึดทรัพย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากเรายอมรับว่าการจัดการกับทักษิณแบบนี้ได้ ก็เท่ากับการยอมรับว่า เราสามารถจัดการกับคนโกงหรือคนที่เราไม่เห็นด้วยด้วยวิธีใดก็ได้ (เช่น การรัฐประหาร) ขอเพียงให้มั่นใจว่าคนคนนั้นโกงหรือชั่ว เพราะฉะนั้นศาลสามารถตัดสินให้ทักษิณผิดได้ หากเห็นว่าผิดจริง และควรชี้ให้เห็นว่า โกงอย่างไรโดยไร้ข้อกังหา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อย่างไรก็ยังต้องคืนเงินให้กับทักษิณ มิเช่นนั้น สถานการณ์บ้านเมืองจะนำไปสู่การล้มกระดานอีกนับครั้งไม่ถ้วน หรือการลุกฮือ ยึดโน่นยึดนี้ กลายเป็นสังคมที่ยึดถือความเชื่อ เรื่องความดีความชั่วที่ตัวเองตัดสินเป็น ใหญ่เหนือกติกาและกฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรดาเสื้อแดงที่บริสุทธิ์ใจก็ควรตระหนักว่า ถึงแม้ทักษิณจะเป็น “ผู้ถูกระทำ” จากรัฐประหารอันเลวร้าย นั้นก็มิได้จะหมายความว่า เขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่ได้โกงกินไปโดยปริยาย (by default) กลุ่มเสื้อแดงที่ก้าวหน้าและใฝ่หาความจริง ความยุติธรรม ต้องกล้ายืดอกยอมรับความจริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากผลการตัดสินออกมาเป็นเช่นนั้น และอธิบายได้อย่างมีเหตุผล คนเสื้อแดงจะต้องทำใจเผื่อตรงนี้ไว้ แม้ทักษิณอาจทำให้คนจนจำนวนมากรู้สึกชอบพอและพวกเขาอาจรู้สึกว่า ทักษิณเป็น “คนดี” สำหรับเขา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทักษิณจำเป็นต้องเป็นคนดีสำหรับทุกคนเสมอไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนคนเสื้อเหลืองที่ยังรักประชาธิปไตย หากมีอยู่ก็ควรยอมรับว่า การต่อต้านคนทำผิด (คนโกง คนชั่ว) โดยวิธีที่ผิด (สนับสนุนรัฐประหาร ใส่ร้ายป้ายสี) ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นในระยะยาว รังแต่จะทำให้วงจรความเกลียดชังในสังคมไทย กลับจะขยายงวงกว้างขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แบบทีใครทีมัน ล้มกระดานกันไปอย่างไม่มีวันยุติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมไทยวันนี้ยึดติดตัวบุคคลมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการชอบ เกลียด หรือเทิดทูนทักษิณ สนธิ ลิ้มทองกุล หรือแม้กระทั่งเจ้า จนมองไม่เห็นภาพใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม หากศาลตัดสินโดยไม่ดูภาพรวมสถานการณ์การเมืองไทย พวกคนเสื้อแดงก็จะถามต่อไปว่า พวกอำมาตย์ ชนชั้นนำเก่านั้น มีความโปร่งใส ถูกตรวจสอบ และถูกนำตัวมาดำเนินคดีอย่างทักษิณได้หรือไม่ และทำไม และด้วยกฎหมายบางอย่าง เช่น กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำถามเช่นนี้คงมีคำตอบลำบาก เพระแม้จะตั้งคำถามก็อาจเป็นปัญหา “ผิดกฎหมาย” ไปเสียแล้ว (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติม ได้ในบทสัมภาษณ์ เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปาจารยสาร ฉบับ พ.ย. – ธ.ค. 2552 หน้า 50 - 59)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมองภาพใหญ่ตอนนี้ คดี 7.6 หมื่นล้านจึงเป็นเพียงกระจกสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านี้ของสังคมไทย ที่ว่าด้วยปัญหาการไร้ความชอบธรรมของวิธีการแก้ปัญหา เรื่องปัญหาสิทธิและความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย ที่ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่กล้าแม้กระทั่งจะเอ่ยถึงในที่สาธารณะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากไม่กล้าเรียกร้องให้สังคมมีมาตรฐานเดียวกัน ผู้เขียนเกรงว่า ต้นตอแห่งความอัดอั้นตันใจ และความเครียดแค้นทางการเมืองของคนเสื้อแดง จำนวนไม่น้อยจะคงยังครุกรุ่น รอการปะทุอย่างไม่มีที่สิ้นสุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่สังคมกำลังขาดตอนนี้ ไม่ใช่อารมณ์โกรธแค้นหรือการตัดสินอย่างแยกส่วน หากเป็นการมองภาพใหญ่ให้เห็นว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองปัจจุบันมีมากกว่าเรื่อง เอาหรือไม่เอาทักษิณ&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27845?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100224/1675#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 24 Feb 2010 01:48:19 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1675 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประธานหอการค้าไทย ระบุปัญหามาบตาพุด-การเมือง รุกรัฐดับวิกฤติชาติ !</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100214/1674</link>
 <description>&lt;p&gt;
ตั้งแต่เกิด&lt;b&gt;การปฏิวัติรัฐประหารขึ้น ในปี 2549&lt;/b&gt; เป็นต้นมา ประเทศไทยซึ่งเกือบจะกลับมาเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียอีกครั้ง ได้กลายสภาพกลับไปเป็นเสือลำบาก ที่นับวันจะเดินถอยหลัง ห่างจากนานาอารยประเทศในทุก ๆ ด้านไปเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุผลเพราะ&lt;b&gt;ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศ&lt;/b&gt; เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้การบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เกิดอาการสะดุดหยุดชะงัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่รัฐบาลลูกผสมจากหลายพรรคการเมือง กับนักการเมืองต่ำชั้น และไร้มาตรฐาน วัน ๆ มุ่งแต่จะแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวกับพวกพ้อง ไม่มีความรู้ความสามารถ เพียงพอจะนำพาประเทศชาติและคนไทยโดยรวม ให้เดินไปถึงฝั่งฝันได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กำลังเป็นต้นเหตุใหญ่ที่ทำให้ประเทศไทยวันนี้ อยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการตัดสินใจย้ายฐานการลงทุน ทั้งของต่างชาติ และแม้แต่ของภาคเอกชนไทย ออกไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นคู่แข่ง ในการแย่งชิงเงินลงทุนจากต่างประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญ ถ้าบรรยากาศการเมืองกลับมาสร้างปัญหาร้ายแรง ถึงขั้นทำให้เกิดการยุบสภา เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว รัฐบาลเล่า หรือมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีกครั้ง ประเทศไทยจะยิ่งสูญเสียความเชื่อมั่น ที่ยากจะเอากลับคืนมาได้ง่าย ๆ ภายในระยะเวลา อันสั้น ทั้งยังเสี่ยงต่อ การเป็น&lt;b&gt;ประเทศที่ล้าหลังและไกลปืนเที่ยง !&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะจะเหลือแต่ธุรกิจเล็ก ๆ ประเภทที่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ เหมือนๆกับในอดีต เมื่อ 20-30 ปีก่อนอีกครั้ง และไม่ใช่ฐานการผลิตของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่จะเปิดเสรีการค้า หรือมีโอกาสจะแข่งขันกับประเทศใด ๆ ในโลกได้อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ประมาทไม่ได้เลย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง โดยเฉพาะเมื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 64 โครงการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถูกระงับการดำเนินการก่อสร้าง ขยายการลงทุน และเดินเครื่อง เพื่อทำการผลิตมาแล้ว 5 เดือน กำลังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติ ย้ายฐานการลงทุนไปจากเมืองไทย...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ความวุ่นวายทางการเมือง ซึ่งก่อตัวว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก ในเดือน ก.พ.นี้ กำลังเป็นตัวการสำคัญที่จะถอนหมุดความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนักธุรกิจทั้งในและนอกประเทศอ อกจากประเทศไทยไป &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ดุสิต นนทะนาคร&lt;/b&gt; ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดฉากปุจฉาวิสัชนาถึงความในใจของตน ด้วยความหนักใจ กับ &amp;quot;ทีมเศรษฐกิจ&amp;quot; ในฐานะที่เป็นผู้นำคนสำคัญอีกคน ของภาคธุรกิจเอกชนผู้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขาย้ำด้วยว่า &lt;b&gt;อย่าเพิ่งหลงระเริงหรือดีใจไป&lt;/b&gt; ถ้าเห็นตัวเลขการส่งออกในไตรมาสแรก ซึ่งอาจจะพุ่งขึ้นไปถึง 30-40% ว่า เศรษฐกิจไทยเข้มแข็งแล้ว เพราะสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะหวังแค่ให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเดียว คงไม่เพียงพอแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; เราคงจะทำตัวเหมือนเมื่อ 4 - 5 ปีก่อนไม่ได้อีกแล้ว เพราะหลายปีที่ผ่านมา เราได้ใช้ประโยชน์ จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งไปหมดแล้ว จึงต้องหาทางเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศใหม่ ด้วยการมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อแย่งชิงความเป็นต่อในระบบการค้าเสรี การลงทุน ตลอดจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุน และแรงงานระหว่างกัน ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นภายใน 5 ปีข้างหน้านี้ ตามการเคลื่อนตัวของเศรษฐกิจโลก และข้อตกลงการค้าต่าง ๆ ที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศอื่น ๆ หรือทำกับประเทศอา เซียน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปฏิกิริยานักลงทุนไม่ ใช่แค่คำขู่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายดุสิตตอกย้ำด้วยว่า อย่าได้คิดว่า ปฏิกิริยาของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยกว่า 60% ต่อการแก้ปัญหามาบตาพุดจะเป็นแค่ &amp;quot;&lt;b&gt;คำขู่&lt;/b&gt;&amp;quot; ว่า จะถอนการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตไปจากประเทศไทย &lt;b&gt;เพราะเขาไม่ได้ขู่ แต่เขาจะไปจริง ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อย่าคิดว่านักลงทุนญี่ปุ่น ไปลงทุนที่อื่น แล้วจะลำบาก หรือมีเงินลงทุนที่เมืองไทยจำนวนมากแล้ว จะไม่กล้าถอนการลงทุนออกไป...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะที่ผมคุ้นเคย และทำธุรกิจกับญี่ปุ่นมาเป็นสิบ ๆ ปี ผมรู้จักธรรมชาติของนักลงทุนญี่ปุ่นดี ปกตินักลงทุนญี่ปุ่น จะเรียบร้อย น่ารัก ไม่มีปาก ไม่มีเสียง และอะลุ้มอล่วยให้เสมอ แต่คราวนี้ &lt;b&gt;เขาออกมาอัดเรา และอัดรัฐบาลหลายครั้ง นั่นแสดงว่า เขาเหลืออด จริง ๆ แล้ว &lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามธรรมเนียมการทำงานของญี่ปุ่น ถ้าข้างบนออกมาพูดแบบนี้ แสดงว่าข้างล่างจะต้องเตรียมการไว้แล้ว บางทีอาจจะเตรียมรายงานไว้ให้เลือกแล้ว ก็ได้ว่า ถ้าไม่ลงทุนในไทย ควรจะย้ายไปลงทุนที่ไหน และประเทศใดดีที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะตามปกติ การจะลงทุน หรือตัดสินใจเปลี่ยนแปลงการลงทุน ญี่ปุ่นจะคิดอย่างรอบคอบและใช้เวลามาก การออกมาพูดของเจโทร (องค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น) หรือหอการค้าญี่ปุ่น &lt;b&gt;จึงไม่ใช่แค่คำขู่ แต่พูดจากน้ำใสใจจริงลึก ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายดุสิต ยังเล่าความคับอกคับใจให้ &amp;quot;ทีมเศรษฐกิจ&amp;quot; ฟังอีกว่า ไม่ใช่แต่นักลงทุนญี่ปุ่นเท่านั้น ที่ไม่พอใจกับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด แต่ประเทศอื่น ๆ ก็เหมือนกัน สถานการณ์ที่บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ วิ่งเข้าหานายกรัฐมนตรีหมด แสดงให้เห็นว่า เขาเดือดเนื้อร้อนใจ และสะท้อนว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บริษัทแม่ต้องการคำตอบที่ชัดเจน เพื่อการตัดสินใจ และถ้าผู้บริหารฝ่ายไทย หาคำตอบที่ชัดเจนให้ไม่ได้ เขาก็ลำบาก เพราะอาจจะถูกปลด หรือถูกย้ายได้ และเมื่อตอบไม่ได้ว่า จะแก้ไขปัญหานี้ให้เสร็จสิ้นได้เมื่อใด เขาก็ต้องตัดสินใจไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; ต่างชาติอาจจะไม่กล้าพูด หรือต่อว่าแรง ๆ เพราะไม่อยากมีปัญหากับรัฐบาลในเรื่องการลงทุน เมื่อลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่กับผม ในฐานะตัวแทนนักธุรกิจไทย เวลาที่มีการประชุมหอการค้า &lt;b&gt;เขาซัดผมเต็ม ๆ และต่อว่าเรื่องมาบตาพุดรุนแรงมาก&lt;/b&gt;...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากญี่ปุ่นจะไม่พอใจแล้ว หอการค้าสหรัฐฯ ก็ต่อว่าผมหนักมาก นักลงทุนออสเตรเลีย เป็นอีกประเทศหนึ่ง ที่แสดงความไม่พอใจแล้ว เพราะเขาต้องการใช้ประโยชน์ จากข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่มีระหว่างไทยกับออสเตรเลียโดยเร็ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเขา เข้ามาลงทุนในไทย หรือนักลงทุนไทยไปลงทุนในออสเตรเลียได้ แต่ขณะนี้กลับกลายเป็นว่า ทุกอย่างชะงักหมด &amp;quot; นักลงทุนเหล่านี้ &lt;b&gt;จะรอจนถึงจุดที่ทนไม่ไหว และเขาคงจะไม่กลับมาลงทุนในประเทศไทยอีก !&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ทุนไทยจ่อหนีตามทุนนอก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อย่าว่าแต่นักลงทุนต่างชาติเลยที่กังวลใจ นักลงทุนไทย นักธุรกิจคนไทย ทั้งในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ก็มีความรู้สึกเหมือนกันว่า &lt;b&gt;จะต้องตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่น ๆ&lt;/b&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายดุสิตยอมรับว่า ตั้งแต่ต้นปีนี้ แม้แต่บริษัทคนไทยเอง ก็เริ่มมีความชัดเจนที่จะตัดสินใจขยายการลงทุนใหม่ ไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดย เฉพาะอย่างยิ่ง การย้ายฐานการผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานสูง และใช้เทคโนโลยีต่ำ เพราะมีปัญหามากในเรื่องการขาดแคลนแรงงาน และค่าจ้างที่สูงในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจริงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง และเป็นเรื่องที่ภาคธุรกิจต้องทำ โดยย้ายการผลิตสินค้าไปที่ที่มีแรงงานราคาถูก และเก็บการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าใช้เทคโนโลยีและทักษะระดับสูงไว้ที่ประเทศไทย และในขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง การไปลงทุนต่างประเทศ อาจจะมีประโยชน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ที่ผ่านมานักลงทุนไทยไม่อยากไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความเสี่ยงสูง และถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นไม่รู้จักใคร เทียบกับการขยายการผลิตในไทย แม้ว่าอาจจะแพงกว่า แต่อยู่เมืองไทยอย่างไร ก็ดีกว่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่&lt;b&gt;ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ที่ไม่มีทางออก รวมถึงความไม่ชัดเจนในนโยบายการลงทุนของรัฐบาล&lt;/b&gt; เป็นตัวการกระตุ้นให้เงินไทย ไหลออกไปลงทุนต่างชาติมากขึ้น และเป็นตัวช่วยให้นักลงทุนไทย &lt;b&gt;ตัดสินใจไปได้ง่ายและเร็วขึ้น !!&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งยอมรับว่า การผ่อนคลายเกณฑ์ให้เคลื่อนย้ายแรงงาน เคลื่อนย้ายทุนเสรี การส่งออกนำเข้าไม่มีภาษีระหว่างกัน เป็นตัวเร่งอีกส่วน ที่ทำให้ทุนไทยไหลไปประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะต้นทุนในการเข้าไปผลิตในต่างชาติ และนำเข้ามาส่งออกลดลง ขณะเดียวกัน ยังได้สิทธิประโยชน์ จากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น จากการผ่อนปรนกฎเกณฑ์เพื่อดึงดูดการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สำคัญที่สุด คือการพิจารณาความเสี่ยงทางการเมือง หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลแล้ว เทียบกับเพื่อนบ้าน &lt;b&gt;ประเทศไทยก็น่าจะมีความเสี่ยงมากที่สุดแล้วในขณะนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขีดเส้นตาย 5 เดือนมาบตาพุดต้องจบ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อถามว่า การเดินหน้าแก้ไขปัญหามาบตาพุดของรัฐบาลในขณะนี้ มาถูกต้อง ถูกทาง หรือไม่นั้น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันว่า เป็นหนทางถูกต้องแล้ว ที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาเป็นกรรมการ เพื่อหาทางออกที่เห็นชอบร่วมกัน แต่จะต้องมีความชัดเจนและกระชับกว่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; จะใช้เวลาแก้ไขปัญหามาบตาพุด &lt;b&gt;นานถึง 14 เดือน&lt;/b&gt; อย่างที่บอกพวกผมไว้ ผมบอกได้เลยว่า &lt;b&gt;ประเทศไทยอยู่ยาก&lt;/b&gt; และมีความเป็นไปได้ว่าในที่สุด ประเทศไทยจะเหลือแต่ธุรกิจเล็ก ๆ ที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ใช่ ฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีการค้ากับทั่วโลกและไม่มีโอกาสแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งในอาเซียนอีกต่อไปได้ &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแก้ไขปัญหามาบตาพุด จะต้องมีการวางตารางเวลาให้ชัดเจน และต้องทำให้ได้ รวมทั้ง มีการชี้แจงนักลงทุนต่างชาติให้ชัดเจนว่า การแก้ปัญหามีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนใช้เวลาเท่าไร กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลากี่วัน เสร็จสิ้นวันที่เท่าไร กระบวนการที่ 2 เริ่มทำเมื่อไรใช้เวลากี่วัน ต้องมีการประเมินแบ่งเป็นกรณีที่ดีที่สุด กรณีฐาน และกรณีเลวร้าย แต่ขณะนี้ไม่มีความชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาควรจะเสร็จสิ้นภายในเวลา 5 เดือนจากวันนี้ หรืออาจจะคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็น 6 เดือน ยังอาจจะได้ แต่ถ้ารอให้ถึง 1 ปีจากนี้ แล้วบอกว่า ทุกอย่างพร้อม ปัญหาทุกอย่างจบ ไม่ทันแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะกระบวนการตัดสินใจลงทุน ไม่ลงทุน หรือย้ายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่แต่ละโครงการใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล ต้องเป็นไปตามกำหนดการตามระยะเวลาที่วางเอาไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในส่วนตัวผม มองว่า &lt;b&gt;ถ้าใช้เวลาแก้ปัญหามาบตาพุด นานไปถึง 9 เดือนละก็ ถึงจุดจบแน่&lt;/b&gt; ปีนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่จะเริ่มเห็นใน 3 ปี 4 ปี หรือ 5 ปีข้างหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การลงทุนเก่าที่อยู่ก่อนหน้าอาจจะยังอยู่ต่อไป แต่การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ การขยายการลงทุนโครงการใหม่ ๆ จะไม่มี เมื่อถึงเวลานั้น การแก้ไขจะยากมาก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันที่ 12-15 มี.ค.นี้ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จะไปพบเคดันเรนที่ญี่ปุ่น ซึ่งควรจะต้องมีคำตอบ การแก้ไขปัญหาและตารางเวลาที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสภาหอการค้าฯ ก็รออยู่ว่ารัฐบาล จะมีความชัดเจนในเรื่องนี้อย่างไร หรือไม่ เพราะถ้าเราไปถึง แล้วทางญี่ปุ่นถาม แต่เรากลับไม่มีความชัดเจนในคำตอบให้ &lt;b&gt;นักลงทุนญี่ปุ่น คงตัดสินใจไปเร็วขึ้น และเราคงทำอะไรไม่ได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การเมืองแรง&#039;ยุบสภา&#039;ปฏิวัติ ประเทศจบ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าถามว่า วันนี้นักธุรกิจกลัวเรื่องอะไรมากที่สุด นายดุสิต ตอบว่า เขาไม่อยากใช้คำว่ากลัว แต่อยากจะบอกว่า ในเวลาที่คนเราควรมีความรักให้แก่กันและกัน เช่นในเดือนแห่งความรักนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรงขึ้น กำลังกลับซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่เดิม ให้ทรุดหนักลงไปอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อย่าถามว่า กลัวปัญหาการเมืองหรือไม่ สำหรับผมและนักธุรกิจส่วนหนึ่ง อยากบอกว่า &amp;quot;เกลียดที่สุด&amp;quot; จะดีกว่า เพราะถ้าการเมืองเกิดความรุนแรงขึ้น ถึงขั้นยุบสภา หรือมีการปฏิวัติรัฐประหาร ประเทศชาติจะได้อะไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าถอยคนละก้าว แล้วทุกคนได้ทั้งหมด จะดีกว่าไหม แต่ขณะนี้มีพวกที่เข้ามาเพื่อตักตวงประโยชน์ ของตัวเอง บั่นทอนประเทศ บั่นทอนเศรษฐกิจชาติ ในที่สุดจะทำให้ลูกหลานเราไม่มีอนาคต และอยู่ต่อไปไม่ได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว ประเทศชาติ ก็คงจะเดินหน้าไปไหนไม่ได้ นายดุสิตจึงอยากให้ทุกฝ่าย ทุกสีคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เพราะ&lt;b&gt;ถ้าทุกคนมองแต่ประโยชน์ของตัวเอง ประเทศชาติก็พัง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมและนักธุรกิจก็พังไปด้วย ถึงจะเป็นนักธุรกิจ ก็ไม่ใช่ว่า จะหนีจากประเทศไทยไปได้ เพราะนี่คือบ้านผม ครอบครัวผม อยู่ที่นี่ ดังนั้น ทุกคนต้องพยายามทำให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ นักธุรกิจก็ทำธุรกิจไปให้ได้ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนไปได้ อย่าไปสนใจว่าใคร หรืออะไรจะเป็นอย่างไร แต่ต้องพยายามเดินต่อไปให้ได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อ คำถามที่ว่า หากแก้ปัญหามาบตาพุดไม่ได้จะเป็นอย่างไร นายดุสิตฟันธงว่า หากแก้มาบตาพุดไม่จบ นักลงทุนอาจจะหายจากประเทศไทยไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้าแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ปัญหาความไม่ชัดเจน ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล การมีนโยบายที่กลับไปกลับมา หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยๆ สิ่งเหล่านี้กระทบความเชื่อมั่นยิ่งกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผม ขอยกคำพูดของ&lt;b&gt;โปรเฟสเซอร์ฟินน์ อี. คิดแลนด์ &lt;/b&gt;(Finn E.Kydland) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี 2547 ที่มาบรรยายที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งตรงกับสิ่งที่ประเทศ ไทยกำลังเผชิญอยู่ และมีท่าทีว่าจะสูญเสียไปที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากประเทศใดสูญเสียความเชื่อมั่นในนโยบายรัฐไปแล้ว จะใช้เวลากู้คืนอีก 20 ปี ก็ไม่กลับมา เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะสร้างความเชื่อมั่นที่เสียไปแล้วกลับคืนมาได้ และหากใครมีนโยบาย หรือวิธีการเอาทุนกลับมาได้ โปรเฟสเซอร์คิดแลนด์บอกว่า เขาคนนั้นก็น่าจะได้รางวัลโนเบล&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่าแต่ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองเป็นสำคัญ เพราะทุกอย่างที่ผ่านมา เราทำตัวเองทั้งสิ้น หากวันนี้ เกิดความรุนแรงทางการเมือง รัฐบาลประกาศยุบสภา หรือมีการปฏิวัติ กระบวนการที่เราทุกฝ่ายจะแก้ปัญหามาบตาพุดก็จบ ความเชื่อมั่น และเชื่อถือประเทศไทย ก็ยิ่งต้องจบ!!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองจบลง รัฐบาลยังคงเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีก และประเทศยังคงเดินไปอย่างไร้ทิศทาง โอกาสที่จะสูญเสียการลงทุน สูญเสียโอกาสการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปนาน 20 ปี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างที่โปรเฟสเซอร์คิดแลนด์บอก คงเกิดขึ้นได้ และท้ายที่สุด ประเทศไทยก็คงหลีกเลี่ยงที่จะเดินไปตามทางนั้นไม่ได้&amp;quot; นายดุสิตกล่าวทิ้งท้ายด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งเครียด และเหน็ดเหนื่อย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/63572&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยรัฐ&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100214/1674#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/274">economics</category>
 <pubDate>Sun, 14 Feb 2010 01:24:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1674 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
