<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Arayachon Feed</title>
 <link>http://www.arayachon.org/feed</link>
 <description>feed of all content</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>กำเนิด &quot;แดงใหม่&quot; (ของแท้)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048</link>
 <description>&lt;p&gt;
นิยายเรื่อง &amp;quot;ล้มเจ้า&amp;quot; ที่แพร่หลายอยู่ในเวลานี้ มีหลายเรื่องที่จับได้ว่า ผู้เขียนนั่งเทียนร่ายยาว และใช้ทฤษฎีจับแพะชนแกะ ด้วยหวังผลการโฆษณาทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง กลุ่มไม่เอาเจ้าตัวจริง ที่ได้มีการสถาปนาองค์การการนำมาแล้ว 69 ปี คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน อดีตสมาชิก พคท. แตกแยกความเห็นออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกยังถือว่า องค์การการนำ พคท.ยังดำรงอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่ ไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ ศัตรู 3 ตัว &amp;quot;นายทุน ขุนศึก ศักดินา&amp;quot; เป้าหมายทางยุทธศาสตร์เดิม ก็ถูกรวบให้เหลือตัวเดียว คือ &amp;quot;ทุนนิยมผูกขาด&amp;quot; ที่ต้องทำลายให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่สอง มองว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 &amp;quot;ได้สูญสิ้นและหมดสภาพการเป็นองค์การการนำไปแล้ว&amp;quot;  เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มหลังได้เขียนบทความผ่านนิตยสารคนเสื้อแดง โดยระบุว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ทุกวันนี้ กล่าวได้ว่า องค์การจัดตั้งของ พคท. น่าจะยังไม่เป็นตัวเป็นตน แต่ชาว พคท. ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ กำลังศึกษาลักษณะสังคมไทยอย่างขะมักเขม้น ละเอียดรอบคอบ และศึกษาสถานการณ์โลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมโลก...&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า องค์การการนำ &amp;quot;ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;quot; ส่วนพวกที่ประกาศตัวว่าเป็น &amp;quot;จัดตั้ง&amp;quot; ในวันนี้ คือ &amp;quot;พวกลัทธิแก้&amp;quot; (แก้ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน) และเป็นพวกฉวยโอกาสเอียงขวา กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแก้ ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิม เพียงแต่วิเคราะห์สังคมไทยต่างกัน จึงกำหนดเข็มมุ่งไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษาสังคมไทยในระยะใกล้อย่างขะมักเขม้น  อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่พวกลัทธิแก้ จึงสรุปในเบื้องต้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สังคมไทยปัจจุบันเป็น&lt;b&gt;สังคมทุนนิยม (ยังไม่สมบูรณ์) ที่มีทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ และมีอิทธิพลจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวันที่ก่อตั้ง พคท.เมื่อ 69 ปีที่แล้ว คณะกรรมการกลางชุดแรก วิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็น &amp;quot;กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา&amp;quot; ศัตรูที่จะต้องถูกโค่นล้ม จึงเป็น &amp;quot;ศัตรู 3 ตัว&amp;quot; ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบัน สังคมไทยยังมี &amp;quot;ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ&amp;quot; และมีอิทธิพล &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot; หรือ &amp;quot;ทุนนิยมบริวาร&amp;quot; ดำรงอยู่ ใครคือมิตร ใครคือศัตรู จึงต้องกำหนดใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ชาว พคท. ต้องสามัคคีกับพลังที่ก้าวหน้าในสังคมไทย ไปทำลายอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยม สนับสนุนทุนนิยมที่ก้าวหน้า&amp;quot; ดังนั้น &amp;quot;มิตร&amp;quot; ของชนกรรมาชีพไทย ก็คือ ทุนนิยมที่ก้าวหน้า ! &amp;quot;ศัตรู&amp;quot; ก็หนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot;ศักดินา&amp;quot; และ &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot;! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังคมไทย ก็จะนำไปสู่การกำหนดมิตรและศัตรู รวมถึงวางเข็มมุ่งในการต่อสู้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พัฒนาประเทศไทยให้เป็นทุนนิยมที่มีประชาธิปไตย สร้างเงื่อนไขทางวัตถุและทางจิตใจ เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ปกครองด้วยนิติรัฐที่แท้จริง ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครคือทุนนิยมที่ก้าวหน้า เป็นหลักคิดใหม่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย เพราะที่แล้วมา มีแต่กำหนดให้ &amp;quot;นายทุนชาติ&amp;quot; เป็นแนวร่วมชั้นสูง ชาว พคท.มิได้ระบุว่า ทุนนิยมที่ก้าวหน้าในเมืองไทยมีใครบ้าง แต่ก็รับรู้กัน &amp;quot;วงใน&amp;quot; ว่าเป็น &amp;quot;อดีตนายกรัฐมนตรี&amp;quot; ที่ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายจากฝ่ายอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพิจารณาให้ดี แนวคิดของชาว พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่ลัทธิแก้ จะคล้ายกับแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ตามที่ &amp;quot;สุรชัย แซ่ด่าน&amp;quot; เคยนำเสนอไว้ มันเป็นเพียงความเคลื่อนไหวลึกๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ใน &amp;quot;ขบวนการเปิด&amp;quot; ถ้าฝ่ายตรงข้ามตามไม่ทัน และใช้ชุดความคิดโบราณมาตอบโต้ ก็อาจพลาดท่าตกหลุมพราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากแยกมิตรแยกศัตรูไม่ถูก แถมใช้ความคิด &amp;quot;อภิปรัชญา&amp;quot; มาชี้นำ มันก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบออกจากฝัก !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/politic-view/20120203/433864/news.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ แกะรอยการเมือง กรุงเทพธุรกิจ 3 กพ. 2555&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:50:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2048 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120205/2047</link>
 <description>&lt;p&gt;
3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;quot;  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;object style=&quot;height: 390px; width: 640px&quot;&gt;
	&lt;param name=&quot;movie&quot; value=&quot;http://www.youtube.com/v/IsZxtyyTQcU?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowFullScreen&quot; value=&quot;true&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowScriptAccess&quot; value=&quot;always&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;embed src=&quot;http://www.youtube.com/v/IsZxtyyTQcU?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; height=&quot;360&quot; width=&quot;640&quot;&gt;&lt;/embed&gt;
&lt;/object&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/b&gt; กล่าวถึงความขัดแย้งในสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะเกิดความรุนแรงว่า สิ่งที่น่ากลัวขณะนี้ ไม่ใช่ความรุนแรงจากการจัดตั้ง หากแต่เป็น&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้ง แต่มาจากการปลุกกระแสความเกลียดชังผู้ที่มีความคิดต่าง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าวถึงกรณีที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ระบุว่าคนลาวโง่เหมือนคนไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดถึง คำประกาศคณะราษฎรใน 3 ประเด็น คือ &lt;b&gt;ราษฎรโง่หรือไม่ ความเสมอภาคและจิตใจความเป็นเจ้าของชาติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรเริ่มต้นด้วยบทกวีที่เขาแต่งให้กับคณะราษฎร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ใช่ที่ว่า จุดหมาย ยังไม่ถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช่ที่ว่า เป็นฝันซึ่ง ยังต้องสร้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญ ยิ่งใหญ่ ใส่พานวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทวยราษฎร์ เป็นเบี้ยล่าง เสมอมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่หากไร้ คณะราษ ฎรสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราษฎร คงยังอยู่ เป็นไพร่ข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก้าวแรกการ แก้ปม สมบูรณาฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นก้าวสั้น แต่ทว่า ยั่งยืนยาว&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นจึงกล่าวถึงโพสต์ของ นพ.&lt;b&gt;ตุลย์ สิทธิสมวงศ์&lt;/b&gt; ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 8.17 น. ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอก แม้วที่ดูเก่ง ดูคล่อง ขายฝัน สร้างความเจริญ สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่ง จะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คือผมก็รู้ หมอตุลย์เขาไม่ชอบคุณทักษิณ แต่ผมติดใจประโยคแรก “&lt;i&gt;คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย&lt;/i&gt;” แล้ว &lt;b&gt;หมอตุลย์เป็นคนชาติอะไร&lt;/b&gt; เริ่มจากหมอตุลย์ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลง 2475 มันเกิดจากแนวคิดที่ว่า &amp;quot; &lt;b&gt;ราษฎรโง่ จึงต้องให้เจ้าปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช &lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรยกคำประกาศคณะราษฎร์ ที่พระยาพหลฯ อ่านในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ &lt;i&gt;รัฐบาลของกษัตริย์ได้กล่าวหมิ่นประมาทราษฎร ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า  ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่า เมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ได้ทำการศึกษาหัวข้อการรุ่งเรืองขึ้นและล่มจมลงของระบอบสมบูณาญาสิทธิราชย์ของสยาม มีการกำหนดเช่นนั้จริง ๆ คือในสมัยรัชการที่ 5 มีโรงเรียนฝึกราชการทหาร ปี 2452 มีการออกระเบียบ โรงเรียนนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;..ลูกหลานเจ้านายรวมทั้งเจ้านายผู้้ใหญ่บางตระกูล รวมทั้งลุกนายทหารเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าเรียนได้ พวกที่เหลือให้เข้าเรียนชั้นปีที่ 4 ยังมีการจัดชั้นเรียนพิเศษสำหรับเจ้านายชั้นพระเยาว์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่า อาจารย์ปรีดี โต้ว่า &lt;b&gt;ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่&lt;/b&gt; เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ข้อความสั้น ๆ นี้ มีนัยยะสามประการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง คนเราเสมอภาคกัน ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราคิดประโยคนี้ดี ๆ น่าสนใจ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ปัจจัยอะไรที่ทำให้เสมอภาค - คือความเป็นไทยที่เท่าเทียมกัน “เวลาเราบอกวาคนเราเท่ากัน เราให้คำอธิบายเหตุปัจจัยที่ให้คนเท่ากันได้ต่างๆ นานา เช่น ถ้าผมพูดบอกว่า &lt;b&gt;เพราะเป็นคนเหมือนกัน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันมี Common Unity อีกแบบคือ &lt;b&gt;ถ้าวรเจตน์โง่ สมคิดก็โง่&lt;/b&gt; เพราะเป็นธรรมศาสตร์ หรือเพราะเป็นนิติศาสตร์เหมือนกัน นี่ก็คือข้อเสนอเหมือนเดิม แต่อาจารย์ปรีดีพูดอีกแบบคือ มันมีอะไรบางอย่าง แฝงฝังอยู่ในแก่นแท้ สารัตถะของความเป็นชาติไทยหรือความเป็นไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อะไรบางอย่างนั้น ทำให้คนเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่มีใครดีวิเศษหรือเลวร้ายกว่ากัน ชาติไทยในฝันของอาจารย์ปรีดีคือ &lt;b&gt;ชาติไทยที่เท่าๆ กัน เป็นความป็นไทยที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน&lt;/b&gt; ซึ่งผมคิดว่าความเป็นไทยแบบนี้ หายไปจากคนไทยปัจจุบันมาก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง เมื่อคนเท่ากันมารวมด้วยกัน ก็ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะ&lt;b&gt;เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข&lt;/b&gt; ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า &lt;i&gt;อันนี้ทำให้ประชาธิปไตยไม่ดีน่ะ &lt;/i&gt;(หัวเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมติ๊งต่างว่า ถ้าเราขึ้นรถเมล์ที่ขับโดยโชเฟอร์ตีนผี ขับแข่งกันไปมา เบรกกระทันหัน จอดก็หวาดเสียว ระหว่างที่ขึ้นรถก็ คิดว่ากูขึ้นรถเมล์หรือรถขนสัตว์ กระเป๋าบอกจะลง ให้รีบเตรียมตัว เวลาเราอยู่กับรถเมล์หรือรถสองแถวไปนาน ๆ เราก็อยากเอาปืนฉีดน้ำไปจ่อสมองโชเฟอร์ เราก็เป็นผู้โดยสาร เราคุมอะไรไม่ได้ เราไม่มีอำนาจห่าเหวอะไรเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พอนึกภาพออกไหมครับ ฉันท์ใด &lt;b&gt;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ฉันนั้น&lt;/b&gt; “&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าวว่า ระบอบการเมืองเหล่านั้นคือ ผู้โดยสารที่ไม่มีอำนาจ ในความหมายนี้ ระบอบประชาธิปไตยคือ ระบอบที่ผู้โดยสารน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น ดุ ผู้โดยสารไปขับเอง แต่นึกออกไหม ถ้าจะขับรถเองผู้โดยสารก็ต้องขับรถเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สอนให้คนขับรถเมล์ ก็เลยตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก็เลยสอนวิชากฎหมายการเมือง วิชาที่จำเป็นสำหรับการปกครองบ้านเมือง ให้ราษฎรที่ไม่เคยมีโอกาส ให้ได้เรียนวิชาขับรถ คุณจะได้สามารถขับรถได้เอง สามารถถือหางเสือรัฐนาวาสยามได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเด็นเดียวกันนี้ &#039;อัศวพาหุ&#039; เคยเขียนเรื่องรัฐนาวาว่า &lt;i&gt;เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่จะต้องช่วยกันพาย ถ้าจะพาย ก็พาย ถ้าไม่พายก็ขึ้นไปจากเรือเสีย อย่าเถียงนายท้าย ถ้าเราต้องการของหนักสำหรักถ่วงเรือ ก็เอาก้อนหินดีกว่า เพราะมันไม่มีเสียง&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาม จิตใจเป็นเจ้าของชาติ &amp;quot;ผมคิดว่า มีความรู้สึกใหม่หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 คือจิตใจเป็นเจ้าของชาติ คือชาตินิยมแบบพลเรือนคือ &lt;b&gt;รักชาติเพราะชาติเป็นของเรา รักชาติเพราะชาติเป็นประชาธิปไตย&lt;/b&gt; คือบางทีชาติไม่ค่อยน่ารัก ถ้าโดนดุ แต่ถ้าชาติเป็นประชาธิปไตยมันเลยน่ารัก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บันทึกเนติบัณฑิตหญิงคนแรกของไทย คุณหญิงแร่ม พรมหมโมบล บันทึกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;เป็นเรื่องที่ประหลาดจริงๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองการปกครองแล้ว ไม่ทราบว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บัณฑิตเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกันคือ 2473 และรุ่นถัดไป รวมใจและคบกันได้อย่างสนิทสนมและมีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า จะช่วยประเทศชาติทุกวิถีทาง “ถามว่าเราเดือดร้อนอะไรในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราจะตอบทันทีว่า เรารักในหลวง เราไม่เดือนร้อนอะไรเลย แต่การให้ราษฎร มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยนั้น ทำให้เรากระหยิ่มยิ้มย่อง&lt;/i&gt;..”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลว่า เส้นแบ่งระหว่างระบอบเก่าก่อน 2475 กับหลัง หาใช่ความรู้สึกต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ความแตกต่างที่แท้ระหว่างก่อนและหลัง คือ &lt;b&gt;ราษฎรมีสิทธิออกสัยง มีส่วนรับผิดชอบในชาติ หรือนัยหนึ่งราษฎรได้มีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ&lt;/b&gt; ขณะที่ก่อนหน้านั้น &lt;b&gt;ชาติไม่ใช่ของเรา อำนาจอธิปไตยไม่ใช่เป็นของประชาชนหากเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือ &lt;b&gt;ผู้คนจำนวนมากในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตย ผมใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สำหรับผม ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดหรือความเข้าใจราวกับว่า &lt;b&gt;อยู่ในระบอบสมบูรณราญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้คนพยายามดึงสถาบันอันเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พูดง่าย ๆ คือ คิดว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เพราะ&lt;b&gt;ยังคิดกับสถาบันกษัตริย์ราวกับอยู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้กฎหมายมาตราสามเลขนั้น มีปัญหามาก ดังนั้น เมื่อเขาได้ยินคนใช้สิทธิตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย เขาโกรธทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เมื่อเกิดความเดือนร้อนหรือความขัดแย้ง ก็เอา&lt;b&gt;พระบารมีเป็นที่พึ่ง&lt;/b&gt; ผมเองก็ไม่ปลื้มคุณทักษิณ ผมว่าแกตลก ๆ แต่เมื่อมีความขัดแย้งกับคุณทักษิณ คุณก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เอาสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์เอง มันไม่ยากนะครับ มันน่าจะเข้าใจได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ผมงงมากว่า คนจำนวนมากไม่เข้าใจ กลายเป็นว่า &lt;b&gt;คนที่พูดเรื่องนี้ กลายป็นคนที่จะล้มเจ้าไปหมด&lt;/b&gt; ท่านคิดได้อย่างไรครับเนี่ย แสดงว่าท่านยังไม่ออกไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้เกิดปัญหากับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุข”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าว พร้อมอ่านบทกวีของเฉินซัน เป็นการส่งท้ายการอภิปรายว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อนำชาติ ด้วยสมอง และสองแขน &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อสร้างแคว้น ธรรมศาสตร์ ประกาศศรี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อของข้า นามระบือ ชื่อปรีดี &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำไมเมืองไทยไม่ต้องการอาจารย์ปรีดี จนท่านต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ต่างแดนจนสิ้นชีวิต เพราะเมืองไทยถูกหลอกให้หลงเชื่อคำโจมตีใส่ร้ายป้ายสีว่า &lt;b&gt;ปรีดีฆ่าในหลวง&lt;/b&gt; จะเห็นได้ว่า &lt;b&gt;ไม่ว่าจะเป็นผู้ประศาสน์การ หรืออดีตอธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาเลื่อนลอย&lt;/b&gt; มีการไปตะโกนในโรงหนัง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กรณีอาจารย์ป๋วย ก็มีคนมาพูดในวิทยุยานเกราะว่า ในบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทย มีแห่งหนึ่งรับแผนโซเวียตมา หรือตอนหกตุลาก็เริมต้นด้วยละครหมิ่นรัชทายาท จนผู้ประศาสน์การและอาจารย์ป๋วยอยู่เมืองไทยไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยถูกล้อม เผา ถูกนักเรียนอาชีวะบุก ผมยกเรื่องพวกนี้มาทำไม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;นี่เป็นพันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ชาวธรรมศาสตร์ทั้งมวลพึงมีเพื่อป้องกัน ใม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ในแผ่นดินไทยอีก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าเสียใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน &lt;b&gt;ลืมและละทิ้งความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ลืมแล้วเหรอ ลืมได้ไง ทั้งหมดมันเกิดมาด้วยกระบวนการเดียวกันเลย วิธีการเดียวกันเลย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ ๆ เท่าที่ผมทราบ ไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ๆ ไม่ แม้แต่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือ &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ ไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; “&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียร ยังกล่าวถึง ท่าทีต่อความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ ม.112 ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ อย่างที่ 1. &lt;b&gt;Handle with care&lt;/b&gt; ควรเข้าใจว่า เรื่องสถาบันฯ สำหรับคนจำนวนมาก เป็นเรื่องของที่เขารักที่สุด ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา &lt;b&gt;อย่าพูดเอามัน อย่าพูดเอาสะใจ อย่ากร่าง อย่าไปคิดว่า ตัวเองตาสว่าง ก้าวหน้าสุดยอด&lt;/b&gt;  2. กรุณาอย่าใช้ Hate Speech อย่าใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และ 3. กรุณาอย่าใช้ภาษาสงคราม เช่น นี่เป็นการรบครั้งสุดท้าย&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และผมไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารมากๆ ที่ว่า อาจเกิดเหตุร้ายแบบ 6 ตุลา ผมไม่คิดว่า ปัจจุบัน เราอยู่ในสถานการณ์เหมือน 6 ตุลาเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เอาเข้าจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้จะมีเสียงเยอะ ความชอบธรรมก็น้อย เพราะพี่ใหญ่แทรกแซงไม่หยุด เดี๋ยวก็มีคำชี้แนะ เดี๋ยวก็มีคนบินไปหา ประสิทธิภาพในการแก้ไขน้ำท่วมที่ผ่านมาก็น้อย เป็นรัฐบาลที่คลอนแคลน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น เรื่อง ม.112 สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ทำอะไร ผลคือ มีกระแสความไม่พอใจของมวลชนขึ้นมา รัฐบาลที่ต้องอ่อนแอแบบนี้ โดยตัวเองไม่น่าจะใช้กำลังต่อฝ่ายที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องใหญ่ที่สุดของชนชั้นนำไทยปัจจุบันทุกกลุ่ม คือแก้น้ำท่วม ต้องรวมศูนย์อำนาจรัฐครั้งใหญ่ ชนชั้นนำไทยจำเป็นต้องจับมือกันทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดที่อาจทำให้ทุนนิยมไทยฉิบหายทั้งประเทศ ในสถานการณ์แบบนี้ คงไม่มีฝ่ายไหนอยากเห็นการฆ่ากันตายกลางเมือง ดังนั้น ถ้าเป็นความรุนแรงที่มีการจัดตั้งจากรัฐ คงน่าจะเกิดขึ้นยาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้ง ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง เพราะปลุกความโกรธเกลียดกันมากเกินไปอย่างไม่รับผิดชอบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;เอะอะ ก็ด่าว่า เขาคิดจะล้มเจ้า ๆ คนพูดอาจไม่ได้คิดว่า ได้เพาะพิษแห่งความเกลียดชังขึ้นในใจคนจำนวนมาก เพราะการพูดที่ไม่รับผิดชอบแบบนี้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;พวกเขาก็รู้ดีว่า ข้อเสนอให้แก้ไข ม.112 ไม่ใช่การล้มเจ้า ที่กลัว ไม่ใช่ความกลัวว่า จะล้มเจ้า &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;แต่กลัวว่า จะไม่ได้ใช้เจ้าต่อไป กลัวว่า ถ้าปฏิรูปแล้ว จะไม่สามารถใช้ไม้ตะบองอันใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ไปตีหัวกบาลศัตรูทางการเมือง และแพร่เชื้อความเกลียดนี่ออกไป ซึ่งนี่ต่างหากที่น่ากลัว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/02/39098?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; กอง บก.ได้แก้ไขปรับปรุงรายงานข่าวจากต้นฉบับของประชาไทเล็กน้อย เพื่อให้ข้อความตรงกับคลิปวีดีโอ 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120205/2047#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:42:21 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2047 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ. </title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120205/2046</link>
 <description>&lt;p&gt;
3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ &lt;span class=&quot;st&quot;&gt;หลาวเพ็ชร์&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;object style=&quot;height: 390px; width: 640px&quot;&gt;
	&lt;param name=&quot;movie&quot; value=&quot;http://www.youtube.com/v/jcUrKc13yFM?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowFullScreen&quot; value=&quot;true&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowScriptAccess&quot; value=&quot;always&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;embed src=&quot;http://www.youtube.com/v/jcUrKc13yFM?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; height=&quot;360&quot; width=&quot;640&quot;&gt;&lt;/embed&gt;
&lt;/object&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120205/2046#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:28:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2046 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อมตภาพของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045</link>
 <description>&lt;p&gt;
การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อในปี 2475 ทำให้ประเทศสยามสามารถล้มเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอายุนับร้อยปี แล้วแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม (อย่างเป็นทางการ) ของมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้เองที่ทำให้สยามมีความภาคภูมิใจในอิสรภาพเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักประวัติศาสตร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่เห็นว่า เกียรติยศของสยามประเทศดังกล่าว ล้วนได้มาด้วยพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของบูรพกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2411 - 2453) ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในช่วงที่กระแสการล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลยุทธ์อันแยบคายในการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจนอกราชอาณาจักรของพระองค์นั้น ได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม พระปรีชาสามารถที่ยากจะหาผู้เปรียบได้ของพระองค์ กลับก็ไม่สามารถรับประกันความยั่งยืนของระบอบราชาธิปไตยได้ เพียง 22 ปีหลังการสวรรคตของพระจุลจอมเกล้าฯ ประเทศไทยก็ได้พานพบกับการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสองรัชสมัยถัดมาคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2453-2468) และพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (2468-2478) ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมืองได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงวันนี้เกือบ 80 ปีผ่านไปแล้วนับจากการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน จะทรงประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานภาพและพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การแปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 นั้น ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับสถาบันกษัตริย์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันกษัตริย์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และที่สำคัญกว่าคือความยึดโยงกับสังคมไทยสมัยใหม่อยู่ต่อไปได้หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ หากมองไปรอบๆ ตัวเราจะพบว่า ระบบราชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศในโลกต่างประสบชะตากรรมในทำนองเดียวกันเพียงเพราะว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายถึง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทยต่อบริบททางการเมือง โดยต้องการคลายปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า :&lt;b&gt; อะไรคือมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสิ่งนี้ได้หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในหลายปีที่ผ่านมาอย่างไร &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราอาจพูดได้ว่า ถึงแม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะได้ล่มสลายไปหลายทศวรรษ แล้ว แต่ยังคงมีผลกระทบครอบงำองคาพยพทางการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด อาจถึงขนาดที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย และตอกย้ำให้ความแตกแยกทางการเมืองที่กำลังขยายตัวแตกร้าวหนักยิ่งขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือหนึ่งในมูลเหตุเบื้องหลังความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ พตท ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออมาตยชน วิธีหนึ่งที่ใช้จัดการกับภัยคุกคามนี้ได้คือการกล่าวหาว่าทักษิณกำเริบเสิบสาน และไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในกระบวนการนี้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่&lt;b&gt;การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ได้ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงอย่างมาก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความนี้เสนอแนะว่า การจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ยืนยงสืบไปได้นั้น ฝ่ายราชานิยมต้องยินยอมพร้อมใจ&lt;b&gt;ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รวมถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีความล้าหลัง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมจะต้องเลิกสมมติอย่างทึกทักไปเองฝ่ายเดียวว่า สถาบันกษัตริย์ยังได้รับความจงรักภักดี (โดยปราศจากคำถาม) จากคน ไทยทุกคน—ซึ่ง&lt;b&gt;นี่อาจจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วิญญาณหลอนของสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของระบอบนี้ยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้นและทรงพลานุภาพยิ่ง หากมองย้อนกลับไป จุดประสงค์ดั้งเดิมของการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ก็เพื่อยกเลิกรูปแบบการปกครองที่ถือว่าไม่มีอารยะ และเพื่อให้สยามรับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ฝ่ายราชานิยมกลับตระหนักถึงความจำเป็นที่จะรักษาไว้ ซึ่งลักษณะบางประการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อช่วยปกป้องสถานะทางอำนาจที่พวกเขาเคยมี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน มีมุมมอง 2 ด้านของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดแย้งกันอยู่ –ซึ่งมุมมองเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร ในด้านหนึ่งเป็นมุมมองแบบมาตรฐานทั่วไปต่อสถาบันกษัตริย์ ในด้านนี้จะเน้นให้เห็นถึงคุโณปการของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยหลักก็คือ การเป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทั้งชาติและเป็นผู้ปกป้องบูรณภาพของแผ่นดิน จากงานวิจัยที่ชื่อ Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand (2010) ของ Soren Ivarsson และ Lotte Isager อธิบายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในมุมมองแบบปกติทั่วไปนั้น &lt;b&gt;กษัตริย์คือผู้ปกปักษ์รักษาทั้งจารีตประเพณี ชาติ และ ประชาธิปไตย&lt;/b&gt;; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือนักพัฒนาของคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ทรงมีความเป็นสมัยใหม่ คอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ให้ความดูแลทุกข์สุขแก่พสกนิกรของพระองค์ และเป็นสถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมการเมืองและสังคมไทย เฉกเช่นเดียวกับที่ “ข้าว”เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในขณะเดียวกัน พระราชอำนาจอันทรงพลานุภาพที่ถูกปกป้องไว้ด้วยเกราะกำบังของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก่อให้เกิดมุมมองอีกด้านหนึ่งต่อสถาบันกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า พระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย การยกย่องสรรเสริญพระราชอำนาจของฝ่ายราชานิยมอย่างล้นเกินนั้น ถูกมองว่า อาจเป็นการลดความสำคัญของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมได้ร่วมมือจากนักประวัติศาสตร์อนุรักษ์นิยมและสื่อที่ทรงอิทธิพล ในการสร้างภาพด้านลบต่อสภาพการเมืองของไทย ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยนักการเมืองเลวร้ายและไร้ศีลธรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับพวกเขาแล้ว ข้อบกพร่องของระบบการเมืองไทย ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาแทรงแซงของสถาบันอำนาจนอกระบบรัฐสภา แต่เกิดจากการบรรดานักการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบและไร้จริยธรรมต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากทัศนคติที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์นี้ จุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงไม่ได้หมายถึง การจบสิ้นของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในทางตรงข้าม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ซึ่งฝ่ายราชานิยมได้อ้างสิทธิโดยธรรม ในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามีความจำเป็น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าสิ่งที่พวกทำ (อาทิ การปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองของตน) นั้น&lt;b&gt;อาจจะมีความเลวร้าย ไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาทำก็ตาม&lt;/b&gt; วิญญาณของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงยังคงตามหลอกหลอนการเมืองไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่น มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอธิบายให้กระจ่าง ณ จุดนี้ว่า เมื่อพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” คำนี้ไม่ได้หมายความถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในเชิงบุคคลแต่อย่างเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่คำนี้มีหมายความถึงองคาพยพทั้งหมดที่เกาะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายรวมถึง ราชนิกุล องคมนตรี (ที่ปรึกษาและผู้ปฏิบัติงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท) รวมถึงฝ่ายราชานิยม ซึ่งได้ปวารณาตัวที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น กองทัพ หน่วยงานราชการ พรรคการฝ่ายเมืองฝ่ายราชานิยม และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมนี้ แม้ว่าจะมีจุดยืนร่วมกันในการรักษาไว้ซึ่งพลานุภาพของพระราชอำนาจ แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขามีผลประโยชน์ มีแนวคิด มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยที่ชื่อ “Network Monarchy and Legitimacy Crisis in Thailand” ซึ่งจัดพิมพ์โดย Pacific Review ในปี 2548 ศ. Duncan McCargo นักวิชาการชาวอังกฤษได้เรียกองคาพยพทั้งหมดนี้ว่า “&lt;b&gt;Network Monarchy&lt;/b&gt;” หรือ “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
McCargo เสนอว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจการเมืองไทยก็คือ การมองผ่านมุมมองของเครือข่ายอำนาจหลากหลายที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการต่อรองอำนาจกัน หรือแม้แต่มีการขัดแย้งกันต่อกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ เครือข่ายอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทยคือ &lt;b&gt;เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่บนส่วนยอดของเครือข่าย&lt;/b&gt; มีฝ่ายบริหารที่นำโดย&lt;b&gt;พลเอกเปรม ติณสูลานนท์&lt;/b&gt; อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี แม้แต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งเครือข่ายสถาบันกษัตริย์นี้ กลุ่มกษัตริย์นิยมในรุ่นก่อน ได้มีความพยายามรักษาไว้ซึ่งมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ควบคู่ไปกับความต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย (Thai-style democracy) ที่ยังวนเวียนอยู่รอบพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือพูดให้ง่ายก็คือ แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่คุณลักษณะหลายด้านของระบอบนี้ยังคงอยู่รอดปลอดภัย และได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นอย่างดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากบทความเรื่อง “มรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ของ ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่ปรากฏในวารสารฟ้าเดียวกัน ได้กล่าวไว้ว่า จนถึงปัจจุบัน คตินิยมทางสังคมและทางการเมือง ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุดความคิด และสถาบันพระมหากษัตริย์เองนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่างก็ฝังรากยึดโยงอยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้ สถาบันกษัตริย์มีบทบาทเป็นแบบอย่างของวิถีชีวิตคนไทยนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ส่งผลทางลบต่อพัฒนาการการเมืองของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติและกระบวนการ&lt;b&gt;ยกสถาบันให้มีความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทวราช&lt;/b&gt;อย่างไม่หยุดหย่อน ตลอดรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสายใยที่แนบแน่นระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสังคมและการเมือง ทำหน้าที่เสมือนราวกับว่าเป็น “เรือนจำ” ที่กักขังไม่ให้คนไทยสามารถแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากกรอบคิดกระแสหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“การคิดนอกกรอบ” กลายเป็นสิ่งต้องห้ามเนื่องจาก มันอาจคุกคามต่อสถานะของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ คนที่ละเมิดข้อห้ามดังกล่าวมากมาย ถูกลงทัณฑ์ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันที่คุณจะพบการลงโทษแบบนี้เฉพาะในประเทศที่อ้างตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ (“ประเทศไทย”มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ”) เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรอบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปจนถึงกฎเกณฑ์สำคัญ จากต้องยืนตรงในโรงภาพยนตร์เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้น จนถึงการยืนตรงเคารพธงชาติทุกๆ 8 โมงเช้า และ 6 โมงเย็นเมื่อเพลงชาติถูกบรรเลงออกอากาศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนจักต้องไม่แสดงการขัดขืนหรือต่อต้านเมื่อต้องเผชิญกับการแทรกแซงทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งของฝ่ายราชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล่มสลายลงแล้ว แต่กลุ่มราชานิยมและกลุ่มชนชั้นสูงสามารถเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์การเอาตัวรอดของคนกลุ่มนี้คือ &lt;b&gt;การสร้างความเชื่อที่ว่า ประเทศชาติจำเป็นต้องเลือกรับเฉพาะแนวคิดที่เหมาะสมกับประเทศเท่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะแนวคิดที่มีต้นกำเนิดจากต่างชาติ แนวคิดจากชาติตะวันตก เช่นว่า ประชาธิปไตยนั้น จะต้องถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเชื่อ วัฒนธรรม ชุดความคิด และขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่อย่างนั้นแล้ว&lt;b&gt;ประเทศไทยจะสูญเสียเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักการเรื่องความเป็นไทยนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลักของประเทศไทย ได้แก่ ชาติ ศาสนาพุทธ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น ก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะในการอนุรักษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ยืนนานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหล้าเก่าในขวดใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานั้น ไทยประกาศใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแค่เปลือกนอกเท่านั้น แก่นแท้ในนั้นยังคงมีอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยม ฝังไว้ต่างจากภาพที่เห็นจากภายนอก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า “&lt;b&gt;ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/b&gt;” กล่าวคือ แม้จะมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตย แต่ฝ่ายราชานิยม ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ถูกนฤมิตขึ้นให้สอดรับกับทัศนะของคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม และความเชื่อที่ว่า พุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ โดยความเชื่อเหล่านี้ ล้วนมีสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่ผูกโยงชุด ความคิดที่ต้องการให้ประชาชนยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลที่ตามมาก็คือ ฝ่ายราชานิยมประสบความสำเร็จเบื้องต้น ในการสร้างรัฐไทยที่เป็นหนึ่งเดียว (unitary state) ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์อย่างท่วมท้น ยกตัวอย่างเช่น บทบาทของกษัตริย์ในการปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของชาติ ที่ได้ถูกปลูกฝังในจิตสำนึกของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการสรรเสริญบูรพกษัตริย์ในอดีตอย่างไม่หยุดหย่อนในเรื่องพระปรีชาสามารถในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย (และมักใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่ผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองออกจากประเทศ ด้วยเหตุของการ “เนรคุณ” บูรพกษัตริย์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น บ่อยครั้งที่กลุ่มราชkนิยมได้กระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยม โดยการเน้นย้ำถึงก ารสูญเสียในดินแดนบางส่วน ที่เชื่อว่าเคยเป็นผืนแผ่นดินไทย ทั้ง ๆ ที่ในความจริงนั้น วาทกรรมเรื่องการเสียดินแดน จะเป็นเพียง&lt;b&gt;มายาคติ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชุดความคิดนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เกิด&lt;b&gt;กระแสชาตินิยมอย่างรุนแรง&lt;/b&gt; แต่ยังรวมถึง&lt;b&gt;กระแสราชานิยม&lt;/b&gt;ด้วย ถึงระดับที่ว่า ประชาชนต้องพร้อมที่จะยอมสละชีพ เพื่อปกป้องชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยปรัชญาเหล่านี้เอง จึงทำให้ไม่เหลือพื้นที่ให้กับประชาชนที่มีความคิดต่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการยกย่องสรรเสริญสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้น จนถึงระดับที่น่าเป็นกังวลใจ พระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นมากกว่าประมุขของประเทศ โดยถูกยกให้กลายเป็นเสมือนเทพเจ้าที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะเดียวกัน ก็มีภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งของของการเป็น “&lt;b&gt;พ่อของแผ่นดิน&lt;/b&gt;” ภาพลักษณ์ในด้านนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงต้นของรัชสมัยปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ เยือนเกือบทุกแห่งหนตำบลในประเทศนับครั้งไม่ถ้วน โดยทรงมุ่งหวังจะสร้างความผูกพันกับพสกนิกรของพระองค์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อาจเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถเทียบทันสถาบันกษัตริย์ได้ในการเอาชนะใจปวงชน พิสูจน์ได้จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อมั่นเสมอว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นคำตอบสุดท้ายในทุกวิกฤติการณ์ของชาติ แต่ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์สองด้านข้างต้นทำให้เกิดความสับสนยิ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชประสงค์ ในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพสกนิกรมากเท่าใด แต่ภาพลักษณ์ด้านที่เป็นเสมือนเทวราชา กลายมาเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกรอยู่เสมอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ไร้อารยะมากมายได้ถูกรื้อฟื้นขึ้น อาทิ &lt;b&gt;การหมอบคลาน&lt;/b&gt; เป็นต้น เป็นเรื่องน่าคิดที่ว่า การหมอบคลานนี้ได้ถูกยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2416 ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอัยกาของรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องป่าเถื่อนและล้าสมัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การฟื้นฟูธรรมเนียมเหล่านี้ นับว่าเป็นความประสงค์ให้มีการยกสถานะของพระมหากษัติรย์ในลักษณะของการเป็นเทวาธิราช มากกว่าการเป็นธรรมราชาธิราช สถานะที่แตกต่างนี้มีความซับซ้อนยิ่ง เมื่อมีการพิจารณาถึงบทบาทของกษัตริย์ในบริบททางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นาย Paul Handley ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฝ่ายราชานิยมมีบทบาทเด่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้ดูเสมือนราวกับว่า &lt;b&gt;พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองเสียเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และก่อให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจที่ว่า &lt;b&gt;สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่&lt;/b&gt; เมื่อใดก็ตามที่สถาบันกษัตริย์ถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะในบทบาทของการเป็นตัวแสดงทางการเมือง ก็ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางอำนาจ (conflict of interest) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมองเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ก็มักถูกมองว่าเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย และอาจรวมถึงยิ่งลักษณ์ ดังที่กล่าวข้างต้น หนทางหนึ่งของการกำจัดภัยเหล่านี้คือ การใช้มาตรา 112 ในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามสถิตินั้น ในปี 2548 มีคดีที่เกี่ยวกับกฏหมายหมิ่นฯ ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นทั้งสิ้น 33 คดี ซึ่งได้รับการยกฟ้องในเวลาต่อมา 18 คดี ในปี 2550 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเป็น 126 คดี และยังเพิ่มขึ้นเป็น 164 คดีในปี 2552 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัวเป็น 478 คดีในปี 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่วงเวลาที่จำนวนคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ อยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(2551-2554) จากการศึกษาของ ดร. David Streckfuss นักวิชาการชาวอเมริกันพบว่า อาจมีผู้ถูกจำคุกเนื่องจากคดีหมิ่นฯ เหล่านี้รวมแล้วนับหลายราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพยายามที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ ส่วนมากนับเป็นผลงานของฝ่ายราชานิยม แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นผลอันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง โดยเฉพาะในฐานะของกษัตริย์นักพัฒนาผู้มีบทบาทอย่างสูงกับสังคมไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับราชานิยมล้นเกิน (hyper-royalists) ที่ชื่อ “The Monarchy and Anti-Monarchy: Two Elephants in the Room of Thai Politics” ดร. ธงชัยได้กล่าวถึง&lt;b&gt;การกลับมาของลัทธิราชานิยมในฐานะวัฒนธรรมสาธารณะ&lt;/b&gt;ว่า การเพิ่มขึ้นของความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จะเห็นได้ชัดในช่วงหลังการจราจลในปี 2516 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยความนิยมนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า สถาบันกษัตริย์ได้มีส่วนเข้ามายุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้น รวมถึงครั้งต่อมาในปี 2535 ด้วย นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในภูมิภาค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยในช่วงที่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์กำลังแพร่กระจาย ทั้งในและนอกเขตแดนไทย สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งหลังจากที่สงครามเย็นจบสิ้นลงแล้ว ขณะที่รัฐบาลหลายชุดถูกโค่นล้มจากกระดานการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ตำแหน่งและสถานะของสถาบันกษัตริย์ กลับมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาโดยตลอด การเข้ายุติจลาจลในปี 2535 เปรียบเสมือน “trophy” อีกชิ้นหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ ในฐานะของผู้รักษาเสถียรภาพให้กับระบบการเมืองไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของฝ่ายราชานิยมนั้น ยากที่แยกออกจากการเมือง แต่คำถามสำคัญก็คือ &lt;b&gt;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้ เหมาะสมกับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด (Does it really work?)&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากที่ได้ย้ำไปข้างต้นว่า มีลักษณะหลายด้านของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้รับการปลูกฝังให้เข้ากับระเบียบการเมืองแบบใหม่ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ลักษณะเหล่านั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกับคุณค่าสมัยใหม่ของระบอบประชาธิปไตย นำไปสุ่ความขัดแย้งทางด้านกรอบความคิด อาทิ ความขัดแย้งระหว่างอำนาจของพระมหากษัตริย์และอำนาจที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน (Royal power VS Popular mandate) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดร. ธงชัยเห็นว่า ที่จริงแล้ว คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้มันเป็น&lt;b&gt;คำปฏิพจน์ที่มีความหมายขัดแย้งในตัวเอง (oxymoron) &lt;/b&gt;เหมือนกับหลุมดำขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนระบบการเมืองทั้งหมดเข้าไปในตัวมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงก่อนและหลังรัฐประหารในปี 2549 ได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทางการเมือง และได้เริ่มส่งสัญญาณของ “&lt;b&gt;การเสื่อมความนิยมของแนวคิดราชนิยม&lt;/b&gt;” ออกมา &lt;b&gt;ความเสื่อมนี้เกิดมาจากน้ำมือของกลุ่มราชานิยมเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มเสื้อเหลืองนิยมเจ้า ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนและใช้สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการโค่นระบอบทักษิณ คำขวัญอย่างเช่น “&lt;b&gt;สู้เพื่อในหลวง&lt;/b&gt;” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงต่อมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของทักษิณ หรือจากฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นพวกต่อต้านสถาบันแต่อย่างไร แต่กลับกลายเป็น&lt;b&gt;กลุ่มพวกราชาชาตินิยมล้นเกิน (Hyper-Royalists) เสียเองต่างหาก &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขายังคงปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความจริงใหม่ ๆ ทางการเมือง &lt;b&gt;ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ?&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความไม่สามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ (และเครือข่ายพระมหากษัตริย์) ที่จะปรับตัวให้ทันกับกับความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมือง เป็นสาเหตุเดียวกันของการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 จะต่างกันบ้างก็ที่ การเสื่อมถอยในวันนี้ถูกเร่งเครื่องด้วยปรากฏการณ์ล่าสุดทางการเมืองไทยที่เรียกว่า &lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปโดยสั้น “ตาสว่าง” เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยจำนวนมาก ตระหนักและเข้าใจว่า &lt;b&gt;ประเทศไทยไม่เคยก้าวข้ามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง&lt;/b&gt; ในขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของเราก็ได้ถูกตีรวนมาโดยตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หากสถาบันกษัตริย์ต้องการแสดงบทบาททางกาเมือง ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบบทบาทเหล่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การขยายตัวของกระแส “ตาสว่าง” ดังกล่าว ไม่ว่าจะในที่ลับหรือที่แจ้ง จะชักนำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น &lt;b&gt;เสียงของผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ดังกึกก้องขึ้น ชัดเจนขึ้น ยิ่งกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ไทยในอดีต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการวิเคราะห์เรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์นั้น การสืบสันตติวงศ์ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้ขอกล่าวส่งท้ายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระบวนการยกย่องสรรเสริญพระเกียรติที่ขาดความพอเพียงในขณะนี้นั้น ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นถึงความกังวลใจ (anxiety) ของกลุ่มราชานิยมที่พยายามจะยึดติดกับอดีตอันรุ่งโรจน์แล้ว ยังมีผลข้างเคียงต่อรัชกาลถัดไปที่จะต้องแบกรับความกดดันอันยิ่งใหญ่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางออกของวิกฤตการณ์นี้ จึงขึ้นอยู่กับ &lt;b&gt;ความเข้าใจของบุคคลในเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ต่อสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง และความยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิรูปตัวเอง โดยการยอมสละซึ่งมรดกตกยุคที่ตกทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปให้ได้ในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียน: Pavin Chachavalpongpun, “Thailand: The Die-Hard Absolute Monarchy?”, Harvard International Review, Vol. 23, Issue 3 (24 December 2011)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38851&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <pubDate>Sat, 21 Jan 2012 01:08:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2045 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20120120/2044</link>
 <description>บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ&lt;br /&gt;
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล &lt;br /&gt;
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน &lt;br /&gt;
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง &lt;br /&gt;
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา &lt;br /&gt;
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์ &lt;br /&gt;
7. ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุภายในกับเหตุภายนอก &lt;br /&gt;
8.ความเกี่ยวพันระหว่างกฎเกณฑ์กับธาตุแท้ เพื่อเข้าใจว่า &lt;b&gt;คนเราสามารถรับรู้และใช้กฎเกณฑ์ได้ แต่ไม่อาจสร้างและทำลายกฎเกณฑ์ได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เชิญทัศนาได้โดยพลันใน &lt;a href=&quot;/files/Section_3.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บทที่ 3&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20120120/2044#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/Section_3.pdf" length="752488" type="application/pdf" />
 <pubDate>Fri, 20 Jan 2012 00:59:45 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2044 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;กม.หมิ่นฯ&quot; ของ &quot;สยาม&quot; vs &quot;ไทย&quot; ถอยหลัง หรือ เดินหน้า</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043</link>
 <description>&lt;p&gt;
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; vs &amp;quot;ไทย&amp;quot; &amp;quot;ถอยหลัง หรือ เดินหน้า เข้าคลอง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี  &amp;quot;กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ &lt;br /&gt;
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; จึงมีแต่ &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนที่เรียกกันว่า &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; (สมัยโบราณ) นั้น&lt;br /&gt;
ก็มีแต่เพียงในสมัย &amp;quot;ระบอบราชาธิปไตย&amp;quot; หรือ &amp;quot;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;quot; และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด &amp;quot;การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475&amp;quot; ให้เป็น &amp;quot;ระบอบประชาธิปไตย&amp;quot; (สมัยใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ดังนั้น แต่เดิม &amp;quot;ราชอาณาจักรสยาม&amp;quot; (สมัยโบราณ) จึงเคยมี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; (สมัยใหม่) ต่อมา มี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากลของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life′s Work,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มนี้ บทว่าด้วย &amp;quot;กฏหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สาม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165..... &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทียบได้ก็แต่ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญ ในยุโรป.... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326976786&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=no&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 19 Jan 2012 20:53:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2043 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> เงิน 7.5 ล้าน มีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของ&lt;b&gt; วรกร จาติกวณิช&lt;/b&gt; ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลัน ต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ &lt;b&gt;ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนตาย คนเจ็บ ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตาย มีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใด ๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่า &lt;b&gt;พวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน &lt;b&gt;การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครแน่ใจว่า คนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม&lt;/b&gt; หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณ ทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย                  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่ จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บอกว่า เป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด &lt;b&gt;นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบายใจที่ได้รับ&lt;/b&gt; ยังไงล่ะ แล้วขอโทษที &lt;b&gt;ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ?  ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้&lt;b&gt;รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 &lt;/b&gt;ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่ &lt;b&gt;เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้&lt;/b&gt;หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า &lt;b&gt;มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร &lt;b&gt;พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปชป.บอกว่า ต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้ว &lt;b&gt;ทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาล ไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว ! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “&lt;b&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน &#039;โจรใต้&#039; แยกดินแดน&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่&lt;b&gt;การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ &lt;b&gt;การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่ ? &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot; http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot;&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Wed, 18 Jan 2012 21:36:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2042 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120118/2041</link>
 <description>นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยมีการปรับรัฐมนตรีเดิมออก 10 คน และสลับตำแหน่งอีก 6 คน รวมการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ 16 ตำแหน่ง ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี &lt;br /&gt;
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ และแต่งตั้งรัฐมนตรี เพื่อบริหาราชการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔ นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๑๘๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;๑. ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;๒. ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรองนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นางนลินี ทวีสิน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายศักดา คงเพชร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประกาศ ณ วันที่ ๑๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายกรัฐมนตรี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20120118/430669/news.html&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120118/2041#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/323">Government</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Wed, 18 Jan 2012 20:14:38 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2041 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112 ? โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (คลิปวีดีโอ)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120117/2040</link>
 <description>&lt;iframe src=&quot;http://www.youtube.com/embed/pCombmIfID4?feature=player_embedded&quot; width=&quot;640&quot; frameborder=&quot;0&quot; height=&quot;360&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;
&lt;p&gt;
คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 หรือ &amp;quot;ครก.112&amp;quot;ได้จัดงานสัมนาทางวิชาการเรื่อง &amp;quot;แก้ไขมาตรา 112&amp;quot; เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555 ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้จัดงานได้นำเทปบันทึกปาฐกถาหัวข้อ &amp;quot;ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112&amp;quot; โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ นำเสนอต่อผู้เข้าร่วมสัมนาในช่วงแรกของงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38787?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&amp;amp;utm_content=Google+Reader&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;  
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120117/2040#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Tue, 17 Jan 2012 23:48:51 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2040 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วรเจตน์ ภาคีรัตน์: หลักการและเหตุผลในการแก้ไข ม.112 (คลิปวีดีโอ)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120117/2039</link>
 <description>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;iframe src=&quot;http://www.youtube.com/embed/2-rqMYskFpk?feature=player_embedded&quot; width=&quot;640&quot; frameborder=&quot;0&quot; height=&quot;360&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;
&lt;p&gt;
การอภิปรายทางวิชาการ &amp;quot;ข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112&amp;quot; โดย รศ.ดร.&lt;b&gt;วรเจตน์ ภาครัตน์&lt;/b&gt; จากคณะนิติราษฎร์ ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ท่าพระจันทร์ ในงาน  &amp;quot;แก้ไขมาตรา 112&amp;quot;  จัดโดย คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 หรือ &amp;quot;ครก.112&amp;quot;  เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38788?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&amp;amp;utm_content=Google+Reader&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120117/2039#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Tue, 17 Jan 2012 23:35:14 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2039 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

