คำรำพึงจากอดีตสหาย : ที่ปลอดภัยคือ..พระเจ้า..!!!
เมื่อเสียงปืนของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ พคท.ค่อย ๆ
เงียบเสียงสิ้นลงเมื่อเกือบ 30 ปีมาแล้ว อดีตนักสู้ อดีตนักปฎิวัติ
และเหล่าสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยส่วนใหญ่
ก็ได้ลงหลักปักฐานมีที่ยืนในสังคม (เก่า) กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กล่าวได้ว่าสังคมไทย
วันนี้จะมีผู้คนที่เคยเกี่ยวข้องกับพ.ค.ท.และการต่อสู้ด้วยอาวุธแทรกซึมเข้า
ไปอยู่มากกว่าอดีต ( ใช้คำของศัตรู )เพราะแทรกไปทุกชนชั้น ทุกอาชีพ
ทุกจังหวัด อาจจะทุกอำเภอและทุกหมู่บ้าน อาจไม่เว้นแม้กระทั่ง
หมู่บ้านจัดสรรชั้นดีในกรุงเทพฯ !
ดูเผิน ๆ แล้วน่าสะพรึงกลัว สำหรับเหล่าศัตรูเก่า เพราะกลัวปรากฏการณ์
“ ยิ่งแตก ยิ่งโต ” แต่เมื่อมามองดูบทบาท ของบางคนบางกลุ่มแล้ว
ก็จะพบความน่าตกใจมากกว่า !! เป็นความน่าตกใจของ
มวลชนผู้ที่เคยฝากความหวังไว้กับการปฎิวัติและพวกที่เขาเรียกว่า “ จัดตั้ง ”
น่าตกใจกับปรากฏการณ์ “ ยิ่งแตก ก็ยิ่งแตกย่อยยับ ” เช่นในวันนี้ !
ถือเป็นความผิดพลาด ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญในการนำของพ.ค.ท.หรือไม่ ?
( คงต้องศึกษากันต่อไป)
ที่ปล่อยให้การออกจากป่าคืนเมืองของมวลชนของพรรคฯ ( อดีตนักสู้
อดีตนักปฎิวัติ อีกทั้งเหล่า สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
)ในเวลานั้นนอกจาก ทิ้งป่า ทิ้งปืน แล้ว ยังกลายเป็นการทิ้งอาวุธ
ทางปัญญา และการจัดตั้ง ที่เคยมี (ไม่เคยถูกศัตรูทำลาย)ไปด้วย !!!
30 ปี มานี้ มวลชนของพรรคฯจำนวนมาก ได้เสาะแสวงหาหนทาง
ดิ้นรนหาที่ยืนของตนเอง มีหลายๆคนคิดว่า
ได้พบหนทางสว่างอย่างใหม่ในชีวิตแล้ว( สัจจธรรมใหม่ )
ทว่า...หนทางสว่าง อย่างใหม่ในชีวิตนั้น
กลับอยู่ตรงข้ามกับสิ่งพรรคฯเคยสอนว่าเป็น ”สัจจธรรมแห่งลัทธิมาร์กซ-เลนิน” !!!
พวกเขาหันกลับมา สรรเสริญพระเจ้า ทั้งบนฟ้าและบนดิน
บางคนถึงขั้นหลงใหลกลิ่นธูป ควันเทียน และน้ำมนต์ !!
พวกเขากลับไปเชื่อถือ ศรัทธาในสิ่งที่เคยประณามว่าเป็นความงมงาย และเป็น “ อภิปรัชญา
” !!
อดีตผู้นำนักศึกษา และน่าจะกล่าวได้ว่า เป็นอดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ฯ
มีงานเขียนประเภท อ่านแล้วรู้ได้เลยว่า.....
ตัวเขารู้สึกว่า เขา “หลงผิด เดินผิดทาง ”มานาน เช่น
เขียนทำนอง ว่า.........เคยซาบซึ้งกับวัด อยู่กับพระมาแต่เด็ก..
ไม่รู้ตัวเลยว่า เดินออกจากวัด ไปเข้าป่า จับปืนสู้กัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
....รู้อย่างงี้...ก็คงไม่ไป (เข้าป่า) แล้ว...!!!
ส่งผลให้ คนรุ่นใหม่งุนงง
และสับสนต่อความเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ที่พวกเขาคิดจะเดิน รอยตาม !!!
พวกเขาใช้ความสามารถ พิเศษที่ขบวนปฎิวัติมอบให้ ซึ่งก็คือทักษะในการคิด
วิเคราะห์ การพูดอภิปราย และการขีดเขียนที่สูงกว่ามาตรฐานคนทั่วไป
นำพามวลชนให้ “ หลงทิศ ผิดทาง ” โดยรู้ตัวหรือไม่ ? ไม่อาจรู้ได้ !
ปรากฏมีกลุ่ม-ชมรมและ งานเขียนประเภทนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ดูเผิน ๆ แล้วเป็น เรื่องน่ายินดีที่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ลืมงานเพื่อสังคม ?
แต่วันนี้พวกเขาก็นำ เสนอได้เพียงแต่สิ่งที่เคยเรียกกันว่า “
งานสังคมสงเคราะห์ ” บางคนแสดงออกชัดเจน ที่ ไม่ต้องการคุยเรื่อง “
การเมือง ” เพราะกลัวเสียเพื่อนและกลัวเดือดร้อน
มีงานเขียนที่สนับ สนุนให้ “ สยบ สมยอม รับชะตากรรม ”
พิมพ์เผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง
“ สยบ ” อะไร ?
สยบความคิดต่อการ เคลื่อนไหวปฎิวัติ ! พวกเขาเสนอว่า ......
“ มันล้าสมัย และเป็นไปไม่ได้ ” อีกต่อไป ?
การเปลี่ยนแปลงทาง สังคมนั้น มีมากมายหลายทาง (แต่มากจนเลือกไม่ถูก !
) มิใช่การต่อสู้ด้วยอาวุธเท่านั้น ?
การต่อสู้ทางชนชั้น และพรรคของชนชั้นกรรมาชีพ ไม่มีอยู่จริง ?
หรือ ชนชั้นกรรมาชีพ ก็มิใช่ชนชั้นที่ก้าวหน้า และเข้มแข็งเพียงพอที่จะนำ
การเปลี่ยนแปลงสังคม ?
“ สมยอม ” อะไร ?
ยอมรับศัตรูมาเป็นมิตร !!!!
ยอมรับการรัฐประหาร ที่ผ่านมาหน้าตาเฉย...เห็นว่า..จำเป็น ?
( พูดเสียงเดียวกับทหารเผด็จการ )ยอมรับรัฐบาลที่แต่ง
ตั้งโดยคณะทหารเผด็จการที่ลงตรารับรองจาก...พระเจ้า...!!
ยอมรับที่ทหารใช้ความ
รุนแรงกับประชาชนที่คิดต่างกับรัฐเมื่อเดือนเมษาฯปีที่แล้ว…ว่าสมควรโดนเสีย
บ้าง !! ยอมรับขบวนการต่อต้าน ฝ่ายปฎิวัติที่สุดขั้วอย่างขบวนการพันธมิตรฯ
ยอมรับฟังการปราศรัย และดู ASTV ที่ด่าคอมมิวนิสต์สาดเสียเทเสีย
ที่ไม่ต่างจากสมัยก่อน 6 ตุลาฯ 2519
ยอมรับที่พวกนี้เสนอ ว่า..คอมมิวนิสต์คือพวกทำลายชาติ ล้มล้างสถาบันฯ
ขอให้เพิ่มโทษกม.หมิ่น ฯ ขอให้รัฐใช้ พรบ.ความมั่นคงฯ จับมาลงโทษประหาร
ชีวิตให้สิ้น !! เป็นต้น
“ รับชะตากรรม ” อะไร ?
เลิกพูด เลิกเขียนถึง ชนชั้นที่กดขี่ กับชนชั้นที่ถูกกดขี่ เลิกพูด
เลิกเขียนถึงการที่มนุษย์ ถูกมนุษย์ด้วยกันกดขี่ ขูดรีด กระทำทารุณ...ฯลฯ
กลับเสนอว่ามนุษย์ ทั้งหลายจงหันมาเปลี่ยนแปลงตนเองกันเถิด !
อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกเลย !
เพราะเป็นไปไม่ได้ !!!
เมื่อก่อนเราเชื่อตามพรรคฯที่สอนให้ “
เปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อไปเปลี่ยนแปลงโลก ” !!
เป็นการเปลี่ยนแปลงตน เองจากมนุษย์ที่ไร้ศักดิ์ศรี โง่เขลา งมงาย
และขลาดกลัว !!! เป็นมนุษย์ที่ติด อาวุธทางความคิด
มีจิตใจปฎิวัติที่กล้าหาญ
เสียสละเพื่ออุดมการณ์อันดี งาม
นิยามคำว่า “ การทำความดี ”และ “ การมีความสุข ” เพียงแค่คำจำกัดความใน “
ลัทธิศาสนา ” ให้หันมาสนใจคำสอนของ นักบวชที่ให้
“ สงบ ” , “ สันติ ” เท่านั้นแล้วจึงจะ “ สุข ” !!!!!!!!
จริงหรือไม่ว่า...สังคมไทยไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงในขั้นรากฐานเลย ?
ประชาชนส่วนใหญ่ ยังไม่ได้เป็นผู้มีส่วนร่วมในทางสังคมอย่างแท้จริง ?
การแบ่งปันทรัพยากรที่ยุติธรรมยังไม่เคยเกิดขึ้น ?
ชนชั้นที่กดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบ เข่นฆ่าประชาชน ที่ลุกขึ้นต่อเพื่อ
การเปลี่ยนแปลงสังคมย้อนไปในอดีต ก็ยังคงวนเวียนอยู่ใน คนกลุ่มเดิม ๆ
รุ่นแล้วรุ่นเล่า
วันนี้ ก็ได้เห็นรุ่น หลานกันแล้ว อีกไม่นานก็ได้เห็น..รุ่นโหลน..!!!
จริงหรือไม่ว่า.... สังคมไทยจะยังคงใช้ความรุนแรงต่อกันต่อไป ?
ผู้ที่ใช้ความรุนแรง นั้นก็ยังคงเป็นผู้ที่ถือปืนในเครื่องแบบทหารตำรวจ
เช่นเดิม การปราบปรามประชาชน จะยังมีต่อไป ? จะมีการ
ปราบปรามประชาชนฝ่ายไหน ?
ดังนั้น !!! ที่ที่ปลอดภัยที่สุดคือ การเข้าหาพระเจ้า...
พวกเขาจึงยอมรับ นับถือ ศรัทธาและสวามิภักดิ์กับพระเจ้าบนฟ้าและบนดิน
!!!!!!!!!
………………………………………………………………………………………………
ขีดเส้นใต้ไว้เลยว่า ...ผู้เขียนมิใช่พวกเสื้อแดง
แต่อยู่ตรงข้ามกับพวกเสื้อเหลืองแน่นอน !!!
เขียนเพื่อสรุปความ คิดตนเอง และยืนยันในความเชื่อที่มี
สำหรับผู้ที่ประกาศ ว่า “โยนลัทธิมาร์ซ-เลนิน ทิ้งขยะไปแล้ว”
ผู้เขียนไม่ได้คาดหวังใด ๆ จากท่าน
เขียนโดย คุณสายลมเปลี่ยนทิศ
ที่มา เว็บบ้านสามจังหวัด
