ความสนใจแนวคิดฝ่ายซ้ายของสหายสิกขา
โดยส่วนตัว, ผมเริ่มสนใจแนวคิดฝ่ายซ้ายเอามากๆ
ก็เมื่อตอนที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ไม่สามารถอธิบายวิกฤตการณ์สมัยไล่ทักษิณได้
(ผมเคยใช้ game theory จับแนวการเคลื่อนไหว ของ สนธิ ลิ้มฯ
ต่อทักษิณในช่วงราวกลาง - ปลายปี 2548) ข้อมูลเชิงทฤษฏีทำนายว่า สนธิ
ลิ้มฯ ควรจะต้องหาทางประนีประนอมกับทักษิณ แต่ (อย่างที่ทราบกัน)
ในสถานการณ์จริงไม่ได้เกิด ลักษณะแบบนั้นขึ้น (ตอนนั้นผมยอมรับว่า
กรอบวิเคราะห์ผมไปไม่ถึง ระดับบน แบบทุกวันนี้, เพราะไม่มีทั้งข้อมูล, สถานการณ์เชิงประจักษ์ และกรอบทฤษฏีที่อธิบายได้)
แต่เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง
เลื่อนไถลผ่านกรอบการเจรจาตกลง
(อย่างที่ทฤษฎีเกมส์ในเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทำนายไปแล้ว -- แต่ไม่เกิดขึ้น)
จนกระทั่งเกิดรัฐประหาร และตุลาการภิวัฒน์
ทำให้ผมต้องโยนแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักทิ้ง
แล้วหันมาศึกษาแนวคิดฝ่ายซ้าย (โดยเฉพาะ มาร์กซิสต์ แทน)
เพราะผมคิดว่ามันให้กรอบ การอธิบายที่ make sense กว่ามาก
ในช่วงแรก,
ผมมีความยากลำบากในการทำความเข้าใจกรอบการคิดของฝ่ายซ้ายมาก
(ผมไม่ค่อยเข้าใจศัพท์ฝ่ายซ้ายหลายคำ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาส่วนตัวผมเอง
ที่เวลาจะศึกษาอะไรต้องทำความเข้าใจกรอบคิดที่เป็นพื้นฐาน (ในเชิงปรัชญา
หรือความคิด ต้นตำรับที่เป็นที่มา) ของเรื่องนั้นๆเสียก่อน
จนกระทั่งมีมิตรสหายที่ปรารถนาดี
ช่วยแนะนำให้ผมไปศึกษาเรื่อง ปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษ (dialectic),
ผมเคยเอาหนังสือของบุญศักดิ์ แสงระวี มาอ่าน
ผมรู้สึกว่าผมไม่เข้าใจงานเขียน ของเขาเท่าไหร่ แต่ภายหลังผมพบว่าหนังสือ
"การศึกษาเรื่อง วิภาษวิธี (Dialectics)" ของ จอร์จ โปลิแซร์ ซึ่งแปลโดย
"กลุ่มเพื่อนพ้องยูโรป" นี่เขียนให้อ่านทำความเข้าใจได้ง่ายกว่ามาก
ถ้าใครสนใจก็สามารถดาวน์โหลดอ่านหนังสือเล่มนี้ได้ที่ http://www.arayachon.org/polthe_socdyn/DIALECTICS.pdf
ส่วนแนวคิดเรื่องวัตถุนิยมประวัติศาสตร์
ผมก็คิดว่าหนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย" ของจิตร ภูมิศักดิ์
ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี (แม้จะต้องกล่าวสักนิดว่า
กรอบการศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ไทย ในภายหลัง ซับซ้อนและลึกซึ้งมากขึ้นมาก,
ผมชอบงานเขียนของนิธิ ทั้งเรื่องการเมืองสมัยพระนารายณ์,
การเมืองสมัยพระเจ้าตาก, ปากไก่และใบเรือ)
ผมต้องบันทึกไว้ในที่นี้ด้วยว่า
ความสนใจผมที่เข้ามาสนใจฟ้าเดียวกัน ถ้าจะนับเรื่อง "การวิจารณ์เจ้า"
ก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ผมไม่ได้เพิ่งเข้ามาสนใจ ถ้าจะนับแรงจูงใจผมจริงๆ
ก็เป็นเรื่องความสนใจที่อยากมาศึกษาความคิดฝ่ายซ้ายมากกว่า ,
อีกประเด็นหนึ่ง ในหลักสูตร เศรษฐศาสตร์ที่ผมลงเรียนมา
มีวิชาที่ผมประทับใจหลายตัว (จริงๆ ผมชอบเกือบทั้งหลักสูตรนะ)
แต่วิชาที่สร้างอิทธิพลให้ผมมาก (ตัวหนึ่ง) คือคอร์สที่มีแนวเชิง
เศรษฐศาสตร์การเมือง นี่แหละครับ
ผมควรบอกด้วยว่า
ผมเริ่มให้ความสนใจแนวคิดเชิงเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้าย และเศรษฐศาสตร์สถาบัน
มาตั้งแต่สมัยผมอ่านหนังสือของ ปกป้อง จันวิทย์แล้ว
(แต่ตอนนี้เมื่อกลับไปอ่านใหม่เร็วๆนี้
ผมคิดว่าเขายังอธิบายได้อย่างไม่ตกผลึกพอในบางประเด็น)
งาน
assignment ในคอร์สเศรษฐศาสตร์การเมืองตัวแรก ก็คือการศึกษาเรื่อง
"ทุนโทรคมนาคม ไทย" ที่เมื่อผมกลับไปอ่านอีกทีรู้สึกว่าเขียนได้ห่วยมาก
(ฮา) แต่งานชิ้นนี้ ทำให้ผม "ตั้งคำถาม" กับทักษิณ ตั้งแต่สมัยที่สนธิ
ลิ้ม ยังเชียร์ทักษิณอยู่เสียด้วยซ้ำ ถ้าใครความจำไม่สั้น
คงจำได้ใน ช่วงที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ออกมาพยายามเป็นบรรณาธิการหนังสือชุด
"รู้ทัน" แล้วโดนสนธิ ด่าใน ทำนองว่า ถ้าเป็นเสือ (คือเป็นตัวเขา)
จะไม่ร้องเหมือนหมา (คือคนที่สนธิว่านั่นแหละ), แล้วลอง คิดถึงตอนนี้ที่
เจิมศักดิ์ จัดรายการประจำอยู่ที่ ASTV ดูก็แล้วกัน
ปล. ถ้าใครจะอ่าน "สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง 1 - 4" ขอเชิญดาวน์โหลดได้ที่ลิงก์ข้างล่างนี้
http://www.arayachon.org/files/สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง_1.pdf
http://www.arayachon.org/files/สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง_2.pdf
http://www.arayachon.org/files/สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง_3.pdf
http://www.arayachon.org/files/สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง_4.pdf
ที่มา -เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน
เอ้าพวกเรา ใครสนใจ แนวคิดฝ่ายซ้ายและสังคมนิยมแบบสหายสิกขา บ้าง?


วันนั้นพ่ายแพ้ได้อย่างไร
เผอิญช่วงนี้ผมสนใจขบวนการความเคลื่อนไหว พคท. ในอดีตเป็นพิเศษ มีคนถามผมในที่อื่นว่าทำไมให้ความสนใจในช่วงนี้ ซึ่งอันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร "แคน สาริกา" ยังทำหนังสือ "คนตุลาตายแล้ว" ออกมาเมื่อไม่นานมานี้เลย
อย่างที่ผมเคยบอกในกระทู้อื่น ว่าผมเริ่มสนใจใน "ฟ้าเดียวกัน" เพราะแรงจูงใจในเรื่อง "ความคิดฝ่ายซ้าย" มากกว่าประเด็นอื่น และน่าสนใจที่ขบวนความเคลื่อนไหวทั้งในกระบวนไล่ทักษิณของพันธมิตร และไล่รัฐประหารของ กลุ่มต้านรัฐประหารหลายกลุ่ม รวมทั้งนปก. ต่างก็แฝงความคิด "ฝ่ายซ้าย" อย่างชัดเจน
กระบวนการวิพากษ์ (รวมไปถึงกระบวนความเคลื่อนไหว) ของฝ่ายซ้ายในขบวนเคลื่อนไหวทั้งสองกลุ่ม มีผลอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในช่วงปี 2548 - 2550 และผมเชื่อว่าอิทธิพลความคิดฝ่ายซ้ายยังคงมีผลกระทบกับการขับเคลื่อนทางการเมืองไทยต่อไปอีกหลายปี
เมื่อพูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ที่มีขนาดใหญ่ ชัดเจนที่สุด และมีกำลังกล้าแข็งที่สุด คงไม่อาจไม่พูดถึง "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" ได้ ขบวนการของ พคท. ดูเหมือนว่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากขบวนนักศึกษา-ปัญญาชน หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงในศูนย์การนำของ พคท. เองก็มีความแตกแยกทางความคิดกันอยู่ก่อหน้านั้นหลายปีแล้ว (ดูกรณีการวิพากษ์ศูนย์กลางของพรรคภายใต้การนำของดำริห์ เรืองสุธรรม ใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ประวัติ พคท. ฉบับ พคท. (2), ฟ้าเดียวกัน 1:2) ภายหลังจากที่ "สหายนักศึกษารุ่นใหม่" เข้าร่วมการปฏิวัติกับ พคท. ก็เริ่มมีการแตกแยกทางความคิด ในแง่ "การวิเคราะห์สังคมไทย" ขึ้นมา (ดู ธิกานต์ ศรีนารา, จาก "กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา" ถึง "ทุนนิยม" : วิวาทะว่าด้วย "ลักษณะสังคมไทย" ใน พคท., ฟ้าเดียวกัน 4:4 )
ดูเหมือนแวดวงวิชาการจะยอมรับว่าความแตกแยกทางความคิด ในเรื่อง "การวิเคราะห์สังคมไทย" เป็นปัจจัยภายในด้านหลัก ที่ทำให้ขบวน พคท. ล่มสลาย โดยมีปัจจัยภายนอก คือการแตกแยกใน communist bloc ของ สหภาพโซเวียต และจีน มีบางส่วนอาจกล่าวถึง นโยบาย 66/2523 ว่าเป็นปัจจัยหนุนเสริมบ้าง
แต่จากการอ่าน "วันนั้นจะชนะได้ยังไง" ของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ ทำให้ผมเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงและแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจกว่านั้น ผมยังไม่ได้ศึกษาเอกสารอื่นเพื่อยืนยันเพิ่มเติม แต่ข้อเขียนของ พล.อ. ชวลิต ก็มีแง่มุมที่น่าสนใจไม่น้อย
(1) พล.อ. ชวลิต ให้ความสนใจในแนวคิดของ มาร์กซ์-เหมา หลังจากพบว่า ปฏิบัติการทางทหาร ที่เขากล่าวว่าได้รับความรู้มาจากสหรัฐฯ ไม่สามารถใช้ต่อสู้กับ พคท. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เท่าที่ผมจำได้ ผมพบว่าผมได้อ่านที่นี่เป็นที่แรก - หลังจากที่ผมเคยสรุปเองจากการอ่านเอกสารสรุปทางการทหารในที่อื่นว่า 3 GW ต้องเป็น การเมือง เอาชนะการทหาร (ซึ่งเหนือกว่า 2 GW ที่เป็นการทหารต่อการทหาร)
[quote]
ตอนนี้เองที่กองทัพ เริ่มศึกษาพิจารณากันอย่างหนักถึงเหตุผล พยายามแสวงหาหนทางที่จะกลับเป็นฝ่ายที่เห็นชัยชนะได้บ้าง ลูกหลานจบการศึกษาจากโรงเรียนทหาร ตำรวจ ใช้เวลาเรียน 5-6 ปี ออกมารับราชการ ลงพื้นที่ปฏิบัติการในสนามเพียง 6 เดือน ก็ต้องสูญเสียแขน ขา อวัยวะ และแม้ชีวิต สภาพขณะนั้นผู้ใดไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ใกล้ชิดดังกล่าว จะไม่มีวันได้รับทราบความเจ็บปวดในหัวใจที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันและคืน ของเหล่าทหารหาญและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน
ผมเริ่มได้คิดว่า "ด้วยความถือตัวว่าเป็นผู้รู้และชำนาญ ในกระบวนการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์" ซึ่งเป็นความคิดและหลักการที่ผิด เพราะได้รับมาจากการปฏิบัติการกับกองทัพสหรัฐฯ ในต่างแดน ผมเกือบนำกองทัพและประเทศชาติไปสู่ความหายนะเสียแล้ว จึงเริ่มกลับมาพิจารณาหลักการพื้นฐาน ในการต่อสู้หรือการทำการรบ ซึ่งจะต้องเริ่มด้วยการพิจารณาเพื่อให้เข้าใจฝ่ายตรงข้ามให้ถ่องแท้ เป็นขึ้นตอนแรก และจะต้องศึกษาพิจารณาโดยตรงจากบุคคล/หลักฐานเอกสารของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ศึกษาจากฝ่ายเราหรือฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งเรายึดถือมาตลอด
[/quote]
(2) พล.อ. ชวลิต ได้รับความช่วยเหลือ/คำแนะนำ จาก ผิน บัวอ่อน, ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร , ซึ่ง พล.อ. ชวลิต ระบุว่าได้รับคำแนะนำและความช่วยเหลือจาก พล.ต. ระวี วันเพ็ญ พล.ท. ประสิทธิ์ นวาวัฒน์ พล.อ. มานะ เกษรสุข พ.อ. ชวัติ วิสุทธิพันธุ์ โดยแนะนำให้รู้จัก ประเสริฐ และ ผิน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคำสั่ง 66/2523
ประเสริฐ เคยต่อว่า พล.อ. ชวลิต ที่ใช้กำลังปราบปราม พคท. หลังการออกคำสั่ง 66/2523
(3) เบื้องหลังการเปลี่ยนนโยบายของกองทัพในการต่อสู้กับ พคท. ก็ต้องมีการอธิบายและต่อสู้ทางความคิดภายใน (ดูจากเอกสารคำบรรยาย ของ พล.อ. ชวลิต)
(4) มีการเจรจาให้ พคจ. ยุติความช่วยเหลือ ต่อความเคลื่อนไหวของ พคท. ชัดเจนที่สุดคือการขอให้ ยุติการออกอากาศ สปปท. (พล.อ. ชวลิต เดินทางไปปักกิ่งร่วมกับ พล.อ. พัฒน์ อัคนิบุตร และ พล.ท. ผิน เกษร โดยไปพบปะกับ เติ้ง เสี่ยว ผิง)
นอกจากจีนแล้วลาว ก็ยังตัดความสัมพันธ์กับ พคท. โดยปิดพรมแดนด้านไทยและจีน ไม่ให้พคท. ใช้เป็นทางผ่าน รวมทั้งให้ พคท. อพยพสำนักต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในลาวออกไปท้งหมด สมพรให้สัมภาษณ์ว่า ใช้เวลาในการ "อพยพ 2 เดือน และใช้ช้าง 100 เชือก" (ดูสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, อ้างแล้ว)
พคจ ยังเสนอให้ สปท. งดโจมตีไทย (ข้อเสนอนี้ จีนเริ่มเสนอตั้งแต่ปลายปี 2521 แต่ ธง, อุดม, ประสิทธิ์, ดำริห์, อัศนี เห็นว่า ถ้าจะให้งดโจมตีรัฐบาล ก็ให้ปิดไปเลยดีกว่า ในขณะที่วิรัช และสมาชิกบางคน เสนอว่าน่าจะกระจายเสียงต่อไป ภายหลังมีการลงมติ ฝ่ายให้ปิดเป็นฝ่ายชนะคะแนน ดังนั้น สปท จึงมีการกระจายเสียงครั้งสุดท้ายวันที่ 11 กรกฎาคม 2522 ((ดูสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, อ้างแล้ว)
ปี 2524 เกิดวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ ผู้ปฏิบัติงาน พคท. ทะยอยออกจากป่า หลังจากรัฐบาลออกคำสั่ง 66/2523 ภายหลังมีคำสั่ง 65/2525 เรื่อง แผนรุกทางการเมือง ซ้ำอีกครั้ง ปฏิบัติการของ พคท. อ่อนกำลังลงทุกที (ปี 2525 ศูนย์การนำย้ายจากภาคเหนือไปอยู่ภาคใต้, 2530 ศูนย์การนำที่ย้ายมาอยู่ภาคตะวันตก สลายไปโดยปริยาย เนื่องจากระดับนำถูกจับกุมเป็นครั้งที่ 2)
ปี 2534 ผู้ปฏิบัติงานชุดสุดท้ายของ พคท. ในเขตงานภาคใต้ ออกจากป่า.
ดูข้อมูลเพิ่มเติม :
- ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร : http://www.politicalbase.in.th/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90_%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3
ต่อคำถามใหญ่โตที่ตั้งว่า วันนั้นพ่ายแพ้ได้อย่างไร?
ผมเห็นว่า สามารถสรุปได้เป็น 2 สาเหตุพื้นฐาน คือ
1.ความไร้สามารถในการนำของศูนย์การนำของพคท. ในการใช้ทฤษฎีอธิบายปัญหาที่เผชิญหน้า ขบวนการปฏิวัติของไทย ในขณะนั้น กล่าวคือ พคท.ไม่ได้ศึกษาสภาพสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตามความเป็นจริง แต่นำเอาข้อสรุปเรื่อง "กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา"และยุทธศาสตร์ "สร้างฐานที่มั่น ในชนบท ยึดอำนาจรัฐด้วยกำลังอาวุธและชนบทล้อมเมือง" ของเหมาเจ๋อตุงและพรรคจีนมาใช้ พคท.ยังไร้สามารถในการใช้ทฤษฎีอธิบายปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างจีนกับโซเวียต รัสเซีย และการล่มสลายของโซเวียต กลับเชื่อและเดินตาม "ทฤษฎี สามโลก"ของเหมาเจ๋อตุงและจีน กล่าวโดยสรุป พคท.ไม่มีวิสัยทัศน์และความสามารถในการ"หาสัจจะจากความเป็นจริง" จึงไม่อาจ แสดงบทบาทในการเป็นประทีปส่องทาง นำขบวนการปฏวัติของไทยให้สามารถ ก้าวไปสู่ความสำเร็จ แบบที่เหมาเจ๋อตุงและพรรคจีนทำได้
2.ความสำเร็จของกองทัพไทยภายใต้การนำของพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในการปิดล้อมทางสากล ต่อ พคท.โดยการ หว่านล้อมจีนและลาว ให้ปิดสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย(สปท.) และลดการ สนับสนุนพคท. รวมทั้งการใช้ นโยบาย 66/23 ที่ผ่อนปรนเป็นพิเศษกับอดีตนิสิต นักศึกษาที่เข้าป่า ให้สามารถกลับเข้าเมืองมาใช้ชีวิตอย่างปรกติ เช่นคนทั่วไป
กล่าวโดยสรุป เหตุตามข้อ 2 เป็นสาเหตุที่บีบคั้นจากภายนอก
แต่สาเหตุพื้นฐาน คือ ความอ่อนแอทางทฤษฎีและความไร้สามารถในการนำของศูนย์การนำ ของพคท.นั่นเอง
ท่านพี่ศรศิลป์ ไม่มีอันใดหรอกครับ
ท่านไทเขาเห็นโพสต์ผมที่ฟ้าเดียวกัน เอามาลง เผอิญผมเขียนบทความ (คือสนใจเรื่องฝ่ายซ้ายอยู่) เห็นว่ามันเกี่ยวเนื่องกันเลยเอามาลง อีหรอบอย่างไรไม่ทราบเห็นคงโดนใจ เลยมาช่วยตอบในอีกทัศนะหนึ่ง "วันนั้นพ่ายแพ้ได้อย่างไร" ไงครับ
ปล. ผมใช้ชื่อบทความล้อเลียน ชื่อหนังสือ พล.อ. ชวลิตเล็กน้อย
อ๋อ
ที่แท้วิสัจฉนากันเรื่อง ชัยชนะ หรือ พ่ายแพ้
แล้วยังแถมด้วยเรื่อง ซ้าย ขวา หน้า หลัง
รออ่านต่อครับ รออ่านต่อ