
"อำนาจใหม่" ลุกขึ้นสู้แล้ว!
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 12 December, 2007 - 13:19
tags:
- ในที่สุด ขบวนแถวภาคประชาสังคม ซึ่งวิวัฒน์มาอย่างต่อเนื่องกว่า 40 ปี นับแต่ปลายยุคสงครามเย็น และขยายกำลังอย่างรวดเร็วหลัง 14 ตุลา 2516 และหลังพฤษภาทมิฬ ก็ได้ก่อการลุกขึ้นสู้แล้ว จากเริ่มแรกที่อิงแอบ "อำนาจเก่า" แต่รักษา จุดยืนและวาระ ของตนไว้อย่างมั่นคง อิทธิพลและเครือข่ายของอำนาจใหม่นี้ขยายตัวเติบใหญ่มาเป็นลำดับ บรรพบุรุษคนสำคัญผู้ล่วงลับแล้วของอำนาจใหม่นี้คือ ท่านดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ - ปูชนียบุคคลผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย และรักความเป็นธรรมของสังคมไทย
- วันนี้อันเป็นวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2550 จะถูกจารจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ว่า เป็นวันที่ "อำนาจใหม่" ก่อการลุกขึ้นสู้ทางการเมือง ภายใต้ธงการเมืองของตนเอง ด้วยกำลังของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของปวงชนชาวไทย ขบวนกองหน้าของภาคประชาสังคมในปีกอำนาจใหม่นี้ได้ทำการชุมนุม ปิดล้อม และบุกเข้าขัดขวางการปฏิบัติงานอันมิชอบของสนช. ซึ่งกำลังเร่งผ่านกฏหมายจำนวนมากที่คุกคามสิทธิเสรีภาพของปวงชน โดยไม่มีความชอบธรรม เพราะไม่มีที่มาจากปวงชน อีกทั้งร่างกฏหมายทั้งหลายที่กำลังเร่งรัดส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นไปเพื่อการฟื้นระบอบจารีตนิยมและอำมาตยา และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกกาฝากอภิชนส่วนข้างน้อย
- ทำไมจึงกล่าวว่า นี่คือขบวนอำนาจใหม่ อำนาจนี้ขึ้นสู่เวทีการเมืองโดยมีธาตุแท้และแนวทางที่แตกต่างจากอำนาจเก่าทั้งปวงอย่างไร?
- มาดูกันสิว่า อำนาจเก่าอันล้วนแล้วแต่เป็นอภิชนกาฝากจากหลายปีก กำลังขับเคี่ยวพันตูกันอย่างสับสนอลหม่านในเรื่องชนิดใด ทั้งขบวนจารีต-อำมาตยา ขบวนทักษิณ และขบวนการเมืองฉวยโอกาสอื่นๆ กำลังเล่น POWER PLAY ในทางเปิดเผย ต่างฝ่ายต่างทำเป็นง่วนอยู่กับการเล่นเกม "ตลกหลังคารถ" (หรือ ประชาธิปไตยรัฐสภาชนิดประหลาดที่ปวงชนมีส่วนร่วมแค่เลือกตลกบริโภคเข้าไปผลาญเงินแผ่นดิน) แต่แท้จริงแล้วต่างรอจังหวะชิงไหวชิงพริบเตรียม "หักโค่นกวาดล้างกันด้วยกำลังรุนแรง" ทั้งนี้เพราะไม่ว่าผลเลือกตั้งตลกหลังคารถจะเป็นไปในทางใด ฝ่ายอื่นๆ ล้วนไม่ยอมรับ
- อำนาจเก่าทุกฝ่ายจึงไม่สนใจในปัญหาการคุกคามสิทธิเสรีภาพของปวงชนด้วยการเร่งรัดผ่านพรบ.สำคัญต่างๆ อาทิเช่น พรบ.ความมั่นคงภายใน พรบ.สัญชาติ พรบ.ป่าชุมชน ฯลฯ และอันที่จริงแล้ว ทั้งอภิชนกาฝากจารีต-อำมาตยา และขบวนทักษิณ ก็ล้วนแล้วแต่มุ่งหวังใช้กฏหมายและองค์กรปราบปรามรุนแรงนี้ จัดการต่อการเคลื่อนไหวของปวงชนทั้งนั้น
- ดังนั้น ประชาธิปไตยประหลาดของทั้งฝ่ายจารีต-อำมาตยา และขบวนทักษิณ ตลอดจนปีกทุนฉวยโอกาสอื่นๆ จึงล้วนแล้วแต่เป็นประชาธิปไตยแค่ในหมู่อภิชนผู้มีอภิสิทธิ์ และเป็นปฏิปักษ์ต่อปวงชน เป็นประชาธิปไตยวงแคบในหมู่ผู้กดขี่และกาฝากสังคม โดยจัดฉากให้ปวงชนมีส่วนร่วมเล็กน้อย ให้เล่นบทเป็น "ผู้แสดงสมทบ" อยู่วงนอกแค่เพียงเพื่ออ้างความชอบธรรม
- อย่างไรก็ตาม ยุคสมัยของโลกและไทยได้เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างไม่อาจหวนกลับ ปวงชนไทยตื่นตัวรู้เช่นเห็นชาติเท่าทันบรรดาอภิชนทุกปีกฝ่ายยิ่งขึ้นทุกขณะ ทั้งจากการแฉโพยเปิดโปงกันเองในหมู่อภิชนกาฝาก ทั้งจากการแพร่ขยายด้วยอัตราเร่งของสังคมข้อมูลข่าวสาร ในท่ามกลางการวิวัฒน์อันเป็นคุณนี้ "อำนาจใหม่" ก็ได้เวลาขึ้นสู่เวที
- เราขอสนับสนุนการขึ้นสู่เวทีการเมืองของขบวนอำนาจใหม่ด้วยใจปิติ และหวังว่าอรุณรุ่งแห่งอำนาจของพวกท่านจะนำมาซึ่งการขยายสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของปวงชนชาวไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ในระยะต่อไป
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 12 December, 2007 - 14:57
- ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเรียกการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ "ขบวนประชาสังคมปีกอำนาจใหม่" (ภาคประชาสังคมมีหลายปีก มีตั้งแต่ปีกประชาสังคมขอทานบรรดาศักดิ์ ปีกประชาสังคมปีนบันไดอภิชน ปีกประชาสังคมขี้ข้ารัฐ ฯลฯ) ว่าเป็นการลุกขึ้นสู้เพราะการเคลื่อนไหวครั้งนี้ แทบเรียกได้ว่าเป็น "การก่อกบฏ" ในสายตาของอภิชนทุกฝ่าย
- ถึงแม้ว่า สนช. นั้นจะเป็นที่รวมของตัวแทนอภิชนฝ่ายก่อรัฐประหาร แต่ในสายตาของคน อย่าง "สมัคร" และ ตลกหลังคารถทุกปีก การบุกรุกเข้าไปขัดขวางการทำหน้าที่ของรัฐสภานั้นเป็นการก่อกบฏ เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออำนาจรัฐซึ่งอภิชนทุกฝ่ายกำลังแย่งชิงกันอย่างเมามัน
- ต้องขอนับถือในความกล้าหาญของขบวนอำนาจใหม่นี้ด้วยใจ ที่พวกท่านเพ่งเล็งไปที่การต่อสู้เพื่อ ขยายพรมแดนสิทธิเสรีภาพของปวงชน และพิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของสังคม ไม่ใส่ใจหรือฝักใฝ่กับเกมการเมือง เกมอำนาจของเหล่าอภิชน
- มีคนซึ่งมีการศึกษาดีไม่น้อย ที่ยังหลงเชื่อกระแสรณรงค์โฆษณาหลอกลวงของบรรดาอภิชนกาฝาก ที่ป่าวร้องเซ็งแซ่ผ่านเหล่า "ตลกหลังคารถ" ว่าจะขยายชิ้นเค็กในสังคมให้ใหญ่ขึ้น แล้วปวงชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นกลางก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้น
- พวกอภิชนกาฝากสารพัดกลุ่มที่ชิงอำนาจกันฝุ่นตลบในเวลานี้ มีหรือที่จะมาใส่ใจรักษาคำพูดว่าจะเยียวยาความยากจน และสร้างไทยใหม่ที่รุ่งเรืองไพบูลย์
- อุดมการหลักแต่เพียงอย่างเดียว ที่บรรดากาฝากเหล่านี้มีก็คือ มุ่งหวังจะรวบรวมและแย่งชิงโภคทรัพย์ของสังคมทั้งมวล (ไม่ว่าจะเป็น ป่าไม้ต้นน้ำลำธาร แร่ธาตุทรัพยากร ผืนแผ่นดิน สถาบันการเงินและตลาดหลักทรัพย์ รัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภคหลัก เครือข่ายลอจิสติค เครือข่ายการค้า สัมปทานผูกขาดกิจการสำคัญ การจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน) ไว้ในมือของพวกเขาและเครือข่าย
- ผมเองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้คิดฝันลมๆ แล้งๆ เช่นนั้น ก่อนหน้าที่ "ทักษิณ" จะขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งผูกเอาหุ้นในชินแซท แอร์เอเซีย และไอทีวีไปด้วย ในขณะที่คู่เขยของผมซึ่งเป็นวิศวกรโรงงานเห็นใจ "พันธมิตรกู้ชาติ" ที่ต่อต้าน ทักษิณ ผมเคยเตือนเขาว่า "คุณรู้ไหม มันจะนำสู่การยึดอำนาจของกองทัพ" เขาไม่เข้าใจเพราะเขาเป็นคนรุ่นหลัง เขาคิดว่าคงไม่มีอีกแล้ว ส่วนผมเองนั้นไม่ได้ต่อต้าน ทักษิณ เพราะผมรู้ว่าจะต้องมีรัฐประหาร และผมไม่ต้องการเล่นไพ่แย่ๆ สองใบนี้ ผมรอได้
- ผมประเมิน "คุณค่าทางสัญลักษณ์" ของการลุกขึ้นสู้ของ "อำนาจใหม่" ครั้งนี้ เทียบเคียงกับ "การบุกเข้าพังคุกบาสติล" ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส มันเป็นสัญลักษณ์การขึ้นสู่เวทีของอำนาจใหม่ โดยกระทำการท้าทายอำนาจเก่าอย่างตรงไปตรงมา และโจ่งแจ้งที่สุด
- ใครจะประนามการปฎิวัติฝรั่งเศส หรือการปฏิวัติอื่นใดของโลก ว่าเป็นอาชญากรรมทางประวัติศาสตร์ โดยพิจารณาแต่ในด้านความเสียหายของชีวิตและทรัพย์สิน ผมก็คงตอบได้แต่เพียงว่า มีแต่ คนโง่เขลาที่แสนจะไร้เดียงสา เท่านั้นที่เข้าใจไปว่า มหาชนที่อุทิศชีวิตเข้าร่วมการปฏิวัติในประวัติศาสตร์นั้น เพราะถูกปลุกปั่นยุยงโดยผู้กระหายเลือดกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเป็นนักกลยุทธ์ แท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่สามารถผลักไสมหาชนคนธรรมดา ให้แปลงร่างเป็นวีรชนนักปฏิวัติได้ ก็มีแต่พวกอภิชนกาฝากเท่านั้น
- สำหรับในไทยครั้งนี้ก็เช่นกัน
»
- Login or register to post comments
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 13 December, 2007 - 13:09
- เช้านี้ "อำนาจใหม่" ปรับกลยุทธ์อีกแล้ว ไม่ได้บุกเข้าสภา แต่ "อำนาจใหม่นอกรัฐบาล" เข้าพบเจรจากับ "อำนาจใหม่ในรัฐบาล" ขอให้ถอน ร่างกม. 11 ฉบับ ออกจาก สนช.
- http://www.bangkokbiznews.com/2007/12/13/WW10_WW10_news.php?newsid=211009
»
- Login or register to post comments
เขียนโดย admin เมื่อ 14 December, 2007 - 00:15
»
- Login or register to post comments
เขียนโดย admin เมื่อ 14 December, 2007 - 00:59
- อภิชนกาฝากทุกชาติก็ล้วนมีสันดานชนิดเดียวกัน คือมุ่งประดิษฐ์ "กลไกปราบปรามรุนแรง" ที่เอาไว้จัดการปวงชนที่ต่อต้าน
- อภิชนทั่วยุโรปในอดีตก็เป็นเช่นนี้ ความหฤโหดของอภิชนกาฝากยุโรปในอดีตก็ไม่น้อยหน้ากว่า ถีบลงเขา-เผาลงถังแดง-6 ตุลา 2519-กรือเซะ-ตากใบ แต่อย่างใด
- ยุคสมัยปราบปราม "คอมมูนปารีส" รากหญ้าชาวสลัมในนครปารีส ถูกสังหารล้างโคตรทีเดียวกว่าแสนคนในเวลาชั่วข้ามคืน นายพลฟรังโก จอมเผด็จการฟาสซิสต์แห่งสเปญ ก่อรัฐประหารล้มรัฐบาลสาธารณรัฐ และทำสงครามกลางเมืองกวาดล้างผู้คนไปหลายล้านคน ฯลฯ
- กว่าที่ยุโรปจะมีวันอันแสนสุขเช่นทุกวันนี้ มันไม่ใช่ง่ายดายเลย
- มนุษย์มีการวิวัฒน์และต่อยอดองค์ความรู้ของเผ่าพันธุ์ตลอดเวลายาวนาน น่าเสียดาย ที่มีมนุษย์น้อยคนนักที่สนใจศึกษาบทเรียนอันลึกซึ้งเหล่านั้น มักสนใจหยิบฉวยเอาแต่ข้อสรุปประเภท "แดกด่วน" และประวัติศาสตร์จอมปลอมที่ชนชั้นกาฝากจัดทำขึ้น แล้วลอยเลื่อนเคลื่อนตามกระแสความคิดแฟชั่น ที่ซัดกระหน่ำใส่ จนไม่รู้จัก ตัวตน และ ประชาชาติ ของตนแม้แต่น้อย
»
- Login or register to post comments
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 14 December, 2007 - 10:56
- อภิชนกาฝากตื่นตระหนกกับการลุกขึ้นสู้ครั้งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ ขบวนประชาสังคมซึ่งไม่ได้รับใช้รัฐ เคลื่อนกำลังเข้าสู่ บริบทของการต่อสู้ทางการเมืองโดยตรง แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งวนเวียนอยู่แต่ใน ผลประโยชน์เฉพาะท้องถิ่น เฉพาะชุมชน
- แนวโน้มทิศทางการต่อสู้เช่นนี้ทำให้ขบวนประชาสังคม ซึ่งเดิมเป็นแนวร่วมรอบนอก (ศัพท์การเมืองเรียกว่า แนวร่วมชั้นสูง) ของอภิชนกาฝาก ในการหักโค่นอำนาจของ ขบวนทักษิณ ด้วยการเคลื่อนไหวประท้วงและ รัฐประหาร 19 กันยา กลับเปลี่ยนมาเป็น "กำลังอิสระ" ที่ลุกขึ้นท้าทายอำนาจรัฐของพลังจารีต-อำมาตยา
- กล่าวโดยตรงไปตรงมาก็คือ ขบวนประชาสังคมอำนาจใหม่นี้ได้ "ก่อการกบฏ" แล้วครับ แนวร่วมโค่นล้มทักษิณเดิมจึงสิ้นสุดลงอย่างสัมบูรณ์แล้ว (อันที่จริง การแตกสลายลงของแนวร่วมชั่วคราวเพื่อโค่นล้มทักษิณค่อยๆ ดำเนินมาเป็นลำดับ เนื่องจากการหักหลังกันเองและการชิงอำนาจในหมู่แนวร่วม อาทิ กรณีสะพรั่งอกหัก กรณีวิบากกรรมประชัย กรณีสนช.ปีกพันธมิตรโจมตีรัฐบาลสุรยุทย์)
- นี่จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐ
- อำนาจปกครองใดๆ ย่อมถึงแก่กาลอวสาน เมื่อเงื่อนไขเหล่านี้ถูกบ่มจนสุกงอม
- 1. การหมดสิ้นแล้วซึ่งความชอบธรรมในการเป็นผู้ปกครอง ในสายตาของปวงชน
- 2. การสิ้นไร้ความสามารถของผู้ปกครองในการใช้พลังอำนาจและกลยุทธ์
- 3. การแตกแยกอย่างรุนแรงแตกหักในขบวนผู้ปกครองเอง
- 4. พลังอำนาจใหม่ผู้ท้าทายก้าวขึ้นสู่เวที
- จึงไม่น่าแปลกใจ ที่อภิชนกาฝากซึ่งเปี่ยมความจัดเจนทางการเมือง สำเหนียกรู้ถึงมหันตภัยเบื้องหน้า พวกเขาต้องดิ้นรนทุกวิถีทางจนวินาทีสุดท้าย เพื่อยืดอายุสวรรค์เปื้อนเลือดของพวกเขาต่อไปอีกแม้เพียงชั่วขณะ
»
- Login or register to post comments
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 14 December, 2007 - 14:00
- แต่เดิมนั้น "ขบวนประชาสังคมซึ่งมิได้รับใช้รัฐ" จำกัดบริบทการเคลื่อนไหวของตน อยู่บนประเด็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะผลประโยชน์ท้องถิ่นหรือชุมชน อันเป็นลักษณะเดียวกับการเคลื่อนไหว "ลัทธิสหภาพแรงงาน" ยุโรปในอดีต
- ด้วยลักษณะเชิงปฏิรูปดังกล่าว ขบวนนี้จึงค่อยๆ วิวัฒน์เติบโตมาตลอดปลายยุคสงครามเย็น แม้ว่าในยุคสงครามระหว่างสองอุดมการ ทุนนิยม-สังคมนิยม ท่ามกลางบรรยากาศสมรภูมิเลือด แนวทางปฏิรูปนี้ไม่ได้รับความนิยมจากคนหนุ่มสาว
- ต่อเมื่อสงครามเย็นสิ้นสุดลงพร้อมกับการพังทลายของค่ายสังคมนิยม และสหรัฐฯ ประกาศแผนที่ทางอำนาจของโลกยุคใหม่ "ฉันทามติวอชิงตัน" หรือ "ระเบียบโลกใหม่" ภาคประชาสังคมก็ได้ถูกจัดวางไว้ให้เป็น "เสาหลักสำคัญ" ต้นหนึ่งของระเบียบใหม่นี้
- กล่าวเฉพาะในไทยแล้ว นักสู้เพื่อเสรีภาพปีกปฏิรูปมีวิถีทางที่อาภัพอย่างยิ่งในสมัยสงครามเย็น กลุ่มคนเล็กๆ เหล่านี้ดิ้นรนอยู่ท่ามกลางพลังอำนาจสองฝ่ายในสงครามประชาชน ด้วยการไขว่คว้าพลังสนับสนุนจากภายนอก (ซึ่งมักเป็นองค์กรบังหน้าของข่ายงานข่าวกรองมหาอำนาจ) จึงถูกจับตาอย่างหวาดระแวงเสมอมาทั้งจากพลังจารีต-อำมาตยา และ พคท. กลุ่มขบวนแถวนี้จึงถูกโดดเดี่ยวทั้งจากสองฟากขั้วพลังแห่งยุคสงครามเย็น
- ชะตากรรมอันน่ารันทดของท่านอาจารย์ป๋วย อึ้งภากรณ์ ก็คือประจักษ์พยานสำคัญอันชัดแจ้ง
- ต่อเมื่อสิ้นสุดสมัยสงครามเย็นระหว่างทศวรรษ 2520 พลังจารีตนิยม-อำมาตยาได้เสร็จสิ้นการต่อสู้ภายในขบวนของตน โดยปรับแนวทางการเมืองเสียใหม่ด้วยการค่อยๆ รับ "ระเบียบโลกใหม่" มาปรับใช้เป็นหลักนิยมของตนทีละน้อย ขบวนแถวประชาสังคมจึงขยายตัวออกไปประดุจไฟลามทุ่ง ด้วย "ท่อเงินทุน" ที่ต่อมาจากทุกทิศทางและการปราศจากขวากหนามใดๆ เพื่อเป็นสินค้าใหม่ทางอุดมการดึงดูดชนหนุ่มสาวที่เอาการเอางาน แทนที่สินค้าเก่าทางอุดมการในสมัยสงครามเย็น
- การเติบใหญ่วิวัฒน์ด้วยอัตราเร่งของขบวนประชาสังคมอันเป็นอำนาจใหม่นี้ จึงแยกไม่ออกจากการทำงานร่วมกับอภิชนกาฝากและมหาอำนาจโลกในหลายระดับ
- ล่าสุด หลังจากการแตกแยกกับ "รัฐบาลทักษิณ" ขบวนประชาสังคมจึงผนึกเข้าร่วมเป็น "แนวร่วมชั้นสูง" กับขบวนจารีต-อำมาตยา อันประกอบด้วยกลุ่มฝ่ายสารพันที่มีจุดประสงค์ชั่วคราวร่วมกันคือ โค่นล้มรัฐบาลทักษิณ
- หลังสำเร็จกิจ เสร็จสมอารมณ์หมาย ในระยะฮันนีมูน เหล่าหัวขบวนประชาสังคมก็ได้รับรางวัลกันคนละเล็กละน้อยจากขบวนจารีต-อำมาตยา ตัวแทนของภาคประชาสังคมคนหนึ่งถึงกับได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี อีกหลายคนได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี ที่เหลือเข้าไปนั่งวางท่าใน สนช.
- แต่หลังระยะฮันนีมูนอันหอมหวาน ทุกกลุ่มฝ่ายในแนวร่วมโค่นล้มทักษิณก็พบว่า ความจริงในโลกนี้ช่างโหดร้ายนัก
- วีรบุรุษกลายเป็นตัวตลกภายในไม่กี่เดือนและถูกส่งไปนั่งตบยุงเพื่อรอปลดระวาง
- "ทีพีไอ" ก็ไม่คืนให้เจ้าของเดิมแถมยังถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "ไออาร์พีซี" เพื่อลบอดีต
- ร่างพรบ.สภาองค์กรชุมชนแห่งชาติก็ถูกพวกสิงห์มหาดไทย ซึ่งให้ท้ายโดย หัวขบวน จารีต-อำมาตยาต่อต้านอย่างเหนียวแน่น และอื่นๆ อีกมากมาย
- ยิ่งกว่านั้น ที่เหลือจะอดทน กำปั้นเหล็กใหม่ถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่า ร่างพรบ.ความมั่นคงภายใน นั้นไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อ เก็บ ขบวนทักษิณพวกเดียว
- งานเลี้ยงจึงมาถึงเวลาเลิก แต่ขบวนจารีต-อำมาตยาก็นึกไม่ถึงว่า ภาคประชาสังคมที่มีตัวแทนร่วมคณะรัฐมนตรีอยู่จำนวนมาก จะตัดสินใจเคลื่อนกำลังโจมตีโดยไม่ประกาศสงคราม มือไม้จึงปั่นป่วนไปบ้างในระยะนี้
- แต่อย่าลืมว่า "ขุนพลแก้ว" หัวขบวนจารีต-อำมาตยานั้นมี "สมญา" ว่าอะไร
- อ๊ะ อ๊ะ อย่าคิดไปในทางใฝ่ต่ำ
- สมญาทางการของ "ขุนพลแก้ว" คือ นักฆ่าแห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
- นักฆ่ามืออาชีพนี้จัดการเด็ดขั้วกำลังฝ่ายต่างๆ ในสังคมมาตลอดสามทศวรรษ และครั้งนี้ก็เป็น ภารกิจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการเปลี่ยนผ่านยุคของสถาบันจารีต นักฆ่าย่อมต้องตั้งใจลงมีดด้วยความเยือกเย็นกว่าทุกครั้งในอดีตกาล
»
- Login or register to post comments

