
เมื่อศึกสองอภิชนกาฝากจบลง ปืนจะหันใส่ปวงชน
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 27 กุมภาพันธ์, 2008 - 12:02
tags:
- น่าสังเวชใจนัก ที่เพื่อนๆ ของเราบางคนพากันหลงใหลปลาบปลื้มและแลเห็นการติดตาม "ธงทางการเมือง" ของอภิชนกาฝากไม่ฝ่ายใดก็ฝ่ายหนึ่ง ในสองฝ่ายอภิชนกาฝากไทย (ขบวนทักกี้ และขบวนจารีต-อำมาตยา) เป็นหนทางสู่สวรรค์
- บางคนที่คลั่งไคล้ในขบวนทักกี้ เมื่อเห็นดุลกำลังของฝ่ายอภิชนทุนทักกี้ตกเป็นรอง ถึงกับประกาศสำรากขู่เข็ญปวงชนให้เข้าร่วมกับขบวนทักกี้ว่า "ฝ่ายเป็นกลาง" (หรือที่บรรจงประดิษฐ์คำขานว่า "พวกสองไม่เอา") จะต้องถูกบดขยี้ คนพวกนี้วันๆ เอาแต่ฟูมฟายป่าวร้องฟอกถ่านทาสีให้ขบวนทักกี้กลายเป็น "สิ่งก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์" กลายเป็น "พระผู้ช่วยให้รอด" ของสังคมไทย พวกเขายังเลยเถิดไปถึงขั้นกล้าโฆษณา "จินตภาพบ้าบอ" ว่าขบวนทักกี้จะปฏิรูปสังคมไทยครั้งใหญ่สู่ความทันสมัย ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาหกปีที่ขบวนทักกี้รุ่งเรือง ได้กระทำการเพียงรวบอำนาจการเมืองอย่างเด็ดขาดและเข้าปล้นโภคทรัพย์จากสังคม
- เพื่อนเราบางคนที่หลงคิดว่าตนเป็น "นักยุทธศาสตร์เทวดา" ก็คุยใหญ่คุยโตว่า การเข้าร่วมทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 กับขบวนจารีต-อำมาตยาโค่นล้มรัฐบาลของขบวนทักกี้เป็นการสร้างแนวร่วมเพื่อบรรลุภารกิจ แน่นอนว่า นักยุทธศาสตร์เทวดาเหล่านี้ย่อมสนุกสนานกับการสร้างแนวร่วมกับอภิชนไฮโซ มากกว่าการทำงานการเมืองและจัดตั้งปวงชนอันลำบากยากเข็ญและเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขาบางคนที่เป็นผู้นำแรงงานจึงไม่มีเวลาจะไปใยดีกับการต่อสู้ของคนงานซึ่งกำลังแพร่สะพัดไปราวไฟลามทุ่งในหน้าแล้ง เพราะมัวแต่ซ้องเสพเสวนาทำแนวร่วมกับอภิชนชั้นสูง
- เพื่อนเราอีกหลายคนที่เป็นปัญญาชนในรั้วสถาบันการศึกษา ยิ่งมีวัตรปฏิบัติอันชวนสังเวชยิ่งขึ้นไปอีก พวกเขาพากันเขวี้ยงทิ้ง "โคมทองส่องปัญญา" ที่ให้ความสว่างแก่ปวงชนและสังคม หันไปเซ่นพลีบวงสรวงปีศาจร้ายที่ก่อการสังหารหมู่ 6 ตุลา 2519 อันหฤโหด พวกเขาเหยียบย่ำอุดมการเพื่อเพื่อนมนุษย์ไว้ใต้ตีนและเบียดเสียดปีนป่ายบันไดอภิชน ไขว่คว้าเสื้อคลุมศาสตราจารย์และตำแหน่งบริหาร งานของพวกเขาจึงไม่ได้ออกจากปลายปากกาที่คมกล้ากว่าอาวุธอีกต่อไป หากแต่ออกจากปลายลิ้นที่ตวัดเลียบำเรอแก่ผองอภิชน
- แสนสงสารปวงชนไทย!!! ในยุคสมัยอันปฏิกิริยานี้ บรรดาปัญญาชนพากันเล็งเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นเหล่ามารเป็นพระพุทธ เห็นกองอสุภเป็นองค์พระปฏิมา ขบวนปัญญาชนและนักสู้สิ้นคิดหลั่งไหลเข้าหามแห่สองฟากฝ่ายอภิชนกาฝาก ทั้งยังพากันกู่ร้องโหยหวนสดุดีสองขบวนอภิชนเพื่อชักนำปวงชนให้คลั่งไคล้ในการเป็นไพร่-ทาสสืบไป
- อย่างไรก็ดี ยังมีลูกหลานอันดีเลิศของปวงชนอีกไม่น้อย ที่ยังคงยืนหยัดสร้างขบวนการทางการเมืองของปวงชนต่อไปด้วยความอดทนตลอดยุคสมัยอันปฏิกิริยานี้ พวกท่านพึงสำรวมสติระมัดระวังไว้ให้จงดี หนทางข้างหน้าจะยิ่งยากเข็ญกว่านี้นับร้อยเท่าพันทวี ศึกสองอภิชนกาฝากไทยซึ่งกำลังปีนป่ายบันไดสงครามนี้ จะจบลงด้วยการเผด็จอำนาจอย่างเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- พึงได้สำเหนียกว่า บรรยากาศเสรีภาพลมๆ แล้งๆ ที่ดำรงอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นเพราะมีความแตกแยกและเกิดสภาวะอนาธิปไตยในฝูงอภิชนกาฝาก ยามใดที่อำนาจในฝูงอภิชนกาฝากถูกเผด็จในมือหนึ่งเดียว เมื่อนั้นขบวนอภิชนกาฝากจะ เริ่มต้นยุคปกครองใหม่ ด้วยการทำลายล้างองค์กรสหภาพแรงงาน องค์กรเพื่อสิทธิเสรีภาพ องค์กรเพื่อสภาพแวดล้อม และสื่อมวลชนวิชาชีพทั้งมวล
- ไม่ว่าอภิชนกาฝากฝ่ายใดได้ชัย พวกมันจะเริ่มการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูป (ซึ่งได้ทำการทดลองไปบ้างแล้ว) ตามฉันทามติวอชิงตันและระเบียบโลกใหม่ พวกมันจะกวาดล้างภาคีนักสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อปูทางแก่การสร้างอุตสาหกรรมหนัก พวกมันจะกวาดล้างสหภาพแรงงานทั้งปวงเพื่อรักษากองหนุนแรงงานสำรองและรักษาระดับต้นทุน พวกมันจะกวาดล้างองค์กรเพื่อสิทธิเสรีภาพและองค์กรเพื่อผู้บริโภคอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรีและลิขสิทธิ์ทางปัญญาของทุนนิยมโลก พวกมันจะเรียกคืนตั๋วเสรีภาพจากมือสื่อมวลชนด้วยเหตุที่ถึงเวลาแล้วที่ "ทั่วทั้งชาติต้องร่วมขับร้องเพลงทุน"
- เพื่อนนักสู้แห่งปวงชนที่รักทั้งหลาย จงอย่าได้หลงไหลเพลิดเพลินกับการติดตามชมเกมอำนาจ "ศึกสองอภิชนกาฝาก" จนลืมไปว่า ศึกของปวงชนเองกำลังจะมาถึง ยุคข้าวยากหมากแพงที่คืบคลานเข้ามา กำลังม้วนตลบเอาปวงชนคนยากไร้นับสิบล้านร่วงหล่นสู่นรกขุมใหม่ บรรดาคนจนไพร่-ทาสผู้ขลาดเขลาจะถูกสังคมกินคนรุกไล่ไปจนถึงริมขอบเหว ผู้กล้าในหมู่พวกเขาจะลุกขึ้นสู้และพลีตนเพื่อปลุกเร้าใจมวลหมู่พี่น้อง ทั่วโลกจะเป็นเช่นนี้ ทั่วไทยก็เฉกเช่นกัน

