แด่ มาตุภูมิ

สองขบวนมวลชนใต้ปีกอภิชนปั่นสถานการณ์อนาธิปไตยปูทางสู่ยุคกำปั้นเหล็ก แต่อะไรเล่าคือภารกิจเฉพาะหน้าของชนชั้นผู้ทำงาน

tags:
  • คู่ความขัดแย้งหลักของชาติ ในปัจจุบันยังคงเป็นสงครามทางการเมืองและการทหาร เพื่อเข้าควบคุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ระหว่าง "ศึกสองฝ่ายอภิชนกาฝากไทย" ขบวนอภิชนทุนเก็งกำไรทักกี้และขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา แม้ในท่ามกลางคลื่นผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลก (ซึ่งกำลังเข้าสู่ระยะปรับตัวใหญ่ ณ ครึ่งทางของวงจรใหญ่ของการปั่นตี ฟองสบู่มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจจีน-อินเดีย CHINDIAMONIA) สองขบวนอภิชนกาฝากไทยก็ไม่ยินยอมลดราวาศอกในการปะทะหักโค่นกันและหันหน้ามาใสใจแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องของชนชั้นผู้ทำงานที่เสื่อมทรุดลงอย่างรวดเร็วแม้แต่น้อย
  •  สองฝ่ายขบวนอภิชนกาฝากไทยต่างขับเคลื่อนขบวน ข้ารับใช้และพันธมิตรทั้งปวง ใต้ร่มธงทางการเมืองของพวกมัน ให้ชูสบัดธงศึกเข้าประจัญหน้ากันในทุกแนวรบ ทั้งในแนวรบด้านกฏหมายเพื่อทำลายล้างบุคคลและองค์กรของของฝ่ายตรงข้าม ทั้งในแนวรบด้านการเมืองเพื่อชิงความชอบธรรมและตระเตรียมการชุมนุมเดินขบวนใหญ่เพื่อขับไล่ฝ่ายตรงข้าม และนอกจากนั้นในมุมมืด สองฝ่ายขบวนอภิชนต่างเร่งซ่องสุม กำลังติดอาวุธส่วนตัว (ที่อยู่ในรูปแบบของ องค์กรซ้อนรัฐ) เพื่อตระเตรียมสำหรับการลงมือใช้ความรุนแรงต่อกันในระดับต่างๆ ตั้งแต่ การลอบก่อกวนและทำร้ายขบวนเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม การลอบสังหารบุคคลสำคัญ และการรัฐประหารครั้งใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
  •  นี่เป็นเส้นทางเดินมาตรฐานของ ศึกชิงชาติอภิชนไทย ที่ไม่เคยแปรเปลี่ยน นับตั้งแต่สมัยโบราณในยุคอยุธยา ต้นรัตนโกสินทร์ หรือแม้แต่ในยุคประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎรในปี 2475 ท่านผู้อ่านสามารถศึกษาเพิ่มเติมกลยุทธ์ชิงชาติของเหล่าอภิชนไทยได้จาก การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์ (งานของ นิธิ) พระเจ้ากรุงธนบุรี (งานของ นิธิ) การปฏิวัติ 2475 และประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลัง 2475 (งานของ ชาญวิทย์ และ ศิษย์)
  •  จึงไม่น่าประหลาดใจใดๆ เลยที่สังคมไทยในปี 2551 ได้เห็น พรรคประชาธิปัตย์ (ที่นิยามตนเองว่าเป็นประชาธิปัตย์ยุคใหม่) ได้ออกมาสนับสนุนข้อกล่าวหาของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ นายคำนูณ สิทธิสมาน (ซึ่งปวารณาตนรับใช้ขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา) ที่มีต่อขบวนอภิชนอภิชนทุนเก็งกำไรทักกี้ว่า กำลังดำเนินการเพื่อ โค่นล้มสถาบันกษัตริย์ และสถาบันหลักๆ ของสังคมไทย เพราะนี่เป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงแสนยานุภาพในการทำลายล้างมาตลอดระยะประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
  • เล่ห์เหลี่ยมสำคัญ ที่ใช้กันเป็นบรรทัดฐานในการชิงชาติของเหล่าอภิชนไทยเมื่อไม่อาจประนีประนอมกันได้นั้น ก็คือ การสร้างจินตภาพฝังลึกในสมองของปวงชน ให้เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามคือ ปีศาจร้าย ที่มุ่งทำลายรากเหง้าที่มีมาแต่เนิ่นนานของสังคมไทย และ สถานการณ์ทั่วไปในสังคมระยะนั้นๆ ทั้งทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม กำลังเร่งฝีก้าวสู่กลียุคและสภาวะอนาธิปไตยอันไร้ขื่อแป เพื่อให้สาธารณชนที่ยังสลัดไม่พ้นจิตวิญญาณไพร่-ทาส ร่ำร้องเพรียกหา วีรบุรุษอภิชน มาปราบดาภิเษกฟื้นฟูยุคแห่งสันติสุขขึ้นใหม่อีกครา นี่เป็น ซุปโอเปรายอดนิยมแห่งสังคมไทย ซึ่งได้รับการแซ่ซ้องต้อนรับอย่างอบอุ่นมาทุกสมัย และเราทุกคนก็จะได้ชม-ฟังกันในเร็ววันนี้อีกครั้ง
  • การปีนป่ายบันไดความรุนแรง ด้วยการยั่วยุกันอย่างถ่อยสถุล ที่เราเห็นกันที่ท้องสนามหลวงหน้าธรรมศาสตร์เร็วๆ นี้ และการกลับไปวนเวียนท้าทายแถวสี่เสาเทเวศน์ของขี้ข้าม้าใช้ของทั้งสองฝ่ายอภิชนกาฝากไทย เป็นเพียงฉากละครซ้ำซากที่กำกับและแสดงตามมาตรฐานของละครน้ำเน่าไทยซึ่งยังคงได้รับความนิยมอย่างสูง และถูกยัดเยียดให้สาธารณชนรับชมครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อเหนี่ยวรั้งและตอกย้ำ บรรทัดฐานของโลกทรรศน์ทางการเมืองแบบไพร่-ทาส ให้ผนึกแน่นในสมองของปวงชนตลอดกาล
  • ขบวนโฆษณาโน้มน้าวมวลชนของฝ่ายอภิชนจารีต-อำมาตยา แม้เสแสร้งลีลาผู้ดีแต่ก็ยั่วยุใส่ร้ายอย่างไม่ยั้งมือ ด้วยการปลุกผีคอมฯ และสวมหมวกโค่นล้มสถาบันให้ฝ่ายตรงข้าม และแน่นอนว่าไม่ลืมเลียก้นอภิชนจารีต-อำมาตยากันอย่างสุดอุดจาด ส่วนขบวนต่อต้านจัดตั้งของฝ่ายอภิชนทุนเก็งกำไรทักกี้ก็ ยังคงรักษาลีลาถ่อยสถุลป่าเถื่อนไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา และแน่นอนว่าไม่ลืมที่จะเลียก้นนายของพวกมันอย่างไม่อายฟ้าดินเช่นกัน
  • การได้รับชมลีลาของทั้งสองฝ่ายข้ารับใช้อภิชนกาฝากไทยหนนี้ เหมือนได้นั่งไทม์แมชชีน ย้อนเวลากลับไปดูพวก วิทยุยานเกราะ นสพ.ดาวสยาม และ สามเกลอหัวแข็ง (อุทิศ-อุทารณ์-สมัคร) วาดลวดลายช่างทาสี ละเลงสีขบวนเยาวชนนักเรียนนักศึกษาในปี 2517-2519 ให้กลายเป็นพวกคอมฯ พวกญวณ และได้ดูบทบู๊ถ่อยสถุลของพวก กระทิงแดง ไปพร้อมๆ กัน บ่งชี้ชัดว่า แม้จะผ่านเวลากว่าสามสิบปีหลังการฆ่าฟันกันในทศวรรษ 2510-2520 เหล่าอภิชนไทยก็ยังไม่สามารถนำเสนอบรรทัดฐานใหม่ทางการเมืองที่มีระดับสูงกว่าเดิมได้ ส่อให้เห็นถึงความเสื่อมถอย-ตกยุคของพวกเขาทั้งหมดอย่างชัดแจ้ง และชี้ให้ชนชาวไทยมองเห็นได้ว่า ด้วยมาตรฐานทางการเมืองระดับต่ำเช่นนี้เหล่าอภิชนไทยจะนำเสนอยุคสมัยชนิดใดให้กับชนชาวไทยในเวลาต่อไป
  •  ศรศิลป์ เคยแสดงทรรศนะไว้ใน "เมื่อศึกสองอภิชนกาฝากจบลง ปืนจะหันใส่ปวงชน" http://www.arayachon.org/motherland/20080227/392 เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2551 ว่า                                                                                                                                                     
    • พึงได้สำเหนียกว่า บรรยากาศเสรีภาพลมๆ แล้งๆ ที่ดำรงอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นเพราะมีความแตกแยกและเกิดสภาวะอนาธิปไตยในฝูงอภิชนกาฝาก ยามใดที่อำนาจในฝูงอภิชนกาฝากถูกเผด็จในมือหนึ่งเดียว เมื่อนั้นขบวนอภิชนกาฝากจะ เริ่มต้นยุคปกครองใหม่ ด้วยการทำลายล้างองค์กรสหภาพแรงงาน องค์กรเพื่อสิทธิเสรีภาพ องค์กรเพื่อสภาพแวดล้อม และสื่อมวลชนวิชาชีพทั้งมวล

     

    • ไม่ว่าอภิชนกาฝากฝ่ายใดได้ชัย พวกมันจะเริ่มการแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มรูป (ซึ่งได้ทำการทดลองไปบ้างแล้ว) ตามฉันทามติวอชิงตันและระเบียบโลกใหม่ พวกมันจะกวาดล้างภาคีนักสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อปูทางแก่การสร้างอุตสาหกรรมหนัก พวกมันจะกวาดล้างสหภาพแรงงานทั้งปวงเพื่อรักษากองหนุนแรงงานสำรองและรักษาระดับต้นทุน พวกมันจะกวาดล้างองค์กรเพื่อสิทธิเสรีภาพและองค์กรเพื่อผู้บริโภคอันเป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรีและลิขสิทธิ์ทางปัญญาของทุนนิยมโลก พวกมันจะเรียกคืนตั๋วเสรีภาพจากมือสื่อมวลชนด้วยเหตุที่ถึงเวลาแล้วที่ "ทั่วทั้งชาติต้องร่วมขับร้องเพลงทุน"

    • เพื่อนนักสู้แห่งปวงชนที่รักทั้งหลาย จงอย่าได้หลงไหลเพลิดเพลินกับการติดตามชมเกมอำนาจ "ศึกสองอภิชนกาฝาก" จนลืมไปว่า ศึกของปวงชนเองกำลังจะมาถึง ยุคข้าวยากหมากแพงที่คืบคลานเข้ามา กำลังม้วนตลบเอาปวงชนคนยากไร้นับสิบล้านร่วงหล่นสู่นรกขุมใหม่ บรรดาคนจนไพร่-ทาสผู้ขลาดเขลาจะถูกสังคมกินคนรุกไล่ไปจนถึงริมขอบเหว ผู้กล้าในหมู่พวกเขาจะลุกขึ้นสู้และพลีตนเพื่อปลุกเร้าใจมวลหมู่พี่น้อง ทั่วโลกจะเป็นเช่นนี้ ทั่วไทยก็เฉกเช่นกัน

  • สองฝ่ายขบวนอภิชนกาฝากไทยนั้นจงใจเดินหน้าปั่นสถานการณ์ความรุนแรง เพื่อมุ่งผลักไสสังคมเข้าสู่กลียุคและสภาวะอนาธิปไตย เพื่อบีบคั้นสภาพจิตสาธารณชนไทยให้อ่อนแอและสิ้นหวัง เพื่อเปิดโอกาสให้ วีรบุรุษอภิชน เปิดตัวก้าวขึ้นสู่เวที และทำการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามด้วยความรุนแรง ปราบดาภิเษก ยุคสมัยแห่งกำปั้นเหล็ก แน่นอนว่า อภิชนกาฝากทั้งสองฝ่ายล้วนไม่ไร้น้ำยาขาดฟืนไฟ พวกเขาทั้งสองฝ่ายล้วนทรงพลัง ทั้งในด้าน โลกทรรศน์ ที่ต่างฝ่ายต่างยึดกุม "โลกในจินตภาพ" ฝ่ายละแบบที่ครอบงำสมองของปวงชน ทั้งในด้าน กำลังที่แฝงเร้นในกลไกอำนาจรัฐ ในรูปแบบของ "องค์กรซ้อนรัฐ" (ดังเช่นที่ใช้กำลังทหารพรานข่มขู่ และใช้กำลังตำรวจบุกพังบ้านนายกฯ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ใช้กำลังลูกเสือชาวบ้านใต้การกำกับควบคุมของ ตชด. บีบคั้นรัฐบาล มรว.เสนีย์ ปราโมช และก่อสถานการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลา 19 ซึ่งนำไปสู่การรัฐประหาร) สาธารณชนจึงพึงตระหนักว่า นี่คือ แผนที่ทางการเมือง ของพวกเขาเหล่าอภิชนกาฝาก
  • อย่างไรก็ตาม แผนการนั้นเป็นของคน แต่ลิขิตเป็นเรื่องของฟ้า (ฟ้า = ปัจจัยแวดล้อมทั้งปวงในธรรมชาติและสังคมมนุษย์) ชนชั้นผู้ทำงานในสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปมากทั้งในด้านจำนวนและคุณสมบัติจากเมื่อสามสิบปีที่แล้ว อันเป็นผลมาจากการคลี่คลายขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและโลก สามทศวรรษมานี้ (หลังจากยุค 14 ตุลาคม) ชนชั้นผู้ทำงานที่มีรายได้เป็นค่าจ้างมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเป็นฐานสำคัญด้านภาษีของรัฐ อีกด้านหนึ่ง ในหมู่พวกเขาสัดส่วนของผู้ทำงานซึ่งมีความรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรและช่าง ก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กำลังหลักของขบวนแถวชนชั้นผู้ทำงานซึ่งจะสถาปนาองค์กรสู้รบในยุคใหม่นี้จึงไม่ใช่ "ฉันทนา" ดังเช่นในทศวรรษ 2510 อีกต่อไป แต่พวกเขาคือวิศวกรและช่าง ตลอดจนพวกแรงงานปกคอขาวอื่นๆ ในอุตสาหกรรมแขนงต่างๆ ที่ขยายตัวเฟื่องฟูและเกาะกลุ่มเข้าเป็นคลัสเตอร์ 
  • ยุคข้าวยากหมากแพงของโลกเคลื่อนตัวซัดกระหน่ำประชาชาติไทย ชนชั้นผู้ทำงานรุ่นใหม่พึงสลัดทิ้งความคิดเพ้อฝัน และ "จินตภาพไร้สาระ" ทั้งปวง ที่อภิชนกาฝากผู้ควบคุมสังคมปลูกฝังในสมองของเรา จงได้รวมตัวกันขึ้นอย่างฉับพลันและให้การศึกษาซึ่งกันและกัน สถาปนาองค์กรจัดตั้งที่เป็นแบบสู้รบของตนขึ้นแทนที่องค์กรเลียก้นนายจ้างที่มีดาดดื่น ใช้องค์กรสู้รบเหล่านี้ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชนชั้นผู้ทำงานในกระแสเกลียวคลื่นข้าวยากหมากแพงอันบ้าคลั่ง และผนึกกำลังองค์กรสู้รบของผู้ทำงานทั้งปวงเข้าด้วยกันเพื่อปกป้องส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอันควรมีควรได้ของตน
  • ท่ามกลางภารกิจเหล่านี้ ชนชั้นผู้ทำงานแห่งยุคสมัยพึงเติมเต็มคลังกลยุทธ์ของตน ด้วยการศึกษาเก็บรับบทเรียนและประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่แลกมาด้วยหยาดเลือดและน้ำตาของขบวนบรรพชนแรงงานไทย มิใช่เพื่อการกราบไหว้บูชาหลับหูหลับตาตะบันเชียร์ แต่หากด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยทรรศนะทางประวัติศาสตร์ เพื่อให้อดีตให้มารับใช้ปัจจุบันมิใช่วนเวียนฟูมฟายอยู่กับอดีต ผู้ที่ไร้รากย่อมไม่อาจหยัดยืน เช่นเดียวกัน ผู้ที่งมงายในอดีตย่อมไม่อาจรับมืออนาคตอันแปรปรวน

โดยตรรกะ และ โดยทฤษฎี การวิพากษ์ 2 ข้างในลักษณะนี้ (ลักษณะ "ถึงราก" หรือ "สิ้นเชิง") จะ make sense ก็ต่อเมื่อ ผู้วิพากษ์ มี "จุดยืน/ทางเลือก ที่ 3" ที่มีลักษณะ "ถึงราก/สิ้นเชิง" เช่นกัน

แต่โวหารอันหรูหราของ "ศรศิลป์" ทั้งหมด ไม่เพียงในชิ้นนี้ ไม่อาจปิดบังคับ absent center คือ "ความว่างเปล่าตรงกลาง" แห่งการวิพากษ์ได้

"ศรศิลป์" วิพากษ์จากอะไร?

"สังคมนิยม" ?

"เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ"?

ลำพังการอ้าง "มวลชน" หรือ "ชนชั้นล่าง" ไม่สามารถใช้ได้ (ยกเว้น "ศรศิลป์" จะซื่อบื้อขนาดหนักที่จะคิดว่าใช้ได้) เพราะเป็นเพียงนามธรรม

(สมัยก่อน พคท. อ้าง มวลชน หรือ ชนชั้นล่าง ยังต้องอ้างจาก ปรัชญา / หลักนโยบายที่แน่นอน อันที่จริง ในความเป็นจริง การอ้าง "มวลชน" หรือ "ชนชั้นล่าง" ก็ทำไม่ได้ นอกจากสะท้อนความว่างเปล่าเท่านั้น เพราะความจริงคือประชาชน"ชั้นล่าง" จริงๆ อยู่กับ "2 ฝ่าย" ที่กำลังวิพากษ์อยู่)

สรุปแล้ว โวหารหรูๆเข่นนั้น ทำให้คนใช้รู้สึกดี เพราะคนที่ใช้ ไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่าตรงกลาง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

(ปล. ลักษณะ "โบราณแบบไดโนเสาร์" อย่างหนึ่งของ "ศรศิลป์" คือ จนป่านนี้ ในยุคสมัยนี้ ก็ยังอุตส่าห์ใช้โวหารหรูๆ แบบแรงๆแบบนี้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยตัวรับผิดชอบ ต่อสาธารณะ ให้สาธารณะเขาประเมิน ตัดสิน และ hold to account ได้)

 

ตรรกะของคนหัวสี่เหลี่ยมย่อมเป็นเช่นนี้ คนบางคนมักเริ่มวิเคราะห์สรรพสิ่งจากทฤษฎีโบราณที่เป็นนามธรรม และยึดถือเอากรอบความคิดของนักปราชญ์โบราณ เป็นสรณะที่ไม่อาจแตะต้อง

ศรศิลป์ เป็นแค่สามัญชนคนธรรมดา สำนวนโวหารและความเห็นต่างๆ ที่แสดงออก ก็ล้วนเป็นลักษณะพิเศษส่วนตน ไม่ได้มุ่งหมายอวดอ้างเป็นศาสดาเจ้าลัทธิแต่ประการใด

ใดๆ ในโลกนี้ก็ขึ้นอยู่กับโลกทรรศน์ของแต่ละคน ย่อมเป็นสิทธิ์ที่คุณจะเห็นด้วยหรือไม่? ไม่ว่าคุณจะมีความเห็นเช่นไรก็เป็นปัญหาของคุณ ไม่ใช่ปัญหาของศรศิลป์ 

คุณก็ไปมุ่งดัดแปลงโลกตามโลกทรรศน์ของคุณ ศรศิลป์ ก็มุ่งไปบนหนทางของตน ไม่ได้หวังหรือต้องการให้คนเช่นคุณมาเห็นด้วยและสรรเสริญแต่อย่างใด

ปวงชนย่อมเข้ากับฝ่ายความคิดและค่ายการเมืองต่างๆ อย่างแน่นอน ครั้งเมื่อ พระพุทธองค์ ประกาศพระศาสนา ปวงชนอินเดียเวลานั้นสมาทานเอาลัทธิความเชื่อนับร้อยพันมาเป็นสรณะ แม้แต่ลัทธิหลากผัวหลายเมืย ลัทธิชีเปลือย ตลอดจนลัทธิอุบาทว์ทั้งปวงก็ยังมีปวงชนไปแห่แหนมั่วสุม นี่เป็นข้อเท็จจริงของสังคมมนุษย์

สมัยเมื่อ สปาร์ตาคัส ปลุกมวลทาสหลากเผ่าพันธุ์ให้ลุกขึ้นสู้กับ "ระเบียบโรมัน" ความยากลำบากอันยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ การทำให้ทาสเห็นว่าความสัมพันธ์ในระบบทาสระหว่างนายทาสและทาสไม่ใช่สิ่งจำเป็น

กล่าวสำหรับสังคมมนุษย์โดยส่วนรวมแล้ว จิตสำนึกไพร่-ทาส ย่อมฝังตรึงอยู่ในส่วนลึกของสมองปวงชนอีกนานแสนนาน เสาหลักที่ค้ำยันจิตวิญญาณแสนอุบาทว์นี้ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม ซึ่งไม่อาจแก้ไขให้หมดสิ้นไปได้โดยง่ายอย่างลวกๆ เช่นที่นักปฏิวัติและขบวนปฏิวัติในอดีตได้เคย ฝันเฟื่อง เอาไว้

อย่างไรก็ตาม สังคมมนุษย์ยังคงเคลื่อนตัวไปบนเส้นทางแห่งแสงสว่าง องค์ความรู้ เทคโนฯ และระดับรูปการจิตสำนึกของมนุษย์ที่ยกระดับสูงขึ้นทุกขณะ ได้ให้กำลังและความหวังแก่ชนผู้รักเสรีภาพและภราดรภาพ

ศรศิลป์ เชื่อมั่นโดยส่วนตัวว่ามนุษยชาติยังคงมุ่งหน้าไปสู่เสรีและความเท่าเทียมยิ่งขึ้นทุกหลักไมล์แห่งศตวรรษ ชนชาติไทยก็เช่นกัน

ขอบคุณที่ได้กรุณาชี้แนะให้ศรศิลป์เปิดเผยตน ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวอันยาวนานสอนให้ ศรศิลป์ เลือกหนทางเช่นนี้ เพราะเป็นแค่เพียงสามัญชนที่ไม่มีสถาบันหรือตำแหน่งทางสังคมใดคุ้มกะลาหัว

สำหรับคนที่เป็น รศ. นั้นย่อมมีทางเลือกและผู้คอยอุปถัมภ์ช่วยเหลือจำนวนมาก ศรศิลป์ ไม่ได้เป็น "ช้าง" แล้วจะให้ขี้แบบช้างได้อย่างไร?

ขอเชิญคุณวาดลวยลายตามแบบฉบับของคุณไปตามถนัดเถิด อย่ามากะเกณฑ์ให้คนที่มีสถานภาพและต้นทุนต่างจากคุณ มาทำแบบคุณเลย

แต่กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว แม้ ศรศิลป์ จะมีสถานภาพและต้นทุนแบบคุณ แต่ก็คงไม่จิกหัวเพื่อน ด่าแบบคุณแน่นอน  

คุณจงไปหาคนคอเดียวกัน ผู้ที่ชอบถกเถียงเรื่องทฤษฎีเก่าแก่เมื่อสองศตวรรษที่แล้วเถิด เรื่องทำนองนี้ ศรศิลป์ มิได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด

ศรศิลป์ เขียนว่า

"คุณจงไปหาคนคอเดียวกัน ผู้ที่ชอบถกเถียงเรื่องทฤษฎีเก่าแก่เมื่อสองศตวรรษที่แล้วเถิด เรื่องทำนองนี้ ศรศิลป์ มิได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด"

นี่แหละนะ ตัวอย่างชัดๆของคนที่มีแต่โวหาร แต่ไม่มีความคิด มีแต่ความกลวงเปล่าตรงกลาง

ตอนเขียนนี่ คงไม่ทันได้คิดกระมัง

มองขึ้นไปนิดหนึ่ง ที่ตัวเองเขียนไว้เอง ก่อนหน้านั้น ไม่กี่ย่อหน้า ที่เขียนถึง อะไรนะ "สปาร์ตาคัส" "พระพุทธองค์" ฯลฯ อืม อันนั้น นี่หลายสิบศตวรรษอยู่นะครับ

ความจริง ศรศิลป์ นี่อ่านหนังสือไม่เป็น ความรู้ก็น้อยมากๆ ตัวเองต่างหากเล่าที่ยังเขียนอยู่ด้วยภาษา"ทฤษฎี"แบบซ้ายๆ (แต่เป็นซ้ายแบบเหมาอิสม์นะ คือ ยังไม่ยอม update สักที)

แต่กลับมาหาว่าคนอื่น ยังคงใช้มาร์กซิสม์อะไร (แล้วก็ไม่เคยทำการบ้านเลย คำวิพากษ์ผมต่อมาร์กซิสม์ เรื่อง ทฤษฎ๊มูลค่าส่วนเกิน เรื่องสารพัดเรื่อง นี่เป็นสิบปีแล้ว ในวารสารเศรษฐการเมือง สมัย 20 ปีก่อนก็เคยลง)

คือ รู้สึกอยากขำ แต่ขำไม่ออกว่า คนที่ใช้ภาษา"โคตรโบราณ" ราวกับว่า ยังถือคัมภีร์ปกแดงของประธานเหมา กลับมาหาว่าคนอื่นติดอยู่กับหลักคิดเก่าๆ เฮ้อ หนอ

เอาแบบซีเรียสนะครับ ตามบรรทัดฐานสังคมสมัยใหม่ การนำเสนอความเห็นต่อสาธารณะ ต่้องสามารถ defend ได้ ไม่ใช่สักแต่พล่ามๆเสนอไป

หัวใจข้อวิจารณ์ข้างต้น ไม่ได้ตอบเลยแม้แต่คำเถียว

ให้ผมทวนอีกคร้งสั้นๆ

การวิพากษ์ใดๆ โดยเฉพาะ การวิพากษ์ที่อ้างว่าปฏิเสธ 

"ทั้ง 2 ข้าง"  จะต้องมี "ฐาน" หรือ จุดอิง ของการวิพากษ์นั้น ไม่เช่นนั้น การวิพากษ์นั้นเป็นเพียงอะไรที่กลวงเปล่าๆเท่านั้น

(เรื่อง"ทุนนิยม" อะไรที่พ่่นๆมา ในบทความเรื่องจีน น่ะ อาศัย    บรรรทัดฐานหรือ "ฐาน" หรือหลักอะไรไม่ทราบ?)

 

ถามอีกทีนะครับ นี่เป็นหลักการพื้นๆธรรมดาของการวิพากษ์ ไม่ว่าใครที่รู้จักการคิดเชิงตรรกะ ก็เข้าใจได้

ที่วิพากษ์ "ทั้ง 2 ข้าง" อยู่น่ะ อาศัย "ฐาน" อะไร? 

มาจาก "ฐาน" อะไร?

"สังคมนิยม" "เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" "populistm" "social-democracy",etc. or what?

ปล. ขออภัยคนอ่าน ผมไม่เคยชินกับบอร์ดนี้ จึงทำ format ไม่ได้ก่อนหน้านี้ ทำให้อ่านยาก คิดว่า อันนี้คงใช้ได้

 

 

 

โทษที อีกนิดนะครับ

การตอบไม่ได้ (ไม่ได้ตอบประเด็นเลยแม้แต่คำเดียว) แต่กลับใช้วิธี "ไล่คนวิพากษ์ให้ไปที่อื่น" ("ไปหาคอเดียวกัน") แบบที่ทำข้างบน นี่

เป็น norm ของอะไรไม่ทราบ? (อันนี้ ถามจริงๆ ไม่ได้ประชด เพราะไม่ยอมตอบว่า ใช้ "ฐาน" อะไร เลยบอกไม่ถูกว่า norm อะไร)

ที่สำคัญ นี่เป็นการขัดกับหลักการทั่วไปท่ียอมรับในสังคมสมัยใหม่ที่วา คนที่เสนออะไรต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในลักษณะที่ ศรศิลป์ เสนอนี้ ต้อง defend สิ่งที่ตัวเองเสนอได้

 

 

 

มันก็เป็นเรื่องจริงที่คุณว่า ศรศิลป์ ความรู้น้อย แต่คนที่มีความรู้น้อยก็มีสิทธิ์แสดงทรรศนะของตน

หากเป็นดังที่คุณกล่าวหาว่างานของ ศรศิลป์ มีแค่เพียงโวหาร แต่ไม่มีความคิด นานไปก็จะไม่มีใครเข้ามาอ่านเอง คุณไม่เห็นต้องร้อนใจ มาวางท่าโอ้อวดความรู้ของคุณท้ายบทความนี้

คุณรู้ทฤษฎีมาร์กซิสม์ลึกซึ้งมาก มันก็เรื่องของคุณ ศรศิลป์ ไม่ได้เดือดร้อนด้วยเพราะไม่ได้เป็นชาวมาร์กซิสม์

ภาษาที่ ศรศิลป์ ใช้คุณไม่สบอารมณ์ คุณก็กรุณาอย่าเข้ามาอ่าน จิตใจของคุณจะได้ไม่วุ่นวาย 

ศรศิลป์ เสนอทรรศนะก็เสนอในคอลัมน์ของตน ไม่ได้ไปเสนอบนกบาลใคร ไม่เห็นต้องปกป้องงานของตนเองเลย ไม่ใช่งานวิทยานิพนธ์ที่ต้องเอาใจครูเพื่อหวังคะแนน

คุณจะทวนกี่ครั้ง มันก็เรื่องของคุณ

ตรรกะแบบคุณ ขืนไปตามถกด้วยก็ออกทะเลลูกเดียว 

คุณไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าชิ้นงานไม่มีคุณค่า นานไปก็ไม่ได้รับการต้อนรับเอง คุณประพฤติตนให้เหมาะสมสถานะนักวิชาการของคุณเถอะ  

คุณนี่ สำคัญตนเองผิดมาตั้งแต่เป็นเด็กนักเรียนแล้วนะ

สิ่งที่คุณมาเขียนท้ายบทความนี้สิถึงจะเรียกว่า "พล่าม"

คุณไม่ได้แสดงวุฒิภาวะสมกับอายุในปัจจุบันและสถานะการเป็นครูบาอาจารย์ของคุณเลย

ที่คนอื่นๆ เขาคอยเตือนคุณนั้น ส่วนมากก็ทำไปด้วยความหวังดีด้วยเหตุที่เคยเป็นเพื่อนเก่ากัน แต่คุณก็ใช้ท่าทีดูถูกคนอื่นรอบวงแบบนี้ต่อเพื่อนปัญญาชนด้วยกันอยู่ร่ำไป

ศรศิลป์ว่า คุณลองตั้งสติดีๆ และอ่านทบทวนสิ่งที่คุณ "พล่าม" มาตั้งแต่ต้น และค่อยๆ คิดดูสิว่า ตรรกะและนิสัยแบบที่คุณใช้ท้ายบทความนี้ มันน่าเสวนาด้วยไหม?

ถ้าคุณอยากโอ้อวดความเก่งกาจและแม่นยำในทฤษฎีมาร์กซิสม์ของคุณในเว็บนี้ คุณก็สามารถร้องขอและปรึกษาผู้ดูแลเว็บ (ซึ่งก็เป็นผู้ที่คุณรู้จักดี) ขอเปิดคอลัมน์ของคุณ อรรถาธิบายทฤษฎีมาร์กซิสม์ตามที่คุณเข้าใจได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาแสดงลีลา ศาสดาท้ายบทความของ ศรศิลป์ คนต่ำต้อยนี้เลย

และที่สำคัญที่สุด คุณอย่าได้นำ "ควาย" มาไล่แจกใครแถวนี้ อย่างที่คุณเคยทำไว้ในเว็บฟ้าเดียวกันเด็ดขาด เพราะเว็บนี้ไม่นิยมเรื่องประเภทนั้น

 

ที่ "ศรศิลป์" เขียนมายืดยาว หลาย rep ตั้งแต่เมื่อวาน

แต่ไม่ยอมตอบข้อโต้แย้งหลัก ที่ผมตั้งขึ้น เพราะอะไร?

เอาแต่ พูดไปเรื่องโน้นเรื่องนี้ (ที่ในภาษาไทยเรียกว่า "พล่าม")

เพราะ มีความ "กลวงเปล่าตรงกลาง" ใช่หรือไม่?

ข้อโต้แย้งของผม เป็นข้อโต้แย้งพื้นๆ ธรรมดามากๆ เป็นข้อโต้แย้งพื้นฐานในการวิพากษ์ทุกชนิด

ถามว่า "คุณวิพากษ์ ทั้ง 2 ข้าง จาก "ฐาน" ที่ 3 อะไร?"

เหตุใดจึงตอบไม่ได้?

การวิพากษ์ใด ต้องมี "ฐาน" จึงจะ make sense ไม่เช่นนั้นเป็นการวิพากษ์ลอยๆ ยิ่งถ้าวิพากษ์ "2 ขั้ว "ต้องหมายความว่า มี "ขั้วที่ 3" ที่เป็น "ฐาน" ของการวิพากษ์นั้น

ไม่เช่นนั้น ก็เป็นเพียงโวหารกลวงๆ อย่างทีว่า

 

Every critique must be a critique in the name of something.

What is "ศรศิลป์" ‘s ?

 

น่าเสียดาย ที่สังคมที่ปกคลุมไปด้วยจิตวิญญาณไพร่-ทาสของเรา ได้สูญเสียเด็กคนหนึ่ง ซึ่งร่วมกับเพื่อนๆ ลุกขึ้นสู้อย่างกล้าหาญและยืนหยัดเคียงข้างปวงชน จนถูกชนชั้นปกครองอภิชนจับเข้าคุกหลายปีโดยไม่มีความผิด ไปกับกาลเวลา

แต่กลับได้นักวิชาการหลงตัวเอง ที่วันๆ ได้แต่คอยก่นด่าผู้คนที่อุทิศตนสร้างสรรค์งานที่มีประโยชน์จำนวนมากต่อสาธารณชนอย่างเช่น คุณนิธิ เอียวศรีวงศ์ คุณใจ อึ้งภากรณ์ หรือแม้แต่เพื่อนร่วมรบสมัยยังเยาว์อย่าง คุณเกษียร เตชะพีระ อย่างเสียๆ หายๆ

เพียงเพื่อขับเน้นความเก่งกาจของตน แต่กับผู้ที่ปวารณาตนยอมรับใช้อภิชนกาฝากอย่าง นายคำนูณ คุณกลับพินอบพิเทาตอบ แม้ในยามที่มันใส่ร้ายป้ายสีคุณ

ความกล้าเผชิญหน้ากับชนชั้นปกครองอภิชนและขี้ข้าม้าใช้ของพวกมัน ที่คุณเคยมีในวัยเยาว์ ทุกวันนี้ หลงเหลือเพียงความเฉลียวฉลาดอย่างขี้ขลาดเยี่ยง สุนัขจิ้งจอก

ดังที่ ศรศิลป์ ได้กล่าวเตือนไว้ด้วยความห่วงใยใน "แด่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ด้วยความห่วงใย" http://www.arayachon.org/motherland/20080216/374 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551

แทนที่จะใช้ท่าทีเยี่ยงบัณฑิต ดังคนโบราณพร่ำสอนไว้ ที่ว่า "พึงชมผู้ควรชม พึงข่มผู้ควรข่ม" คุณกลับใช้ท่าที ยะโสโอหังดูหมิ่นถิ่นแคลน บัณฑิตที่อุทิศตนเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่กลับใช้ท่าทีขี้ขลาดประจบประแจงต่อ ขี้ข้าม้าใช้ของอภิชนกาฝาก

การประพฤติตนของคุณนั้น เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งในระยะหลังนี้ กับผู้ที่มีความคิดเห็นต่างจากแนวทางของคุณ ที่คัดค้านแต่ขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา แต่สนับสนุนความชอบธรรมของขบวนอภิชนทุนเก็งกำไรทักกี้ คุณถึงขั้นด่าว่า เป็นวัวเป็นควาย ช่างน่าสังเวชใจจริงๆ

ในแง่มุมมองของอดีตเพื่อนร่วมรบเมื่อครั้งยังเยาว์ ศรศิลป์ ได้เขียนเตือนคุณไปตามสมควร ได้แต่หวังให้คุณกลับไปอ่านทบทวนด้วยสติอีกครั้ง และได้ปรับปรุงแก้ไขทัศนคติและความประพฤติของคุณที่มีต่อมิตร-ศัตรูเสียใหม่ 

ขออภัยที่จะไม่ร่วมเล่นสนุก ในเกมตรรกะตามแบบที่คุณชอบ หวังว่าคุณคงจะหาเพื่อนถูกคอ ที่ร่วมเล่นสนุกทางตรรกะกับคุณอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่ายได้สักวัน

จะเห็นว่า ที่เขียนมาใหม่นี้ ก็ไม่ยอมตอบประเด็นสำคัญของการโต้แย้งของผมอีก

ให้ผมถามอีกทีนะ

Every critique must be a critique in the name of something.

What is "ศรศิลป์"'s ?

แม้แต่ "ฐาน" ของการวิพากษ์ของตัวเอง แท้ๆ ก็ไม่สามารถ อธิบายออกมาได้

ไม่รู้จะดัดจริต ใช้ภาษาใหญ่โตอยู่ทำไม (วะ) 

การเขียนมายืดยาว โดยตลอด ไม่เพียงกระทู้ชิ้นนี้ แต่ชิ้นอื่นๆ ด้วยโวหารใหญ่ๆโตๆ ไม่สามารถ ปิดบัง ความกลวงเปล่า ตรงกลางนี้ได้เลย

ปล. ใช้วิธีแบบเหมาอิสม์โบราณอีก คือ "แบ่งมิตร แบ่งศัตรู" คือ แบ่งคนเป็นเพียง 2 ประเภท แล้วอ้างว่า 

ถ้าเป็น"มิตร" ต้องมีท่าทีอย่างหนึ่ง

เคยบอกไปนานแล้วว่า น่าจะหัดอ่านงานมาร์กซิสต์ ที่ตัวเองยังคงใช้ภาษาแบบนั้นอยู่บ้างว่า ในงานของพวกมาร์กซิสต์ทั้งหลายน่ะ เขามีลักษณะ ซื่อบื้อว่า ต้องมีท่าทีต่อใครอย่างไง และเป็นสูตรยังงี้ที่ไหน

 

 

 

แวะมาอ่านเก็บข้อมูลค่ะ

คุณไม่ได้มาด้วยท่าทีเป็นมิตร ศรศิลป์ ไม่อยากเสวนากับคุณ มีปัญหาอะไรไหม?

แค่ไม่เล่นเกมตรรกะหัวสี่เหลี่ยมกับคุณ คุณยังอารมณ์เสียขนาดนี้ พยายามควบคุมตัวเองหน่อย ไม่เล่นถามตอบตามความต้องการของคุณ จะมีอะไรหรือเปล่า?

คุณคิดว่าคุณเป็นใคร? พระเจ้าหรือ? หรือว่าศาสดา? ที่ใครๆ ต้องก้มหัวรับคำพิพากษาของคุณ

คนแบบคุณถึงมีความรู้และฐานะทางสังคมแค่ไหน ก็ไม่มีคุณค่าน่าคบหาด้วยแม้แต่น้อย

ศรศิลป์ เขียนชิ้นงานแค่เป็นวรรณกรรมทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ของสามัญชน ไม่เคยยกหางตนเองโอ้อวดเป็นผลงานวิชาการแต่อย่างใด

ใครสนใจก็เข้ามาอ่าน ใครไม่สนใจหรือรังเกียจก็ไม่เข้ามา ไม่เคยใช้ฐานะทางสังคมหรือชื่อเสียงเกียรติยศ ตามมาตรฐานสังคมคนกินคน ไปโน้มน้าวหรือบีบคั้นให้ใครมาเชื่อถือ

คุณไม่พอใจก็ไปเขียนตามทางของคุณ ซึ่งคุณก็ทำมานานระยะหนึ่งแล้วที่คอยจิกหัวด่าผู้คนที่ต่อต้านขบวนอภิชนทุนเก็งกำไรทักกี้ คุณไม่เคยโต้แย้งในทางข้อเท็จจริงเพราะคุณไม่มีปัญญา คุณเก่งแต่ยั่วเย้าคนไปเล่นตามเกมตรรกะแบบหัวสี่เหลี่ยมที่คุณคลั่งไคล้

น่าสังเวชใจนัก สิ่งที่คุณได้มาจากการเล่าเรียนมาอย่างยาวนานก็มีเพียงเท่านี้ การเล่นสนุกกับเกมตรรกะแบบหัวสี่เหลี่ยม และความคิดจิตใจอันคับแคบที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

อาการของคุณนี่ใกล้บรรลุแล้ว บรรลุสู่สภาวะศาสดาเจ้าลัทธิ บรรลุสู่สภาวะพระเจ้าและศูนย์กลางจักรวาล แต่กลับหลุดลอยห่างไกลความเป็นมนุษย์ออกไปทุกที

คนอย่างคุณนี่ ถ้าเกิดในเขมรสมัยเขมรแดง คุณคงแสดงลีลาเหนือกว่า "พลพต" ทีเดียวแหละ

ผมอ่านโพสต์ล่าสุดของคุณนี้แล้วหัวเราะก๊ากเลย ที่คุณเขียนว่า

"คุณยังอารมณ์เสียขนาดนี้ พยายามควบคุมตัวเองหน่อย"

ผมน่ะ อารมณ์เสีย?

เอิ๊กๆๆ ขำจัง

เอ พิลึกจริงๆ ใครที่อ่านภาษาไทยออก ไม่ต้องเคยอ่านที่ผมเขียนที่ไหนมาก่อนก็ได้ เอาแค่ที่ผมโพสต์นี่แหละ แล้วเปรียบเทียบกับที่คุณ "พล่าม" มา ผมว่า คนที่สติผิดปกติจึงจะบอกว่า ผม"อารมณ์เสีย" ต้อง "พยายามควบคุมตัวเอง"

รูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคืออะไรรู้ไหม? ลองดูทั้งหมดนะครับว่า

ขณะที่ผมพูดแต่เรื่องไอเดีย

โต้แย้ง และเรียกร้องให้โต้แย้ง ประเด็น

ที่คุณเขียนมาโดยตลอดนี่อะไรครับ? มีแต่พูดเรื่องผมในแง่ตัวบุคคลทั้งนั้น

ยกเรื่องนั้นเรื่องนีมา เอาตั้งแต่ผมเป็นเด็กอะไรโน่น (ความจริง วิธีแบบนี้ มันโบราณ และไม่มีรสนิยม จนผมไม่อยากพูด และที่ผ่านมาก็ไม่พูดเลย แต่อันนี้จำเป็นต้องยกมาอ้าง ให้เห็นว่า ใครกันแน่ที่ ควบคุมตัวเองไม่ได้เลย)

ผมไม่แตะต้องประเด็นเรื่องคุณ ในแง่ตัวบุคคลเลย พูดแต่เรื่องไอเดียที่คุณเสนอ (หรือไม่ยอมเสนอ) โดยตลอด

อาการของคุณนี่ แสดงว่าเป็นเอามากจริงๆแฮะ

โอเค กลับมาที่ประเด็น ที่ขอถามอีกครั้งนะครับ

คุณวิพากษ์ "2 ชั้ว" นี่จาก "ฐาน" อะไรไม่ทราบ?

IN THE NAME OF WHAT?

ดังที่เขียนแต่แรกแล้วว่า โดยหลักทางการคิด ทางตรรกะพื้นๆทั่วไป

การวิพากษ์อะไรก็ตาม ต้องมี "ฐาน" ของการวิพากษ์ มิเช่นนั้น ก็เป็นการวิพากษ์ที่กลวงเปล่า

ยิ่งใช้คำวิพากษ์หนักๆ อย่างที่คุณใช้ ก็ยิ่งกลวงเปล่ายิ่งขึ้น

และโดยเฉพาะ ถ้าวิพากษ์ "2 ขั้ว" จะ make sense ก็ต่อเมื่อมี     "ขั้วที่ 3" (ภาษาปรัชญาเรียกว่า third term)

…………….. 

เอาละครับ

เมื่อไรจะแสดงความสามารถ ให้สมกับที่เขียนด้วยโวหารใหญ๋ๆโตๆมาตลอด

ตอบประเด็นครับ ตอบประเด็น

 

  • บอกแล้วว่าแถวนี้ไม่มีที่ทางให้คุณเล่นบท พระเจ้า และ ศาสดา อีกทั้งไม่มี กองเชียร์เด็กชเลียร์ มาคอยแห่แหนตะบันโพสต์สนับสนุนคุณเหมือนบางที่ แถมยังไม่มีคนที่จะคอยวิ่งตามก้นคุณอย่างที่คุณพยายามชวนให้เล่นเกมด้วย ศรศิลป์ ไม่สนใจเรื่องที่คุณชวนถก แม้เห็นใจอยู่ว่ามันเป็น "ทางเพลง" ถนัดของคุณ ที่จะได้แสดงลีลาพระเจ้า เพราะไม่เห็นว่าการร่วมเล่นเกมกับคุณจะช่วยบำบัดโรคประจำตัวของคุณได้ ด้วยเห็นตัวอย่างมาร่วมสองปีแล้ว ที่หลายคนซึ่งเข้าร่วมเล่นเกมตรรกะหัวสี่เหลี่ยมกับคุณ กลับส่งเสริมทำให้คุณยิ่งเลื่อนไถลออกจากความเป็นมนุษย์ธรรมดาจมลึกสู่ความหลงตนลึกซึ้งยิ่งขึ้น

 

  • แม้ ศรศิลป์ จะเป็นแค่สามัญชนแต่ก็ขอยึดถือเอาแนวทางที่ปัญญาชนเช่น คุณนิธิ และ คุณใจ กระทำคือ โต้ตอบอาการคลั่งของคุณด้วยการนิ่ง ขออภัยที่ไม่อาจร่วมสนุกตามที่คุณต้องการ ส่วนคุณจะอวดโอ้ต่อไปตามนิสัยคุณเช่นไรก็ขอเชิญ แต่อย่าให้มีอาการหยาบคายและสถุลให้รกเว็บ "อารยชน" นี้ดังที่คุณเคยทำมาในบางเว็บ

"ศรศิลป์" เขียนว่า

"โต้ตอบอาการคลั่งของคุณด้วยการนิ่ง"

เอิ๊กๆๆๆๆๆ

ขำจริงๆ

ย้อนกลับไปข้างบนทั้งหมดนะครับ

 ใคร "นิ่ง"?

ใครที่ ทุรนทุราย เอาแต่โจมตีเรื่องตัวคน ไม่ยอมพูดเรื่องไอเดียเลย

แม้แต่อันล่าสุดนี่ก็โจมตีเรื่องตัวคนอีก

ที่ผมแปลกใจคือ คนที่เขียนโวหารใหญ่ๆโตๆอย่างนี้ กลับโต้ตอบในเชิงไอเดียไม่ได้เลย

ไร้ความสามารถ "กลวงตรงกลาง" จริงๆ 

ต้องใช้วิธีงัดเรื่องบุคคลมาโจมตีแบบนี้

มิหนำซ้ำ ยังเขียนแบบหน้าไม่แดงแบบนี้อีก

พิลึกจริงๆ

 

ถามซ้ำ เชิงประเด็น เชิงไอเดียอีกทีนะ:

Every critique must be a critique in the name of something.

What is yours?

คุณเขียนมาโดยตลอดในนัยยะว่า "ไม่เอา 2 ขั้ว"

what is the "third term" here?

 

  • ฮะฮะ เชิญตามสบายเลยนะ "พระเจ้า" ขออภัยที่ไม่ได้ตอบสนองและนบนอบ แต่ยังไงอย่าออกทางหยาบก็แล้วกันนะ

Come on

แสดงความสามารถในการโต้แย้งเชิงประเด็น เชิงไอเดียหน่อยสิ

เบื่อแล้ว ไอ้วิธีขุดเอา "เรื่องเล่า" เกี่ยวกับ "นายสมศักดิ์" มา

ความจริงเป็น"เรื่องเล่า"แบบราคาถูกด้วย แต่ผมไม่ตอบโต้ครับ เสียเวลา

เอาเรื่องไอเดียนี่แหละ

อะไรคือ "ฐาน" การวิพากษ์ของคุณ?

 

 

ฮะฮะ ชวนคนเล่นด้วย แล้วเขาไม่เล่นด้วย นอกจากจะโกรธคนอื่นแล้ว ก็ควรหันมองตนเองบ้างว่า ทำไมคนอื่นไม่เล่นด้วย

ที่จริง ศรศิลป์ ก็มีนิสัยไม่ดีหลายอย่าง กระเซ้าเย้าแหย่ต่อปากต่อคำคุณมาเยอะ แต่หลายคนอย่าง คุณนิธิ คุณใจ ที่เขาไม่โต้ตอบ แม้จะมีพวกยะโสโอหังแบบวัวลืมตีนไปด่าว่าเขาโง่เป็นวัวเป็นควาย เข้าใจว่าพวกเขาคงยึดถือคำสอนคนโบราณที่ว่า "อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้" (เดี๋ยวขี้เละๆ จะกระเด็นใส่)

แต่ ศรศิลป์ นี่เป็นแค่ หมาเถื่อนเฝ้าถิ่น อยู่แถวนี้ ไม่ใช่ "พระเจ้า" ขี้กระเด็นใส่บ้างก็คงไม่เป็นไร ฮะฮะ

ข้างล่างนี้ ผม copy มาจากบางส่วนที่เขียนไปข้างบน เพราะขี้เกียจพิมพ์ซ้ำ

เพราะจนบัดนี้ "ศรศิลป์" ไม่ยอมตอบเลย

ถ้าอ้างว่า "ไม่เป็นประเด็น" ก็ควรชี้ให้เห็นได้ว่า "ไม่เป็นประเด็น" อย่างไร

แต่สิ่งที่ "ศรศิลป์" ทำอยู่อย่างเดียวเลย ตั้งแต่ต้น คือ การเฉไฉไปโจมตีผมในแง่ตัวบุคคล แต่ไม่ยอมตอบประเด็น

ผม "ไม่เล่นด้วย" หรอกครับ การโจมตีตัวคนแบบคุณ มันเชย โบราณ เสียเวลา

ตอบประเด็นมาดีกว่าครับ

(ได้เขียนไปแต่แรกแล้วว่า ในสังคมสมัยใหม่ ผู้ที่เสนอประเด็นต่อสาธารณะ ต้องพร้อมจะ defend ประเด็นที่ตัวเองเสนอ อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ มิเช่นนั้น ก็เป็นเพียงการโษณาชวนเชื่อ)

ปล. ตอนท้าย หลัง copy แล้ว ผมมีเขียนเพิ่มนิดหน่อย เรื่อง "ชนชั้นผู้ทำงาน"

………………………………………. 

การวิพากษ์ใดๆ โดยเฉพาะ การวิพากษ์ที่อ้างว่าปฏิเสธ "ทั้ง 2 ข้าง" จะต้องมี "ฐาน" หรือ จุดอิงของการวิพากษ์นั้น ไม่เช่นนั้น การวิพากษ์นั้นเป็นเพียงอะไรที่กลวงเปล่าๆเท่านั้น

(เรื่อง"ทุนนิยม" อะไรที่พ่่นๆมา ในบทความเรื่องจีน น่ะ อาศัย บรรรทัดฐานหรือ "ฐาน" หรือหลักอะไรไม่ทราบ?)
………………………………………….

ถามอีกทีนะครับ นี่เป็นหลักการพื้นๆธรรมดาของการวิพากษ์ ไม่ว่าใครที่รู้จักการคิดเชิงตรรกะ ก็เข้าใจได้

ที่วิพากษ์ "ทั้ง 2 ข้าง" อยู่น่ะ อาศัย "ฐาน" อะไร?

มาจาก "ฐาน" อะไร?

"สังคมนิยม" "เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" "populistm" "social-democracy",etc. or what?

……………………………………….

ข้อโต้แย้งของผม เป็นข้อโต้แย้งพื้นๆ ธรรมดามากๆ เป็นข้อโต้แย้งพื้นฐานในการวิพากษ์ทุกชนิด

ถามว่า "คุณวิพากษ์ ทั้ง 2 ข้าง จาก "ฐาน" ที่ 3 อะไร?"

เหตุใดจึงตอบไม่ได้?

การวิพากษ์ใด ต้องมี "ฐาน" จึงจะ make sense ไม่เช่นนั้นเป็นการวิพากษ์ลอยๆ ยิ่งถ้าวิพากษ์ "2 ขั้ว "ต้องหมายความว่า มี "ขั้วที่ 3" ที่เป็น "ฐาน" ของการวิพากษ์นั้น

ไม่เช่นนั้น ก็เป็นเพียงโวหารกลวงๆ อย่างที่ว่า

Every critique must be a critique in the name of something.

What is "ศรศิลป์" ‘s ?
…………………………………….

ขอเขียนเพิ่มเติมนิดหน่อยนะครับ (แต่เกี่ยวข้องกัน คือในที่สุดแล้ว เป็นประเด็นเรื่อง "ฐานการวิพากษ์ของคุณคืออะไร?" นั่นแหละ)

คำว่า "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณนี่่ หมายถึงใครนะครับ?

หมายถึง "ชนชั้นกรรมกร/กรรมาชีพ" ชาวนา "ชนชั้นกลาง" หรือใครก็ได้ที่ "ทำงาน"?

(พวกที่คุณด่าว่าเขาเป็น "อภิชน" นี่ก็ "ทำงาน" เหมือนกันไม่ใช่หรือ?)

ไอ้ตัว "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณนี่ "วิเคราะห์" บนฐาน/ตามกรอบเชิงทฤษฎีอะไรนะครับ?

Marx, Mao, Weber, etc, etc.

 

ฮะฮะ คุณตั้งใจจะเปิดคอร์สสอนที่นี่เลยหรือ? น่าเสียดาย ที่ ศรศิลป์ ไม่เคยสนใจที่จะลงทะเบียนเรียนกับคุณ ไม่เคยเคารพนับถือในทรรศนะและท่าทีต่อความรู้ของคุณ กรุณาไปเปิดการสั่งสอนส่ำสัตว์ผู้ขลาดเขลาที่อื่นเถิด แค่เคยเขียนงานดีสักชิ้นหนึ่ง ก็คิดว่าจะสามารถเที่ยวยกหางชี้หน้าคนอื่นว่าโง่เขลาได้ทั้งบ้านทั้งเมือง จะไม่เป็น "ชาวกะลา" ไปหน่อยหรือ
ศรศิลป์ ไม่สนใจวิสาสะกับปัญญาชนเยี่ยงคุณ ที่แล้วมาก็เพียงเตือนเพราะยังมีเยื่อใยในวัยเยาว์ และยังไม่เห็นว่าควรประณามอย่างที่เกษียรทำ แต่เมื่อคุณมาแสดงลีลาถึงหน้าบ้าน ก็เป็นอันว่า ศรศิลป์ ได้รับทราบนิสัยส่วนลึกของคุณด้วยตนเองชัดเจนแล้ว ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย

คำว่า "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณนี่่ หมายถึงใครนะครับ?

หมายถึง "ชนชั้นกรรมกร/กรรมาชีพ" ชาวนา "ชนชั้นกลาง" หรือใครก็ได้ที่ "ทำงาน"?

(พวกที่คุณด่าว่าเขาเป็น "อภิชน" นี่ก็ "ทำงาน" เหมือนกันไม่ใช่หรือ?)

ไอ้ตัว "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณนี่ "วิเคราะห์" บนฐาน/ตามกรอบเชิงทฤษฎีอะไรนะครับ?

Marx, Mao, Weber, etc, etc.

 

Every critique must be a critique in the name of something.

What is yours?

 

ขอต้อนรับ คุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เข้าสู่การเสวนาในเว็บอารยชน

คุณสมศักดิ์ ได้โพสต์คำถามและความเห็นต่อคุณศรศิลป์ 13 ครั้ง ส่วนมากเป็นคำถามซ้ำๆกัน

สรุปความได้ว่า การวิพากษ์ที่อ้างว่าปฏิเสธ "ทั้ง 2 ข้าง" จะต้องมี "ฐาน" หรือ จุดอิงของการวิพากษ์นั้น เช่น สังคมนิยม" "เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ" "populistm" "social-democracy" etc. or what? ไม่เช่นนั้น การวิพากษ์นั้น จะเป็นเพียงการวิพากษ์ที่กลวงเปล่า

โดยได้เสนอว่า คนที่เสนออะไร ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในลักษณะที่ คุณศรศิลป์ เสนอนี้ ต้อง defend สิ่งที่ตัวเองเสนอได้ มิฉะนั้น ก็จะเป็นการขัดกับหลักการทั่วไปที่ยอมรับในสังคมสมัยใหม่ทั่วไป ตามคำกล่าวที่ว่า Every critique must be a critique in the name of something.

และได้ถามต่อไปว่า คำว่า "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณศรศิลป์นี่่ หมายถึงใคร?

หมายถึง "ชนชั้นกรรมกร/กรรมาชีพ" ชาวนา "ชนชั้นกลาง" หรือใครก็ได้ที่ "ทำงาน"?

(พวก "อภิชน" นี่ก็ "ทำงาน" เหมือนกันไม่ใช่หรือ?)

คำว่า "ชนชั้นผู้ทำงาน" ของคุณศรศิลป์ นี่ "วิเคราะห์" บนฐาน/ตามกรอบเชิงทฤษฎีอะไร?

Marx, Mao, Weber, etc.

------------------------------------------------------------------------------------------------------

คุณศรศิลป์ ไม่ตอบและแสดงความเห็นต่อคำถามและความเห็นเหล่านี้ ด้วยเหตุผลต่างๆนานา

ที่เขาได้กล่าวไว้ข้างต้น ในกระทู้นี้แล้ว

ผมไม่ใช่คุณศรศิลป์ จึงตอบแทนคุณศรศิลป์ไม่ได้ แต่ผมเคารพความเห็นของทั้ง 2 คนที่ต่างก็มีเหตุผลของตนเอง

จึงขอเสนอกับคุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลว่า เมื่อคุณศรศิลป์ได้แสดงความเห็นของเขาเองแล้ว

ทั้งเขาเห็นว่า ความเห็นของเขาชัดเจน ไม่มีข้อที่จะอธิบายเพิ่มเติมอีก

คุณสมศักดิ์ ก็ควรเสนอความเห็นของตนอย่างชัดเจนว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร

น่าจะเป็นการดีกว่าและเหมาะสมกว่าการตั้งคำถามซ้ำๆไปเรื่อยๆ โดยที่คุณศรศิลป์ก็ได้ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเหล่านั้นหลายครั้งแล้ว

ขอเรียนว่า คุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้รับการอัพเกรดสิทธิเป็น writerแล้ว

ดังนั้นจึงสามารถโพสต์บทความ ความเห็น หรือกระทู้ในเว็บนี้ได้

โดยเมื่อล๊อคอินแล้ว กรุณาสังเกตที่มุมด้านล่างซ้าย จะมีลิ้งข่้อความว่า Create  Content

เมื่อกดที่ลิ้งดังกล่าว คุณสมศักดิ์สามารถโพสต์บทความ ความเห็นหรือกระทู้ถามได้ตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้ ขอคุณสมศักดิ์ กรุณาดูและเคารพกติตาของเว็บอารยชนตามนี้ด้วย

http://www.arayachon.org/about

 

 

 

 

สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับคุณ somsak สู่เว็บนี้ (ด้วยคน)
จะติดตามอ่านงานเขียนนะคะ

วันนี้เมย์เดย์ซะด้วยสิ วันแห่งชนชั้นคนทำงาน

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้