แด่ มาตุภูมิ

ชนชาวไทยต้องสำแดงวุฒิภาวะของตนต่อหน้าการปลุกปั่นของฝูงสุนัขรับใช้อภิชนกาฝาก (ปรับปรุงเพิ่มเติม)

tags:

 

น่าอับอายอดสูใจนัก ในปี 2008 ริมธรณีประตูแห่งศตวรรษใหม่ ที่โลกของมนุษย์กำลังเร่งฝีก้าว สู่สภาวะการเจือจางความแตกต่างด้านเชื้อชาติ-ศาสนา-พรมแดนอย่างทั่วด้าน ด้วยการฝ่าฟันขวากหนามเครื่องกีดขวาง ที่กอปรขึ้นจากอคติทางเชื้อชาติ-ศาสนา-เผ่าพันธุ์ทั้งปวง ภูมิภาคอาเซียนกำลังเคลื่อนเข้าสู่สมัยแห่งการสถาปนา อภิรัฐอาเซียน ตามรอย "อภิรัฐยูโร"

ขบวนอภิชนกาฝากเก่าแก่ของไทย กลับจงใจขับไสฝูงสุนัขรับใช้ของพวกมัน ออกมาเห่าหอนปัดฝุ่น "ลัทธิคลั่งชาติ" อันหยาบช้าเบื้องหน้าสาธารณชนไทย เพียงเพื่อบรรลุจุดประสงค์ทางการเมือง ในการพิชิตขบวนอภิชนกาฝากอื่นที่ท้าทายมัน

เพียงเพื่อสงครามชิงชาติ-ชิงโภคทรัพย์ไว้เป็นสมบัติส่วนตนของพวกอภิชนกาฝาก พวกมันไม่เคยเลือกมรรควิธี หลายปีมานี้ คลื่นการใส่ร้ายป้ายสีกันและกันอย่างสกปรกต่ำช้ายิ่งกว่าสมัยใดๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ท่วมท้นสังคมไทย กระทั่งแม้แต่เรื่องทางเพศในที่ลับ ก็มาแฉโพยกันและกันให้ปวงชนได้เย้ยหยัน

มาบัดนี้ ขบวนอภิชนกาฝากจารีต-อำมาตยาที่ตกยุค ถึงขั้นบังอาจหยิบฉวยเอาความขัดแย้งด้านพรมแดนและโบราณสถานในอดีตกับประเทศเพื่อนบ้าน มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการปลุกปั่นปวงชนเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของอภิชนกาฝากฝ่ายตรงข้าม

แผนการอุบาทว์ของขบวนอภิชนกาฝากตกยุคนั้น ไม่อาจเป็นไปได้เลย หากขาดการสนองรับใช้จาก ฝูงสุนัขรับใช้ทางการเมือง หลากหลายระดับ สุนับรับใช้ทางการเมืองหลายฝูง ได้ถูกระดมจากทุกเครือข่ายทุกวงการ เข้ามาแวดล้อมแผนงานโฆษณาปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติ

สุนัขรับใช้บางฝูงถึงกับสำแดงวิสัยทัศน์ล้ำหน้า ไปถึงขั้นเรียกร้องดินแดนที่เคยเสียไปในอดีตทั้งปวงกลับสู่สยาม พระตะบอง ศรีโสภณ เสียมเรียบ ไทรบุรี กลันตัน ปะหัง เประ ปะลิส หากสนุกสนานเมามันกันไปกว่านี้ คงได้เดินขบวนเรียกร้องเอา อาณาจักรล้านช้าง และ อาณาจักรน่านเจ้า-ตาลีฟู คืน

อย่างไรก็ตาม นับว่าน่ายินดีอย่างยิ่งที่ นอกจากฝูงสุนัขรับใช้ที่สวมเสื้อคลุมผู้กู้ชาติ-ต่อต้านทุนไม่กี่ขบวน อันมีที่มาที่ไปพิลึกพิลั่น และนักวิชาการช่างทาสี-ฟอกถ่านไร้ความละอายไม่กี่คน วิญญูชนในแวดวงวิชาการส่วนใหญ่ กลับประสานเสียงทักท้วงและคัดค้านการปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติ ครั้งนี้อย่างกึกก้องพร้อมเพรียงกัน ส่งผลให้สื่อสาธารณะส่วนใหญ่ ได้ใช้ท่าทีอย่างระมัดระวังต่อกระแสบ้าคลั่งนี้ ไม่กระโจนเข้าร่วมเครือข่ายบ้าคลั่งที่มี สื่อยามจาโคแบง เป็นหัวหอก

สมองของปวงชนไทยในสมัยริมธรณีประตูแห่งศตวรรษที่ 21 นี้ ได้พัฒนาทั้งด้านความรับรู้และรูปการจิตสำนึกไปมากแล้ว ลูกไม้การเมืองเก่าๆ ของขบวนอภิชนกาฝากตกยุค ที่หากินแบบเดิมๆ จะยังใช้ได้อยู่อีกหรือ ?

แน่นอนว่า สำหรับ คนไทยสูงวัย อคติเดิมทางเชื้อชาติและการปลูกฝังประวัติศาสตร์แบบรับใช้อภิชน ยังพอมีเชื้อเหลืออยู่บ้าง แต่การรับรู้โลกยุคใหม่ที่แปรเปลี่ยนไป ก็ได้ปรับปรุงความรับรู้และรูปการจิตสำนึกของพวกเขาไปไม่น้อย ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

แต่สำหรับ ชนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาว ที่เติบโตมาในสอง-สามทศวรรษหลังยุคสงครามเย็นนี้ การปลุกปั่นลัทธิคลั่งชาติของเครือข่ายสุนัขรับใช้อภิชน ก็เป็นเช่นผายลมเหม็นเน่าน่าหัวเราะ ที่ ทั้งไม่อาจเป็นจริงได้ในโลกปัจจุบัน และหลงยุคอย่างสุดๆ

การที่เครือข่ายสุนัขรับใช้อภิชนกาฝากตกยุคโอหังบังอาจถึงขั้นกล้าปลุกปั่นกระแสบ้าคลั่งขาดสติเช่นนี้ ก็เพราะด้วยเหตุมูลฐานบางประการ

ในระยะสองทศวรรษมานี้ พวกเขามั่นใจใน พลังเครือข่ายสายสัมพันธ์ ที่โยงใยกันอย่างสลับซับซ้อนและหนาแน่นของพวกเขาอย่างยิ่งยวด ขบวนอภิชนกาฝากจารีต-อำมาตยา ได้จัดการและควบคุมการเมืองไทยไว้ในอุ้งมืออย่างราบรื่น ด้วยการไม่ปกครองโดยตรงด้วยตนเอง

หลังจากที่เห็นว่า "ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ" หรือระบอบที่หัวขบวนจารีต-อำมาตยาออกหน้าปกครองโดยตรงเป็นซีอีโอเองนั้นได้พ้นสมัยไปแล้ว เมื่อสามารถเอาชนะสงครามชนบทล้อมเมืองของ พคท. และโลกได้เคลื่อนผ่านพ้นยุคสงครามเย็น (ยุคซึ่งโลกเสรียอมหลับตาต่อระบอบเผด็จการทหารและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อขับเคี่ยวกับโลกสังคมนิยม อย่างเช่นในไทยที่ทุกฝ่ายทำเฉยเมยกับกรณีสังหารหมู่นองเลือด 6 ตุลา 2519)

แกนนำนักยุทธศาสตร์คนสำคัญ หัวหอกของขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยาจึงได้ถอยไปหลบหลังม่านและคอยจัดสมดุลที่เหมาะสม โดยใช้สอยคนใน พลังเครือข่ายสายสัมพันธ์ (ซึ่งสร้างสมมานานหลายทศวรรษอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานภาพที่สามารถอวยลาภ-ยศศักดิ์-สรรเสริญแลกเปลี่ยนความภักดี) เข้าควบคุมการปกครองโดยต่อรอง กับพวกพรรคการเมืองตลกหลังคารถที่มาจากหีบเลือกตั้ง แต่ก็ยังคงยึดกุมกุญแจหลักแห่งอำนาจคือ การโยกย้ายแต่งตั้งทหาร เอาไว้

ซึ่ง ศรศิลป์ เรียกขานระบอบปกครองนี้ว่า "ระบอบปกครองหลังม่าน"

นี่คือเหตุผลเบื้องหลังที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากับ ขบวนทักกี้-ผู้ท้าทาย ซึ่งพยายามเบียดขับผู้คนใน พลังเครือข่ายสายสัมพันธ์ ออกจากแวดวงอำนาจรัฐ และยื่นมือเข้ามาชิงอำนาจในการตั้งขุนศึก

ซึ่งความขัดแย้งเหล่านั้น ก็พัฒนาถึงขั้นแตกหักใน ปรากฏการณ์ชิงธงในที่ประชุมข้าราชการระดับสูงของประเทศ-กรณีผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้าการรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งเป็นการประกาศสงครามระหว่างสองขบวนอภิชนกาฝากไทย

อย่างไรก็ตาม ด้วยความยะโสโอหัง ขบวนทักกี้ผู้มาใหม่ได้กระทำ ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ ที่ไม่อาจอภัยได้หลายครั้งหลายหน

เบื้องต้นคือ การดูเบาพลังของ เครือข่ายสายสัมพันธ์ ของขบวนอภิชนกาฝากเก่าแก่เกินไป พวกทักกี้เชื่อจริงๆ ว่า "สิทธิธรรมจากหีบเลือกตั้ง" นั้น ศักดิ์สิทธิ์เหนืออำนาจใดๆ ในสังคมไทย ทั้งยังปรามาสว่า ขบวนอภิชนตกยุคเก่าแก่นั้น ซื้อได้ด้วยอามิสเศษเงินและคงไม่กล้าฝืนโลกในยุคหลังปี 2000

พวกทักกี้จึงได้รับการสั่งสอนอย่างเจ็บปวดที่สุดให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงธาตุแท้ที่ตกยุคไม่สนใจโลกภายนอก และความเขี้ยวงา (รับเงินทักกี้ไปพร้อมกับก่อการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักกี้ไปด้วย) ของขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา

แต่ที่น่าขบขันปนสังเวชอย่างยิ่งคือ จนป่านนี้พวกทักกี้ยังหา มุขใหม่ๆ ไม่ได้เลย บรรดากองหน้าทางการเมืองของพวกทักกี้ ยังคงท่องบ่นแบบนกแก้วนกขุนทองซ้ำๆ ซากๆ ว่า "พวกกูมาจากหีบเลือกตั้ง" ทั้งๆ ที่พวกเขามาจาก หีบเงินของทักกี้

ความผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่ไม่อาจอภัยในบั้นปลายของขบวนทักกี้ก็คือ การดูเบาในพลังของชนชั้นกลางไทย

ตลอดสมัยการปกครองของขบวนทักกี้หกปี พวกทักกี้นั้น ทั้งไม่สนใจในการดูแลผลประโยชน์ที่แท้จริงของชนชั้นกลาง ซึ่งมีบทบาทอย่างสูงในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทั้งไม่สนใจทำงานโฆษณาและงานจัดตั้งในหมู่ชนชั้นกลางไทย ทั้งๆ ที่อยู่ในสถานะที่ถึงพร้อมและทำได้

สาเหตุสำคัญเพราะ การทำงานโฆษณาและงานจัดตั้งชนชั้นกลางนั้นเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เกี่ยวพันกับการต่อสู้ทางความคิดและโลกทรรศน์อย่างทรหดอดทน ทั้งยังต้องแสดงออกด้วยการปฏิบัติที่เป็นจริงอย่างยาวนานอีกด้วย

เรื่องเหล่านี้ยุ่งยากไปสำหรับ ขบวนทุนเก็งกำไรแดกด่วน อย่างขบวนทักกี้ มันไม่ใช่มรรควิธีทีพวกเขาถนัด เห็นได้จากประวัติเส้นทางการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจและพรรคการเมืองของพวกเขา

พวกทักกี้นั้นหนาแน่นด้วย กมลสันดานแบบแดกด่วน พวกเขาเข้าบีบคั้นรวมและครอบงำกิจการ-เทคโอเวอร์ กลืนเขมือบกลุ่มทุนและพรรคการเมืองอื่น โดยอิงสัมปทาน-อำนาจรัฐ

ดังนั้น วิธีคิดของพวกเขาจึงมุ่งไปที่คะแนนเสียงในหีบบัตรเลือกตั้ง อันเป็นที่มาของ ประชานิยมแดกด่วนแบบไทยๆ ซึ่งน่าสังเวชที่จนป่านนี้ พวกทักกี้ก็ยังตะบัน ป่าวร้องถึงความล้ำเลิศของเรื่องสกปรกชนิดนี้

นี่เป็นหนทางที่แตกต่างไปของขบวนอภิชนกาฝากเก่าแก่ตกยุค ขบวนจารีต-อำมาตยา 

ถึงแม้สังคมอุดมคติและโลกในจินตภาพของพวกเขา จะมีที่ทางอยู่แค่ตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทั่วโลกแล้ว แต่ภายใต้การนำของ แกนนำนักยุทธศาสตร์คนสำคัญ ผู้มีสมญาอันลือลั่น-นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ผู้มีเกียรติประวัติอันโดดเด่นในการเอาชนะสงครามกลางเมือง ที่ใช้ยุทธศาสตร์ชนบทล้อมเมืองของ พคท.) ขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยาจึงก้าวผ่านยุคสงครามเย็นมาอย่างมั่นคงและได้ปรับตัวตลอดเวลา ทั้งในการปฏิรูปมรรควิธีกุมอำนาจรัฐด้วย "ระบอบปกครองแบบหลังม่าน" ทั้งใน การควานหาและสะสมผู้รับใช้ใหม่ๆ ด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของพลังจารีตนิยมไทย การโค่นล้มอำนาจที่ชักจะควบคุมไม่ได้ ของกลุ่มอำนาจใหม่อื่นๆ ที่เติบโตขึ้นท้าทาย

อาทิเช่น การล่มสลายพลังอำนาจของ ยังเติร์กจปร.รุ่น 7 ใน ยุทธการปราบกบฏเมษาฮาวาย

การปลดพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก กลางอากาศในเทศกาลลอยกระทงและ การปราบกบฏที่ไม่มาตามนัด

ล่าสุด ก่อนหน้าแย่งยึดอำนาจรัฐจากมือขบวนทักกี้ก็คือ การจัดการ กลุ่มรสช. ของจปร.รุ่น 5 ด้วยการร่วมมือของสองกองกำลังหลักในสายสัมพันธ์ จำลองแห่งสันติอโศก และ บิ๊กจิ๋วแห่งความหวังใหม่

เครือข่ายสายสัมพันธ์ที่เหมือนสายใยเหล็กนี้เอง เป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์หลายประการ (อาทิเช่น สันติอโศก ลัทธิสุดขั้ว-อวดอุตริทางศาสนายังคงเติบโตขยายตัวต่อไปไม่หยุดยั้ง แม้ถูกองค์กรพุทธศาสนา บรรพชนียกรรมและถูกศาลตัดสินแล้วว่า เลียนแบบพระสงฆ์ และ บิ๊กจิ๋ว ที่ยอมสลายความหวังใหม่เข้ารวมตัวในไทยรักไทยและมึความสัมพันธ์อันดีกับพวกทักกี้ กลับสนับสนุนคณะรัฐประหาร 19 กันยา)

นี่คือ ความสามารถพิเศษส่วนบุคคลที่ไม่อาจลอกเลียนแบบได้ ของ แกนนำนักยุทธศาสตร์คนสำคัญ ของขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา ซึ่งจนแม้ในวัยบั้นปลายชีวิต ก็ยังสามารถสร้างผลงานโดดเด่นถึงขีดสุด

นี่จึงเป็นตัวอย่างของ ยอดคน-วีรบุรุษของพวกอภิชนอย่างแท้จริง ที่มิใช่แค่ วีรบุรุษราคาคุย ที่ประโคมโหมกันเอง ด้วยสื่อในมือเหมือนที่มีอยู่ดาดดื่นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน 

มิหนำซ้ำ ออกจะเป็นตลกร้ายเสียด้วยซ้ำที่ในบรรดา กองกำลังหลัก 4 กลุ่ม ที่ แกนนำนักยุทธศาสตร์คนสำคัญ ของขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา สนตะพายออกมาขับไล่ รัฐบาลทักกี้จำแลง อย่างครึกครื้นในวันนี้ นอกเหนือจาก ชาวเผ่าตายแน่-ฟ้าดิน ชาวสื่อยาม-จาโคแบงลิ้ม ชาวประชาสังคมที่พลังจารีตจับปลายเชือกสนตะพายจมูก ยังมี ฝูงนักรบป่าแตกสิ้นคิด ที่ยังวนเวียนหากินอยู่กับประวัติศาสตร์เก่าๆ สมัยเยาว์วัย แปรจากคอมฯ เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยที่เรียกร้องเงินช่วยเหลือจากกองทัพไม่รู้จบ

มาบัดนี้ นักรบที่จับปืนเข้าประจัญกันในอดีต ได้กลับมากอดคอเปล่งเสียงสดุดีรักปราสาทพระวิหาร ไล่เขมร-ไล่ทักกี้กันอย่างครื้นเครง น่าตื่นตายิ่ง ด้วยข้อแก้ตัวแสนเท่ห์อินเทรนด์ ต่อต้านทุนสามานย์ ปกป้องชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ (ต่อต้านเฉพาะทุนทักกี้  ส่วนทุนอื่นๆ ที่เหลือนั้นพวกกันเอง)

อย่างไรก็ตาม ศรศิลป์ ยังคงเป็น พวกมนุษย์นิยม อย่างฝังหัว โดยเชื่อมั่นเหมือนเมื่อยังเยาว์วัยว่า ชนชาวไทยเราก็เหมือนมนุษย์อื่นๆ ย่อมวิวัฒน์ไปสู่วุฒิภาวะในระดับสูงยิ่งขึ้น

เราไม่ได้อยู่ในยุค จอมพล ป. หรือ จอมพล สฤษดิ์ เราอยู่ในยุคที่ไทยกำลังปรับปรุงปฏิรูปประเทศของตนเองครั้งสำคัญ เพื่อเตรียมแบกรับภารกิจการเป็นหนึ่งในแกนนำของ อภิรัฐอาเซียน ที่คนไทยรุ่นนี้ จะร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์ภูมิภาคหน้าใหม่ขึ้นร่วมกับเพื่อนบ้าน

 

  • ดูเพิ่มเติมเรื่องราวเกี่ยวกับอาการคลุ้มคลั่งของพวก "นักรบป่าแตกสิ้นคิด" ที่อาสาเข้ารองมือรองเท้าขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา เป็นหนึ่งในสี่เหล่า กองกำลังหลัก 4 กลุ่ม ที่ แกนนำนักยุทธศาสตร์คนสำคัญ ของพลังจารีตนิยมไทยสนตะพายออกมาขับไล่ รัฐบาลทักกี้จำแลง ในสงครามชิงชาติสองขบวนอภิชนกาฝากไทย ได้ในการประนามด่าทอ สีเขียวขายชาติ
คุณพูดจาภาษาอะไร มันดูถูกคนอื่นเกินไป
กล่าวหาว่า "พูดจาภาษาอะไร ดูถูกคนอื่น" ควรต้องแสดงเหตุและผลนะครับ 
  • ขอเชิญบรรดา "นักรบป่าแตกสิ้นคิด" ซึ่งเข้าไปยึดครองเว็บตุลาไทย ที่กรุณามาเยี่ยมชมเว็บเล็กๆ แห่งนี้ เข้าไปอ่านชิ้นงานของ คุณเกษียร หน่อย 

 

ปรับปรุงเพิ่มเติมเมื่อ 00:35 น. วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้