เครือข่าย 19 กันยาฯ - สนนท. - ม.เที่ยงคืน สอน "ประชาธิปไตย" ให้กกต.
เครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร ร่วมกับมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นำโดยนายสมเกียรติ ตั้งมะโน นายสมชาย ปรีชาศิลป์กุล นายอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นายนิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นายพิชญ์ พงศ์สวัสดิ์ อาจารย์รัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เดินทางมาที่ด้านหน้าอาคารศรีจุลทรัพย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานกกต. เพื่อบรรยายให้ความรู้กับกกต. ในเรื่อง “การลงประชามติและสิทธิเสรีภาพประชาชน” พร้อมเรียกร้องให้กกต.วางตัวเป็นกลางในการทำหน้าที่ควบคุมจัดการออกเสียงประชามติ เนื่องจากเห็นว่าก่อนหน้านี้ กกต. 2 เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีส่วนได้เสียพยายามบิดเบือนข้อมูลให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ
ภาพจากเว็บไซต์ผู้จัดการ
นายอรรถจักร์ กล่าวว่า การทำประชามติครั้งนี้มีความสำคัญ ไม่ใช่เพียงการหย่อนบัตร แต่สังคมควรมีทางเลือกว่า หลังจากลงประชามติแล้วอนาคตสังคมจะพัฒนาไปอย่างไร กกต. ส.ส.ร. คมช. ต้องให้ความรู้โดยไม่บิดเบือน ไม่ใช่รณรงค์ให้รับร่างไปก่อนแล้วบอกว่าค่อยมาแก้ไขภายหลัง ควรเปิดพื้นที่สาธารณะให้สังคมรู้ถึงข้อดี ข้อด้อย คมช. รัฐบาล ควรประกาศให้ชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญ 50 ไม่ผ่าน จะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปรับแก้และประกาศใช้ ไม่เช่นนั้นจะเป็นการมัดมือชก มักง่าย เทคะแนนเสียงให้ฝ่ายตัวเอง ขณะที่กกต.ต้องเป็นผู้ประสานงานจัดให้มีการลงคะแนนเสียงอย่างบริสุทธิ์ ไม่ใช่ไปยืนอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แถลงการณ์กิจกรรมบรรยายสาธารณะ “การลงประชามติและสิทธิเสรีภาพของประชาชน”
การออกเสียงประชามติ เป็นกระบวนการที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีส่วนในการตัดสินใจในปัญหาสำคัญของประเทศ หรือร่างกฎหมายต่างๆ โดยตรง แต่ประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือ ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 หรือ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ คมช.” ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 กลับเป็นกระบวนการประชามติที่บิดเบือนที่สุดในประวัติศาสตร์เช่นกัน กล่าวคือ
1) เอาเปรียบผู้มีสิทธิในการออกเสียง เพราะไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ว่า หากตัดสินใจไม่รับร่างแล้วจะได้รับรัฐธรรมนูญฉบับใดและมีเนื้อหาอย่างไร เนื่องจาก คมช. และรัฐบาล สามารถที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาแก้ไขและประกาศใช้ก็ได้
2) เกิดขึ้นในระบอบการเมืองที่เป็นเผด็จการ, สิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออกทางการเมือง การแสดงความคิดเห็น หรือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนถูกปิดกั้น, ตกอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกที่ยังประกาศใช้อยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ, พรรคการเมืองถูกห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง เป็นต้น ซึ่งทำให้กระบวนการถกเถียงโต้แย้งกันด้วยเหตุผลของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านอย่างรอบด้าน กว้างขวาง ซึ่งเป็นเป็นขั้นตอนสำคัญในการประชามติไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
ภายใต้กติกาที่ฉ้อฉลดังกล่าวนี้ นำไปสู่การข่มขู่ประชาชนด้วยข้ออ้างต่างๆ ที่บิดเบือน โกหกอย่างน่าละอายยิ่ง เช่น หากไม่รับจะได้ฉบับที่เลวร้ายกว่า หรือเอาการเลือกตั้งเป็นตัวประกัน เช่น ให้ “เห็นชอบ”เพื่อให้มีการเลือกตั้ง
ทั้งหมดนี้ คือ การนำประชามติมาบิดเบือน เพื่อให้ประชาชนต้องไปรับรองสิ่งที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร รับรองความชอบธรรมของสิ่งที่คณะรัฐประหารได้กระทำไป รวมไปถึงการรับรองรัฐธรรมนูญที่จะเป็นกลไกสถาปนาอำนาจและผลประโยชน์ของคณะรัฐประหารต่อไปในอนาคตด้วย (ดูมาตรา 309 ในร่างรัฐธรรมนูญ)
การกระทำเหล่านี้ของ คมช. รัฐบาล สภาร่างรัฐธรรมนูญ และส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรง นั้นเรียกได้ว่า “ไม่มีประชาธิปไตยในหมู่โจรและสมุนรับใช้” ซึ่งผู้ยึดมั่นในระบอบและครรลองประชาธิปไตยย่อมไม่สามารถที่จะยอมรับได้
แต่ความเลวร้ายของประชามติของหมู่โจร ยังไม่มีเพียงเท่านั้น เพราะปรากฏว่า กกต. ซึ่งมาจากคณะโจรอีกต่อหนึ่ง ที่จะเข้ามาทำหน้าที่จัดการลงประชามตินั้น ซึ่งจะต้องเป็นกลาง และมีหน้าที่ “จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำ
ประชามติ” อันเป็นหลักการทั่วไปเกี่ยวกับการประชามติ ซึ่งเคยถูกบัญญัติไว้ใน มาตรา 5 ของ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2541 มีแนวโน้มอย่างชัดเจนที่จะไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ เนื่องจาก
1) กรรมการเลือกตั้งจำนวน 2 คน เข้าไปมีส่วนได้เสียกับประเด็นที่ทำประชามติโดยตรง คือ นางสดศรี สัตยธรรม เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ, นายประพันธ์ นัยโกวิท เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเข้าไปมีส่วนในการร่างหรือเป็น “ผู้ผลิต” รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย่อมไม่ความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้นที่จะเข้ามาเป็นผู้จัดการลงประชามติ เพราะมีผลประโยชน์ขัดกันเอง จึงไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ที่ต้องการความเป็นกลางนี้ได้อีกต่อไป
2) การแสดงความคิดเห็นของกรรมการเลือกตั้งบางท่าน ที่บิดเบือนและมุ่งปิดกั้นข้อมูลข่าวสารและการแลกเปลี่ยนซึ่งความคิดเห็นของประชาชน แสดงให้เห็นถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และกระบวนการประชามติ ที่ในทางหลักการแล้ว ฝ่ายต่างๆ ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย สามารถที่จะแสดงความเห็นของตนเองอย่างเปิดเผย
ดังนั้น พวกเรา เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ร่วมกับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้มารวมกัน ณ ที่นี่ เพื่อจัดกิจกรรมบรรยายสาธารณะ “การลงประชามติและสิทธิเสรีภาพของประชาชน” โดยหวังว่าจะส่งผลให้ กกต. และเจ้าหน้าที่คณะกรรมการเลือกตั้ง มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการลงประชามติและสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น, ตระหนักในบทบาทหน้าที่ที่ถูกต้อง กกต. และสามารถทำหน้าที่การจัดการลงประชามติอย่างเหมาะสม รวมทั้ง “จัดให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยอิสระและเท่าเทียมกันทั้งผู้ที่เห็นชอบและไม่เห็นชอบในเรื่องที่จัดทำประชามติ” ไม่ใช่เป็นกลไกในการโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร
11 กรกฎาคม 2550
ณ ที่ทำการ คณะกรรมการเลือกตั้ง อาคารศรีจุลทรัพย์
ข้อมูลอ้างอิง, เรียบเรียง และภาพข่าวจาก
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

