สิงคโปร์เร่งเครื่องอภิรัฐอาเซียน
ข่าวของแชนแนลนิวส์ เอเชีย ได้รายงานว่า " ลี เซียนลุง " นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกโรงกระตุ้นประเทศในภูมิภาคอาเซียน ให้รีบรวมตัวกันให้เร็วขึ้น โดยเขาชี้ว่า หากการรวมตัวอาเซียนอยู่ในภาวะชะงักงัน ในขณะที่ประเทศเอเชียอื่นๆ พากันวิ่งแซงไปข้างหน้าแล้วไซร้ ทั้งกลุ่มก็จะถูกทิ้งร้างไว้อยู่ข้างหลังและจะไร้ซึ่งความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกในอนาคต
ในงานฉลองครบรอบ 40 ปีของอาเซียน นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ยังได้เปิดเผยถึงแผนงานที่จะช่วยการรวมตัวกันของอาเซียนคืบหน้าไปได้เร็วขึ้น
"นี่เป็นโครงร่างที่มีเหตุมีผล ต่อจากนี้ก็แค่เติมรายละเอียดและทำเอกสารทางกฎหมายที่จะทำให้เราสามารถลงนามกันได้ แต่ในระหว่างการดำเนินการก็อาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างได้ ผมบอกได้เลยว่า มันเป็นเรื่องปกติสำหรับเอกสารแบบนี้ ที่จะซับซ้อนในการต่อรอง"
เขาชี้ว่าเอกสารฉบับนี้ เป็นเอกสารที่สร้างสรรค์สำหรับอาเซียน แต่เขาก็ไม่คิดว่า มันจะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง มันเป็นแค่แนวทาง เหตุที่สิงคโปร์พยายามเร่งเครื่องการรวมตัวอาเซียนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเพราะความสำเร็จของสหภาพยุโรป (EU) ที่แม้จะเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ก็คืบหน้าไปตลอดเวลา จนกระทั่งทำให้ทั้งเงินตราและเศรษฐกิจของยุโรปทวีความสำคัญในเศรษฐกิจโลกขึ้นทุกวัน
ในขณะที่ในเอเชียเอง ประเทศอย่างอินเดียและจีน ซึ่งมีทั้งทรัพยากรและประชากรจำนวนมหาศาลก็ได้มีการเร่งพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สถานการณ์แบบนี้ สิงคโปร์ย่อมเล็งเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนนับวันจะยิ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งนั่นก็หมายถึงปัญหาของสิงคโปร์เองด้วย
ลำดับการพัฒนาสหภาพยุโรป
หลังจากการก่อตั้งสหภาพยุโรป (EU) เมื่อปี คศ. 1957 มีประเทศก่อตั้ง 6 ประเทศคือ เบลเยี่ยม, อิตาลี, ฝรั่งเศส, ลักเซมเบิร์ก, เยอรมนีและฮอลแลนด์ จากนั้นก็ได้มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดมีประเทศรวมกันถึง 27 ประเทศ ซึ่งในปัจจุบันได้รวมเอาประเทศยุโรปตะวันออกในอดีต เข้ามารวมอยู่ด้วยหลายประเทศเช่น สาธารณรัฐเช็ค, โปแลนด์, ฮังการี, บัลกาเรีย และ โรมาเนียเป็นต้น ในขณะที่เงินตราสกุลยูโรก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นทุกวัน จนกระทั่งกลายเป็นเงินสกุลหลักสกุลหนึ่งของโลกไปแล้ว
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นเหตุผลทางการเมืองระหว่างประเทศมากกว่าจะเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่นกลุ่มนาโต้, ซีโต้, กลุ่มวอร์ซอร์ แต่สหภาพยุโรป เกิดจากการรวมตัวกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นครั้งแรก
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จะช่วยขยายขนาดตลาดและเป็นการสร้างการค้า (trade creation) ซึ่งเกิดจากการนำเข้าสินค้าจากประเทศร่วมกลุ่ม ที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่ามาทดแทนการผลิตในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจมีปัญหาจากการเบี่ยงเบนทางการค้า (trade diversion) คือการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่มที่มีต้นทุนการผลิตต่ำ จะถูกทดแทนด้วยสินค้าจากประเทศในกลุ่มที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่า หรือไม่ก็การนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่มเพื่ออาศัยสิทธิประโยชน์ในทางภาษี
ความสำเร็จของสหภาพยุโรป ยังทำให้มีการรวมตัวของประเทศเป็นเขตเศรษฐกิจอีกหลายเขตทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น NAFTA (North America Free Trade Area), FTAA (Free Trade Area of America) เป็นต้น
ลำดับการพัฒนาอาเซียน
สำหรับกลุ่มอาเซียน ได้มีการก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม คศ. 1967 โดยรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และประเทศไทย ที่ได้พบปะกันที่สำนักงานกระทรวงต่างประเทศของไทยในกรุงเทพและได้ร่วมกันลงนามเพื่อประกาศการก่อตั้งกลุ่มอาเซียนขึ้น โดยเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ "Bangkok Declaration"
ต่อมาผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียนทั้งห้ารายซึ่งได้แก่ อดัม มาลิค (อินโดนีเซีย), นาร์ซิโซ อาร์ รามอส (ฟิลิปปินส์), ตุน อับดุล ราซัค (มาเลเซีย), เอส ราจารัทนาม (สิงคโปร์) และ ถนัด คอมันตร์ (ไทย) ก็ได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น บิดาของอาเซียน
ในปัจจุบันอาเซียน มีสมาชิกทั้งหมด 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, เมียนมาร์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย, และ เวียดนาม และกำลังจะมีประเทศสมาชิกใหม่คือ ประเทศติมอร์เลสเต นอกเหนือจากประเทศอาเซียนทั้ง 10 แล้ว อาเซียนยังมีการขยายความร่วมมือไปอีกหลายแบบเช่น อาเซียนบวกสาม (รวมกับประเทศ จีน, ญี่ปุ่น และเกาหลี), การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (อาเซียนบวกสาม ร่วมกับ ออสเตรเลีย, อินเดีย, นิวซีแลนด์) เป็นต้น
ปัจจุบันอาเซียน มีเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก เรียกว่าอาฟต้า (AFTA : ASEAN Free Trade Area) ซึ่งได้มีการลงนามกันเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1992 ที่สิงคโปร์
แกนอภิรัฐ
สถานภาพของอาเซียนในปัจจุบัน เมื่อเทียบกับพัฒนาการของสหภาพยุโรป ถือว่าเดินมาได้เพียง 2 ขั้นเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหภาพยุโรปที่กำลังก้าวเดินไปยังขั้นที่ 6 แรกเริ่มก่อตั้งสหภาพยุโรป ต้องถือว่ากลุ่มทุนหลักๆของฝรั่งเศส, เยอรมนี และอิตาลี เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการผลักดันให้สหภาพยุโรปเดินหน้าต่อเนื่องไปได้ ท่ามกลางกระแสต่อต้านจากฝ่ายซ้ายในแต่ละประเทศสมาชิก
สำหรับในอาเซียนเอง ก็ต้องพิจารณาว่า ประเทศใดจะมีสิทธิเป็นประเทศหลักที่จะร่วมผลักดันอภิรัฐอาเซียนให้ปรากฎ เหมือนดังเช่นอภิรัฐสหภาพยุโรปได้ ซึ่งจากตารางข้างต้นจะเห็นว่าประเทศที่มีศักยภาพในการเป็นแกนอภิรัฐมีทั้งสิ้นหกประเทศ และหากสามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหภาพอาเซียนขึ้นมาได้ ก็จะสร้างกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดประชากร 479 ล้านคน และมี GDP ขนาด 774 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ซึ่งนั่นหมายความว่า อาเซียนจะมีตลาดที่มีขนาดประชากรใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก (รองจาก จีน, อินเดียและสหภาพยุโรป) นอกจากนี้ นับวันการค้าระหว่างกันของอาเซียนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะประเทศไทยเอง การค้าส่งออกไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันมีสัดส่วนเป็นอันดับ 1 ที่ร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับการส่งออกไปสหรัฐที่ร้อยละ 17 ญี่ปุ่นที่ร้อยละ 14 และ สหภาพยุโรปที่ร้อยละ 15 (ในขณะที่การนำเข้าก็ไม่แตกต่างกัน)
การเร่งเปิดเสรีให้มีการโยกย้ายแรงงานและปัจจัยการผลิต จะยิ่งเพิ่มความคล่องตัวของการค้าระหว่างกันมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจ หากจะเห็นการผลักดันอย่างเร่งร้อนจากสิงคโปร์ เพราะพวกเขาจะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อมีการรวมตัวกันของอาเซียนได้ สิงคโปร์มีกลยุทธ์ทางเลือกหลายประการที่พยายามจะหาแกนประเทศหลัก เพื่อผลักดันแผนการดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง
น่าพิจารณาว่าข้อตกลงของเทมาเส็ก ซึ่งเป็นบรรษัทวิสาหกิจการลงทุนที่เป็นแขนขาของรัฐบาลสิงคโปร์ ในการเจรจาซื้อขายกิจการชินคอร์ป ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผนงานดังกล่าว แม้ว่าจะมีปัญหากับ พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร ก็ตามที
แต่การที่มีคนอย่างนายชุมพล ณ ลำเลียง เป็นกรรมการอยู่ในบริษัทสิงคเทล บริษัทลูกของเทมาเส็ก ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่า ชุมพล ณ ลำเลียงเป็นอดีตผู้บริหารของเครือซีเมนต์ไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ย่อมเป็นการรับประกันได้ว่าแผนการของสิงคโปร์จะไม่สะดุดล้มคว่ำลง
ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่า แม้ว่าการผลักดันจะยุ่งยากและลำบากเพียงใด ก็เชื่อได้ว่าสิงคโปร์จะไม่หยุดยั้งแผนการเดินหน้าอาเซียนให้เป็นอภิรัฐอย่างแน่นอน เพราะแม้การพัฒนาประเทศเกาะร้างซึ่งไร้ทรัพยากรใดๆ ให้กลายมาเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในตลาดโลกพวกเขาก็ทำมาได้สำเร็จแล้ว.
| Attachment | Size |
|---|---|
| core_asean.jpg | 27.97 KB |
| economic_development_status.jpg | 23.63 KB |
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น


ดูลีลาสิงคโปร์ กลาโหม “สิงคโปร์” มอบเหรียญเชิดชู “พลเอกสนธิ” ขอแสดงความคารวะเจงๆ
จริงๆ โอกาสในการรวมตัว เพื่อเพิ่มพลังในการพัฒนา น่าสนใจนะครับ
แต่สิ่งสำคัญ คือ ผู้นำเราจะมีความสามารถพอหรือไม่
สำหรับเรื่องการเงินคงยากจะใช้ เพราะมีความแตกต่างของแต่ละประเทศมากเกินไป
อาจทดลองรวมกันในบางเรื่องก่อน แล้วค่อยๆขยับขยายเป็นเรื่องๆไป