จดหมายเปิดผนึกของบรรดาผู้พิพากษา ชี้ให้เห็นอะไร?
นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และโฆษก สำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้มีผู้พิพากษาจำนวนมาก ได้แสดง ความรู้สึกเห็นใจประธานศาลฎีกา และทำจดหมายเปิดผนึก 1 ฉบับ
ใจความว่า มีบุคคลให้ข่าวโจมตีประธานศาลฎีกา จนเกิดความเสื่อมเสียแก่ สถาบันศาล ทั้งที่เป็นข่าวไม่เป็นจริง ดังนั้น เพื่อเป็นการปกป้องสถาบันศาล จึงเห็นควรให้ ดำเนินคดีกับผู้ทำลายสถาบันศาล ซึ่งท้ายจดหมายดังกล่าว มีผู้พิพากษา ทั่วประเทศจำนวนมากลงนามท้ายหนังสือดังกล่าวด้วย โดย สำนักงาน ศาลยุติธรรมได้รับหนังสือดังกล่าว และจะพิจารณาดำเนินการต่อไป
ข่าวจากหนังสือพิมพ์โพสทูเดย์ อ่านเพิ่มเติมได้ตามลิ้งนี้
http://www.posttoday.com/breakingnews.php?id=185455
---------------------------------------------
ความเห็น : เรื่องนี้ สืบเนื่องจากการที่นายจรัล ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวง ยุติธรรม ได้ี่ออกมาเปิดเผยว่ามีการวิ่งเต้นจ่ายสินบนให้แก่ ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรคไทยรักไทยคนละ ๓๐ ล้านบาท
ในเวลานั้น นายสราวุธ เบญจกุล ได้ออกมาร้องท้าทายด้วยความไม่พอใจ อย่างรุนแรง ว่าเป็นการใส่ร้ายโดยไม่มีมูลความจริง พร้อมกันนั้น ศาลยุติธรรม ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สังกัดและขึ้นต่อกระทรวง ยุติธรรม ได้เรียกตัว เจ้าหน้าที่ของศาลหลายคน ที่ส่งไปช่วยงานที่กระทรวง ยุติธรรม จำนวนหนึ่งกลับทันที
เรื่องนี้ ทำให้สังคมไทย ได้เห็นได้ว่า มีความขัดแย้งและความไม่พอใจ อย่างรุนแรง ระหว่างผู้ใหญ่ของศาลยุติธรมและผู้ใหญ่ของกระทรวงยุติธรรม เพราะถ้าความไม่พอใจ ไม่มากถึงขนาด ปกติจะไม่ทำกัน ถึงขนาดนี้
แต่ที่สังคมไทยไม่รู้ คือ ทำไมจึงไม่พอใจมากถึงขนาดหักหน้ากันได้ ถึงขนาดนั้น?
ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้ง ได้สรุปผลและแถลง ข่าวว่า มีการวิ่งเต้นจ่ายสินบนแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรค จริง
และตุลาการฯที่ได้รับการติดต่อวิ่งเต้นได้รายงานเรื่องนี้ ตั้งแต่เดือน
พฤษจิกายน ที่ผ่านมาแล้ว
สังคมไทย จึงตั้งคำถามว่า เมื่อมีการรายงาน ทำไมจึงไม่มีการดำเนินการใดๆ เช่น ตั้งคณะกรรมการสอบสอน หรือตั้งเรื่องดำเนินคดีกับผู้วิ่งเต้น เนื่องจาก การวิ่งเต้นติดสินบนผู้พิพากษานี้ แม้ไม่มีการรับและจ่ายสินบนกัน ก็เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน
คำถามนี้ ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีคำตอบออกมาจากผู้รับผิดชอบ
เมื่อการให้และรับสินบน เป็นการที่ทั้งคนให้และ คนรับ รู้ดีว่าเป็นการทำ ผิดกฎหมาย เป็นอาญาแผ่นดิน ดังนั้น จึงต้องทำอย่างเป็นความลับ ในที่ซึ่งไม่มีคนรู้เห็น ซึ่งกรณีที่ว่า ควรต้องรอให้คณะกรรมการสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่สืบสวน จึงจะรู้แน่ว่า เรื่องจริงเป็นอย่างไร
การที่ นายสราวุธ(คนเดิม) ได้ออกมาแถลงข่าวข้างต้น ทำให้เกิดคำถามว่า บรรดาผู้พิพากษาที่เป็นคนยกร่างและลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ดังกล่าว รู้ได้อย่างไรว่า เรื่องที่มีการกล่าวหาอยู่นั้น ไม่เป็นความจริง ในเมื่อบรรดา ผู้พิพากษาทุกคนก็เป็นคนนอกที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เช่นเดียวกับ ประชาชนคนอื่นๆ
เมื่อบรรดาผู้พิพากษาที่ลงชื่อ ไม่รู้ว่า "ความจริง"ของเรื่องนี้ ว่าเป็นอย่างไร
ดังนี้ ท่านกล้าไปรับรองความจริงที่ท่านไม่รู้ ได้อย่างไร?
ท่านกล้าไปกล่าวหาผู้อื่นว่า เป็นการให้ข่าวที่ไม่เป็นจริง ได้อย่างไร?
ท่านกล้าไปเสนอให้ดำเนินคดีกับผู้อื่น ว่าเป็นผู้ทำลายศาลได้อย่างไร?
นี่ เป็นการใช้ความเชื่อและอคติ แทนการใช้พยานหลักฐานที่แท้จริง ใช่หรือไม่?
นี่เป็นการเคลื่อนไหว แบบกินปูนร้อนท้องของผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำ ความผิด ใช่หรือไม่?
การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เป็นการปลุกสังคมไทย ให้ตื่นขึ้น เห็นความจริง
ว่า ผู้พิพากษา ก็เป็นประชาชนธรรมดา เป็นมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่ง
ไม่ใช่เทวดาที่ไหน แน่นอนว่า กรอบของผู้พิพากษา ย่อมแตกต่างจาก ประชาชน กลุ่มอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมให้แก่
ประชาชนที่พิพาทกันเป็นคดีความ แต่กรอบที่ว่า ทำให้ผู้พิพากษา เป็นคนดี
มีศีลธรรม มีจริยธรรม มีคุณธรรมสูงกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ จริงหรือ?
การโฆษณาความเชื่อที่ว่า คนที่เป็นผู้พิพากษา มีจริยธรรม มีศีลธรรม หรือมีคุณธรรม สูงส่งกว่าประชนกลุ่มอื่น จึงควรต้องมีอภิสิทธิ์ ในการมีอำนาจ หน้าที่ มากกว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ จึงเป็นแค่เรื่องลวงโลก อีกเรื่องหนึ่ง
ดูเรื่อง ตุลาการวิบัติ ที่เกี่ยวกับเรื่องบทบาทของตุลาการ เพิ่มเติม ได้ที่นี่
http://palawat.com/article/20070629/40
| Attachment | Size |
|---|---|
| สราวุธ1.jpg | 47.61 KB |


ศรศิลป์
ลึกๆ แล้ว
กับหลายกรณีที่ผ่านมาผนวกกับกรณีล่าสุด
บ่งชี้ว่ากำลังจะมีการกวาดล้างขั้นแตกหักในกระทรวงยุติธรรม???
เพื่อปูทางไปสู่การดำเนินคดีบดขยี้ฝ่ายทักกี้อย่างเป็นเอกภาพ
โอ้ แนวรบของ "ศึกสองอัศวิน" นี้
ช่างแผ่ขยายไปทั่วทุกองคาพยพของสังคมไทยจริงๆ
ดูท่าจะไม่อนุญาตให้บุคคลหรือกลุ่มใดดำรงอยู่แบบ "เป็นกลาง" ได้เลย
ช่างน่าอนาถนัก
หรือว่าบรรดา "สอง-สาม-สี่ไม่เอา" จะหารูอยู่ไม่ได้เสียแล้ว!!!
ได้ฟังเรื่องราวใน DSI ก็สนุกสุดๆ ไม่แพ้ในแวดวงศาล
สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร
มันจะอะไรกันนักหนานะ ถ้าเป็นอย่างที่คุณ ศรศิลป์ กล่าวมา
เพื่อทำลายคนๆเดียว คนๆนี้น่ากลัวกับพวกเขาขนาดนั้นเลยเหรอ
ทำไมพวกเขาถึงต้องพยายามกำจัดแบบบดขยี้ทักกี้แบบเป็นเอกภาพ???
ศรศิลป์
คุณ cottonMania ที่รัก
เป็นธรรมชาติของ Status Quo
ที่ต้องจัดการกับผู้ท้าทาย "ระเบียบเก่า"
และความพยายามใดๆ ในการสร้าง "ระเบียบใหม่"
ที่น่าขบขันคือ
มีผู้ให้คำนิยามว่า "ขบวนทักกี้" คือ "อำนาจเก่า"
ซึ่งก็อาจไม่ผิด
แต่เป็นการให้ความจริงแค่เพียงเศษเสี้ยว
ซึ่งก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการมดเท็จ
เพราะแท้จริงนั้น หากนับตามอาวุโสอย่างเคร่งครัด
หาก "ขบวนทักกี้" เป็นอำนาจเก่าที่มีอายุ 6 ปี
คมช. หัวขบวนอำมาตยานั้นก็เป็น "อำนาจเก่ากว่า"
เนื่องจากมีอายุสิริรวม 75 ปี
(เนื่องจากขบวนอำมาตยาสมัยใหม่ซึ่งแตกต่างจากขุนนางแบบเดิม
ได้โค่นล้มและยึดอำนาจจาก "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" เมื่อปี 2475)
และ "พลังจารีตนิยม" ที่เป็นทรากของระบอบที่ถูกโค่นล้มไป
ก็นับเป็น "อำนาจเก่าที่สุด"