เอแบคโพลล์ระบุตำรวจถูกการเมืองครอบงำกว่าร้อยละ 87.1
เอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ พบประชาชน ระบุตำรวจตกใต้การครอบงำของนักการเมืองกว่าร้อยละ 87.1
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบค นวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลวิจัยเรื่อง "ความคิด เห็นของประชาชนต่อการปฏิรูปโครงสร้าง ตำรวจ” จากตัวอย่างที่ศึกษา ทั้งสิ้น 8,613 ตัวอย่าง ระยะเวลาการดำเนินโครงการระหว่าง มกราคม - กรกฎาคม 2550
ผลการสำรวจทรรศนะคติในเชิงลบของประชาชนต่อการทำงานของ เจ้าหน้าที่ตำรวจพบ ว่าร้อยละ 87.1 ระบุ ตำรวจมักจะตกอยู่ภายใต้ การครอบงำของบรรดานักการเมืองที่มีอำนาจ ในขณะที่ร้อยละ 77.3 ระบุตำรวจเลือกปฏิบัติกับประชาชน , ร้อยละ 72.1 ระบุตำรวจรีดไถ เรียกรับผลประโยชน์ และร้อยละ 67.5 ระบุตำรวจมีการวิ่งเต้นซื้อขาย ตำแหน่งกัน
สำหรับทัศนคติในเชิงลบจากประชาชนผู้มีประสบการณ์ตรงกับงาน
ตำรวจระดับสถานี ใน 24 จังหวัดของประเทศ ผลสำรวจพบว่า ตัวอย่าง
ร้อยละ 33.0 ระบุไม่ค่อยยิ้มแย้มแจ่มใส , ร้อยละ 23.8 ระบุจำนวน เจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่ไม่เพียงพอ , ร้อยละ23.7 ระบุตำรวจ ขาดวัสดุ อุปกรณ์ที่ทันสมัย , ร้อยละ 16.2 ระบุเจ้าหน้าที่พูดจาคุกคาม ข่มขู่ , ร้อยละ 15.8 ระบุประพฤติตัว ไม่เหมาะสม เช่น ดื่มสุรา เล่นการ พนัน , ร้อยละ 10.8 ระบุมีการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนผู้มา ติดต่อและร้อยละ 8.2 ระบุมีการซ้อมผู้ต้องหา
ส่วนผลการสำรวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ เกี่ยวกับปัญหาในการ ปฏิบัติงานร่วมกับผู้บังคับบัญชา พบว่าร้อยละ 57.5 ระบุมีการวิ่งเต้นมอบผลประโยชน์ให้ผู้บังคับ บัญชาเพื่อแลกเปลี่ยนกับ ตำแหน่งหน้าที่และความอยู่รอด รองลงมาคือร้อยละ 57.3 ระบุ มีผู้ บังคับบัญชามากเกินไป , ร้อยละ 55.1 ระบุผู้บังคับบัญชาเลือกปฏิบัติ , ร้อยละ 47.9 ระบุถูกมอบ หมายงานที่มากเกินไป และร้อยละ 43.2 ระบุต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้กับผู้บังคับบัญชา
สำหรับปัญหาด้านการบริหารจัดการในหน่วยงานของตำรวจนั้น ผลการ สำรวจพบว่า ร้อย ละ 98.4 ระบุขาดเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยและ มีประสิทธิภาพ รองลงมาคือร้อยละ 95.8 ระบุงบ ประมาณไม่เพียงพอ , ร้อยละ 94.6 ระบุการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลและหน่วยงานอื่น ของรัฐ ให้กับตำรวจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในการทำงาน , ร้อยละ 92.6 ระบุปัญหาเรื่องเงิน เดือนไม่สอดคล้องกับค่าใช้จ่ายจริง และ ร้อยละ 87.9 ระบุจำนวนคนไม่เพียงพอกับปริมาณงาน
นอกจากนี้ เมื่อสอบถามถึงปัญหาในการอำนวยความยุติธรรมให้กับ ประชาชนนั้น ผล การสำรวจพบว่า ร้อยละ 77.6 ระบุประชาชนมอง ภาพลักษณ์ของตำรวจในด้านลบเกินความเป็นจริง รองลงมาคือร้อยละ 77.5 ระบุ ประชาชนคาดหวังสูงจากการทำงานของตำรวจเกินขีด ความสามารถ ที่แท้จริงของตำรวจ ร้อยละ 75.0 ระบุไม่ได้รับความ ร่วมมือจากพยาน ร้อยละ 71.2 ระบุมีข้อจำกัด ด้านระเบียบราชการ และร้อยละ 69.5 ระบุขั้นตอนกฎหมายยุ่งยากเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ตามลำดับ
ประเด็นสำคัญที่น่าพิจารณาคือความคิดเห็นของตำรวจที่มีต่อประเด็น สำคัญที่ต้องการ ให้มีการปฏิรูปโดยเร่งด่วน ที่พบว่าร้อยละ 95.5 ระบุการ ปรับเพิ่มค่าตอบแทนตำรวจชั้นประทวนอย่างต่อเนื่อง รองลงมาคือร้อยละ 82.2 ระบุการปรับเพิ่มค่าตอบแทนพนักงานสอบสวน ให้เทียบเท่าหรือ ใกล้เคียงพนักงานอัยการ ศาล ร้อยละ 79.7 ระบุการปรับ องค์กรภายใน ตร. เพื่อให้สอด คล้องกับภารกิจ/ สถานการณ์ปัจจุบัน มากขึ้น เช่น หน่วยงานดูแลอาชญากรรมข้ามชาติ หน่วยงานดูแล อาชญากรรมแนวดิ่ง (ตึกสูง) ร้อยละ 77.4 ระบุการปรับระบบคุณธรรม และจริยธรรม เช่นการ เพิ่มโทษทางวินัย การเร่งรัดกำกับดูแลตำรวจ ด้านคุณธรรมจริยธรรม และร้อยละ 75.3 ระบุการปรับ ระบบการคัดเลือก บุคคลเข้ามาเป็นตำรวจ ชั้นประทวน (ประเด็นปรับ รร.นพต.) เช่นปรับให้ เรียนพล ตำรวจ 2 ปี ให้อนุปริญญา
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประจำวันกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : 25 สิงหาคม พ.ศ. 2550
http://www.bangkokbiznews.com/2007/08/25/WW10_WW10_news.php?newsid=91319
-------------------------------------------------------------------------------------
ความเห็น
สถาบันตำรวจ เป็นต้นทางของกระบวนการยุติธรรม เปรียบดั่งเป็นต้น กระแสน้ำ ถ้าต้นน้ำเต็มไปด้วยขยะที่สกปรก เน่าและมีกลิ่นเหม็น สายน้ำ
ส่วนที่ถัดๆมา ไม่ว่าจะเป็นอัยการ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา
จะสะอาดเพียงใด ก็ย่อมจะได้รับขยะที่สกปรก เน่าและมีกลิ่นเหม็นมาด้วย
กระบวนการยุติธรรม ทั้งสายย่อมจะเศร้าหมองและเต็มไปด้วยมลทิน ไม่อาจเป็นที่พึ่งของประชาชนส่วนใหญ่ได้
ตำรวจเป็นหน่วยงานที่ใหญ่โต มีกำลังพลรวมกันประมาณ ๓ แสนคน
กระจายคุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ เป็นกลไกของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดประชาชน มากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง เป็นกองกำลังติดอาวุธที่แสดงภาพความเป็นรัฐ
ที่ประชาชนสัมผัสได้ชัดเจนที่สุด สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน จะได้รับการปกป้องคุ้มครองเพียงใด อยู่ที่การปฏิบัติตัวของตำรวจ ต่อประชาชนเป็นสำคัญ
สังคมไทยมีการพูดถึงปัญหาของตำรวจและเรียกร้องให้ปฏิรูปใหญ่ ตำรวจมาช้านานแล้ว ปัญหาที่เอแบคโพลล์สำรวจมาไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่
แต่เป็นเรื่องที่สังคมไทย รู้ พูดคุยและโต้เถียงกันมามากแล้ว ผลสำรวจ
เพียงยืนยันความจริงข้อหนึ่ง คือ สถาบันตำรวจยังคงมีปัญหาอยู่ ทั้งปัญหาที่มีนั้น หนักหนาสาหัสจนเกินระดับวิกฤติไปแล้ว
ช่วงเวลา ๕ ปีของรัฐบาลทักษิณและไทยรักไทย ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ เข้มแข็ง มีเสถียรภาพที่สุด เป็นรัฐบาลที่อ้างกันว่าก้าวหน้าและทันสมัย
และมีนายกฯเป็นอดีตตำรวจ อ้างกันว่าเข้าใจปัญหาตำรวจดีที่สุด แต่กลับไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างและแก้ปัญหาสำคัญๆของตำรวจเลย ล่วงมาจนมาถึงรัฐบาลสุรยุทย์ แม้ว่าจะมีความริเริ่มใหม่ๆ ที่จะปฏิรูป ตำรวจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับแรงต้าน ก็กลับถอยกรูด ไปไม่ถึงไหนเช่นกัน
ฤา ต้องให้ประชาชนล้างบางอำนาจเผด็จการของพวกอภิสิทธิ์ชน เสียก่อน จึงจะสามารถปฏิรูปตำรวจให้เล็ก สะอาด ทันสมัย เป็นมืออาชีพ เป็นสถาบันที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของประชาชนและ รู้จักเคารพรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง
ไท


ศรศิลป์
ในสองสมัยของรัฐบาล "ทักกี้"
นอกจากไม่ปฏิรูปองค์กรตำรวจไทยแล้ว
ยังไม่มีท่าทีแม้แต่น้อย
ที่จะกระจายและโอนอำนาจรัฐส่วนนี้เข้าไปอยู่ในมือขององค์กรท้องถิ่น
ทั้งๆ ที่องค์กรท้องถิ่นเริ่มตั้งมั่นและขับเคลื่อนไปแล้ว
ส่อชัดถึงทรรศนะของอภิชนกลุ่มทุนขบวนทักกี้
ว่ามิได้มีจุดยืนที่แตกต่างจากขบวนจารีตและอำมาตยาแต่อย่างใด
ในการใช้องค์กรตำรวจเป็นส่วนหนึ่งของ "กำปั้นเหล็ก" อำนาจรัฐแบบรวมศูนย์
ที่ใช้จัดการกับทุกฝ่ายทุกกลุ่มที่ท้าทายอำนาจปกครองของพวกเขา
น่าหัวร่อ
ที่ยังมีผู้หวังลมๆ แล้งๆ พยายาม "ฟอกถ่าน" ว่าขบวนกลุ่มทุนทักกี้
คือ "ความหวัง" ของประชาธิปไตยของปวงประชามหาชน
ฤาจะเป็นเพราะไร้เดียงสาจนมองไม่ออกว่า
หากขบวนกลุ่มทุนทักกี้สามารถฝ่าฟันเอาชนะกระแสต่อต้าน
ของแนวร่วมระหว่าง "พันธมิตรลิ้มกู้ชาติ" กับขบวนจารีต+อำมาตยา
ทักกี้ก็คงใช้ "กำปั้นเหล็ก" จากองค์กรตำรวจนี้
จัดการศัตรูทางการเมืองในนามของกฏหมาย
และหากขบวนประชาชนอื่นๆ กล้าลุกขึ้นท้าทายพวกเขาในโอกาสต่อไป
ขบวนกลุ่มทุนทักกี้มีหรือที่จะใช้ "กำปั้นเหล็ก" นี้
มาเพียงลูบหัวลูบหลังขบวนประชาชนด้วยความเมตตาปราณี
ภารกิจของขบวนประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจึงไม่เพียงแค่
กวาดล้างทรากขยะโบราณอันพ้นสมัยของขบวนจารีตและอำมาตยา
หากแต่ยังต้องสำรวจและปฏิรูปองค์กรพ้นสมัยทั้งปวงในสังคม
เพื่อประกันสิทธิเสรีภาพและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของประชาชน
ต้องดำเนินการแปรเปลี่ยนองค์กรตำรวจให้อยู่ในการควบคุมดูแลของประชาชน
ผ่านสภาและองค์กรท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งทุกระดับ
ยุติยุคสมัยของ "การเป็นองค์กรเพื่อตนเองและหมู่คณะ"
เข้าสู่การเป็นองค์กรเพื่อปวงประชามหาชนอย่างแท้จริง