สถานการณ์ประเทศไทยอยู่ ณ ทางแยก

tags:

อากิร่า ซูเอฮิโร่ นักวิชาการชื่อดังชาวญี่ปุ่น มองสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมของประเทศไทยว่า ตอนนี้กำลังอยู่ ณ ทางแยก (at a crossroad) โดยชี้ว่านักวิเคราะห์ไม่ควรมองสถานการณ์ด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องมองจากมุมมองทางด้านสังคมด้วย ซึ่งข้อมูลหลายๆ ด้านพบว่า ประเทศไทยกำลังพัฒนาตามสายโซ่โลกาภิวัฒน์ ไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น

พร้อมทั้งอธิบายสาเหตุที่รัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหาร และมองว่าสังคมไทยกำลังพิจารณาทางเลือกสองทิศทางว่าจะเดินไปทางใด ระหว่าง การปฏิรูปประเทศตามรูปแบบทักษิณ หรือ รูปแบบทางเลือกเช่นเศรษฐกิจพอเพียง ในขณะที่แรงบีบเค้นจากโลกาภิวัฒน์และข้อจำกัดทางสังคมเอง เช่นการเสื่อมสลายของสถาบันครอบครัว และภาวะเศรษฐกิจผู้สูงอายุ รวมไปถึงการที่ภาวะเศรษฐกิจต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานราคาถูกกำลังถึงจุดท้าทายขึ้นทุกขณะ



ภาพบรรยากาศการสัมมนา

นักวิชาการชื่อดังชาวญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ อากิร่า ซูเอฮิโร่ จากสถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "Capital Accumulation in Thailand 1855 - 1985" อันกลายเป็นหนังสือประกอบการเรียนมาตรฐานของหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งได้ผ่านการค้นคว้าวิจัยเอกสารต้นฉบับ และงานวิจัยของนักวิชาการชาวไทยหลายคนอย่างลึกซึ้ง ที่สร้างความเข้าใจพื้นฐานของการสะสมทุนไทยในช่วงปี ค.ศ. 1855 - 1985 ให้กับวงการวิชาการไทย

งานสัมมนาครั้งนี้ ถูกจัดขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2550 ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 อาคาร วิศิษฐ์ - ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อ "จะทำความเข้าใจสังคมไทยร่วมสมัยและระบอบทักษิณกันอย่างไร?" โดยมี ร.ศ. สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ได้เป็นผู้กล่าวคำแนะนำประวัติของ ศาสตราจารย์ ซูเอฮิโร่

อย่ามองแค่การเมือง

ศ. ซูเอฮิโร่ ได้เริ่มต้นนิยามการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันสมัย ว่าประกอบไปด้วยการพัฒนาสามด้าน

  • ด้านการเมือง : ต้องเป็นประชาธิปไตย เมื่อพิจารณาประเทศไทย จะเห็นว่าอยู่ท่ามกลางทางเลือกระหว่าง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือ ระบอบทักษิณ (นายกรัฐมนตรีที่มีการนำอย่างเข้มแข็ง) หรือระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยพระมหากษัตริย์
  • ด้านเศรษฐกิจ : ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม และมีการเติบโต ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีการขยายขนาดเศรษฐกิจ (เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง) แต่ก็มีช่องว่างระหว่างรายได้ของประชากรอย่างมาก
  • ด้านสังคม : ต้องมีการพัฒนาสังคมให้ทันสมัยขึ้น สำหรับประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบวิถีชีวิตในด้านต่างๆ และโครงสร้างทางสังคมอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้เขายังเสนอให้สื่อมวลชนหรือผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง อย่าได้ให้ความสนใจการวิเคราะห์ทางการเมืองมากเกินไป จนลืมมองปัจจัยด้านอื่นในสังคม เช่นรูปแบบเศรษฐกิจในสังคม มีสองรูปแบบ คือ เศรษฐกิจเน้นการบริโภค โดยเขาได้ยกตัวอย่างของร้าน สตาร์บัคส์ ที่มีราคาสินค้าที่ค่อนข้างแพง รวมถึงห้างสรรพสินค้า Esplanade ที่ถนนรัชดาภิเษก ที่มีอาหารญี่ปุ่นราคาถึง 230 บาท ในขณะที่เขาสามารถซื้อกินที่ร้านสหกรณ์ในประเทศญี่ปุ่นได้ในราคาไม่เกิน 100 บาท โดยเขาได้ตั้งคำถามว่า "มีใครกินอาหารราคาแพงแบบนี้ เขาไม่เข้าใจ"



ข้อมูลดัชนีทางสังคมของไทยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น (based on GDP (PPP) ของญี่ปุ่นที่โตกว่าไทย 11 เท่า)

ในอีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจพอเพียง โดยเขาได้ยกตัวอย่างหมู่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งดูเหมือนว่าโครงการที่นี่จะประสบความสำเร็จและมีรูปแบบทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

สัญญาณที่แสดงว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนา

ซูเอฮิโร่ ได้เสนอให้พิจารณาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 6 ประการ ดังต่อไปนี้

  • ประเทศไทยมีการปรับปรุงด้านอุตสาหกรรมไปมาก ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรม (semi-industrialized) และมีรายได้ขนาดปานกลาง (mid-income) โดยดูจากการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมจากขนาดเบาเป็นอุตสาหกรรมขนาดหนักและทำรายได้ราว 40% ของ GDP, โครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนจากภาคเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม, โครงสร้างการส่งออกเปลี่ยนจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนตร์ และเคมีภัณฑ์
  • สังคมไทยเข้าสู่สังคมการบริโภค : ศ. ซูเอฮิโร่ได้ชี้ให้ดูดัชนีหลายตัวเช่น อัตราการบริโภคเบียร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และไล่กวดอัตราการบริโภคเบียร์ของสังคมญี่ปุ่น, จำนวนสาขาของ 7-11 ที่อยู่อันดับ 4 ของโลกเป็นต้น
  • สังคมไทยเริ่มมีความก้าวหน้าของไอที : ซึ่งดูได้จากอัตราการแพร่กระจายโทรศัพท์มือถือของประชาชนที่ 42% ทั่วประเทศ, 64% ในกรุงเทพฯ และ 32% ในภาคอิสาน, การเริ่มโปรโมทแนวคิด "รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์" ในสมัยรัฐบาลทักษิณ, นอกจากนี้ สังคมวัยรุ่นที่ไม่เฉพาะที่ประเทศไทย เริ่มมีการแพร่กระจายของวัฒนธรรมแบบข้ามชาติไปมา เช่นวัยรุ่นเอเชีย นิยมฟังเพลง ทาทายัง, อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น และดูหนังเกาหลี เหมือนๆ กัน เป็นต้น
  • สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ : ดูได้จากอายุขัยของประชากรที่เปลี่ยนจากอายุ 59 ในปี 1964 เป็น 76 เมื่อปี 2004, การลดอัตราการมีบุตรลงเหลือร้อยละ 1.7 ในปี 2004 (เทียบกับ 1.3 ในญี่ปุ่นและ 1.2 ในเกาหลี), เริ่มเข้าสู่ประชากรผู้สูงวัย (ประชากรอายุ 65 ปี มีร้อยละ 7% ของประชากรทั้งหมด) ; ซึ่งประเด็นนี้นำมาถึงการลดประสิทธิภาพผลผลิต, ต้นทุนการดูแลผู้สูงอายุที่สูงขึ้น, สภาพครอบครัวที่แตกสลาย (เนื่องจากวัยรุ่นจะอพยพจากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพฯ) อัตราประชากรผู้สูงอายุในต่างจังหวัดจะมีขนาดมากกว่าในกรุงเทพฯ
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านสุขภาพของคนในสังคม : เริ่มมีโรคที่คนในสังคมอุตสาหกรรมเป็นกันเช่น โรคมะเร็ง, โรคเบาหวาน, โรคหัวใจ, ฯลฯ ในขณะที่ก็ยังมีโรคของสังคมก่อนอุตสาหกรรม คือโรคระบาด (คือ HIV , จากเมื่อก่อนจะมีโรคมาเลเรีย), และมีโรคของสังคมผู้สูงอายุ ผสมๆกันด้วย
  • สังคมไทยเริ่มมีความเครียดสูงขึ้น : ดูได้จากอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มสูงขึ้น, อัตราการป่วยเป็นมะเร็งของประชากรมากขึ้น และอัตราการเพิ่มขึ้นของอาชญากรรมในเยาวชน

ความเสี่ยงของสังคมไทยยุคหลังทักษิณ และทางเลือก

สังคมไทยมีความเสี่ยงหลายด้านด้วยกัน คือ

  1. ข้อจำกัดเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงาน (labor intensive industry) ที่จะเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ทั้จากค่าแรงที่สูงขึ้น พร้อมทั้งค่าเงินบาทที่จะมีแนวโน้มการแข็งค่าขึ้น, โดยที่มีการแข่งขันจากจีน และอินเดีย ในขณะที่ไม่มีการพัฒนาผลิตภาพด้านแรงงาน (ไทยมีอัตราการพัฒนาผลิตภาพแรงงานต่ำสุด แม้เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในอาเซียนด้วยกัน)
  2. เศรษฐกิจไทย พึ่งพาเงินลงทุนโดยตรง (FDI) มากเกินไป แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะยังลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนตร์ต่อไปอีก 3 ปี แต่พวกเขาก็เริ่มมองประเทศทางเลือกเช่น จีน , อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งการลดลงของเงินลงทุนเหล่านี้จะทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง
  3. เศรษฐกิจไทยจะเผชิญปัญหาจากสังคมผู้สูงอายุอีกโสตหนึ่งด้วย เนื่องมาจากแรงงานวัยรุ่นที่ลดลง ในขณะที่สังคมจำเป็นต้องมีการประกันสุขภาพต่อผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ครอบครัวของคนต่างจังหวัด ก็เริ่มเสี่ยงต่อการแตกสลาย เพราะการอพยพเข้ามาทำงานในกรุงเทพของคนต่างจังหวัด ทำให้ไม่มีการดูแลบิดา-มารดาที่สูงอายุขึ้น ซึ่งยังคงถูกทิ้งไว้ในต่างจังหวัด
  4. ความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ และโลกาภิวัฒน์ : ปัญหา ณ ตอนนี้ของระบบเศรษฐกิจโลก อยู่ที่ ธนาคารกลางของเอเชีย โดยเฉพาะจีนสนับสนุนทางอ้อมในการบริโภคของสหรัฐฯ (เฉพาะจีน ได้ซื้อพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นจำนวนถึง 33 พันล้านเหรียญสหรัฐ ต่อเดือน) เนื่องจากจำเป็นต้องอุดหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (เพื่อมาทำให้ค่าเงินของตนไม่แข็งเกินไป เพื่อสนับสนุนการส่งออก) แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประสบปัญหา ก็จะส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจจีน และจะส่งผลกระทบลามไปถึงเศรษฐกิจเอเชีย และไทยในที่สุด

ศ. ซูเอฮิโร ได้สรุปทิศทางของประเทศไทยว่า ณ ตอนนี้ เปรียบเสมือนอยู่บนทางแยกระหว่างสองเส้นทางคือ การปฏิรูปประเทศเหมือนแนวทางของรัฐบาลทักษิณ โดยจะต้องสนับสนุนการปฏิรูปตลาดทุน, สถาบันการเงิน, โครงสร้างงบประมาณ, ข้าราชการ และความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรม



หรือ อีกเส้นทางหนึ่งคือใช้กระแสรองเช่น เศรษฐกิจพอเพียง โดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ ให้เหมือนกับประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว โดยเขาได้ยกตัวอย่างโครงการที่บ้านคีรีวง

แต่เขาก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เช่นกัน ว่าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงนั้นก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จไปเสียทั้งหมด ที่สำคัญวัยรุ่นและประชากรอายุเยาว์ของไทย คุ้นเคยกับวัฒนธรรมแบบข้ามชาติ และเศรษฐกิจที่เน้นการบริโภค พวกเขาจะคิดเหมือนที่เหล่าผู้ใหญ่ที่ปกครองประเทศต้องการให้เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียง หรือไม่นั้นยังคงเป็นคำถามที่น่าสนใจ.

AttachmentSize
IMG_4444.jpg50.01 KB
IMG_4445.jpg47.67 KB
IMG_4441.png213.49 KB

คุณกานต์ขยันจัง

ผมชอบเขา แม้ว่าจะไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น

แต่มุมมองที่เฉียบคม คือ อย่ามองแต่การเมือง ให้มองสังคมด้วย
"โดยชี้ว่านักวิเคราะห์ไม่ควรมองสถานการณ์ด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องมองจากมุมมองทางด้านสังคมด้วย"

แต่ "การปฏิรูปประเทศ ตามรูปแบบทักษิณ" อันนี้ น่ากลัวจะเป็นปัญหา ยี่ห้อพังไปแล้ว
น่าจะใช้แค่ "การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัย" แทน

ที่สำคัญ สังคมอเมริกา เน้นการบริโภคได้ เพราะมีสินค้าของตัวเอง เช่น McDonald star buck

แต่ของไทย เน้นบริโภค แต่เป็นสินค้าของคนอื่น อันนี้แตกต่างนะครับ หากเราเชื่อตามเขาจะมีปัญหา

ผมไม่ได้ต่อต้าน Mc หรือ sb
เพียงแต่ว่า การบอกว่าสังคมขับเคลื่อนด้วยการบริโภคนั้นผิดพลาด
หากเราบริโภค Mc หรือ Sb

เราต้องผลิตสิ่งอื่นมาทดแทน เราต้องไม่เป็นหนี้ (อเมริกาเป็นหนี้ได้ เพราะลักษณะพิเศษบางประการ)เช่น เราบริโภค Mc แต่เราชดเชยด้วยการสร้างรายได้ผ่าน spa ท่องเที่ยว หรืออุตสาหกรรมการเกษตร หรืออาจจะเป็น...

ความเจริญของประเทศ ไม่ควรวัดที่การบริโภค แต่ควรวัดที่
"คุณภาพของสินค้า" หากเป็นสินค้าค่าแรงราคาถูก เหมือนในอดีต ย่อมชี้วัดว่าด้อยพัฒนา
แต่หากเป็นสินค้าที่มี margin สูง มี Brand ย่อมชี้วัดว่า เรามาถูกทางแล้ว

ขอแย้งแค่นี้ แต่โดยภาพรวมเห็นด้วย

ผมเห็นพูดเรื่องผู้สูงอายุเยอะมาก เป็นเรื่องน่าสนใจและไม่ค่อยมีคนพูดถึงกันสักเท่าไรเลย

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้