กลุ่มทุนใหญ่ "ซีพี" ขยับหมากอีกก้าว รุกคืบสยายปีกควบคุมภาคเกษตรกรรม
หลังจากการค่อยๆ สยายปีกรุกคืบ
วางจิ๊กซอร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าหลายทศวรรษในภาคเกษตรกรรมไทย
โดยควบคุมการปศุสัตว์ที่สำคัญหลายแขนงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
อาทิ การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงหมู
ก็เริ่มขยายบริบทการควบคุมเข้าสู่ธัญพืชหลักของชาติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จดสิทธิบัตร
การตั้งโรงสีข้าวไฮเทคขนาดยักษ์ระดับหมื่นเกวียนต่อปีเมื่อหลายปีก่อน
การเข้าทดลองการปลูกข้าวแบบเกษตรอุตสาหกรรมในกัมพูชา
การเข้าร่วมการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราใหม่ในทุกภาคด้วยโครงการกล้ายาง
มาบัดนี้ กลุ่มทุนใหญ่ "ซีพี"
(ซึ่งยังคงผนึกแนบแน่นเป็นส่วนหนึ่งของ "ขบวนสหพันธ์กลุ่มทุนทักกี้"
โดยประกาศท่าทีทางการเมืองชัดเจนหลังผลประชามติ 19 สิงหา
ด้วยการส่งที่ปรึกษาใหญ่ทางการเมืองของบอสใหญ่ "นายสมัคร สุนทรเวศ"
เข้านั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศตัวเป็นนอมินีทักกี้)
ได้ประกาศการขยับตัวครั้งใหญ่ทางยุทธศาสตร์อีกครั้งในภาคเกษตรกรรมไทย
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น Road Map (แผนที่ทางยุทธศาสตร์แต่ละขั้น)
โดยมีรายละเอียดขั้นต้นดังต่อไปนี้
นายมนตรี คงตระกูลเทียน
ประธาน คณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร
กล่าวว่า กลุ่มพืชครบวงจรจะขยายธุรกิจออกไปใน 3 พืชใหญ่คือ
ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน
ในกลุ่มของข้าวนั้น
"เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์" ได้ทำโครงการศูนย์ข้าวขึ้นมา
เพื่อบริหาร การจัดหากล้า ดำนา และเกี่ยวข้าวให้กับเกษตรกร
โดยใช้พันธุ์ของซีพี 304 และ ซีพี 305
ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1.2-1.5 พันกิโลกรัมต่อไร่
จากที่เกษตรกรปลูกได้เพียง 450 กิโลกรัมต่อไร่ เท่านั้น
ทั้งนี้ เกษตรกรจะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 4 พันบาท
จากที่ลงทุนเองจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันบาท แต่ผลผลิตน้อยกว่าครึ่ง
ซึ่งโครงการนี้ ปัจจุบันเพิ่งเริ่มทำแห่งเดียวคือ จ.กำแพงเพชร
และมีเกษตรกรสนใจมากขึ้น
ดังนั้น ปีหน้ามีนโยบายจะขยายไป 14 จังหวัด
แต่ต้องเป็น "พื้นที่ในเขตชลประทาน"
“ผลผลิตที่ได้ ซี.พี.จะเข้าไปซื้อคืน
โดยบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด
ในราคาประกัน เพื่อนำไปแปรรูปและส่งออก
ซึ่งโครงการนี้มีนักการเมืองหลายคนมาติดต่อว่า
จะนำไปใช้เป็นโครงการประชานิยม
ซึ่งเราก็ยินดีสนับสนุน” นายมนตรี กล่าว
สำหรับยางพารา ถือว่าเป็นพืชที่มีอนาคต
เพราะจีนและอินเดีย รวมทั้งอีกหลายประเทศกำลังต้องการมาก
รวมทั้งราคาน้ำมัน ที่ไม่มีวันถูกลงทำให้ยางสังเคราะห์จะแพงขึ้นด้วย
จึงเชื่อว่ายางจะไม่มีโอกาสต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม
ดังนั้น นอกจากโครงการยาง 1 ล้านไร่แล้ว
ยังจะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว
รวมทั้งการขยายไปสู่การผลิตกล้ายางปลอดโรค
และอีก 3-4 ปี จะทำโรงรมควัน
เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ
มาทำเป็นยางแผ่น ยางแท่ง และยางลูกขุนให้ครบวงจร
เพื่อต่อยอดธุรกิจกล้ายาง
ส่วนของปาล์มน้ำมันนั้น ได้ประสานกับ นายอเนก ศรีวิไล
เพื่อทำพันธุ์ ซี.พี. โกลเด้นเทอนาร่า
ซึ่งให้ผลผลิตสูงถึง 3.5 ตันต่อไร่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงถึง 20-22
จากปกติพันธุ์อื่นซึ่งให้ผลผลิตเพียง 2.6 ตันต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพียง 17
ขณะนี้ ซี.พี.สามารถผลิตได้เพียงหมื่นเมล็ดต่อปีเท่านั้น
ซึ่งจากความร่วมมือดังกล่าว
ภายใน 8 ปี ซี.พี. ตั้งเป้าจะผลิตได้ให้ 3 แสนเมล็ดต่อปี
เพื่อให้เกษตรกรมีตัวเลือกที่จะใช้สายพันธุ์ได้
ขอขอบคุณและอ้างอิงเนื้อข่าวจาก "โพสต์ทูเดย์"
http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=business&id=188005


ตรง "จดลิขสิทธิ์" น่าจะเป็น "จดสิทธิบัตร" นะครับ
ศรศิลป์
ขอบคุณคุณ bact
แก้ไขทันทีตามนั้น