รัฐบาลตัวแทนจารีตนิยมและอำมาตยา เลื่อนการคาดการณ์จุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจออกไปเรื่อยๆ
หลังจากประโคมโหมโฆษณาชวนเชื่อต่อเนื่องอย่างไร้ผล
เกี่ยวกับการฟื้นตัวและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย
มาบัดนี้ รัฐบาลสุรยุทธ์ซึ่งแสดงบทบาทเป็นตัวแทนของ
"พลังจารีตนิยมตกยุค" และ "ขบวนอำมาตยา"
ได้ออกมายอมรับอย่างสิ้นท่าว่าการโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณชน
ถึงจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยคือไตรมาสสองของปีนี้
นั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง
แต่ก็ยังไม่วายวาดฝันกลางวันลมๆ แล้งๆ
ขายจินตภาพไร้สาระต่อสาธารณชนซ้ำๆ ซากๆ ต่อไป
โดยคาดการณ์ใหม่เป็นหนที่เท่าไรไม่อาจนับว่า
ไตรมาสที่สามที่เดินทางมาเกินกว่าครึ่งทางนี้
จะเป็น "จุดต่ำสุด" ของเศรษฐกิจไทยอีกแล้ว
ด้วยการฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งทั่วไป
ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเกิดได้จริงหรือไม่ในปีนี้
(อ่านข่าว วาทะสวนกระแสปวงชนของประธานคมช.
"เรื่องจำเป็นที่ยิ่งใหญ่กว่า"
http://www.palawat.com/news/20070821/215)
จะเป็นปัจจัยฉุดดึงเศรษฐกิจให้พ้นหล่มปลัก
ดังมีรายละเอียดของข่าวดังต่อไปนี้
โดยวันนี้ (29) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)
แสดงความกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 3/50
อาจเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ แทนที่จะเป็นไตรมาส 2/50
ตามที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม
เนื่องจากภาวะการลงทุนไม่ฟื้นตัวตามที่ประเมินไว้
ขณะที่การส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญก็ชะลอตัว
ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ผู้อำนวยการกลุ่มการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สศค.กล่าวว่า
การลงทุนยังไม่ฟื้นตัวตามที่ได้เคยคาดไว้
ประกอบกับการชะลอตัวของการส่งออกทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า
โดยปริมาณการส่งออกในเดือนก.ค.ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 2.2%
จากที่ขยายตัว 2.8% ในเดือนมิ.ย.
สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกลดลงมากอย่างชัดเจน
ส่วนการลงทุนก็ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้
โดยในเดือน ก.ค.ยังคงชะลอตัว
ขณะที่การบริโภคเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
ดังนั้น การลงทุนจึงเป็นประเด็นที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ
เพราะอาจพลิกให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ของปีนี้
กลายเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปี จากที่เคยมองว่าจะเป็นไตรมาส 2
ปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังจึงหนีไม่พ้นเรื่องการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุน
รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐจากผลกระทบปัญหาซับไพร์ม
และปัญหาจากพื้นฐานของเศรษฐกิจเอง
อย่างไรก็ตาม มองว่าช่วงไตรมาส 4
อาจมีปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประเด็นบวกได้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง คาดว่าการลงทุนทั้งปี 50 อาจจะขยายตัวเป็น 0%
ส่วนการส่งออกในด้านปริมาณมองว่าเติบโต 6.5% จาก 13.1% ในครึ่งปีแรก
โดยนายเอกนิติ ยังคาดว่า
แม้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตัวจากช่วงครึ่งปีแรก
แต่เชื่อว่าภาคธุรกิจบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมรายได้
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังจะเติบโตประมาณ 5-6%
จากล่าสุดในเดือนก.ค.ยังติดลบอยู่ 1.2%
เพราะมองว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วง High Season
ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศมากในช่วงดังกล่าว
สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศของเดือน ก.ค.50
อยู่ที่ 73,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
แสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพภายนอกประเทศยังมีความมั่นคง
เพราะเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นแล้ว
พบว่าปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศมีมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 3.5 เท่า
ขอขอบคุณและอ้างอิงเนื้อข่าวจาก "โพสต์ทูเดย์"
http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&id=188104

