ศาลอาญาพิพากษาจำคุก"สนธิ ลิ้มทองกุล" 3 ปี ข้อหาหมิ่น"ทักษิณ" และอ้างสถาบันฯสร้างความแตกแยกในชาติ
วันที่ 25 ธค. 2550 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯคนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”
ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพลว่า มีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้ว ไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตาย ไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”
นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯคนนี้ โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”
ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จ ว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบ แล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้” ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์
เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง
ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่า โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสใน ไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลือนลอย
พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท
พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรับของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งกายของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ
การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์
ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใด ๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
ที่มา-หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
ความเห็น
ก่อนหน้านี้ ได้มีคำทักท้วง ตักเตือนหลายครั้ง ว่า พฤติกรรมของนายสนธิ ลิ้มทองกุลและกลุ่มหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ที่โจมตีทักษิณและไทยรักไทยอย่างรุนแรง โดยการอ้างอิงสถาบันฯ น่าจะหมิ่นเหม่ว่า เป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายและเป็นการไม่สมควรที่จะทำเช่นนั้น เพราะเป็นการใช้สถาบันฯมาโจมตีศัตรูทางการเมืองของกลุ่มตน
มาบัดนี้ ศาลอาญาได้วินิจฉัย อย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมดังกล่าว เป็นการ เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และย้ำว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง จึงพิพากษาให้ลงโทษอย่างเต็มที่ ให้นับโทษจากคดีอื่นและไม่รอลงอาญาด้วย
นี่อาจเป็นสัญญาณบอกเหตุกับสังคมไทยว่า ต่อแต่นี้ไป การกล่าวหาผู้อื่น ต้องคำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่เพียงอ้างว่า ตัวเป็นสื่อมวลชน มีสิทธิเสรีภาพของสื่อ ที่กล่าวหาใครก็ได้
ความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ไม่ใช่เรื่องที่จะหยวนๆ หรืออะลุ้มอะล่วยได้อย่างง่ายๆ เช่นแต่ก่อน
ดูจากคำวินิจฉัยแล้ว งานนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล เหนื่อยแน่ ๆ
นึกถึงพระราชดำรัสเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๐ แล้ว หนาวแทนสนธิจริงๆ


นับแต่นี้
คงจะมีผู้ต้องโทษจำคุกกันเป็น "ใบไม้ร่วง"
ว่าแต่ว่า
ทุกคนเสมอภาคกันภายใต้กฏหมาย หรือไม่?
หรือแค่เป็น "เสร็จนาฆ่าโคถึก" ?
หรือแค่ใช้กฏหมายจัดการกับฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ท้าทาย?