"อดิศร เพียงเกษ" เพิ่งตื่น เตือน "สมัคร" ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู
เขียนโดย ศรศิลป์ เมื่อ 19 กุมภาพันธ์, 2008 - 16:19
tags:
- “ที่นายสมัคร สาบานว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารนักศึกษาในเหตุการณ์นี้นั้น ความจริงกรณีสังหารประชาชนในมัสยิดกรือเซะ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเขาก็ไม่ได้สั่งให้ยิงประชาชนโดยตรง เรื่องนี้ไม่ควรเอาศพวีรชนมาพูดเล่นๆ มีเรื่องอื่นมากมายที่นายสมัครควรจะพูด ไม่เข้าใจทำไมถึงพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ระวังมิตรจะกลายเป็นศัตรู เพราะพูดไปแล้วก็ไม่ได้สร้างความปรองดองให้กับประเทศ ขอร้องอย่ามาล้อเล่นกับประวัติศาสตร์ วันนี้น่าจะขอโทษประชาชนมากกว่า ส่วนที่นายสมัครระบุว่ามีผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวนั้น ทุกอย่างก็สะท้อนจากภาพ คนตายฟรีมีจำนวนมาก” นายอดิศร เพียงเกษ กล่าวกับนักข่าว นสพ. กรุงเทพธุรกิจ
- นายอดิศร เพียงเกษ เป็นทายาทของ นายทองปักษ์ เพียงเกษ อดีตกรรมการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องนำสมาชิกในครอบครัว หลบหนีภัยขาวจากการกวาดล้างของฝ่ายอภิชนจารีต-อำมาตยา หลังรัฐประหารนองเลือด 6 ตุลา 2519 เข้าร่วมสงครามชนบทล้อมเมืองของพคท.
- ก่อนหน้านี้ นายอดิศร เพียงเกษ ซึ่งเคยเป็นอดีตนศ.หัวก้าวหน้าหลัง 14 ตุลา 2516 ผู้หนึ่ง ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพรรคไทยรักไทยของขบวนอภิชนทุนทักกี้ เพื่อเป็นมือไม้ให้กับยุทธศาสตร์แผนชิงชาติด้วย ประชาธิปไตยตลกหลังคารถ ของขบวนอภิชนทุนทักกี้ อันเป็นพันธมิตรร่วมของหลายกลุ่มทุนใหญ่ อาทิ กลุ่มทุน "ชินวัตร" กลุ่มทุน "ซีพี" กลุ่มทุน "จึงรุ่งเรืองกิจ" กลุ่มทุน "มหากิจศิริ" กลุ่มทุน "มาลีนนท์" และอื่นๆ เขาก็เป็นผู้หนึ่งในปีกของ "นกสีเหลืองคืนนาคร" เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เดินแบกป้ายอดีตนักสู้ของปวงชน (อาทิ นพ.พรหมินทร์ นายเกรียงกมล นายภูมิธรรม นายจาตุรน นพ.สุรพงศ์ ฯลฯ) เข้าร่วมทำงานให้กลุ่มทุนใหญ่อภิชนไทยฝ่ายต่างๆ ที่มุ่งขับเคี่ยวชิงอำนาจรัฐและโภคทรัพย์ของชาติ ล่าสุด หลังรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เขาจึงกลายเป็นหนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ถูกกีดกันออกจากกิจกรรมทางการเมือง
- นายอดิศร ยังกล่าวอีกว่า เหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 นั้น ฝ่ายเผด็จการได้เข้าปราบปรามประชาชนครั้งยิ่งใหญ่และโหดร้ายที่สุดของประเทศไทย ครอบครัวของเขาเองก็ได้รับผลกระทบจากการปกครองแบบเผด็จการหลัง 6 ตุลาคม2519 ยุคนั้นต้องเข้าป่ากับครอบครัวจนน้องชายคือ “สหายหมอก” เสียชีวิตในป่าและวันนี้ยังหากระดูกไม่เจอ และยังให้ความเห็นว่า “เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาพูดกันเล่นๆ หรือพูดแล้วมีความสุข เพราะเป็นเหตุการณ์แห่งความสูญเสียจึงอยากให้ทุกฝ่ายสงบสติอารมรณ์ สงบปากสงบคำเพื่อร่วมกันสร้างความเป็นจริง โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว และนักศึกษาที่ต้องเสียชีวิตจำนวนมาก”
- และนายอดิศรยังย้ำเตือนว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารในเหตุการณ์ 6 ตุลาต้องชดใช้กรรม ชดใช้หนี้ และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ เพราะประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผลสังคม ควรได้รับการสะสาง เพราะถ้าคิดว่าเป็นการฟื้นฝอยนั้น เราก็จะลืมเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 หรือลืมเรื่องกบฏบวรเดช
- รายละเอียดของข่าวอ่านได้จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ประจำวันที่ 19 ก.พ. 2551 http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/19/WW10_WW10_news.php?newsid=
- นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผู้ซึ่งอดีตหลัง 14 ตุลา 2516 ด้วยความทะเยอทะยานทางการเมืองส่วนตัวและแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ได้เข้าร่วมมือกับขบวนจารีต-อำมาตยาอย่างใกล้ชิด โดยแสดงบทบาทเป็นกองหน้าและโฆษกทางการเมืองที่เอาการเอางานของปีกขวาจัดในขบวนจารีต-อำมาตยา เช่นเดียวกับกองหน้าอีกหลายคนในยุคสมัยของเขา อาทิ นายธานินทร์ นายดุสิต นายอุทาร นายอุทิศ นายวัฒนา (เขียววิมล) พล.ท.สุดสาย (สหายสนิท พลเอกเปรม) พล.ต.อ.ชุมพล พล.ต.ท.สล้าง พระกิติวุฒโฑ ฯลฯ กลุ่มของพวกเขาเหล่านี้ที่เป็นกองหน้าที่เอาการเอางานของปีกขวาจัด ไม่ได้เป็นแค่ คนวงนอก อย่างที่พยายามสร้างภาพกันเพื่อจุดประสงค์การเมืองอันแฝงเร้น หากแต่กองหน้าขวาจัดเหล่านี้ได้ร่วมเตรียมการทั้งด้านแผนปฏิบัติการและการจัดตั้งมวลชนขวาจัด (อาทิ ลูกเสือชาวบ้าน นวพล และองค์กรบังหน้าอื่นๆ) ช่วยกันสานก่อยกระดับความรุนแรงให้สูงขึ้น เพื่อให้เข้าสู่สถานการณ์สังหารหมู่และรัฐประหารของปีกขวาจัด ซึ่งมีอดีตแกนนำพรรคชาติไทยรุ่นก่อน (พล.อ.ประมาณ-พล.อ.ชาติชาย) และปีกทหารสายราชครูขับเคลื่อน แต่ท้ายสุดถูกชิงลงมือตัดหน้ารัฐประหารโดยปีกทหารสายสี่เสา แต่ก็เรียกได้ว่าเป็น การลงขัน ร่วมมือกันแบบสมประโยชน์ในหมู่อภิชนไทย เพื่อตัดตอนแนวคิดสังคมนิยมแบบสันติวิธีในประเทศ (หลังจากทำการลอบสังหารผู้นำและผู้ปฏิบัติงานหัวก้าวหน้า ในหมู่นร.-นศ.-นักนสพ.-นักการเมือง-คนงาน-ชาวนา จำนวนมากอย่างเป็นระบบ ตลอดสามปีหลัง 14 ตุลา 2516) ด้วยการสร้างภัยสยองของการกวาดล้างที่เหี้ยมโหดนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่
- หลังการรับใช้ขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา กองหน้าเหล่านี้จึงได้รับรางวัลกันอย่างถ้วนทั่ว ด้วยตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงและผลประโยชน์อื่นๆ แต่หลังจากท่าทีการเมืองแบบขวาจัดสุดขั้วของรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ล้มเหลวไม่เป็นท่าในทุกด้านเพียงเวลาไม่ถึงปี การใช้ความเหี้ยมโหดในการสังหารหมู่และตามด้วยการกวาดล้างจับกุม กระทั่งสั่งห้ามและเผาสิ่งพิมพ์ก้าวหน้า กลับทำให้ผู้คนจำนวนมากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าร่วมสงครามชนบทล้อมเมืองของ พคท. ทั้งยังให้ความสนับสนุนแก่การต่อสู้ด้วยอาวุธของ ทปท. เพิ่มมากขึ้น ปีกทหารสายสี่เสาจึงตัดสินใจก่อรัฐประหารซ้อน โค่นล้มรัฐบาลแนวร่วมฝ่ายขวาที่ร่วมตั้งมาด้วยกัน และส่งนายพลสายปฏิรูปขึ้นสู่อำนาจ ณ บัดนั้น แนวร่วมเฉพาะกิจของอภิชนไทยจึงแตกสลายลง
- ต่อมาภายหลัง นายสมัครซึ่งไม่ประสบผลดังความหวังในการรับใช้ขบวนอภิชนจารีต ได้ขับเคลื่อนพรรคการเมืองของตนเอง แต่ก็ไม่อาจบรรลุฝัน ในช่วงสูงวัยจึงได้ถูกทาบทามให้เข้าเป็นที่ปรึกษาทางการเมืองให้แก่ "นายใหญ่" ของกลุ่มทุนซีพี ร่วมกับเกลอแก้ว นายดุสิต ศิริวรรณ ดังนั้น นายสมัครในปัจจุบันจึงมิได้ทำงานรับใช้ขบวนอภิชนจารีตอีกแล้ว หากแต่ได้เป็นกุนซือใหญ่ให้แก่กลุ่มทุนซีพี ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจข้อเท็จจริงได้หลายประการดังนี้
- ประการแรก เข้าใจได้ชัดเจนว่า แนวคิดทางการเมืองของ "นายใหญ่" แห่งกลุ่มทุนซีพี เป็นแนวไหน จากการเลือกใช้คนของเขา
- ประการที่สอง เข้าใจได้ชัดเจนว่า เหตุใดขบวนอภิชนทุนทักกี้จึง "เลือกหยิบ" นายสมัครมาเป็นหัวขบวนพรอกซี่ทักกี้ เพราะประวัติเก่าในการรับใช้ขบวนอภิชนจารีตอย่างถวายหัว และเป็นตัวแทนจากพันธมิตรซีพี (หนึ่งในแกนของขบวนอภิชนทุนทักกี้)
- ประการที่สาม เข้าใจได้ชัดเจนว่า เหตุใดนายสมัครจึงแสดงความเห็นบางประการที่ไม่สอดคล้องกับผู้คนสายต่างๆ ในพรรคพลังประชาชน เนื่องจากเพราะเขามีที่มาที่ไปอันแตกต่างนั่นเอง
- สุดท้ายนี้ การที่บรรดาผู้มีจิตใจรักความเป็นธรรมทั้งหลายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ และต่อต้านการสัมภาษณ์ที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ ในกรณีสังหารหมู่นองเลือดอันลือลั่นทั้งสองครั้ง (6 ตุลา 2519 และตากใบ) นั้น เป็นการกระทำอันสมควรและเหมาะสมกับสถานการณ์ การที่นายกรัฐมนตรีของประเทศแสดงทรรศนะทางการเมืองดังกล่าวในกรณีเสทือนขวัญทั้งสอง เป็นสิ่งที่พึงคัดค้านไม่อาจปล่อยผ่าน
- พึงเข้าใจว่า การชิงชาติในหมู่อภิชนไทยสองฝ่ายเป็น "ปัญหาชีวิต" ในหมู่พวกเขา ไม่ใช่ปัญหาของปวงชน ผู้ที่บังอาจบิดเบือนการคัดค้านที่เป็นธรรมครั้งนี้ ด้วยสารพัดวาทกรรมจิ้งจอก (อาทิ การโจมตีสมัครเป็นการรับใช้ขบวนจารีต-อำมาตยา การคัดค้านสมัครเป็นการเข้าร่วมแผนเตรียมรัฐประหารครั้งใหม่ของขบวนจารีต-อำมาตยา) ควรสำรวจตนเองให้ดี ว่าทรรศนะประหลาดดังกล่าวเป็นไปเพราะความไม่เดียงสา หรือด้วยดวงจิตอันคับแคบ หรือเพราะเหตุอันเป็นความลับอื่นใด และจงได้รีบแก้ไขเสีย
- ชิ้นงานที่เกี่ยวข้อง แด่สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ด้วยความห่วงใย http://www.arayachon.org/motherland/20080216/374
| Attachment | Size |
|---|---|
| เพียงเกษ.jpg | 8.41 KB |


" และนายอดิศรยังย้ำเตือนว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารในเหตุการณ์ 6 ตุลาต้องชดใช้กรรม ชดใช้หนี้
และเรื่องนี้ก็ไม่ใช่การฟื้นฝอยหาตะเข็บ
เพราะประวัติศาสตร์ที่เป็นบาดแผลสังคม ควรได้รับการสะสาง
เพราะถ้าคิดว่าเป็นการฟื้นฝอยนั้น เราก็จะลืมเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 หรือลืมเรื่องกบฏบวรเดช "
โอ้ย ! คนเค้าลืมกันไปนานแล้วครับ !!
วันชาติ เขาก็เปลี่ยนจาก 24 มิ.ย. - มาเป็นวันเกิดในหลวง 5 ธ.ค.
หมุด 24 มิ.ย. คนก็มองไม่เห็น - มองข้ามไปเห็นแต่ "พระบรมรูปทรงม้า"
วันที่ประกาศธรรมนูญฉบับแรก 27 มิ.ย. ก็ไม่มีใครจำ - จำกันแต่ "วันพระราชทาน" รัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.
อนุเสาวรีย์ปราบกบฎ (กบฎเจ้าที่ไม่พอใจระบอบประชาธิปไตย) เขาก็ทำราวกับมันไม่มีตัวตน มีประโยชน์ใช้สอยแค่ เอาไว้กลับรถ -- พูดก็พูดเถอะ จะมีใครรู้จักไหม "อนุเสาวรีย์ปราบกบฎ" ... คนเขาเรียกกันว่า "อนุเสาวรีย์หลักสี่" ทั้งนั้น
เปลี่ยนวัน เปลี่ยนชื่อ ทำให้หมดความสำคัญ ทำให้หมดไปจากความทรงจำ
... เดี๋ยวคนก็ลืมไปเอง ...
เอ้ หรือสหายสิกขา เริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ผลของข้อเสนอให้ชำระประวัติศาสตร์ ๖ ตุลาคม 19
ซึ่งก็คือ ไม่มีผลแท้จริงอะไรออกมา หรือไม่เกิดประโยชน์อะไร ดังที่ผมได้เคยว่าไว้
ส่วนที่ว่า "ไม่เข้าท่า" นั้น ขอชี้แจงอีกครั้งว่า หมายถึง เป็นความไม่เข้าท่าในด้านยุทธศาสร์และยุทธวิธีที่เสนอเรื่องนี้ต่อนายกสมัครฯ เสนอต่อรัฐบาลของกลุ่มทุนไทยรักไทย ในสภาพการณ์ที่ฆาตกรและผู้บงการ-กลุ่มอภิสิทธิชนที่เกี่ยวข้องกับการสังหารโหดครั้งนั้น-ยังมีอิทธิพลใหญ่โต คับบ้านคับเมือง และพลังฝ่ายประชาชนยังแตกกระจัดกระจาย รวมกันไม่ติด เช่นในปัจจุบันนี้
แต่เนื่องจาก กลุ่มผู้เสนอเป็นมวลชนและองค์กรจัดตั้งของมวลชน
ผมจึงว่า "ควรสนับสนุนในหลักการ" จะไปใช้ท่าที "ท้าทาย เรียกร้องหรือด่ากราด"
แบบสมศักดิ์ เจียมฯต่อมวลชนและองค์กรจัดตั้งของมวลชน เป็นท่าทีที่ไม่ถูกต้อง
ในทางการเมือง ท่าทีทางการเมืองเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่ง
เพราะมันแสดงถึงจุดยืนและทัศนะของผู้แสดงท่าทีนั้นว่า
ยืนอยู่ตรงไหนบนเวทีการต่อสู้ทางการเมืองในปัจจุบัน
มันไม่ใช่แค่เรื่อง ลีลาหรือสำนวนการเขียนแบบที่ว่า
เหมาเจ๋อตุง เคยกล่าวว่า
" จิตใจของสหายเบธูนที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแม้แต่น้อย
และบำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นแต่ถ่ายเดียวนี้ แสดงให้เห็น
จากความรับผิดชอบในการทำงานอย่างที่สุด
และจากน้ำใจอันอบอุ่นที่มีต่อสหายและต่อประชาชนอย่างที่สุด"
จากนิพนธ์เรื่อง ระลึกนอร์แมน เบธูน โดย เหมา เจ๋อ ตุง (๒๑ ธันวาคม ๑๙๓๙)
ดูนิพนธ์ ฉบับเต็ม ได้ที่เอกสารประกอบการศึกษาของกลุ่มศึกษาทฤษฎี
(หมายเหตุ - นอร์แมน เบธูน สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์คานาดา เป็นนายแพทย์ที่มีชื่อ
ในปี ๑๙๓๖ ขณะที่พวกโจรฟัสซิสต์เยอรมันและอิตาลีเข้าตีสเปญ เขาได้ไปรับใช้ประชาชาติสเปญถึงแนวหน้า. เมื่อสงครามต่อต้านญี่ปุ่นระเบิดขึ้นในประเทศจีนในปี ๑๙๓๗ เขาก็ได้นำคณะแพทย์พยาบาลคณะหนึ่งซึ่งประกอบด้วยชาวคานาดาและชาวอเ
จิตใจที่เสียสละ ความกระตือรือร้นในการทำงานและคว
ล้วนแต่ เป็นแบบอย่างที่ดีทั้งนั้น. เขาได้ถึงแก่มรณกรรมที่อำเภอถังเซี่ยนมณฑลเหอเป่ย
อ้างถึงคำกล่าวในเมล ที่ว่า
"แทนที่จะปล่อยเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องต้องห้าม หรือเป็นเรื่องพูดไม่ได้ในประเทศนี้อีก
หากมีผู้ที่นำเสนอเรื่องนี้ เป็นเรื่องเป็นราว ผมก็จะสนับสนุน จะได้หรือไม่ก็อยู่ที่สถานการณ์
ที่ผมคาดเดาไปว่าอาจจะไม่ได้ผล ก็เป็นเพียงการคาดเดา ความจริงเบื้องหน้าเป็นอย่างไรใครจะไปทราบได้ ขอเพียงเราทำปัจจุบันให้ดีที่สุด จะไปเกรงกลัวอะไรกับผลในวันข้างหน้า
แม้จะผิดหวัง พลาดหวัง แต่ไม่ได้เริ่มวันนี้ แล้วจะรอไปถึงเมื่อใด
ไม่ใช่ว่า พอ "ฟ้าเปลี่ยน" ก็ไม่ทำอีกด้วยข้ออ้างอื่นๆอีกหรือไร? "
---------------------------------------------------------------------------------------------------
บางคน ลืมไปว่า ก็เพราะ "และคนที่เข้าร่วมการต่อสู้เมื่อ 6 ตุลา 19 จำนวนมาก
"คนเดือนตุลาที่ออกมาโวยวายนั่น
ไม่ยอมปล่อย ไม่เกรงกลัวอะไร และไม่ยอมรอ
พวกเขาจำนวนมาก จึงได้มานะพยายาม ต่อสู้ เสียสละ อุทิศชีวิต เลือดเนื้อและทุกอย่าง เพื่อเรียกร้องให้ ชำระประวัติศาสตร์ ทวงถามความยุติธรรม เยียวยาช่วยเหลือผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ให้บรรจุประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของกรณี ๑๔ ตุลาและ๖ ตุลาไว้ในหลักสูตรของโรงเรียน มาโดยตลอด หลายสิบปีมาแล้ว
พวกเขาไม่ได้เพิ่งเริ่มมาเรียกร้องและสนับสนุนในต้นปี ๒๕๕๑
พวกเขาจำนวนมาก มีส่วนร่วม ผูกพัน ได้รับผล มีบทบาทและเกี่ยวข้องกับกรณี 6 ตุลาคม 2519 ไม่น้อยกว่าธงชัย วินิจจะกูลหรือสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลและหลายคน อาจกล่าวได้ว่า มากกว่าเยอะ
หนี้เลือด หนี้ชีวิตและหนี้แค้น จากการสังหารโหดครั้งนั้น
ยังคง "แค้นคับ เดือดระอุ อกคุไฟ" อยู่ในหัวใจคนจำนวนมาก
ขอเพียงสภาพการณ์อำนวยให้ มีหรือที่คนเหล่านี้จะไม่อยากทำ
หรือหาข้ออ้างอื่นๆที่จะไม่ทำ ดังว่า
กล่าวหาดังว่า ใช่เป็นการหมิ่นน้ำใจคนอื่นไปหรือเปล่า?
ความจริงพวก "คนเดือนตุลาที่ออกมาโวยวายนั่น
โดยเฉพาะคือไม่ควรถูก"เรียกร้องท้าทายและประณาม"
เหมือนกับเป็น "ศัตรู" หรือ"คนเลวทรามต่ำช้า" ในสังคม