‘มั่น’ดันบรอดแบนด์ไร้สาย HSDPA (ปรับปรุง 2)

tags:

17 มี.ค. 2551 / นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า  จะสั่งการให้ผู้บริหารของบริษัท ทีโอทีกับบริษัท กสท เร่งประชุมและหารือร่วมกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือภายใต้สัมปทานทั้งดีแทค เอไอเอส และทรูมูฟในการลงทุนพัฒนาบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (hi-speed wireless broadband) ด้วยคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ในเทคโนโลยี High-Speed Downlink Packet Access : HSDPA ที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยีระบบ GSM เดิม

‘การลงทุนไวร์เลส บรอดแบนด์ จะช่วยแก้ปัญหาให้ ทั้งทีโอที กสท บริษัทมือถือทั้งหมดในระหว่างที่เกิดสุญญากาศเรื่อง ไลเซนส์มือถือ 3G’

ในด้านทีโอทีกับ กสท จะได้ประโยชน์ในแง่ที่ดึงเอกชนที่มีศักยภาพด้านการให้บริการไม่ว่าจะเป็นดีแทค เอไอเอส ทรูมูฟ เข้ามาเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์หรือ Strategic Partner เพื่อไม่ให้ขัดต่อพ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐและเอกชน พ.ศ.2535 เพราะไม่ได้เป็นการแก้สัญญาร่วมการงานหลัก โดยผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายจะพิจารณาโครงสร้างและรูปแบบการให้บริการร่วมกันอย่างรอบคอบ โดยเชื่อว่าเอกชนก็พร้อมลงทุนเต็มที่ เพราะการลงทุนติดตั้งอุปกรณ์ระบบ HSDPA สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และใช้เงินลงทุนแค่ 2 ล้านบาทต่อสถานี  โดยใช้สถานีและระบบอุปกรณ์ของระบบ GSM base station เดิม ซึ่งเป็นเทคโนโลยี่ที่บริษัทเอกชนทั้ง3 รายคือ ดีแทค เอไอเอส และทรูมูฟ ได้ใช้เป็นหลักอยู่แล้ว โดยผู้ประกอบการเอกชนทั้ง 3 ราย มีสถานีทั่วประเทศรวมกันประมาณ 27,000 สถานี

‘ถ้าปล่อยให้สัญญาสัมปทานหมดอายุไป ทีโอทีกับกสท ก็จะไม่เหลืออะไร เพราะลูกค้าก็จะถูกโอนไปเป็นของเอกชนหมด ทางรอดของทั้ง 2 หน่วยงานคือต้องดึงเอกชนเป็นพันธมิตรเอาไว้’

นายมั่นกล่าวว่า ได้หารือและศึกษางานจากนักวิชาการที่ปรึกษาและอดีตข้าราชการในวงการโทรคมนาคม และคนในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า วันนี้เกิดสุญญากาศในการพิจารณาคลื่นความถี่มานานแล้ว แต่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจการลงทุนต้องเดินหน้าทุกวัน จึงไม่สมควรปล่อยให้สัมปทานบริษัทมือถือหมดลง โดยไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะรายได้หลักของทีโอทีและ กสท ลดต่ำลงต่อเนื่องและการพัฒนาบริการใหม่ก็ช้าจึงมีแนวโน้มที่ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยจะแย่ลงไปด้วย

ทั้งนี้ นโยบายเรื่องพัฒนาบริการไฮสปีด ไวร์เลส บรอดแบนด์ถือเป็นหนึ่งในสาม ภารกิจเร่งด่วนที่รมว.มั่นต้องการสร้างให้เกิดโดยเร็ว โดยไวร์เลสบรอดแบนด์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเป็นอินฟราสตรักเจอร์หรือเป็นทางด่วนสายหลัก ที่จำเป็นต้องมีรถหรือคอนเทนต์หรือซอฟต์แวร์มาวิ่ง

       ภารกิจที่สองคือการปั้นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทยให้เติบโต จนมีมูลค่าถึง 2 แสนล้านบาทจากปัจจุบันธุรกิจด้านนี้ของไทยมีมูลค่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท แต่เป็นส่วนที่ผลิตในประเทศไทยน้อยมาก เพราะขาดอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งๆ ที่บุคลากรมีศักยภาพสูงซึ่งกระทรวงไอซีทีจะเข้าไปสนับสนุนเครื่องมือให้คนไทย และประสานงานร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องการจดลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรต่างๆ ด้วย

ส่วนภารกิจที่สามคือการเร่งรัดในเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการกำกับดูแลในการทำธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หรือพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์และวิธีทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีมากว่าปีแล้ว โดยกระทรวงไอซีทีกับเนคเทคได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่ยังไม่เรียบร้อยดี เช่น เรื่อง E-signature law, E-contract law รวมไปถึงบทกำหนดโทษ เพื่อให้เอื้อต่อการลงทุนและธุรกิจในยุค paperless

‘ผมจะเข้าไปประสานงานทั้งในส่วนเนคเทคและกทช.หรือคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติในเรื่องที่คั่งค้างอยู่ เพื่อให้เดินหน้าต่อได้แม้ในเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ก็ต้องหาทางออกที่ดีที่สุด’

สำหรับเทคโนโลยี HSDPA(Hi Speed Downlink Packet Access) เป็นหนึ่งในพัฒนาการบนพื้นฐานระบบ GSM (GSM, EDGE, WCDMA, HSDPA, HSUPA) นอกจากนี้กว่า 86% ของ Mobile Market Share ของโลกอยู่ใน GSM Family และปัจจุบัน  316 GSM-Family Networks ได้ถูกนำไปใช้ใน 147 ประเทศ ด้วยจำนวน 190 เน็ตเวิร์กโดยใน 83 ประเทศเป็นเทคโนโลยี  WCDMA ส่วน 154 เน็ตเวิร์ก ใน 71 ประเทศเป็น HSDPA

ที่มา -ผู้จัดการออนไลน์ 19 มีนาคม 2551 และ นสพ.บางกอกโพสต์ 19 มีนาคม 2551

24 มีนาคม 2551 / นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที กล่าวว่าต้องการผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาระบบโทรศัพท์มือถือของประเทศไทยเข้าสู่ระบบ 3G ภายใน 6-12 เดือนหลังจากนี้ เนื่องจากเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นอยู่ของประเทศให้ดีขึ้น

“หลังจากเข้ารับตำแหน่งผมได้เข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.เป็นจำนวน 2 ครั้ง โดยเป็นการหารือหาแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีประเทศไทยให้ทันสมัย เพราะปัจจุบันนับได้ว่าประเทศไทยล้าหลังต่างชาติมากแล้วแม้กระทั่งเขมร และขณะนี้ประเทศเวียดนามเองก็ประกาศลงทุน 3G ก่อนประเทศไทยซึ่งผมจะไม่ยอมให้เวียดนามเดินไปได้ก่อน”

อย่างไรก็ดี จากการประชุมร่วมกันระหว่างภาครัฐคือ บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคมกับภาคเอกชนคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) และบริษัท ทรูมูฟเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมาได้ข้อสรุปว่าทีโอทีและกสทจะให้คู่สัญญาอัปเกรดคลื่นความที่เป็นระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSDPA( High-Speed Data Packet Access) ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิมซึ่งเอกชนจะต้องเป็นผู้ลงทุนปรับปรุงระบบและโอนโครงข่ายทั้งหมดให้ทีโอทีและกสท เมื่อหมดอายุสัญญาสัมปทาน

ทั้งนี้ เพื่อให้การพัฒนาระบบ 3G เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้กระทรวงไอซีทีก็จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเพื่อไม่ให้ขัดกับกม.

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวว่า การร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการนำคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ ด้วยการอัปเกรดความถี่เป็นระบบ 3G โดยกสท ก็จะร่วมมือด้วยการนำความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์มาพัฒนาเพื่อให้สามารถให้บริการระบบ 3G ได้  ส่วนทรูมูฟนั้น กสทจะแบ่งความถี่  850 เมกะเฮิรตซ์ ครึ่งหนึ่งจาก บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดียให้ทรูมูฟเอามาพัฒนา ด้านทีโอทีก็จะร่วมมือกับเอไอเอสเพื่อพัฒนาความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เดิมเป็นระบบ 3G โดยที่เลือก 2 ความถี่ดังกล่าวเนื่องจากมีอุปกรณ์รองรับการให้บริการมากกว่าย่านความถี่อื่น

“เราได้ตกลงกับทรูมูฟภายหลังจากหารือร่วมกับรมว.ไอซีที และได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการยื่นขอใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์อัปเกรด 3G ให้กับทรูมูฟ เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับคู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายพร้อมกัน โดยหลังจากนี้ทรูมูฟจะกลับไปทำหนังสือขอแบ่งใช้ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์จากฮัทช์มาใช้พัฒนา”

AIS ขึ้นแท่นให้บริการ 3G รายแรก

นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสจะสามารถให้บริการ 3Gได้ในอีก 6 เดือนหลังจากนี้ โดยขณะนี้บริษัทได้ใบอนุญาตนำเข้าอุปกรณ์ อัปเกรดระบบ 3G ด้วยเทคโนโลยี HSPA เรียบร้อยแล้วโดยเบื้องต้นเอไอเอสจะอัปเกรดสถานีฐานเดิมเป็นระบบ 3G จำนวน 30 สถานีฐาน ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าว หัวเว่ยให้ใช้อุปกรณ์ฟรีไปก่อนแต่หากคำนวณเงินลงทุนอัปเกรดทั่วประเทศจะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 36,000  ล้านบาท โดยคำนวณจากเงินลงทุนจำนวน 50 เหรียญสหรัฐ/ลูกค้า 1 คน โดยปัจจุบันเอไอเอสมีจำนวนลูกค้าทั้งหมด 24 ล้านราย
       
สาเหตุที่เอไอเอสสามารถเริ่มดำเนินการได้รวดเร็วกว่าผู้รับสัมปทานฝั่ง กสท เนื่องจาก เอไอเอสทำบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ร่วมกันในการส่งเสริมและพัฒนากิจการโทรคมนาคมไทยในสมัยบอร์ดชุดที่มีพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นประธานและมีพ.อ.นที ศุกลรัตน์เป็นหนึ่งในกรรมการโดยการดำเนินการอัปเกรดความถี่เดิมเป็น 3G ไม่ผิดสัมปทานเพราะสัมปทานระบุว่าผู้รับสัมปทานมีสิทธิพัฒนาโครงข่ายให้ทันสมัยอยู่เสมอ

“การอัปเกรดความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เป็นไปอย่างจำกัดเพราะคาปาซิตี้บนคลื่นความถี่มีการใช้งานจำนวนมาก อีกทั้งยังไม่มีเครื่องลูกข่ายออกมารองรับการใช้งาน 3G บนความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์มากนัก เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงประเทศออสเตรเลียเท่านั้นที่พัฒนาความถี่ดังกล่าวเป็นระบบ 3G แต่เอไอเอสก็มีการเตรียมพร้อมด้วยการสั่งผลิตมือถือโฟนวัน ระบบ 3G ในย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับการใช้งาน”

ดีแทคคุยได้เปรียบเอไอเอส

นายซิคเว่ เบรกเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้เปรียบเอไอเอส 3 ข้อคือ 1.ดีแทคได้ทำการทดสอบระบบ 3G ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามกับกสท 2.เครื่องลูกข่ายที่ผลิตขึ้นมารองรับระบบ 3G บนความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์มีจำนวนมาก เนื่องจากใน 27 ประเทศทั่วโลกมีการอัปเกรดความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ เป็น 3G และ 3.ความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ ในประเทศไทยยังไม่มีการนำมาใช้งานจึงมีคาปาซิตี้มากพอสำหรับการให้บริการ 3G

ในขณะที่ ความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ มีการใช้งานจนคาปาซิตี้เกือบเต็มแล้ว โดยในเบื้องต้นดีแทคเตรียมเงินลงทุนราว 5,000 ล้านบาท  

ทรูมูฟพร้อมลงทุนทันที

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ถ้าหากทรูมูฟได้รับการจัดสรรความถี่ย่าน 850 เมกะเฮิรตซ์จากกสทก็พร้อมที่จะพัฒนาโครงข่ายให้เข้าสู่ระบบ 3Gทันที โดยทรูมูฟเตรียมเงินลงทุนเบื้องต้น 10,000-15,000 ล้านบาท

ที่มา - ผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2551

27 มีนาคม 2551 / นายวิเชียร เมฆตระการ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส กล่าวว่า ไวแมกซ์สามารถช่วยเสริมการให้บริการได้หลายรูปแบบ เช่น เป็นทางเลือกสำหรับระบบสื่อสัญญาณของเครือข่ายเซลลูลาร์ เสริมการให้บริการร่วมกับ 3G คือเมื่อเคลื่อนที่ใช้ 3G อยู่กับที่ใช้ไวแมกซ์ ให้บริการทดแทนฟิกซ์ไลน์ ใช้เป็นแพลตฟอร์มในการส่งมอบคอนเทนต์ โดยเฉพาะวิดีโอและบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ในบริเวณพื้นที่ซึ่งสายโทรศัพท์เข้าไม่ถึง

“ไว แมกซ์จะช่วยในเรื่องของเทคโนโลยี แต่การคิดค่าบริการเชิงพาณิชย์คงมีรายได้ไม่มาก แต่ต้องอาศัยการผนวกบริการหลายลักษณะและต้องอาศัยเครือข่ายเซลลูลาร์ เพราะไวแมกซ์จะอยู่เดี่ยวๆ ไม่ได้ ผมเชื่ออย่างนั้น”

สำหรับเรื่องการขอใบอนุญาตหรือไลเซนส์ไวแมกซ์ จากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)    ในกลุ่มเอไอเอสได้ขอในนามเอไอเอส และซูเปอร์บรอดแบนด์ เน็ตเวิร์ก (เอสบีเอ็น) ซึ่งวิเชียรยืนยันว่า บริการไวแมกซ์จะสามารถครอบคลุมพื้นที่ได้เร็วและมาก คงหนีไม่พ้นผู้ที่มีโครงข่ายมือถือ เพราะไวแมกซ์สามารถติดตั้งอยู่ในที่เดียวกับสถานีฐานของมือถือได้

ส่วนเรื่องของใบอนุญาตที่แตกต่างกันไม่เป็นปัญหา เพราะการให้บริการไวแมกซ์ของกลุ่มเอไอเอสก็ทำแบบเช่าโครงข่ายที่เอไอเอสมีอยู่ และก็แบ่งรายได้ให้ทีโอที ซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่มีโครงข่ายอาจจะต้องไปขอเช่าโครงข่ายผู้ที่มีอยู่แล้วหากต้องการให้บริการ

“การให้บริการไวแมกซ์คงหนีไม่พ้นผู้ให้บริการมือถือ เพราะมีเครือข่ายเอื้อให้อยู่แล้ว”

พร้อมกันนี้ เอไอเอสได้นำคณะสื่อมวลชน ทดสอบไวแมกซ์ในลักษณะของคอมเมอร์เชียลเทสต์ในสภาวะการใช้งานจริงในนามเอไอเอส แยกตามลักษณะพื้นที่ ประกอบด้วย ใจกลางเมือง (สีลม) เมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว (ชลบุรี) และเขตชานเมือง (ลำลูกกา) ส่วนเขตชนบท (มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง) มีแผนจะทดสอบหลังเทศกาลสงกรานต์ ส่วนอุปกรณ์ใช้ของ 4 ซัปพลายเออร์คือ โมโตโรล่า หัวเว่ย โนเกีย-ซีเมนส์ และเอ็นอีซี เพื่อคัดเลือกรายที่ดีกว่า ราคาถูกกว่า

การทดสอบดังกล่าวได้ผลที่แตกต่างกัน คือในพื้นที่ที่มีตึกมาก รัศมีการให้บริการจะน้อยกว่าพื้นที่โล่ง จากปกติรัศมีการให้บริการของไวแมกซ์จะอยู่ระหว่าง 3-10 กิโลเมตร แต่เป้าหมายหลักในการให้บริการไวแมกซ์ของเอไอเอสคือเขตชานเมือง และเมืองใหญ่หรือเมืองท่องเที่ยวเป็นหลัก

“ไว แมกซ์ไม่เหมาะกับใจกลางเมือง เพราะมีตึกมากการทะลุทะลวงของคลื่นไปได้ไม่ไกล แต่ในกรุงเทพฯเอไอเอสก็ทำเหมือนกัน เพื่อโชว์ให้เห็นว่าเทคโนโลยีใช้งานได้จริง และให้คู่แข่งปวดหัวเล่น” นายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาดเอไอเอส กล่าว

ทั้งนี้ หาก กทช.ให้เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ เอไอเอสพร้อมจะลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท ใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 350-450 สถานีฐาน และสามารถให้บริการได้ภายใน 3 เดือน

“ไวแมกซ์เราจะแข่งกับเทคโนโลยีเอดีเอสแอลที่ให้บริการไฮสปีดอินเทอร์เน็ตผ่านสายทองแดง แต่ไม่ได้แข่งกับมือถือ”

ส่วนค่าบริการจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบการใช้งาน หากโทร.ผ่านพีซีจะไม่เสียค่าบริการ ถ้าเป็นการยกหูโทร.ครั้งละบาท แต่ถ้าเข้ามือถือ จะเป็นอีกราคาหนึ่ง

ที่มา-ผู้จัดการออนไลน์

 

----------------------------------------------------------------

ความเห็น  เรื่องการเร่งผลักดันโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (hi-speed wireless broadband) ด้วยคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่ในเทคโนโลยี HSDPA ที่อยู่บนฐานของเทคโนโลยีระบบGSM เดิม โดยตั้งเป้าหมายให้สำเร็จใน 6-12 เดือนนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก และจะส่งผลกระทบมากทั้งต่อแวดวงไอทีและต่อสังคมไทยโดยรวม

ดูบทความเก่า เรื่อง โครงการสร้างเครือข่ายสารสนเทศ ภาคประชาชน ในปี ๒๕๕๑ โดย: ดร.ธวัชชัย ปิยะวัฒน์

ตามบทความที่ว่า ได้เสนอเรื่องโครงการสีแดง ซึ่งเป็นเรื่องโครงข่าย แต่ ณ เวลานั้นก็การทักท้วงว่า ที่จะสามารถเป็นโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไร้สายระดับทั่วประเทศ(WAN) ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือ HSDPA และ/หรือWimax และอุปกรณ์ลูกข่ายที่ประชาชนทั่วไปใช้ น่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ

เมื่อคำนึงว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ประมาณ 54 ล้านคน คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 80 ของประชากรทั่วประเทศ ซึ่งในจำนวนนี้ มีผู้ใช้อุปกรณ์มือถือประเภท smart phone ที่รองรับ HSDPA ของ 3 G ได้ถึง 2-3 ล้านราย มากกว่าผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่มีประมาณ 8 ล้านคน และเป็นพวกใช้ความเร็วสูง (hi-speed) เพียง 1.5 ล้านคน (ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ)

เดิม คนนอกวงการก็สงสัยกันว่า ไวแมกซ์ (wimax) ที่พัฒนามาจากไวไฟ(wifi)ที่เป็นโครงข่ายไร้สายในบ้านและสำนักงานนั้น จะมีฐานะและบทบามอย่างไรในโครงข่ายไร้สายความเร็วสูง คือจะเป็นคู่แข่งกับ HSDPA หรือจะหนุนเสิมกันอย่างไร เมื่อฟังแนวทางและการกำหนดฐานะบทบาทของไวแมกซ์และHSDPA ในการนำมาให้บริการของเอไอเอส ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงการประสานใช้ข้อดีเด่นของแต่ละเทคโนโลยี่บนโคร่งข่ายสถานีฐานของจีเอสเอ็มที่มีอยู่แล้ว

รัฐควรต้องให้ความสำคัญกับ

1.ความรวดเร็วในการขยายโครงข่ายให้บริการไปครอบคลุมทั่วประเทศ

2.ราคาค่่าบริการแบบสาธารณูปโภคที่ประชาชนส่วนใหญ่สามารถใช้บริการได้ เช่นเดียวกับ น้ำ ไฟ ฯ และ

3.การป้องกันการผูกขาด โดยการส่งเสริมให้มีผู้ประกอบการหลายราย ส่งเสริมการแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ในการใช้โครงข่ายของระบบโทรศัพทืมือถือเดิม ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของทศท.และ กสท.

ทั้งนี้เพื่อลดความแตกต่างของโอกาสในการเข้าถึงสารสนเทศของปวงชนชาวไทย(Digital Divide) ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่โตมากๆของสังคมไทย

โครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย นั้น นอกจากสามารถแก้ปัญหาเรื่องเวลาและค่าใช้จ่ายของ The last mile ในการเข้าถึงโครงข่ายโทรคมนาคมและโทรศัพท์ของประชาชนที่อยู่ห่างไกลในชนบทแล้ว ยังสามารถแก้ปัญหาความไม่เสมอภาคในการเข้าถึงสารสนเทศของประชาชนส่วนใหญ่อีกด้วย(digital divide )

ที่ต้องจับตาต่อไป คือ พื้นที่การให้บริการจะครอบคลุมทั่วประเทศเร็วแค่ไหน และอัตราค่าใช้บริการ นั้น ประชาชนส่วนใหญ่สามารถใช้ได้หรือไม่ เพียงใด

ใครเล่าจะรู้ว่า เรื่องนี้ อาจเป็นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่(paradigm shift) ของสังคมไทยต่อไปในอนาคต

ใครเล่า จะคาดว่า การอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย (hi-speed wireless broadband) คนไทยจะสามารถใช้ได้ในเวลา เพียง 6-12 เดือนข้างหน้านี้

ใครเล่า จะสามารถคาดผลกระทบต่อผู้คน 60 กว่าล้านคนที่ไม่เคยเข้าถึง hi-speed broadband Internet ,ต่อกิจการน้อยใหญ่ในแวดวงโทรคมนาคม,ต่อธุรกิจ Internet access provider : ISP, ธุรกิจพัฒนาโปรแกรมและเนื้อหาบนเว็บ ฯลฯ

 

 

  • เอ้อ...อ้า ยังไง ศรศิลป์ ก็ยังขอเสมอข้างคำสอนคนโบราณ ที่ผ่านการทดสอบจากความจริงจำนวนมากที่ว่า "งาช้างไม่อาจงอกจากปากสุนัข" ดีกว่า
  • ลองมาดูข้อสังเกตของเพื่อนๆ ในเว็บ www.biolawcom.de เกี่ยวกับข่าวที่ว่า
    ...กระทรวงไอซีทีกำลังเตรียมการโครงการ แฮค แอนด์ แครก คือถ้าพบเวบไซต์ที่มีความผิดร้ายแรง โดยเฉพาะการหมิ่นเบื้องสูง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจคนไทยทั้งประเทศ อาจใช้วิธีการแฮคและลบข้อมูลในเวบไซต์แห่งนั้น เพราะ หากรอกระบวนการ ทางกฎหมาย อาจไม่ทันต่อเหตุการณ์...
  • ...ข้อสังเกต (ส่วนตัว)

    1. ขออภัยพูดตรง ๆ เพราะนอกจาก มั่น พัธโนทัย จะไม่ได้จบด้านไอทีจริง และเริ่มแสดงให้เห็นแล้วว่า เขาไม่ได้เข้าใจธรรมชาติ (ที่มันเสรีของมันอยู่เอง) ของอินเทอร์เน็ต และวงการไอทีเอาเสียเลย แล้ว ยังน่าสงสัยอีกด้วยว่ามั่น จบกฎหมายท่าไหน ? ...เป็นไปได้ว่าอาจจบท่าเดียวกันกับ เฉลิม อยู่บำรุง (รมต. มหาดไทย คนปัจจุบัน) เพราะมองการถือกฎ ถือเกณฑ์ และการเคารพกฎหมายเป็นเรื่องไม่จริงจัง ถ้ามีเหตุ (อะไรสักอย่าง) กฎเหล่านั้นต้องถูก "แหก" บ้าง อย่าถือสา (เฉลิมเคยให้สัมภาษณ์ ตอนเตรียมปัดฝุ่น "นโยบายฆ่าตัดตอน" ทำนองว่า คนตายไปบ้าง ไม่ตรงกฎหมายบ้าง ก็ต้องยอมรับ)

    ปัญหาสำคัญ ก็คือ คนที่คิดแบบนี้ จะมีหน้ามาเป็น "ผู้รักษากฎ" ได้อย่างไร ?

    กรณีนี้ อาจสรุปเพิ่มเติมได้อีกว่า ในสายตาของคนกลุ่มนี้ ยัง "มีอะไรบางอย่าง" ที่อยู่เหนือกฎหมาย เสมอ

    ปล. ที่เขียนแบบนี้ ไม่ใช่ผมเห็นว่า กฎหมายคือของสูงสุด ไม่มีอะไรอยู่เหนือได้ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า สิ่งเดียวที่ควรจะอยู่เหนือ กฎหมายที่มนุษย์เขียนขึ้น (ในกรณีที่มนุษย์ ตกลงใจมาปกครองกันในรูปแบบรัฐ และประเทศแบบนี้แล้ว) ก็คือ "สัจธรรม และกฎ(หมาย)ธรรมชาติ" เท่านั้น ไม่ใช่ "มนุษย์คนหนึ่ง", "ความจงรักภักดี" หรือ "ความเชื่ออย่างงมงาย"

    2. ดูเหมือน รมต. ไอซี กำลังมั่นใจในตัวเองสูงไปในเรื่องผิด ๆ ทั้งในแง่ที่ว่า มั่นใจในอิทธิพลประเทศไทยที่มีต่อประเทศอื่น และมั่นใจในศักยภาพ และความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีของหน่วยงาน หรือเจ้าหน้าที่ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่จนถึงปัจจุบัน ยังหาตัวแฮคเกอร์ที่แฮคเว็บไอซีทีไม่ได้ !

    เป็นเรื่องที่คนไทยควรต้องสงสัยเหลือเกินว่า แทนที่ไอซีทีจะเอาเวลา และงบประมาณภาษีประชาชน ไปทุ่มเทพัฒนา ความรู้ ความสามารถด้านเทคโนโลยีให้กับเจ้าหน้าที่ในการ "สืบหา แกะรอย เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิด ตาม พรบ. ฯ ที่ตัวรับผิดชอบ" เพื่อเอาตัวมาลงโทษตามกระบวนการ กลับกำลังผลิตโครงการให้เจ้าหน้าที่ไป "กระทำผิด" เสียเอง

    นี่ยังไม่ได้ตั้งคำถามเลยว่า ในมุมของวงการไอทีเขาได้ออกนโยบายอะไรเป็นรูปธรรมมาให้คนไอทีชื่นใจ บ้างหรือยัง ?

    3. นอกจากจะมั่นใจในตัวเองสูงเกินไปแล้ว ยังประเมินความสามารถเจ้าหน้าที่ด้านนี้ของต่างประเทศต่ำอีกด้วย...คงเป็นเรื่อง ขำไม่ออก และดูไม่จืด หากที่สุดแล้ว ภายหลังการร้องเรียนโดยเจ้าของเว็บต่างประเทศที่ถูกแฮค หน่วยงานด้านนี้ของต่างประเทศแจ้งว่า ผู้กระทำผิด คือ หน่วยงานของรัฐไทย !

    จะเข้าใจว่านี่ เป็นการประเมินศักยนภาพของเขาต่ำได้ ควรต้องเล่าประกอบว่า ปัจจุบัน ประเทศจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ใช้ตำรวจ (ที่เป็นโดยอาชีพ) หรือจับเอาข้าราชการที่ไหนมาฝึกอบรมสองเดือนสามเดือนมาเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ ติดตาม แกะรอย ผู้กระทำความผิด แต่เขามีหน่วยงานโดยเฉพาะที่รับเอา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่เคยทำงาน หรือมีประสบการณ์สูงด้านเทคโนโลยีอยู่ก่อนแล้ว, โปรเฟสเซอร์มหาวิทยาลัย, นักศึกษาปริญญาเอกที่ทำเรื่องนี้ ฯลฯ ซึ่งไม่ได้เป็น "ตำรวจโดยอาชีพ" เข้ามาเป็นเจ้าหน้าที่ทำงานร่วมกับหน่วยตำรวจปกติ...ก็แล้วทำไม เขาจะจับผู้ร้ายตัวจริง ไม่ได้ ?

    4. ที่ยก คมคำคม เป็นเรื่องพุทธศาสนา เพราะผมเห็นว่า มีประเด็นเกี่ยวข้อง ปัญหา ก็คือ นอกจากตรรกพุทธในกรณีนี้จะน่าสงสัยแล้ว ยังต้องสงสัยอีกด้วยว่า ประเทศไทยกำลังขี้ตู่ ถือสิทธิเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ "ภาพพจน์ศาสดา" แห่งศาสนาพุทธ อยู่ใช่หรือไม่ ? คำถามก็คือ เรากำลังถือสิทธิอะไรไปทำผิดกฎหมาย โจมตีระบบของชาวบ้านชาวช่องถึงต่างประเทศ ด้วยการอ้างว่า ขายของ ลบหลู่ความเชื่อของฉัน ?

    ที่ไม่ใช้คำว่า "ลบหลู่ศาสนาพุทธ" เพราะ ผมเห็นว่า การขายของทำนองนี้ หรือการทำอะไรต่อมิอะไรเกี่ยวกับ Buddha ในสายตาฝรั่ง หรือชนชาติใดก็ตามที่ไม่เข้าใจพุทธอย่างแท้จริง ไม่เห็นเป็นเรื่อง หรือประโยชน์ที่คนถือพุทธต้องเดือดร้อน

    ถ้าใครบางคนคิดว่า คนมุสลิม ไม่เข้าท่า ที่ออกมาประท้วงอย่างรุนแรง กรณีภาพล้อมูฮัมหมัด ใครคนนั้นก็ควรต้องคิดด้วยว่า เป็นเรื่องไม่เข้าท่า ถ้าคนพุทธออกมาตีอกชกหัว และเดือดร้อนกับอะไรในทำนองเดียวกัน และในกรณีของ พุทธศาสนา ใครจะรู้ ว่านี่อาจเป็นการ "ลบหลู่คำสอน และพระพุทธเจ้า" เสียเอง...(อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้จาก http://www.biolawcom.de/blog/788/Idiodt-of-ICT-Thailand-Law-about-Buddah.html)

ไม่เข้าใจวิธีคิด ไม่รู้ใครเป็นกุนซือ ดูถูก user จริงๆ

และถ้าใช้วิชามารกับคนอื่นแล้ว ไม่คิดหรือว่า วิชามารคนอื่นนั้นก็โหดกว่าได้
ถ้าเจอแบบ เอสโธเนีย จะแก้ปัญหาไง อาเซียนจะช่วยไหวไหมเนี่ย

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้