ราคาข้าวและอาหารที่สูงขึ้นและขาดแคลนในตลาดโลก อาจทำให้เกิดจลาจล
นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ เผยว่า ราคาข้าวในตลาดโลกได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวขาว 100% เฉลี่ยปี 2548 เท่ากับ 294 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มเป็น 314 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2549 และเพิ่มเป็น 399 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในปี 2550 และในเดือนม.ค.51 ราคาปรับเพิ่มเป็น 399 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่เดือนก.พ.ราคาอยู่ที่ประมาณ 470 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน
ทั้งนี้ คาดว่า ราคาข้าวหอมมะลิแบบเอฟโอบี(FOB)ของไทยน่าจะมีโอกาสถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ซึ่งจะกดดันให้ราคาภายในสูงถึงกิโลกรัมละ 25 บาทในไตรมาส 2 ปี 2551 อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงว่าอาจเกิดการขาดแคลนข้าวในระยะสั้นได้ โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งบริหารสต๊อกเพื่อลดความร้อนแรงของราคาข้าวในประเทศ
สศค. วิเคราะห์ว่า จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง ประกอบกับผู้ส่งออกข้าว เช่น อินเดียและเวียดนามลดการส่งออกข้าวลง ส่งผลให้ ราคาข้าวในตลาดโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาในประเทศสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปริมาณข้าวนาปรัง ที่อาจไม่พอต่อการส่งออกใน 2-3 เดือนข้างหน้า
ที่มา- Macro Morning Focus ประจำวันที่ 24 มี.ค. 2551ของสำนักเศรษฐกิจการคลัง
ความเห็น
อารยชน เคยนำเสนอในข่าวเก่าว่า วิกฤติการณ์ราคาอาหารของโลก เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ มาแล้ว มาบัดนี้ ความจริงในเรื่องนี้ ได้ค่อยๆเผยตัว ออกมาตามลำดับแล้ว
หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัลทรีบูน( IHT) ได้รายงานว่า ราคาข้าวในตลาดโลก ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ใน 3 เดือนที่ผ่านมา ความหวาดกลัวว่าข้าวอาจไม่พอกิน ได้ทำให้ประเทศผูัผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก(เวียตนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์) ใช้มาตราการจำกัดการส่งออกข้าวอย่างเข้มงวด
ดูภาพราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก (ภาพจากสศค.)
ตั้งแต่เดือน มกราคม ปีนี้เป็นต้นมา ราคาอาหารที่สูงขึ้นและขาดแคลน ได้ทำให้เกิดการจลาจลใน Guinea, Mauritania, Mexico, Morocco, Senegal, Uzbekistan และ Yemen
ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ปัจจุบันยังไม่ได้จำกัดการส่งออกข้าว แต่ผู้ส่งออกของไทยได้หยุดการทำสัญญาขายข้าวแล้ว เริ่มมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยว่า ไทยควรทำอย่างไร ต่อปัญหานี้
นายธานินทร์ เจียรวนนท์ แห่งซ๊พี เสนอว่า รัฐไม่ควรควบคุมราคาข้าวให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ตรงกันข้าม ควรส่งเสริมให้ราคาข้าวสูงขึ้น เพื่อให้ชาวนาไทย มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถชดเชยกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสดีของไทย ที่จะส่งเสริมการผลิตข้าวให้ทันสมัยอย่างจริงจังโดยรัฐควรเข้าไปช่วยเหลือคนยากจนอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวนาแทน
ถึงวันนี้ รัฐบาลไทยก็ยังไม่มีนโยบายที่เป็นเอกภาพและชัดเจนว่า จะทำอย่างไรกับราคาข้าวที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ได้แต่ปล่อยให้เหตุการณ์ขับเคลื่อนไปตามยถากรรม
โอ้ อนาถ จริงหนอ !!!
| Attachment | Size |
|---|---|
| agri_price1.jpg | 124.45 KB |
| agri_price2.jpg | 382.11 KB |
- ผมเห็นภาพข่าว ประชาชนอียิปต์เข้าคิวและแก่งแย่งกันซื้อ ขนมปัง ที่ต้องปันส่วนโดยทางการแล้ว รู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงหัวใจแม้ในอากาศร้อนจัดของบ้านเราเวลานี้ ผมห่วงใยคนงานและคนจนเมืองของเรามาก แม้แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ ผมก็ไม่เชื่อน้ำมนต์ของ "เจ้าพ่อซีพี" ที่ออกมาป่าวประกาศ "หลักนิยมของระบบทุน" ทางทีวีจูงใจให้ชาวบ้านมองเห็นสวรรค์ข้างหน้า หากเดินตาม "แนวทางสองสูง" (ราคาสูง-ค่าแรงสูง)
- ในประเทศซึ่งคนส่วนใหญ่ที่ยังถูกตราตรึงด้วยจิตสำนึกไพร่-ทาส ยอมจำนนแก่ระบบความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมทั้งปวงอันไม่เป็นธรรม ผลประโยชน์และโภคทรัพย์ส่วนใหญ่ของสังคมย่อมไหลบ่าท่วมท้นคลังสมบัติของคนไม่กี่ตระกูล ดังเช่นที่อภิชนทักกี้เคยใช้สัมปทานผูกขาด "คลื่น" (ซึ่งเป็นสมบัติของสาธารณชน) สร้างความมั่งคั่งส่วนตน โดยอ้างวิสัยทัศน์ล้ำเลิศและอัจฉริยภาพส่วนตัวแต่ละเว้นที่จะกล่าวถึงการใช้อำนาจรัฐคุ้มครองธุรกิจ
- ภายใต้สภาวะความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมระหว่าง ทุน กับ ปวงชน เช่นนี้ เราย่อมคาดการณ์ได้ว่า ท่ามกลาง แนวโน้มของการปั่นราคาขาขึ้นของแร่ธาตุทรัพยากรและธัญพืช (ในวงจรใหญ่ระดับเมเจอร์เทรนด์) ซึ่งระบบทุนโลกกำลังสนุกสนานครื้นเครงกันอยู่ในขณะนี้ ความทุกข์ยากเดือดร้อนย่อมร่วงหล่นใส่ศีรษะปวงชน ดุจดังห่าลูกเห็บในมรสุมฤดูร้อนอย่างแน่นอน
- Login or register to post comments

