ข้อเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ 8 ประเด็นของพปช.(ปรับปรุง 1)
วันที่ 1 เมษายน เวลา 16.00 น ที่สำนักงานพรรคพลังประชาชน อาคารไอเอฟซีที นายพีระพันธ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะอนุกรรมการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของวิปรัฐบาล แถลงว่า ที่ประชุมพรรคพลังประชาชนมีมติเห็นชอบในหลักการและเหตุผลประกอบร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอ ให้แก้ไขเพิ่มเติม 8 ประเด็น คือ
1.เรื่องการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในทางการเมืองจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยบทบัญญัติของกฎหมายได้เฉพาะเท่าที่จำเป็น
2.การยกเลิกการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค กรณีถูกยุบพรรคตามมาตรา 68
3.การเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชน 10,000 คน สามารถทำได้ในทุกหมวดจากเดิมที่ทำได้เฉพาะหมวด 3และหมวด 5
4.เรื่องสนธิสัญญาที่มีการจำกัดสิทธิประชาชนในการเข้าถึงรายละเอียดของสนธิสนธิสัญญาก่อนที่จะแสดงเจตนาผูกพัน(ของรัฐสภา)
5.แก้ไขมาตรา 237 วรรคสอง ให้ตัดโทษยุบพรรคทิ้งเมื่อหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือทราบถึงการกระทำในการทุจริตเลือกตั้ง แต่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการพรครายนั้นแทน
6.แก้ไขมาตรา 266 ให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของข้าราชการประจำ เจ้าหน้าที่รัฐได้ ถ้าก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน
7. ให้ยกเลิก มาตรา 309 ที่ระบุว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่า เป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่า ก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐะรรมนูญนี้ ให้ถือว่า การนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
8.ให้มาตรา 68 และ มาตรา 237 ที่แก้ไขแล้วใช้บังคับย้อนหลังถึงวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ซึ่งเป็นวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ซึ่งเท่ากับเป็นการนรโทษกรรมการกระทำผิดที่อาจนำไปสู่การยุบพรรคและเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งกรรมกาารบริหารพรรคทั้งหมด
โดยบันทึกเหตุผล ประกอบร่างแก้ไข คือ
เนื่องจากหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ยังขาดหลักการเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองบางประการ ประกอบกับสมควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิในการเสนอพระราชบัญญัติได้ทุก ประเภท ไม่จำกัดเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวด 3 และหมวด 5 เท่านั้น
และโดยที่บทบัญญัติมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ กำหนดขั้นตอนการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศไว้ หลายขั้นตอน ทำให้การเจรจาหรือการทำหนังสือสัญญาในบางเรื่องที่เปิดเผยไม่ได้ ไม่สามารถกระทำได้
นอกจากนี้ การที่มาตรา 237 วรรคสอง บัญญัติเหตุของการยุบพรรคการเมืองไว้อย่างกว้าง และไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ทำให้การมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ยุบพรรคการเมืองกระทำได้โดยง่าย อันขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีและการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองที่เป็น องค์กรสำคัญองค์กรหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
และปรากฏข้อเท็จจริงในปัจจุบันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาไม่สามารถดูแลปัดเป่าทุกข์บำรุงสุข ของประชาชนได้ เพราะเกรงว่าจะไปกระทำการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่การปฏิบัติ ราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหม่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น อันขัดต่อมาตรา 262 (1)
ตลอดทั้งบทบัญญัติตามมาตรา 309 มีผลทำให้บุคคลซึ่งถูกกระทบกระเทือนซึ่งสิทธิและเสรีภาพซึ่งรัฐธรรมนูญรอง รับไว้ อันเนื่องมาจากกฎ การใดๆ หรือการกระทำใดๆ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไม่สามารถฟ้องต่อศาลหรือองค์กรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องว่ากฎ การนั้น หรือการกระทำนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ สมควรแก้ไขบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้หลักการของรัฐธรรมนูญเป็นไปตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญนี้
รายละเอียด ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอ มีดังนี้
---------------------------------------------------------------------------------------
มาตรา 1 รัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า 'รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พุทธศักราช...'
มาตรา 2 รัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
มาตรา 4 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นส่วนที่ 3/1 สิทธิและเสรีภาพทางการเมืองมาตรา 38/1 และมาตรา 38/2 ของหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
-----------------
ส่วนที่ 3/1 สิทธิและเสรีภาพทางการเมือง
---------------
มาตรา 38/1 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพทางการเมือง การใช้สิทธิทางการเมืองให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพทางการเมืองจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาไว้ซึ่งการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
มาตรา 38/2(เดิมคือ มาตรา 65) บุคคล ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสร้างเจตนารมณ์ ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจกรรมในทางการเมืองให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์นั้นตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
การจัดองค์กรภายใน การดำเนินกิจการ และข้อบังคับของพรรคการเมืองต้องสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจำนวนที่กำหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ นั้น จะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้ง กับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ให้มติหรือข้อบังคับนั้นเป็นอันยกเลิกไป
มาตรา 5 ให้ยกเลิกมาตรา 65 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
'มาตรา 68 บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตาม วิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้
ในกรณีนี้บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อ เท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดัง กล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการตาม วรรคสอง แต่พรรคการเมืองยังคงเพิกเฉย ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้'
มาตรา 7 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 163 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
'มาตรา 163 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนมีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ ต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้'
มาตรา 8 ให้ยกเลิกวรรคสามของมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในวรรคสี่ของมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
'ในกรณีที่การปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าวก่อ ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม'
มาตรา 10 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
'หากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการ เมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือทราบถึงการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่งนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการ เมืองดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา'
มาตรา 11 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
'ความใน (1) ไม่ใช่บังคับกับการกระทำที่มุ่งหมายให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนหรือประโยชน์ สาธารณะ หรือเป็นการกระทำเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน'
มาตรา 12 ให้ยกเลิกมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา 13 บท บัญญัติในมาตรา 68 และบทบัญญัติในวรรคสองของมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป
-----------------------------------------------------------------------------------------
นายพีระพันธ์กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 237 ไม่ได้ยกเลิกการยุบพรรค แต่แก้ไขให้มีความชัดเจนขึ้น และให้เห็นว่าถ้าหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคทำผิดก็ไม่มีสิทธิที่จะยุบพรรค หากพรรคไม่ได้ทำผิด
นายพีรพันธ์กล่าวว่า สำหรับมาตรา 309 นั้น ไม่ใช่ยกเลิกองค์กรที่ตั้งขึ้นในสมัยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เนื่องจากองค์กรเหล่านี้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้บัญญัติความชอบหรือนิรโทษกรรมไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ผู้ร่างกลับนำมาบัญญัติไว้อีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังรับรองการกระทำให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่ควรจะเป็นอีก ด้วย ถือว่าขัดหลักนิติรัฐ เพราะองค์กรเหล่านี้อยู่เหนือการตรวจสอบ ยืนยันว่าองค์กรที่แต่งตั้งขึ้นยังทำหน้าที่ต่อไปได้ แต่จะเปิดช่องให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อสู้ได้
เมื่อถามว่า หลังเลิกมาตรา 309 จะเป็นช่องทางให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปียื่นต่อสู้ว่าประกาศ คปค.ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นายพีระพันธ์กล่าวว่า เป็นช่องทาง แต่ขึ้นอยู่กับอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยที่จะดำเนินการ โดยจะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
นายพีระพันธ์กล่าวว่า จะเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคพิจารณา คาดว่าจะจัดทำเป็นร่างที่สมบูรณ์ เพื่อเสนอต่อสภาได้ภายในสัปดาห์หน้า และเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขเรียบร้อยภายใน 2-3 เดือน หากติดสมัยปิดประชุมสภาก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดสมัยประชุมสภาวิสามัญ และได้เสนอร่างให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับทราบแล้ว ซึ่งนายกฯบอกว่าให้เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 13 ในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะอนุกรรมการศึกษาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของวิป รัฐบาล ระบุว่า บทบัญญัติในมาตรา 68 และบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ วรรคสอง มาตรา 237 ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2550 เป็นต้นไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่มาตรา 13 ระบุไว้เช่นนี้เท่ากับเป็นการใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่จะแก้ไขย้อนหลังกลับไป ตั้งแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งอาจมีผลเท่ากับการนิรโทษกรรมเกี่ยวกับการยุบพรรค
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยกเลิกมาตรา 309 ไม่ได้หมายความว่า จะยกเลิกประกาศและคำสั่งต่างๆ ที่ถูกรับรองให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวปี 2549 แต่ในส่วนที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ทำหลังวันที่ 24 สิงหาคม 2550 ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2550 มีผลใช้บังคับจะถือเป็นโมฆะหรือไม่นั้น จะทำก็ทำไป ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าทำแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ต้องเปิดโอกาสให้ต่อสู้ได้ หากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นชอบก็จะจัดทำรายละเอียดทั้งหมด เพื่อแจกจ่ายสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์ และให้ ส.ส.นำไปแจกประชาชน
นายวรวัจน์ เอื้อภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคพลังประชาชน ในฐานะคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า คาดว่าจะนำรายชื่อ ส.ส.ที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกฎหมายกำหนดต้องไม่น้อยกว่า 96 คน ยื่นต่อประธานวุฒิสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้ในวันที่ 2 เมษายน เพื่อขอให้บรรจุวาระก่อนเรียกประชุมสมาชิก 2 สภา และเข้าสู่กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อไป คาดว่าการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จทันก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำ ตัดสินคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคชาติไทยและพรรคพลังประชาชน
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 เพื่อเปิดทางให้ผู้ถูก คตส.กล่าวหามีช่องทางต่อสู้คดีว่า ไม่เกี่ยวกันเลยกับการปกป้อง พ.ต.ท. ทักษิณและพวก เพราะหน้าที่หลักเป็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ดังนั้น แม้จะไม่มี คตส.ก็ยังมี ป.ป.ช. และกรรมการ คตส.บางคนก็เป็นกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย จึงไม่มีความหมายอะไร แต่เหตุผลในการแก้ไขมาตรา 309 ก็เพื่อประโยชน์ของประชาชน เพราะถือเป็นอภิรัฐธรรมนูญ รองรับประกาศและคำสั่ง คปค.ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 'ขนาด พ.ร.บ.ที่ผ่านการพิจารณาของสภาอย่างถูกต้อง และมีผลใช้บังคับแล้ว ต่อมาพบว่ามีข้อโต้แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญ ยังสามารถแก้ไขได้
ดังนั้น ประกาศและคำสั่ง คปค.เป็นอะไร ใหญ่กว่า พ.ร.บ.ที่พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยอีกหรือ ถึงแตะต้องไม่ได้ แถมประกาศและคำสั่ง คปค. หัวหน้าคณะปฏิรูปก็ไม่ได้เป็นคนยกร่าง เพราะไม่มีปัญญา ไปสั่งให้ใครที่ไหนยกร่างไม่รู้ และทำกันในช่วงเวลาสั้นๆ มันจะดีได้อย่างไรดังนั้น ต้องตัดมาตรา 309 ทิ้งเสีย' นายพงศ์เทพกล่าว
ที่พรรคชาติไทย นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า การแก้มาตรา 237 ต้องให้ชัดเจน ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พรรค ไม่ใช่ผู้สมัครทำผิดแล้วมาลงที่หัวหน้าพรรค มันก็ต้องมีข้อแม้ที่ชัดเจน เมื่อถามว่า เป็นห่วงสถานการณ์ในช่วงแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า 'ก็แล้วแต่ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด'
ที่มา-มติชนออนไลน์ 2 เมษายน 2551 และ 1 เมษายน 2551
คณาจารย์ด้านนิติศาสตร์ 26 คนจาก 6 มหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน คัดค้านแก้ไขมาตรา 237 หนีคดีทุจริตเลือกตั้ง
โดยได้ออกแถลงการณ์ สรุปความว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถทำได้ตาม “อำเภอใจ” โดยอ้างเพียงความชอบธรรมจากการมีเสียงข้างมากของสภา ทั้งนี้เพราะยังต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับความถูกต้องตามหลักนิติธรรม ของระบบประชาธิปไตยด้วย
การแก้ไขควรต้องกระทำ “ก่อน” ที่จะมีการกระทำผิดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายขึ้น หากสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายได้ หลังจากการกระทำผิดแล้ว หลักเรื่องความถูกผิด หลักเรื่องการปกครองโดยกฎหมาย หลักนิติธรรมที่ใช้ในการปกครองประเทศ ก็จะพังทลาย
การแก้ไขมาตรา 237 เมื่อมีการกระทำผิดแล้ว จึงเป็นการทำลายระบบนิติศาสตร์ของประเทศลงอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเห็นว่าไม่ควรมีการกระทำหรือสนับสนุนให้กระทำดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง
การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทั้งหลายย่อมสามารถทำได้ แต่ไม่ควรทำโดยผู้มีส่วนได้เสียในเรื่องนั้น
การแก้ไขมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา จึงเป็นการดำเนินการที่มีการ “ขัดกันแห่งผลประโยชน์” โดยชัดแจ้ง และย่อมเป็นกรณีที่ถือว่าสมาชิกรัฐสภาเหล่านั้น “ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ” อันจะนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ
การแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนหากมิใช่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกลุ่มของตน แต่เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของสังคมและของประเทศ
การแก้ไขให้บทบัญญัติมาตรา 237 ใหม่ มีผลบังคับใช้ทันทีเพื่อให้เกิดผลประโยชน์แก่บุคคลหรือพรรคการเมืองที่มีมลทินจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้
ถ้าสมาชิกรัฐสภากระทำการในสิ่งที่มิได้เป็นไปตามหลักนิติธรรม ประเทศไทยก็คงไม่สามารถอ้างตนได้ว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยที่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศได้
นอกจากนี้ ยังเท่ากับสมาชิกของรัฐสภา กระทำการในสิ่งที่ตนได้ประณามในรอบปีที่ผ่านมาและทำลายระบอบประชาธิปไตยที่ตนเพรียกหามาโดยตลอด
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดี ศ. ดร.ไพโรจน์ กัมพูสิริ รศ. ดร. อุดม รัฐอมฤต รศ. ดร. ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ผศ.ดร.สมเกียรติ วรปัญญาอนันต์ รศ.ดร.วิจิตรา วิเชียรชม ผศ.ดร.วีรวัฒน์ จันทโชติ ผศ.ดร.กิตติศักดิ์ ปรกติ ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผศ.ธิติพันธ์ เชื้อบุญชัย คณบดี ศ.ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์
สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
อาจารย์ เธียรชัย ณ นคร ประธานสาขานิติศาสตร์ อาจารย์ คมสันต์ โพธิ์คง
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก อดีตคณบดี
คณะนิติศาตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
อาจารย์ ศรุต จุ๋ยมณี รองคณบดี อาจารย์รพีพรรณ อัตนะ อาจารย์จิรานันท์ ชูชีพ อาจารย์ หทัยกาญจน์ กำเนิดเพชร อาจารย์กรรภัทร ชิตวงศ์ อาจารย์กรกฎ ทองขะโชค อาจารย์ หทัยกาญจน์ กำเนิดเพชร อาจารย์กรรภัทร ชิตวงศ์ อาจารย์กรกฎ ทองขะโชค อาจารย์ ธนากร โกมลวนิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อาจารย์นิดาวรรณ เพราะสุนทร รองคณบดี อาจารย์ ชาญชัย ดิเรกคุณาธรณ์ รองคณบดี
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง
อาจารย์ นิรมัย พิศแข
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต
อาจารย์โชคดี นพวรรณ อาจารย์กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ นักวิชาการอิสระด้านนิติศาสตร์ที่มา-มติชนออนไลน์ 2 เมษายน 2551
ความเห็น
เรื่องขอแก้รัฐธรรมนูญ(รธน.)บางมาตราที่พรรคพลังประชาชน(พปช.)และพรรคร่วมรัฐบาล กำลังเร่งผลักดัน นี้ กำลังกลายเป็นความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่ของสังคมไทย
ด้านพรรคพปช.พรรคร่วมฯและผู้สนับสนุน อ้างว่า บทบัญญัติของรธน.ปี 2550 บางส่วน ขัดกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นดอกผลจากการรัฐประหารของเผด็จการคมช. จำเป็นต้องแก้ไข
ด้านชมรมสสร.50 และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ้างว่า ข้อเสนอให้แก้รธน. ตามข่าว เป็นการขอแก้ไขเพื่อประโยชน์ของพปช.และพรรคร่วมฯ เพื่อประโยชน์ของทักษิณและอดีตกรรมการบริหารทรท. 111 คน และเพื่อหลบหลีกการตรวจสอบจากอำนาจศาล
ข้ออ้างของทั้ง 2 ฝ่าย ล้วนมีเหตุผล
รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่แก้ ก็ไม่ถูกต้องครั้นจะแก้โดยพปช.และพรรคร่วมฯ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เช่นเดียวกัน
ไทย จะออกจากความขัดแย้งแตกแยกครั้งใหญ่นี้ อย่างไร ?
ข้อเสนอของเรา คือ รัฐธรรมนูญ 2551 ควรต้องได้รับการพิจารณาแก้ไขทั้งฉบับ
แต่ผู้ที่ดำเนินการแก้ไข ควรเป็นคณะบุคคล ที่ไม่ใช่พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้านชมรมสสร.50 หรือพันธมิตรฯ
คณะบุคคลที่ว่า ควรประกอบด้วยบุคคลที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทุกฝ่ายและจากสังคมไทย มีความเป็นกลางทางการเมือง ไม่มีส่วนได้เสียกับพรรคการเมืองและเป็นผู้ซึ่งมีผลงานเพื่อประชาธิปไตยของไทยเป็นที่ประจักษ์
การแก้ไขรธน.มาตรา 291 อาจใช้วิธีการทำนองเดียวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ในสมัยรัฐบาลบรรหาร ที่นำไปสู่การจัดตั้ง สสร.และรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ทั้งนี้ โดยต้องยึดถือประชาชนเป็นพื้นฐาน โดยประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบ

