เอแบคโพลเผยคนกรุุงเทพสนับสนุนรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญน้อยลง

tags:

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ประชาชนคิดอย่างไรต่อความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้“ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 2,625 ตัวอย่าง ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 2-14 เมษายน พ.ศ. 2551 เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญและประเด็นร้อนทางการเมือง

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 63.9 เห็นว่า กลุ่มที่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกลุ่มที่มุ่งประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคล ในขณะที่ร้อยละ 36.1 คิดว่าเป็นกลุ่มที่มุ่งประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ นอกจากนี้ ผลสำรวจพบด้วยว่า เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.9 คิดว่าผู้ที่ได้ประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ กลุ่มนักการเมือง ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 13.7 เท่านั้น ที่คิดว่าเป็นประชาชนทุกคนได้ประโยชน์ และร้อยละ 32.4 คิดว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ยังระบุว่า คนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในการสำรวจเดือนมีนาคม พบว่ามีร้อยละ 59.3 แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ได้ลดลงเหลือร้อยละ 49.6 ที่เห็นด้วย นอกจากนี้ การสำรวจครั้งก่อนยังพบว่าร้อยละ 32.9 ไม่เห็นด้วย แต่การสำรวจล่าสุด พบร้อยละ 46.9 ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีแล้ว แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในกลุ่มการเมืองได้ ไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวาย รวมทั้งเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลการสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.4 เกรงว่า จะเกิดความวุ่นวายขึ้น ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ขณะที่ร้อยละ 23.6 ไม่คิดว่าจะเกิดความวุ่นวายขึ้น อีกทั้งส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.0 เห็นว่า ควรมีการลงประชามติต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อน ขณะที่ร้อยละ 23.1 เห็นว่าไม่ควรมีการลงประชามติ และร้อยละ 1.9 ไม่มีความเห็น

ซึ่งเมื่อจำแนกตามจุดยืนทางการเมืองต่อเรื่องการลงประชามติ พบว่า ประชาชนทุกกลุ่มคือ กลุ่มหนุนรัฐบาล กลุ่มไม่หนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบส่วนใหญ่หรือเกินกว่าร้อยละ 70 ต่างเห็นควรลงประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ.

เมื่อ สอบถามความคิดเห็นต่อคดีความและความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.8 ระบุควรปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่ร้อยละ 11.2 ระบุควรให้ฝ่ายการเมืองทำอะไรบางอย่าง

นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ไม่เห็นด้วยกับการยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำทุจริต (คตส.) ในขณะที่ร้อยละ 34.3 เห็นด้วย และร้อยละ 4.2 ไม่มีความเห็น

ที่น่าพิจารณา คือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.2 เห็นว่า วิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันคือ สันติ สมานฉันท์ รู้รักสามัคคี เลิกทะเลาะกัน ในขณะที่รองลงมาหรือร้อยละ 13.7 เห็นว่าไม่เห็นแก่ตัวและพวกพ้อง ร้อยละ 10.2 เห็นว่าความเป็นกลางจะช่วยได้ ร้อยละ 6.7 ระบุการไม่แทรกแซงการทำงานของแต่ละฝ่าย และร้อยละ 6.3 เห็นว่า การเปลี่ยนรัฐบาลจะช่วยได้ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วงคือ เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยตอบได้มากกว่า 1 เหตุการณ์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.0 คิดว่าจะเกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในกลุ่มนักการเมืองเพื่อถอนทุนคืน ร้อยละ 68.3 คิดว่า จะเกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองบางคน ร้อยละ 68.0 คิดว่า จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงในกลุ่มนักการเมืองของรัฐบาลเอง และจะเกิดการแทรกแซงสื่อมวลชน ร้อยละ 63.8 จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นเผชิญหน้าของประชาชนสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 60.9 ก็ยังคิดว่าคนไทยจะช่วยเหลือกันแก้ปัญหาวิกฤตต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ร้อยละ 55.8 คิดว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ และร้อยละ 55.6 คิดว่าจะมีการยุบพรรคการเมือง และร้อยละ 36.7 คิดว่าจะเกิดปฏิวัติ ยึดอำนาจ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ประชาชนครึ่งต่อครึ่งหรือร้อยละ 50.0 ต่อร้อยละ 50.0 เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า ปล่อยให้ปัญหาการเมืองแก้ด้วยวิธีการทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะช่วยกันให้ปัญหาวิกฤต ต่าง ๆ ผ่านพ้นไปได้ พบว่า ประชาชนร้อยละ 21.5 ระบุ นายสมัคร สุนทรเวช รองลงมาคือ ร้อยละ 19.1 ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ร้อยละ 16.1 ระบุรัฐบาล ร้อยละ 13.8 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.1 ระบุ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อประชาชน กลุ่มพันธมิตร และร้อยละ 9.7 ระบุกลุ่มประชาชนทั่วไป ตามลำดับ

ที่น่าสนใจคือ ข้อเสนอแนะที่อยากบอกกับบรรดา ส.ส. ของพรรค ถ้าถูกยุบ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.0 ระบุให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในขณะที่ร้อยละ 17.4 ระบุย้ายไปสังกัดพรรคอื่น และร้อยละ 18.6 ระบุอื่นๆ เช่น เปลี่ยนรัฐบาล เลิกเล่นการเมือง ให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมาทำงานการเมือง และไปประกอบอาชีพอื่น ๆ เป็นต้น

และถ้าต้องย้ายพรรค ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 49.5 ระบุย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 40.3 เสนอให้ย้ายไปสังกัดพรรคประชาธิปัตย์

เมื่อสอบถามถึงการสนับสนุนให้ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 47.6 ยังคงสนับสนุน นายสมัคร ในขณะที่ร้อยละ 26.3 ไม่สนับสนุน และที่เหลือร้อยละ 26.1 ขออยู่ตรงกลาง โดยเหตุผลที่สนับสนุน นายสมัคร อันดับต้น ๆ คือ เห็นว่าเป็นคนพูดจริงทำจริง พูดตรงไปตรงมา ควรให้โอกาส รอดูการกระทำ และความชอบเป็นส่วนตัว เป็นต้น ขณะที่เหตุที่ไม่ชอบคือ บุคลิกไม่เหมาะสม พูดมากไป พูดจาไม่ดี ไม่ชอบเป็นส่วนตัว และยังไม่เห็นผลงาน ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการเลือกตั้งใหม่ ผลสำรวจพบว่า ประชาชนร้อยละ 50.0 จะยังคงเลือกพรรคพลังประชาชน ในขณะที่ร้อยละ 46.9 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 3.1 จะเลือกพรรคอื่น ๆ

เมื่อสอบถามความเห็นต่อท่าทีของ พ.ต.ท. ทักษิณ ที่ทำงานกับมูลนิธิไทยคม และชักชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุนในประเทศ พบว่า ร้อยละ 39.9 เห็นด้วยทั้งสองแนวทาง ร้อยละ 24.8 เห็นด้วยกับการชวนนักธุรกิจต่างชาติมาลงทุน ร้อยละ 16.6 เห็นด้วยกับการทำงานกับมูลนิธิ และร้อยละ 18.7 ระบุไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่า ไม่จริงใจ เป็นการสร้างภาพ มีอะไรบางอย่างแอบแฝง และควรกลับมาเล่นการเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรีอีก เป็นต้น

เมื่อถามว่า จะสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ทำงานการเมืองต่อไปหรือไม่ ผลสำรวจพบเกินครึ่ง หรือร้อยละ 53.0 พร้อมสนับสนุน และร้อยละ 47.0 ไม่พร้อมสนับสนุน โดยคนที่พร้อมสนับสนุนเป็นคนที่สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มากกว่าคนที่จบปริญญาตรีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.7 ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณ ควรยอมรับคำตัดสิน ถ้าถูกตัดสินว่าผิดจริง ในขณะที่ร้อยละ 33.3 ระบุควรต่อสู้ให้พ้นผิดต่อไป

ที่มา - สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น 1และ 2

ความเห็น

ข้อที่น่าสังเกต คือ  ทัศนคติของคนกทม.ที่เคยเห็นด้วยและสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากการสำรวจเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ในช่วงเวลาเพียง 1 เดือน ได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว ถึงประมาณร้อยละ 10 คือจาก 59.3 เหลือเพียง 49.6 แสดงให้เห็นว่า ความรู้สึกนึกคิดของคนกรุงเทพฯเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและอย่างน่าตกใจ

ผลการสำรวจของเอแบคโพลนี้ นับเป็นลางร้ายของพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วมรัฐบาล ที่กำลังเร่งแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขได้เปลี่ยนไปเรื่อย แรกๆก็ว่าจะแก้เพียง ม.237 ต่อมาก็มาเพิ่ม ม.309 ต่อมาก็เพิ่มเป็น 5 มาตรา ต่อมาอีกก็จะให้กกต.และปปช.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง จนล่าสุดก็เป็นแก้ทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1-2 โดยถือรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นหลัก

การครองเสียงข้างในสภา แล้วคิดว่า สามารถใช้เสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้พรรคหรือคนของพรรคพ้นผิดจากการพิจารณาของศาล ตามอำเภอใจโดยไม่ฟังเสียงทักท้วงคัดค้านของประชาชน เป็นความเห็นผิดที่ลุแก่อำนาจ ซึ่งอาจชักนำบ้านเมืองไปสู่ความแตกแยกและการเผชิญหน้าครั้งใหญ่

ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันตามแนวทาง สันติ สมานฉันท์ รู้รักสามัคคี เลิกทะเลาะกัน

นี่คืออาณัติจากสวรรค์ !!!

อุปสรรคขวากหนามที่ทอดตัวอยู่ข้างหน้า บนเส้นทางแก้รัฐธรรมนูญตามอำเภอใจนั้น ขอบอกว่ามีมากมายเหลือที่จะคณานับ ขอให้ดูกันไปเถิด ขืนยังดื้อรั้น ผลสุดท้ายอาจแก้ไม่ได้แม้แต่มาตราเดียว

 

 

  • ปีกการเมืองตลกหลังคารถ ของ ขบวนอภิชนทุนทักกี้ นั้นมี แผนทางการเมืองหลายระดับ ในการเคลื่อนไหวประเด็นแก้รัฐธรรมนูญ หากว่าสถานการณ์อำนวยเขาย่อมแก้รัฐธรรมนูญเพื่อ ทำลายพันธนาการ ให้แก่ ทักกี้และครอบครัว ตลอดจน 111 ตลกหลังคารถฝ่ายทักกี้ ตลอดจนสยายปีกเข้าควบคุมองค์กรอิสระต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
 
  • แต่หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาด ปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่เห็นพ้องด้วยของสาธารณชน ในแนวทางเคลื่อนไหวของพวกเขา ที่สำคัญคือใน แนวร่วม 5 พรรคการเมือง ที่ร่วมค้ำจุนการดำรงอยู่ของรัฐบาลสมัครหนึ่ง ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เขาจะปั่นสถานการณ์ความขัดแข้งขึ้นไป และใช้สื่อสารมวลชนที่ทะยอยเข้าควบคุมไว้ในมือโฆษณาหว่านล้อมทรรศนคติของสาธารณชน ตระเตรียมการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ โดยมุ่งหวังที่จะได้จำนวน "ตลกหลังคารถ" เข้าสภามากกว่าเดิม ตลอดจนเพื่อสะสาง ความขัดแย้งและความสัมพันธ์ อันแสนอิหลักอิเหลื่อภายในขบวนตน
 
  • อันที่จริงแล้ว การเตรียมการสำหรับ ทางถอยที่สอง นี้ได้เสร็จสิ้นไปในระดับหนึ่งแล้ว ในการสะสางกำลังของขบวนจารีต-อำมาตยาใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กระทรวงมหาดไทย ด้วยการปลดและโยกย้ายใหญ่หลายระลอก ซึ่งนอกจากเป็นไปเพื่อการกระชับปรับปรุงขบวนแถวกลไกอำนาจรัฐแล้ว ยังเป็นไปเพื่อการเลือกตั้งที่อาจมาถึงในเวลาอันใกล้
 
  • ส่วนแผนอื่นนั้น ยังเป็นความลับในหมู่หัวขบวนอภิชนทักกี้ (ที่มีเพียงผู้ใกล้ชิดไม่กี่คน) ซึ่งสาธารณชนต้องคอยสดับรับฟังสัญญาณต่างๆ และตีความกัน
 
  • ส่วน ขบวนอภิชนจารีต-อำมาตยา นั้นยังยึดกุมกลยุทธ์ ซุ่มซ่อนอำพราง กำลังที่แท้จริง ใช้แต่ องค์กรบังหน้าและแนวร่วม บ่อนทำลายสถานะทางการเมืองของขบวนทักกี้อย่างกัดติดยืดเยื้อต่อไป เพื่อรอคอย โอกาสและจังหวะที่เหมาะสม ต่อไป 

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้