ศาลฎีกาสั่งให้ใบแดงยงยุทธและศาลรัฐธรรมนูญวินิฉัยแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา(ปรับปรุง 1)

tags:
8 กรกฎาคม 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สั่งให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช และให้ใบเหลือง น.ส.ละออง ติยะไพรัช น้องสาว พรรคพลังประชาชน ฐานกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว.พ.ศ.2550 ว่าด้วยการทุจริตการเลือกตั้งตามคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)

ศาลระบุว่า มติให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้ถูกร้องที่ 1 (นายยงยุทธ)และให้ใบเหลืองผู้ถูกร้องที่ 2(น.ส.ละออง) แม้มติกกต.ออกมาเป็นเสียง 3 ต่อ 1 ก็ถือว่านายสมชัย จึงประเสริฐ ได้ใช้สิทธิในการออกเสียงแล้ว จึงถือว่ามติกกต.ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประเด็นการให้สินบนกันจริงหรือไม่ ศาลเห็นว่า แม้ผู้คัดค้านที่ 1(นายยงยุทธ)อ้างว่ากกต.ผู้ร้องมีการปั้นแต่งพยานมากลั่นแกล้งผู้คัดค้าน ซึ่งเป็นกลุ่มอำนาจเก่า เพื่อไม่ให้ได้รับการเลือกตั้งนั้น ผู้ร้อง(กกต.)มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้งภาพถ่ายและวีดีโอ บันทึกภาพที่กำนันทั้ง 10 คน จากอ.แม่จัน จังหวัดเชียงราย เดินทางมาพบนายยงยุทธผู้คัดค้านที่ 1 ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค

รวมทั้งคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ กำนันตำบลจะว้า อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ระบุชัดเจนว่า นายยงยุทธ ผู้คัดค้านได้ให้เงิน 2 หมื่นบาท เพื่อจูงใจให้กำนัน 10 คนให้การช่วยเหลือนายยงยุทธ ผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้สมัคร ส.ส. สัดส่วนพลังประชาชน และ น.ส.ละออง ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.เขต 3 จังหวัดเชียงราย เพื่อให้ได้รับการเลือกตั้ง

ศาลจึงเห็นตามคำร้องของกกต.ผู้ร้อง ที่ให้ใบแดงและใบเหลืองคือ ให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง นายยงยุทธผู้คัดค้านที่ 1 เป็นเวลา 5 ปีนับแต่วันพิพากษาและให้จัดการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 3 จังหวัดเชียงรายแทน นส.ละอองผู้คัดค้านที่ 2

รายงานข่าวแจ้งว่าหลังจากศาลสั่งให้ใบแดงนายยงยุทธ  กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จะดำเนินการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อสอบสวนและพิจารณาว่า มูลเหตุแห่งการให้ใบแดงนายยงยุทธ เป็นมูลเหตุให้ยุบพรรคการเมืองหรือไม่ (ข่าว 1)

8 กรกฎาคม 2551 นายไพฑูรย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แถลงว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ รมว.ต่างประเทศไปลงนามนั้น เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

"ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่18 มิถุนายน เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา"(ข่าว 2 )

ที่มา - กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ ข่าว 1 และ ข่าว 2

ข้อมูลเพิ่มเติม 1. คำวินิจฉัยกลางศาลรัฐธรรมนูญที่ ๖-๗/๒๕๕๑ เรื่อง คำแถลงการณ์ร่วมไทย - กัมพูชาฉบับลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๑ เป็นหนังสือสัญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่

2. คำสั่งศาลฎีกาที่ 5019/2551 เรื่องกกต.ขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัชฯ

ความเห็น

คดีใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช มีความสำคัญมากตรงที่นายยงยุทธ เป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ทำให้คดีของนายยงยุทธ มีแนวโน้มสูงที่อาจทำไปสู่คดียุบพรรคตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.237 วรรค 2 ที่ว่า

"...ถ้าการกระทําของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทําการเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ตามมาตรา 68.."

สส.ของพรรคพลังประชาชนและสว.จำนวนหนึ่ง เคยเสนอญัตติขอแก้ไขมาตรานี้ แต่ต่อมาเมื่อพันธมิตรฯได้เคลื่อนไหวต่อต้านอย่างหนัก ทำให้สว.และสส.หลายคนขอถอนชื่อออก มีผลทำให้ญัตติตกไป คงเหลือแต่ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดยการลงชื่อของประชาชนจำนวนแสนกว่าคนที่นำโดยนายเหวง โตจิราการและคณะ ซึ่งต้องรอตรวจสอบรายชื่อและรอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเข้าชื่อของประชาชน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภา

ปัญหาที่ว่า คดีใบแดงนายยงยุทธ จะนำไปสู่คดียุบพรรคหรือไม่นั้น ตามขั้นตอน กกต.ต้องตั้งอนุกรรมการพิจารณาก่อนว่า กรณีมีมูลที่จะดำเนินคดียุบพรรคพลังประชาชนหรือไม่ แต่เรื่องนี้ กกต.คนหนึ่งคือนายสุเมธ ได้เคยแถลงข่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 กกต.ไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดียุบพรรคเท่านั้น

ปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องว่า จะส่งหรือไม่ แต่เป็นปัญหาว่าจะส่งเมื่อไหร่ ? ซึ่งกระแสกดดันจากการชุมนุมยืดเยื้อของกลุมพันธมิตรฯ คาดว่า กกต.คงใช้เวลาไม่ช้าในการยื่นคำร้องต่อศาลรํฐธรรมนูญ คงมีปัญหาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ซึ่งใน กระทู้เดิมเรื่องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 237 ? ได้เคยมีการถกเถียงเหตุผลกันมาก่อนบ้างแล้ว

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งให้ยุบพรรคพลังประชาชน แม้ว่าสส.ที่ไม่เป็นกรรมการบริหาร อาจย้ายไปสังกัดพรรคอื่นได้ภายในกำหนดเวลา แต่กรรมการบริหารพรรค 33 คนซึ่งเป็นสส.หลายคน ต้องพ้นสภาพสส.และถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี อาจทำให้รัฐบาลมีเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ ทำให้เป็นไปได้มากว่า รัฐบาลอาจยุบสภาก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดียุบพรรค

สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่า แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาที่สนับสนุนให้กัมพูชาเสนอจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร เป็นมรดกโลก ที่คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิ.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบให้ รมว.ต่างประเทศไปลงนามนั้น เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา นั้น

คำวินิจฉัยนี้ มีความสำคัญมากตรงที่ว่า ถ้าคณะรัฐมนตรี ไม่รู้ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือเข้าใจผิด ก็แสดงว่า คณะรัฐมนตรีคณะนี้ ไม่มีความรู้ความสามารถเพียงพอในการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้นถ้าบอกว่ารู้ แต่ยังจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องด้วยเหตุตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่อาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งทั้งคณะได้

คำสั่งและคำวินิจฉัยทั้งสองคดีนี้ จึงนับเป็นการเพลี่ยงพล้ำและถอยร่นทางการเมืองครั้งใหญ่ของรัฐบาลสมัครอีกครั้งหนึ่ง นอกจากจะสั่นคลอนเสถียรภาพอย่างรุนแรงแล้ว ยังทำให้สังคมไทยเล็งเห็นว่า อายุของรัฐบาลสมัคร อาจเข้าสู่ระยะนับถอยหลังแล้ว

 

  • พวก จาโคแบงไทย 2551 (อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.arayachon.org/forum/arayachon/522) ที่เห่าหอนเชิงสะพานมัฆวาน ใกล้จะได้ฉวยโอกาสประกาศชัยชนะครั้งที่หนึ่งร้อยสองอีกแล้ว ก่อนปีนลงจากบันไดสำเร็จเสียที แล้วรับรางวัลจากพลังจารีตนิยมไทยก่อนแยกย้ายกลับรัง เพื่อนอนรอ จ๊อบใหม่ ใน ศึกสองขบวนอภิชนกาฝากไทย รอบต่อไป

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้