ท่าทีทางการเมืองของ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
(ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์)
ผบ.ทบ.ชี้ประชาชนรักชาติ หวงแผ่นดินเป็นสิ่งดี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานเหตุผล การใช้ความรุนแรงไม่ใช่ทางออก หวังรัฐบาลเจรจาแก้ปัญหาความขัดแย้งปราสาทพระวิหาร
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมีประชาชนบางส่วนไม่พอใจต่อคำตัดสินว่า ในส่วนของประชาชน พูดในแง่ดีเป็นการแสดงความรักชาติห่วงแผ่นดิน ห่วงสถานที่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของไทย ซึ่งเรามีมากมายอยู่ในประเทศมีทุกแห่ง ช่วยกันรักษาไว้เป็นสิ่งที่ดี
ในส่วนของปัญหาปราสาทพระวิหาร การแสดงออกถึงความรักชาติรักแผ่นดินทำได้ แต่ก็ต้องอยู่บนหลักของเหตุผล บนความเป็นจริงและไม่สร้างในลักษณะซึ่งเกิดความขัดแย้ง ผลประโยชน์ของประเทศชาติระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีหลายมิติด้วยกัน ทั้งเศรษฐกิจ หรือการอยู่ร่วมกันโดยสันติ โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารไปประจำการตามแนวชายแดน ถือเป็นความสำเร็จที่ไม่ต้องเป็นภาระประเทศชาติในทุกๆด้าน ทั้งนี้เรามีวิธีการพูดคุยกันได้ในทางกลไก ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือกลไกทางกฎหมาย
เมื่อถามว่า หลายฝ่ายกดดันให้กองทัพเข้าไปดำเนินการผลักดันชาวกัมพูชา ที่มาอาศัยในพื้นที่ทับซ้อน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า การใช้มาตรการทหารต้องมาจากรัฐบาล เราทำเองไม่ได้ ซึ่งมาตรการที่ผ่านมา เราได้รายงานมาโดยตลอด ถึงการเข้ามาปลูกสร้างในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลไทยที่ผ่านมา ทั้งในอดีตด้วย ตนเน้นว่าไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ ที่เน้นว่าไม่ให้ใช้มาตรการรุนแรง หรือมาตรการเผชิญหน้า ให้ใช้มาตรการประท้วงตามกลไก ซึ่งก็ได้ยืดเยื้อมาถึงทุกวันนี้
เมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา มีนักวิชาการมาแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามจากการประเมินทราบว่า ทั้งหมดไม่มีใครเห็นด้วย ที่จะใช้มาตรการในการใช้กำลังทหาร ลงไปผลักดันในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนจะต้องเกิดภาวะตึงเครียดระหว่าง 2 ชาติ และจะต้องมีปัญหาที่ตามมา เรื่องของความสัมพันธ์ของคนในชาติ เศรษฐกิจ ดังนั้นน่าจะใช้มาตรการอื่นดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม ทหารพร้อมที่จะปฎิบัติตามแนวทางของรัฐบาลให้ดำเนินการ
ต่อข้อถามว่า จำเป็นที่รัฐบาลจะต้องพูดคุยกับกัมพูชา เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า แน่นอน เรามุ่งหวังว่าถ้าทางรัฐบาลได้เจราจากัน หรือพูดคุยกับทางกัมพูชา และแก้ไขปัญหานี้ได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากจะเคลียร์ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำไปโจมตีตลอดเวลา พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า จะพูดอย่างไรดี พูดไปก็เป็นประเด็น แต่ก็อยากเรียนว่า ตนก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เรียนว่าตนทำหน้าที่ ไม่มีวาระแอบแฝง หรือซ้อนเร้นใดๆทั้งสิ้น
ที่มีการนำตนไปโจมตีในเรื่องที่เกี่ยวกับว่า ตนไปมีผลประโยชน์ อยากจะเรียนผ่านสื่อมวลชนว่า รับรองว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างเดินไปตามขั้นตอน เช่น คนที่มีคดี ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ก็มีผลออกมาตามระยะเวลา ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ยังมีหนทางที่จะแก้ไขปัญหาประเทศชาติในแนวทางอื่น การที่จะให้ใช้ความรุนแรง ทั้งเรื่องการปฎิวัติ หรือเรื่องใดก็ตาม
พูดมาหลายครั้งแล้วว่า สังคมโดยรวมจะได้รับผลกระทบมากกว่า ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ น่าจะใช้หนทางอื่น ทางการเมืองก็ยังมีหนทางทั้งทางด้านศาลหรือด้านใดก็ได้ น่าจะมีหนทางในการแก้ปัญหา
เมื่อถามว่า ประชาชนบางส่วนไม่พอใจกับคำตัดสินของศาล พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเกี่ยวกับด้านกฎหมาย ไม่สามารถจะเอาความถูกใจหรือไม่ถูกใจ แต่ต้องว่าไปตามข้อมูลหลักฐาน และตัวกฎหมาย เราเคยมีประสบการณ์อยู่มากมายว่า ทำผิดแต่ทำไมปรับแค่นี้ ซึ่งเป็นกลไกของทางสังคมที่ได้วางไว้แบบนั้น ต้องยอมรับในส่วนนั้น
ถ้าอยากให้ลงโทษรุนแรงต้องไปแก้กฎหมายให้รุนแรงและต้องมีหลักฐานที่จะจับได้ เป็นปัญหาพื้นฐานที่ทราบกันอยู่ว่า ขึ้นอยู่กับการหาหลักฐานได้และมีกฎหมายจะลงโทษอย่างไร ทั้งนี้สิ่งที่ว่าจะใช้ความสะใจคงไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่ศาลพิจารณา และคดีต่างๆ มีความชัดเจน จะทำให้สถานการณ์ต่อจากนี้ไปดีขึ้นหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนที่อยู่บนแนวทางที่พยายามยึดหลักการน่าจะรู้สึกว่าดีขึ้น เพราะทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตและยกมาเป็นประเด็นก็ถูกดำเนินการตามกฎหมายและมีผลออกมา คิดว่าน่าจะดีขึ้น ให้มีเสถียรภาพ ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำดีไม่ดีอย่างไรน่าจะเป็นแนวทางที่ดี
ที่มา-กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2551
ความเห็น
พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน ได้แสดงท่าทีทางการเมืองอย่างชัดเจนต่อหน้าแรงบีบคั้นของพวก จาโคแบงไทย 2551 สุนัขรับใช้ของขบวนอภิชนกาฝากตกยุค ที่ระดม กองกำลังหลัก 4 กลุ่ม ในเครือข่ายสายสัมพันธ์ ออกมาโค่นล้มรัฐบาลทักกี้จำแลง โดยล่อลวงชาวไทยส่วนหนึ่งให้หลงเชื่อผ่าน สื่อยามจาโคแบง เข้ายึดพื้นที่สะพานมัฆวานและพยายามสร้างแรงบีบคั้นทางสังคมให้กองทัพทำรัฐประหารครั้งใหม่
การแสดงท่าทีทางการเมืองที่ชัดเจนของ พล.อ. อนุพงษ์ ต่อสาธารณชนไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นในเวลาอันเหมาะสมหลังจาก "อำนาจตุลาการ" ได้ตัดสินคดีสำคัญต่างๆ หลายคดี อีกทั้งยังมีคดีใหญ่จ่อรออยู่ในเวลาอันใกล้ เป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของสังคมไทย ในการที่จะบรรลุสู่ วุฒิภาวะทางการเมืองในคุณภาพใหม่ พ้นจากการวนเวียนจมอยู่ในหล่มปลัก วัฏจักรอุบาทว์ ของการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญของคณาธิปไตยอำมาตยา สลับกับการเลือกตั้งของพวกคณะตลกหลังคารถที่เอาแต่ได้ในการแอบอ้าง "สิทธิธรรมจากหีบเลือกตั้ง"
ศรศิลป์ ขอสนับสนุนท่าทีทางการเมืองเช่นนี้ของ พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่างเต็มที่


ความเป็นประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่หมายถึง การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย แต่ยังรวมถึง การเปิดโอกาศให้ความแตกต่างหลากหลายนั้น สามารถแสดงออกและโต้แย้งกันด้วยเหตุผล อย่างเสมอภาคและภราดรภาพ
การนำเสนอของคุณศรศิลป์ เป็นการนำเสนอด้วยเหตุผลของเขา ด้วยสไตล์ของเขา คุณ charn ไม่เห็นด้วย ย่อมมีสิทธิโต้แย้งและนำเสนอความคิดและเหตุผลของตนเอง แต่สภาพที่ว่า ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ถ้ามีการตำหนิ ดุด่า ว่ากล่าวกันโดยไม่แสดงเหตุและผลที่ชัดเจน
มันจะกลายเป็นการด่ากันไป ด่ากันมา ตามอำเภอใจ ไม่สร้างสรรค์ เป็นความป่าเถื่อน ไม่อารยะ ซึ่งที่อารยชนนี้ ไม่ต้องการให้เกิดสภาพเช่นนั้น
คุณ charn เห็นว่า คนพูด คนเขียน ควรตั้งมั่นในทางสายกลาง ไม่โกรธเกลียดคนที่เห็นต่าง นั่นคือ แบบแผนการพูด การเขียนที่คุณ charn เห็นว่า ถูกต้อง แต่ถามว่า คนอื่นเขาต้องเห็นและทำตามแบบแผนของ คุณ charn ด้วยหรือ ? เขามีสิทธิ ที่จะพูดและเขียนแตกต่างจากแบบแผนของ คุณ charn ไหม ?
เช่น ผมอาจเห็นต่างว่า ในทางการเมือง ไม่มี กลาง คนเราต้องชัดเจนว่า ยืนอยู่กับฝ่ายไหน ? เพราะอะไร ? "กลาง"เป็นความไร้เดียงสาของคนที่ไม่รู้การเมือง เป็นต้น