รายงานการสัมนาเรื่อง การเมืองไทย หลังรัฐบาลใหม่
วันที่ 14 ธ.ค. 2551 นาย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวตอนหนึ่ง ในการเสวนาเรื่อง “ การเมืองสยามประเทศ(ไทย)-หลังรัฐบาลใหม่ และหลัง “รัฐธรรมนูญ 2550 ” ว่า
หากพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชนะโหวต ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เราจะได้รัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากนัก โดยมีนายกรัฐมนตรีตามกฎหมาย แต่ถ้าไม่เป็นไปตามความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์ ก็จะมีปัญหาทางกฎหมายตามมา เช่น การยื่นตีความทางกฎหมายของสมาชิกภาพของ ส.ส.ระบบสัดส่วน ว่า เข้ามาร่วมโหวตนายกรัฐมนตรีได้ด้วยหรือไม่
เขาเห็นว่า หลังรัฐบาลใหม่และรัฐธรรมนูญปี 2550 จะทำให้เกิดความเผชิญหน้าของความแตกแยกเพิ่มขึ้น คะแนนที่โหวตนายกรัฐมนตรี จะไม่ชนะขาด ทำให้เกิดปัญหาคะแนนสนับสนุน ทั้งด้านนโยบายและกฎหมาย เขายืนยันว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นทางตัน และจะมีการตีความกฎหมาย เพื่อให้เกิดภาวะสุญญากาศและนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงกติกา
“รัฐธรรมนูญจะถูกนำมาเป็น สนามประลองกำลังทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งฝ่ายที่ต้องการคงรัฐธรรมนูญไว้ กลุ่มที่เกลียดนักการเมือง ต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่และกลุ่มที่ปฏิเสธรัฐธรรมนูญ”
นาง ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ใน 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างมาก เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนจนในชนบท คนชั้นกลาง และคนรวยมากขึ้น
คนจน 20% มีรายได้ตามสัดส่วนรายได้ประชาชาติ(GNP) ไม่ถึง 5% จากที่คนรวยมีรายได้ตามสัดส่วนรายได้ประชาชาติถึง 20% ทำให้ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนของประเทศ ใกล้เคียงกับทวีปละตินอเมริกาไปแล้ว
ขณะที่คนในเมืองกลุ่มน้อย ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ คนระดับล่าง ก็มองว่า เขาถูกดูถูกว่า ไม่มีความรู้ทางการเมือง จนนำมาซึ่งความแตกแยก โดยเฉพาะความเห็นต่างเรื่องประชาธิปไตย
ขณะที่ชนชั้นอภิสิทธิชนหรือชนชั้นปกครองในวงการเมือง กลับคิดถอยหลัง ต้องการที่จะเปลี่ยนหลักการ 1 คน 1 เสียง มาเป็นระบบการแต่งตั้งที่มีสัดส่วนมากขึ้น และพยายามที่จะนำแนวคิดอื่นๆ มาใช้ ถือว่าเป็นแนวคิดถอยหลังเข้าคลอง เพื่อให้ชนชั้นอภิสิทธิชนเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้ง่ายขึ้น
“คนส่วนใหญ่ต้องการ ระบอบการปกครองตามหลักการประชาธิปไตย 1 คน 1 เสียง แต่ชนชั้นอภิสิทธิชน กลับทำตัวทวนเข็มนาฬิกา ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ทำให้เกิดช่องว่างและเพื่อเข้ามาแทรกแซงการเมืองได้โดยง่าย ”
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า จะทำให้กลับไปสู่การเมืองเก่าหรือวังน้ำวนของ คณาธิปไตย อันเป็นการปกครองของอภิสิทธิชน โดยอภิสิทธิชน เพื่ออภิสิทธิชน และเชื่อว่า นายอภิสิทธิ์ จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลสูตรผสมใหม่ จากกลุ่มนายเนวิน
แต่จะบริหารบ้านเมืองอย่างไม่ราบรื่นและบริหารได้ในระยะเวลาช่วงสั้นๆ ยังเชื่อว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการพักรบและเกี้ยเซี๊ยของทุนเก่าและทุนใหม่ ขณะที่ ทักษิณ ชินวัตรและพรรคพวก จะหมดอนาคตทางการเมือง ตามแผนของพลังสีเหลืองและพลังสีเขียว ผนวกกับตุลาการธิปไตย
ตามทฤษฎีอัลาคาโปน จะติดคุกหรืออยู่ต่างประเทศไประยะเวลาหนึ่ง แต่ก็อาจสามารถกลับมาได้ด้วยทฤษฎีประชานิยมและการอภัยโทษ ตามทฤษฎี เอวิตา เปรอง จากความเห็นใจของรากหญ้า เขาเชื่อว่า การนองเลือด สงครามการเมือง การจลาจลหรือกลียุค จะเกิดขึ้น และยุคคสมัยใหม่จะรุ่งเรืองกว่า
เขากล่าวอีกว่า ทางออกของสังคมไทย จะต้องมีการยอมรับความแตกต่างที่ไม่แตกแยก ต้องมีจิตใจกว้างขวางไม่คับแคบ ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตราที่เป็นอำมาตยธิปไตย ที่เป็นการปกครองของอภิสิทธิชน ไม่เอา ส.ว. ไม่เอา ส.ส.ปาร์ตี้ลิตส์ หรือการสรรหา ไม่เอากฎหมายยุบพรรค แต่ยุบนักการเมืองได้ ไม่เอา 70/30 ไม่ถอยหลังไปที่ 50/50
โดยต้องอยู่ในหลักสากลและให้อำนาจตุลาการ กลับไปสู่ความยุติธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เป็นเครื่องมือทางการเมืองและไม่เอาส่วนเกิน คือ ศาลรัฐธรรมนูญ และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สถาบันกษัตริย์ของสยามประเทศ เป็นสถาบันสูงสุด ที่ทรงไว้ซึ่งพระคุณ อย่างเช่นในอารยประเทศ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป) และไม่ถูกนำอ้างหรือใช้และนำไปอิงในการต่อสู้ทำลายกันทางการเมือง
นายฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า หากได้รัฐบาลใหม่ตามที่คาดคะเน การเมืองไทย ก็จะได้ระบบการเมืองเก่า และได้ระบบการเมืองก่อนรัฐบาลทักษิณกลับมา เหมือนทศวรรษที่ 80-90
การผสมผสานของรัฐบาล ก็จะเป็นแบบเก่า มีแต่การแก่งแย่งและฝ่ายบริหารก็จะอ่อน ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็จะทำให้สถาบันอำนาจเก่าแข็งแกร่งขึ้น ทั้งกองทัพ ระบบราชการ เครือข่ายตุลาการ และสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือเป็นเรื่องเก่าๆ
เขากล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประโยชน์จากการออกมาเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พันธมิตรฯต้องการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดการเมืองใหม่ โดยปฏิเสธระบบผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องการให้มีการแต่งตั้งเพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบันคงจะทำได้ยาก เพราะความตื่นตัวของประชาชนในชนบท
การเข้ามาของพรรคประชาธิปัตย์ แม้จะมีความได้เปรียบจากบุคลากร ทั้งด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ แต่เมื่อคู่ต่อสู้ไม่มี กองทัพยังพยายามที่จะอุ้มเข้าทางประตูหลัง ขณะที่อีกฝ่ายก็กวาดทิ้ง ระบบตุลาการ และการสร้างเงื่อนไขกรรโชกของพันธมิตรฯ ที่ทุกฝ่ายก็อยู่ในภาวะจำยอม
ดังนั้น ตนเชื่อว่า คนที่ตีกันเอง ก็อาจจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ รวมไปถึงการปั่นป่วนจากกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบและเชื่อว่า กรรมก็จะตามสนอง
ที่มา - ผู้จัดการ ออนไลน์
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

