การประชุมกลุ่มอาเซียนปิดฉากแล้ว สหรัฐฯประกาศหวนคืนอุษาคเนย์
วันที่ 24 กค.2552 การจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน (ASEAN Ministerial Meeting: AMM) ครั้งที่ 42 ,การประชุมระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่เจรจา(Post Ministerial Conferences: PMC),
การประชุมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย -แปซิฟิก (ASEAN Regional Forum: ARF) ครั้งที่ 16 และการประชุมที่เกี่ยวข้องในระดับรัฐมนตรี ที่มีมากถึง 32 วงประชุม
ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ระหว่างสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ประเทศคู่เจรจา องค์กรระหว่างประเทศและประเทศผู้สังเกตการณ์ รวม 27 ประเทศ ได้เสร็จสิ้นแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎบัตรอาเซียน ในการเตรียมการเข้าสู่ "ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ.2558" โดยจะส่งเสริมความเป็นเอกภาพของอาเซียนใน 3 เสา ทั้งการเมืองและความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมและวัฒนธรรม ทำให้อาเซียน เป็นกลไกสำคัญต่อประชาชน 500 ล้านคนอย่างแท้จริง
ในการประชุมระหว่างรมว.ต่างประเทศอาเซียนกับรมว.ต่างประเทศคู่เจรจา ซึ่งผู้สื่อข่าวทั้งไทย-เทศ จับจ้องไปที่คำแถลงท่าทีของ "นางฮิลลารี ร็อดแฮม คลินตัน" รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกาต่ออาเซียน โดยก่อนหน้านี้ นางคลินตัน และ อภิสิทธิ์ พบปะกันที่กรุงเทพฯ ก่อนลงมาที่ภูเก็ต
"สหรัฐอเมริกา กลับมาแล้ว" (The US is back) ประโยคแรกที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวต่อประชาคมอาเซียน เพื่อยืนยันว่า สหรัฐฯ เริ่มดำเนินนโยบายอาเซียนใหม่ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา หลังจากที่ คอนโดลิซซ่า ไรซ์ อดีตรมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ปฏิเสธเข้าร่วมประชุมที่ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์
นางคลินตัน หยอดคำหวานว่า เพื่อแสดงออกถึงความผูกพันของสหรัฐฯ ที่จะเสริมและขยายความสัมพันธ์ในภูมิภาคนี้ โดยการเซ็นสัญญาไมตรีและความร่วมมือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับอาเซียน
" เราจะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และมีพลวัตรในฐานะหุ้นส่วนกับอาเซียน นั่นเป็นเหตุผลที่ข้าพเจ้าต้องมายืนอยู่ ณ ที่นี้ "
สหรัฐอเมริกา กลับมาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ประธานาธิบดีโอบามาและเธอ เชื่อว่า ภูมิภาคนี้มีความสำคัญกับสันติภาพและความมั่งคั่งของโลก สหรัฐฯ ตั้งใจที่จะมีความสัมพันที่สนิทแน่นแฟ้นกับหุ้นส่วนในอาเซียน
ในขณะที่โลกกำลังเผชิยหน้ากับความท้าทายหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องความมั่นคงระดับโลกและระดับภูมิภาค ไปจนถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ปัญหาสิทธิมนุษยชนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ(โลกร้อน)
นางคลินตัน ยืนยันว่า มีความภูมิใจที่จะประกาศให้รู้ว่า สหรัฐอเมริกาจะมีผู้แทนทางการทูตในอาเซียน ซึ่งนำโดยท่านทูตที่จาการ์ตา ในระยะเวลาอันใกล้นี้
พร้อมเน้นย้ำกับคณะทำงานทุกคน ให้ใส่ใจกับสำนักเลขาธิการอาเซียนให้มาก รัฐบาลสหรัฐฯเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ โดยในขั้นแรก เราจะส่งนักการทูตที่มีความชำนาญไปจาการ์ตา เพื่อทำงานกับอาเซียน
นางคลินตัน กล่าวว่า สหรัฐฯกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างคือ กัมพูชา ลาว เวียดนามและประเทศไทย ได้ปรึกษาหารือในเรื่องที่สนใจร่วมกัน ทั้งเรื่องน้ำ สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข เชื่อว่ารัฐบาลโอบามา ต้องการมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับอาเชี่ยน และจะใส่ใจเรื่องที่เป็นวิกฤต ก็คือ ปัญหาโลกร้อน
สหรัฐฯ ได้ขอให้สภาคองเกรส เพิ่มความช่วยเหลืออีก 7 เท่า ในกองทุนสำหรับภูมิภาคนี้ และสหรัฐฯ จะเปิดโครงการริเริ่มใหม่เกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งจะรวมถึงการวิจัยและการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ ๆ เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม เพื่อที่จะสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ ในเอเชีย
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะขอร้องให้มีการประชุมระดับสูงเรื่องสภาพแวดล้อมภายในอาเซียน เมื่อทำงานร่วมกัน เราก็หวังว่า จะช่วยโลก เผชิญหน้ากับปัญหาเกี่ยวกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น
รวมทั้งการพัฒนาพลังงานที่สะอาด เพื่ออนาคต นี่ถือว่า เป็นก้าวย่างที่สำคัญสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอาเซียน และก็เป็นอนาคตที่สำคัญของเราด้วย "
ประเทศสมาชิก 10 ประเทศของอาเซียน มีประชากรเกือบ 600 ล้านคน ซึ่งรวมถึงพันธมิตรหลักของเรา 2 ชาติในนี้ (ไทย-ฟิลิปปินส์) มีประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งเพิ่งเลือกตั้งเสร็จด้วยความเรียบร้อย(อินโดนีเซีย)
ภูมิภาคนี้ ยังเป็นคู่ค้าใหญ่อันดับ 6 ของเรา มีการลงทุนของสหรัฐฯ อยู่ในอาเชี่ยน มากกว่าอยู่ในจีนเสียอีก ทั้งยังเป็นเส้นทางการขนส่งทางเรือที่สำคัญ
"เพราะฉะนั้น อาเซียนจึงเป็นภูมิภาคแห่งความหลากหลายที่สำคัญยิ่ง ประชากรที่แตกต่างกันทั้งเรื่องศาสนา วัฒนธรรม มีประสบการณ์ที่หลากหลายของมนุษยชาติ ในการสร้างชุมชนขึ้นที่นี่
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มอาเซียนได้ตกลงกันสร้างแนวทางเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมคุณค่าที่เรามีอยู่ร่วมกัน และหวังอย่างยิ่งว่านี่จะเป็นส่วนในการแก้ปัญหาพม่าด้วย"
สำหรับภาพรวมการประชุมที่ส่งผลต่อประเทศไทยและอาเซียนนั้น มีหลายด้าน นับจากการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน+3 (จีน เกาหลี และญี่ปุ่น) ยืนยันและให้เร่งรัดที่จะขยายวงเงินจาก 80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยกลุ่มสมาชิกอาเซียน จะสมทบเงินเข้ากองทุน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน ภูมิภาค เป็นกองทุนพหุภาคีจำนวนเท่า ๆ กัน รวม 20% ของวงเงิน 120,0000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเท่ากับ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนที่เหลืออีก 80% เป็นการออกเงินสมทบจากจีน เกาหลีและญี่ปุ่น โดยไม่ต้องพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
ข้อตกลงของการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2552 ที่บาหลี ที่จะจัดตั้ง CMIM ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2552 และจัดตั้งกลไกการลงทุนและการประกันเครดิต (Credit Guarantee and Investment Mechanism - CGIM)
โดยมีเงินทุนเริ่มต้น 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้มาตรการริเริ่มพัฒนาตลาดพันธบัตรเอเชีย (Asian Bond Market Initiative - ABMI) เพื่อสนับสนุนการออกพันธบัตรในสกุลเงินท้องถิ่นของภาคเอกชนในภูมิภาค
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังสนับสนุนให้เร่งดำเนินการจัดตั้งกองทุนสำรองพหุภาคีภายใต้ โครงการริเริ่มเชียงใหม่ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสุดยอดอาเซียน+3 ครั้งที่ 12 ในเดือนตุลาคม 2552 นี้
สำหรับการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ญี่ปุ่นประกาศสนับสนุนยาต้านไวรัสและอุปกรณ์ป้องกันให้กับอาเซียน 500,000 ชุด ทั้งยังเห็นว่า สามารถนำยาต้านไวรัสไข้หวัดนก มาปรับใช้เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้
อาเซียนตกลงว่า จะต้องมีความร่วมมือกันเพื่อให้ได้มาซึ่งยาและเวชภัณฑ์ในราคาถูก และเรียกร้องให้เร่งดำเนินมาตรการและการดำเนินการดังกล่าวโดยเร็ว
โดยเฉพาะการพิจารณาการจัดตั้งระบบอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงเวชภัณฑ์การแพทย์ที่จำเป็นในกรณีฉุกเฉินในภูมิภาค และการส่งเสริมการถ่ายโอนเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาต้านไวรัสและวัคซีนป้องกันโรคระบาด
สำหรับโครงการนำร่องระบบสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve -EAERR) ที่ประชุมรับทราบข้อตกลง ของที่ประชุมรัฐมนตรีเกษตรและป่าไม้อาเซียน+3 ที่เห็นชอบ ให้ขยายระยะเวลาของโครงการนำร่องระบบสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก ออกไปถึงวันที่ 28 ก.พ. 2553
โดยให้พยายามศึกษาความเป็นไปได้ ในการพัฒนากลไกสำรองข้าวฉุกเฉินเอเชียตะวันออก ให้เป็นกลไกถาวรภายใต้โครงการ "ระบบสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียน+3" (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve -APTERR)
สาธารณรัฐประชาชนจีน ประกาศจะสนับสนุนข้าวจำนวน 300,000 ตันสำหรับโครงการ EAERR เพิ่มจากที่ญี่ปุ่นสนับสนุนข้าวจำนวน 250,000 ตัน
ที่ประชุม เห็นชอบให้จัดตั้งกลไกด้านสิทธิมนุษยชนอาเซียน ในชื่อ "คณะกรรมาธิการระหว่ารัฐบาลอาเซียน" รวมทั้งการจัดตั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งในการตีความกฎบัตรอาเซียนด้วย
ร่างขอบเขตองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน (The Asean Inter governmental Commission on Human Rights ) หรือคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน ได้มีการรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าไร้เขี้ยวเล็บในการแก้ปัญหา และจะได้มีการเสนอให้กับที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนรับรอง และประกาศจัดตั้งขึ้นในเดือน ต.ค.นี้
ส่วนปัญหาในเรื่องเกาหลีเหนือ อาเซียนได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ประณามการทดลองขีปนาวุธ และนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และขอให้เกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจา 6 ฝ่ายอีกครั้ง
ในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ ทุกประเทศ ต่างแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการทดลองนิวเคลียร์ใต้ดิน และการยิงจรวดที่ผ่านมาเมื่อไม่นานนี้ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
โดยได้เรียกร้องให้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อมติที่เกี่ยวข้องของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเต็มที่ โดยสนับสนุนให้กระบวนการเจรจาหกฝ่าย สามารถจัดประชุมครั้งใหม่โดยเร็ว
ด้านพลังงาน โดยเฉพาะใน 5 สาขาหลัก ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน ตลาดน้ำมัน การสำรองน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน โดยเน้นการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
รวมทั้ง การส่งเสริมการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาค โดยเฉพาะโครงการความร่วมมือด้านพลังงานอาเซียน+3 ว่าด้วยพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติและโครงการความร่วมมืออาเซียน+3 ว่าด้วยกลไกการพัฒนาที่สะอาดในปี 2552
ทั้งนี้ ข้อเสนอการการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชียตะวันออก (East Asia Free Trade Area -EAFTA) ยังอยู่ในขั้นการศึกษา รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ของ EAFTA ระยะที่สอง
ขณะที่ปากัวนิวกีนี กับติมอร์ เลสเต้ เป็น 2 ประเทศ ที่กำลังเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกใหม่ของอาเซียน ก็จะได้ประโยชน์จากข้อริเริ่มในการรวมตัวกันในการลดช่องว่างของระดับการพัฒนาระหว่างประเทศอาเซียนเก่าและใหม่ด้วย
การประชุมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน(ASEAN Ministerial Meeting: AMM) ครั้งที่ 43 จะจัดที่ประเทศเวียดนาม ราวเดือนกรกฎาคม 2553
คนทั่วโลกกำลังจับตามองแถลงการณ์ร่วมของสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะ ปัญหาภายในของพม่า โดยเห็นว่า องค์การสหประชาชาติ ควรจะมีบทบาทพิเศษต่อกระบวนการสร้างความปรองดองภายในพม่า
พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทที่ต่อเนื่องของสหประชาชาติต่อกระบวนการประชาธิปไตย ในพม่า ซึ่งต้องมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่า งๆ มีความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส
รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สนับสนุนให้พม่าจัดการเลือกตั้งในปี 2553 ที่เป็นอิสระ ยุติธรรม และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานที่ดีสำหรับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในอนาคต รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มอาเชี่ยน ยินดีที่รัฐบาลพม่ากับองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดภายหลังเหตุการณ์ไซโคลนนาร์กิส
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีไทย และในฐานะประธานอาเซียน ระบุว่า การพิจารณาคดีนางออง ซาน ซู จี นั้นเป็นเรื่องภายในของพม่า ซึ่งกำลังอยู่ในกระบวนการศาล ซึ่งอาเซียน จะไม่เข้าไปก้าวก่าย โดยจะรอดูผลการตัดสิน และหาทางในการแก้ไขต่อไป
ขณะที่นางคลินตัน มีท่าทีที่แข้งก้าวโดยเห็นว่า "พม่าดำเนินการไปในทางตรงกันข้ามกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ สหรัฐฯมีจุดยืนที่จะเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการที่จะเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของรัฐบาลพม่าและคิดว่าประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ก็อยากเห็นเช่นกัน"
ที่มา ASTVผู้จัดการ
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

