อุบเงียบ มติครม. อนุมัติให้ใช้กำลังทหาร สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์
ถกลับ ครม.เห็นชอบแผนทหารทุบแดง มอบอำนาจ "บิ๊กป้อม" จัดทัพเสริมกำลังเตรียมพร้อมสลาย ถกเครียดหลายเสียงให้เด็ดขาด มาตรการแรกส่งเอสเอ็มเอสเตือนออกนอกพื้นที่ ผวาเพื่อไทย-นปช.ใช้วันสำคัญ 5 พ.ค. 53 เติมคนป่วนเมือง สั่งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศสกัด เงื่อนไขใหม่ "มาร์ค" เสนอแผนโรดแม็พปฏิรูปประเทศไทย ยุบสภาเร็วขึ้น 4-6 เดือน หมอ-พยาบาลจุฬาฯ ฮึดสู้สถุลแดง ยันต้องถอยร่นถึงแยกสารสิน
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งกินพื้นที่มาจนถึงหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นเวลาหลายสัปดาห์ ล่าสุดได้มีการเปิดพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้มีการสัญจรตามปกติแล้ว
โดยเป็นการยอมของแกนนำเสื้อแดง หลังจากยกพวกนับร้อยคนบุกเข้าค้นโรงพยาบาล จุฬาฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 จนถูกประชาชนทั้งประเทศรุมประณามยับเยิน อย่างไรก็ตาม กลุ่มแพทย์จุฬาฯ ยังต้องการให้มีการเปิดพื้นที่จนถึงแยกสารสิน ซึ่งฝ่ายเสื้อแดงยังไม่ยินยอม
แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 พ.ค. 2553 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษในวันหยุดราชการ ที่กรมทหารราบที่ 11 ท่ามกลางความสนใจของประชาชนว่า รัฐบาลอาจจะหารือถึงการแก้ปัญหาคนเสื้อแดงที่ ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์มานานหลายสัปดาห์
ท่ามกลางกระแสข่าวว่าการประชุมนัดพิเศษครั้งนี้ ที่ประชุมได้หารือกันเรื่องหลักๆ คือ 1.อนุมัติงบประมาณสำหรับเจ้าหน้าที่ในการดูแลการชุมนุมคนเสื้อแดง 2.การขอมติที่ประชุมขอพื้นที่คืนบริเวณแยกราชประสงค์ จึงเป็นสาเหตุให้มีรัฐมนตรีหลายคนไม่เข้าร่วมการประชุม เนื่องจากเกรงว่า จะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการขอคืนพื้นที่จากคนเสื้อแดง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
สำหรับการประชุม ครม.นัดดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ จากส่วนราชการที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุม หลังจากได้มีการอนุมัติงบประมาณให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ และการเตรียมการจัดงานวันที่ 5 พ.ค.เสร็จสิ้นลง
โดยในที่ประชุมจะมีแค่รัฐมนตรีที่เป็นฝ่ายการเมือง ฝ่ายความมั่นคง ร่วมประชุมเพื่อหารือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การชุมนุมเสื้อแดง ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พูดถึงการแก้ไขปัญหา 3 แนวทาง
แนวทางแรกคือ การแก้ไขปัญหาโดยใช้การเมือง ซึ่งก็คือการเตรียมแถลงแผนโรดแม็พในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย ตามแนวทางที่หลายฝ่ายเสนอ ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการตามแผนประมาณ 120 วัน หรือช้าสุดไม่เกิน 6 เดือน ซึ่งต้องดูว่าเสื้อแดงจะยอมรับหรือไม่
แนวทางที่ 2 คือการดำเนินคดีต่างๆ ของดีเอสไอกับเครือข่ายเสื้อแดง คือคดีก่อการร้ายและคดีความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูง แนวทางที่ 3 คือการใช้กำลังทหาร ซึ่งเป็นอำนาจตามกฎหมายกระทรวงกลาโหม
รายงานข่าวระบุว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เล่า สถานการณ์การชุมนุมและมาตรการการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ให้ที่ประชุมได้ รับฟัง โดยระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเลือกใช้มาตรการการบังคับใช้กฎหมายเป็นลำดับแรกก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้ความอดทน อดกลั้น ในการปฏิบัติภารกิจเป็นอย่างมาก โดยสถิติการชุมนุมที่แยกราชประสงค์คงที่ และในบางวันลดน้อยลง
"แต่ที่เป็นห่วงคือ ในช่วงวันที่ 5 พ.ค.ที่รัฐบาลจะจัดงานใหญ่ ซึ่งในแต่ละจังหวัดจะมีกลุ่มข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน จากจังหวัดต่างๆ เดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานครจำนวนมาก
จึงอยากให้กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ตรวจสอบจำนวนของบุคคล ที่แสดงความประสงค์จะเข้ามาร่วมงานในกรุงเทพมหานคร อย่างเข้มงวด เพราะจากการข่าวพบว่า ส.ส.จากพรรคการเมืองบางพรรค มีความพยายามเติมคนเข้าที่แยกราชประสงค์ให้มาก
โดยอาศัยช่วงจังหวะที่ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานแฝงตัวเข้ามา ผมอยากให้ไปย้ำกับท่านผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องภัยความมั่นคงของชาติ
ต้องไปบอกทั้งปลัดกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ถึงเวลาที่ทุกคนต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์หากจะเกิดอะไรขึ้น" แหล่งข่าวอ้างคำพูดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
แหล่งข่าวยังระบุว่า สำหรับมาตรการขอคืนพื้นที่ราชประสงค์ รัฐบาลจะยังคงดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มต้นจากการส่งเอสเอ็มเอส เพื่อให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย และขอให้ออกจากพื้นที่ดังกล่าว
ถ้าเขาไม่ออกหรือไม่ยอมรับข้อความที่ส่งไป ก็เท่ากับยอมรับว่าเป็นผู้ก่อการร้าย โดยรัฐจะให้เวลาหลังจากส่งเอสเอ็มเอสไป 1-2 วัน ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมปฏิบัติตามที่ทางการร้องขอหรือไม่ คงยังไม่มีการสลายการชุมนุมในวันนี้หรือพรุ่งนี้
"ในที่ประชุมหลังนายสุเทพสรุปสถานการณ์และมาตรการต่างๆ ให้ที่ประชุมฟัง ทำให้มีรัฐมนตรีหลายคนเสนอให้มีการสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด เพราะหากปล่อยไว้แบบนี้รัฐบาลจะหมดความน่าเชื่อถือ
แต่นายสุเทพก็พยายามบอกว่า ต้องใช้ตามลำดับขั้นตอนก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้มี การออกมาจากพื้นที่ เพราะหากจะให้ทหารยิง โดยไม่สนใจว่าจะมีคนสูญเสียชีวิตเท่าไหร่ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้
ถึงตอนนี้รัฐมนตรีหลายคนเงียบกันหมด นอกจากนี้มีการรายงานตัวเลขคนเสื้อแดงว่าโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5-6 พันคนในเวลากลางวัน แต่ช่วงเย็นถึงค่ำก็ประมาณ 1 หมื่นคน
แต่ที่ต้องระวังคือการรวบรวมคนเสื้อแดงเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ พบว่าจะสามารถระดมคนออกมาได้รวดเร็วผ่านเครือข่ายจัดตั้งต่างๆ ภายในเวลาหนึ่งชั่วโมง
อีกทั้งมีข้อมูลจากฝ่ายการข่าวพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สั่งให้ ส.ส.เพื่อไทยผลัดเปลี่ยนกันระดมคนในพื้นที่เข้ามาเติมตลอด" รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.ระบุ
แหล่งข่าวระบุว่า หลังจากนั้นที่ประชุมได้เห็นชอบ การใช้กำลังทหารเพื่อการปราบจลาจลตามข้อ บังคับของกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนย้ายทหาร การเตรียมพร้อม
อันเป็นการดำเนินการตามมาตรา 35 พระราชบัญญัติ จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม ที่การใช้กำลังทหารดังกล่าวต้องเป็น ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ ในกฎหมายดังกล่าวระบุว่า
ในกรณีนี้ที่ ครม.มีมติให้ใช้กำลังทหารในการปฏิบัติการ ให้ รมว. กลาโหม โดยความเห็นชอบของสภากลาโหม มีอำนาจกำหนดหน่วยงานในกระทรวงกลาโหม แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ททหาร รวมทั้งกำหนดหน้าที่ของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติตามมติ ครม.
ซึ่งกฎหมายดังกล่าวระบุว่า ให้มีคณะผู้ดูแลสถานการณ์ ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ เสนาธิการทหาร โดยมาตรการดังกล่าวจะเป็นไปตาม พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ม.7 วรรค 3 ระบุว่า
การใช้กำลังทหารให้เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบของกระทรวงกลาโหม ว่าด้วยการ ใช้กำลังทหารเพื่อการรบ เพื่อการสงคราม เพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ เพื่อปราบปรามกบฏ การจลาจล เพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ทั้งนี้ ในข้อบังคับได้ระบุถึงนิยามเรื่อง จลาจลและการก่อความไม่สงบไว้เป็นข้อๆ พร้อมทั้งการสั่งการทางทหารในระดับต่าง ๆ ด้วย
ขณะเดียวกัน มีกระแสข่าวอีกด้านหนึ่งอ้างว่า วงประชุมดังกล่าวได้หารือกันว่า หากจะมีการขอพื้นที่คืนจากคนเสื้อแดง โดยทหารจำเป็นต้องออกไปปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัย ต้องให้ทหารมีอาวุธจริงในการคุ้มกันความปลอดภัยของตัวเอง
จะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดเหมือนเช่นวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ทหารบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
ซื้อใจตำรวจอนุมัติงบ 249 ล้าน
นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ครม.ได้ประชุมพิจารณา 4 เรื่อง โดย 3 เรื่องเกี่ยวข้องกับการขอรับงบประมาณสนับสนุนรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นงบกลางจากกรณีเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น
ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังพล 29,700 นาย เป็นจำนวนเงิน 249,480,000 บาท ซึ่งเป็นงบใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ในการควบคุมดูแลเหตุการณ์ ตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.-6 เม.ย. 2553
พร้อมทั้งได้อนุมัติให้งบกลางให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 28 ล้านบาท
นอกจากนี้ ได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกับหัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวง ในการจัดงานบรมราชาภิเษก 60 ปี ตั้งแต่วันที่ 5-9 พ.ค. เรื่องการดูแลงาน การจัดกิจกรรมต่างๆ และดูแลที่จะเข้ามาชุมนุมในงาน
นายปณิธานกล่าวด้วยว่า นายสุเทพได้แจ้งต่อที่ประชุมว่าเร็วๆ นี้จะได้เสนอแผนในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ เช่น ปัญหาความยากจน ระบบการเลือกตั้งทางการเมือง เมื่อพร้อมแล้วจะให้กระทรวงต่างๆ ดำเนินการแก้ไขทางการเมืองตามที่นายกฯ จะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป
แต่ให้ปลัดกระทรวงต่างๆ เตรียมความพร้อมเพื่อใช้กลไกต่างๆ ของรัฐในการดูแลแก้ไขปัญหา ขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้รวบรวมความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาชน ข้อเสนอแนะของหลายฝ่ายๆ เมื่อเวลามาถึงเมื่อมีความพร้อมจะได้มีการประกาศ
เมื่อประกาศแล้วจะได้มีการดำเนินการตามกลไกต่างๆ ต่อไป เรื่องสุดท้ายมีการซักซ้อมแนวปฏิบัติ ในการดูแลพื้นที่ดูแลความมั่นคงปลอดภัย ให้กับประชาชนที่มาในพื้นที่การชุมนุม โดยจะมีการจัดระบบการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงผู้ชุมนุมมากขึ้นด้วย
การส่งข้อความสั้นให้กับคนที่อยู่บริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อให้ประชาชนรู้ว่าควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่อย่างไร และจะมีการจัดระบบรองรับ คนที่อาจจะเปลี่ยนใจไม่เดินทางเข้าไปในพื้นที่ โดยได้มีการประสานกับบริษัทมือถือต่างๆ ไว้แล้ว จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.ได้ในบางส่วน
ด้วยการส่งข้อความสั้นเข้าโทรศัพท์มือถือของทุกคนที่อยู่ใน บริเวณนั้น ฝ่ายกฎหมายพิจารณาแล้วเห็นว่าทำได้ จะส่งข้อความให้ประชาชนทราบเป็นระยะ
เมื่อถามว่า ที่นายกฯ จะประกาศหมายถึงกลไกที่นำไปสู่การยุบสภาใช่หรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า ยังไม่มีการพูดในรายละเอียด แต่หลักคือการแก้ปัญหาที่ควบคู่ไป 3 ด้าน คือ
ทางด้านเมือง การดำเนินคดีโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้อง กับการก่อการร้ายและคดีอาญาที่ต้อง เดินหน้าต่อ ไม่ว่าข้อเสนอทางการเมืองจะเป็นอย่างไร และการใช้เจ้าหน้าที่ไปดูแลในพื้นที่
นายกฯ ยังไม่ได้ให้รายละเอียด แต่ได้เล่าให้สื่อต่างๆ ไปบ้าง ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ที่ระบุว่า เมื่อพร้อมนายกฯ จะได้เสนอเรื่องนี้ควบคู่กันไป
ส่วนบรรยากาศการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ของคนเสื้อแดง ตลอดทั้งคืนวันที่ 1 พ.ค.จนถึงเช้าวันที่ 2 พ.ค. กลับสู่สภาวะตึงเครียดอีกครั้ง หลังมีข่าวว่ามีการเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษที่ราบ 11 ในวันเดียวกันนี้ทั้งที่เป็นวันหยุดราชการ ทำให้แกนนำหลายคนวิเคราะห์กันว่า ต้องมีเรื่องด่วนพิเศษเกี่ยวกับคนเสื้อแดงแน่นอน
ทำให้แกนนำ นปช. อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ต่างปราศรัยปลุกเร้าผู้ชุมนุมใ ห้เตรียมความพร้อมรับการสลายชุมนุมที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งแกนนำปราศรัยไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลจะประกาศใช้กฎอัยการศึกในวันที่ 2 พ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแกนนำส่วนใหญ่ต่างจับกลุ่มหารือกันอย่างเคร่ง เครียด โดยเฉพาะการหารือระหว่างนายวีระ มุสิกพงศ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมทั้งให้ศูนย์วิทยุของหน่วยรักษาความปลอดภัย นปช. สั่งการให้การ์ด นปช.แต่ละจุดเพิ่มความเข้มงวดเฝ้าระวังเหตุมากขึ้น
ต่อมาในช่วงเช้า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ได้เรียกประชุมแกนนำ นปช. อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ, นายอารี ไกรนรา หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายขวัญชัย ไพรพนา
เพื่อหารือถึงแนวทางการเจรจา กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาขอคืนพื้นที่ถนนราช ดำริ ตามคำสั่ง ศอฉ. ก่อนที่จะมีมติให้นายอารีเป็นตัวแทน นปช.ไปเจรจากับ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.
แดงถอยร่นคืนพื้นที่ให้จุฬาฯ
จากนั้นฝ่ายตำรวจนำโดย พล.ต.ท.สัณฐาน ชยานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ได้เริ่มเจรจา พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์เพื่อขอคืนพื้นที่ฝั่งถนนราชดำริ หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ให้กับ รพ.
ทั้งนี้ผลการเจรจาช่วงแรกกลุ่มคนเสื้อแดง ยอมรื้อลวดหนามตรงกำแพงหน้าโรง พยาบาลจุฬาฯ ทำให้รถพยาบาลวิ่งเข้าไปที่ตึกฉุกเฉินได้ แต่ไม่สามารถวิ่งตามถนนออกปกติได้ จึงต้องวิ่งย้อนศร แต่ตำรวจต้องการให้กลุ่มคนเสื้อแดงเปิดทางทาง 2 ฝั่งของถนนราชดำริ เพื่อให้รถพยาบาลเข้า-ออกได้อย่างสะดวกและเป็นปกติ
เมื่อการเจรจายังไม่เป็นที่ยุติ ทำให้ พล.ต.ท.สัญฐาน และ พล.ต.ต.วิชัย ได้เข้าเจรจากับนายณัฐวุฒิอีกรอบเพื่อให้รื้อบังเกอร์เกาะกลางถนน ให้รถสามารถวิ่งเข้า-ออกจาก รพ.จุฬาฯ โดยไม่ต้องย้อนศร
สร้างความไม่พอใจให้กับ การ์ดกลุ่มคนเสื้อแดงและผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณหน้า โรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะเห็นว่ายอมเปิดถนนให้ด้านหนึ่งแล้ว มีการโห่ร้องแสดงความไม่พอใจเป็นระยะๆ ขณะที่บางส่วนได้จุดประทัด เพื่อยั่วยุตลอดเวลาทำให้สถานการณ์ช่วงนี้ตึงเครียดไม่น้อย
แต่ท้ายที่สุดผลการเจรจรรอบ 2 ระหว่าง พล.ต.ท.สัญฐานกับนายณัฐวุฒิก็บรรลุผล โดยกลุ่มคนเสื้อแดงยอมเปิดถนนราชดำริ หน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ ทั้งฝั่งโรงพยาบาลจุฬาฯ และฝั่งสวนลุมพินี ให้รถวิ่งกลับไป-มาได้ตามปกติโดยไม่ต้องวิ่งสวนเลน โดยผู้ชุมนุมยอมขยับ บังเกอร์และรั้วลวดหนามเพื่อเปิดการจราจรตามที่ตกลงกันไว้แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายณัฐวุฒิเจรจาเสร็จ ได้เดินทางออกมาชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่เห็นด้วย แม้ผู้ชุมนุมจะยอม แต่ก็ยังแสดงความไม่พอใจที่นายณัฐวุฒิไปยอมฝ่ายตำรวจ เพราะกลัวจะเป็นช่องโหว่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร เข้าสลายการชุมนุมได้ง่าย
เรื่องนี้นายณัฐวุฒิกล่าวกับคนเสื้อแดงที่หน้า รพ.จุฬาฯ ว่า ผลการเจรจาได้ข้อยุติว่า ทางกลุ่มเสื้อแดงจะขอเปิดเส้นทางถนนราชดำริขาออก ให้กลับรถหน้าตึก สก.ให้รถวิ่งออกมุ่งหน้าศาลาแดงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งการดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็ต้องไปพุดคุยกับพี่น้องที่มาชุมนุมอีกครั้ง
ซึ่งเบื้องต้นจะให้มีการ์ดของ นปช.ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธเพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม ซึ่งการ์ด นปช.จะเฝ้าระวังการทำงานของตำรวจอีกชั้นหนึ่ง ส่วนแนวลวดหนามที่วางอยู่เกาะกลางถนน จะยกขึ้นไปวางไว้บนฟุตบาทริมสวน ลุมพินี
และขอใช้พื้นที่สวนลุมฯ รวมถึงพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ซึ่งจะได้ให้เจ้าหน้าที่หาสังกะสีมากั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม
"เราจะไม่สู้กับ รพ.จุฬาฯ ผู้ชุมนุมเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกรณีบุกรุก รพ.จุฬาฯ ถือว่าเป็นมรสุมอย่างหนึ่ง ผู้ชุมนุมน้อมรับ คำว่ากล่าวจากองค์กรต่างๆ ต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ผมอยากให้รัฐบาลออกมารับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เหมือนกับที่ผู้ชุมนุมรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รพ.จุฬาฯ ในส่วนของเสธ.แดง ที่ตั้งแนวบังเกอร์ อาจเป็นความรู้ด้านทหารเพราะถนนราชดำริเป็นจุดยุทธศาสตร์ ผมก็ไม่กล่าวโทษอะไรเสธ.แดง" นายณัฐวุฒิกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่แกนนำเข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายในตึก สก ในการคืนพื้นที่บางส่วนนั้น ได้ควันไฟเกิดขึ้นที่เครื่องปั่นไฟ ทำให้ผู้ชุมนุมแตกตื่น บรรดาการ์ดวิ่งกรูเข้าไปโอบล้อมแกนนำทันที เพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ขว้างแก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุม สร้างความวุ่นวายไปชั่วระยะหนึ่ง
แต่ที่สุดไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง และภายหลังการคืนพื้นที่ดังกล่าว กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้ขับขี่รถ จยย.ตระเวนรอบพื้นที่ราชประสงค์ เพื่อตรวจดูพื้นที่โดยรอบ ป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ออกจากพื้นที่กันการ เข้ามาสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่
ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.เดินทางมาที่ ตึก สก รพ.จุฬาฯ เพื่อประชุมร่วมกับ พล.ต.ท.สัณฐาน พร้อมทั้งตรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าตึก สก ไปจนถึงแยกศาลาแดง
หมอจุฬาฯ ฮึดชนแดง
และหลังจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงเปิดพื้นที่ การปิดถนนให้เฉพาะบริเวณด้านหน้า โรงพยาบาล แต่ไม่ถึงบริเวณแยกสารสินตามที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ต้องการ
ทำให้นายแพทย์อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 4 ใจความระบุว่า ตามที่ได้มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณถนนราชดำริ ทำให้เกิดผลกระทบกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
และในขณะนี้ ได้มีการพยายามดึงเอาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง จึงขอชี้แจงว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สังกัดสภากาชาดไทย มีความเป็นกลางทางการเมือง ปฏิบัติงานเพื่อรักษาผู้ป่วยและผู้ได้รับบาดเจ็บทุกคน ไม่ว่าในภาวะปกติ หรือในภาวะสงคราม
การย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2553 เป็นไปเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ทั้งนี้ เนื่องจากในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่และผู้ป่วยได้รับผลกระทบจาก การชุมนุมทางด้านถนนราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งเรื่องมลภาวะทางเสียงที่รบกวนผู้ป่วยที่รักษาตัว ในตึกที่อยู่ติดถนนราชดำริ การเข้ามาใช้พื้นที่ของโรงพยาบาลทางด้านหน้าตึก ภปร ในยามค่ำคืนของผู้ ชุมนุม และผู้ชุมนุมบางคนที่เข้ามาเดินในโรงพยาบาลในยามวิกาล เนื่องจากโรงพยาบาลเป็นพื้นที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีการปิด
นอกจากนี้ ได้เคยมีการขอมาตรวจค้นตึกของโรงพยาบาล และมีข่าวเรื่องพบระเบิดหน้าห้องฉุกเฉิน ข่าวการวางแผนเพื่อวางเพลิงบริเวณแยกศาลาแดงและมีการจุดประทัดที่มี เสียงคล้ายปืนในบางวัน
เหตุการณ์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องเหล่านี้ ทำให้เจ้าหน้าที่และผู้ป่วยที่มารับบริการ มีความหวาดกลัวและมีความไม่สะดวก ในการเดินทางมาใช้บริการที่โรงพยาบาล เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ที่มารับบริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในตลอดจน เจ้าหน้าที่
"หากเปิดเส้นทางให้ได้แค่นี้ถือว่ายังไม่ปลอดภัย หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากก็จะลำบาก และเกิดความวุ่นวายในการเข้า-ออก ทั้งนี้คณะแพทย์มีมติยืนยันจะให้กลุ่มผู้ ชุมนุมถอยร่นไปถึงแยกสารสิน เพื่อความปลอดภัยของทุกคน และความสบายใจของแพทย์
ทั้งนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ป่วยนอกที่เข้ามารับการรักษาเท่านั้น ยังมีผู้ที่ ต้องนอนรักษาตัว การชุมนุมจะส่งเสียงดังรบกวนผู้ป่วย จึงอยากให้ถอยออกไป"
ผอ.รพ.จุฬาฯ ย้ำว่าทาง รพ.ปิดให้บริการนานมากไม่ได้ คงจะต้องมีการตั้งศูนย์ย่อยของ รพ.จุฬาฯ ตามที่ต่างๆ เช่น รพ.ยาสูบ ตึกจามจุรี 9 ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตึกในสภากาชาดไทย หากมีเหตุฉุกเฉินจะได้ให้การรักษาได้
แต่เครื่องมือคงไม่พร้อมเพรียงมากนัก หลังจากย้ายคนไข้ไปแล้วทางแพทย์ และพยาบาลยังต้องเดินทางออกไปเยี่ยมไข้อยู่ ตลอดทุกวันเพื่อติดตามอาการและตรวจเยี่ยมคนไข้ ทั้งนี้ทางแกนนำจะเปิดเส้นทางให้หมดหรือไม่นั้นจะไม่เจรจา เพราะไม่ใช่หน้าที่ เนื่องจากเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตามคงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลเคยประสานเข้ามาว่า จะให้กำลังทหารเข้ามาอยู่ภายในโรงพยาบาล โดยมาในฐานะที่มาดูแลความปลอดภัยให้กับคนไข้และแพทย์ แต่ทาง รพ.ประชุมกันแล้วเห็นว่าไม่สมควร จึงปฏิเสธไป
มีรายงานด้วยว่าในวันจันทร์ที่ 3 พ.ค.นี้ เวลา 07.30 น. แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของ รพ.จุฬาฯ ทั้งหมดจะรวมตัวกันที่หน้าเสาธงตึกอำนวยการและร้องเพลงชาติเวลา 8 โมงเช้า พร้อมออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ และร้องเพลง มาร์ชโรงพยาบาลจุฬาฯ และเพลงมาร์ชพยาบาล
สำหรับบรรยากาศการดูแลความปลอดภัยบน ถ.สีลม ยังคงมีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารอยู่ประจำจุดบริเวณซอยย่อยต่างๆ และมีรถตู้สี ขาวของเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งจอดอยู่ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดง
ซึ่งคนเสื้อแดงยังนำรั้วลวดหนามมากั้นไว้เป็นระยะรวมถึงบน สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดง มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหารดูแลความปลอดภัยอีกจำนวนหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันยังไม่พบนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ของ บช.น.เดินทางมาบริเวณแยกศาลาแดงแต่อย่างใด
นพ.เหวง โตจิราการ เปิดเผยว่า ในวันที่ 3 พ.ค. จะเชิญญาติของผู้เสียชีวิต มาฟ้องร้องต่อศาลอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ โดยจะฟ้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา
ด้านท่าทีฝ่ายรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นการจัดรายการสดภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์
รายการดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ได้เล่าความเป็นไปเป็นมาของเหตุการณ์การชุมนุม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นการพูดในท่วงทำนองเดิม ๆ หาความชัดเจนอะไรไม่ค่อยได้ เช่น
การบอกว่าจะคลี่คลายสถานการณ์ให้ประสบความสำเร็จให้ได้ แต่จะไม่ให้เกิดความลุกลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสงบสุข ปกติสุขให้สู่สังคมต้องมีความยั่งยืน
"เราพยายามเอาพื้นที่ราชประสงค์คืนมาให้ประชาชน ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหารร่วมกันทำงาน และจังหวัดไหนที่ไม่ทำงาน ก็มีการดำเนินการผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต้องรับผิดชอบ
ซึ่งจะมีการสังเกตได้ว่ามีการโยกย้าย สลับสับเปลี่ยนบุคลากรในกรณีที่ปัญหาแก้ไขไม่ได้ รัฐบาลดำเนินการไปแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อนุสรณ์สถานฯ ที่บริเวณดอนเมืองทุกคนก็เสียใจ แต่ก็ต้องยืนยันว่าแนวทางของการสกัดกั้นเช่นนี้ รัฐบาล และ ศอฉ.จำเป็นต้องทำและจะทำในทุกกรณี"
นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกค้น รพ.จุฬาลงกรณ์ด้วยว่า เป็นเหตุที่สะเทือนใจมากที่สุดในรอบสัปดาห์ ที่เกิดเพราะเรากระชับกำลังเข้าไปในบริเวณรอบๆ พื้นที่ราชประสงค์ ทำให้ผู้ชุมนุมนั้นมีความวิตกกังวลต่อการถูกสลายการชุมนุม
หลายคนตำหนิ รัฐบาลว่าเหตุใดไม่มีตำรวจ ไม่มีทหารเข้าคอยคุ้มกันโรงพยาบาล เรื่องนี้ในช่วงที่มีปัญหามีการ ประสานอยู่กับผู้บริหารของโรงพยาบาล แต่ว่าผู้บริหารของโรงพยาบาลต้องยึดตามหลักสากล คือ ไม่ต้องการที่จะให้มีกำลังของใครก็ตาม เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของโรงพยาบาล เพราะว่าจะสูญเสียความเป็นกลาง
"รัฐบาลกำลังจะดำเนินการต่อไป ย่อมมีความเสี่ยงต่อการปะทะหรือการสูญเสีย ซึ่งก็ย่อมมีผลกระทบกระเทือนจิตใจของผู้คน แต่รัฐบาลรู้หน้าที่ว่า สิ่งใด ที่จำเป็นจะต้องทำก็ต้องทำ เมื่อบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ
เรื่องคำตอบทางกติกาทางการเมือง การยุบสภา คิดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถประกาศได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลเป็นเช่นไร รวมไปถึงการทำความเข้าใจกับต่างประเทศ เพื่อให้การแก้ไขปัญหารัฐบาล ทั้งด้านความมั่นคงและการเมืองเป็นที่เข้าใจ ยอมรับต่อประชาคมโลก เพราะหากประชาคมโลกไม่เข้าใจจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมา" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ในตอนท้ายเขาย้ำว่า ประชาชนจำนวนมากสอบถามว่า พื้นที่ราชประสงค์จัดการอย่างไร เมื่อไหร่จะตัดสินใจ ขอย้ำว่ารัฐบาลมีแนวทางชัดเจน การจัดการตัดสินใจมีแล้ว อยู่ในขั้นตอนปฏิบัติทำแล้ว
ต้องสามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนเบ็ดเสร็จอย่างแท้จริง ต้องเกิดผลข้าง เคียงน้อยที่สุด คือการลิดรอนให้เข้าปฏิบัติการต่างๆ มีประสิทธิภาพและสำเร็จมากที่สุด
"ปฏิบัติการทั้งหลาย บังคับใช้กฎหมาย คดีความทางอาญาจะยังคงดำรงอยู่ ดำเนินการต่อไปแม้เหตุการณ์จะคลี่คลายไปแล้ว กฎอัยการศึกเป็นอำนาจของกองทัพที่จะเป็นผู้ประกาศ ได้หารือกันก็ไม่เห็นว่าเครื่องมือตัวนี้จะมีความจำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือไม่จำนนต่อข้อเรียกร้องข่มขู่คุกคามต่อ การก่อการร้าย ยึดหลักนิติรัฐ ทราบดีว่าขีดความอดทนของเราไม่เท่ากัน หลายคนบอกว่าไม่สามารถอดทนได้แล้ว การตัดสินใจตัดสินใจแล้ว เป็นเรื่องของแนวทางดำเนินการให้ปฏิบัติได้ ตามเป้าหมายอย่างดีที่สุด" นายกรัฐมนตรีกล่าว
ที่มา ไทยโพสต์
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

