การเมืองชนชั้นล่าง ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” (ตอนที่ 2)

tags:

บรรเลงโดย: เพลงเทวะ

บทความในชุด: ตอนที่ 1

นิยายย่อมดัดแปลงความจริงเสมอ แต่การแปลงของ “หวงอี้” มีเสน่ห์เฉพาะตัว คือ รักษาเหตุการณ์สำคัญไว้เกือบทั้งหมด แต่เน้นที่การปรับเปลี่ยนในรายละเอียดแทน ทำให้ภาพรวมของประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง (ส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสมจริงเหมือนกำลังอ่านตำราประวัติศาสตร์เล่มเขื่องอยู่ โดยลืมไปว่าเป็นเพียงแค่นิยายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น) ขณะที่สามารถตกแต่งข้อปลีกย่อยเพื่อสร้างสีสรรได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่สำคัญแต่ไม่ได้รับการบันทึกไว้หรือยังหาข้อสรุปไม่ได้ เกิดเป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์อันลึกลับตลอดกาล (เช่น เรื่องชาติกำเนิดของจิ๋นซี) กลับเป็นโอกาสในการเสริมใส่จินตนาการและวิสัยทัศน์ของผู้เขียนเข้าไปได้อย่างเต็มที่

หวงอี้ ยังรู้อีกว่า “การสอดใส่ควรเชื่อมต่อร้อยรัดกับความจริงที่มีอยู่ให้มากที่สุด” เพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลไหลลื่น จนผู้อ่านเกิดภาวะ “รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการแต่งเติม แต่กลับเพริศแพร้วสมจริงยิ่งกว่าตัวเหตุการณ์จริงเสียอีก” ชั้นเชิงการเขียนที่ทำให้เรื่องราว “คล้ายจริงคล้ายไม่จริง” เช่นนี้ เป็นเสน่ห์ที่น่าลุ่มหลงถึงเพียงไหน (คล้ายกับสุนทรียศาสตร์ของภาพ Nude ซึ่งเห็นส่วนสัดจริงเกือบทั้งหมด แต่จุดซ่อนเร้นกลับเป็นเพียงจินตนาการ รู้เกือบทั้งหมดแต่ไม่รู้ในส่วนสำคัญ ยิ่งปกปิดลึกลับ ยิ่งสร้างความรัดรึงชวนหลงใหล)

หากใส่ความจริงลงไปทั้งหมด อาจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้ประโยชน์จาการประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน เพราะเนื้อหานั้นล้าสมัยไปแล้ว ผู้อ่านย่อมได้รับเพียงความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่หากใช้เรื่องราวในปัจจุบันมาเป็นบทประพันธ์ ย่อมไม่ได้รสชาติ เกิดความเบื่อหน่าย เพราะเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกับความจริงที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมากเกินไป หามีเสน่ห์สีสันสู้เรื่องราวไกลตัวของผู้คนในอดีตอันไกลโพ้นไม่

เรื่องราวในอดีต ผ่านสายตาวิเคราะห์ของปัจจุบัน ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องราวที่รูปลักษณ์ภายนอกดูห่างไกลจากผู้อ่าน ตัวละครเป็นคนโบราณศักดิ์สิทธิ์ที่มากด้วยความแตกต่างของขนบประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่จากปัจจุบัน แต่เนื้อในและความรู้สึกนึกคิดกลับสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกในยุคของเรา เป็นความขัดแย้งที่เชื้อเชิญเสียนี่กระไร ควรหรือที่จะปฏิเสธตัดรอนการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง

ความจริง ความลวง หรือจินตนาการ ล้วนไม่สำคัญ !

“หลิวอวี้” แม้จะสร้างผลงานโดดเด่นมากมาย แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านชนชั้น ทำให้ต้องรอจังหวะ “ชนชั้นสูงโค่นทำลายกันเอง” แล้วหาช่องว่างในการปราบชนชั้นสูงหนึ่งเพื่อพิทักษ์ชนชั้นสูงหนึ่ง แล้วจึงเข้าอิงแอบชักใยชนชั้นสูงที่ตนพิทักษ์ สุดท้ายจึงปลดชนชั้นอ่อนแอนั้นลง ขึ้นเถลิงถวัลย์บัลลังก์ เป็น “เจ้าชีวิตที่มาจากชนชั้นล่าง” ซึ่งทุกกลุ่มคนและชนชั้นล้วนยอมรับ

นี่ไยต้อง “ซับซ้อนและวกวนถึงเพียงนี้” ทำไมไม่ใช้อำนาจทางทหารเข้าสู้รบกันอย่างสมเกียรติ ดูว่าหมัดของ ผู้ใดแข็งกว่า ทำไมต้องทิ้งความง่ายเลือกความยากด้วยเล่า

เพราะมันคือ “การเมือง” คำตอบแสนเรียบง่ายนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย

“หลิวอวี้” มีข้อได้เปรียบกว่า “เซี่ยเสียน” ซึ่งถูกข้อจำกัดของวงศ์ตระกูลชนชั้นสูง มัดมือมัดเท้าจนไม่อาจยึดอำนาจได้ แต่ความได้เปรียบยังไม่ถึงขั้น “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” เพราะข้อจำกัดทางชนชั้นอีกเช่นกัน นี่คือ ความละเอียด ลึกซึ้งในการประพันธ์ของหวงอี้ ซึ่งไม่เพียงวิเคราะห์ในลักษณะภาพรวมทั่วไป แต่ยังใส่ใจลักษณะเฉพาะส่วนอีกด้วย ผู้อ่านจึงได้รับบทเรียนในการวิเคราะห์ตีความการเมืองอย่างลุ่มลึก ไม่ใช่เพียงผิวเผิน หยาบกระด้าง

การเล่นกับประวัติศาสตร์ของหวงอี้ละเมียดละไมเช่นนี้เอง

เหตุการณ์ยึดอำนาจของหวนเสียนเกิดขึ้นจริง การปราบปรามทรราชหวนเสียนย่อมไม่แปลกปลอม แต่เครื่องปรุงรสที่ใส่เข้ามาอย่างนุ่มนวล คือ หลิวอวี้อาศัยจังหวะที่หวนเสียนยึดนครเจี้ยนคัง สร้างความชอบธรรมของตนเองในการยึดอำนาจกองกำลังเป่ยฝู่ แถมยังสอดใส่ “บทเรียนด้านยุทธวิธี” อันมีค่ายิ่ง ที่ว่าด้วย “การช่วงชิงจังหวะเวลาอันเหมาะสม” เข้ามา เพราะหาก “หลิวอวี้” ไม่ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีแบบฉับพลัน ด้วยการเคลื่อนย้ายตัวเองจาก “กองทัพปราบกบฎฯ” เข้ามากบดานในเมือง “กว่างหลิง” เพื่อรอคอยจังหวะยึดอำนาจโดยไม่เสียเลือดเนื้อ “กองกำลังเป่ยฝู่” คงต้องล่มสลาย ภายใต้การอ่านสถานการณ์ผิดพลาด ของ “หลิวเหลาจือ” ผู้บัญชาการในขณะนั้น

ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ โดยมัวหมกมุ่นกับสถานการณ์เฉพาะหน้าในการปราบกบฏทัพเทพศาสดา ไม่คำนึงถึงยุทธศาสตร์โดยรวม หลิวอวี้คงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ไม่อาจอาศัยกองกำลังเป่ยฝู่เป็นทุนรอนเพื่อหาญต่อกรกับหวนเสียน เรื่องราวจึงรอช้าไม่ได้ เพราะหวนเสียนไม่ใช่ชนชั้นสูงที่โง่เขลา เช่น “เซี่ยเอียน” โดยได้อาศัยไส้ศึกเพื่อปล่อยข่าวลวงผสมผสานความจริงบางส่วนเข้าไปอย่างแนบเนียนยิ่ง เพื่อใช้หลอกลวง ตบตา “หลิวเหลาจือ” ซึ่งก็ไม่ได้โง่เขลาเช่นกัน

แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ หวงอี้ ต้องมีความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ “ระยะเวลา” เพราะการปราบทรราชหวนเสียน เป็นเรื่องราวในอีก 2 ปี ข้างหน้า ไม่ใช่เพียงชั่วไม่กี่วันเหมือนในนิยาย หากต้องเคารพความจริงทางประวัติศาสตร์ เท่ากับมัดมือมัดเท้าตนเอง “หวงอี้” ย่อมไม่อาจวาดลวดลาย สอดใส่ “ยุทธวิธีปรับเปลี่ยนสนามรบอย่างฉับพลัน คำนึงถึงความหนักเบาเร็วช้า และยุทธศาสตร์โดยรวมของสถานการณ์” เพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้อ่านในโลกปัจจุบัน ได้ปรับประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง “ชีวิตที่ดีกว่า” หรือ เพื่อชัยชนะในธุรกิจ ซึ่งการแข่งขันดุเดือดเฉือนคม ชนิดเม็ดหมากต่อเม็ดหมาก หากผิดพลาดต้องพ่ายแพ้ทั้งกระดาน

“การเมืองเป็นเช่นนี้เอง !” (คำกล่าว “ยอดฮิต” ในเรื่องนี้) ธุรกิจย่อมเป็นเช่นกัน แพ้ชนะตัดสินกันที่ “ข้อผิดพลาดเล็กน้อย” เท่านั้นเอง จำไว้ว่า “ผู้ปราชัย” ย่อมไม่อาจเริ่มต้นใหม่ ยิ่งไม่อาจแก้ตัวเป็นหนที่ 2 ได้

เพราะศัตรูของเราย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา เช่นกัน

การเมืองชนชั้นล่างของ “หลิวอวี้ กองกำลังเป่ยฝู่ และเมืองเปียนฮวน” กับ “กองทัพเทพศาสดา” ฝ่ายหนึ่งสำเร็จ ฝ่ายหนึ่งล้มเหลว ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ใด ฝ่ายแรกมีการสร้างพันธมิตรกับทุกกลุ่มคนและชนชั้นอย่างกว้างขวาง ส่วนฝ่ายหลังจำกัดวงอยู่ภายในชนชั้นตนเอง แม้จะมีกองกำลังขนาดใหญ่ แต่ยังขาดแคลน เรือรบและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทันสมัย ไร้ผู้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ วางนโยบาย สร้างความแข็งแกร่งทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์

“หลิวอวี้” นอกจากมีเมืองเปียนฮวนสนับสนุนแล้ว ยังมี “ปัญญาชน” เช่น หลิวมู่จือ มาช่วยเหลือในการบริหารจัดการ ดำเนินงานด้านมวลชน ทั้งทางการเมืองและสังคม ควบคู่กันไป นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วงชิงมวลชน เพื่อรับมือกับ “ทัพเทพศาสดา” และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อวางนโยบายปกครองประเทศในระยะยาวอีกด้วย

หลิวอวี้ ยังต้องเดินหมากพิสดาร ด้วยการเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับ “สุมาเต้าจื่อ” ซึ่งตนเองสุดแสนชิงชังรังเกียจ แต่การเมืองเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่ “หลิวอี้” ซึ่งตัดสัมพันธ์ไปแล้ว ยังต้องกลับมาร่วมมือกัน สร้างความคลางแคลงและรวดร้าวต่อเพื่อนร่วมงาน แต่หากคำนึงถึงเป้าหมายสุดท้ายในระยะยาว คือ ความสงบสุขของอาณาประชาราษฎร์ การเสียสละทุกอย่างล้วนคู่ควร ยิ่งถ้าเป้าหมายเฉพาะหน้า คือ การทำเพื่อราษฎร(ร่วมมือกับ สุมาเต้าจื่อ ในการปราบกบฎ และรักษาความสงบสุขให้ประเทศชาติ) ย่อมไม่ละอายต่อฟ้าดิน

ความสำเร็จในระยะแรกของ “หวนเสียน” ซึ่งเป็นตัวแทนชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง อยู่ที่ความสามารถในการเป็นพันธมิตรกับทุกกลุ่มคนอย่างรอบด้าน เช่น ตู้เฟิ่งซัน เนี่ยเทียนหวน แต่เนื่องจากลักษณะนิสัยเย่อหยิ่งถือดี ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทำให้ในท้ายที่สุด ทุกผู้คนล้วนต้องตีจาก แม้จะได้พรรคมาร เข้ามาเป็นพันธมิตรในภายหลัง แต่ยังคงไม่ไว้วางใจ เรียกใช้สอยแต่ญาติพี่น้อง แม้แต่ชนชั้นสูงพวกเดียวกับตนในนครเจี้ยนคัง ยังไม่อาจผูกน้ำใจไมตรีให้แน่นแฟ้นกลับปล่อยให้ “หลิวอวี้” ซึ่งเป็นชนชั้นล่าง และเป็นที่หวาดระแวงของชนชั้นสูงทั่วไป หยิบฉวยประโยชน์จากความแตกแยกในชนชั้นตนได้

เซี่ยอาน เซี่ยเสียน เป็นชนชั้นสูง ที่มองเห็นประโยชน์ในการผูกมิตรกับทุกกลุ่มชน การจัดตั้งกองกำลังเป่ยฝู่ นอกจากได้ทหารอันเข้มแข็งไว้ใช้สอยแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ชนชั้นล่างหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ได้ ลองคิดดูว่า หากทัพเทพศาสดา จับมือกับกองกำลังเป่ยฝู่ได้ขึ้นมา ราชวงศ์สุมายังคงครองบัลลังก์อยู่ได้หรือ? แม้แต่ “จูสวี่” ซึ่งตกไปในมือของศัตรูที่มีกองกำลังถึงร้อยหมื่นแล้ว เซี่ยเสียนยังสามารถชักจูงโน้มน้าวให้กลับมาสวามิภักดิ์ได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าแม่ทัพใหญ่กลับเป็นเซี่ยเอี่ยนแทน เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้

เห็นได้ว่า ชนชั้นใด ที่ต้องการครอบครองอำนาจทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมให้เป็นไปตามความต้องการแห่งชนชั้นตน จำเป็นต้องมีพันธมิตรกับหลากหลายกลุ่มคนและชนชั้น ยิ่งกว่านั้นยังต้องมีความจริงใจแห่งความร่วมมือในระดับหนึ่งอีกด้วย มิเช่นนั้นอาจมีจุดจบ เช่น หวนเสียน ซึ่งรู้จักใช้พันธมิตร แต่ไม่รู้จักใช้อย่างชาญฉลาด จึงได้พ่ายแพ้เกมการเมือง ส่งมอบบัลลังก์มังกรให้กับ “หลิวอวี้ ตัวแทนชนชั้นล่าง” ในท้ายที่สุด

ชัยชนะของ “หลิวอวี้” ยากบอกได้ว่าเป็นชัยชนะของ “ชนชั้นล่าง” หรือ “ชนชั้นสูง” เพราะ เซี่ยอาน เซี่ยเสียน ซึ่งให้การสนับสนุน “หลิวอวี้” ได้เล็งเห็นแล้วว่า การจะรักษาสถานะของพวกตนไว้ได้นั้น มีแต่ต้องพึ่งพาผู้มีความสามารถเท่านั้นแต่ทั้งหมดคงไม่สำคัญ เท่าความสงบสุขของราษฎร ซึ่งได้ผ่านทุกข์เข็ญของสงครามมาอย่างยาวนาน

นำมาจาก www.palawat.com

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้