ความอับจนของ ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
ทุกวันนี้ คนไทยถูกเป่าหูด้วยเศรษฐกิจพอเพียงทุกวัน เหมือนกับว่าเป็นทางออกสำหรับประเทศไทย มันคืออะไร ? นำมาใช้อย่างไร ? ต่างจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณอย่างไร ? ทำไมทหารเผด็จการ คมช. นำมาบรรจุในรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ? ทำไมรัฐบาลไทยอ้างว่า เป็นแนวคิดใหม่ที่จะนำไปสอนชาวโลกได้ ???
แล้วทำไม มีคนโจมตีแนวคิดนี้อย่างรุนแรง ในวารสารเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ ?
ผมขออ้างอิงคำพูดของคนขับรถแทคซี่คนหนึ่งในกรุงเทพฯ
เพราะคนขับคนนี้ สะท้อนความคิดของคนส่วนใหญ่
เขาบอกผมว่า "สำหรับคนข้างบน เขาพูดง่าย
เรื่องพอเพียง ไปไหนก็มีคนโยนเงินให้เป็นกระสอบ แต่พวกเรา ต้องเลี้ยงครอบครัว จ่ายค่าเทอม
เราไม่เคยพอ"
ในแง่นี้ จะเห็นว่าคนจนไม่น้อยมองว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำพูดของคนชั้นบน เพื่อให้เรารู้จัก
"พอ" (ไม่ขอเพิ่ม) ท่ามกลางความยากจน
และเป็นคำพูดของคนที่ไม่เคยพอเพียงแบบคนจนเลยอีกด้วย ...
บทความของอาจารย์ พอพันธ์ อุยยานนท์ (๒๕๔๙ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ ใน ผาสุก พงษ์ไพจิตร (บรรณาธิการ) "การต่อสู้ของทุนไทย" สำนักพิมพ์มติชน) แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีการลงทุนกว่า 45 พันล้านบาท ไม่น่าจะเรียบง่ายอะไร ...แล้วพอเรามาดูค่าใช้จ่ายของวังต่างๆ ยิ่งเห็นชัด
ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียง เป็นลัทธิล้าหลังของคนชั้นสูง เพื่อสกัดกั้นการกระจายรายได้และสกัดกั้นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม เป็นลัทธิเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนที่รวยที่สุด และที่น่าปลื้มคือคนจนทั่วประเทศเข้าใจประเด็นนี้ ในขณะที่นักวิชาการและคนชั้นกลางยังหลงใหลกับลัทธิพอเพียงอยู่
สำหรับพระราชวัง ความพอเพียงหมายถึง การมีหลายๆ วัง และบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับทหารเผด็จการ ความพอเพียงหมายถึงเงินเดือนสูงจากหลายแหล่ง และสำหรับเกษตรกรยากจนหมายถึง การเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก โดยไม่มีการลงทุนในระบบเกษตรสมัยใหม่
ขบวนการเอ็นจีโอ โดยเฉพาะสาย "ชุมชน" (ดูงาน อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา) จะคิดกันว่าแนว "พอเพียง" สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเสนอมานาน เรื่องการปกป้องรักษาชุมชนให้อยู่รอดได้ ท่ามกลางพายุของทุนนิยมโลกาภิวัตน์
แนวคิดชุมชนแบบนี้มองว่า เราควรหันหลังให้รัฐ ไม่สนใจตลาดทุนนิยมมากเกินไป พยายามสร้างความมั่นคงของชุมชน ผ่านการพึ่งตนเอง ผ่านการแลกเปลี่ยนแบบมีน้ำใจและความเป็นธรรม หรือปฏิเสธบริโภคนิยม มันเพ้อฝัน หมดยุค (ถ้าเคยมียุค) แต่เขาหวังดี ไม่เหมือนพวกที่เสนอลัทธิพอเพียง
หลังรัฐประหาร 19 กันยา มีการนำ "เศรษฐกิจพอเพียง"ของพระราชวัง มาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล มรว. ปรีดิยาธร เทวกุล รัฐมนตรีคลังคนแรกของ คมช. ในวันที่ 2 พ.ย. 49 อธิบายว่า... "เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอย่าขยายเกินกำลังทุนที่มี.... ให้พอดี... ไม่เกินตัว... เป็นแนวเศรษฐศาสตร์พุทธ.... ต้องมีการออม... การลดหนี้ครอบครัว..เป็นแนวสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน"
แต่พอเราอ่านรายละเอียดแล้ว พยายามสรุป มันมีสาระเพียงว่า "อย่าทำให้พัง ล้มละลาย" แค่นั้น หรือ "ใครรวย จ่ายมากได้ ใครจน ต้องจ่ายน้อย" เด็กอายุ4 ขวบคงคิดแบบนี้ได้ ไม่ต้องมีสมองใหญ่โต
ปรีดิยาธร เทวกุล เสนออีกว่า "รัฐบาลให้ความสำคัญ แก่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพ.....การรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ" "การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีทำได้ " และเราก็เห็นว่า รัฐบาล คมช. ผลักดันนโยบายเสรีนิยมสุดขั้วของกลุ่มทุน มากกว่าไทยรักไทยเสียอีก เช่น
การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ การตัดงบประมาณสาธารณสุข การเพิ่มงบประมาณทหาร การผลักดัน FTA (สัญญาค้าเสรี) กับญี่ปุ่น หรือการเดินหน้า แปรรูปรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า เป็นต้น ในกรณีไทยรักไทย เขาทำนโยบายเสรีนิยมทั้งหมดดังกล่าวด้วย แต่คานมันโดยใช้นโยบายการเพิ่มค่าใช้จ่ายรัฐ (แบบเคนส์) ในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน หรือสาธารณูปโภค หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค
พูดง่ายๆ ไทยรักไทย ใช้นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน ทั้งตลาดเสรีและรัฐนิยมพร้อมกัน
เราต้องฟันธงว่า ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีเจตนาที่จะลดอำนาจกลุ่มทุนและอิทธิพลคนรวยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันเป็นคำพูดที่พยายามหล่อลื้น การหันไปสนับสนุนตลาดเสรีของนายทุนใหญ่อย่างสุดขั้ว และรัฐธรรมนูญ คมช. ปี ๕๐ ก็ยืนยันสิ่งนี้
แล้วสาระของเศรษฐกิจพอเพียงมีมากกว่านี้ไหม ? เราถือว่าเป็นทฤษฏีเศรษฐกิจได้ไหม ? วารสาร The Economist เขียนไว้ว่า มันเป็นความคิดเศรษฐศาสตร์ที่เหลวไหลเพ้อฝัน เพียงแต่ "ประทับตราราชวัง" เท่านั้น
เศรษฐกิจพอเพียง ไม่เอ่ยอะไรที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเรื่องสำคัญๆ เช่นการใช้รัฐหรือการเน้นตลาดในการบริหารเศรษฐกิจ หรือวิธีกระจายรายได้ของประเทศ และไม่พูดถึงสวัสดิการหรือรัฐสวัสดิการเลย ในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ มีแต่จะเสนอให้คนจนไป "ยากจน แต่ยิ้ม" กับญาติในชนบท
ในที่สุด สิ่งที่จะสร้างความยั่งยืนและความพอเพียงแท้ กับคนส่วนใหญ่คือ การสร้างระบบรัฐสวัสดิการ และต่อจากนั้น ต้องเดินหน้าสู่ "สังคมนิยม" ที่ยกเลิกการใช้กลไกตลาดในการแจกจ่ายผลผลิต หันมาใช้การวางแผน โดยชุมชนและประชาชนในลักษณะประชาธิปไตย และนำระบบการผลิตมาเป็นของกลาง บริหารโดยประชาชนเอง
ซึ่งหมายความว่า ต้องยกเลิกระบบชนชั้นที่บางคนรวยและควบคุมทุกอย่าง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนและเป็นเพียงลูกจ้างหรือเกษตรกรยากจน
สรุปแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง เป็นลัทธิของคนชั้นบนที่รวยที่สุดในสังคม เพื่อกล่อมเกลาให้คนส่วนใหญ่ ก้มหัวยอมรับสภาพความยากจน มันเป็นลัทธิของพวกที่ยังเชื่อว่า ไทยเป็นทาส ไทยเป็นไพร่ และที่สำคัญ พวกนี้พยายามใช้กฎหมายหมิ่น ฯ และการปกปิดเสรีภาพ เพื่อไม่ให้เราวิจารณ์ลัทธิที่อับจนอันนี้
แต่ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ไม่โง่ หูตาสว่างแล้ว เข้าใจเรื่องนี้ได้ดี... และนั้นคือ สิ่งที่พวกข้างบนกลัวที่สุด !
ถ้าเราไม่สามารถใช้ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงได้ ในวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน เราจะมีข้อเสนออะไร ? ผมคิดว่า ข้อเสนอของ องค์กรเลี้ยวซ้าย มีประโยชน์ จึงขอส่งมาให้ดูด้วย.... จาก www.pcpthai.org
ข้อเสนอขององค์กรเลี้ยวซ้าย
ถึงเวลาแล้วที่นักสหภาพแรงงาน และนักเคลื่อนไหวทั่วไป ต้องตื่นตัวกับปัญหาอันใหญ่หลวงที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เราต้องหยุดพูดถึงการปลดคนงานว่าเป็น "แค่การฉวยโอกาสของนายจ้าง" หยุดพูดกันได้แล้วว่ามาตรการสำหรับคนตกงานควรจะเป็น "การฝึกฝีมือ" เพราะจะไปฝึกทำอะไร ในเมื่อไม่มีงานทำ?
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ
- เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในด้วยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ และการลงทุนในระบบการศึกษาและโรงพยาบาล
- เร่งกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มรายได้ให้คนจน โดยการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงวันละ 300 บาท ... เงิน 2000 บาทที่รัฐบาลจะให้บางคนเป็นเรื่องดี แต่ไม่เพียงพอที่จะช่วยคนจนและกระตุ้นกำลังซื้อ
- รีบระดมรายได้เข้ารัฐจากการเพิ่มภาษีรายได้ และภาษีทรัพย์สินฯลฯกับคนรวย ซึ่งควรจะเสียสละเพื่อปกป้องเศรษฐกิจชาติ
- ถ้ารัฐช่วยเหลือบริษัทเอกชนด้วยเงินของเรา รัฐต้องมีเงื่อนไขว่าบริษัทเหล่านั้นจะต้องไม่เลิกจ้างคนงาน
- รัฐต้องขยายสวัสดิการตกงานให้ครอบคลุมทุกคนที่ตกงานโดยไม่มีเงื่อนไข และขยายเวลาออกไปให้เขาได้รับเงินสองปี
ทำไมมันเป็นวิกฤตจริงในไทย
ในวิกฤตเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมโลกปัจจุบัน ผลกระทบที่เริ่มเห็นในประเทศไทย มาจากการที่ตลาดส่งออกสินค้าไทยหดตัวลงทั่วโลกอย่างน่าใจหาย เพราะเศรษฐกิจอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และแม้แต่จีนหดตัวและอยู่ในสภาพวิกฤต นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติที่ลงทุนสร้างโรงงานในไทย มีปัญหาทางด้านการเงิน จนมีการลดหรือยกเลิกการลงทุน
โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอีเลคโทรนิคซ์ ซึ่งส่งผลต่อไปเป็นลูกโซ่ต่อบริษัทเล็กๆ ที่เกี่ยวพันธ์กัน ลองคิดดูซิ บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ในอเมริกาและญี่ปุ่นถึงขั้นล้มละลาย ระบบธนาคารถึงขั้นที่รัฐบาลตะวันตกจะเข้าไปยึดเป็นของรัฐ
พร้อมกันนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศและสร้างงานและรายได้ให้ ชาติ ได้หดตัวลงอย่างน่าใจหายอีก เนื่องจากการกระทำของพันธมิตรฯ และการที่คนต่างประเทศไม่มีเงินมาเที่ยวเมืองไทย
สาเหตุของวิกฤตโลก
สาเหตุของวิกฤตทุนนิยมโลกรอบนี้ มาจากการที่อัตรากำไรในระบบ มีแนวโน้มลดลงเสมอ อันเนื่องมาจากกลไกตลาดและการแข่งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยการลงทุนในเครื่องจักร
นี่คือสิ่งที่ คาร์ล มาร์คซ์ ค้นพบนานแล้ว และเขียนบรรยายไว้ในหนังสือ " ว่าด้วยทุน "
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตรอบนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พยายามพยุงอัตรากำไรและเศรษฐกิจ ด้วยการปล่อยกู้ให้คนจน โดยที่การซื้อสินค้าของคนจน ได้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ก่อให้เกิดหนี้เสียมหาศาลจนระบบธนาคารทั่วโลกพัง เมื่อระบบธนาคารพัง บริษัทใหญ่ๆ กู้เงินไม่ได้ ก็มีการเลิกจ้างคนงาน ซึ่งทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการหดตัวของเศรษฐกิจ วิกฤตโลกครั้งนี้พอๆ กับยุค ๒๔๗๕
ข้อสรุปสำคัญจากข้อมูลนี้คือ
- กลไกตลาดเสรีของทุนนิยม สร้างปัญหาเสมอ เราต้องใช้รัฐควบคุมตลาด และต้องสร้างรัฐสวัสดิการ
- ระบบทุนนิยม ไม่สามารถเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของประชาชนโลกได้ เราต้องสร้างสังคมนิยมในระยะยาว
- ในระยะสั้น รัฐบาลทุกประเทศต้องกระตุ้นตลาดภายในอย่างเร่งด่วน และต้องปกป้องคนจากการตกงาน
เมื่อเจ็ดสิบปีมาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ จอห์น เมนาร์ด เคนส์ ได้อธิบายไปท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกค.ศ. 1930 ว่า การรักษาวินัยทางการคลังหรือการตัดงบประมาณ (สูตรที่พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรและนักวิชาการเสรีนิยม ท่องเหมือนนกแก้ว) จะนำไปสู่การหดตัวของเศรษฐกิจและวิกฤตที่ร้ายแรงขึ้นอีก
เพราะมีการตกงาน คนตกงานซื้อสินค้าไม่ได้ ก็นำไปสู่คนตกงานมากขึ้น และความยากจนทั่วไป ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่ ด้วยการสร้างงานและปกป้องไม่ให้คนตกงาน
การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนคนจนทำได้สองวิธีคือ หนึ่ง เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงวันละ 300 บาท พร้อมกับลดหรือยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนจนต้องจ่าย ต้องเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย และต้องตัดหนี้สินเกษตรกรยากจน
สอง รัฐบาลต้องปกป้องและสร้างงาน การสร้างงานที่สำคัญต้องเป็นรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ เช่นการพัฒนารถไฟทุกสายทั่วประเทศ ให้เป็นรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูง ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบรถไฟเพิ่มในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่
ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงแดด ต้องสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเพิ่มขึ้นฯลฯเป็นต้น โครงการเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลโดยภาคประชาชนเพื่อไม่ให้มีการโกงกินหรือ ทำลายวิถีชีวิตประชาชน และเพื่อนำไปสู่ประโยชน์แท้สำหรับคนจน
ในโรงงานที่นายจ้างประกาศปิดหรือลดคนงาน รัฐบาลต้องเข้าไปยึดและร่วมถือหุ้นและลงทุนเพิ่ม โดยให้สหภาพแรงงานร่วมบริหารโรงงาน ต้องมีเงื่อนไขว่าห้ามเลิกจ้าง และต้องหันมาผลิตสิ่งจำเป็น เช่น
ในโรงงานรถยนต์ควรผลิตรถพยาบาลฉุกเฉิน หรือรถขนส่งมวลชนให้รัฐ ในโรงงานอีเลค โทรนิคส์ ต้องผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนรัฐบาลในชนบท และในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าควรผลิตชุดนักเรียนเพื่อแจกฟรีให้กับประชาชน
ในภาคเกษตรรัฐ ต้องชักชวนให้เกษตรกรยากจนรวมตัวกันแบบสหกรณ์หรือนารวม ต้องไม่บังคับกัน แต่รัฐควรลงทุนซื้อเครื่องจักรและปุ๋ย และควรประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรกลุ่มนี้ เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับโรงเรียนหรือโรงพยาบาลของรัฐ
จะเอาเงินมาจากไหน ?
รัฐบาลไม่น่าจะขาดเงิน เพราะเราเห็นว่า มีเงินจัดพิธีสาธารณะอันใหญ่โตได้ รัฐสามารถลดงบประมาณทหาร ในส่วนที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบิน แต่ต้องปกป้องค่าจ้างของทหารยากจน ที่สำคัญคือรัฐบาล ต้องเพิ่มการเก็บภาษีทางตรงกับคนรวยทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมกระจายที่ดิน ในยามวิกฤต คนรวยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ในชาติ ไม่ใช่เอาตัวรอดบนสันหลังคนจน
ที่มา - ไทยเอ็นจีโอ
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

