เครือข่าย 19 กันยา ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ใหม่
เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2552 ระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีต่อเนื่องมากว่า ๓ ปี จนล่าสุด เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ของแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และนำไปสู่การสลายการชุมนุมโดยกองกำลังทหารติดอาวุธ ทำให้เกิดการสูญเสียเลือดเนื้อ ทรัพย์สินของประชาชน
เราเครือข่าย ๑๙ กันยาต้านรัฐประหาร ซึ่งเคยมีบทบาทในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีความเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้
1. เราเห็นว่า วงจรปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น เป็นผลิตผลสืบเนื่องมาจากการมุ่งรักษาสถานะทางอำนาจของเครือข่าย “อภิสิทธิ์ชน” โดยใช้วิธีการนอกระบบ กำจัดคู่แข่งทางการเมืองของพวกตน คือ การรัฐประหาร 19กันยายน 2549 ล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
รวมทั้งกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ที่มาจากการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นกรณี การนำประกาศของคณะรัฐประหารมาเอาผิดย้อนหลัง เพื่อยุบพรรคการเมือง การแต่งตั้งคตส. และการมัดมือชกประชาชน ให้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งทั้งหมดนี้ ขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชน ทำให้ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนจำนวนมาก
ทั้งนี้ การชนะการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ของพรรคพลังประชาชนที่ชูนโยบายต่อต้านรัฐประหารและแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นข้อ พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวก็ยังคงดำเนินการต่อไป จนในที่สุด นำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคร่วมรัฐบาล การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น โดยการแทรกแซงของกองทัพ ฝ่ายอำมาตย์อีกครั้ง
ทั้งหมดนี้ สร้างความไม่พอใจต่อประชาชนจำนวนมากที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน และผู้รักประชาธิปไตย จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ การปฏิเสธ ไม่ยอมรับ ถึงความยุติธรรมขององค์กรต่าง ๆ ทั้ง ศาล กองทัพ รวมถึงองค์กรอิสระต่าง ๆ
ดังนั้น เราเห็นว่า การดื้อดึงอ้างหลักการ “นิติรัฐ”เพื่อเอาผิดกับฝ่ายตรงกันข้าม โดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมและความชอบธรรม นอกจากไม่ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งแล้ว ยังพัฒนาความขัดแย้ง ไปสู่ความรุนแรงยิ่งขึ้นจนยากที่จะหาทางออกด้วยแนวทางสันติวิธี
2. เราเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ไม่มีความชอบธรรม แม้จะอ้างว่ามาจากการทำประชามติก็ตาม แต่ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ประชามติในครั้งนั้น เป็นการ “มัดมือชก” พื้นที่กว่าครึ่งประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก มีการคุกคาม ปิดกั้นฝ่ายรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทุกวิถีทาง
รวมทั้งการที่ประชาชน ยอมลงประชามติรับส่วนหนึ่ง เพราะต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วและหวังว่าจะมีการแก้ไขหลังการเลือกตั้ง ที่สำคัญการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้น กระทำด้วยการรัฐประหาร ซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่อาจหาความชอบธรรมภายใต้ระบอบประชาธิปไตยได้
เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐสภาพิจารณานำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้ และมีบทเฉพาะกาลเพื่อนิรโทษกรรมคดีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางการเมือง และเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทำรัฐประหาร หลังจากนั้น รัฐบาลต้องประกาศยุบสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ทันที ในส่วนคดีทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยนั้น ให้ดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติหลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว
3. เราสนับสนุนให้รัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ชุมนุมของนปช.และการสลายการชุมนุม โดยกำลังทหารในระหว่างวันที่ ๘-๑๔ เมษายน โดยกระบวนการในการตรวจสอบ ให้ใช้วิธีการไต่สวนสาธารณะ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะทำให้ได้รับการยอมรับของทุกฝ่าย
4. เราเห็นว่าในความขัดแย้งครั้งนี้ สื่อมวลชนไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักจรรณยาบรรณของสื่อมวลชน มีการนำเสนอข่าวและแสดงความเห็นอย่างมีอคติและเลือกข้างอย่างชัดเจน จนสร้างความรู้สึกอึดอัดให้กับประชาชนโดยทั่วไป และมีส่วนสำคัญที่ทำให้การ เคลื่อนไหวพัฒนาไปถึงจุดที่เกิดความรุนแรง
เราจึงขอประณามพฤติกรรมดังกล่าวและขอเรียกร้องให้ประชาชนผู้รักความเป็นธรรม ร่วมกันแสดงออกเพื่อกดดันอย่างสันติ ให้สื่อมวลชนยึดหลักจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด และเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นอย่างเท่าเทียม
5. เราขอประณามผู้ใช้ความรุนแรงที่มุ่งหมายในการทำร้ายร่างกาย ทรัพย์สิน รวมถึงชีวิตของผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างในทุกกรณี ทั้งกรณี การเสียชีวิตของการ์ดนปช. การยิงประชาชนในชุมชนนางเลิ้งเสียชีวิต และกรณีอื่น ๆ รวมถึงกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งมีความเห็นและจุดยืนต่างกับเรา เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินคดีนำคนผิดมาลงโทษโดยเร็ว
ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรณรงค์เคลื่อนไหวด้วยแนวทางสันติวิธี และเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนของสังคมอดทนต่อการรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และยอมรับการเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบอันสำคัญในสังคมประชาธิปไตย
การอ้างความสมานฉันท์ การกล่าวหาและสร้างทัศนคติ ต่อการรณรงค์เคลื่อนไหวของประชาชนว่า เป็นการทำร้ายประเทศนั้น ไม่สามารถยุติความขัดแย้งในครั้งนี้ได้
มีแต่การยอมรับความเห็นที่แตกต่าง รวมถึงการเคารพการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ ผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น จะนำพาสังคมไปสู่ความสมานฉันท์ได้อย่างแท้จริง
ที่มา มติชน
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์
โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !
เขียนโดย admin เมื่อ 18 มกราคม, 2012 - 20:14 tags:ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

