ผืนธงปลิวไสวของ 2 ชนชั้นใหญ่

tags:
หมายเหตุ บทความนี้ เป็นการแสดงแนวคิดของกลุ่มซ้ายไทยกลุ่มหนึ่ง ที่ยึดมั่นกับทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน แบบพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กองบก.เรียบเรียงจากกระทู้ชื่อเดียวกันจากบอร์ดไฟลามทุ่ง เขียนโดยคุณธนูซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ พคท. ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี

000000000000000000000000000000000

1.นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา การพัฒนาการเมืองของไทย ก็เข้าสู่ยุคใหม่อย่างแท้จริงคือ ยุคการปฏิวัติของชนชั้นนายทุนไทย นับจากวันนั้นถึงปัจจุบัน ชนชั้นนายทุนไทย ยังปฏิบัติภารกิจทางประวัติศาสตร์ของตนยังไม่เสร็จสิ้น ชนชั้นนายทุนไทย สะสมประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยผ่านระบบรัฐสภาที่สลับด้วยการรัฐประหารเป็นระยะ ๆ

2.กลุ่มศักดินาเอง ก็สะสมประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตนอย่างยาวนานเช่นกัน โดยผ่านคู่ต่อสู้ใหญ่ ๆ   มาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่ากลุ่มคณะราษฎร์ โดย ดร.ปรีดี กลุ่มเผ่า พคท. กลุ่มถนอม-ประภาส กลุ่มทหารหนุ่ม จปร.7 กลุ่มสุจินดา-สุนทร จปร.5 และสุดท้ายคือ กลุ่มทักษิณ

การดำเนินยุทธศาสตร์และยุทธวิธีชั้นเลิศในทางการเมือง โดยเฉพาะการสลาย พคท.แสดงให้เห็นถึง ความยอดเยี่ยมในการประสานยุทธวิธีปราบปรามและยุทธวิธีสงครามจิตวิทยา นโยบาย 66/23 คือบทเรียนอันสำคัญยิ่งของ พคท.

กลุ่มศักดินาค่อย ๆ ขยายการจัดตั้งของกลุ่มตนออกไป โดยร่วมมือกับเหล่าขุนศึกในแต่ละยุค ซึ่งในบางครั้ง ก็ขัดแย้งกับกลุ่มขุนศึกที่เรืองอำนาจมากเกินไป เช่น กลุ่มถนอม-ประภาส ตามที่กล่าวมาแล้ว มีข้อน่าสังเกตุคือ ข้อมูลจากนิตยสารต่างชาติที่ระบุทรัพย์สินของกลุ่มนี้ว่า มีถึง 35 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีขนาดทุนใหญ่ที่สุดในบริบททุนนิยมของไทย

นั่นแสดงถึงระบบจักรพรรดินิยม เลนินกล่าวว่า จักรพรรดินิยมคือทุนนิยมผูกขาดขั้นสูงสุด นั่นคือลักษณะเฉพาะของกลุ่มศักดินาไทย ที่พัฒนาจากระบบศักดินานิยมไปสู่จักรพรรดินิยม

การบดขยี้กลุ่มทักษิณในครั้งล่าสุดนี้ แสดงออกถึงความยากลำบากในยุทธวิธี เพราะไม่ค่อยแนบเนียนและลงทุนสูงเกินไป อันเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์และอินเตอร์เน็ต การนำศาลมาใช้ ทำให้นิติรัฐสูญเสีย ทำให้กฏหมายไม่มีอยู่จริงในสังคมไทย และเกิด 2 บรรทัดฐานทางกฏหมาย

และการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดสนามบินแห่งชาติ ทำให้ขาดการยอมรับจากสังคมไทยและสังคมโลก ที่สำคัญคือทำให้รูปการจิตสำนึก อันเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคมสั่นคลอน ทำให้เสื่อมถอยอย่างรุนแรงทั่วทั้งสังคม

3. ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือดและบ้าระห่ำของ 2 ชนชั้นใหญ่ในครั้งนี้ มีปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ 2 ประการคือ พลตรีจำลอง ศรีเมือง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และนายพลทางกองทัพบางคน ระบุว่า พวกเสื้อแดงหรือสีแดงคือคอมมิวนิสต์ แสดงว่า ลึก ๆ แล้ว กลุ่มศักดินาจงเกลียดจงชังและกลัว พคท.อยู่ และ

การที่มีผู้ใส่ชุดนักรบ ทปท.ในการประท้วงครั้งล่าสุด แสดงว่า ลึก ๆ แล้ว สหายบางคน ยังโหยหาชัยชนะ แต่ไม่มีที่ยืนในสังคม

4.การปฏิวัติชนชั้นนายทุนไทย ยังจะดำเนินต่อไปตามหลักการของมาร์กซ์ ในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น ท่ามกลางระบบทุนนิยมโลก ที่ยังเต็มไปด้วยความขัดแย้งในระดับโลก แสดงออกด้วยวิกฤติเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่เป็นช่วง ๆ ชนชั้นนายทุนไทยภายใต้ผืนธงปลิวไสวของระบบรัฐสภา จะลุกขึ้นสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า กับกลุ่มศักดินา ที่กำลังพัฒนาไปสู่ผืนธงปลิวไสวของระบอบจักรพรรดินิยม

สำหรับพวกเรา มองจักรวาลและดวงดาวอันไกลโพ้น ไปสู่ผืนธงปลิวไสวของมาร์กซ์ มีแต่ผืนธงของมาร์กซ์เท่านั้น ที่เป็นผืนธงแห่งอนาคตแห่งชนชั้นกรรมาชีพที่แท้จริง

5. เราขอเคารพในจิตใจของชาวเสื้อแดงทุกท่าน จงเช็ดเลือดและเก็บรับความเจ็บปวดเป็นบทเรียน แต่เราไม่เห็นด้วยกับคำขวัญในการเคลื่อนไหวและยุทธวิธี ของแกนนำชาวเสื้อแดง ที่ดำเนิน นโยบายฉวยโอกาสเอียงซ้ายและพัฒนาเป็นกลุ่มอนาธิปไตย

ลัทธิอนาธิปไตย ก่อกำเนิดเกิดจากข้อจำกัดทางความคิดของชนชั้นกรรมาชีพจรจัด หรือชนชั้นกรรมาชีพที่ยังไม่ได้จัดตั้งและชนชั้นนายทุนน้อย ซึ่งในยุคต้น ๆ ของทุนนิยม กรรมกรมองว่า เครื่องจักรมาขูดรีดตน จึงมีการทำลายเครื่องจักร นั่นคือ การไม่เข้าใจระบอบทุนนิยมอย่างทั่วด้าน

ต่อมาพัฒนาเป็นการลอบสังหาร โดยเริ่มจากกลุ่มนารอดนิคในรัสเซีย จนถึงปัจจุบันคือ การก่อวินาศกรรมระดับโลก ในกรณีสะท้านโลก ถล่มตึก world trade โดย บิล ลาเด็น ความคิดดังกล่าว ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกและเข้าสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรา

ทุกสงคราม ล้วนต้องบรรลุผลทางการเมืองในระดับหนึ่ง แต่ลัทธิอนาธิปไตย ล้วนทำลายแนวร่วมของตนเอง ดังนั้น ไม่ว่า บิล ลาเด็น ผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ การยึดสนามบินแห่งชาติของพันธมิตร รวมทั้งการปิดถนนทั่วกรุงของชาวเสื้อแดง จึงถูกต่อต้านจากคนทั่วไป

ชาวเสื้อแดง ควรแสวงหาและเรียนรู้ผืนธงปลิวไสวผืนใหม่ ท่านอาจจะพบผืนธงของชนชั้นตนเอง ก็ได้ เพราะแท้จริงแล้ว ผืนธงผืนนี้ของท่านเองนี่แหละ จะทรงพลานุภาพจะกวาดล้างโลกเก่าและสร้างโลกใหม่ได้

มาร์กซ์กล่าวว่า ในการปฏิวัตินี้ ชนชั้นกรรมาชีพ จะไม่สูญเสียอะไรเลย นอกจากโซ่ตรวนเท่านั้น สิ่งที่พวกเขาจะได้มาคือ โลกทั้งโลก

6. เกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตร ทักษิณมีการพัฒาการทางชนชั้น (การไต่เต้าทางสังคม หรือการยกฐานะของตนเอง) ดังนี้

เมื่อเริ่มต้นรับราชการตำรวจ ทักษิณเป็นเพียงชนชั้นนายทุนน้อย เขาลาออกจากราชการ มาหิ้วกระเป๋าให้ปรีดา พัฒถาบุตร เริ่มเห็นช่องทางธุรกิจ จึงเริ่มก่อตั้ง บ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ จก. ทักษิณพัฒนาจากชนชั้นนายทุนน้อยมาเป็นนายทุนแห่งชาติ ในขณะที่ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว ทักษิณจึงบุกเบิกเข้าสู่อาณาจักรโทรศัพท์มือถือ

ทักษิณได้นำบริษัทในกลุ่มชิน เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จ้างขบวนการ 3 ส. คือ สนธิ ลิ้มทองกุล เสี่ยสอง และสุเทพแห่ง บงล.ศรีมิตร ร่วมกันสร้างราคาหรือปั่นหุ้นของกลุ่มชินให้ราคาพุ่งทะลุฟ้า ช่วงเศรษฐกิจฟองสบู่นี่เอง ที่ทำให้กลุ่มชินติดปีก กลายเป็นเสือตัวใหม่ของสังคมไทย

ทักษิณพัฒนาจากนายทุนแห่งชาติเป็นนายทุนใหญ่เต็มตัว ทักษิณจึงยาตราทัพเข้าสู่สนามรบอันใหม่คือ สนามการเมือง  กลุ่มทักษิณได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจรัฐ การผูกขาดและการโกงกินอย่างมโหฬาร ก็เกิดขึ้น

ทักษิณได้พัฒนาไปอีกขั้น เป็นตัวแทน ชนชั้นนายทุนขุนนาง นายทุนนายหน้าและนายทุนขุนคลัง ซึ่งในจุดนี้นี่เองที่กลุ่มทักษิณเริ่มปะทะขัดแย้งกับเครือข่ายของกลุ่มศักดินา สงครามบ้าระห่ำระหว่าง 2 ชนชั้นใหญ่จึงเริ่มขึ้น

ทักษิณมีจุดแข็งคือ ตัวธุรกิจสื่อสาร หล่อหลอมให้ทักษิณต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ธุรกิจสื่อสารเป็นแนวโน้มใหม่ของโลก รวมถึงอินเตอร์เน็ต ทำให้ทักษิณตื่นตัว เข้าใจโลก เข้าใจการเปลี่ยนแปลงสังคม อีกทั้งโลกส่วนใหญ่ ล้วนปกครองด้วยระบบทุนนิยมในรูปแบบรัฐสภา ทักษิณจึงยืนอยู่ในกระแสโลกหรืออินเทรนด์นั่นเอง

กลุ่มทักษิณ จึงสามารถยืนต้านกระแสของกลุ่มศักดินามานานนับ 3 ปี กลุ่มศักดินาดำเนินนโยบายกดดันกลุ่มทักษิณ โดยเคลื่อน กองกำลังที่ 1 คือ กลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อสร้างความชอบธรรม รองรับการรัฐประหารโดยกองกำลังที่ 2 คือกองทัพ จากนั้นก็เคลื่อน กองกำลังที่ 3 คือนักวิชาการ ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ คมช.เพื่อกดดันและทำให้รัฐสภาของชนชั้นนายทุนง่อยเปลี้ยเสียขา

แม้กระนั้น ยังแพ้การเลือกตั้งอีก จึงส่งทัพพันธมิตรมาเคลื่อนไหวเฟสที่ 2 คราวนี้ ใช้ทฤษฏี chaos  เราจึงเห็นลักษณะก้าวร้าว ของกลุ่มพันธมิตรในการเคลื่อนไหวเฟสที่ 2 นี้มาก จากนั้นเคลื่อน กองกำลังที่ 4 คือศาล มาสั่นคลอนระบบพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุน โดยการตัดสินยุบพรรค 3 พรรค รวมทั้งการที่ศาลตัดสินให้สมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประท้วงอย่างยาวนานและเริ่มรุกเข้ายึดสนามบินแห่งชาติ จึงกดดันทั่วทั้งสังคม เมื่อศาลประกาศยุบพรรค ความกดดันจึงคลายตัว ทุกคนจึงรู้สึกโล่งอก คลายจากลักษณะ chaos

โดยมองข้าม ความผิดหลักการของศาล การมี 2 มาตรฐานทางกฏหมาย ซึ่งนั่นคือ การสูญเสียนิติรัฐ ไม่มีกฏหมายอยู่จริงในบ้านเมือง และเปิดเผยหน้าตาอันแท้จริงของอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ศาล นั่นเอง

คราวนี้มาดูว่า มีใครบ้างเคยลี้ภัยการเมือง เท่าที่ดูมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ กุหลาบ สายประดิษฐ์  ทักษิณมีบางส่วนคล้าย ดร.ปรีดี เพราะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนกัน  ถูกใส่ร้ายในข้อหาล้มสถาบันเหมือนกัน ทักษิณยังมีบางส่วนคล้ายโคไมนี่ ผู้นำของอิหร่าน ที่ส่งเสียงมายังประชาชนของตน ในรูปเทปอัดเสียง จนกระทั่งโค่นล้มราชวงศ์ชาร์ปาเรวีของอิหร่านลงได้สำเร็จ

ขอเน้นว่า เหมือนกันในแง่วิธีการเคลื่อนไหวเท่านั้นคือ ส่งเสียงจากภายนอกประเทศเข้ามา สำหรับในด้านทุนนิยมผูกขาดหรือด้านมืดของทักษิณ ยังหาคนเปรียบเทียบไม่ได้ในขณะนี้

การไล่สุนัขจนตรอกนั้น คนไทยเขาถือ แต่การไล่ทักษิณ ไม่เพียงไล่จนตรอกในไทย ยังไล่จนตรอกในระดับโลก ปัญหาคือ ทำไมยิ่งบีบยิ่งไล่ทักษิณ ประชาชนชาวเสื้อแดง ยิ่งมากขึ้นทุกที ? ลองดูการเคลื่อนไหวของชาวเสื้อแดงตอนแรก ๆ ที่สนามหลวง มีคนอยู่นิดเดียว

เพราะประชาชนรับไม่ได้กับ 2 มาตรฐาน และการปฏิวัติชนชั้นนายทุนนั้น ประชาชนได้ประโยชน์จริง ๆ การถูกดูถูกเหยียดหยาม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ว่า คำคนบ้านนอก ข้อเสนอ 70/30 ที่ไม่เคารพใน 1 เสียงของเขา พวกเขาจึงลุกขึ้นสู้เพื่อชีวิตและศักดิ์ศรีของตนเอง

7. ประวัติศาสตร์การลอบสังหารของกลุ่มนารอดนิคในรัสเซีย

ในรัสเซีย เลนิน เคยวิเคราะห์การลอบสังหารของกลุ่มนารอดนิคไว้ ดังนี้

พวก นารอดนิค (narodnik มาจากคำ narod แปลว่าประชาชน ) เป็นกลุ่มปัญญาชนที่มีหัวก้าวหน้าที่สุดในประเทศรัสเซียสมัยนั้น ประกอบไปด้วยครู หมอและนักเขียน ซึ่งเป็นพวกนายทุนน้อย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างระบอบศักดินาของรัสเซีย และนำที่ดินไปแจกจ่ายให้กับชาวนา

พวกนี้เชื่อมั่นว่า ระบอบนายทุนของรัสเซียเป็นปรากฏการณ์โดยบังเอิญ ไม่ได้เกิดขึ้นตามกฏการพัฒนาทางสังคม ตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ์ มองข้ามความแตกต่างกันทางชนชั้นและความขัดแย้งภายในกลุ่มชาวนา และปฏิเสธบทบาทการนำของชนชั้นกรรมาชีพในการปฏิวัติ พวกนี้เห็นว่า หน่วยการผลิตเพื่อเลี้ยงตนเองในระดับหมู่บ้าน เป็นรูปแบบที่พวกเขาปรารถนา

พวกเขานับพัน ๆ คนได้สวมเสื้อผ้าแบบชาวนา และเข้าไปอยู่กินกับชาวนาในชนบท และปลุกเร้าให้ชาวนาลุกขึ้นสู้ แต่ก็พบกับความล้มเหลว เพราะชาวนารวยมักจะนำข่าวคราวการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มนี้ ไปรายงานตำรวจอยู่เสมอ พวกนี้จึงหันกลับไปหาวิธีการลอบสังหาร

เพราะเชื่อว่าหากโค่นพระเจ้าซาร์ลงแล้ว จะทำให้เกิดความปั่นป่วน การยึดอำนาจก็จะทำได้ง่ายขึ้น จึงได้ร่วมกันจัดตั้งองค์การลับขึ้นชื่อว่า "นารอดนายา โวลยา" (narodnaya volya) หรือกลุ่มเจตจำนงของประชาชน (people's will ) โดยมีหัวหน้าชื่อ อังเดร เชลียาบอฟและโซเฟีย บีลอฟสกายา ได้ทำการลอบสังหารพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในวันที่ 1 มีนาคม 1881 แต่ไม่สำเร็จ

พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ทรงกลัวว่า คณะกรรมการดำเนินงานลับของกลุ่มนารอดนายาโวลยา อาจจะใช้การปฏิบัติการสยดสยองครั้งใหม่ พระองค์จึงหลบไปอยู่ที่กาทชีนา ต่อมาภายหลัง กลุ่มก่อการลอบสังหาร ได้ถูกจับกุมและถูกตัดสินประหารชีวิต การกดขี่ของพระเจ้าซาร์ ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก แทนที่จะลดลง

พวกนารอดนิค เป็นนักปฏิวัติที่กล้าหาญ แต่ที่ต้องล้มเหลว ก็เพราะเดินแนวทางผิด พวกเขาสนใจแต่เพียงชาวนา โดยละเลยพลังกรรมกร ซึ่งเป็นพลังที่เกิดใหม่และเป็นพลังหลักที่กำลังเติบโตขึ้น ต่อสู้กับการกดขี่ขูดรีดในประเทศขณะนั้น ต่อมาพวกนารอดนิคนี้ ได้หันไปปรองดองกับพระเจ้าซาร์ และแสดงตน รักษาผลประโยชน์ของชาวนารวย ขับเคี่ยวกับนักลัทธิมาร์กซ์

การลอบสังหารอันเป็นแนวคิดหนึ่งของลัทธิอนาธิปไตย เป็นสิ่งที่เราต้องคัดค้าน

8. การลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล

สนธิ ลิ้มทองกุล เป็นหนึ่งในกองโฆษณาหรือกองสงครามจิตวิทยาของกลุ่มศักดินา ถ้าจะเปรียบเทียบ สนธิก็คือ อุทาร สนิทวงศ์ฯแห่งวิทยุยานเกราะ ในสมัย 6 ตุลาคม 2519 นั่นเอง สนธิเพียงแต่ตบแต่งภาพลักษณ์ ให้เข้ากับยุคสมัยอินเตอร์เน็ตเท่านั้น และที่สำคัญ สนธิได้พวกเมนเชวิคมาใส่เสื้อคลุมประชาชน ปกปิดลักษณะทางชนชั้นที่แท้จริงที่ตนเองรับใช้กลุ่มศักดินา 

ทั้งสนธิเติบโตมากับสื่อและก้าวเคียงคู่มากับทักษิณ เป็นนักปั่นหุ้นในระดับเจ้าพ่อตัวจริงของวงการ ด้วยวิสัยทัศน์และเครือข่าย สนธิ ลิ้มทองกุล จึงอันตรายร้ายแรงกว่าอุทาร สนิทวงศ์ฯ มากมายนัก ฤทธิ์เดชของสนธิ จึงประดุจฟ้าถล่มดินทลายอย่างที่เห็น เหมือนยักษ์จินนี่ที่ถูกปล่อยออกจากตะเกียงของอลาดิน แล้วไม่ยอมกลับเข้าตะเกียง เข้าข่ายกู่ไม่กลับ จึงเป็นที่หมั่นไส้แกมอิจฉาจากหน่วยกำลังในอำนาจรัฐเดียวกัน

เราควรมองว่า ต่อให้ลอบสังหารสนธิสำเร็จ แต่กลุ่มศักดินาก็สามารถจัดกองโฆษณา หรือกองสงครามจิตวิทยาขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับพวกนารอดนิค ต่อให้ลอบสังหารพระเจ้าซาร์สำเร็จ ก็จะมีพระเจ้าซาร์องค์ใหม่ขึ้นมาอยู่ดี

9. ลัทธิมาร์กซกับการใช้ความรุนแรง

หลักคิดของมาร์กซ์คือ ชาวลัทธิมาร์กซ์เปิดเผยว่า จุดหมายของพวกเขาจะบรรลุได้ ก็มีแต่ ต้องใช้ความรุนแรง โค่นระบอบสังคมที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดเท่านั้น เราสร้างกองทัพปลดแอกประชาชนและมีวินัยเหล็ก เพื่อบรรลุภารกิจทางการเมืองคือ การยึดอำนาจรัฐและสถาปนาอำนาจรัฐของประชาชน ซึ่งเป้าหมายคือ อำนาจรัฐของชนชั้นกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อยและนายทุนแห่งชาติ

ความหมายของความรุนแรงในทัศนะของมาร์กซ์ จึงแตกต่างจากความรุนแรงของคนทั่วไป โดยเฉพาะแตกต่างจากความรุนแรงของพวกอนาธิปไตย การปฏิวัติของพคท.พิสูจน์ให้พวกเราเห็นอย่างชัดเจน สิ่งที่เราเข้าต่อสู้และทำลายคือ อำนาจรัฐที่ปฏิกิริยา

อำนาจรัฐคือ ความรุนแรงที่ชนชั้นปกครองใช้ปราบปรามประชาชนมาทุกยุค โดยใช้กลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็น กองทัพ ตำรวจ กฏหมาย คุก ศาล ซึ่งมายุคของพวกเรา ก็เพิ่มสื่อ กองโฆษณา นักวิชาการ ดังที่กลุ่มศักดินา ใช้ทุกขุมกำลังเข้าบดขยี้กลุ่มทักษิณในครั้งนี้

เลนิน เคยเสนอว่า one step back  two steps foward แปลว่า ถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อเดินหน้าสองก้าว ยุทธวิธีนี้เหมาะกับชาวเสื้อแดงและทักษิณเป็นอย่างยิ่งในขณะนี้  ในสมัยเหมาเจ๋อตุงเอง ก็กล่าวว่า เมื่อกระแสการปฏิวัติอยู่ในกระแสต่ำ เพราะเพิ่งถูกปราบปราม เราก็หมั่นศึกษาและบ่มเพาะการจัดตั้งและกระชับฐานที่มั่นใหม่

10. ท่าทีของฝ่ายซ้ายต่อสถานการณ์ และต่อเพื่อนแต่ละกลุ่ม

ความสำคัญสูงสุดในหมู่อดีตฝ่ายซ้ายคือ เราต้องทำความจริงให้กระจ่าง ความดี ความจริงล้วนประทับตราด้วยชนชั้น เราจะใช้จุดยืนหรือแว่นชนชั้นใดมอง เราต้องบอกเพื่อน ๆ ว่า เราจำเป็นต้องใช้หลักคิดของมาร์กซ์ ไปมองและหาข้อสรุป คือให้พวกเราใช้หลักคิดของมาร์กซ์ในการโต้เถียงกัน แล้วความจริง จะค่อย ๆ เปิดเผยออกมา

พวกเราควรใช้ communist manifesto อันเป็นหลักและนโยบายที่มาร์กซ์ร่างไว้ เป็นแนวทางการถกเถียงหาข้อสรุป เลนินกล่าวว่า "communist manifesto เป็นเอกสารลักษณะหลักนโยบายที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของลัทธิคอมมิวนิสต์วิทยาศาสตร์ วิญญาณของหนังสือเล่มนี้ ตราบเท่าทุกวันนี้ ยังคงให้กำลังใจ และผลักดันชนชั้นกรรมาชีพทั้งมวล ที่มีการจัดตั้งและที่กำลังดำเนินการต่อสู้อยู่ในโลกอารยะ "

เราต้องยอมรับว่า เพิ่อนเราหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มพันธมิตรฯ ได้แปรเปลี่ยนจากบอลเชวิค เป็นพวกซ้ายฉวยโอกาสเมนเชวิคไปเรียบร้อยแล้ว พวกนี้พร้อมใช้หลักคิดมาร์กซ์ที่บิดเบี้ยวของตน มาบิดเบือนความจริง ซึ่งในแง่นี้ จะต้องต่อสู้ทางความคิดหนักมาก เราต้องยืนยันหลักคิดมาร์กซ์ไว้ให้หนักแน่น แล้วปล่อยให้พวกเมนเชวิค ล่องลอยหลุดจากขบวนของพวกเราไป แต่ถึงที่สุด เขาก็ยังเป็นเพื่อนของเรา

สำหรับ เพื่อน ๆ ที่เปลี่ยนแนวคิดและจุดยืนไปแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงฐานะทางสังคม กลุ่มนี้จะมีความแตกต่างจากพวกเมนเชวิค เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา เขาจะไปยืนภายใต้ร่มธงของกลุ่มศักดินาหรือกลุ่มอื่น ๆ ก็ปล่อยเขาไป แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่

สำหรับ เพื่อน ๆ ที่เข้ากลุ่มเสื้อแดง เต็มตัว เราก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขาเช่นกัน แม้กระทั่งเขาจะไปยืนภายใต้ร่มธงของกลุ่มทักษิณ ก็ปล่อยเขาไปเช่นกัน แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่

การที่เราแนะนำให้  " ยืนบนภู ดูเสือกัดกัน " (จากบทความ"พันธมิตรคือเรดการ์ด สนธิคือหลินเปียว" ) เพราะมันเป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของเหมาเจ๋อตุง นั่นเอง  เหมาฯ ได้รับการยกย่องอย่างสูงจากกองทัพญี่ปุ่นที่รุกรานจีนในยุคนั้นว่า เป็นยอดนักยุทธศาสตร์ทางการทหาร ซึ่งยอดนักรบแบบกองทัพญี่ปุ่นยากจะยอมรับใครง่าย ๆ  เหมาฯ ศึกษาตำราจีนโบราณในด้านการรบไม่ว่า ซ๋องกั๋ง ซุนวู สามก๊ก จนแตกฉาน

การที่เหมากล่าวเช่นนี้คือ ฝ่ายเรามีกำลังอ่อนแอ ในขณะที่ข้าศึก 2 ฝ่ายกำลังทะเลาะและต่อสู้กัน เหมาจึงกำหนดยุทธวิธีนี้ขึ้นมา พวกเราในขณะนี้ ไม่มีทั้ง พคท. ไม่มีแม้กระทั่งพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าพอ แล้วเราจะเอาอะไรไปเปลี่ยนแปลงสังคม

ที่มา บอร์ดไฟลามทุ่ง โดย คุณ ธนู

 

1.ผมขอขอบคุณมากที่ช่วยเรียบเรียงให้น่าอ่านขึ้นครับ 2.ผมมีข้อความที่แก้ไขดังนี้ในการลอบสังหารของกลุ่มนารอดนิคที่ถูกต้องคือซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ในวันที่ 1 มีนาคม 1881 และซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ได้หลบไปที่กาทชีน่า ผมขอบคุณบทความชั้นยอดที่อ่านจากที่นี่
แก้ไขให้แล้วครับ

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้