โสภณ พรโชคชัย : จดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี ฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติด้วยวิธีเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
10 ถ.นนทรี ยานนาวา กรุงเทพมหานคร 10120
12 พฤษภาคม 2552
เรื่อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติด้วยวิธีการเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
กราบเรียน นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี
เนื่องด้วยรัฐบาล มีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติที่กำลังตกต่ำในปัจจุบัน
กระผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และจึงทำหนังสือนี้
มาเสนอแนวคิดการฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติ
ด้วยวิธีการเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อโปรดพิจารณา
ดังรายละเอียดต่อไปนี้:
1. การจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน {1}
ตามที่รัฐบาลมีแนวคิดจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน กระผมเห็นว่าเป็นแนวคิดที่ดี
เป็นสากล และแทบไม่ส่งผลกระทบต่อเจ้าของที่อยู่อาศัย
เพราะภาษีทรัพย์สินมีอัตราการจัดเก็บต่ำมาก
โดยในประเทศตะวันตกจัดเก็บในอัตราปีละ 1-2% ของมูลค่าตลาดของทรัพย์สิน
แต่ในกรณีประเทศไทยอาจเริ่มต้นจัดเก็บในอัตราเพียง 0.5%
และหากที่อยู่อาศัยหน่วยหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานครมีราคาเฉลี่ยประมาณ 2
ล้านบาท ก็จะจัดเก็บเพียง 833 บาทต่อเดือน
ซึ่งเป็นจำนวนเงินใกล้เคียงกับค่าจัดเก็บขยะหรือดูแลชุมชนเท่านั้น {2}
จะสังเกตได้ว่า ในเขตเมืองมีแปลงที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
เป็นจำนวนมาก ที่ดินเหล่านี้ควรนำมาเสียภาษีทรัพย์สิน
ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการที่ชัดเจน
เช่นเดียวกับกรณีของห้องชุดซึ่งแม้เจ้าของไม่ได้เข้าอยู่อาศัย กฎหมายก็
บังคับให้เจ้าของต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนกลาง
หากไม่เสีย ก็ไม่สามารถจำหน่ายจ่ายโอนได้
ดังนั้นที่ดินเปล่าที่ไม่ใช้ประโยชน์ใด ๆ
แต่กลับมีมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาสาธารณูปโภคของรัฐ
จึงสมควรเสียภาษีเป็นอย่างยิ่ง
มาตรการภาษีทรัพย์สิน จะกระตุ้นให้เจ้าของทำการพัฒนาที่ดิน
เพื่อให้เมืองไม่มีช่องว่างมากเกินไป
การใช้สาธารณูปโภคในเมืองจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
หรือในอีกทางหนึ่งหากการพัฒนาในเมืองเข้มข้น สาธารณูปโภคราคาแพง
ก็ไม่จำเป็นต้องขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด
เป็นการช่วยประหยัดต้นทุนทางสังคมอีกด้วย
นอกจากนี้ยังอาจกล่าวได้ว่าภาษีทรัพย์สินให้ประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
เพราะภาษีที่เสียก็เพื่อนำมาพัฒนาท้องถิ่น และยิ่งท้องถิ่นพัฒนา
ก็ย่อมทำให้ที่ดินของเจ้าของทั้งหลายยิ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก
กระผมเคยศึกษาพบว่า
ที่อยู่อาศัยทุกประเภทและที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมในประเทศไทย
มีมูลค่ารวมกันประมาณ 47.533 ล้านล้านบาท ณ พ.ศ.2550 {3}
หากเก็บภาษีทรัพย์สิน ณ อัตรา 0.5% ก็จะเป็นเงินถึง 237,668 ล้านบาทต่อปี
ทั้งนี้ยังไม่รวมอสังหาริมทรัพย์ เพื่อการอุตสาหกรรมและเพื่อการพาณิชย์
หากนำมารวมด้วย ก็คาดว่าจะสามารถจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้ถึงราว 300,000
ล้านบาท
ยิ่งกว่านั้นภาษีทรัพย์สินนี้เก็บและใช้สอยเฉพาะในท้องถิ่น
ท้องถิ่นย่อมมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ
โอกาสที่จะเกิดการทุจริตย่อมมีน้อยลง
ประชาชนในท้องถิ่นจะหวงแหนทรัพยากรของตนเองมากขึ้น
ผู้มีความรู้ความสามารถ
จะหันมาทำงานการเมืองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น
และการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสียภาษีทรัพย์สินเช่นนี้
จึงเป็นรากฐานการพัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคงอย่างแท้จริง
2. การสร้างมูลค่าเพิ่มของระบบถนน
ถนนนำความเจริญไปสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ ทุกวันนี้
ประเทศต้องเสียเงินค่าก่อสร้างถนนและสาธารณูปโภคต่าง ๆ นับแสนล้านบาทต่อปี
ทั้ง ๆ ที่ความจริงสามารถสร้างได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย และยังอาจได้กำไรไว้พัฒนาประเทศอีกต่างหาก
แผนภูมิแนวคิดการซื้อที่ดินริมถนนตัดใหม่เพื่อเพิ่มมูลค่า
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552_1.gif
โดยปกติเมื่อมีถนนใหม่เกิดขึ้น ที่ดินริมถนนที่แต่เดิมเป็นที่ว่างเปล่า
รกร้าง ที่ตาบอด ที่ในซอยแคบ ที่ปลายหรือสุดซอย จะมีมูลค่าสูงขึ้นมาก
จากการศึกษาของกระผม เรื่องการจัดรูปที่ดินบริเวณถนนประชาอุทิศ ห้วยขวาง
เมื่อปี 2533 พบว่า การตัดถนนใหม่เข้าไปในที่ดินย่านนั้น
ทำให้ราคาที่ดินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากตารางวาละ 14,000 บาท เป็น 38,000 บาท
หรือประมาณ 2.71 เท่า {4}
และการศึกษาของกระผมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อการจัดรูปที่ดินบึงบัวมน รามอินทรา
กม.8 พ.ศ.2534 ก็พบว่า ราคาที่ดินเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากตารางวาละ 8,675 เป็น
20,228 บาท หรือประมาณ 2.33 เท่า {5} โดยสรุปแล้วจึงอนุมานว่า
ภายหลังการตัดถนน ราคาที่ดินจะเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่า
จากแผนภูมิที่แสดงไว้ข้างต้น
ต้นทุนถนนเส้นหนึ่งเท่ากับค่าก่อสร้างถนนกับค่าค่าเวนคืน
โดยหากสมมติให้ค่าก่อสร้างถนนเท่ากับ 1
ต้นทุนค่าเวนคืนที่ดินมาสร้างถนนจะประมาณ 3, 2 หรือ 1
เท่าของค่าก่อสร้างถนนในเขตในเมือง เขตต่อเมือง และเขตชานเมืองตามลำดับ
ดังนั้น ในกรณีตัดถนนในเขตเมืองที่ต้องลงทุน 4,000 ล้าน (เป็นค่าก่อสร้าง
1,000 ล้าน และค่าเวนคืน 3,000 ล้านบาท ตามสัดส่วน 1:3)
หากทางราชการเวนคืนที่ดินสองฝั่งถนนเพิ่มอีกสองเท่าของตัวถนน เช่น
ถนนกว้าง 40 เมตร ก็เวนคืนอีกข้างละ 40 เมตรแล้ว ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นเป็น
10,000 ล้านบาท (ค่าสร้างถนน 1,000 ล้านบาท,
ค่าเวนคืนที่ดินที่เป็นถนน 3,000 ล้านบาท และค่าเวนคืนที่ดินเพิ่มอีก 2
ฝั่งถนนขนาดเท่าตัวถนน อีก 6,000 ล้านบาท) และเมื่อก่อสร้างถนนแล้วเสร็จ
ต้นทุนที่ดินสองฝั่งถนน 6,000 ล้านบาทนี้ก็จะกลายเป็น 15,000 ล้าน
(หรือเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าตามที่ประมาณการไว้ข้างต้น)
ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทั้งโครงการ (10,000 ล้านบาท) ถึง 5,000 ล้าน
ซึ่งเท่ากับสามารถสร้างถนนได้โดยไม่เสียงบประมาณแผ่นดิน อีกทั้งยังได้
“กำไร” ไว้บำรุงชาติอีกต่างหาก
โดยหลักการนี้ ต่อไป
รัฐบาลก็ไม่ต้องจำกัดงบประมาณในการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินในราคาต่ำ ๆ
และก็ยังสามารถสร้างถนนได้ทั่วไป
ถือเป็นโครงการประเภทที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย (win-win) คือ
1. ราชการก็ไม่เสียงบประมาณแผ่นดิน สามารถนำงบประมาณไปช่วยประชาชนที่ขาดแคลนทางอื่นดีกว่า
2. เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนก็ยินดี เพราะได้รับการเวนคืนในราคาที่เป็นธรรม
3. ประชาชนทั่วไปก็มีถนนหนทางไว้สัญจรเพิ่มมากขึ้น
4. สังคมโดยรวมก็มีความสุข เพราะสองข้างทาง
แทนที่จะต้องแบ่งขายกลายเป็นตึกแถวมากมายจนเสียทัศนียภาพ
รัฐบาลอาจเอาพื้นที่บางส่วนมาทำเป็นสวนสาธารณะ
เมืองก็จะมีการวางแผนและผังที่ดี
โดยสรุปแล้ว หัวใจสำคัญของความเป็นไปได้นี้ก็คือ
ถนนเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ที่ดินได้อย่างมหาศาล
ในประเทศไทยยังมีถนนไม่เพียงพอ เมื่อใดที่มีการสร้างถนน
ราคาที่ดินสองข้างทาง ก็จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นในกรณีที่ดินใจกลางเมือง
ที่ดินเขตต่อเมือง ที่ดินชานเมือง หรือแม้แต่ที่ดินชนบทก็ตาม {6}
อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรคก็ตรงที่ว่า
กฎหมายเวนคืนปัจจุบันไม่อนุญาตให้เวนคืนมาเพื่อการพาณิชย์
รัฐบาลเองก็ไม่มีหน่วยงานที่ดูแลการลงทุนหรือพัฒนาที่ดิน
แต่กระผมเชื่อว่า รัฐบาลคงสามารถขจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้หมดไปได้
เพื่อว่าประเทศไทยจะสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยและคุ้มค่าที่สุด และกรณีตัวอย่างประเทศเพื่อนบ้าน
เช่น มาเลเซียก็สามารถเวนคืนที่ดิน
เพื่อการพาณิชย์ตราบเท่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติโดยรวม
3. การนำที่ดินของรัฐใจกลางเมืองมาพัฒนาเชิงพาณิชย์
ที่ดินของรัฐใจกลางเมือง สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อหารายได้ได้อย่างยั่งยืน {7} เช่น นำมาใช้ก่อสร้างเป็นศูนย์ธุรกิจใจกลางเมือง (Central Business District: CBD) แห่งใหม่ โดยให้มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่รวมกันในที่เดียว ทำให้เกิดพลังเกื้อหนุนกัน คล้ายบริเวณสีลม-สุรวงศ์-สาทร ซึ่งทำให้การดำเนินธุรกิจมีประสิทธิภาพ ไม่เสียเวลาเดินทาง ราคาค่าเช่าก็จะไม่ตกต่ำเช่นอาคารที่ตั้งอยู่โดด ๆ
ตัวอย่างความสำเร็จใปประเทศอื่นก็ได้แก่การพัฒนาย่านมากาตี กลางกรุงมะนิลา
ประเทศฟิลิปปินส์ ตัวอย่างที่ดินตามภาพต่อไปนี้น่าจะนำมาใช้เป็น CBD
ใหม่ได้ ที่ดินแปลงนี้มีขนาดประมาณ 900 ไร่ เป็นที่ตั้งของราชการทหาร
มีอาณาบริเวณตั้งแต่สนามเป้าถึงสโมสรกองทัพบก
โดยด้านตะวันออกติดถนนวิภาวดี
ซึ่งมีดอนเมืองโทลเวย์และทางด่วนขั้นที่หนึ่ง
ส่วนด้านตะวันตก
ก็ติดกับถนนพหลโยธินซึ่งมีรถไฟฟ้าบีทีเอสและทางด่วนขั้นที่ 2
ที่สามารถต่อเชื่อมเข้าแปลงที่ดินได้
ภายในที่ดินแปลงนี้ยังสามารถเพิ่มสาธารณูปโภค เช่น
รถรางไฟฟ้าขนาดเล็กระหว่างอาคาร ทางด่วน และระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัย ฯลฯ
ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของการเป็น CBD ทั้งนี้
สิงคโปร์ก็เคยทำรถไฟฟ้าขนาดเล็กเชื่อมต่อพื้นที่จนสำเร็จแล้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ
การจ่ายค่าชดเชยในการย้ายหน่วยราชการ ออกไป
รวมทั้งความสูญเสียประโยชน์ในการอยู่ใจกลางเมือง ของครอบครัวข้าราชการ
ซึ่งคงต้องใช้เงินพอสมควรเพื่อให้สมเกียรติ
แต่ก็คงไม่มากนักหากเทียบกับประโยชน์ที่ประเทศชาติจะได้รับ
การพัฒนาเมืองในเชิงรุกนี้ อาจถือเป็นการเกี่ยวร้อยการพัฒนาเศรษฐกิจ
การพัฒนาเมือง การวางผังเมือง
และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเชิงสร้างสรรค์ต่อประเทศชาติไปพร้อม ๆ กัน
อันถือเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ในการพัฒนาประเทศในอนาคต
ตัวอย่างที่ดินของรัฐที่สามารถนำมาพัฒนาเชิงพาณิชย์ใจกลางเมือง: กรณีที่ดินสนามเป้า
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552_2.jpg
ที่ดินขนาด 900 ไร่ดังกล่าวนี้ หากนำที่ดิน 40% ไปพัฒนาเป็นสาธารณูปโภค
ยังเหลือที่ดินเพื่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์ถึง 540 ไร่
และสามารถตั้งอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ
สำนักงานใหญ่ที่สีลมซึ่งมีขนาดประมาณ 8 ไร่ ได้ถึงประมาณ 68 อาคาร
สำหรับความเป็นไปได้ทางการเงินเบื้องต้นโดยสังเขปของการพัฒนาที่ดินแสดงไว้
ในตารางท้ายนี้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ
73,122.9 ล้านบาท หรือเป็นเงินตารางวาละประมาณ 203,119 บาท
ที่สำคัญก่อให้เกิดการพัฒนาที่มีมูลค่ารวมถึง 311,821 ล้านบาท
อันช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้มากทีเดียว
ตารางประมาณการมูลค่าที่ดินของทางราชการใจกลางเมือง: กรณีที่ดินสนามเป้า
http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552_3.gif
นอกจากที่ดินแปลงดังกล่าวข้างต้น ในเขตกรุงเทพมหานคร
ยังมีที่ดินของทางราชการอีกเป็นจำนวนมาก
ที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวมได้
กระผมเคยนำเสนอไว้ในการเสนอที่ตั้งรัฐสภาแห่งใหม่ไว้นับสิบแห่ง {8} เช่น
1. ที่ดินกรมทหาร เขตดุสิต ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางหลายพันไร่
2. พื้นที่กรมทหาร ถ.โยธี พญาไท ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าผ่านเช่นกัน
3-4 สนามม้าทั้งสองแห่งในกรุงเทพมหานคร
5. โรงซ่อมรถไฟ บึงมักกะสัน ซึ่งมีทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าผ่านเช่นกัน
6. โรงงานยาสูบเดิม ถ.พระรามที่ 4 ซึ่งมีรถไฟฟ้าและทางด่วนผ่านบริเวณใกล้เคียง
7. ที่ดินคลังน้ำมัน ถ.พระราม 3 ติดแม่น้ำเจ้าพระยา
8. ที่ดินการรถไฟฯ ถ.เชื้อเพลิง ติดแม่น้ำเจ้าพระยา
9. ท่าเรือคลองเตยที่อาจจะย้ายไปแหลมฉะบัง
10. ที่ตั้งขององค์การแบตเตอรี่ผนวกกับองค์การแก้วเดิม
นอกจากนี้ยังมีที่ดินรถไฟชุมทางบางซื่อ ที่ดินที่ให้สถานทูตต่างประเทศเช่า
ที่ดินของหน่วยราชการอื่น ฯลฯ ที่ดินเหล่านี้หากสามารถนำมาพัฒนาได้จริง
ย่อมทำให้เกิดมูลค่าการพัฒนาไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท
หรือมากกว่างบประมาณแผ่นดินไทยถึง 2 เท่าตัว ที่ผ่านมาประเทศเพื่อนบ้าน
ก็ได้ทำการย้ายส่วนราชการออกนอกเมืองเป็นจำนวนมากทั้งในกรุงมะนิลาและนครโฮ
ชิมินห์ซิตี้ เป็นต้น
4. การอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารความหนาแน่นสูง
ที่ผ่านมาทางราชการมักมีแนวคิดแบบที่ปฏิบัติตาม ๆ กันมา (Conventional
Belief) ว่า ไม่ควรทำกรุงเทพมหานครหนาแน่น
น่าจะเก็บรักษาที่ดินไว้เพื่อชนรุ่นหลัง
กระผมว่าแนวคิดนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
และกลับจะเป็นภัยต่อลูกหลานในอนาคต ที่ต้องซื้อบ้านในย่านชานเมืองไกล ๆ
กระผมจึงเห็นว่ารัฐบาลควรวางแผนให้กรุงเทพมหานครมีความหนาแน่นขึ้น
ทำให้ที่ดินในเมืองได้รับการใช้สอยอย่างเข้มข้น ทรัพยากรต่าง ๆ
ไม่ต้องขยายตัวออกสู่ชานเมืองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นการประหยัดภาษีของประชาชน
ในปัจจุบัน ผังเมืองกำหนดให้อัตราส่วนพื้นที่อาคารต่อพื้นที่ดิน (Floor
Area Ratio: FAR) ต่ำมาก แต่เดิมกำหนดให้ทั่วกรุงเทพมหานครมีสัดส่วน 10:1
แต่ตามผังเมืองปัจจุบัน มีพื้นที่จำกัดที่ให้มีการพัฒนาในสัดส่วนดังกล่าว
กระผมจึงขอเสนอให้แก้ไขผังเมืองให้สามารถพัฒนาที่ดินตาม FAR เป็น 10:1
หรือ 15:1 และให้ส่วนที่สามารถพัฒนาได้เพิ่มจากปัจจุบัน
ต้องเสียภาษีเพิ่มเติม
เพื่อรัฐบาลจะสามารถนำรายได้จากส่วนนี้มาใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ
การนี้จะสามารถทำให้เกิดพื้นที่ก่อสร้าง ในเขตกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น
สมมติเป็น 1 ล้านตารางเมตรต่อปี และหากมูลค่าของพื้นที่เป็นเงินประมาณ
50,000 บาทต่อตารางเมตร ก็จะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 50,000 ล้านบาท
และหากมาตรการนี้เป็นจริง
อาคารใจกลางเมืองที่มีการพัฒนาบนพื้นที่ที่มีความหนาแน่นน้อย
ก็จะขออนุญาตพัฒนาใหม่ อันจะเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
ที่ดินใจกลางเมืองก็จะได้รับการใช้สอยอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ภาษีที่ได้ก็จะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศในทางอื่นนั่นเอง
5. การก่อสร้างรถไฟฟ้าใจกลางเมือง
ในขณะนี้ รัฐบาลพยายามก่อสร้างรถไฟฟ้าออกไปชานเมืองจำนวนหลายสาย
ซึ่งบางสายก็อาจมีความจำเป็น แต่บางสาย
ก็อาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เช่น ประชาชนผู้มีรายได้ปานกลาง
อาจคิดว่าจะสามารถซื้อห้องชุดในโครงการอาคารชุดนอกเมืองได้
แต่หากรถไฟฟ้าชานเมืองแล้วเสร็จ ค่าโดยสารอาจเป็นประเด็นปัญหาสำคัญ
เพราะผู้โดยสารต้องเสียค่ารถไฟฟ้าอีกเท่าตัว
ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าต่อวันอาจตกเป็นเงินถึง 150-200
บาท และเมื่อนั้น ประชาชนก็จะตระหนักว่า
รถไฟฟ้าชานเมืองบางสายไม่อาจประหยัดค่าเดินทางได้ ต่างจากทางด่วน
ซึ่งยังมีรถประจำทางหรือรถตู้ขึ้นทางด่วนในราคาที่ถูกกว่า
กระผมจึงใคร่ขอเสนอ
ให้เพิ่มความสำคัญของการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าใจกลางเมือง เช่น
ที่ครั้งหนึ่งรัฐบาลจะสร้างรถไฟฟ้า
จากบางซื่อผ่านถนนสามเสนเข้าเมืองจนถึงหัวลำโพง
และควรดำเนินการในพื้นที่ใจกลางเมืองบริเวณอื่น ๆ ทั้งเขตพระนคร
สัมพันธวงศ์ ยานนาวา ลาดพร้าว ฯลฯ
การสร้างรถไฟฟ้ายังอาจใช้การก่อสร้างระบบรางเบา
อย่างไรก็ตามระบบรถด่วนประจำทาง (Bus Rapit Transit: BRT)
ไม่ควรสร้างเพราะทำให้เสียช่องทางจราจรไป 1 ช่องทาง
และจากประสบการณ์ที่กระผมเคยไปเป็นที่ปรึกษากระทรวงการคลัง อินโดนีเซีย
พบว่า ระบบนี้ซึ่งกรุงจาการ์ตาใช้มาก่อนไทยนั้น
ไม่มีประสิทธิผลเพียงพอและกลายเป็นปัญหาในระยะยาว {9}
ในการก่อสร้างรถไฟฟ้าใจกลางเมืองนั้น อาจมีข้อสงสัยว่า
จะเป็นการจัดสรรงบประมาณให้ เฉพาะผู้อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครหรือไม่
กระผมเห็นว่าข้อนี้ไม่ใช่การมุ่งประโยชน์เฉพาะกลุ่ม
เพราะการลงทุนนี้จะสามารถคืนทุนโดยไม่เสียภาษีอากรของประชาชน และที่สำคัญ
ยังจะสามารถช่วยให้นครหลวงแห่งนี้สามารถทำการหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยยิ่งขึ้น
และหากมีระบบรถไฟฟ้าที่ดียิ่งขึ้น อาคารต่าง ๆ
ใจกลางเมืองก็ไม่จำเป็นต้องมีที่จอดรถมากมายเช่นในปัจจุบัน
สามารถนำพื้นที่ไปใช้เพื่อการพัฒนาที่เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น
เพราะการใช้รถส่วนตัวจะลดลง ทำให้ความต้องการใช้ที่จอดรถจะลดลงตามไปด้วย
ตัวอย่างอาคารโรงแรมแม็กซ์ พระราม 9 ซึ่งมีพื้นที่จอดรถจำนวนมาก เทียบกับอาคารในนครนิวยอร์กที่มีสัดส่วนที่จอดรถน้อยกว่า
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552.jpg
6. การจัดตั้งองค์การบริหารการพัฒนาที่ดินแห่งชาติ
อาจกล่าวได้ว่า การใช้ที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ตลอดจนเมืองใหญ่ทั่วประเทศยังขาดประสิทธิภาพเท่าที่ควร
ในสมัยที่กระผมทำการศึกษาการใช้ที่ดินเมืองตามงบประมาณของธนาคารโลก
ได้แปรภาพถ่ายทางอากาศพบว่า
ในอดีตที่ผ่านมา ที่อยู่อาศัยหลักในเขตกรุงเทพมหานครก็คือ ที่ดินจัดสรร
{10} ซึ่งในภายหลังถูกปล่อยทิ้งร้างไว้มากมาย
เพราะไม่มีผู้เข้าอยู่อาศัยเพียงพอ
ทำให้เกิดความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้
ยังมีบ้านหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ทิ้งร้างไว้อีกจำนวนมาก
หากนำมาพัฒนาจะทำให้เกิดการเพิ่มมูลค่าขึ้นมหาศาล {11}
ในขณะเดียวกัน การพัฒนาที่ดินของภาคเอกชน
ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรวบรวมที่ดิน ซึ่งมักใช้เวลานาน
เจ้าของที่ดินบางส่วนก็ไม่ยินยอมขาย
ทำให้ที่ดินในเขตเมืองไม่ได้รับการพัฒนา และเป็นการกีดขวางการพัฒนาเมือง
เมืองก็จำต้องขยายตัวในแนบราบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ทำให้เมืองยิ่งขาดระเบียบยิ่งขึ้นต่อไป
โดยปกติ การจะซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์
ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อและผู้ขาย
แต่ในกรณีเพื่อการพัฒนาเมืองและการวางผังเมืองในเชิงรุก
แนวคิดใหม่ที่ควรพิจารณาก็คือ
ทางราชการโดยองค์การพิเศษหนึ่งสามารถบังคับจัดซื้อบนพื้นฐานราคาตลาดหรืออาจ
กำหนดให้ซื้อได้สูงกว่าราคาตลาด 30% เพื่อจูงใจให้ผู้ขายยินดีขาย
เพื่อนำที่ดินมาพัฒนาให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างทันการ
ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงโครงการที่ดินจัดสรรที่มักมีผู้เข้าอยู่อาศัยน้อยมาก แม้จะจัดสรรมาประมาณ 40 ปีแล้ว (ตัวอย่างบริเวณถนนติวานนท์)
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552.gif
ภาพกรณีการรวบรวมที่ดินซึ่งไม่มีประสิทธิภาพ (บางแปลงไม่ยินยอมขาย)
ซึ่งส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของที่ดินและสังคมโดยรวม
ที่มา http://www.thaiappraisal.org/images/img_clipimg/clip_12-05-2552_6.gif
องค์การบริหารการพัฒนาที่ดินแห่งชาติ
ควรเป็นหน่วยลงทุนที่เป็นองค์การมหาชน
มีหน้าที่รวบรวมจัดการพัฒนาที่ดินในเขตเมือง หรือ
ในเขตชานเมืองเพื่อการพัฒนาเมือง และควรมีหน้าที่สำคัญคือ
การจัดหาที่ดินเพื่อการพัฒนาเมือง โดยการซื้อที่ดินภาคเอกชนมาดำเนินการ
หรือนำที่ดินของทางราชการมาจัดประโยชน์
ทั้งนี้สามารถดำเนินการประสานกับทางกรมโยธาธิการและผังเมือง
เพื่อให้การพัฒนาที่ดินเป็นไปตามผังเมืองรวมหรือผังเมืองเฉพาะ
การสร้างอุปทานที่ดินเพื่อการพัฒนาเมือง
หมายรวมถึงการจัดหาที่ดินเพื่อให้โครงการหมู่บ้านจัดสรร ที่อยู่อาศัย
อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า นิคมอุตสาหกรรม ฯลฯ เช่น
การจัดหาที่ดินพร้อมสาธารณูปโภคในย่านชานเมือง ประมาณ 5,000 ไร่
เพื่อจัดสรรให้โครงการที่อยู่อาศัยหลายประเภท
ไปซื้อเพื่อพัฒนาโครงการขายแก่ผู้ซื้อบ้านต่อไป
การจัดหาที่ดินขององค์การนี้
ไม่ได้จัดขึ้นเพื่อมุ่งขายให้กับผู้ซื้อรายย่อย
จึงไม่เป็นการแข่งขันกับภาคเอกชน การที่เจ้าของโครงการภาคเอกชน
สามารถจัดหาที่ดินได้ในเวลาอันรวดเร็วจากการซื้อที่ดินจากองค์การนี้
ย่อมดีกว่าที่จะไปทยอยรวมซื้อแปลงที่ดินเอง ทำให้ต้นทุนและเวลาลดลง
อันจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคด้วย
กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
แนวคิดข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
รัฐบาลจะให้ความกรุณาพิจารณาเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ขอแสดงความนับถือ
(นายโสภณ พรโชคชัย)*
Email: sopon@area.co.th
* วิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ที่ดินที่อยู่อาศัย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
มีอาชีพเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์
แต่ไม่ทำงานด้านการเป็นนายหน้าหรือพัฒนาที่ดินเอง
เพื่อความเป็นกลางโดยเคร่งครัด
ปัจจุบันนี้เป็นประธานกรรมการบริหาร
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สิน AREA ประธานกรรมการ
มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย ผู้แทน FIABCI ใน UN-ESCAP
ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ IAAO ประจำประเทศไทย และที่ปรึกษา
the Appraisal Foundation ซึ่งเป็นองค์กรควบคุมวิชาชีพประเมินค่าทรัพย์สิน
ที่จัดตั้งโดยสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา
อ้างอิง :
{1} โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทความเรื่อง “ภาษีทรัพย์สิน
เพื่อประโยชน์ของทุกคน” วารสาร ThaiAppraisal ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม –
กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 18-19
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market228.htm
{2} เช่นบ้านหลังหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร มีราคาเฉลี่ยประมาณ 2
ล้านบาท หากรัฐบาลตั้งใจจะจัดเก็บเพียง 0.5% ดังที่แถลง
ก็จะเป็นเงินเพียงปีละ 1,000 บาท หรือเดือนละ 833 บาท
{3} โปรดอ่านผลการศึกษาเรื่อง การเปลี่ยนแปลงมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
ประเทศไทยและภัยความมั่นคงต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์
http://www.thaiappraisal.org/pdfNew/Research/research_2007-05-215-land.p...
{4} Pornchokchai, Sopon (1992). Bangkok Slums: Review and Recommendations. Bangkok: Agency for Real Estate Affairs (p.179).
{5} Pornchokchai, Sopon (1995). Innovative Land Readjustment in
Thailand Where Public and Private Benefits Meet. Paper presented at the
International Congress on Real Estate, April 24-26, 1995 organized by
National University of Singapore and American Real Estate and Urban
Economics Association.
{6} โปรดดูบทความเรื่อง “เชื่อหรือไม่…
สร้างถนนได้โดยรัฐไม่เสียเงินสักบาท” ในผู้จัดการรายวัน ปีที่ 14 ฉบับที่
4229 (4227) 1 กรกฎาคม 2547 หน้า 32 หรือที่
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market46.htm
{7} โปรดอ่าน “วางผัง-สร้างเมืองเชิงรุก: สร้าง CBD ใน CBD” ดร.โสภณ
พรโชคชัย. หนังสือ อสังหาริมทรัพย์เรื่องสำคัญของชีวิต หน้า 107-112
{8} โปรดอ่าน โสภณ พรโชคชัย. 12 พื้นที่สร้างรัฐสภาใจกลางกรุง
นิตสารตลาดบ้าน ฉบับที่ 253 / สิงหาคม 2551 หน้า 150 และ ฐานเศรษฐกิจ
17-19 เมษายน 2551 หน้า 37 หรือที่
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market179.htm
{9} โปรดอ่านเกี่ยวกับโครงการ BRT ของกรุงจาการ์ตา ซึ่งเรียกว่า “TransJakarta” ได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/TransJakarta
{10} โปรดดูได้ที่ Sopon Pornchokchai and Shlomo Angel. Working Paper
No.5: The Informal Land Subdivision Market in Bangkok: A Preliminary
Investigation. Bangkok: Bangkok Land Management Study (An ADB
Project), Mar. 1987, 23 pp.
{11} โปรดดูรายละเอียดที่ โสภณ พรโชคชัย.
องค์การบริหาร-พัฒนาที่ดินแห่งชาติ. หนังสือพิมพ์บิสิเนสไทย ปีที่ 5
ฉบับที่ 245 วันที่ 22-28 พฤษภาคม 2549 หน้า 23 หรือที่
http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market109.htm
หรือดูรายละเอียดทั้งหมดได้ที่นี่:

