ข้อคิดต่อการตั้งพรรคของพันธมิตรฯ และทัศนะของมาร์กซ ต่อรัฐสภาของชนชั้นนายทุน
หมายเหตุ บทความนี้
เขียนโดยคุณธนู ซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาที่เคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับ
พคท. ในเขตจังหวัดสุราษฎร์ธานี เสนอทัศนะต่อการตั้งพรรคของพันธมิตรฯ และทัศนะของมาร์กซ ต่อรัฐสภาของชนชั้นนายทุนโดยกองบรรณาธิการ ได้แก้ไขถ้อยคำเล็กน้อย
การตั้งพรรคของพันธมิตรฯ มี 2 เรื่องที่ควรศึกษา ดังนี้
1.โปลิตบูโร
ที่สนธิสนใจนำมาจากการจัดตั้งของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เหมาเจ๋อตุง ถือว่า อำนาจรัฐเกิดจากกระบอกปืน เหมาเจ๋อตุง จึงจัดตั้งกองทัพปลดแอกประชาชน เพื่อยึดอำนาจรัฐ แต่เหมาเจ๋อตุง ถือว่า พรรคต้องคุมกองทัพ ในทัศนะเหมาเจ๋อตุง พรรคสำคัญและมีอำนาจมากกว่ากองทัพ เหมาเจ่อตุง จึงคุมพรรคมาตลอด โดยไม่เคยมีตำแหน่งในการบริหารประเทศจีน
ผู้นำสูงสุดของพรรคคือ คณะกรรมการกลางพรรค ซึ่งในประเทศจีน มีสมาชิกพรรคมาก ดังนั้น คณะกรรมการกลางพรรค จึงมากและใหญ่โต จากคณะกรรมการกลางพรรค จึงเลือกเพียง 10-12 คน เป็นกรมการเมืองของพรรคหรือโปลิตบูโร
กรมการเมืองของพคจ. จึงเป็นยอดหัวกะทิของพรรคนั่นเอง การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน การกำเนิดเรดการ์ด ก็คือภาพสะท้อนการต่อสู้ของเหล่าโปลิตบูโรของจีน การตายอย่างน่าอนาถใจของโปลิตบูโร อย่าง หลิวเซ่าฉี เผิงเตอะไหว เฮ่อหลง ด้วยน้ำมือของมิตรร่วมรบที่เป็นสุดยอดโปลิตบูโรที่ชื่อเหมาเจ๋อตุงคือ รอยด่างในประวัติศาสตร์พคจ.และของเหมาเจ่อตุง
คำว่า โปลิตบูโร นำมาจากภาษารัสเซีย เหมาเจ๋อตุงศึกษาการจัดตั้งจากพรรคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตรัสเซีย
2.รัฐสภา
มาร์กซ์กล่าวว่า อำนาจรัฐสมัยใหม่ เป็นเพียงคณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกัน ของชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นเท่านั้น
เลนินกล่าวเสริมว่า..(จาก..รัฐและการปฏิวัติ ของเลนิน ) มาร์กซ์ เขียนว่า "คอมมูน จะต้องเป็นองค์กรทำงาน มิใช่รัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่บริหารและนิติบัญญัติไปในขณะเดียวกัน” (was to be a working, not a parliamentary body, executive and legislative at the same time)
แทนที่จะทำหน้าที่ตัดสินครั้งหนึ่งในสามปีหรือหกปีว่า สมาชิกของชนชั้นปกครองกลุ่มใด จะเป็นผู้แทนและทำการกดขี่ประชาชนในรัฐสภา การลงคะแนนเสียงทั่วไป จะต้องรับใช้ประชาชน ซึ่งประกอบเป็นคอมมูน เช่นกับการลงคะแนนเสียงส่วนบุคคล (individual suffrage) ได้รับใช้นายจ้างในการเสาะหาคนงาน ผู้คุมงานและพนักงานบัญชีสำหรับธุรกิจของตน”
เนื่องจากความแพร่หลายของลัทธิคลั่งชาติสังคมและลัทธิฉวยโอกาส จึงส่งผลให้ข้อวิจารณ์ระบบรัฐสภาอันน่าทึ่งนี้ ซึ่งเขียนไว้ในปี 1871 กลายเป็น“ถ้อยคำที่ถูกลืม“ของลัทธิมาร์กซ์
บรรดารัฐมนตรีอาชีพ สมาชิกรัฐสภา เหล่าผู้ทรยศต่อชนชั้นกรรมาชีพ และนักสังคมนิยม“ทางปฏิบัติ” ทั้งหลายในยุคของเรา ล้วนโยนการวิจารณ์ระบบรัฐสภาทั้งหลายทั้งปวงให้กับพวกอนาธิปไตย และบนพื้นฐานอันสมเหตุสมผล อย่างน่าประหลาดนี้เอง พวกเขาจึงประณามการวิจารณ์ระบบรัฐสภาทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็น“อนาธิปไตย” ! !
จึงไม่น่าประหลาดอันใด ที่ชนชั้นกรรมาชีพในประเทศที่ปกครองด้วยรัฐสภาที่ “เจริญแล้ว” ทั้งหลาย (ซึ่งไม่ชอบหน้า “นักสังคมนิยม” เช่นพวกไชเดอมันท์, พวกเดวิดส์ ฯลฯ) ต่างหันไปให้ความเห็นอกเห็นใจ แก่ลัทธิอนาโคซิน ดิกัลลิสม์(อนาธิปัตย์-สหภาพ)เพิ่มขึ้นทุกขณะ ทั้งที่ความจริงลัทธิหลัง ก็คือพี่น้องฝาแฝดของลัทธิฉวยโอกาส
สำหรับ มาร์กซ์แล้ว วิภาษวิธีที่ปฏิวัติ (revolutionary dialectics) จะไม่มีทางเป็นวลีที่ว่างเปล่า เป็นของเด็กเล่น อย่างที่นายเพลคานอฟ นายเคาท์สกี้ และคนอื่น ๆ ทำให้เป็น
มาร์กซ์รู้ว่า จะแตกหักกับลัทธิอนาธิปไตยอย่างไร เพราะลัทธิอนาธิปไตย ไม่สามารถแม้แต่ใช้ประโยชน์จาก “เล้าหมู” ระบบรัฐบาลของชนชั้นนายทุน โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ ยังไม่สุกงอมสำหรับการปฏิวัติ แต่ขณะเดียวกัน ท่านก็รู้ว่า จะนำระบบรัฐสภามาวิจารณ์ตามแนวปฏิบัติของชนชั้นกรรมาชีพที่แท้จริง ได้อย่างไร
เพื่อตัดสินครั้งหนึ่งในทุกสองสามปีว่า สมาชิกของชนชั้นปกครองกลุ่มใด จะเป็นตัวแทนและทำการกดขี่ปราบปรามประชาชนผ่านรัฐสภา-นั่นคือ สารัตถะที่แท้จริงของระบบรัฐสภานายทุน มิเพียงแต่ในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ แต่รวมทั้งในสาธารณรัฐที่เป็นประชาธิปไตยที่สุดด้วย
ก็ทางออกจากระบบรัฐสภาคืออะไรเล่า ?
ที่จริงทางออกจากระบบรัฐสภา มิใช่ล้มล้างสถาบันผู้แทนและหลักการเลือกตั้งทั้งหลาย แต่จะต้องเปลี่ยนสถาบันผู้แทนจากโรงสนทนา (talking shop) มาเป็นองค์กรทำงาน
“คอมมูนจะต้องเป็นองค์กรทำงาน ซึ่งทำหน้าที่บริหารและนิติบัญญัติไปในขณะเดียวกัน มิใช่รัฐสภา”
คอมมูนได้เข้าไปแทนที่ระบบรัฐสภาอันเน่าเฟะและละโมบของสังคมนายทุน ซึ่งเสรีภาพในความคิดเห็น เสรีภาพในการถกเถียง มิได้กลายมาเป็นการโกหกหลอกลวง เพราะสมาชิกสภา(คอมมูน)เอง จะต้องทำงาน จะต้องนำกฎหมายไปปฏิบัติ จะต้องทดสอบผลการทำงานของตนกับชีวิตจริง และจะต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อเขตที่ตนรับเลือกตั้ง
สถาบันผู้แทนยังคงอยู่ แต่จะไม่มีระบบรัฐสภา ในฐานะที่เป็นระบบพิเศษ ซึ่งแบ่งงานระหว่างฝ่ายนิติ บัญญัติกับฝ่ายบริหาร และนำอภิสิทธิ์มาสู่เหล่าสมาชิกรัฐสภา
เราไม่อาจคิดฝันถึงระบบประชาธิปไตย แม้แต่ระบบประชาธิปไตยของชนชั้นกรรมาชีพ โดยปราศจากสถาบันผู้แทน แต่เราสามารถและต้องคิดฝันถึงระบบประชาธิปไตยที่ปราศจากระบบรัฐสภา
พึงสังเกตว่า ในการพูดถึงหน้าที่ของข้าราชการเหล่านั้น ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับคอมมูน จำเป็นสำหรับระบบประชาธิปไตยของชนชั้นกรรมาชีพ มาร์กซ์ได้เปรียบเทียบข้าราชการเหล่านั้นว่า เหมือนกับคนงานของ “นายจ้างอื่น ทุกคน” กล่าวคือการประกอบการแบบทุนนิยม ซึ่งประกอบด้วย “ คนงาน ผู้คุมงาน และพนักงานบัญชี ”
ที่กล่าวมานี้ หาได้มีความเพ้อฝันอยู่ในตัวมาร์กซ์ไม่ โดยนัยที่ว่า ท่านมิได้คิดหรือประดิษฐ์สังคม “ใหม่” ตรงกันข้าม ท่านได้ศึกษากำเนิดของสังคมใหม่จากสังคมเก่า ศึกษารูปแบบแห่งการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเก่าไปสู่สังคมใหม่ ในฐานะที่เป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์-ธรรมชาติ
ท่านได้ตรวจสอบความเจนจัดที่เกิดขึ้นจริง ๆ ของขบวนการมวลชนชั้นกรรมาชีพ และพยายามดึงข้อสรุปทางปฏิบัติจากความเจนจัดนั้น “เรียนรู้“ จากคอมมูน เช่นเดียวกับนักคิดปฏิวัติผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายที่ไม่กลัวการเรียนรู้จากความเจนจัดของขบวนการอันยิ่งใหญ่ของชนชั้นผู้ถูกกดขี่
ส่วนการล้มล้างระบบราชการโดยทันที ทุกหนทุกแห่งและโดยสิ้นเชิง เป็นเรื่องอย่าพึงคิด เพราะมันเป็นความเพ้อฝัน แต่การบดขยี้กลไกระบบราชการเก่าโดยทันที แล้วเริ่มต้นสร้างกลไกขึ้นใหม่ ซึ่งจะเอื้อให้สามารถล้มล้างระบบราชการทั้งปวงตามลำดับนั้น สิ่งนี้มิใช่ความเพ้อฝัน สิ่งนี้คือความเจนจัดของคอมมูน สิ่งนี้คือภาระกิจเฉพาะหน้าโดยตรงของชนชั้นกรรมาชีพปฏิวัติ
ระบอบทุนนิยมทำให้หน้าที่การบริหาร “รัฐ” ง่ายเข้า จนอยู่ในวิสัยที่จะตัด“หัวหน้างาน”(boss) ออกไปได้ แล้วปล่อยการดำเนินงานทั้งปวง อยู่ในมือองค์การจัดตั้งของชนชั้นกรรมาชีพ(ใ ฐานะชนชั้นปกครอง) ซึ่งจะว่าจ้าง “คนงาน ผู้คุมงาน และพนักงานบัญชี” ในนามของสังคมส่วนรวม
เรามิใช่พวกเพ้อฝัน เรามิได้ “ฝัน” ที่จะเลิกการบริหาร เลิกการบังคับบัญชาทั้งปวงในทันที นั่นเป็นความเพ้อฝันของพวกอนาธิปไตย อันมีพื้นฐานจากการขาดความเข้าใจถึงภาระกิจเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ เป็นความคิดที่ต่างกับลัทธิมาร์กซ์โดยสิ้นเชิง และมีแต่จะช่วยฉุดชะลอการปฏิวัติสังคมนิยม จนกว่าผู้คนจะแตกต่างไปจากเดิม
เราต้องการ การปฏิวัติสังคมนิยมที่กระทำด้วยผู้คนที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ผู้คนที่ยังมิอาจเลิกการบังคับบัญชา เลิกการควบคุมและ “ผู้คุมงาน และพนักงานบัญชี” เสียได้
ทว่า การบังคับบัญชา ต้องตกอยู่ใต้อำนาจของกองหน้าติดอาวุธ ของประชาชนผู้ใช้แรงงานที่ถูกขูดรีดทั้งมวล นั่นคือชนชั้นกรรมาชีพ การเริ่มต้นสามารถและต้องกระทำในทันทีในฉับพลัน ที่จะแทนที่หน้าที่ “เป็นหัวหน้า“ของบรรดาข้าราชการของรัฐ ด้วยหน้าที่ง่าย ๆ ของ “ผู้คุมงาน และพนักงานบัญชี” หน้าที่ซึ่งอยู่ในขอบเขตความสามารถของชาวเมืองธรรมดาอยู่แล้ว และสามารถ ทำได้ในอัตรา “ค่าจ้างของกรรมกร”
เราชาวกรรมกร จะต้องจัดตั้งการผลิตขนาดใหญ่ บนพื้นฐานที่ระบอบทุนนิยมสร้างไว้แล้ว โดยอาศัยความเจนจัดของเราเอง ในฐานะกรรมกร สถาปนาวินัยเหล็กอันเข้มงวด โดยมีอำนาจรัฐของกรรมกรติดอาวุธหนุนหลัง
เราจะต้องลดทอนบทบาทของข้าราชการ เหลือแค่บทบาททำตามคำสั่งของเรา ให้พวกเขาเป็น “ผู้คุมงาน และพนักงานบัญชี” ที่รับผิดชอบถอดถอนได้และได้รับค่าจ้างพอสมควร ( ที่จริงเราต้องอาศัยความช่วยเหลือของนักเทคนิคทุกชนิด ทุกแบบและทุกระดับด้วย)
นี่คือ ภารกิจของเราชาวชนกรรมาชีพ นี่คือสิ่งที่เราสามารถและต้องเริ่มขึ้น เพื่อสัมฤทธิ์ซึ่งการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ
การเริ่มต้นเช่นว่านั้น อันมีรากฐานอยู่บนการผลิตขนาดใหญ่ โดยตัวมันเองจะนำไปสู่ “การสลายตัว“ ตามลำดับของระบบราชการทั้งปวง นำไปสู่การสร้างสรรค์ระเบียบอย่างหนึ่งตามลำดับ ระเบียบที่ไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึงกับระบบทาสค่าจ้างเลยแม้แต่น้อย ระเบียบที่หน้าที่ควบคุมและทำบัญชี ซึ่งง่ายเข้า ๆ จะถูกกระทำโดยแต่ละคน สลับกันไป จนกลายเป็นนิสัย หน้าที่พิเศษที่เคยตกอยู่ในมือกลุ่มคนพิเศษ จะตายไปในที่สุด
นักสังคมประชาธิปไตยชาวเยอรมัน ผู้คมคายคนหนึ่งในทศวรรษที่เจ็ดของศตวรรษ ที่แล้ว ได้เรียกบริการไปรษณีย์ว่า เป็นตัวอย่างหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ “สังคมนิยม” นับว่าถูกต้องทีเดียว ปัจจุบันบริการไปรษณีย์ เป็นธุรกิจที่จัดตั้งขึ้น ตามแนวผูกขาดโดยรัฐนายทุน (state-capitalist monopoly)
จักรพรรดินิยม ได้เปลี่ยนธุรกิจผูกขาด(ทรัสต์)ทั้งหลาย ให้กลายเป็นองค์การทำนองเดียว และอยู่เหนือผู้ใช้แรงซึ่งทำงานอย่างหนักหน่วง อด ๆ อยาก ๆ ขึ้นไป ก็คือระบบราชการนั่นเอง
ทว่ากลไกในการจัดการทางสังคม (social management) นับว่ามีอยู่พร้อมมูลแล้ว เราเพียงแต่โค่นล้มพวกนายทุน ทำลายการต่อต้านของเหล่านักขูดรีด ด้วยมือที่แข็งเหมือนคีมเหล็กของกรรมกรติดอาวุธ บดขยี้กลไกระบบราชการของรัฐปัจจุบันเท่านั้น เราก็จะได้กลไกที่มีทุกสิ่งอยู่พร้อมมูลอย่างวิเศษ
กลไกที่ปราศจาก “กาฝาก” กลไกที่สามารถทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างดี ด้วยน้ำมือของกรรมกรที่ผนึกกำลังกัน ซึ่งจะเป็นผู้ว่าจ้างนักเทคนิค ผู้คุมงานและพนักงานบัญชี แล้วจ่ายค่าตอบแทนให้กับพวกเขาทุกคน (หรือข้าราชการของ “รัฐ” ทุกคน) ในอัตรา “ค่าจ้างกรรมกร”
นี่คือภาระกิจในทางปฏิบัติภาระกิจอันเป็นรูปธรรม อันอยู่ในวิสัยที่จะกระทำให้ล่วงไปได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจผูกขาด (ทรัสต์) ภาระกิจที่จะช่วยขจัดการขูดรีดให้หมดสิ้นไปจากผู้ใช้แรงงานทั้งมวล ภาระกิจที่สอดคล้องกับสิ่งที่คอมมูนเริ่มกระทำไว้แล้ว (โดยเฉพาะในการสร้างสรรค์รัฐ)
การจัดตั้งชีวิตเศรษฐกิจทั้งมวลของชาติตามแนวของบริการไปรษณีย์ เพื่อว่านักเทคนิค ผู้คุมงานพนักงานบัญชี รวมทั้งข้าราชการทุกคน จะได้รับเงินเดือนไม่สูงกว่า “ค่าจ้างของกรรมกร” และทั้งหมดนี้ อยู่ใต้การควบคุมและการนำของชนชั้นกรรมาชีพติดอาวุธ
นี่แหละคือ จุดมุ่งหมายเฉพาะหน้าของเรา รัฐเช่นนี้เอง ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานเศรษฐกิจดังกล่าว คือสิ่งที่เราต้องการ นี่คือสิ่งที่จะนำมาซึ่ง การล้มล้างระบบรัฐสภา ขณะเดียวกัน ก็ธำรงไว้ซึ่งสถาบันผู้แทน นี่คือสิ่งที่จะขจัดความสกปรกโสมมที่แปดเปื้อนสถาบันเหล่านี้ โดยน้ำมือของชนชั้นนายทุนให้หมดไปจากชนชั้นผู้ทำงานทั้งมวล
คอมมูนในบทความที่เลนินและมาร์กซ์กล่าวถึงคือ คอมมูนปารีส ทั้ง 2 ท่านสรุปบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับจากการลุกขึ้นสู้ของเหล่าคอมมูนปารีส
พรรคการเมืองในระบบทุนนิยม จะใช้การจัดตั้งพรรคในระบบโปลิตบูโร ได้ไหม อาจจะได้แค่ชื่อ เพราะการควบคุมกองทัพแทบเป็นไปไม่ได้ และนักการเมืองในระบบรัฐสภา ล้วนหวังตำแหน่งทางการเมือง เพื่อมากอบโกยและหัว หน้ารัฐบาล มักจะเป็นหัวหน้าพรรค ระบบโปลิตบูโรจึงไม่เกิด
ในแง่ระบบ รัฐสภายังพอมีช่องทางให้เราเคลื่อนไหวต่อสู้ในเรื่องต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สิทธิ และการให้การศึกษาแก่ประชาชน รวมทั้งการลงเลือกตั้งของพรรคลัทธิมาร์กซ์ในบางสถานการณ์
ที่มา บอร์ดไฟลามทุ่ง
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์
โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !
เขียนโดย admin เมื่อ 18 มกราคม, 2012 - 20:14 tags:ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

