รัฐกับการปฏิวัติ
ในช่วงนี้ ใคร ๆ ชอบพูดถึง “อำมาตย์” ในลักษณะที่เป็นกลุ่มผู้มีอำนาจแบบเก่า ที่ครองสังคมอย่างเผด็จการ และอยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่ถ้าเราศึกษา “รัฐกับการปฏิวัติ” ของเลนิน เราจะเข้าใจลึกกว่านี้ว่า ในทุกสังคมประชาธิปไตยของทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรปตะวันตกหรือไทย มีพวกอำมาตย์ดำรงอยู่
ซึ่งดูเหมือนขัดกับรัฐธรรมนูญหรือหลักประชาธิปไตย และการกำจัดอำมาตย์ จะอาศัยแค่การเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นไม่ได้
ในหนังสือ “รัฐกับการปฏิวัติ” เลนิน กล่าวถึงงานของ มาร์คซ์และเองเกิลส์ ซึ่งเป็นนักมาร์คซิสต์ “ รุ่นครู ” ทั้ง เลนินและเองเกิลส์ ชี้ให้เห็นว่า “รัฐ” มันมากกว่าแค่ “รัฐบาล” เพราะรัฐประกอบไปด้วย “อำนาจพิเศษสาธารณะ”
รัฐทุนนิยมมีไว้เพื่อกดขี่ชนชั้นกรรมาชีพและเกษตรกร โดยยึดผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนเป็นหลัก ตรงนี้ เราไม่ควรสับสนว่า “ชนชั้นนายทุน” คือ คนอย่างทักษิณเท่านั้น เพราะในไทย ชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นชนชั้นปกครอง มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ประกอบไปด้วยนายทหารชั้นสูง ข้าราชการชั้นสูง กษัตริย์และนายทุนเอกชน
สำหรับนักมาร์คซิสต์ เราเชื่อกันว่า “รัฐ” เป็นสิ่งที่เกิดมากับสังคมชนชั้น มันไม่ใช่สิ่งธรรมชาติที่ตกจากฟ้า รัฐเป็นเครื่องมือที่คนกลุ่มน้อยในสังคมปัจจุบัน ใช้เพื่อควบคุมคนส่วนมากที่ถูกปกครอง
ในการสร้างสังคมนิยม อันเป็นประชาธิปไตยแท้ เราต้องปฏิวัติรัฐเก่าและสร้างรัฐใหม่ชั่วคราวขึ้นมา เพื่อเป็นอำนาจในการเปลี่ยนสังคม แต่เป้าหมายระยะยาวคือ การยกเลิกรัฐ หรือที่ เลนิน เรียกว่า เป็นการสิ้นสุดการปกครอง เพื่อให้มนุษย์กำหนดอนาคตตนเอง
“อำนาจพิเศษสาธารณะ” ของรัฐที่เราพูดถึง อาศัยวิธีควบคุมสังคมสองวิธีคือ
(๑) อาศัยกองกำลังและการปราบปราม ซึ่ง เองเกิลส์และเลนิน เรียกว่า “องค์กรพิเศษของคนติดอาวุธ” นั้นคือ ทหาร ตำรวจ ศาลและคุก กับ
(๒) การสร้างระเบียบและความชอบธรรมกับการปกครองของรัฐ ให้ผู้ถูกปกครองยอมรับอำนาจรัฐ และวิธีที่สำคัญคือ การวางตัวของรัฐ ให้ห่างเหินแปลกแยกจากสังคม เพื่อให้ดูเหมือน “ ลอยอยู่เหนือสังคมและเป็นกลาง ” ในขณะที่คุมสถาบันต่าง ๆ ด้วยอำนาจเงียบ
เพราะถ้ารัฐไม่สร้างภาพแบบนี้ มาปิดบังความจริงที่รัฐเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองฝ่ายเดียว ประชาชนจะไม่ให้ความจงรักภัคดี การควบคุมสถาบันต่าง ๆ ด้วยอำนาจเงียบ ทำผ่านการพยายามผูกขาดแนวคิดในโรงเรียน ศาสนาและสื่อ จนเราอาจไม่รู้ตัวว่าเราถูกควบคุมทางความคิด
จะเห็นได้ว่าอำนาจของอำมาตย์ มีสองประเภทเสมอ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราเห็นอำนาจในการใช้ความรุนแรง โหดร้ายทารุณบนท้องถนน ตรงจุดนั้น อำมาตย์ได้เปรียบเพราะเขามีกองทัพ ปืนกล รถถังและโจรเสื้อน้ำเงิน
แต่ถ้าเราประท้วงสู้ในสถานที่ทำงาน เช่น เรานัดหยุดงาน เขาใช้ความรุนแรงแบบนี้ยากขึ้น เขาเอาทหารไปบังคับทุกคนให้ทำงาน ก็คงลำบาก ดังนั้น เราต้องเลือกสมรภูมิในการรบกับความรุนแรงของรัฐให้ดี เมื่อเราพร้อมแล้ว ค่อยออกมาเผชิญหน้ากับอำมาตย์บนท้องถนนอย่างเต็มที่ในสงครามสุดท้าย
ในขณะเดียวกัน เราต้องสู้ทางความคิดเพื่อทำลายความชอบธรรมของอำมาตย์ ตรงนี้เราจะได้เปรียบ เพราะการหาความชอบธรรมของอำมาตย์ ย่อมอยู่บนพื้นฐานการโกหกหลอกลวงเสมอ เข้าใจได้ง่าย เพราะอำมาตย์มีผลประโยชน์ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ที่ถูกปกครอง
ดังนั้น ข้อสรุปสำคัญคือ เราต้องทำสงครามความคิดอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ไปประนีประนอมกับความคิดอำมาตย์ โดยกลัวว่าคนส่วนใหญ่ “ยังไม่พร้อม”
แน่นอน คนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอของเรา และเราต้องใจเย็น ไม่ดูถูกเขา แต่ถ้าเราไม่เสนออะไรที่ก้าวหน้าแต่แรก เขาไม่มีวันพร้อม ไม่มีวันเปลี่ยนความคิด
ตัวอย่างเช่น ถ้าเราแค่เสนอให้ “ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ” แทนการยกเลิกกฎหมายนี้ไปเลย เราจะไม่กระตุ้นให้คนคิดและตั้งคำถาม ต่อความคิดของอำมาตย์เลย และเราจะจบลงด้วยการถือหางให้อำมาตย์โดยไม่ตั้งใจ
ถ้าเราเข้าใจ “รัฐกับการปฏิวัติ” เราจะเข้าใจว่า “อำมาตย์” ในทุกสังคมสมัยใหม่ รวมถึงไทยและที่อื่น เป็นส่วนหนึ่งของ “อำนาจพิเศษสาธารณะ” และประกอบไปด้วย ทหาร ตำรวจ ศาล คุก ระบบราชการ รัฐบาล และสถาบันต่าง ๆ เช่นสถาบันกษัตริย์ องค์มนตรี รัฐสภา วุฒิสภา หรือองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นฯลฯ
นี่คือ สาเหตุที่เวลารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น รัฐบาลสมชาย ต้องการสั่งให้ทหารหรือตำรวจเปิดสนามบิน มีส่วนอื่น ๆ ของรัฐ ออกมาคัดค้านจนรัฐบาลไร้อำนาจ แค่การคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาหรือการคุมรัฐบาล ไม่ได้แปลว่าควบคุมรัฐได้
ในประเทศตะวันตกที่มีประชาธิปไตย บ่อยครั้ง รัฐบาลพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยม ที่มาจากการเลือกตั้ง อาจต้องยอมอ่อนน้อม ต่อนายทุนใหญ่หรือข้าราชการในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจ ถ้าอาศัยแต่เสียงข้างมากในรัฐสภาเท่านั้น
นอกจากนี้ประธานาธิบดีฮูโก ชาเวส ในเวนเนสเวลา ก็พบว่าเขายังต้องเผชิญหน้ากับอำมาตย์ในรัฐเดิม ที่ยังไม่ได้ถูกทำลายอีกด้วย
การทำลายอำมาตย์ จึงไม่ใช่แค่การผลักดันให้แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการยอมรับผลของการเลือกตั้งเท่านั้น การกำจัดอำมาตย์ ต้องอาศัยการปฏิวัติรัฐเก่า ในทุกแง่ เพื่อสร้างรัฐใหม่ของประชาชนผู้ทำงาน หรือที่เรียกว่า “รัฐกรรมาชีพ”
ซึ่ง มาร์คซ์ เคยอธิบายว่า องค์ประกอบของรัฐเก่านั้น มันไม่หายไปง่าย ๆ เพราะมันเป็น “ งูเหลือมที่รัดสังคมไว้อย่างแน่นแฟ้น ” ต้องใช้ “ไม้กวาดแห่งการปฏิวัติ” ถึงจะแกะมันออกได้ และต้องสร้างรัฐใหม่ ที่มีองค์ประกอบใหม่ขึ้นมาแทน เช่นรัฐสภาคนทำงาน กองกำลังของประชาชน หรือผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นต้น
ต้องรื้อกฎหมายเก่า ๆ ทิ้งให้หมด และสร้างระเบียบใหม่ของสังคม โดยที่คนส่วนใหญ่ คนจน คนทำงานเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เพราะประชาธิปไตยแท้ ต้องไม่มีอำมาตย์ และต้องไม่มีนายทุน ที่เป็นเผด็จการทางเศรษฐกิจ ในสถานที่ทำงานและระบบการผลิต อีกด้วย
ก่อนที่ท่านผู้อ่าน จะรีบสรุปว่า “เราไปสู้กับอำมาตย์ไม่ได้ เพราะมันมีอำนาจล้นฟ้า” หรือ “เราต้องสู้เพื่อล้มระบบทุนนิยมไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาสู้เพื่อประชาธิปไตย ที่ไม่มีอำมาตย์” ขออธิบายเพิ่มเติม
การต่อสู้เพื่อขยายพื้นที่ประชาธิปไตยในสังคมทุนนิยม เป็นสิ่งที่นักมาร์คซิสต์มองว่าสำคัญและจำเป็น มันเป็นการต่อสู้ประจำวันที่ให้สิทธิเสรีภาพมากขึ้น มันช่วยให้เรามีสหภาพแรงงานที่มีอำนาจต่อรอง มันช่วยให้เราประท้วงหรือเดินขบวนได้ มันช่วยให้เรามีสื่อและสิทธิในการแสดงออก
และที่สำคัญ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยภายในระบบทุนนิยม จะผลักดันอำมาตย์ จนเขาไม่กล้ามาก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพมากเกินไป มันทำให้อำมาตย์ลำบากมากขึ้น ในการใช้อำนาจ เพราะต้องหลบไปในมุมมืดและแอบใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ และอำนาจของเครือข่ายอภิสิทธิ์ชนลับหลัง ซึ่งเป็นสภาพสังคมที่เห็นในยุโรปตะวันตกหรือสหรัฐ
ในไทยอำมาตย์ มีความมั่นใจที่จะใช้อำนาจตรงไปตรงมาท่ามกลางแสงสว่างของกลางวัน เราต้องไล่มันไปอยู่ในมุมมืด แต่เราต้องไม่ลืมว่า แม้แต่อำมาตย์ที่อยู่ในที่มืด ก็ยังไม่หายไปจากสังคม ยังใช้อำนาจได้ ยังฟื้นตัวได้ ถ้าเราไม่ระวัง และถ้าจะให้หมดสิ้นไปอย่างถาวร เราต้องปฏิวัติและสร้างรัฐใหม่
มาร์คซิสต์ มองว่า การต่อสู้เพื่อเปิดพื้นที่ประชาธิปไตยและลดอิทธิพลของอำมาตย์ เป็นการทำให้สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นในระยะสั้น ดังนั้นเป็นเรื่องดีและจำเป็น และยิ่งกว่านั้น อย่างที่ โรซา ลัคแซมเบอร์ค เคยอธิบาย...มันจะเป็นการฝึกฝนมวลชนให้พร้อมในการที่จะล้มอำมาตย์และทำลายรัฐเก่าลงอย่างสิ้นเชิงในอนาคต
เสื้อแดงก้าวหน้า ต้องรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ต้องโจมตีอำมาตย์ แต่ต้องเข้าใจเนื้อแท้ของ “รัฐ” ด้วยว่า เป็นอำนาจอำมาตย์ เป็นเครื่องมือทางชนชั้น ซึ่งมีองค์ประกอบไปมากกว่า รัฐบาลหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งในสังคม สังคมที่ไม่มีอำมาตย์อย่างถาวร จึงต้องเป็นสังคมที่ไร้ชนชั้น และไร้การกดขี่ขูดรีด
ที่มา โดย ลั่นทมขาว เว็บเลี้ยวซ้าย

