ทางเปลี่ยนที่ต้องผ่าน พัฒนาการภารกิจทางประวัติศาสตร์
สถานการณ์ปฏิวัติทั่วโลกอยู่ในกระแสต่ำ ที่ภารกิจทางประวัติศาสตร์ในการเปลี่ยนแปลงสังคม ของนักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก ถูกท้าทายอย่างรุนแรงว่า “ไม่มีคุณค่าที่จะมีชีวิตอยู่ ร่วมโลกที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในขณะนี้”
วลีนี้ยังความเจ็บปวดรวดร้าวของขบวนการปฏิวัติ ที่อ้างตัวเองว่าเป็นผู้ก้าวหน้าที่สุด ย่อมได้รับแรงกระแทกจากการกระทำราวผู้ชนะ โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
ไม่ปรานีปราศรัยของระบบทุนนิยม
ความขัดแย้งทางความคิดที่ไม่ลงลอยกัน
ตลอดช่วงระยะเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่มีขบวนการที่เพียงพอพร้อมสถานการณ์ที่เป็นคุณ
ไม่ว่าจะเป็นไปโดยธรรมชาติหรือเงื่อนไขที่ทำให้ตกผลึกความคิดร่วมกันของขบวนปฏิวัติ
ข้อขัดแย้งจากการวิเคราะห์สังคม มาสู่รูปธรรมที่กลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ที่สร้างความตกต่ำให้ขบวนการปฏิวัติมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการเข้าร่วมการต่อสู้ นับแต่ปรากฏการณ์สนธิ ในปี 2548
จนถึงการสร้างพรรค “การเมืองใหม่” ในปี 2552
หลายเรื่องราวที่เป็นตัวบ่งชี้บอกถึง สภาวการณ์ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของขบวนการประชาชนโดยรวม โดยการเคลื่อนไหวของความขัดแย้งหลักของทุนทั้ง 2 ทุน
และขอยืนยันว่า เป็นความขัดแย้งหลักที่ดำรงอยู่ ด้วยการคลี่คลายของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของขั้นทุนนิยมเป็นด้านหลัก
เพราะขบวนการประชาชนไม่เข้มแข็งพอ ที่จะมีพลังต่อรองพอที่จะทำให้ชนชั้นปกครอง ซึ่งเป็นทุนทั้งสองข้าง ยอมรับอย่างมีตัวตน ของภารกิจประวัติศาสตร์ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง
คงต้องกล่าวถึง การวิเคราะห์การเข้าร่วมการต่อสู้กับ “ขบวนการกระแสลมเอียงขวาที่พัดกลับ” ในขบวนการประชาชน ที่บรรดาอดีตสหายจำนวนหนึ่งทุ่มโถมกายใจ หมายถึงเข้าไปมีส่วนร่วม พร้อมเข้าสู่อำนาจรัฐ แล้วคาดหวังว่าจะ “สามารถผลักดันสิ่งที่ดีเพื่อประชาชน (ตามความคิดเห็นของตน) ออกมาเป็นนโยบายของรัฐที่ตนสามารถควบคุมได้ ”
บทเรียนนี้ ในประวัติศาสตร์ มีให้เห็นพร้อมตัวบุคคลที่ยังมีลมหายใจอยู่แทบทั้งสิ้น (แต่จะขอกล่าวถึง การทำงาน”แนวร่วม” ในภายหลัง)
ความพยายามที่จะใช้หลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อยืนยันน้ำหนักที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดตามสภาพที่ตนได้คาดคะเนไว้ ซึ่งเป็นหลักการพื้นของขบวนการประชาชนโดยทั่วไปที่ยึดกุมใช้ทั่วโลก
สถานการณ์ที่การต่อสู้ทางชนชั้น ยังใช้ได้ตลอดเวลา ตราบที่ผู้ใช้สามารถดัดแปลงและอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล โดยไม่บิดเบือนหลักการที่ภารกิจทางประวัติศาสตร์มอบไว้
สถานการณ์ที่ขบวนการประชาชนโดยเฉพาะการเคลื่อนไหว
“เสื้อเหลือง”ที่สามารถเรียกได้ว่า เป็นการปฏิวัติชนชั้นกลาง ภายใต้รูปการจิตสำนึกแบบไพร่-ทาส ศักดินา ซึ่งในอีกทางหนึ่งน่าจะเรียกว่า
“การปฏิวัติที่ผกผันของฝ่ายก้าวหน้า” ส่วนหนึ่ง
ในอีกส่วนหนึ่งเป็นการปฏิวัติตนเองของชนชั้นกลางที่เข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองในปริมาณที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยมีวาทะกรรม “ความดี” ที่ประกอบด้วย “การทุจริตคอรัปชั่นที่ไม่สามรถยอบรับได้” “ซื้อเสียง” “เลือกตั้งไม่เป็นธรรม” “การฆ่าตัดตอน” เป็นต้น ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในการปกครองของ “ทักษิณ ชินวัตร”
ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ในทำนองเดียวกันนี้ ล้วนเกิดขึ้นมาทุกยุคทุกสมัยของการปกครองภายใต้รัฐบาลที่มิได้ปกครองโดยอำนาจรัฐของประชาชน สุดแต่รายละเอียดและความโหดร้ายทารุณในระดับที่ต่างกัน นำมาสู่รัฐประหารดอกไม้ปลายปืน 19 กันยายน 2549
ซึ่งต่อมา เมื่อดำเนินทางการเมืองบนสถานการณ์ที่ได้เปรียบของเครือข่ายทุนศักดินาอนุรักษ์นิยมที่มีกลไกรัฐเป็นเครื่องมือ ดำเนินการให้ได้มาซึ่ง “รัฐธรรมนูญ 2550” เพื่อจัดการเลือกตั้ง แต่ก็พ่ายแพ้ต่อ “ทักษิณ ชินวัตร” ผ่านสิ่งที่เรียกว่านอมินี่ พรรคพลังประชาชน โดยมี “สมัคร สุนทรเวช”
นายกรัฐมนตรีที่ต้องคำพิพากษาชิ้นโบว์ดำ รับจ้างทำอาหารของตุลาการภิวัฒน์ ให้พ้นตำแหน่งด้วยคำอธิบายตามพจนานุกรม พร้อมจัดการยุบพรรคพลังประชาชน ในห้วงสถานการณ์คับขัน ที่ทุนศักดินาอนุรักษ์นิยมเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง
แทบหาทางออกไม่ได้ ด้วยความชอบธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยสากลนิย จนต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์ยุบพรรคพลังประชาชน พร้อมกับการสิ้นสภาพนายกรัฐมนตรี
ของ “สมชาย วงษ์สวัสดิ์”
ในคราวที่มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้สภาพการกดดันล้อมรัฐสภา 7 ตุลาคม
ที่ตำรวจตกเป็นจำเลยของสถานการณ์
นำมาซึ่งความไม่พอใจของวงการตำรวจโดยรวม โดยที่พันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์
แสดงตนพร้องโฆษณาผ่านสื่อว่า “ตำรวจเป็นผู้ต้องหาในคดี 7 ตุลา”
เป็นเหตุให้มีเอกสารวิเคราะห์การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บนความเสื่อมเสียศักดิ์ศรีของตำรวจบนโรงพักอย่างเปิดเผย พร้อมกับคำว่า “เราแพ้ ”
เมื่ออภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
แรกที่จัดตั้งรัฐบาลเป็นความจำเป็นทางการเมืองอยู่ดี ที่อภิสิทธิ์
เวชชาชีวะและพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องจัดตั้งรัฐบาลให้ได้
ไม่เพียงแต่ความอยู่รอดของพรรคประชาธิปัตย์หากแต่หมายถึงพรรคการเมืองทั้งสภา ที่ยังไม่ความพร้อมต่อการเลือกตั้งใหม่ หากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
ความจำเป็นนี้ทำให้แก๊งค์ออฟโฟร์ (อภิสิทธิ์, สุเทพ, กอร์ปศักดิ์, กรณ์) ร่วมการจัดการจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมือง โดยเฉพาะกับพรรคพลังประชาชน ในส่วนที่แยกออกมาจากการยุบพรรคพลังประชาชน จนกลายมาเป็นพรรคสีน้ำเงิน “ภูมิใจไทย” ที่ “กาแฟดำ” แห่ง “เครือเนชั่น” เรียกว่า “มังกรการเมือง” “เนวิน ชิดชอบ”
แสดงศักยภาพรวมรวบผู้คนภายใต้คำพูด “มันจบแล้วครับ นาย”
จนเป็นรัฐบาลที่สร้างปัญหาซ้ำเติมประเทศชาติในขณะนี้
เพราะไม่มีนโยบายและการกระทำเชิงรุกใดที่พร้อมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองต่าง ๆ
ล้วนแสดงความไม่พอใจ ต่อการไร้ฝีมือแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ
ของรัฐบาลอภิสิทธิ์มากขึ้น
(เว้นแต่ทุนที่หนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรส่วนใหญ่
และชนชั้นกลางที่เอาใจช่วยและเอนเอียงเข้าข้าง
ซึ่งพร้อมให้เวลาอีกระยะหนึ่ง)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนโยบายและดำเนินการใด ๆ ผ่าน พรบ.งบประมาณที่ไม่ตอบสนองต่อความเรียกร้องต้องและคาดหวังก่อนหน้านี้ ยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยแล้ว เป็นการเฉือนเนื้อก้อนโตมาให้รัฐบาลกลางใช้ ไม่เว้นแม้กลุ่ม 40 สว. แต่อย่างใดที่อยู่ในกลุ่มไม่พอใจรัฐบาล
ความไม่พอใจทางการเมือง ต่อการบริหารประเทศที่ไร้ผลงานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจน สร้างแรงกระตุ้นที่หมดความหวังต่อสภาพการณ์เช่นนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการสรุปบทเรียนของตนในระดับลึก แสดงออกอย่าชัดเจนในสภาพไร้ความหวังนี้ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจเกิดกลียุคเมื่อผลัดแผ่นดิน
โดยสถาบันฯไม่สามารถบังคับสั่งการทหาร ตำรวจได้ ทำให้การแก่งแย่งชิงผลประโยชน์กันนำมาสู่กลียุค ซึ่งสอดคล้องกับข้อวิตกกังวลของชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่กล่าวไว้ ในการเสวนาซึ่งจัดโดยกลุ่มพลังโดม ณ โรงแรมดิเอมเมอรัล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 ที่ผ่านมา
ในขณะเดียวกัน การประกาศจัดตั้งพรรคการเมืองของตน ในนามพรรคการเมืองใหม่ก็ดำเนินไปอย่างขะมักเขม้น ท่ามกลางปัญหาความแตกแยกทางความคิด ด้วยความต่างระดับทางการเมืองของพันธมิตรฯในจังหวัดเป้าหมาย ที่ต้องการจัดตั้งสาขาพรรคให้เป็นไปตาม พรบ. พรรคการเมือง
ซึ่งต้องดำเนินการแก้ไขตามสภาพ พร้อมทางหนีทีไล่และทางออกทางเมืองของแกนนำแต่ละคน ที่ขอความเห็นต่อคนที่เชื่อใจได้ในระดับที่แน่นอน ซึ่งพรรคการเมืองเป็นเรื่องหินที่นักเคลื่อนไหวฝ่ายเสื้อเหลืองมีบทเรียนน้อยมาก ส่วนหนึ่งอาศัยรากเหง้าเดิมของเอ็นจีโอสายสุวิทย์ วัดหนูที่เหลืออยู่
อีกส่วนหนึ่งนักการเมืองท้องถิ่นที่เคลื่อนไหวอยู่แล้วในท้องถิ่นของตนที่เป็นมูลฐานความขัดแย้งของท้องถิ่นในปัจจุบันอีกส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งสายซีไอเอคาบไปป์และความหวังใหม่เดิมที่มีฐานความคิดบวกกันกับ มืออาชีพสายข่าวทางการเมืองและอดีตสหายจากการสร้างเขตงานภูเขียวเอง ที่เรียกว่า 196
อีกหนึ่งจากพันธมิตรทั่วไปที่ต้องการแสดงบทบาททางการเมืองที่สูงขึ้น แต่ไม่เข้าใจการเมืองใหม่สักเท่าไร ผนวกกับความปรารถนาดีที่ไม่ประสีประสาทางการเมือง แต่คุ้นเคยกับการสร้างคอนเนคชั่นอภิสิทธิ์ชน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ตน
เปรียบดังคนพิเศษในท้องถิ่น อย่างนี้หรือ...จะสร้างพรรคการเมืองใหม่ ปัญหาภายในแสนมาก ปัญหาภายนอกก็ยากกว่า ในการกอบกู้และสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นจริงในทางบวกของการเมืองใหม่ที่แท้ !
พร้อมกันนั้นพันธมิตรฯปีกซ้าย ก็ได้วิเคราะห์การเคลื่อนไหวของฝ่าย “เสื้อแดง” เปิดใจกว้าง ยอมรับมวลชนที่บริสุทธิ์เข้าร่วมเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและคัดค้านเผด็จการ โดยแยกจากฝ่ายแกนนำที่มีวาระเปิดเผยอย่างชัดเจน ในการตอบแทนบุญคุณ “ทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งเป็นคุณธรรมที่คนไทยในชนบทยอมรับได้
(และได้ให้บทเรียนแก่
“เนวิน ชิดชอบ”ในการเลือกตั้งที่สกลนครและศีรสะเกษ)
สถานการณ์ที่ฝ่ายชนชั้นปกครองตกต่ำ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นความแตกแยกขัดแย้ง ดูราวกับว่าแต่ละทุน จะไม่ญาติดีกันอีก
ขณะที่ฝ่ายประชาชนไม่มีกำลังและการจัดตั้งที่ดีพอ ที่จะจัดการต่อปัญหานี้ได้
อย่างมีพลัง แต่ก็ถูกหลอกลวงโดยแยบคายใน “วาทกรรม “ความดี” ไม่รู้จบ
โดยยืนอยู่พื้นฐานของชนชั้นกลาง ที่ต้องการความสะดวกสบายในการบริการด้วยความ เป็นผู้บริโภคที่ดี เป็นที่พอใจเมื่อได้ลิ้มรสกระแสที่ตนเองต้องการ โดยไม่ต้องเป็นผู้สร้างผู้ปรุงนั้นให้เหนื่อย
เลยพบกับ “เครื่องปรุงรสชั้นดี ที่ไร้คุณค่าทางอาหารและปัญญา จากชนชั้นปกครองเป็นประจำ ดุจดังเสพติดความดีด้วยยาเสพย์ติดที่ชนชั้นปกครองสังเคราะห์ขึ้นจากการทดลองในสนามจริง”
ทำให้ไม่พะวงว่า ทุนทั้งสองกำลังหาทางตกลง ร่วมทุนกันอย่างขมีขมัน โดยมีเป้าหมายขูดรีดกำไรจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้บริโภคที่ชอบเสพติดความดี
เป็นวิธีการที่สร้างกำไรจากส่วนเกินนี้ได้ง่าย
พร้อมสามารถสร้างบทบาทนักบุญ บนคราบ “เทพอสูรมังกรฟ้า”
ที่ประชาชนทั่วไป ยังถูกครอบงำด้วยรูปการจิตสำนึกไพร่ – ทาสที่ดี
ฤๅสถานการณ์ยามนี้ สับสน
วาทกรรม “ทุนนิยมก้าวหน้ากว่าศักดินาล้าหลัง”
ในช่วงแรกของก่อกำเนิดเส้นทางสายเมือง ที่เกือบจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ ภายใต้การ
อุ้มชูของจำลอง ศรีเมือง และมิตรสหายจำนวนหนึ่งใน “พรรคพลังธรรม”
ตราบเมื่อมรดก พรรคพลังธรรม ตกอยู่ในเงื้อมือ ทักษิณ ชินวัตร ก็แสดงบทบาทของความก้าวหน้ากว่า ด้วยวิธีคิดและปฏิบัติของทุนโลกาภิวัตน์ที่ก้าวหน้ากว่าทุนอนุรักษ์นิยม จวบจนการสร้างพรรคไทยรักไทย ภายใต้การสนับสนุนวิธีคิดและทีมปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบของอดีตสหายจำนวนมากที่หลั่งไหลจากทั่วทุกสารทิศ
เข้าร่วมผลักดันไทยรักไทยให้ก้าวหน้าไป บนพื้นฐานแนวทางมวลชนผนวกกับบทเรียนที่เป็นจริงของทุนสัมปทานและแลกเปลี่ยนฉับพลันแบบเก็งกำไรที่บริหารความเสี่ยงได้ดี จนเกิดเป็นกำไร และสายตาที่แม่นยำทางการตลาดที่สร้างความจับใจแก่ประชาชน
จนกลายเป็นวิวาทะรอบแรกของปรากฏการณ์สนธิ เมื่อปี 48 จากคดีซุกหุ้น “บกพร่องโดยสุจริต ” แปลความว่า “ทุจริตโดยไม่เจตนา” มาสู่บ่วงกรรมของวิวาทะความดีในที่สุด
(อดีตสหาย/สหายจำนวนมาก ถอนตัวจากการสนับพรรคไทยรักไทยจากวิกฤตินี้เป็นหลัก รวมทั้งปฏิบัติการผ่านไทยรักไทย ที่รองรับความถูกต้องและฟอกล้างความผิดของ ทักษิณฝ่ายเดียว) ซึ่งมาจากรากเหง้าของระบบอำมาตยาธิปไตย(ระบบราชการ)ว่าด้วย “การคอรัปชั่นเป็นความชั่วร้ายที่ประชาชนยอมรับได้” ในปัจจุบัน
ประการต่อมา การปฏิบัติเหนือคนสามัญที่ “ผู้ดีเก่า” มีสกุลรุนช่องในระบบราชการ(อำมาตยาธิปไตย)ไม่สามารถยอมรับได้ เนื่องจากพวกนี้ประพฤติตน “ยิ่งกว่าราชา” เป็นนิจสิน เบี้ยบ้ายรายทาง ตามน้ำ ทวนน้ำ ใต้โต๊ะ รับฮั้ว และจิปาถะ ล้วนเป็นรายได้ที่ผ่านมือระบบเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ต่อกัน
ถ้าพวกเดียวกัน ทั้งองค์กร เรื่องก็เงียบ ถ้าไม่สมประโยชน์ ก็ระแคะระคายให้เคืองหูประชาชน แต่ประชาชนก็ทำได้เพียงแค่ได้ยิน และสะสมความแค้นของไม่เท่าเทียมของระบบไว้เป็น “เชื้อวิกฤติปฏิวัติ”
ในกรณีที่สามารถเอาผิดระบบราชการได้ นับเป็นชัยชนะของฝ่ายประชาชนที่ระบบอำมา ตยาธิปไตย ก็เกรงกลัวไม่น้อย จึงหาทางบ่อนเซาะทำลายอยู่ตลอดเวลา
ระบบอำมาตยาธิปไตยนี่เอง ที่สูญเสียบทบาทและผลประโยชน์ที่ตนได้รับและจัดการแบ่งสัน ปันส่วนให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งนักการเมืองและข้าราชการการเมืองด้วย เมื่อทักษิณมีอำนาจจัดการ
การจัดการนี้ทักษิณเป็นผู้จัดการและไฟเขียวให้ จัดการตามข้อตกลงที่ต้องหามาเลี้ยงส่วนกลางหรือ “กงสี” ทางการเมืองเพื่อสะสมทุนหามูลค่าส่วนเกินจาก “ธุรกิจการเมือง” ต่อไป
เมื่อถูกลดความสำคัญ ในฐานะผู้ชี้ขาดจัดสรรผลประโยชน์จาก “การคอรัปชั่นความชั่วร้ายที่ประชาชนยอมรับได้” ลง ย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่ระบบ ที่ถูกสามัญชนชาวเชียงใหม่หลู่เกียรติได้ถึงเพียงนี้ จำเป็นอยู่ดีที่จะต้องเรียกความเป็นผู้ชี้ขาดการจัดสรรเป็นของตน
ทักษิณจึงต้องพบกับขบวนสู้รบของระบบอำมาตยาธิปไตยทั้งระบบ ที่มีเครือข่าย สัมพันธ์ทั้งสองทุน แต่ทุนศักดินาอนุรักษ์นิยมเป็นด้านหลัก การปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคมทุนนิยม จึงหยุดชะงักด้วยพลังทุนศักดินา อนุรักษ์นิยมเป็นการชั่วคราว
หากเป็นการชั่วคราวที่มี การเปิดฉากเจรจากันหลังม่านอยู่ตลอดเวลา เพื่อหาทางพัฒนาทุนร่วมกัน ก้าวไปพร้อมบนหนทางแห่งผลประโยชน์ที่สามารถตกลงกันได้
การร่วมมือกันเป็นมิตรร่วมรบที่ทรงพลังระหว่างระบบอำมาตยาธิปไตยกับเครือข่ายทุนศักดินาอนุรักษ์นิยม โดยการสร้างวาทะกรรม ทักษิณทำตนเสมอเจ้าอย่างเป็นระบบ จึงถูกนำเสนออย่างเร้าใจ เพื่อมุ่งหวังเอาชนะโค่นล้มทักษิณลงจากบัลลังก์นายก พร้อมลิดรอนอำนาจทางการเมือง ปิดเส้นทางการประกอบธุรกิจ
เมื่อยามมีอำนาจ ทักษิณไม่แบ่งปันให้ใคร จึงยิ่งสูง ยิ่งหนาวเยี่ยงนี้ และการเจรจากำลังบรรลุข้อตกลงที่ทุนทั้งสองยอมรับได้ เพื่อพลังเสื้อเหลืองพันธมิตรฯกัดกินตนเองจนเกินกว่าสังคมไทยจะยอมรับได้
หรือยินยอมพร้อมใจให้เกิดกลียุค ด้วยการปะทุจากปีกหลงเชื่องมงายว่า ตนถูกต้อง
และเป็นผู้พิทักษ์ความดีจากทั้งสองสีแดง-เหลือง
จนทุนทั้งสองถึงกาลพินาศ เพราะเกินกว่ารูปการจิตสำนึกไพร่ – ทาส
ศักดินาจะครอบคลุมและควบคุมได้
ส่วนความสับสนนี้ คงเกิดขึ้นในใจของสหาย อดีตสหาย
และมิตรร่วมรบที่นำตนเองไปผูกพัน กับการต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ สุดท้ายปลายทางไม่สามารถสร้างสังคมประชาธิปไตย ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนได้
หากแต่สิ่งที่เสนอว่าเป็นเพียง “ยุทธวิธี” เพื่อ “โค่นล้มทุนนิยมสามานย์ ทักษิณ ชินวัตร” และสร้างประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการโถมตัวทุ่มแรงกายใจความคิดในยุทธการนี้ ตลอด 2 – 3 ปีที่ผ่านมา
หรืออาจจะเกินเลยไปจนถึงช่วงของการเรียกร้องทั่วทั้งขบวนให้เตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อแสดงบทบาททางการเมืองผ่านการเลือกตั้งและต้องยอมรับประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ซึงต้องยอมรับข้อสังเกตเรื่องกาลียุคของชาญวิทย์ เกษตรศิริที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
หากเกิดขึ้น คงเป็นความผิดพลาดอุกฉกรรจ์เกินกว่าทฤษฎีการปฏิวัติจะยอมรับความ
ชอบธรรมนี้ได้
เมื่อต้องการชัยชนะเป็นยาชูกำลัง ย้อมจิตใจในพลังสร้างสรรค์ให้มีพลังในการสร้างสรรค์ต่อสู้
การยอมรับข้อผิดพลาดข้างต้น จึงเป็นความเป็นจริงไม่ได้
หากแต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์กาลียุคในวันหน้า ที่เป็นผลมาจากการเคลื่อนไหวจนก่อเกิดรากเหง้าที่แยกเหง้าของการปฏิวัติของประชาชนเป็นสองหน่อที่ชัดเจน
จนอาจเรียกว่าแท้-เทียม, แก้-จริง, ปฏิวัติ-ปฏิปักษ์ปฏิวัติ, ฉวยโอกาส - ไม่ฉวยโอกาสก็แล้วแต่ อาจเป็นเหตุให้หลายคน แสดงตนในวันหน้า เมื่อกาลียุคจบลงด้วยสภาพเกินใจจักคาด คิดด้วยอาการ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ซ้ำรอยก็ได้
เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจยิ่งสำหรับคนที่เรียกตนเองว่านักปฏิวัติ ที่ต้องตกอยู่ภายใต้สภาพกดดันตนเองเช่นนั้น ทั้งที่น่าจะเป็นช่วงสมควร สร้างรากฐานการปฏิวัติประชาชนไทยร่วมกับความเติบโตบนรากฐานความเป็นจริงของสังคมไทยในฐานะสมาชิกของโลกไปพร้อมกัน
การเปลี่ยนแปลงสังคม
การเปลี่ยนแปลงสังคมจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบ 3 ประการ
1.พรรคปฏิวัติ
2.แนวร่มที่หนุนช่วยและร่วมสู้รบในการปฏิวัติ
3.กองทหารค้ำจุนการปฏิวัติ
องค์ประกอบ 3 ประการนี้ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงต้องมี หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมทำให้การปฏิวัติไม่ประสบความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สะสมจากปริมาณสู่คุณภาพ แล้วยกระดับเป็นคุณภาพใหม่ย่อมต้องอาศัย “วิกฤติปฏิวัติ” ซึ่งต้องอาศัยความเสื่อมสลายของสังคมเก่าเป็นรูปธรรมที่แจ่มชัด
เพื่อสร้างแบบรูปสังคมใหม่ของการปฏิวัติเปรียบเทียบกันอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด โดยอาศัยรากฐานการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด อนาคตตนตั้งแต่ระดับชุมชน หมู่บ้าน ตำบล เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอ จังหวัด กลุ่มจังหวัด/ภูมิภาค/เขต ภาค และประเทศในที่สุด
ซึ่งจำเป็นต้องกอบกู้สร้างพรรคปฏิวัติของประชาชนขึ้นใหม่ อาศัยการเคลื่อนไหวจัดตั้งมวลชน เพื่อระดมขึ้นมาแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่ปฏิวัติ โดยยึดหลักการพัฒนาจากไม่มีสู่มี จากเล็กสู่ใหญ่ เสริมสร้างคนใหม่สานสัมพันธ์คนเก่า รักษาแนวร่วมให้ฐานะมิตรที่ร่วมหัว จมท้าย สู้รบเพื่อแบกรับภารกิจทางประวัติศาสตร์ที่สร้างสรรค์นี้
สร้างประเทศไทยใหม่ ในฐานะสมาชิกที่รากฐานอารยธรรมที่รุ่งเรือง มีเอกราช เป็นอิสระ เคารพในบูรณภาพเหนือดินแดนของมิตรประเทศ อยู่ร่วมกันโดยสันติในประชาคมโลก
ความใฝ่ฝันข้างต้น มิใช่การแสวงหาครั้งใหม่ แต่เป็นปลายทางที่จักต้องผ่านผันไปจากการเดินปลดปล่อยพลังการผลิตของ สังคมทุนนิยมที่ผู้ใด ก็มิอาจฉุดรั้งได้
จำเป็นอยู่ดีที่ทุนศักดินาอนุรักษ์นิยมล้าหลัง และเครือข่ายที่ค้ำจุนกันมา บนหนทางขูดรีดมูลค่าส่วนเกินของสังคมในฐานะผู้กดขี่ และทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มุ่งแสวงหากำไรเป็นเป้าหมายสูงสุดโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ จักหาวิธีการที่ให้ชนชั้นของตนได้เปรียบในฐานะผู้กดขี่ขูดรีดมูลค่าส่วนเกิน ของสังคมร่วมกันอย่างไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
โดยหน้าฉากแสดงอาการขัดแย้งกันเพื่อรักษามวลชนของตนไว้ในสังกัดด้วยการครอบ งำจิตสำนึกหวังพึ่งเจ้านายและพลังภายนอกเบื่อเมาความคิดพึ่งตนเองที่เป็นแรง ขับทางกลไกที่สำคัญในการสร้างสรรค์ปกครองตนเอง
ซึ่งสัจธรรมทั่วไปของลัทธิมาร์กซในเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น ย่อมเป็นโคมไฟใหญ่ที่ส่องสว่างให้ผู้คนที่ถูกกดขี่ขูดรีดต่อไป ส่วนดุลยภาพที่มีความสงบสุขในแต่ช่วงเวลาสั้น ๆ
เป็นกาลชั่วคราวที่หามีความนิรันดรไม่
มีเพียงการต่อสู้ทางชนชั้นบนวิธีคิดแบบวิภาษวิธีเท่านั้นที่มีความเป็นพลวัต
เป็นนิรันดร.
การสร้างแก้ว 3 ประการของการปฏิวัติ จึงขึ้นอยู่กับจิตใจที่ปฏิวัติของนักปฏิวัติทุกคน
โดย วิวัฒน์ ชัยราษฎร์
17 กรกฎาคม 2552
ที่มา ไฟลามทุ่ง
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

