ลักษณะสังคมไทย คืออะไร ?

tags:

หมายเหตุกองบก. บทความนี้ เขียนโดยคุณคมเคียว ซึ่งเคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โพสต์โดยคุณแก่น ที่เว็บไฟลามทุ่ง เนื้อหาเป็นการนำทฤษฎีลัทธิมาร์กซ มาใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทยปัจจุบัน

-------------------------------------

“ กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ”  “ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ”  “ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ที่มีเศษเดนศักดินาหลงเหลืออยู่ ”  “ เมืองขึ้นแบบใหม่ ”  “ ทุนนิยมพึ่งพา ”  “ ทุนนิยมบริวารที่พัฒนาภายใต้การครอบงำของทุนครอบโลก ”  “ ทุนนิยมชายขอบที่พัฒนาแบบพิกลพิการ ” ฯลฯ นี่คือ “คำจำกัดความ” สำหรับลักษณะสังคมไทย  ซึ่งมีการถกเถียงกันในสมัชชา 4 ของ พคท.

จนถึงทุกวันนี้ ในวงวิชาการทั้งสำนักลัทธิมาร์กซและสำนักลัทธิอื่น ๆ ก็ยังมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา แต่ก็ยังหาข้อสรุปอันเป็นที่ยอมรับของทุก ๆ ฝ่ายไม่ได้

เหตุใดจึงต้องวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย ก็เพื่อจะดูว่าสังคมไทยในปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนใดของประวัติศาสตร์ ในสังคมนี้ มีชนชั้นอะไรบ้าง

ชนชั้นไหนหรือกลุ่มอิทธิพลกลุ่มใด กีดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต กีดขวางความก้าวหน้าของสังคม  จะได้จัดการทำลายสิ่งกีดขวางนั้น ๆ ปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคม เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้พัฒนาก้าวหน้าไปทัดเทียมนานาอารยประเทศ

มาร์กซได้แบ่งสังคมมนุษยชาติ ออกเป็น 5 ยุค ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์  ดังนี้   1. สังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล  2. สังคมทาส  3. สังคมศักดินา  4. สังคมทุนนิยม 5. สังคมคอมมิวนิสต์  

สังคมแรกกับสังคมสุดท้ายเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ ไม่มีกลไกที่ใช้กดขี่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต การดำรงอยู่ของสังคมกำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคม สังคมแรกไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น ไม่มีความคิดเห็นแก่ตัว ก็เนื่องจากถูกกำหนดโดยสิ่งที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมของสังคมในขณะนั้น  

พลังการผลิตต่ำ  ผลิตผลที่ทั้งสังคมผลิตได้ เพียงแค่สนองความต้องการขั้นต่ำสุด ของผู้คนในสังคมเท่านั้น ไม่มีผลิตผลส่วนเกินให้คนใดคนหนึ่ง เก็บสะสมไว้เป็นของตัวเอง เพราะถ้าทำอย่างนั้น ก็จะต้องมีคนส่วนหนึ่งอดตาย สังคมจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนระส่ำระสาย อยู่ไม่ได้  

ส่วนสังคมสุดท้าย ชนชั้นถูกทำลาย รัฐไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่ ความคิดเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมจะค่อย ๆ เลือนหายไปเอง สังคมสุดท้ายยังมาไม่ถึง  บางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้ ความเห็นแก่ตัวเป็นกมลสันดานของมนุษย์  ไม่มีวันหมดไปได้ สังคมคอมมิวนิสต์ เป็นเพียงสมมุติฐานที่มาร์กซ จินตนาการไว้เท่านั้น เป็นสังคมในเชิงอุดมคติ ไม่มีวันปรากฏเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด

แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เป็นเรื่องของจินตนาการหรือตั้งข้อสมมุติฐานของมาร์กซ์ หากแต่เป็นแนวโน้มการพัฒนาของประวัติศาสตร์ ซึ่งมาร์กซได้พิจารณาตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แล้วชี้ว่า ประวัติศาสตร์ จะต้องพัฒนาไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน

เพราะว่าการพัฒนาของพลังการผลิตโดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่ก้าวรุดหน้าไปอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ผลิตผลของสังคม ที่ผลิตออกมานั้น มากเกินพอที่มนุษย์เราจะบริโภคได้หมด ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้า หามาเก็บสะสมไว้เป็นของส่วนตัว ต้องการเมือใด ก็สามารถหยิบฉวยมาได้เมื่อนั้น

ถ้าเรายอมรับทัศนะวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต การดำรงอยู่ทางวัตถุของสังคม กำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคมแล้ว เราย่อมเชื่อว่า สังคมสุดท้ายของมนุษย์ชาติ ต้องไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ ไม่มีการกดขี่ ไม่มีความเห็นแก่ตัว อันเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่ฝันหานั้น ปรากฏเป็นจริงได้ ไม่ใช่ฝันเฟื่องอย่างแน่นอน

สังคมทาส  สังคมศักดินา สังคมทุนนิยมเป็นระบอบสังคมที่มีชนชั้น  มีการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น มีรัฐซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น มีการถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตโดยปัจเจกบุคคล อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ที่ชนชั้นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต กระทำต่อชนชั้นที่ปราศจากกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต

ทำให้เกิดการแยกขั้วทางชนชั้น ระหว่างชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ขุดรีด ชนชั้นปกครองกับชนชั้นถูกปกครอง ในระบอบสังคมดังกล่าว จะมีการต่อสู้ทางชนชั้น ดำรงอยู่ตลอดเวลา และผลของการต่อสู้ทางชนชั้น ทำให้สังคมพัฒนาจากสังคมหนึ่ง ไปเป็นอีกสังคมหนึ่งซึ่งมีระดับสูงขึ้นตามลำดับ  

นั่นก็คือจากสังคมทาส  สู่สังคมศักดินาและสังคมทุนนิยม สังคมศักดินาเข้าแทนที่สังคมทาส สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยม

สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยมในระหว่างศตวรรษที่ 14 – 19 โดยชนชั้นนายทุน ทำการปฏิวัติโค่นล้มชนชั้นศักดินา เอาระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าแทนที่ระบอบเศรษฐกิจศักดินานิยม เอาระบอบการเมืองประชาธิปไตย แทนที่ระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ถ้าเรานับอายุของระบอบทุนนิยม จากที่เริ่มพัฒนาจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 500 ปีหรือ 5 ศตวรรษ  

ในระหว่าง 5 ศตวรรษนี้  การพัฒนาทุนนิยมจะไม่สม่ำเสมอ บางประเทศพัฒนาไปไกลจนเป็นจักรวรรดินิยมและลัทธิล่าเมืองขึ้น ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนา สังคมยังอยู่ในขั้นก่อนทุนนิยม ก็จะตกเป็นเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น ของประเทศทุนนิยมล่าเมืองขึ้น ตามเงื่อนไขประวัติศาสตร์ที่การพัฒนาสังคมเหลื่อมล้ำต่ำ สูงไม่เท่ากัน

จนถึงต้นศตวรรษ-กลางศตวรรษที่ 20 สังคมสังคมนิยมอันเป็นขั้นต้นของสังคมคอมมิวนิสต์ ได้อุบัติขึ้นจากประเทศหนึ่งเป็นหลายประเทศ จนกลายเป็นระบอบสังคมของโลก ควบคู่กับระบอบทุนนิยม ส่งผลให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวของขบวนการปลดแอกประชาชาติ ระหว่างกลาง - ปลายศตวรรษที่  20

บรรดาประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น พากันต่อสู้ช่วงชิงจนได้มาซึ่งเอกราชและเลือกเดินหนทาง “ มิใช่ทุนนิยม ” แต่ในเวลาต่อมา ก็พากันหันมาเดินหนทางทุนนิยม กลายเป็นประเทศทุนนิยมที่พัฒนาทีหลังหรือกำลังพัฒนา จึงกล่าวได้ว่าประเทศต่าง ๆ ของโลกในปัจจุบัน ได้ก้าวเข้าสู่ทุนนิยมโดยถ้วนหน้าแล้ว รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย  

ส่วนจะเป็นทุนนิยมแบบไหน เป็นทุนนิยมพัฒนาแล้ว  กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำการวิเคราะห์ตามลักษณะพิเศษของสังคมนั้น ๆ

สำหรับสังคมประเทศไทยเรา มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ตรงที่ชนชั้นนายทุนไทยถึงแม้ว่า ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2475 ก็ตาม แต่ประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ก็ไม่สามารถหยั่งรากลงดินได้

เพราะว่า ถูกทำลาย ถูกยับยั้งไม่ให้เข้มแข็งเติบใหญ่ ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าโดยขุนศึกศักดินา พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนไทย ไม่สามารถพัฒนาให้เข้มแข็ง เติบใหญ่กลายเป็นพลังในการพัฒนาทุนนิยม ตามกฎเกณฑ์ทั่วไปได้

ชนชั้นศักดินาในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป เพราะได้แปรเป็นชนชั้นนายทุน กลายเป็นกลุ่มทุนศักดินาที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ มีบารมี มีศักดานุภาพที่สั่งสมมายาวนาน สามารถดลบันดาล ให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามเจตจำนงทางอัตวิสัยของตนได้

โดยใช้อิทธิพลเหนือรัฐผ่านกลไกรัฐที่สำคัญ เช่นกองทัพ ขุมกำลังข้าราชการประจำ ชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม กลไกทางกฎหมาย ศาล รวมทั้งสื่อสารมวลชนที่อยู่ในอาณัติ เป็นต้น โดยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน ไม่เคยกุมกลไกเหล่านี้ได้แม้แต่พรรคเดียว

บางคนบอกว่า ประเทศไทยได้พัฒนาเป็นทุนนิยมแล้ว ทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน การเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ   มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ทุกคนแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ก็ไม่มีเอกสิทธิ์ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย มีบทบัญญัติอีกมากมายรองรับสิทธิหน้าที่ของประชาชน ที่ใครก็ละเมิดไม่ได้

บทบัญญัติมีอยู่จริง แต่ก็มีการละเมิด ล้มล้างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดโดยกลุ่มอำนาจเหนือรัฐตลอด 70 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่ารากฐานทางเศรษฐกิจ  รูปแบบการผลิต รูปแบบการขูดรีด จะเป็นทุนนิยมแล้วก็ตาม

แต่โครงสร้างชั้นบน  การเมือง การปกครอง วัฒนธรรม ศาสนา จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปการจิตสำนึก ในปริมณฑลด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ยังเป็นศักดินาอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งรูปแบบภายนอกและเนื้อหาภายใน ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ รูปแบบการขูดรีดแบบศักดินาเดิม แม้จะไม่ดำรงอยู่แล้ว หรือมีก็เหลือน้อยเมื่อเทียบสัดส่วนกับรูปการขูดรีดแบบทุนนิยม เช่นการขูดรีดค่าเช่า และการปล่อยกู้รีดดอกสูง เป็นต้น

แต่รูปแบบการขูดรีดที่อยู่นอกกฎเกณฑ์โดยทั่วไปของชนชั้นนายทุน กลับเป็นรูปแบบขูดรีดที่สำคัญของกลุ่มทุนศักดินา เช่น ใช้อภิสิทธิ์ ใช้บารมี ที่กลุ่มทุนกลุ่มอื่นไม่สามารถทำได้ ไปสะสมทุนและรวมศูนย์ทุน จนกลุ่มทุนกลุ่มนี้ กลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่า มากมายมหาศาล จากรูปแบบและวิธีการขูดรีดที่มีลักษณะศักดินาดังกล่าว

ฉะนั้น กลุ่มทุนผูกขาดศักดินา จึงเป็นกลุ่มทุนที่ขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เจริญก้าวหน้า ขัดขวางการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ พรรคการเมืองอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ถูกกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มนี้ ทำลายพรรคแล้วพรรคเล่า

ยิ่งพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม ยิ่งไม่มีวันได้ผุดได้เกิด เหลือเพียงพรรคการเมืองเก่าแก่ ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มนี้ ที่อยู่ยงคงกะพัน ทุกครั้งที่พรรคการเมืองอันเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มอื่น ทำท่าจะเข้มแข็ง  ก็จะถูกทำลายด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารเสียทีหนึ่ง ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยไป

ขนาดพรรคการเมือง ซึ่งมีที่นั่งในรัฐสภาท่วมท้น โดยผ่านการเลือกตั้ง ด้วยเสียงสนับสนุนของประชาชนถึง 19 ล้านเสียง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ก็ยังเอาตัวไม่รอด ถูกไล่บี้จนแตกกระสานซ่านเซ็น

ฉะนั้น สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น จึงเป็นเพียงรูปแบบที่เขียนไว้ให้ดูสวยหรู และมีไว้สำหรับหลอกประชาชน ให้หลงดีใจเท่านั้น

เพราะอำนาจที่แท้จริง อยู่ที่เหล่าขุนนางอำมาตย์ เหล่าชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนศักดินา รูปแบบภายนอก ดูเป็นประชาธิปไตย  แต่เนื้อหาภายในคืออำมาตยาธิปไตย อภิชนาธิปไตย

สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบบเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ไม่มีประเทศใดในโลก สามารถอยู่ได้ตามลำพังโดยไม่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลก ทุกประเทศล้วนตกอยู่ในกระแสและวังวนของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ทั้งสิ้น

ทางเดียวที่จะต่อต้านกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ที่บรรดาประเทศทุนนิยมพัฒนาทีหลังตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วเอารัดเอาเปรียบก็คือ พัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ และพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง

จะได้ร่วมกับประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งปวง สร้างอำนาจต่อรอง ให้มีการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่แทนระเบียบเศรษฐกิจโลกเก่า ที่รับใช้กลุ่มประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วมายาวนาน   แต่กลุ่มทุนศักดินา ยินดีที่จะให้เศรษฐกิจการเมืองคงสถานภาพแบบเดิม ๆ คือ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน

โดยอ้างว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้น ไม่เหมาะกับสังคมไทย สังคมไทยมีลักษณะพิเศษต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยไทย ส่วนเศรษฐกิจ ก็ถอยหลังไปยึดมั่นในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มทุนของตน สามารถพัฒนาไปตามลำพังอย่างไร้คู่แข่ง โดยสมคบกับทุนจักรวรรดินิยม

ส่วนทุนจักรวรรดินิยม ก็ยินดีให้ไทยคงสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่อ่อนแอ ล้าหลัง ล้มลุกคลุกคลาน จะได้เอารัดเอาเปรียบสูบรีดได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้น ทั้งกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม จึงมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในการทำให้เศรษฐกิจการเมืองของไทยไม่พัฒนา เป็นอิทธิพลทั้งจากภายในและภายนอกที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศไทย

ลักษณะสังคมที่รากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินาอำมาตยาธิปไตย อิทธิพลที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์คือ อิทธิพลของกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม

ลักษณะสังคมอย่างนี้ จะเรียกว่าสังคมอะไรดี  “ ทุนนิยมขั้นต้นตอนปลายที่มีอิทธิพลศักดินาหลงเหลืออยู่ ”   “ ทุนนิยมบริวารที่ขึ้นต่อทุนนิยมศูนย์กลาง ”  “ ทุนนิยมแบบพิกลพิการ ” “ ทุนนิยมศักดินาทหาร ”  “ ทุนนิยมกำลังพัฒนาภายใต้อำนาจ และอิทธิพลครอบงำของศักดินานิยมและจักรวรรดินิยม ”  “ทุนนิยมกำลังพัฒนา ที่มีอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่ ”

คำจำกัดความใดที่สามารถสะท้อนรูปแบบและเนื้อหาของสังคม ได้ครอบคลุมที่สุด ก็น่าจะถือเอาอันนั้น ขอเพียงเรามองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน เพื่อกำหนดภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องก็พอแล้ว ส่วนคำจำกัดความนั้น จะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ควรเสียเวลาไปถกเถียงกันให้มากนัก

จากลักษณะของสังคมดังกล่าว ความขัดแย้งของสังคม จึงเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนอันกว้างไพศาล กับชนชั้นปกครองที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ และความขัดแย้งระหว่างพลังฝ่ายประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง กับพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง

ภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของเราคือ สามัคคีกับชนชั้นต่าง ๆ ในสังคม รวมทั้งชนชั้นนายทุนที่ถูกกลุ่มทุนศักดินาเอารัดเอาเปรียบ สามัคคีกับพลังฝ่ายประชาธิปไตยทั้งปวง กับทุกพรรคการเมือง ทุกกลุ่มการเมือง ที่ถูกกลุ่มอำนาจเหนือรัฐกดขี่ด้วยกำลัง (ถูกปล้นอำนาจตามกฎหมายด้วยการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ) ถูกกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายโดยตุลาการภิวัฒน์

กลไกสำคัญอีกอันหนึ่ง (เลือกยุบพรรคตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำคนสำคัญของพรรคการเมือง ที่ไม่อยู่ในอาณัติของตน ยกเว้นพรรคการเมืองที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้) ตัดแข้งตัดขาไม่ให้พรรคการเมืองนอกอาณัติ พัฒนาพลังทางการเมืองจนเข้มแข็งเติบใหญ่

เราจะต้องร่วมกับพรรคการเมืองเหล่านี้ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  

ร่วมกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม เพื่อให้ได้มาซึ่งสังคมใหม่ ที่ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง

 

ที่มา ไฟลามทุ่ง

เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด

ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ

tags:
บทนี้ มีเนื้อหาสำคัญคือ

1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4.  ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5.  ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์

ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

tags:

กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554  ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้

กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน

tags:

มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก

ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด

กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น

บทความ

อ่านบทความย้อนหลังทั้งหมด

ข่าวน่าสนใจ

เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

tags:

3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.

tags:

3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

 

 

โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 2 แล้ว !

tags:
นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยมีการปรับรัฐมนตรีเดิมออก 10 คน และสลับตำแหน่งอีก 6 คน รวมการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ 16 ตำแหน่ง ดังนี้

ประกาศ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

เว็บบอร์ด

กลุ่มศึกษาทฤษฎี

อ่านต่อ

เว็บเพื่อนบ้าน

อ่านต่อ

รวมเว็บไซต์น่าสนใจ

อ่านต่อ

ล็อกอิน หรือ สมัครสมาชิก เพื่อเสนอความเห็นหรือตั้งกระทู้