ต้อนรับสงกรานต์ 2553
วันมหาสงกรานต์ประจำปี 2553 จะมาถึงในวันพุธที่ 14 เมษายน 2553 ซึ่งชนเผ่าไทยแต่โบราณถือว่าวันมหาสงกรานต์นี้คือวันขึ้นปีใหม่และได้เฉลิม ฉลองในฐานะที่เป็นวันขึ้นปีใหม่ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
คำว่า “สงกรานต์” นั้นไม่ได้หมายถึงสัตว์น้ำตัวเล็กๆ สีแดงๆ ที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่หมายความว่าย้ายหรือเปลี่ยน ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิด
คือสงกรานต์เดือน ได้แก่วันที่พระอาทิตย์โคจรย้ายจากราศีหนึ่งไปยังอีกราศีหนึ่ง การย้ายในลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นทุกเดือน จึงเรียกว่าสงกรานต์เดือน
อีกชนิดหนึ่งคือ อายันสงกรานต์ ได้แก่วันที่พระอาทิตย์โคจรขึ้นไปถึงกึ่งขอบฟ้าข้างทิศเหนือ หรือลงมาข้างทิศใต้ มีชื่อเรียกเฉพาะว่าอายันสงกรานต์เหนือ และอายันสงกรานต์ใต้ตามลำดับ
จะเป็นวันเวลาใดที่พระอาทิตย์โคจรไปถึงกึ่งขอบฟ้าข้างทิศเหนือและ ข้างทิศใต้ย่อมเป็นเรื่องที่นักดาราศาสตร์และนักคำนวณปฏิทินโหราศาสตร์เขาจะ คิดคำนวณกัน เป็นเครื่องบ่งบอกฤดูกาลและวิบัติต่างๆ ซึ่งปัจจุบันนี้แทบจะไม่ใช้กันแล้วเพราะมีวิธีคำนวณที่ดีกว่าและแม่นยำกว่า
ส่วนชนิดที่กล่าวถึงนี้ก็คือมหาสงกรานต์ หมายถึงวันที่พระอาทิตย์โคจรย้ายจากราศีมีนขึ้นสู่ราศีเมษ ซึ่งปีหนึ่งจะมีครั้งเดียว และถือว่าเป็นการเปลี่ยนปี เพราะถือกันมาว่าราศีเมษเป็นจุดสูงสุดของจักรราศี หรือท้องฟ้า เมื่อพระอาทิตย์โคจรเข้าราศีเมษ จึงถือเป็นวันครบรอบปีหนึ่งๆ และถือเป็นวันเริ่มปีใหม่ด้วย
ในแต่ละปีนั้นแม้ว่าพระอาทิตย์จะโคจรจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษไม่ตรง วันเวลานาทีกันนัก แต่โดยรวมแล้วก็จะตกอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน ซึ่งปีนี้วันเวลาที่พระอาทิตย์โคจรย้ายเข้าสู่ราศีเมษจะตรงกับวันพุธที่ 14 เมษายน 2553 ซึ่งทางจันทรคติตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 เวลา 07 นาฬิกา 21 นาที จึงถือว่าวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่
ความจริงวันปีใหม่ของไทยนั้นออกจะเลอะเทอะเต็มที ทั้งนี้อาจเนื่องจากประวัติความเป็นชาติของไทยนั้นยาวนานและมีการเปลี่ยน ผ่านมากมาย
บ้างก็ถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ บ้างก็ถือเอาวันมหาสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ และเมื่อครั้งที่ยังนับถือจุลศักราชกันอยู่ ก็จะถือเอาวันที่ 16 เมษายน 2553 เป็นวันขึ้นปีใหม่และปัจจุบันก็ไปถือตามฝรั่ง คือถือเอาวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่
แต่ถ้าจะให้เรียกว่าวันปีใหม่ไทยกันโดยทั่วไปแล้วในปัจจุบัน นี้ก็ต้องถือว่าวันมหาสงกรานต์ยังคงเป็นวันที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่ สุด
เมื่อเป็นวันปีใหม่ก็เป็นวันเปลี่ยนปี แต่ที่ยังมีปัญหากันอยู่ก็คือปีนักษัตร ซึ่งยังมีคติถือต่างกันอยู่ถึง 3 แบบ
พวกหนึ่งถือว่าเมื่ออนุโลมถือวันปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ปีนักษัตรก็ต้องเริ่มแต่วันที่ 1 มกราคม ด้วย ส่วนอีกพวกหนึ่งถือว่าปีนักษัตรเป็นปีเฉพาะ ต้องถือเอาวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันเปลี่ยนปีนักษัตร ซึ่งเท่าที่ติดตามค้นคว้าก็ยังไม่เห็นเหตุผลต้นปลายอันเป็นที่มา
ส่วนอีกพวกหนึ่งรวมทั้งผู้เขียนบทความนี้ด้วยถือว่าวันมหาสงกรานต์ คือวันเปลี่ยนปีนักษัตร เพราะเมื่อไล่เรียงตำนานที่ไปที่มาแล้วก็มีเรื่องราวนิทานปรัมปรารองรับสอด คล้องต้องกันอยู่
นั่นคือเรื่องราวของการเล่นพนันขันต่อระหว่างท้าวกบิลพรหมกับมานพ หนุ่มที่ท้าทายประชันความรู้กันว่าแต่ละวันเวลา “ศรี” อยู่ที่ไหน ในที่สุดท้าวกบิลพรหมก็แพ้พนันเพราะไม่สำนึกในฐานะและวุฒิของตนว่าเป็นถึง พรหม กลับไปท้าเด็กเล่นพนัน จึงต้องตัดหัวให้เป็นเดิมพัน
ทว่าหัวของท้าวกบิลพรหมนั้นหากตกถึงพื้นก็จะกลายเป็นไฟ ประลัยกัลป์ล้างผลาญโลก จึงต้องเอาพานทองรองรับแล้วไปจัดเก็บไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง ถึงขวบปีก็ให้บุตรีทั้ง 7 คนหมุนเวียนเปลี่ยนกันเข้าเวรอัญเชิญเศียรพระพรหมออกจากถ้ำ ไปทำทักษิณาวัตรรอบเขายุคลธร
เป็นขบวนของเทวดา นางฟ้า และบริวารใหญ่โต ขบวนดังกล่าวนี้จะมีสัตว์ประจำปีนักษัตรนำขบวน มีเทวดาถือธงประจำปีนักษัตรนำหน้า จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนปีนักษัตรในวันนี้ ซึ่งเข้าที่เข้าท่าอ้างอิงที่มาได้ดีกว่าการถือคติแบบอื่นๆ
เนื่องจากบุตรีของท้าวกบิลพรหมนั้นมีถึง 7 องค์ มีชื่อต่างๆ กัน มีเครื่องทรงและการกินอยู่ต่างๆ กัน มีหน้าที่ผลัดกันเข้าเวรตามวันที่เป็นวันสงกรานต์
ในปีนี้ เนื่องจากวันมหาสงกรานต์ตรงกันวันพุธ ดังนั้นบุตรีท้าวกบิลพรหมองค์ที่จะต้องเข้าเวรในวันมหาสงกรานต์ที่เป็นวัน พุธจึงต้องเข้าเวรเป็นนางสงกรานต์เวรประจำปีนี้
บุตรีของท้าวกบิลพรหมที่เป็นนางสงกรานต์เวรปีนี้มีชื่อว่า พระนางมณฑาเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา มีแก้วไพฑูรย์เป็นอาภรณ์ เสวยภักษาหารนมเนย พระหัตถ์ขวาทรงเหล็กแหลม พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้เท้า เสด็จยืนมาบนหลังลา
จากพระนามของนางสงกรานต์ ตลอดจนการแต่งเครื่องทรงอาภรณ์ต่างๆ ได้มีคติพยากรณ์สงกรานต์ขึ้นเป็นคำพยากรณ์ใช้สำหรับทำนายทายทักสงกรานต์ ประจำปี
ดังนั้นคำพยากรณ์สงกรานต์ปีนี้จึงเป็นไปตามพระนาม การแต่งองค์ทรงเครื่อง และการทรงสัตว์พาหนะของนางสงกรานต์เวร ซึ่งสรุปความได้ดังต่อไปนี้
เนื่องเพราะพระนามนางสงกรานต์เวรปีนี้ทรงพระนามว่าพระ นางมณฑาเทวี ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 14 เมษายน 2553 นี้เป็นต้นไป ผู้หญิงจะมีบทบาทและอำนาจมากขึ้นในบ้านเมือง จะเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดและแก้ไขปัญหาสำคัญๆ ของชาติให้ลุล่วงไป
พระนางสงกรานต์เวรทรงพาหุรัด ทัดดอกจำปา มีแก้วไพฑูรย์เป็นอาภรณ์ มีความหมายว่าความสามัคคีในบ้านเมืองที่ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมถอยมาระยะเวลา หนึ่ง จะค่อยๆ ฟื้นคืนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา
เพชรนิลจินดาและอัญมณีต่างๆ จะมีราคาสูงขึ้น การผลิต การแปรรูป และการส่งออก จะคึกคักเฟื่องฟูมากขึ้น
พระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์จะแผ่ขจรขจายไพศาล ด้วยพระปรีชาญาณในการกำจัดผองภัยและขจัดปัดเป่าเมฆหมอกอันมืดดำให้ผ่านพ้นไป ด้วยดี
เพราะเหตุที่พระนางสงกรานต์เวรเสวยภักษาหารเป็นนมเนย พวกฝรั่งมังค่าชาติตะวันตกจะเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศ ไทยมากขึ้น ประเทศไทยจะถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจตะวันตกมากขึ้น ในขณะที่การค้าขายและการลงทุนจะได้รับการเกื้อหนุนเป็นการตอบแทน
โดยเฉพาะการสนับสนุนการผลักดันดัชนีในตลาดหุ้นและสินค้าล่วงหน้าจะ เกิดขึ้นอย่างผิดหูผิดตา
การที่นางสงกรานต์เวรทรงเหล็กแหลมในพระหัตถ์ขวา ทรงไม้เท้าในพระหัตถ์ซ้าย และเสด็จยืนมาบนหลังลา มีความหมายที่ต้องพยากรณ์เป็นเนื้อความรวมกัน
โดยรวมก็คือ วิบากกรรมจากการใช้คนโง่หรือการใช้คนด้วยความชอบใจเป็นหลัก ไม่ได้ยึดถือการใช้คนเพราะเป็นคนดีมีฝีมือเป็นหลัก จึงทำให้มีอุปสรรคและปัญหาหนักหน่วงกว่าที่คาดคิด
ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์มีอาการซวนเซ แต่ไม่ถึงกับล้ม เพราะมีไม้เท้าพยุง แต่ดำรงตนอยู่ด้วยความประมาทเกินการ แม้กระนั้นวาสนาและอานิสงส์แห่งกุศลในบางบรรพ์ยังคงค้ำจุนไว้ได้มาก จึงสามารถตัดสินใจในวาระสำคัญอย่างเฉียบขาด ใช้อำนาจเป็นธรรม ยับยั้งกลียุคได้
ในปีใหม่ไทยที่จะมาถึงนี้ การคำนวณเกณฑ์ฝนปรากฏว่าจะมีฝนตก 300 ห่า ตกในจักรวาล 120 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 90 ห่า ตกในมหาสมุทร 60 ห่า เหลือตกในโลกมนุษย์เพียง 30 ห่าเท่านั้น หมายความว่าฝนจะน้อย ภักษาหาร มังสาหารในที่ลุ่มยังพอได้ผล แต่ในที่สูงที่ดอนจะเสียหายมาก
ครั้นดูจากเกณฑ์นาคให้น้ำ และเกณฑ์น้ำ ปรากฏว่าปีนี้นาคให้น้ำ 7 ตัว หมายความว่าฝนจะน้อย อากาศจะแล้ง สอดคล้องกับเกณฑ์น้ำที่ตกปูมเตโช ซึ่งบอกความหมายตรงตัวว่าโลกจะร้อนขึ้น อากาศจะร้อนจัด น้ำจะขาดแคลน
ส่วนเกณฑ์ธัญญาหารชื่อวิบัติ หมายความว่าข้าวกล้าในนาจะได้ผลแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งเสียหายหมด พืชพันธุ์ธัญญาหารอื่นๆ ก็ได้ผลเพียงพอประมาณเท่านั้น
จากปูมวันสงกรานต์ดังกล่าว สำหรับปีนี้กลับมีห้วงเวลาคาบเกี่ยวอันน่าพิศวง ที่เมื่อสัมพันธ์กับการในฟ้าอากาศแล้ว จะมีความสุดโต่งสองขั้วเกิดขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน
ช่วงวันที่ 14-21 เมษายน 2553 พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษเป็นมหาอุจม์ แต่เป็นกาลกิณีจร ทับลัคนาดวงเมือง ต้องด้วยบทพยากรณ์ว่ากาลีอุจจาวิหายะติ แปลความว่าจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ที่สุดในบ้านเมือง มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นในบ้านเมือง
ครั้นล่วงถึงวันที่ 21 เมษายน 2553 พระอาทิตย์จรเปลี่ยนคุณสมบัติจากกาลีจร กลายมาเป็นมนตรีจร เปลี่ยนสภาพจากโทษอนันต์เป็นคุณมหันต์ในพริบตา พระสยามเทวาธิราชจะแผ่พระบารมี ระงับดับกลียุคและทุกข์เข็ญในบ้านเมือง
แต่จะเป็นรูปแบบใดและวิธีใด มนุษย์เดินดินอย่างเราท่านไหนเลยจะไขลิขิตแห่งสวรรค์ได้!
โดย สิริอัญญา
ที่มา ASTVผู้จัดการ
เรื่องจากคอลัมน์ล่าสุด
ศึกษาวัตถุนิยมวิภาษ บทที่ 3 ความเกี่ยวพันทั่วไปของโลกวัตถุ
เขียนโดย ไท เมื่อ 20 มกราคม, 2012 - 00:59 tags:1. จินตภาพของความเกี่ยวพันที่มีลักษณะทั่วไปของโลกวัตถุ
2.ความเกี่ยวพันระหว่างเหตุกับผล
3. ความเกี่ยวพันระหว่างความบังเอิญกับความแน่นอน
4. ความเกี่ยวพันระหว่างความเป็นไปได้กับความเป็นจริง
5. ความเกี่ยวพันระหว่างรูปแบบกับเนื้อหา
6. ความเกี่ยวพันระหว่างธาตุแท้กับปรากฎการณ์
ลบล้างผลรัฐประหาร 49 แก้ไข ม.112 เยียวยาผู้เสียหายและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
เขียนโดย admin เมื่อ 20 September, 2011 - 23:54 tags:กองบรรณาธิการได้พิจารณาแถลงการณ์คณะนิติราษฎร์ เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑ ปีนิติราษฎร์ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2554 ขอสนับสนุนข้อเสนอ 4 ข้อในแถลงการณ์ดังกล่าว ดังนี้
กสทช.ใหม่คือ ตัวแทนของอภิชน
เขียนโดย admin เมื่อ 5 September, 2011 - 22:35 tags:มติชนรายงานข่าวว่า วุฒิสภาเลือก 11 กสทช.ใหม่แล้ว แต่ทว่า ผลการเลือกตั้ง กสทช. จากวุฒิสภาชุดนี้ สรุปได้คำเดียวว่า น่าผิดหวังยิ่งนัก
ดังภาษิตที่ว่า " งาช้างไม่อาจงอกออกจากปากของสุนัข" ฉันใด
กสทช.ที่มาจากการเลือกของวุฒิสภาที่สมาชิกมาจากการสรรหาของพวกอภิชนถึงครึ่งหนึ่ง ย่อมถูกครอบงำด้วยตัวแทนของอภิชน ฉันนั้น
บทความ
ข่าวน่าสนใจ
นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์
เขียนโดย admin เมื่อ 8 กุมภาพันธ์, 2012 - 23:13 tags:
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา
เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:42 tags:3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ.
เขียนโดย admin เมื่อ 5 กุมภาพันธ์, 2012 - 15:28 tags:3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

