<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Rethink Your Work, Revalue Your Life</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>การเมืองชนชั้นล่าง ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” (ตอนที่ 2)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20070827/243</link>
 <description>&lt;p&gt;
บรรเลงโดย: เพลงเทวะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความในชุด: &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com/rethink/20070824/233&quot;&gt;ตอนที่ 1&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นิยายย่อมดัดแปลงความจริงเสมอ แต่การแปลงของ “หวงอี้” มีเสน่ห์เฉพาะตัว คือ รักษาเหตุการณ์สำคัญไว้เกือบทั้งหมด แต่เน้นที่การปรับเปลี่ยนในรายละเอียดแทน ทำให้ภาพรวมของประวัติศาสตร์ไม่เปลี่ยนแปลง (ส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสมจริงเหมือนกำลังอ่านตำราประวัติศาสตร์เล่มเขื่องอยู่ โดยลืมไปว่าเป็นเพียงแค่นิยายธรรมดาที่ไม่ธรรมดาเล่มหนึ่งเท่านั้น) ขณะที่สามารถตกแต่งข้อปลีกย่อยเพื่อสร้างสีสรรได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่สำคัญแต่ไม่ได้รับการบันทึกไว้หรือยังหาข้อสรุปไม่ได้ เกิดเป็นช่องว่างทางประวัติศาสตร์อันลึกลับตลอดกาล (เช่น เรื่องชาติกำเนิดของจิ๋นซี) กลับเป็นโอกาสในการเสริมใส่จินตนาการและวิสัยทัศน์ของผู้เขียนเข้าไปได้อย่างเต็มที่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หวงอี้ ยังรู้อีกว่า “การสอดใส่ควรเชื่อมต่อร้อยรัดกับความจริงที่มีอยู่ให้มากที่สุด” เพื่อให้เกิดความสมเหตุสมผลไหลลื่น จนผู้อ่านเกิดภาวะ “รู้ทั้งรู้ว่าเป็นการแต่งเติม แต่กลับเพริศแพร้วสมจริงยิ่งกว่าตัวเหตุการณ์จริงเสียอีก” ชั้นเชิงการเขียนที่ทำให้เรื่องราว “คล้ายจริงคล้ายไม่จริง” เช่นนี้ เป็นเสน่ห์ที่น่าลุ่มหลงถึงเพียงไหน (คล้ายกับสุนทรียศาสตร์ของภาพ Nude ซึ่งเห็นส่วนสัดจริงเกือบทั้งหมด แต่จุดซ่อนเร้นกลับเป็นเพียงจินตนาการ รู้เกือบทั้งหมดแต่ไม่รู้ในส่วนสำคัญ ยิ่งปกปิดลึกลับ ยิ่งสร้างความรัดรึงชวนหลงใหล)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากใส่ความจริงลงไปทั้งหมด อาจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้ประโยชน์จาการประยุกต์ใช้ในโลกปัจจุบัน เพราะเนื้อหานั้นล้าสมัยไปแล้ว ผู้อ่านย่อมได้รับเพียงความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่หากใช้เรื่องราวในปัจจุบันมาเป็นบทประพันธ์ ย่อมไม่ได้รสชาติ เกิดความเบื่อหน่าย เพราะเนื้อเรื่องคล้ายคลึงกับความจริงที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันมากเกินไป หามีเสน่ห์สีสันสู้เรื่องราวไกลตัวของผู้คนในอดีตอันไกลโพ้นไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องราวในอดีต ผ่านสายตาวิเคราะห์ของปัจจุบัน ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ เรื่องราวที่รูปลักษณ์ภายนอกดูห่างไกลจากผู้อ่าน ตัวละครเป็นคนโบราณศักดิ์สิทธิ์ที่มากด้วยความแตกต่างของขนบประเพณีและชีวิตความเป็นอยู่จากปัจจุบัน แต่เนื้อในและความรู้สึกนึกคิดกลับสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกในยุคของเรา เป็นความขัดแย้งที่เชื้อเชิญเสียนี่กระไร ควรหรือที่จะปฏิเสธตัดรอนการเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;ความจริง ความลวง หรือจินตนาการ ล้วนไม่สำคัญ !&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“หลิวอวี้” แม้จะสร้างผลงานโดดเด่นมากมาย แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านชนชั้น ทำให้ต้องรอจังหวะ “ชนชั้นสูงโค่นทำลายกันเอง” แล้วหาช่องว่างในการปราบชนชั้นสูงหนึ่งเพื่อพิทักษ์ชนชั้นสูงหนึ่ง แล้วจึงเข้าอิงแอบชักใยชนชั้นสูงที่ตนพิทักษ์ สุดท้ายจึงปลดชนชั้นอ่อนแอนั้นลง ขึ้นเถลิงถวัลย์บัลลังก์ เป็น “เจ้าชีวิตที่มาจากชนชั้นล่าง” ซึ่งทุกกลุ่มคนและชนชั้นล้วนยอมรับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่ไยต้อง “ซับซ้อนและวกวนถึงเพียงนี้” ทำไมไม่ใช้อำนาจทางทหารเข้าสู้รบกันอย่างสมเกียรติ ดูว่าหมัดของ ผู้ใดแข็งกว่า ทำไมต้องทิ้งความง่ายเลือกความยากด้วยเล่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมันคือ “การเมือง” คำตอบแสนเรียบง่ายนี้ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคสมัย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“หลิวอวี้” มีข้อได้เปรียบกว่า “เซี่ยเสียน” ซึ่งถูกข้อจำกัดของวงศ์ตระกูลชนชั้นสูง มัดมือมัดเท้าจนไม่อาจยึดอำนาจได้ แต่ความได้เปรียบยังไม่ถึงขั้น “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” เพราะข้อจำกัดทางชนชั้นอีกเช่นกัน นี่คือ ความละเอียด ลึกซึ้งในการประพันธ์ของหวงอี้ ซึ่งไม่เพียงวิเคราะห์ในลักษณะภาพรวมทั่วไป แต่ยังใส่ใจลักษณะเฉพาะส่วนอีกด้วย ผู้อ่านจึงได้รับบทเรียนในการวิเคราะห์ตีความการเมืองอย่างลุ่มลึก ไม่ใช่เพียงผิวเผิน หยาบกระด้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;การเล่นกับประวัติศาสตร์ของหวงอี้ละเมียดละไมเช่นนี้เอง&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์ยึดอำนาจของหวนเสียนเกิดขึ้นจริง การปราบปรามทรราชหวนเสียนย่อมไม่แปลกปลอม แต่เครื่องปรุงรสที่ใส่เข้ามาอย่างนุ่มนวล คือ หลิวอวี้อาศัยจังหวะที่หวนเสียนยึดนครเจี้ยนคัง สร้างความชอบธรรมของตนเองในการยึดอำนาจกองกำลังเป่ยฝู่ แถมยังสอดใส่ “บทเรียนด้านยุทธวิธี” อันมีค่ายิ่ง ที่ว่าด้วย “การช่วงชิงจังหวะเวลาอันเหมาะสม” เข้ามา เพราะหาก “หลิวอวี้” ไม่ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีแบบฉับพลัน ด้วยการเคลื่อนย้ายตัวเองจาก “กองทัพปราบกบฎฯ” เข้ามากบดานในเมือง “กว่างหลิง” เพื่อรอคอยจังหวะยึดอำนาจโดยไม่เสียเลือดเนื้อ “กองกำลังเป่ยฝู่” คงต้องล่มสลาย ภายใต้การอ่านสถานการณ์ผิดพลาด ของ “หลิวเหลาจือ” ผู้บัญชาการในขณะนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ โดยมัวหมกมุ่นกับสถานการณ์เฉพาะหน้าในการปราบกบฏทัพเทพศาสดา ไม่คำนึงถึงยุทธศาสตร์โดยรวม หลิวอวี้คงต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ ไม่อาจอาศัยกองกำลังเป่ยฝู่เป็นทุนรอนเพื่อหาญต่อกรกับหวนเสียน เรื่องราวจึงรอช้าไม่ได้ เพราะหวนเสียนไม่ใช่ชนชั้นสูงที่โง่เขลา เช่น “เซี่ยเอียน” โดยได้อาศัยไส้ศึกเพื่อปล่อยข่าวลวงผสมผสานความจริงบางส่วนเข้าไปอย่างแนบเนียนยิ่ง เพื่อใช้หลอกลวง ตบตา “หลิวเหลาจือ” ซึ่งก็ไม่ได้โง่เขลาเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ หวงอี้ ต้องมีความกล้าหาญในการปรับเปลี่ยนความจริงทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ “ระยะเวลา” เพราะการปราบทรราชหวนเสียน เป็นเรื่องราวในอีก 2 ปี ข้างหน้า ไม่ใช่เพียงชั่วไม่กี่วันเหมือนในนิยาย หากต้องเคารพความจริงทางประวัติศาสตร์ เท่ากับมัดมือมัดเท้าตนเอง “หวงอี้” ย่อมไม่อาจวาดลวดลาย สอดใส่ “ยุทธวิธีปรับเปลี่ยนสนามรบอย่างฉับพลัน คำนึงถึงความหนักเบาเร็วช้า และยุทธศาสตร์โดยรวมของสถานการณ์” เพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้อ่านในโลกปัจจุบัน ได้ปรับประยุกต์ใช้เพื่อสร้าง “ชีวิตที่ดีกว่า” หรือ เพื่อชัยชนะในธุรกิจ ซึ่งการแข่งขันดุเดือดเฉือนคม ชนิดเม็ดหมากต่อเม็ดหมาก หากผิดพลาดต้องพ่ายแพ้ทั้งกระดาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;strong&gt;“การเมืองเป็นเช่นนี้เอง !”&lt;/strong&gt; (คำกล่าว “ยอดฮิต” ในเรื่องนี้) ธุรกิจย่อมเป็นเช่นกัน แพ้ชนะตัดสินกันที่ “ข้อผิดพลาดเล็กน้อย” เท่านั้นเอง จำไว้ว่า “ผู้ปราชัย” ย่อมไม่อาจเริ่มต้นใหม่ ยิ่งไม่อาจแก้ตัวเป็นหนที่ 2 ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะศัตรูของเราย่อมไม่ใช่คนโง่เขลา เช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเมืองชนชั้นล่างของ “หลิวอวี้ กองกำลังเป่ยฝู่ และเมืองเปียนฮวน” กับ “กองทัพเทพศาสดา” ฝ่ายหนึ่งสำเร็จ ฝ่ายหนึ่งล้มเหลว ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ใด ฝ่ายแรกมีการสร้างพันธมิตรกับทุกกลุ่มคนและชนชั้นอย่างกว้างขวาง ส่วนฝ่ายหลังจำกัดวงอยู่ภายในชนชั้นตนเอง แม้จะมีกองกำลังขนาดใหญ่ แต่ยังขาดแคลน เรือรบและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทันสมัย ไร้ผู้มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ วางนโยบาย สร้างความแข็งแกร่งทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และอุดมการณ์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“หลิวอวี้” นอกจากมีเมืองเปียนฮวนสนับสนุนแล้ว ยังมี “ปัญญาชน” เช่น หลิวมู่จือ มาช่วยเหลือในการบริหารจัดการ ดำเนินงานด้านมวลชน ทั้งทางการเมืองและสังคม ควบคู่กันไป นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วงชิงมวลชน เพื่อรับมือกับ “ทัพเทพศาสดา” และเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อวางนโยบายปกครองประเทศในระยะยาวอีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลิวอวี้ ยังต้องเดินหมากพิสดาร ด้วยการเป็นพันธมิตรชั่วคราวกับ “สุมาเต้าจื่อ” ซึ่งตนเองสุดแสนชิงชังรังเกียจ แต่การเมืองเป็นเช่นนี้เอง แม้แต่ “หลิวอี้” ซึ่งตัดสัมพันธ์ไปแล้ว ยังต้องกลับมาร่วมมือกัน สร้างความคลางแคลงและรวดร้าวต่อเพื่อนร่วมงาน แต่หากคำนึงถึงเป้าหมายสุดท้ายในระยะยาว คือ ความสงบสุขของอาณาประชาราษฎร์ การเสียสละทุกอย่างล้วนคู่ควร ยิ่งถ้าเป้าหมายเฉพาะหน้า คือ การทำเพื่อราษฎร(ร่วมมือกับ สุมาเต้าจื่อ ในการปราบกบฎ และรักษาความสงบสุขให้ประเทศชาติ) ย่อมไม่ละอายต่อฟ้าดิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความสำเร็จในระยะแรกของ “หวนเสียน” ซึ่งเป็นตัวแทนชนชั้นสูงกลุ่มหนึ่ง อยู่ที่ความสามารถในการเป็นพันธมิตรกับทุกกลุ่มคนอย่างรอบด้าน เช่น ตู้เฟิ่งซัน เนี่ยเทียนหวน แต่เนื่องจากลักษณะนิสัยเย่อหยิ่งถือดี ไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทำให้ในท้ายที่สุด ทุกผู้คนล้วนต้องตีจาก แม้จะได้พรรคมาร เข้ามาเป็นพันธมิตรในภายหลัง แต่ยังคงไม่ไว้วางใจ เรียกใช้สอยแต่ญาติพี่น้อง แม้แต่ชนชั้นสูงพวกเดียวกับตนในนครเจี้ยนคัง ยังไม่อาจผูกน้ำใจไมตรีให้แน่นแฟ้นกลับปล่อยให้ “หลิวอวี้” ซึ่งเป็นชนชั้นล่าง และเป็นที่หวาดระแวงของชนชั้นสูงทั่วไป หยิบฉวยประโยชน์จากความแตกแยกในชนชั้นตนได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เซี่ยอาน เซี่ยเสียน เป็นชนชั้นสูง ที่มองเห็นประโยชน์ในการผูกมิตรกับทุกกลุ่มชน การจัดตั้งกองกำลังเป่ยฝู่ นอกจากได้ทหารอันเข้มแข็งไว้ใช้สอยแล้ว ยังช่วยป้องกันไม่ให้ชนชั้นล่างหยิบฉวยไปใช้ประโยชน์ได้ ลองคิดดูว่า หากทัพเทพศาสดา จับมือกับกองกำลังเป่ยฝู่ได้ขึ้นมา ราชวงศ์สุมายังคงครองบัลลังก์อยู่ได้หรือ? แม้แต่ “จูสวี่” ซึ่งตกไปในมือของศัตรูที่มีกองกำลังถึงร้อยหมื่นแล้ว เซี่ยเสียนยังสามารถชักจูงโน้มน้าวให้กลับมาสวามิภักดิ์ได้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าแม่ทัพใหญ่กลับเป็นเซี่ยเอี่ยนแทน เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เห็นได้ว่า ชนชั้นใด ที่ต้องการครอบครองอำนาจทางการเมือง เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าสังคมให้เป็นไปตามความต้องการแห่งชนชั้นตน จำเป็นต้องมีพันธมิตรกับหลากหลายกลุ่มคนและชนชั้น ยิ่งกว่านั้นยังต้องมีความจริงใจแห่งความร่วมมือในระดับหนึ่งอีกด้วย มิเช่นนั้นอาจมีจุดจบ เช่น หวนเสียน ซึ่งรู้จักใช้พันธมิตร แต่ไม่รู้จักใช้อย่างชาญฉลาด จึงได้พ่ายแพ้เกมการเมือง ส่งมอบบัลลังก์มังกรให้กับ “หลิวอวี้ ตัวแทนชนชั้นล่าง” ในท้ายที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชัยชนะของ “หลิวอวี้” ยากบอกได้ว่าเป็นชัยชนะของ “ชนชั้นล่าง” หรือ “ชนชั้นสูง” เพราะ เซี่ยอาน เซี่ยเสียน ซึ่งให้การสนับสนุน “หลิวอวี้” ได้เล็งเห็นแล้วว่า การจะรักษาสถานะของพวกตนไว้ได้นั้น มีแต่ต้องพึ่งพาผู้มีความสามารถเท่านั้นแต่ทั้งหมดคงไม่สำคัญ เท่าความสงบสุขของราษฎร ซึ่งได้ผ่านทุกข์เข็ญของสงครามมาอย่างยาวนาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำมาจาก &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com&quot; title=&quot;www.palawat.com&quot;&gt;www.palawat.com&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20070827/243#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 27 Aug 2007 11:16:19 +0700</pubDate>
 <dc:creator>mk</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">243 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การเมืองชนชั้นล่าง ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” (ตอนที่ 1)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20070824/233</link>
 <description>&lt;p&gt;
“หวงอี้” เป็นนักเขียนที่มีพัฒนาการไม่สิ้นสุด แม้จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามใน “มังกรคู่สู้สิบทิศ” รวมถึงผลงานก่อนหน้านี้ซึ่งยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน “เทพมารสะท้านภพ” และ “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” แต่เขายังไม่ยอมหยุดยั้งในการผลักดันชั้นเชิงการประพันธ์ให้ถึงจุดสูงสุดใหม่ (New High) “จอมคนแผ่นดินเดือด” เป็นคำตอบที่ดี ยิ่งตอกย้ำคุณภาพของ “ยอดคนกำลังภายใน” ท่านนี้ความโดดเด่นซึ่งแตกต่างจากเรื่องที่ผ่านมา คือ ความสมจริงสมจัง (Realism) ของเนื้อเรื่อง ลดระดับความตื่นเต้นเร้าอารมณ์ (Romantic) ความผาดโผนโลดแล่น (Fantasy) ในนิยายเรื่องก่อนลงแต่ได้สอดใส่ความบีบเค้นเร้นรัดของสถานการณ์ ความผิดหวังขมขื่น และโศกนาฏกรรม (Tragedy) ซึ่งมนุษย์ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเข้ามา เพื่อเพิ่มความซาบซึ้งตรึงตราและเข้าอกเข้าใจ (Sypathy) ให้กับผู้อ่านซึ่งต้องพบเจอสถานการณ์คล้ายคลึงกันในชีวิตจริงที่ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความนี้ ต้องการหยิบยก “ความแตกต่าง” ที่สำคัญเรื่องหนึ่งของนิยายเล่มนี้ นั่นคือ การให้ความสำคัญกับ  “การเมืองชนชั้นล่าง” ซึ่งเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของ “หวงอี้” โดยใน “เจาะเวลาหาจิ๋นซี” แทบทั้งหมดเป็น “การเมืองชนชั้นสูง” ขณะที่ “มังกรคู่สู้สิบทิศ” ได้กล่าวถึง “การเมืองชนชั้นล่าง” อย่างประปราย แต่ทุกอย่างได้มาสำเร็จสมบูรณ์เป็นรูปร่าง ในเรื่อง “จอมคนแผ่นดินเดือด” นั่นเอง“ลัทธิเทพศาสดา” เป็นผู้เล่นหลักของการเมืองชนชั้นล่าง โดยถือเป็น “ขุมกำลัง” ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมช่วงชิงความเป็นใหญ่ แม้ในภายหลังจะพ่ายแพ้อย่างง่ายดายเกินไป (เล่ม 22) แต่ระหว่างเรื่องกลับมีบทบาทไม่น้อยต่อการชี้ขาดสถานการณ์โดยรวมของแผ่นดินเดือด ที่น่าสนใจ คือ “เซี่ยเอี่ยน” ผู้หยิ่งผยอง และเป็นตัวแทนชนชั้นสูง ต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยความโกรธแค้นของ “ชาวนายากไร้” ทหารในสังกัด “ลัทธิเทพศาสดา”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า “การเมืองชนชั้นล่าง” เป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ หากผู้ใดโง่เขลาเบาปัญญา หลงคิดว่าชนชั้นล่างผู้ไร้การศึกษา มีชาติตระกูลต่ำต้อย ย่อมไร้คุณค่าความสามารถอันใด คงต้องประสบกับจุดจบที่น่าอนาถ เช่นเดียวกับ “เซี่ยเอี่ยน” ซึ่งไม่เคยเรียนรู้เรื่องชนชั้นล่าง เพราะคิดว่าไม่สำคัญ ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ประมาทกำลังฝ่ายศัตรู ลิ้มรสความพ่ายแพ้ต่อชนชั้นกเฬวรากที่ตนเองเคยดูถูก &lt;strong&gt;อับยศอดสูถึงปานใด !!!&lt;/strong&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“สุมาเต้าจื่อ” แม้จะรู้ทันฤทธิ์เดชของชนชั้นล่างเป็นอย่างดี แต่คงไม่เคยคาดฝันว่า “จุดจบ” ของตน จะมีส่วนเกี่ยวข้องใดกับ “ชนชั้นล่าง” แม้ความพ่ายแพ้ของตนเองจะเกิดจากการหลงกล “ชนชั้นสูง” อย่าง “หวนเสียน” แต่เขายังสามารถหลบหนีไปได้ไกลแสนไกล ถ้าไม่มี “เฉินกงกง” ผู้ทรยศ ซึ่งชนชั้นสูงใดจะทราบว่า สาเหตุเบื้องหลัง เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยถึงเพียงนี้(ในสายตาชนชั้นสูง) นั่นคือ หลังจาก “สุมาเต้าจื่อ” แย่งชิงอำนาจการเมืองมาจาก “เซี่ยอาน” อัครมหาเสนาบดีผู้ปราดเปรื่องที่สุดแห่งราชวงศ์จิ้น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชนชั้นล่างเป็นที่สุด เขาได้เร่งลงมือทำทุกอย่างเพื่อการเสพสุขแห่งชนชั้นตนโดยไม่คำนึงว่าผู้อื่น(ชนชั้นล่าง) จะต้องได้รับความทุกข์ทรมานเพียงใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สุดท้าย “สุมาเต้าจื่อ” ไม่อาจหนีรอดจากผลกรรมที่ตนก่อไว้ได้ ก่อนตายยังถูก “เฉินกงกง” ขันทีคนสนิท ตอบคำถามที่แสนเจ็บปวด “เหตุใดจึงทรยศต่อนายผู้มีพระคุณท่วมฟ้าเช่นนี้” ด้วยการเสียดสีเย้ยหยันที่เจ็บแสบยิ่งกว่า &lt;strong&gt;มันไม่ต้องการฟังที่มาของเนินหลุมศพระเกะระกะ เฉินกงกงกลับบอกออกมาว่า “ละแวกนี้มีหมู่บ้านหลายแห่ง ที่ซึ่งมีประชากรมากที่สุดเป็นหมู่บ้านตระกูลเฉิน เมื่อตอนเซี่ยอานยังมีชีวิตอยู่ หมู่บ้านตระกูลเฉินมีประชากรนับพัน หลังยุทธการแม่น้ำเฝยสุ่ย ครอบครัวผู้มีอันจะกินออกฉุดคร่า &amp;#8216;ผู้คน&amp;#8217; ไปเป็นหญิงรับใช้ในบ้าน บวกกับทางราชสำนักจัดตั้งกองกำลังเล่อสู่ กะเกณฑ์ชายฉกรรจ์และชาวไร่ชาวนาไปเป็นทหาร เป็นเหตุให้ไร่นาถูกทิ้งร้าง มีคนอดตายมากมาย ตอนนี้หมู่บ้านตระกูลเฉินกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ชาวบ้านที่เหลือพากันหลบหนีไปยังที่อื่น”&lt;/strong&gt;&amp;#8230;น้ำเสียงของมันแฝงความชืดชาจากก้นบึ้งหัวใจ บวกกับสำเนียงที่เยือกเย็นพิกลของมัน ทำให้ผู้คนบังเกิดความหนาวเย็นจับใจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;#8230;สุมาเต้าจื่อชักกระบี่ลืมจำนรรจ์ซึ่งเป็นกระบี่คู่มือออกมา  ใบหน้าถอดสีหมดสิ้น กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า    “เหตุใดจึงทรยศต่อเรา?”  เฉินกงกงหันกายมาช้าๆ หันหน้าหาอีกฝ่าย มองดูสุมาเต้าจื่ออย่างเฉยเมย&amp;#8230;กล่าวเสียงราบเรียบว่า&lt;strong&gt; “ท่านอ๋องก็รู้จักถามว่าเพราะเหตุใดหรือ ? อย่างนั้นเราขอถามท่านอ๋อง เหตุใดเซี่ยอานกับเซี่ยเสียนสร้างความดีความชอบอย่างยิ่งใหญ่ให้กับราชวงศ์สุมา กลับถูกบีบบังคับให้ออกจากนครเจี้ยนคัง? เหตุใดจู่ถี่ หวี่อี้ อินเฮ่า หวนเวินทยอยยกทัพขึ้นเหนือ ล้วนถูกราชวงศ์สุมาท่านยับยั้งจนพบกับความล้มเหลว? หากท่านสามารถให้คำตอบที่น่าพึงพอใจแก่เรา เราจะบอกท่านว่าเหตุใดเราจึงขายท่าน”&lt;/strong&gt; (จอมคนแผ่นดินเดือด เล่ม 20 : 254-255)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่วิจิตรบรรจงที่สุด แสดงถึงภูมิปัญญาสูงส่งของ “หวงอี้” คือ การเนรมิต “เปียนฮวน” ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นแรงบันดาลใจและความใฝ่ฝันของทุกชนชั้นในเรื่อง (โดยเฉพาะชนชั้นล่าง) เมืองนี้ไม่มีในประวัติศาสตร์ แต่เป็นจินตนาการของหวงอี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นิยายเรื่องนี้ “หวงอี้” ให้ความสำคัญกับชนชั้นล่างอย่างมีนัยสำคัญ จนเพิ่มดุลอำนาจให้อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการวางตำแหน่งเมืองนี้เป็น “จุดยุทธศาสตร์” สำคัญจุดหนึ่ง ในการช่วงชิงความเป็นใหญ่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าทึ่งกว่านั้น การเพิ่มตำแหน่งของเมืองนี้เข้าไปในแผนที่ นอกจากช่วยสร้างสีสันให้เนื้อเรื่องแล้ว ยังทำให้นิยายมีความลงตัวถึงที่สุด ชนิดที่ว่าเมื่อตัดเมืองนี้ออกไปเรื่องทั้งหมดอาจต้องพังครืนลงพิสดารซ้อนพิสดาร คือ เมืองเปียนฮวนนี้มีลักษณะคล้ายกับ “เมือง” ในยุคกลางของยุโรป ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นมหานครอย่าง ลอนดอน ปารีส ในปัจจุบัน โดยคนที่เข้าไปอยู่ในเมืองนี้ ในตอนแรกจะเป็นชนชั้นต่ำที่สุดในสังคม ประเภทว่า ลูกคนสุดท้าย ซึ่งพ่อแม่ได้แบ่งที่ดินทำกินให้ลูกคนโตคนรองไปหมดแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวฮวนก็เช่นกัน ล้วนมาจากชนชั้นร้อยพ่อพันแม่ โดยไม่คำนึงว่า ก่อนเข้ามาท่านจะมีฐานะเช่นใด แต่เมื่อมาเป็นสมาชิกของเมืองแล้ว ทุกอย่างต้องทำตามกฎของชาวฮวน และแน่นอน ท่านจะได้รับอิสระเสรีภาพ อย่างที่เมืองอื่นไม่สามารถหยิบยื่นให้ท่านได้ (ช่างคล้ายคลึงกับ “เมืองในยุคกลาง” เสียนี่กระไร) เพราะแม้แต่เมืองทางเหนือ ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนมาก่อน ณ วันเวลาในท้องเรื่อง ก็มีลักษณะทางชนชั้นที่ชัดเจน จนยากที่คนยากไร้อย่างชาวฮวน จะมีที่ยืนได้อย่างสง่างาม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความอิสระเสรีที่คนในเมือง “เปียนฮวน” ได้รับ ทำให้อาชีพการงานของคนในเรื่องนี้ มีความสดใหม่แปลกตา อย่างที่ตัวละครในเรื่องอื่นของหวงอี้ไม่อาจมีได้ เช่น จั่วขวงเซิง ทำมาหากินด้วย “การเล่าเรื่อง” ส่วนคุณชายเกาเอี่ยนกลับหากินคล่องกว่าด้วยการเป็น “ศูนย์กลางข่าวสาร” ซึ่งมีส่วนคล้ายกับ “สมาคมช่างฝีมือ” ในยุคกลางที่มีอาชีพหลากหลาย แตกต่างจาก “แมนเนอร์” ซึ่งเป็นดินแดนที่ทำกินด้วยการเกษตร ภายใต้อุปถัมถ์ของเจ้าที่ดินและอัศวิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กองกำลังเป่ยฝู่ ซึ่งนับเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในเรื่อง มีคนเก่งผุดบังเกิดขึ้นมากมาย ยังคงประกอบด้วยชนชั้นล่างอีกเช่นกัน การที่เซี่ยอานได้สนับสนุนเซี่ยเสียนให้จัดตั้งกองกำลังนี้ขึ้นมา สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลของผู้ทรงภูมิที่สุดในนครเจี้ยนคังท่านนี้ ซึ่งมองเห็นแล้วว่า การรักษาสถานะอันฟุ้งเฟ้อของพวกตนไว้ได้นั้น ไม่อาจพึ่งพาเพียงกำลังแห่งชนชั้นตนเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยกำลังชนชั้นล่าง ซึ่งมีความทรหดอดทน กล้าหาญฮึกเหิม พร้อมเป็นกองหน้าเข่นฆ่าศัตรู เห็นซึ้งความตายดุจการกลับสู่มาตุภูมิ (แน่นอน ถ้ามีทางเลือกใครเล่าจะยอมเป็นหน่วยกล้าตาย)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เซี่ยอานมีนโยบายปฏิรูปอีกมากมาย ที่เอื้อประโยชน์ให้ชนชั้นล่าง แน่นอนว่าย่อมมีเป้าหมายเพื่อชนชั้นสูง แต่ใครจะกล้าพูดได้ว่า นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่นโยบายที่ดีที่สุด เท่าที่การเมืองในช่วงนั้นเปิดโอกาสให้ นอกจากนี้ เซี่ยเสียน หลานชายผู้มีอัจฉริยภาพไม่แพ้กัน ได้สนับสนุนคนเก่งโดยไม่เลือกชาติกำเนิด โดยเฉพาะ “หลิวอวี้” ให้ได้มีส่วนร่วมความสำเร็จของ “ยุทธการเฝยสุ่ย” ยังไม่นับรวมถึง “หลิวเหลาจือ” และบุคคลอื่นซึ่งได้รับโอกาสไปก่อนหน้านี้แล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“หลิวอวี้” เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของบทความนี้ เพราะในตอนจบของเรื่องและประวัติศาสตร์จริง บุคคลท่านนี้ได้ไต่เต้าจากชนชั้นยากไร้จนขึ้นเป็นถึง “เจ้าชีวิต” แห่งราชวงศ์ใต้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำมาจาก &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com&quot; title=&quot;www.palawat.com&quot;&gt;www.palawat.com&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20070824/233#comments</comments>
 <pubDate>Fri, 24 Aug 2007 08:12:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">233 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Rethink Supply Side Economics</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20070822/228</link>
 <description>&lt;pre&gt;
#### 1. เราไม่อาจแก้ปัญหาใหม่ได้ โดยใช้กรอบความคิดแบบเดิม
Rethink จึงมีความสำคัญ เราเชื่อมาโดยตลอดว่า “ทุนนิยมแท้” ต้องคิดค้นเทคโนโลยี แต่ Star Bucks 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ไม่ได้มีเทคโนโลยีใหม่อันใด เรายินดีจ่ายค่ากาแฟ 90 บาท แทนที่จะเป็น 50 บาท เป็นค่าวัฒนธรรม 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ความรู้สึกที่ละเมียดละไม ความมีสไตล์ และความรู้สึกว่าได้เสพสุขแบบชนชั้นสูง cDonald
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 ไม่ได้มีอะไรลึกล้ำซับซ้อน รสชาติแสนธรรมดา แฮมเบอร์เกอร์หน้าปากซอยยังอร่อยกว่า อย่างไรก็ตาม Mc 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 มีระบบบริหารจัดการที่ดี มีการวางยุทธศาสตร์ เลือกทำเลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม pple มีความสามารถ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดีเยี่ยม การตลาดเลิศล้ำด้วยเสน่ห์ของมหาศาสดา Jobs ประธานบริษัท 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แต่ในท้ายที่สุด กลับพ่ายแพ้ให้ Gates ชายหนุ่มบุคลิกเรียบง่าย ชาญฉลาดเย็นชาประดุจจักรกล 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แห่งโลกอนาคต แม้จะเป็นบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่จุดแพ้ชนะ กลับเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
Dell เป็นมหาเศรษฐีอีกท่าน ที่หากินใน โลกไฮเทค แต่กลับสร้างนวัตกรรมทางเทคโนโลยีไม่มากนัก
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 นวัตกรรมกลับไปอยู่ใน ส่วนของการตลาดและ Model ธุรกิจ ซึ่งทำให้ชนะหลายบริษัทที่เน้นนวัตกรรม
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ด้านเทคโนโลยี โดยไม่สนใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;

&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
#### 2. ประเทศไทยต้องมีกระบวนการ Rethink เพื่อแก้ปัญหา **ค่าแรงราคาถูก**” ไม่ใช่
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
คำตอบอีกต่อไป ปัญหาของธุรกิจส่งออก คือmargin ต่ำ ไร้นวัตกรรม Brand ไม่แข็งแกร่ง  
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ขาดการวางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม “**ปัญหาค่าเงิน**” เป็นเพียงตัวกระตุ้น และเร่งเร้า 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ให้วิกฤติสุกงอมเร็วขึ้น 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
สุกี้ MK เป็นตัวอย่างของธุรกิจชั้นเลิศ คู่ต่อกรสำคัญ  คือ โคคา และ เท็กซัส ความสามารถใน
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ รสชาติ ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ความสามารถใน
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
การบริหารจัดการ การวางยุทธศาสตร์ นานวันเข้า ความแตกต่างตรงนี้ บีบเค้นให้ คุณภาพของ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 โคคา และ เท็กซัส ด้อยกว่าโดยปริยาย เพราะร้านที่ขายดีย่อม ได้เปรียบเรื่องของความสด สะอาด 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ที่สำคัญ เงินทุนที่ได้ย่อมนำมาพัฒนาร้านได้มากกว่า
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หากเราไม่ Rethink คิดแต่ว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สำคัญที่สุด โดยมองข้าม การบริหารจัดการ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
การตลาด และการจัดวางยุทธศาสตร์ เราจะค่อยๆแพ้ทีละนิด และเม็ดเงินที่ฝ่ายตรงข้ามแย่งชิงไป 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
จะนำกลับมาพัฒนาคุณภาพ เพื่อทำให้เราพ่ายแพ้หนักขึ้น เร็วขึ้น
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;

&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
####3. Rethink วัฒนธรรมและความเชื่อ ตัวแปรสำคัญในความสำเร็จ teve Jobs 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ประสบความสำเร็จได้ ส่วนหนึ่งเพราะความสามารถเฉพาะตัวในการทดสอบหาคนเก่ง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
โดยไม่ต้องทำข้อสอบวัด  IQ ไม่ให้สถาบันการศึกษา ภาพลักษณ์ การแต่งตัว มาทำให้เกิด
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
อคติในการค้นหาคนเก่ง  ที่น่าเศร้าคือ การที่ผู้บริหารระดับสูง ไม่กล้าเรียกใช้คนเก่ง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เพราะมีค่านิยมผิดๆว่า คนเก่งควบคุมยาก กลัวว่าความเก่งจะมาบดบัง รัศมีของตนเอง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แต่ลืมคิดไปว่า “เล่าปี่” ซึ่งไม่มีกำลังเท่า  กวนอู เตียวหุย สติปัญญาไม่เลิศล้ำเท่าขงเบ้ง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ทำไมจึงสามารถอยู่ใน ตำแหน่งสูงสุดได้ยาวนาน และยังสามารถสืบทอด
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ให้ลูกหลานได้ โดยไม่ถูกลูกน้องที่เหนือกว่าทุกด้านท้าทายเลย นประเทศไทย 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
มีผู้บริหารอายุ 50 ปี คนใด น้อมกายไปเชื้อเชิญ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 ชายหนุ่มหญิงสาวอายุ 30ปี ซึ่งยังไม่เคยมีผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แถมยังมอบความไว้วางใจให้บริหารตำแหน่งสำคัญ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เพียงแค่นี้ย่อมสามารถวัดถึงความรุ่งเรืองเสื่อมโทรมของแต่ละประเทศแล้ว 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หนังเรื่อง Transformers  ตอนที่รัฐมนตรีกลาโหมเรียกประชุมทีมงาน 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เขาเกิดความสงสัยว่า ทำไมหญิงสาวคนหนึ่งในทีมงานจึงมีหน้าตาเหมือนวัยรุ่น อายุไม่เกิน 30 ปี 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ที่ปรึกษาได้ตอบว่า “เราต้องควานหาตัวอัจฉริยะ  ตั้งแต่เรียนมัธยม” 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
นี่คงไม่ใช่เพียงภาพยนตร์ แต่น่าจะสะท้อนถึงความกระหาย
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
คนเก่งของอเมริกันชน 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;

&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
####4.Revalue ชีวิต : คำตอบของวิกฤติอยู่ในสายลม วามสำเร็จและล้มเหลวของแต่ละชาติ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ขึ้นอยุ่กับการให้คุณค่าของสรรพสิ่ง ไม่มากก็น้อย ังคมไทย ให้ความสำคัญต่อการทำงานเป็นทีมน้อย
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
กว่าประเทศพัฒนา เรามองไปที่ทรัพยากรบุคคลว่าเป็น “ต้นทุน” มากกว่าเป็น “สินทรัพย์ที่สร้างกำไร”
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 แม้ว่าจะมีหลายองค์กรเริ่มปรับตัว แต่ก็ยังไม่รวดเร็วทันใจพอจะเห็นผล 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
Google เป็นบริษัทที่กระหายคนเก่งมาก ถึงขนาดกวาดต้อนคนเก่งตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
โดยยังไม่มีตำแหน่งงานให้ทำ ซึ่งถ้าหากเป็นบริษัทในเมืองไทย การทำเช่นนี้คงถูกมองว่า “โง่เง่า” 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เพราะพวกเราประเมินค่าคนเก่งต่ำกว่าความเป็นจริง จึงมองเห็นต้นทุนมากกว่ากำไร 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แต่ Google ประเมินค่าของคนเก่งได้ถูกต้องกว่า เขาจึงเป็นบริษัทชั้นนำ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
สามารถคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน  
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ธุรกิจดีๆของไทยมีมาก แต่มักเป็นขนาดเล็ก
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 “ร้านส้มตำนัว” ที่แสนอร่อย มีวัยรุ่น นิสิตนักศึกษา ไปต่อคิวทานมากมาย 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แต่กลับไม่ยอมเปิดสาขาขยายแฟรนไชส์ ขณะที่ร้านยำแซ่บ ขยันเปิดสาขา 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แต่คุณภาพไม่แซ่บสมชื่อ ช่หรือไม่ว่า ส้มตำนัว ให้คุณค่าต่อการขยายกิจการต่ำเกินไป 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
โดยมองว่าต้องใช้เงินทุน เพิ่ม อาจควบคุมคุณภาพไม่ได้ ไม่อยากให้คนนอกมาเกี่ยวข้อง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
อุปสรรคเหล่านี้ ไม่เป็นปัญหาสำหรับคนในประเทศพัฒนาอีกต่อไป
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 เพราะเขาประเมินเรื่องเหล่านี้ในแง่ดี ว่า เงินทุนสามารถหามาจากภายนอกได้ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
คุณภาพอยู่ที่การสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
การมีคนนอกมาเกี่ยวข้องอาจทำให้ร้านพัฒนาขึ้นจากความคิดที่แตกต่าง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ขณะที่ยำแซ่บ กลับให้ค่าต่อความอร่อยต่ำเกินไป 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
โดยคิดว่า การมีสาขามาก เป็นเครื่องรับประกันความสำเร็จ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หรืออาจไม่อยากลงทุนเพิ่มกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ในอดีต เราให้ความสำคัญกับ Brand และ Marketing ต่ำเกินไป 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
โดยอาจมองว่าเป็นคุณค่าเทียม เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เราควรเน้นที่การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ ลดต้นทุน ไม่ควรเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
LH (บริษัท แลนด์แอนด์เฮาส์) ได้พิสูจน์ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ไร้สาระ คนซื้อบ้านส่วนหนึ่ง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ยินยอมเสียเงินเพิ่มขึ้น เพื่อแลกกับคุณภาพที่ไว้ใจได้ ไม่ต้องใจเต้นรัว กังวลเรื่องคุณภาพ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เสียสุขภาพจิตลดทอน Utility (ความพึงพอใจ) นอกจากนี้ LH ยังได้ใช้โฆษณาที่ว่า
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 “บ้าน ไม่ได้เห็น อย่าซื้อ” เพื่อให้ตลาด Revalue สินค้าของตนเองเหนือกว่าสินค้าของคนอื่น 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 ซึ่งความจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น บ้านสร้างเสร็จก่อน กับเสร็จหลัง มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ซึ่งยากจะระบุว่าอะไรดีกว่ากัน แต่ LH ซึ่งมีความฉลาดใน Marketing ได้ Revalue 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
จิตใจของผู้บริโภคให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพราะ LH ซาบซึ้งถึง
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 Value จากการลงทุนด้านการตลาดมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ทำไม Bill Gates จึงสร้างโครงการเพื่อสาธารณกุศล เพราะท่านมองเห็นแล้วว่า 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เงินทองกองอยู่เฉยๆ ไม่ก่อให้เกิด Utility จึงควรนำมาทำในสิ่งที่ท้าทายที่สุด 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ยิ่งกว่าการทำธุรกิจหลายเท่า ผลที่ได้รับคือ ความพึงพอใจที่พุ่งพรวด ได้สัมผัสชีวิตและ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
วัฒนธรรมที่แตกต่าง ยากไร้แต่เต็มเปี่ยมด้วยแววตาแห่งความหวัง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
พลังเร่งเร้าของการดิ้นรนเอาชีวิตรอด ภาพความงดงามจากความเอื้ออาทรที่มนุษย์มีให้กัน
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 และบางอย่างที่ Dollarไม่อาจให้ได้ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
วิกรม กรมดิษฐ์ ย่อมร่ำรวยเพียงพอที่จะใช้ชีวิตเสพสุขวาสนาไม่สิ้น 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ทำไมจึงต้องตรากตรำเขียนหนังสือ ทำงานเพื่อสังคม 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เป็นไปได้หรือไม่ว่า ชีวิตคนมี Value มากกว่าเรื่องของเงิน 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ที่สำคัญ ชื่อเสียงที่ได้รับมาจากการทำสิ่งต่างๆ อาจมีส่วนช่วยในการทำธุรกิจได้อีกด้วย
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
สุดท้ายอยากฝากผู้ฟัง/อ่านว่า อย่าดูถูกตนเอง ให้หมั่น Revalue ตนเอง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
เพราะแม้เราจะเกิดมาในประเทศที่ให้ Value กับคนเก่งไม่มากนัก 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
แม้แต่ตัวเราเองยังมองข้ามคุณค่าในตัวเองอยู่บ่อยครั้ง แต่ถ้าหากเป็นเมืองนอก Value บางอย่างในตัวเรา
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
 ซึ่งแม้แต่ตัวเราเองยังไม่เห็นค่า อาจมีคนหัวใส Revalue ได้อย่างถูกต้อง 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
และชักชวนเรามาเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอในยุคที่เต็มไปด้วยโอกาส 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
และการแข่งขันที่รีดเร้นศักยภาพมนุษย์ถึงขีดสุด
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
อย่าคิดว่า “**ไม่มีเงินเท่ากับไม่มีโอกาส**&amp;quot; เพราะ Value ในตัวเราจะดึงดูดให้นักธุรกิจ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
สนใจมาลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่เราคิดค้นขึ้นได้ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หากเราไม่มีความสามารถในการนำเสนอ เราควรฝึกความสามารถในการประเมินค่าคนเก่ง (Valuation) 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
มองหานักการตลาดชั้นยอดให้มาช่วยเหลือเรา เพื่อโน้มน้าวนายทุน 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หว่านเสน่ห์ให้ผู้บริโภคหลงใหล ระดมกำลังกันสร้าง ธุรกิจใหม่ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ซึ่งมี Margin สูง ไม่ต้องผูกชะตากรรมกับค่าเงินบาท ที่สำคัญ Value ของธุรกิจ 
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ไม่ใช่แค่ความร่ำรวยส่วนบุคคล แต่เป็น ความอยู่รอดของชาติ ซึ่งประเมินเป็นตัวเงินไม่ได้
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
หลายพันคนงาน รอคอยพระเอกและเจ้าหญิง ช่วยซับน้ำตา  สียงสรรเสริญโห่ร้องแห่งดวงใจเปี่ยมปิติ
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
ไม่อาจประเมินค่า
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
**Rethink your work. Revalue your life.**
&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;

&lt;/pre&gt;&lt;pre&gt;
นำมาจาก &lt;a href=&quot;http://www.palawat.com&quot; title=&quot;www.palawat.com&quot;&gt;www.palawat.com&lt;/a&gt;  
&lt;/pre&gt;</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20070822/228#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 22 Aug 2007 20:30:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">228 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
