<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Rethink Your Work, Revalue Your Life</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: โต้รายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110619/1980</link>
 <description>&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ออกรายงานประจำปี 2553 (ดาวน์โหลดได้ &lt;a href=&quot;http://www.crownproperty.or.th/th/main.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่&lt;/a&gt; ) โดยที่ในรายงานฉบับดังกล่าวมี “บทส่งท้าย” ซึ่งเป็นการเขียนขึ้นเพื่อตอบโต้รายงานของนิตยสาร “ฟอร์บ” ที่ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกโดยเฉพาะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดู “บทส่งท้าย” นี้ได้จาก &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1308302383&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid&amp;amp;subcatid&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชนออนไลน์&lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นที่ทราบกันดีว่า “ฟอร์บ” วางข้อสรุปของตนอยู่บนการคำนวนมูลค่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประเภทต่างๆที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ “บทส่งท้าย” ของรายงานประจำปีของสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้โต้แย้งประเด็นสำคัญนี้ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นทรัพย์สินของรัฐและของแผ่นดิน ซึ่งมีรัฐบาลโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการเป็นผู้รับผิดชอบ โดยสำนักงานฯ เป็นผู้ดูแล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อความนี้ ไม่เป็นความจริง ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ กล่าวคือ “รัฐบาล” หาได้ “เป็นผู้รับผิดชอบ” ต่อทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด รัฐบาลไม่ว่าชุดไหนๆ ก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมดูแล จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้ว ที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่เคยอยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล หรือรัฐสภาที่ควบคุมรัฐบาลเลย และนี่เป็นเรื่องที่รู้กันดี ทั้งในวงการธุรกิจ ในวงการรัฐบาล และที่แน่ๆ ในสำนักงานทรัพย์สินฯเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเขียน “บทส่งท้าย” เช่นนี้ เป็นการบิดเบือนความจริง เพื่อโต้แย้ง “ฟอร์บ” ว่า แท้จริงแล้ว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รวมทั้งมูลค่าดอกผลต่างๆ) อยู่ในความควบคุมของรัฐบาล เป็นทรัพย์สินของรัฐที่รัฐบาลดูแล เหมือนทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นการคำนวน “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไทยแบบที่ “ฟอร์บ” ทำได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดแบบภาษาชาวบ้านคือ &lt;b&gt;“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” แท้จริงแล้ว “อยู่ในมือ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ของสถาบันกษัตริย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตัวบทกฎหมาย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขอให้เราเริ่มที่ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 กำหนดไว้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 4 ทวิ ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 4 ตรี ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า &amp;quot;คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&amp;quot; ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คน ซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อ เป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 5 . . .ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อนให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่น ขอให้สังเกตว่า “อำนาจหน้าที่” ของ “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กำหนดไว้ (มาตรา 4 ตรี วรรคสอง) เพียงหลวมๆว่า “ดูแลโดยทั่วไป” ซึ่ง “กิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ใช่ ดูแลหรือมีอำนาจในการควบคุมตัดสินใจเกี่ยวกับตัว ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือดอกผลกำไรจากตัวทรัพย์สินนั้นเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในความเป็นจริง คณะกรรมการนี้ อย่างมากก็มีลักษณะเป็นเพียง advisory board หรือ คณะกรรมการที่ปรึกษา ให้กับสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทแท้จริงในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (โดยเฉพาะคือตัวผู้อำนวยการสำนักงานฯ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งเอง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการ ที่ว่านี้ มี “คนของรัฐบาล” คือ รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งเป็นเพียงคนเดียว กรรมการที่เหลืออีก 4 คน (รวมทั้ง ผู้อำนวยการ สำนักงานทรัพย์สินฯ) ล้วนแต่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่จะเล่าต่อไปข้างล่าง ในการพิจารณาสถานะสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตัวแทนของสำนักงานทรัพย์สินฯเองเข้าร่วมด้วย แทบไม่มีการกล่าวถึง “คณะกรรมการทรัพย์สินฯ” เลย แม้แต่ในแง่บทบาทต่อการดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญ การมีอยู่ของคณะกรรมการฯนี้ ไม่มีความหมายใดๆ ต่อการที่จะตัดสินว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ หรือตัวทรัพย์สินฯเอง ขึ้นต่อหรืออยู่ในกำกับหรือความรับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และข้อสรุปของการพิจารณาทุกครั้งคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ และตัวทรัพย์สินฯที่สำนักงานฯดำเนินการดูแล ไม่ได้ขึ้นต่อหรืออยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลเลย แต่ขึ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดง่ายๆคือ การมี “คณะกรรมการ” ที่มี รมต.คลัง เป็นประธานโดยตำแหน่งดังกล่าว ไม่ได้ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในความรับผิดชอบหรือกำกับดูแลของรัฐบาลแต่อย่างใดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น การที่ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี 2553 ของสำนักงานทรัพย์สินฯ กล่าวถึงการมีอยู่ของคณะกรรมการทรัพย์สินฯ ที่มี รมต.คลังเป็นประธานโดยตำแหน่ง เพื่ออ้างว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มี “รัฐบาล...เป็นผู้รับผิดชอบ” นั้น &lt;b&gt;จึงเป็นการจงใจบิดเบือนความจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางตรงข้าม กฎหมายได้ระบุไว้ชัดเจน ถึงความมีอำนาจสิทธิ์ขาดในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินฯนั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	มาตรา 6 รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ ....&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือผลประโยชน์ทั้งหมดที่ได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (หลังการหัก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน) พระมหากษัตริย์จะทรงจำหน่ายใช้สอย ในทางใดๆก็ได้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใดๆ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นหมายรวมถึงว่า จะทรงจำหน่ายใช้สอยในกรณีที่จะตีความว่าเป็น “ส่วนพระองค์” ก็ได้ 
กฎหมายให้อำนาจสิทธิ์ขาด ไม่มีข้อห้ามเลยแม้แต่น้อย (อันที่จริง แม้แต่พวก “ต้นทุน” ในการดำเนินงาน ที่กำหนดในวรรคแรก ก็ต้อง “ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้น”)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือการ “เบลอ” “เส้นแบ่ง” ระหว่าง “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่เกิดขึ้นจากกฎหมายปี 2491 ที่เป็น&lt;b&gt;ผลงานของรัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) พรรคประชาธิปัตย์&lt;/b&gt; ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหารโค่นคณะราษฎรในปี 2490 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(กฎหมายทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ฉบับที่ออกโดยคณะราษฎร ในปี 2479 รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทั้งหมด แม้แต่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ก็ยังอยู่ในความดูแลของสำนักพระราชวังที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมได้จริง)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
การตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวบทกฎหมายนี้ได้สร้างปัญหามาโดยตลอด เพราะโดยสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” สมควรเป็นทรัพย์สินของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งตามหลักการปกครองประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ ก็ควรอยู่ภายใต้การควบคุมรับผิดชอบของรัฐบาล (และรัฐสภา) ที่ประชาชนเลือกมา ว่าจะนำผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินดังกล่าว ไปใช้จ่ายในทางใดบ้าง แต่ตัวกฎหมายกลับกำหนดให้อำนาจสิทธิ์ขาดในเรื่องนี้อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมา จึงมีปัญหาให้ต้องตีความกฎหมายหลายครั้ง จากปี 2518 เป็นต้นมา ประเด็นที่ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ในความควบคุมดูแล รับผิดชอบของรัฐบาลหรือไม่ ได้ถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึง 5 ครั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทุกครั้ง ยกเว้นครั้งสุดท้ายครั้งเดียว ได้ข้อสรุปออกมาว่า ไมใช่ “หน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการ หรือรัฐวิสาสหกิจ” และไม่อยู่ในการควบคุมหรือกำกับใดๆของรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ยังยืนยันว่า สำนักงานฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรีหรือกระทรวงทบวงกรมใด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมจะไม่เล่ารายละเอียดของการประชุมตีความแต่ละครั้งของคณะกรรมการกฤษฎีกาในที่นี้ เพราะจะยาวมาก ผู้สนใจขอให้อ่านบทความของผมเรื่อง “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์คืออะไร?” ใน ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มีนาคม 2549) แต่จะสรุปเพียงเนื้อหาสำคัญ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2518) มีปัญหาเกิดขึ้นว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะถือเป็น “รัฐวิสาหกิจ” ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ลงความเห็นว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่““จัดตั้งขึ้นโดยมิได้อาศัยเงินจากงบประมาณแผ่นดิน และมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มี “ความเป็นอิสระของการดำเนินกิจการ...ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือการกำกับของรัฐบาล” ซึ่งรายได้จากการดำเนินการเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว “ถวายพระราชอำนาจในอันที่จะจำหน่ายใช้สอยได้ตามพระราชอัธยาศัย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์....ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกิจการของรัฐ เพราะคำว่า “รัฐ” และคำว่า “พระมหากษัตริย์” มีความหมายแตกต่างกัน และตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 [แก้ไขเพิ่มเติม 2491] ก็มิได้มีบทบัญญํติที่แสดงให้เห็นว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์แต่ประการใด การดำเนินกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มิได้อาศัยเงินงบประมาณแผ่นดินในรูปรายได้หรือเงินอุดหนุน...&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2533) มีปัญหาว่า สำนักงานป้องกันปราบปรามการทุจริต หรือ “ปปป” (ปัจจุบันคือ “ปปช”) สามารถเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีผู้ร้องเรียนมาว่ามีการทุจริต จึงต้องการให้ตีความว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ ส่วนราชการ หรือ รัฐวิสาหกิจ” หรือไม่ (ซึ่งถ้าเป็น “ปปป.”ก็จะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้) ครั้งนี้เป็นครั้งที่มีรายละเอียดน่าสนใจมาก (ดูบทความของผมใน ฟ้าเดียวกัน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีความเห็นแตกแยกเป็นเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีการเรียกตัวแทนสำนักงานทรัพย์สินฯมาร่วมชี้แจงด้วย แต่ในที่สุด คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ลงความเห็นตามเสียงข้างมากว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กฎหมายจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ “ประสงค์จะแยกการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ขึ้น ออกจากส่วนราชการให้เป็นเอกเทศ...ไม่มีบทบัญญัติมาตราใด กำหนดให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการ” และ “การที่ทรงแต่งตั้งกรรมการ [ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ดังกล่าว เป็นพระราชดำริของพระมหากษัตริย์ มิใช่รัฐบาลเป็นผู้เสนอแนะในการแต่งตั้งแต่ประการใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งดังกล่าว ก็เป็นเพียงการปฏิบัติการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มิได้มีผลทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้ว “ปปป” จึงเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต ไม่ได้ (มีหน่วยงานใน “ความรับผิดชอบ” ของรัฐบาล – นี่คือข้ออ้างของ “รายงานประจำปี” สำนักงานทรัพย์สินฯ – ที่ไหน ที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าไปตรวจสอบเรื่องร้องเรียนทุจริต?)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2536) มีปัญหาว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ถือเป็น “เอกชน” ตาม พรบ.ให้เอกชนเข้าร่วมในกิจการของรัฐ (2535) หรือไม่ ซึ่ง “เอกชน” ตาม พรบ.นั้นหมายถึง “บุคคลซึ่งไม่อยู่ในอำนาจควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสรุปของคณะกรรมการกฤษฎีกาคือ สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “เอกชน” ตามความหมายนี้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้กล่าวถึง คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมการเกือบทั้งหมด (ยกเว้นประธานซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นโดยตำแหน่ง) พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง.... การดำเนินงานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จึงมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมมิใช่ส่วนราชการตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมิใช่รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 (มาตรา 4) และก็มิใช่หน่วยงานอื่นใดภายใต้รัฐบาลด้วย เพราะมิได้อยู่ในการควบคุมหรือกำกับของรัฐบาล ที่จะจัดให้ดำเนินงานตามความประสงค์ของรัฐบาลได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การดำเนินธุรกิจของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นไปเพื่อจัดหาผลประโยชน์แก่กองทรัพย์สินที่มีไว้ เพื่อใช้จ่ายสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นงานที่แยกอยู่เป็นเอกเทศต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และเท่าที่เป็นมา การที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจแห่งใด ก็ถือว่ามีฐานะอย่างเอกชน ไม่มีการนับส่วนที่มีหุ้นนั้นว่าเป็นของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเหตุผลดังกล่าว จึงเห็นได้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็น “เอกชน” ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2544) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำเรื่องถามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นกระทรวง ทบวง กรม และทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า หรือไม่ และรัฐบาลมีความผูกพันต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์หรือไม่”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้วินิจฉัยตอบว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิใช่หน่วยงานภาครัฐที่อยู่ภายใต้การควบคุมหรือกำกับดูแลของรัฐบาล” จึงไม่มีฐานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือเทียบเท่า และ “ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดชอบในหนี้สินและภาระผูกพันของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตีความครั้งที่ 5 (พ.ศ. 2544) ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการร้องเรียนจากผู้เช่าที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์รายหนึ่ง เรื่องการปฏิบัติงานของสำนักงานทรัพย์สินฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเกิดปัญหาว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น จะมีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงในกรณีสำนักงานทรัพย์สินฯหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะไม่ชัดเจนว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ มีฐานะเป็น หน่วยงานของรัฐ, หน่วยราชการ, รัฐวิสากิจ หรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความ ปรากฏว่า เป็นครั้งแรกในระยะหลายสิบปี คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “ไม่ใช่หน่วยราชการ....ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” แต่ “ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ” เพราะอยู่ในกำกับของพระมหากษัตริย์ ซึ่งครั้งนี้ ต่างจากครั้งก่อนๆ ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเปลี่ยนมาตีความว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดูเปรียบเทียบคำตีความครั้งที่ 1 ที่ยกมาข้างต้น) ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงทำการสอบสวนข้อเท็จจริงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่า ถ้าเทียบกับการตีความทุกครั้งที่ผ่านมา ที่ปฏิเสธฐานะในลักษณะที่เกี่ยวกับรัฐของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในทุกกรณี (รัฐวิสากิจ, หน่วยราชการ, หน่วยงานของรัฐ) ครั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ได้หันมาตีความว่าสำนักงานทรัพย์สินฯมีฐานะเป็น “หน่วยงานของรัฐ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การตีความนี้ กลับยิ่งเป็นการยืนยันว่า ข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ใน “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่ตรงความจริง คือข้ออ้างที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ “เป็นของรัฐ” ที่อยู่ในความ “รับผิดชอบ” ของรัฐบาล ไม่ใช่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดังนั้น “ฟอร์บ” จะเอามูลค่าไปคำนวนเป็น “ความร่ำรวย” ของพระมหากษัตริย์ไม่ได้) เพราะการที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า สำนักงานฯ ขึ้นต่อพระมหากษัตริย์ ในเมื่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น สำนักงานฯจึงเป็น “หน่วยงานหนึ่งของรัฐ” (ตามคำของนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะที่วินิจฉัยเรื่องนี้คือ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย จึงถือได้ว่าอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐ”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดอีกอย่างคือ นี่เป็นข้อสรุปที่ตรงข้ามกับข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” ในรายงานประจำปี ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ที่พยายามทำให้ไขว้เขวว่าเป็นเรื่องความ “รับผิดชอบ” หรือกำกับดูแลของรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งกว่านั้น และที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินข้ออ้างของ “บทส่งท้าย” คือ ขณะที่ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความในครั้งนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น “หน่วยงานของรัฐ” คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยืนยันเช่นเดียวกับที่เคยยืนยันในการตีความทุกครั้งก่อนหน้านี้ คือ สำนักงานทรัพย์สินฯ “มิได้ขึ้นอยู่ในกำกับของคณะรัฐมนตรี หรือกระทรวง ทบวง กรมใด”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ควรชี้ให้เห็นต่อไปว่า การวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาในครั้งหลังสุดนี้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา จึงมีอำนาจที่จะสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการได้นั้น แท้จริงแล้ว มีความหมายน้อยมากในแง่ที่ต่อไปนี้องค์กรภายนอกหรือสาธารณะจะเข้าไปตรวจสอบสำนักงานทรัพย์สินฯได้อย่างแท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางตรงข้าม กลับเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินฯ หาใช่ทรัพย์สินหรือหน่วยงานที่มี “รัฐบาล โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง...เป็นผู้รับผิดชอบ” แต่อย่างใดเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ถ้าใช่ ก็ควรตรวจสอบได้ธรรมดาเหมือนหน่วยงานอื่นๆในความรับผิดชอบของรัฐบาล) เพราะในคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจในการสอบสวนข้อเท็จจริงการดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯนั้น ได้กล่าวย้ำด้วยว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเข้าไปตรวจสอบโดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเกี่ยวกับกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องคำนึงถึงสถานะพิเศษของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆที่เป็นไปตามพระราชอัธยาศัยหรือที่ต้องได้รับพระบรมราชานุญาตนั้น บุคคลใดไม่พึงดำเนินการสอบสวนให้เป็นที่กระทบกระเทือนต่อพระราชอำนาจดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหลังคำวินิจฉัยนี้คือ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้ทำจดหมายฉบับหนึ่งถึงสำนักงานทรัพย์สินฯ ขอให้ “ชี้แจงข้อเท็จจริง” ที่มีผู้ร้องเรียน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ทำจดหมายตอบฉบับหนึ่ง ยืนยันว่า ได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบแล้วในกรณีผู้ร้องเรียนรายนั้น เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับจดหมายตอบจากสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็ “วินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียน” นั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้ว การ “เข้าไปตรวจสอบ” การดำเนินการของสำนักงานทรัพย์สินฯของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาครั้งนี้ รวมแล้วประกอบไปด้วยจดหมาย ถาม-ตอบ จากฝ่าย “ผู้ตรวจสอบ” และ “ผู้ถูกตรวจสอบ” ฝ่ายละ 1 ฉบับเท่านั้น (ดูรายละเอียดในบทความ ฟ้าเดียวกัน ของผม)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
บทส่งท้าย: ความจริงอันน่ากระอักกระอ่วน?&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริงที่ว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์โดยเด็ดขาด (และไม่มีใครหรือหน่วยงานใดควบคุมตรวจสอบได้) นั้น เป็นเรื่องที่รู้กันดีมานานแล้วในแทบทุกวงการ ทั้งวงการธุรกิจ วงการรัฐบาล และแม้แต่ประชาชนจำนวนมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่ “รายงานประจำปี 2553” ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์พยายามบิดเบือนว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาลเป็น “ผู้รับผิดชอบ” &lt;b&gt;เป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน ตามหลักการและสามัญสำนึก “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” เป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งในประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราช จะต้องหมายความว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เป็นทรัพย์สินที่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนและสามารถตรวจสอบควบคุมโดยสาธารณะได้อย่างเต็มที่ทุกประการ เช่นเดียวกับทรัพย์สินของรัฐอื่นๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สถานะของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเช่นในปัจจุบัน ก็เพราะ (ดังที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้) เมื่อ 60 กว่าปีก่อน รัฐบาลนิยมเจ้า (royalist) ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหารโค่นคณะราษฎร (รัฐบาลของปรีดี) ลงไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ได้ออกพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงอำนาจการควบคุมทรัพย์สินของรัฐส่วนนี้ ให้กลับไปเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก คือ ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดในการ “จำหน่ายใช้สอย” ผลประโยชน์ที่ได้จากทรัพย์สินส่วนนี้ “ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่ากรณีใดๆ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลก็คือ ทำให้ &lt;b&gt;“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินของรัฐ กลายมาเป็นทรัพย์สินที่มีลักษณะ “ส่วนพระองค์” โดยปริยายไป&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จริงๆ แล้ว ถ้าเราเปรียบเทียบบทบัญญัติของ พ.ร.บ.จัดการทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491 ที่รัฐบาลนิยมเจ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำขึ้นและใช้มาจนทุกวันนี้ ในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” กับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” จะเห็นว่า แทบไม่มีความแตกต่างกันเลย ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ &lt;b&gt;ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายได้ [จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์] ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์&lt;b&gt;ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นว่า โดยเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย “ความแตกต่าง” ที่เพิ่มขึ้นมาในส่วนที่เกี่ยวกับ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนด “รายจ่ายประจำ” (“รายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน...”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือการกำหนดให้มี “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” และ “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ขึ้นกับการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ หรือต้องได้รับ “พระบรมราชานุญาต” จากพระมหากษัตริย์เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดตามคำของมีชัย ฤชุพันธ์ คือ เป็นเรื่องที่ “อยุ่ในการกำกับดูแลของพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย” ทั้งสิ้น ซึ่งก็คือ ไม่ต่างจากเรื่องการจัดการ “ทรัพย์สินส่วนพระองค์” ที่ “ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย” นั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดย &lt;b&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
22 มิถุนายน 2554 
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้าขอเปล่งคำสาบานไปกับสายลม จักพิทักษ์ชีวิตผู้ทุกข์ตรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	จักลบล้างการกดขี่ระทมและต่อสู้ล้มอำนาจอธรรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ชีพนี้จักอุทิศพลีเพื่อกอบกู้ธรรม จักจองล้างทรราชย์ระยำ...
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	&lt;b&gt;จิตร ภูมิศักดิ์ &lt;/b&gt;, “หยดน้ำบนพื้นทราย”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ การลงวันที่ท้ายบทความ เป็นความประสงค์ของผู้เขียน
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2011/06/35539?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110619/1980#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/489">royalist</category>
 <pubDate>Sun, 19 Jun 2011 21:20:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1980 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายเปิดผนึกฯเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นฯ ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110520/1952</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;จดหมายเปิดผนึกถึงเพื่อนนักเขียนไทยทั่วประเทศ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;เรื่อง: ขอเชิญร่วมลงชื่อในการเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 112 และยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นทางการเมือง&lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เพื่อนนักเขียนทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรา - นักเขียนผู้มีรายชื่อในท้ายจดหมายฉบับนี้ เชื่อว่า ท่านคงเห็นด้วยว่า เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น คือหัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนประเภทใด ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้ทำงานเขียนเพื่อเลี้ยงชีพ หรือเป็นนักเขียนผู้ผลิต “งานสร้างสรรค์” ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนผู้มีอุดมการณ์ ศรัทธา และความเชื่อส่วนตัวเช่นไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ถือเป็นพื้นฐานสำคัญเบื้องต้น ที่เอื้อให้นักเขียนทุกคนทุกแขนงในสังคม ได้มีพื้นที่ มีอิสรภาพ และมีโอกาสในการพัฒนาทั้งคุณภาพผลงานและทั้งคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยเท่าเทียมกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อใดก็ตามที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ตกอยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอน สถานภาพของการเป็นนักเขียนในสังคมประชาธิปไตย ย่อมตกอยู่ในสภาวะบอบบาง อ่อนแอ และสั่นคลอนไปด้วย ผลกระทบเบื้องต้น คือการหยุดชะงักของโอกาสในการพัฒนาความรู้ ความคิด และการสร้างสรรค์งานเขียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องเพราะถูกจำกัดขอบเขตการแสดงออกและการสานต่อทางปัญญา ผลกระทบขั้นรุนแรงกว่าคือการต้องใช้ชีวิตและทำงานภายใต้บรรยากาศอันมืดมิด ภายใต้ความหวั่นวิตกถึงการสูญเสียสิทธิ สูญเสียอิสรภาพอย่างไม่เป็นธรรม และหวาดกลัวต่ออันตรายที่อาจเกิดกับตนเองและครอบครัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สังคมไทยขณะนี้ มีการนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยคนหลายกลุ่มหลายฝ่าย มีการใช้มาตราดังกล่าวในการข่มขู่คุกคาม กระทั่งฟ้องร้องดำเนินคดี คุมขังและริดรอนอิสรภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมาก ทำให้เห็นว่าสังคมไทยกำลังก้าวล่วงสู่ สภาวการณ์ที่เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นถูกคุกคามอย่างอยุติธรรมมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกเหนือไปจากความกังวลในฐานะประชาชนที่อาจต้องเผชิญกับการคุกคาม เราในฐานะนักเขียน ย่อมมิอาจนิ่งดูดายและปล่อยให้หัวใจสำคัญของการเป็นนักเขียนและการทำงานเขียนภายใต้สังคมประชาธิปไตย ต้องตกอยู่ในวิกฤตเช่นนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อความสั้น ๆ ของกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่กล่าวว่า:
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี&lt;/i&gt;” ได้ถูกนำมากล่าวอ้างกล่าวหาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง เพื่อข่มขู่ ฟ้องร้อง และคุมขังประชาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลายครั้งเป็นการตีความกฎหมายโดยกว้าง เช่น แม้แต่การไม่ยืนถวายพระพร เมื่อมีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็กลายเป็นความผิดฐานดูหมิ่นได้ นอกจากนั้น กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ ยังได้ฉวยใช้ความรู้สึกต่อองค์พระมหากษัตริย์ของคนทั่วไป มารวบรัดขั้นตอนการดำเนินคดี ไม่ดำเนินคดีตามกระบวนการที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎหมาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากแต่เป็นการดำเนินคดีตามอำเภอใจ เช่น &lt;b&gt;สั่งให้มีการไต่สวนโดยปิดลับ และห้ามสื่อมวลชนทำข่าวจนกระทั่งบัดนี้&lt;/b&gt; แม้แต่สื่อมวลชนและนักวิชาการที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยของรัฐบาล ซึ่งอภิปรายเรื่องการเมือง ที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันกษัตริย์อย่างเป็นวิชาการ ยังถูกฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลายกรณีที่เกิดขึ้น เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการ “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” อย่างไร นอกจากเป็นเพียงแต่การพยายามนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ด้วยเหตุผลและข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ด้วยกิริยาและวาจาที่อยู่บนมาตรฐานของมนุษย์ผู้มีอารยธรรม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งยังเป็นการแสดงทัศนะที่เกิดจากเจตนารมณ์อันดีต่อสถาบันกษัตริย์และสังคมไทย เป็นการนำเสนอแนวทางที่จะสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้กับสถาบันกษัตริย์ในระยะยาว มิได้ลบหลู่ล่วงเกิน หรือต้องการ “ล้ม” สถาบันแต่ประการใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บรรยากาศของความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสังคม และพฤติกรรมคุกคามโดยคนบางกลุ่ม เช่น ทหารไทยที่ออกมาตบเท้าข่มขู่ประชาชนและฟ้องร้องนักวิชาการ ตอกย้ำให้เราตระหนักว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ถึงเวลาแล้ว ที่สังคมต้องนำกฎหมายอาญามาตรา 112 มาเป็นประเด็นทบทวนพิจารณาปรับปรุงแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันมิให้เสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถดถอยล้าหลัง ก้าวย่างไปสู่ยุคมืด หรือถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิงในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องแยกแยะ “&lt;b&gt;การล้มสถาบัน&lt;/b&gt;” ออกจากการอภิปรายเพื่อนำไปสู่เสถียรภาพทางสังคมในระยะยาว และการปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดของประชาชน ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในฐานะประชาชนชาวไทย ผู้มีความเป็นห่วงและกังวลต่อสภาวการณ์บ้านเมืองภายใต้บรรยากาศของความหวาดกลัว และในฐานะนักเขียนไทยผู้หวงแหนเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น เราต้องการ&lt;b&gt;เรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเร็วที่สุด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และสนับสนุนการนำแนวทางที่ปัญญาชนบางกลุ่มบางท่าน (เช่น กลุ่มนิติราษฎร์ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มอื่นๆ) ได้เสนอแนะไว้ในหลายวาระ ขึ้นมาพิจารณาประกอบกัน เพื่อนำไปสู่บทสรุปที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ เราต้องการเรียกร้องให้ผู้ใช้สถาบันกษัตริย์ เป็นข้ออ้างในการแสดงบทบาทและวางอำนาจทางการเมือง เช่น &lt;b&gt;ทหาร ได้ยุติพฤติกรรมดังกล่าว และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง&lt;/b&gt; หากความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นธรรม คือสิ่งที่ท่านต้องการให้เกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์ใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสังคมประชาธิปไตยที่ประกอบด้วยความแตกต่างหลากหลาย การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความเชื่อและความคิดเห็นที่แตกต่าง คือกระบวนการที่ช่วยให้เกิดความมั่นคงในการอยู่ร่วมกัน และช่วยบรรเทาความรุนแรงของความขัดแย้ง ที่สามารถบังเกิดตามธรรมชาติของสังคม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การประนีประนอมนั้นมิได้เกิดจากความกลัว หากแต่เกิดจากการฝากความหวังไว้กับการเรียนรู้ของประชาชน และฝากความเชื่อมั่นไว้กับสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน หากเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นของประชาชนถูกคุกคามและสั่นคลอน ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบอบประชาธิปไตยและต่อประเทศของตน ย่อมสั่นคลอนเสื่อมถอยอย่างไม่ต้องสงสัย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เพื่อนนักเขียนที่เคารพทุกท่าน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรา - นักเขียนผู้มีรายนามในท้ายจดหมายนี้ ต้องการเรียกร้องให้มี&lt;b&gt;การทบทวน ปรับปรุง แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อความมั่นคงของประชาธิปไตย เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เพื่อความยืนยงของสถาบันกษัตริย์ และเพื่ออนาคตของประเทศชาติ &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรา - นักเขียนผู้มีนามต่อท้ายจดหมายฉบับนี้ มั่นใจว่า เพื่อนนักเขียนทุกท่านตระหนักถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และหากท่านเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง เห็นด้วยว่าต้องยุติการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราขอเรียนเชิญให้ท่านร่วมแสดงออกกับเราในครั้งนี้ ด้วยการลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าวในฐานะนักเขียน เราย้ำว่า เสียงของท่านมีความสำคัญกับผู้ที่กำลังถูกดำเนินคดีอย่างไม่ยุติธรรมทุกคน ทั้งในอดีต และในอนาคต เราขอให้ท่านสละเวลาลงชื่อเพื่อร่วมเรียกร้องด้วยกันกับเรา ตามช่องทางที่ระบุไว้ท้ายจดหมายฉบับนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;19 พฤษภาคม 2554&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;บินหลา สันกาลาคีรี&lt;br /&gt;
ปราบดา หยุ่น&lt;br /&gt;
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง&lt;br /&gt;
ซะการีย์ยา อมตยา&lt;br /&gt;
กิตติพล สรัคคานนท์&lt;br /&gt;
วรพจน์ พันธุ์พงศ์&lt;br /&gt;
วาด รวี&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; – ท่านสามารถติดต่อลงชื่อได้ตามช่องทางดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1. ติดต่อกับเจ้าภาพทั้งแปดโดยตรง&lt;br /&gt;
2. อีเมล &lt;a href=&quot;mailto:thaiwriteranti112@rocketmail.com&quot;&gt;thaiwriteranti112@rocketmail.com&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
3. &lt;a href=&quot;http://www.thaipoetsociety.com&quot; title=&quot;www.thaipoetsociety.com&quot;&gt;www.thaipoetsociety.com&lt;/a&gt; กระทู้นี้&lt;br /&gt;
4. แฟกซ์: ถึง วาด รวี ที่เบอร์ 02 439 3536 &lt;br /&gt;
5. จดหมาย: วารสารหนังสือใต้ดิน 825/666 หมู่ 1 ประชาอุทิศ ทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140&lt;br /&gt;
6. facebook: Underground Buleteen&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;อัพเดตรายชื่อผู้ร่วมลงนาม ถึง ณ 20 พค. 2554&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
1. กฤช เหลือลมัย&lt;br /&gt;
2. สุเจน กรรพฤทธิ์&lt;br /&gt;
3. กวีอราสุ&lt;br /&gt;
4. ธีรภัทร เจริญสุข&lt;br /&gt;
5. พรสุข เกิดสว่าง&lt;br /&gt;
6. สานุ  อร่ามเอกวนิช&lt;br /&gt;
7. สรายุทธ์ ธรรมโชโต&lt;br /&gt;
8. นงลักษณ์ หงส์วิเศษชัย&lt;br /&gt;
9. เฉลิมพันธุ์  หวันชิตนาย&lt;br /&gt;
10. เดือนวาด พิมวนา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;11. ประกาย ปรัชญา&lt;br /&gt;
12. นพดล ปรางค์ทอง&lt;br /&gt;
13. นพรุจ  หิญชีระนันทน์  &lt;br /&gt;
14. กิตติกา บุญมาไชย&lt;br /&gt;
15. ภาณุ มณีวัฒนกุล&lt;br /&gt;
16. วิจักขณ์ พานิช&lt;br /&gt;
17. เกียรติศักดิ์ ประทานัง (ปั้นคำ)&lt;br /&gt;
18. สฤณี อาชวานันทกุล&lt;br /&gt;
19. ชญานิน เตียงพิทยากร&lt;br /&gt;
20. ทองธัช  เทพารักษ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;21. “ผาดไหม”&lt;br /&gt;
22. อธิฌลา (อันธิฌา ทัศคร)&lt;br /&gt;
23. ดาราณี ทองศิริ&lt;br /&gt;
24. นิติพงศ์ สำราญคง &lt;br /&gt;
25. ศรัทธา แสงทอน   &lt;br /&gt;
26. สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล&lt;br /&gt;
27. วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล&lt;br /&gt;
28. ปราย พันแสง&lt;br /&gt;
29. คณพล วงศ์วิเศษไพบูลย์&lt;br /&gt;
30. บุญชิต ฟักมี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;31. สิทธา วรรณสวาท&lt;br /&gt;
32. นิศากร แก่นมีผล&lt;br /&gt;
33. อาทิชา ตันธนวิกรัย&lt;br /&gt;
34. ฉันทลักษณ์ รักษาอยู่ (มน. มีนา)&lt;br /&gt;
35. การะเกตุ ศรีปริญญาศิลป์ (การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์)&lt;br /&gt;
36. วรัญญู อินทรกำแหง &lt;br /&gt;
37. พิชญา โชนะโต&lt;br /&gt;
38. พีระ ส่องคืนอธรรม&lt;br /&gt;
39. วรวุฒิ สัจจะปรเมษฐ&lt;br /&gt;
40. พิเชฐ แสงทอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;41. คำ ผกา&lt;br /&gt;
42. โคจร สมุทรโชติ&lt;br /&gt;
43. ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์&lt;br /&gt;
44. วิชัย ดวงมาลา&lt;br /&gt;
45. แก้วตา ธัมอิน&lt;br /&gt;
46. พิรุณ อนุสุริยา&lt;br /&gt;
47. พณ ลานวรัญ&lt;br /&gt;
48. ธิติ มีแต้ม&lt;br /&gt;
49. ธาริต โตทอง&lt;br /&gt;
50. ภูมิภัทร์ สงวนแก้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;51. ณัฐชา วิวัฒน์ศิริกุล&lt;br /&gt;
52. มหรรณพ โฉมเฉลา &lt;br /&gt;
53. รวิวาร โฉมเฉลา&lt;br /&gt;
54. ปิยะพันธ์ เลิศคุณากร &lt;br /&gt;
55. นฤพนธ์  สุดสวาท&lt;br /&gt;
56. ณภัค เสรีรักษ์&lt;br /&gt;
57.  ธนะ วงษ์มณี&lt;br /&gt;
58. อนุพงษ์ เทพวรินทร์&lt;br /&gt;
59. จรูญพร  ปรปักษ์ประลัย&lt;br /&gt;
60. ระยิบ เผ่ามโน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;61. อรุณรุ่ง  สัตย์สวี&lt;br /&gt;
62. รางชาง มโนมัย&lt;br /&gt;
63. ภู กระดาษ&lt;br /&gt;
64. มัคคุเทศก์ทางวิญญาณ&lt;br /&gt;
65. รน บารนี&lt;br /&gt;
66. ธีร์ อันมัย&lt;br /&gt;
67. วิวัฒน์ เลิศฯ (วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา) &lt;br /&gt;
68.  มูหัมหมัดฮาริส กาเหย็ม &lt;br /&gt;
69. พรพิมล ลิ่มเจริญ&lt;br /&gt;
70. ก่องแก้ว  กวีวรรณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;71. กตัญญู สว่างศรี  &lt;br /&gt;
72.หรินทร์ สุขวัจน์&lt;br /&gt;
73. สมหวัง ดังพ่อตั้งจิต  &lt;br /&gt;
74. คาล รีอัล&lt;br /&gt;
75. กฤชวัชร์ เตชะวณิย์&lt;br /&gt;
76. ชานันท์  ยอดหงษ์&lt;br /&gt;
77. นราวุธ ไชยชมภู&lt;br /&gt;
78. จรัส โฆษณานันท์&lt;br /&gt;
79. อนันต์ เกษตรสินสมบัติ&lt;br /&gt;
80. วิวัฒน์ จ่างตระกูล (Wiwat Chang)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;81. โอปอล์ ประภาวดี&lt;br /&gt;
82. วีรพงษ์ สุนทรฉัตราวัฒน์&lt;br /&gt;
83. ภัทรภร วาดกลิ่นหอม&lt;br /&gt;
84. ภัควดี วีระภาสพงษ์&lt;br /&gt;
86. อำพล ฐาปนพันธ์นิติกุล&lt;br /&gt;
87. อาทิตย์ ศรีจันทร์&lt;br /&gt;
88. สิรนันท์ ห่อหุ้ม&lt;br /&gt;
89. ทินกร หุตางกูร&lt;br /&gt;
90. อธิคม คุณาวุฒิ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;91. กรรณิการ์ กิจติเวชกุล&lt;br /&gt;
92. กันต์ธร อักษรนำ&lt;br /&gt;
93. อโนชา ปัทมดิลก&lt;br /&gt;
94. วิสัย เร็วเรียบ&lt;br /&gt;
95. รชา พรมภวังค์ (ลือชา กิจบำรุง)&lt;br /&gt;
96. กุดจี่ พรชัย แสนยะมูล&lt;br /&gt;
97. ชัชชล อัจนากิตติ&lt;br /&gt;
98. อติภพ ภัทรเดชไพศาล&lt;br /&gt;
99. วิทวัส จันทร์ก้อน&lt;br /&gt;
100. นิวัต พุทธประสาท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;101. เรืองเดช จันทรคีรี&lt;br /&gt;
102. วิภาส ศรีทอง&lt;br /&gt;
103. เด็ดเดี่ยว เหล่าสินชัย&lt;br /&gt;
104. ไกรวุฒิ จุลพงศธร&lt;br /&gt;
105. ธเรศ นวลศิริ&lt;br /&gt;
106. นครินทร์ วนกิจไพบูลย์&lt;br /&gt;
107. วัชรัสม์ บัวชุ่ม&lt;br /&gt;
108. เมดินา อดุลยรัตน์&lt;br /&gt;
109. ตรีมีซีย์ ยามา&lt;br /&gt;
110. คันฉัตร รังสีกาญจนส่อง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;111. แอลสิทธิ์ เวอร์การา &lt;br /&gt;
112. เวียง-วชิระ บัวสนธ์&lt;br /&gt;
113. ธนรรถวร จตุรงควาณิช&lt;br /&gt;
114. วรชัย เพชรคุ้ม&lt;br /&gt;
115. อุทิศ เหมะมูล&lt;br /&gt;
116. จันทร์เคียว ปริยา รัตนโยธา&lt;br /&gt;
117. วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล&lt;br /&gt;
118. จักรพันธุ์ ขวัญมงคล&lt;br /&gt;
119. รัชตะ อารยะ&lt;br /&gt;
120. รุ่งฤทธิ์ เพ็ชรรัตน์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;121.  แพร จารุ&lt;br /&gt;
122.  อังตวน&lt;br /&gt;
123.  มงคล โรจนวิสุทธิกุล&lt;br /&gt;
124. นพพล โสภารัตนาไพศาล&lt;br /&gt;
125. วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์&lt;br /&gt;
126. รัชดา  อุษณกร&lt;br /&gt;
127. วรวิช ทรัพย์ทวีแสง&lt;br /&gt;
128. สมศรี  ตรังคสันต์&lt;br /&gt;
129. อรวรรณ  ตรังคสันต์&lt;br /&gt;
130. ภาณุ ตรัยเวช&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;131. รุเธียร (วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์)&lt;br /&gt;
132. ภู เชียงดาว&lt;br /&gt;
133. ประชา แม่จัน&lt;br /&gt;
134. เนติวิทย์  โชติภัทร์ไพศาล&lt;br /&gt;
135. ณัฐวัจน์ สุจริต&lt;br /&gt;
136. สรณรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=3668.0&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บ Thai poet Soceity &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110520/1952#comments</comments>
 <pubDate>Fri, 20 May 2011 23:30:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1952 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธงชัย วินิจจะกูล : “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110208/1915</link>
 <description>&lt;p&gt;
ความรู้ประวัติศาสตร์เรื่อง “การเสียดินแดน” วางอยู่บนความเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างผิด ๆ 4 ประการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;1. เข้าใจผิดว่า รัฐสมัยเก่า (ก่อนศตวรรษที่ 20) ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – รัฐสมัยเก่าไม่ถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องสำคัญ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าเป็นเรื่องของเจ้าที่มีอำนาจมาก ถืออำนาจบาตรใหญ่เหนือเจ้าที่มีอำนาจน้อยกว่า ลดหลั่นเป็นลำดับชั้นกันลงไป คือ เป็นความสัมพันธ์แบบเจ้าพ่อนั่นเอง เจ้าพ่อรายใหญ่ย่อมเรียก “ค่าคุ้มครอง” จากเจ้าพ่อรายเล็กกว่าในรูปของส่วยสาอากรผลประโยชน์ต่างๆและไพร่พล จากนั้นเจ้าพ่อทั้งรายใหญ่รายเล็ก ก็ไปขูดรีดเอากับไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตนอีกทอดหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อำนาจของเจ้าพ่อรายเล็ก จึงอยู่ที่อำนาจเหนือไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อำนาจของเจ้าพ่อรายใหญ่ จึงอยู่ที่อำนาจเหนือเจ้าพ่อรายเล็ก และไพร่ฟ้าข้าไทในเขตอิทธิพลของตน อธิปไตยเหนือดินแดนแบบสมัยนี้ยังไม่มี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อำนาจขององค์อธิปัตย์หมายถึงอำนาจเหนือคน คือ เหนือเจ้าพ่อรายเล็กและไพร่ฟ้าข้าไท ไม่จำเป็นต้องมีขอบเขตชัดเจน บางทีก็มีบางทีก็ไม่มี ไพร่ฟ้าจะเดินทางไกลไปไหนต่อไหน ก็ยังถือว่ายังอยู่ใต้อำนาจของเจ้าองค์เดิม หรือที่เรียกว่า “ใต่ร่มพระบรมโพธิสมภาร”ของเจ้าองค์เดิม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ดินแดน” ที่รัฐสมัยเก่าหวงแหนสุดขีดคือเมืองและวัง เพราะหมายถึงอำนาจของเจ้าพ่อ รัฐสมัยเก่าไม่หวงแหนชายแดน ยกให้เป็นของขวัญแก่ฝรั่งอังกฤษมาแล้วก็มี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;2. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยของรัฐเจ้าพ่อใหญ่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – เจ้าพ่อรายเล็กที่ยอมเป็นเมืองขึ้นหรือประเทศราช ของรัฐเจ้าพ่อใหญ่ยังคงมีอำนาจเหนือเมือง วัง ไพร่ฟ้าข้าไทและเขตอิทธิพลของตน เพียงแต่ไม่ถือว่าเป็น “อิสระ” (คำว่า “อิสระ” แต่เดิมหมายถึงเป็นใหญ่สูงสุด ความหมายเพิ่งเปลี่ยนเป็น independence พร้อมๆกับรัฐสมัยใหม่ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะถือว่าเป็น “อิสระ” ได้ยังไงในเมื่อยอมสวามิภักดิ์ต่อรัฐเจ้าพ่อใหญ่ แต่การสวามิภักดิ์ มิได้หมายถึงตกเป็นสมบัติของรัฐเจ้าพ่อใหญ่แต่อย่างใด เพียงหมายถึงยอมอยู่ใต้อำนาจบาตรใหญ่ “ความคุ้มครอง” ของเจ้าพ่อรายใหญ่กว่าและยอมจ่าย “ค่าคุ้มครอง” ตามที่เจ้าพ่อรายใหญ่เรียกมาเท่านั้นเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“เขตอิทธิพล” หรือดินแดนที่ไม่มีขอบเขตชัดเจนของเมืองขึ้น หรือประเทศราชจึงไม่ใช่สมบัติของเจ้าพ่อรายใหญ่ แต่แน่นอนว่าเจ้าพ่อใหญ่อย่างเจ้ากรุงเทพฯ ย่อมถือว่าประเทศราชเป็นสมบัติของตน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทัศนะที่ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทย มาแต่โบราณ เช่น สุโขทัยเป็นเจ้าของทั้งแหลมมลายู จึงเป็นทัศนะประวัติศาสตร์แบบเจ้าพ่อใหญ่ เช่น เจ้ากรุงเทพฯ เจ้าอังวะ หงสา ฯลฯ แต่ทว่าไทย/สยามที่เป็นรัฐแบบชาติสมัยใหม่ กลับรักษาทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และยกให้เป็นประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประวัติศาสตร์ไทยจึงเป็น “ราชาชาตินิยม” คือไม่ใช่แค่ชาตินิยมอย่างประเทศอื่น แต่เป็นชาตินิยมที่คิดแบบเจ้ากรุงเทพฯ เช่น ถือว่าประเทศราชและดินแดนชายขอบอำนาจเป็นของประเทศไทยมาแต่โบราณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;3. เข้าใจผิดว่า เมืองขึ้นหรือประเทศราชหนึ่ง ย่อมขึ้นต่อเจ้าพ่อรายใหญ่เพียงรายเดียว เมืองขึ้นของสยามย่อมขึ้นต่อสยามเท่านั้น ดังนั้นดินแดนประเทศราชย่อมเป็นของประเทศสยามแต่ผู้เดียว&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯแทบทั้งหมดในประวัติศาสตร์ เป็นเมืองขึ้นของเจ้าพ่อใหญ่รายอื่นด้วยในเวลาเดียวกัน เช่น พม่า (อังวะ หงสาวดี) และเวียดนาม (เว้ ตังเกี๋ย) เพราะในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่าแบบเจ้าพ่อนั้น รัฐเล็กๆถือว่ายอมอ่อนน้อมต่อเจ้าพ่อใหญ่ดีกว่าโดนเจ้าพ่อลงโทษ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครั้นเจ้าพ่อใหญ่หลายรายมาเรียก “ค่าคุ้มครอง” ก็ยอมซะเท่าที่ยังพอทนไหว (หากทนไม่ไหวค่อยฟ้องเจ้าพ่อ ก. ให้มาจัดการกับเจ้าพ่อ ข.) ประเทศราชของอยุธยาและกรุงเทพฯเป็นประเทศราชของ 2-3 เจ้าพ่อใหญ่ในเวลาเดียวกัน เจ้ากรุงเทพฯมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 รู้ข้อนี้ดีว่าประเทศราชไม่เคยขึ้นต่อสยามแต่ผู้เดียว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ดังนั้น ขอบข่ายอำนาจของเจ้าพ่อใหญ่อย่าง สยาม พม่า เวียดนามจึงซ้อนทับกันเป็นแถบเบ้อเริ่ม เพราะต่างมี่ประเทศราชร่วมกัน อำนาจซ้อนทับแบบนี้ ไม่เป็นปัญหาต้องแบ่งปันกันหรือรบราฆ่ากัน เพราะทุกรัฐสมัยเก่าขอแค่ประเทศราชยอมสวามิภักดิ์ และจ่ายค่าคุ้มครองสม่ำเสมอเป็นใช้ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ครั้นทุกรัฐรับธรรมเนียมสมัยใหม่จากฝรั่งในปลายศตวรรษที่ 19 ที่ไม่ยอมรับอำนาจเหนือดินแดนแบบซ้อนทับอีกต่อไป และถือการครอบครองดินแดนเป็นเรื่องใหญ่ จึงต้องแย่งชิงกันว่าดินแดนของประเทศราช เป็นของใครกันแน่แต่ผู้เดียว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอังกฤษ ฝรั่งเศสสมัยรัชกาลที่ 5 คือ การพยายามแข่งขันกันช่วงชิงดินแดนประเทศราชมาเป็นของตนแต่ผู้เดียว กรณี “เสียดินแดน” คือผลของการแย่งชิงกันแล้วสยามแพ้ สยาม“ไม่ได้ดินแดนมาเป็นของสยามแต่ผู้เดียว” ฝรั่งชนะจึงได้ไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมของรัฐไทยสมัยใหม่ จึงแย่ยิ่งกว่าเจ้ากรุงเทพฯแบบก่อนศตวรรษที่ 20 เสียอีก คือ หลงคิดว่าประเทศราชเป็นของตนแต่ผู้เดียวมาแต่โบราณ ครั้นแย่งดินแดนประเทศราชกันแล้วแพ้เขา จึงเรียกว่า “ไทยเสียดินแดน”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;4. เข้าใจผิดว่า ดินแดนของรัฐสมัยเก่ากำหนดชัดเจนแน่นอนว่าตรงไหนของใคร จึงสามารถพูดได้ว่า ไทยเสียดินแดนไปกี่ครั้งกี่ตารางกิโลเมตร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริง – จากที่อธิบายมาข้างต้นคงเห็นแล้วว่า อำนาจดินแดนของรัฐสมัยเก่ามีทั้งซ้อนทับกัน และโดยมากไม่กำหนดขอบเขตดินแดนชัดเจน ดินแดนของรัฐสยามสมัยใหม่ที่ชัดเจน มีเส้นเขตแบ่งปันเพิ่งเกิดขึ้นมา ก็ต่อเมื่อแย่งชิงกันจบด้วยกำลังทหาร (ซึ่งสยามสู้ฝรั่งไม่ไหว) สยามจึงไม่เคยเสียดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อไม่เคยเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช ไม่เคยเป็นเจ้าพ่อใหญ่แต่ผู้เดียวด้วยซ้ำไป แถมอำนาจเหนือดินแดนไม่มีขอบเขตชัดเจน การ “เสียดินแดน” แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นการเสียอำนาจแบบเจ้าพ่อแบบโบราณ คือ ไม่สามารถอวดอ้างความเป็นอธิราชได้อีกต่อไป เรียกให้เขาอ่อนน้อมไม่ได้แล้ว เรียกเก็บผลประโยชน์ก็ไม่ได้เช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในจารีตแบบรัฐราชาธิราชหรือรัฐเจ้าพ่อแบบสมัยเก่านั้น นี่เป็นการเสียพระเกียรติยศของพระเจ้าแผ่นดิน อย่างที่สุดประเภทหนึ่ง ความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องของการที่พระองค์เสียพระเกียรติยศอย่างสาหัส ไม่ใช่การ “เสียดินแดน” ในแบบที่เราวัดกันออกมาได้เป็นตารางกิโลเมตร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่องการ “เสียดินแดน” มีองค์ประกอบทางปัญญาสำคัญ 2 ประการ คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;1.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของดินแดนประเทศราช มาแต่โบราณซึ่งเป็นทัศนะประวัติศาสตร์ของเจ้ากรุงเทพฯ และต้องถือเอาความเจ็บปวดของเจ้ากรุงเทพฯมาเป็นของตนด้วย&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
2.ต้องอ้างว่าเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียวแบบชาตินิยมของรัฐชาติสมัยใหม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;องค์ประกอบทั้งสองประการ เริ่มประมวลเข้าด้วยกันวาทการวาทกรรมการ “เสียดินแดน” โดยฝีมือของนักชาตินิยมอย่าง หลวงวิจิตรวาทการและอีกหลายคนร่วมสมัยกับเขา โดยเริ่มผลิตมาตั้งแต่ประมาณต้นทศวรรษ 2470 (ก่อนการเปลี่ยนแปลง 2475 เล็กน้อย)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และกลายเป็นส่วนสำคัญของลัทธิชาตินิยมของรัฐไทย ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อันนำไปสู่การ “เรียกร้องดินแดนคืน” ในปี 2483 และกรณีดังกล่าวมีผลให้วาทกรรมและความเข้าใจประวัติศาสตร์ (ผิดๆ) เรื่องการ “เสียดินแดน” ฝังแน่นในสังคมไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วาทกรรมและประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ คือ ทั้งทรงพลัง เป็นฐานอย่างหนึ่งที่มีส่วนก่อรูปก่อร่างความคิดชาตินิยมของไทย ตั้งแต่เริ่มและยังคงเป็นฐานรากค้ำจุนชาตินิยมของไทยมาจนทุกวันนี้ แถมยังเป็นฐานภูมิปัญญาไทยอย่างหนึ่งที่ให้กำเนิดอุดมการณ์ ความเชื่อ วาทกรรมชาตินิยมอีกมากมาย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเอกสาร power point ชุดหนึ่งแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เสนอว่า &lt;b&gt;“ไทยเสียดินแดน” มาทั้งหมด 14 ครั้ง&lt;/b&gt; นี่เป็นตัวอย่างผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ ที่สามารถผลิตโฆษณาชวนเชื่อเหลวไหลได้อย่างไม่มีขีดจำกัด อ้างไปได้เรื่อยว่า ปีนัง ทวาย มะริด ตะนาวศรี ฯลฯ เป็นของไทย แต่เสียไปตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่นักชาตินิยมรุ่นหลวงวิจิตรวาทการ ยังไม่เคยเพ้อเจ้อไปไกลขนาดนั้น คือในระยะแรกที่วาทกรรมการ “เสียดินแดน” เริ่มปรากฏตัวนั้น อย่างมากก็เสนอว่า เสีย 3-5 ครั้งและทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงกับฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5 &lt;b&gt;แต่ยิ่งนานวัน จำนวนครั้งและดินแดนที่อ้างว่าเสียไปกลับมากขึ้นทุกที&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่มีหลักฐานหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น เป็นเพียงการมอมเมาให้ไพร่ราษฎร หลงผิดงมงายกับประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม &lt;b&gt;เอาความแค้นของเจ้ากรุงเทพฯและความคลั่งชาติมาเป็นความคิดของตน ยอมไปตายแทนเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองไทย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่ยังหลงงมงายกับประวัติศาสตร์การ “เสียดินแดน” ก็เท่ากับยัง&lt;b&gt;หลงเชื่อประวัติศาสตร์ แบบที่เจ้ากรุงเทพฯและพวกอำมาตย์ชาตินิยมต้องการ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มีแต่คนที่รับใช้เจ้าจนตัวตาย รับใช้เจ้านายห้วปักหัวปำ&lt;/b&gt; เท่านั้นแหละที่เที่ยวป่าวร้องอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ไพร่ราบทหารเกณฑ์ไปตายแทน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ชาตินิยมที่กำลังบ้าคลั่งอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมเรื่อง “เสียดินแดน”&lt;/b&gt; ปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ เป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคมอย่างไม่ต้องสงสัย แถมยังมีอีกหลายแห่งรอบชายแดนประเทศไทย ไม่ใช่แค่ชายแดนกัมพูชา ที่ไม่มีทางแก้ตกง่าย ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรืออาจคาราคาซังแก้ไม่มีทางหมดสิ้นก็เป็นได้ เพราะรากเหง้าของปัญหามาจากระบบความสัมพันธ์ของรัฐแบบสมัยก่อน ไม่ถือดินแดนที่ชัดเจนตายตัว กับความสัมพันธ์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ ที่ถืออธิปไตยเหนือดินแดนที่ชัดเจนตายตัวเป็นเรื่องใหญ่ เข้ากันไม่ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การวางตัวเป็นเจ้าพ่อใหญ่อย่างที่ทำมาค่อนศตวรรษ และกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างเก่ง ก็ชนะได้ชั่วคราว แล้วก็ต้องรบอีกครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่ได้ช่วยให้ปัญหาคลี่คลายลงเลยสักนิด และหากจะใช้วิธีนี้ คงต้องรบกับเพื่อนบ้านทุกด้าน ตลอดแนวชายแดน เพราะมีปัญหาทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การป่าวร้องว่า เขตแดนเป็นมรดกตกทอดจากยุคอาณานิคม เราจึงต้องไม่ยอมรับแผนที่ฝรั่ง ศาลฝรั่ง เขตแดนแบบฝรั่ง และจึงชอบธรรมที่จะไปเอาดินแดนคืนมา&lt;b&gt; นี่เป็นเหตุผลแบบราชาชาตินิยมวิปลาศแบบสุด ๆ&lt;/b&gt; คือ ถือว่าไทยยังเป็นเจ้าพ่อที่อ้างความเป็นใหญ่ และเป็นเจ้าของดินแดนที่ไม่เคยเป็นของตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นี่ก็เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมตัวพ่อ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่กล่าวหาว่าคนอื่น “โง่” 3-4 ชั้น หลงตามฝรั่งในเรื่องเส้นเขตแดน จนเสียดินแดนให้เขมร คือพวกเกลียดตัวกินไข่ เพราะ ชาติ ชาตินิยม อธิปไตยเหนือดินแดนแบบที่พวกเขาโฆษณาชวนเชื่ออยู่ ล้วนเป็นของที่ไทยรับเอามาจากฝรั่งทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเมื่อเราหลีกไม่พ้น ที่จะต้องอยู่กับมาตรฐานความสัมพันธ์กัน แบบรัฐชาติสมัยใหม่ที่เริ่มมาจากฝรั่ง เราก็ควรรู้เท่าทัน รู้จักปรับตัว &lt;b&gt;ไม่งมงายไปกับชาตินิยมหรือประวัิติศาสตร์อันตรายอย่างการ “เสียดินแดน”&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนพวกนี้เที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่า หลงฝรั่ง แต่กลับเสพติดงมงายกับสิ่งอันตราย ที่ฝรั่งยุคอาณานิคมและยุคฟาสซิสต์ทิ้งไว้ให้สังคมไทย &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หยุดหลอกลวงประชาราษฎรไปตายแทนลัทธิราชาชาตินิยมเสียที &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หาทางออกที่มีอารยธรรมกว่าสงครามไม่ดีกว่าหรือ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หรือว่าราชาชาตินิยมหมดท่าแล้ว จึงต้องใช้วิถีทางอนารยะบ้าคลั่งอย่างที่พยายามทำกันอยู่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : จากบทความเดิมชื่อ: &lt;b&gt;“เสียดินแดน” เป็นประวัติศาสตร์หลอกไพร่ไปตายแทน (เพราะ “ไทย” ไม่เคยเสียดินแดน)&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai3.info/journal/2011/02/33012&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110208/1915#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 08 Feb 2011 10:35:41 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1915 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> We have made history ! โค่นเผด็จการตูนิเซีย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110207/1912</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;&lt;p&gt;
	ในทุกรูปแบบของรัฐบาล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	ประชาชนคือผู้ออกกฎหมายที่แท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;	&lt;b&gt;เอ็ดมันด์ เบิร์ก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	นักปรัชญาชาวอังกฤษ
&lt;/p&gt;&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ยุคก่อนเอกราช&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตูนิเซียเป็นประเทศอยู่ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือ และถือได้ว่าเป็นประเทศเก่าแก่ เนื่องจากเป็นที่ตั้งเดิมของพวกคาเธจ ซึ่งเป็นนักรบในยุคโบราณที่เคยทำสงครามกับจักรวรรดิโรมมาแล้วถึง 3 ครั้ง จนกระทั่งในที่สุดพ่ายแพ้ และถูกกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน จนอาณาจักรคาเธจต้องสูญสิ้นไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หลังจากปี ค.ศ.1574 จักรวรรดิออตโตมันได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบครองพื้นที่ในส่วนนี้ และได้กลายเป็นพื้นที่ภายใต้การปกครองของชาวอิสลามมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งในปี ค.ศ.1881 อิทธิพลของจักรวรรดิออตโตมันเริ่มอ่อนแอลง พร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิตะวันตก และฝรั่งเศสได้เข้ามาเป็นผู้ดูแลพื้นที่นี้แทน แต่ก็ยังดำรงการปกครองให้อยู่ภายใต้ผู้ปกครองเดิมที่เรียกว่า &amp;quot;Bey&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จักรวรรดิฝรั่งเศสได้บริหารจัดการพื้นที่ พร้อมๆ กับการกำหนดเส้นพรมแดนระหว่างประเทศ และเตรียมจัดตั้งให้ตูนิเซียเป็นประเทศสมัยใหม่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดขบวนการเรียกร้องเอกราชในชื่อของ &amp;quot;ขบวนการรัฐธรรมนูญใหม่&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคหลังเอกราช&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในที่สุด รัฐบาลฝรั่งเศสได้ถอนตัวออกจากการปกครองตูนิเซียในปี ค.ศ.1956 และคืนอำนาจให้แก่ Bey ในการแต่งตั้งรัฐบาล ซึ่งทำให้กลุ่มรัฐธรรมนูญใหม่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ โดยมีอดีตทนายความ ฮาบิบ บัวร์กิบา (Habib Bourguiba) ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศ เขาได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพแรงงานซึ่งเป็นฐานหลักในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องเอกราช ต่อมาได้มีการล้มล้างระบอบการปกครองเก่า พร้อมกับประกาศให้ตูนิเซียเป็นสาธารณรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กลุ่มผู้นำใหม่เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับแนวคิดทางสังคมใหม่ ที่ต้องการล้มล้างระบอบของผู้ปกครองอิสลามแบบเดิม พร้อมกับการนำเอาแนวคิดของการปฏิรูปทางสังคมแบบฝรั่งเศสมาใช้ จนทำให้ตูนิเซียกลายเป็นประเทศก้าวหน้าในโลกอาหรับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ไม่ว่าจะเป็นการยึดที่ดินจากการถือครองของศาสนจักรมาเป็นของรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การยกเลิกโรงเรียนและศาลศาสนา แม้กระทั่งประกาศยกเลิกเทศกาลบางงานของศาสนาอิสลาม ตลอดรวมทั้งการยกสถานะของผู้หญิงในสังคม และยกเลิกประเพณีทางศาสนาบางประการ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตูนิเซียมีความก้าวหน้าอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศโลกที่สามอื่นๆ เพราะประเทศมีกองทัพขนาดเล็ก และไม่มีภาระจากงบประมาณทหารเป็นจำนวนมาก เช่น ประเทศโลกที่สามทั้งหลาย ทำให้รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณเพื่อการพัฒนาทางสังคมได้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากสภาพเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า อย่างน้อยประมาณ 25 ปีหลังจากประเทศได้รับเอกราช บทบาทของทหารในการเมืองตูนิเซียอยู่ในระดับต่ำมาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จนกลายเป็นกรณีแปลกสำหรับประเทศโลกที่สาม ซึ่งยุคหลังเอกราช มักจะเป็นยุคของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคของการปราบปราม&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ผลของการครองอำนาจอย่างยาวนานของผู้ปกครองจากยุคหลังเอกราช ทำให้ลักษณะการปกครองเป็นไปในทิศทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้น การถอยออกจากนโยบายแบบสังคมนิยม จึงไม่ได้เป็นปัจจัยนำไปสู่การปกครองแบบเสรีนิยมแต่อย่างใด และในช่วงกลางทศวรรษของปี 1970 รัฐบาลได้ขยายบทบาทของกองทัพในการเมือง โดยเฉพาะการใช้กองทัพในการปราบปรามการประท้วงที่ขยายตัวมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้การเมืองจะมีความผันผวนอย่างมาก แต่ผลจากการค้นพบแหล่งน้ำมัน ทำให้ทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศมากขึ้น แม้กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะอัตราการว่างงานสูง และแรงงานเป็นจำนวนมากไหลออกไปสู่ตลาดงานในยุโรป ประกอบกับการไหลเข้าพื้นที่เขตเมืองของแรงงานจากชนบท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่เมื่อการลงทุนจากต่างชาติลดลง พร้อมกับการตกต่ำของราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้เศรษฐกิจของตูนิเซียอยู่ในภาวะวิกฤต และอัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จนไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้ตัดสินใจเข้าแทรกแซง และบังคับให้รัฐบาลต้องขึ้นราคาอาหาร โดยเฉพาะขนมปังและแป้งที่ใช้ทำอาหาร อันนำไปสู่การประท้วงและขยายตัวเป็นการจลาจลจากชนบทไปสู่เมือง และขยายตัวไปสู่เมืองใหญ่ของประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการปราบปรามเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการล้อมปราบ จับกุม ปิดหนังสือพิมพ์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาว่าผู้ประท้วงเป็น &amp;quot;หุ่นของอิหร่าน&amp;quot; ที่ถูกส่งเข้ามาก่อความวุ่นวายในตูนิเซีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นายพล ซินี เอล-อบิดีน เบน อาลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าหน่วยความมั่นคงทางทหาร ได้รับคำสั่งให้ขยายการปราบปรามให้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งก็เป็นจุดที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้หันมาพึ่งพากองทัพในการปราบปรามประชาชน ต่างจากเดิมที่มักจะพึ่งกลไกของตำรวจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุคหลังรัฐประหาร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่แล้วในที่สุด ผู้รับคำสั่งปราบก็ตัดสินใจทำรัฐประหารเสียเองในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1987 พร้อมกับสั่งปลดประธานาธิบดีบัวร์กิบาออกจากตำแหน่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งผลของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ได้ทำให้การเมืองเปลี่ยนทิศทางแต่อย่างใด ส่วนที่แตกต่างจากเดิมได้แก่ รัฐบาลใหม่ใช้กลไกทางทหาร ในการควบคุมและการปราบปรามทางการเมืองมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม รัฐบาล เบน อาลี พยายามสร้างภาพลักษณ์ของ &amp;quot;ความปรองดอง&amp;quot; ด้วยการเปิดระบบการเมืองมากขึ้น การประกาศนิรโทษกรรม การเชื้อเชิญให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองกลับประเทศ การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ และการหาทางเจรจากับกลุ่มผู้นำอิสลาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พร้อมทั้งแสดงท่าทีใหม่ของรัฐบาลด้วยการสร้างมัสยิด การประกาศการสวดมนต์ผ่านสถานีวิทยุของรัฐ ความพยายามจัดตั้งมหาวิทยาลัยอิสลาม เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จุดเริ่มต้นของจุดจบ&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ในที่สุด สถานการณ์การเมืองในช่วงปลายปี ค.ศ.1989 ก็เริ่มถอยกลับสู่ที่เดิม ด้วยการจับกุมผู้นำฝ่ายค้านและห้ามการแข่งขันทางการเมือง (กับพรรครัฐบาล) และปี ค.ศ.1990 จึงเป็นการเริ่มต้นการปราบปรามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างกว้างขวาง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดการขยายตัวของการต่อต้านรัฐบาล พร้อมๆ กับเศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำลงอย่างมาก...สังคมการเมืองตูนิเซียตกอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเมืองตูนิเซียกลับสู่ระบอบอำนาจนิยม อย่างเต็มรูปอีกครั้งนับจากปี ค.ศ.1990 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในสังคมเผด็จการของตูนิเซียนั้น เศรษฐกิจของประเทศก็ตกต่ำอย่างมาก ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเศรษฐกิจที่ประสบปัญหามา ตั้งแต่เมื่อครั้งไอเอ็มเอฟต้องเข้าแทรกแซงนั้น ไม่สามารถฟื้นตัวได้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยิ่งประกอบกับความขัดแย้งทางการเมืองภายใน ที่ประชาชนไม่สนับสนุนรัฐบาล แต่รัฐบาลกลับอยู่ในอำนาจได้ด้วยการค้ำประกันของกองทัพ และการใช้กลไกการปราบปรามเป็นเครื่องมือ ก็ยิ่งทำให้การเมืองตูนิเซียอยู่ในลักษณะของ การรอให้วิกฤตการณ์เกิดระเบิดขึ้นเพื่อให้การเมืองคลายตัวออกได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;จุดจบ&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งตัดสินใจ &amp;quot;เผาตัวเอง&amp;quot; เพื่อประท้วงรัฐบาล อันเป็นผลจากการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้ห้ามไม่ให้เขาขายผักบนถนน เพราะเขาไม่มีใบอนุญาต...ผลของการ &amp;quot;เผาตัว&amp;quot; ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ.2010 (2553) ได้กลายเป็นดังการจุดประกายไฟให้เกิดการประท้วง และนำไปสู่การจลาจลในหลายพื้นที่ของประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จุดเริ่มต้นจากการเริ่มต้นของชายหนุ่มยากจนบนถนนที่ห่างไกลอำนาจรัฐ ได้นำพาให้คนจนอีกเป็นจำนวนมากในประเทศตระหนักว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขา พร้อมๆ กับคนในเมืองที่ต้องประสบกับภาวะตกงาน พวกเขาก็รู้สึกเช่นเดียวกันว่า รัฐบาลเผด็จการไม่ใช่เครื่องมือของการแก้ปัญหาปากท้อง พวกเขาเชื่อมากขึ้นว่า ปัญหาของประเทศต้องแก้ไขด้วยการให้เสรีภาพแก่ประชาชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่รัฐบาลแก้ปัญหาโดยการกล่าวว่า ผู้ประท้วงถูกจ้างโดยพรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงการกล่าวหาว่า คนเหล่านั้นเป็น &amp;quot;ผู้ก่อการร้าย&amp;quot; และตามมาด้วยการสั่งให้ตำรวจปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลจากการตัดสินใจที่กองกำลังของรัฐใช้อาวุธยิงผู้ประท้วง แทนที่จะทำให้เกิดความกลัว กลับทำให้เกิดความโกรธ และยิ่งทำให้การประท้วงขยายตัวมากขึ้น การปะทะระหว่างกลุ่มผู้ประท้วงกับกองกำลังของรัฐบาลในวันที่ 8-9 มกราคมที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้รัฐบาลจะกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตเพียง 23 คน แต่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองกล่าวว่าผู้เสียชีวิตไม่น่าต่ำกว่า 60 คน และผลของการใช้มาตรการเด็ดขาดและรุนแรงก็ยิ่งกลายเป็นการ &amp;quot;เติมเชื้อไฟ&amp;quot; ให้การต่อต้านรัฐบาลขยายตัว จนกลายเป็นการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองหลวง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลแก้ปัญหาด้วยการสั่งปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เพื่อให้คนหนุ่มสาวอยู่กับบ้านและไม่ออกไปร่วมการประท้วง และประกาศจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการคอร์รัปชั่น พร้อมๆ กับประกาศนโยบายประชานิยมด้วยการขยายงานอีกมากกว่า 3 แสนตำแหน่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ รัฐบาลยังสัญญาว่าจะควบคุมราคาอาหาร ให้เสรีภาพแก่สื่อและอินเตอร์เน็ต และสัญญาอย่างสำคัญว่าจะสร้างประชาธิปไตยในตูนิเซีย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอและคำสัญญาดังกล่าวจะไม่มีใครเชื่อ หลังจากการถูกควบคุมเสรีภาพมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปราม การควบคุมข่าวสารในสื่อ และการควบคุมอินเตอร์เน็ต ทำให้ประชาชนไม่เชื่อรัฐบาล และการต่อต้านยังดำเนินต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ไพ่ใบสุดท้าย !&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผู้นำรัฐบาล &amp;quot;ทิ้งไพ่ใบสุดท้าย&amp;quot; ด้วยการประกาศลาออกและเตรียมเปิดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า แต่ก็ตามมาด้วยการประกาศภาวะฉุกเฉินพร้อมๆ กับการประกาศห้ามออกนอกบ้านทั่วประเทศ ห้ามชุมนุมเกินกว่า 3 คน และให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่สามารถยิงผู้ใดก็ได้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผลก็คือ ประชาชนยิ่งไม่เอารัฐบาลมากขึ้น จนในที่สุด ผู้นำรัฐบาลและครอบครัวต้องหนีออกนอกประเทศ จุดจบของเผด็จการไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร มีอำนาจมากเท่าใด หรือยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม คำสัญญาและคำหลอกลวงลมๆ แล้งๆ ไม่เคยช่วยอะไรได้จริง!&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การประท้วงในขอบเขตทั่วประเทศใช้ระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็สามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่มีอายุถึง 23 ปีภายใต้การสนับสนุนของทหารลงได้ และคงไม่ผิดนักที่จะสรุปดังคำกล่าวของชายหนุ่มที่ชื่อ อลาดีน เดอร์บารา (Alaedine Derbala) ว่า &amp;quot;พวกเราได้สร้างประวัติศาสตร์แล้ว...14 มกราคมจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับตูนิเซีย และเป็นวันที่เราเปลี่ยนแปลงประเทศของเราตลอดไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บทเรียนการล้มลงของรัฐบาลเผด็จการตูนิเซีย เป็นข้อคิดทางการเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างดี ส่วน &amp;quot;ท่านผู้นำ&amp;quot; คนไหนจะคิดได้หรือคิดไม่ได้ ก็คงขึ้นอยู่กับ &amp;quot;สติ&amp;quot; และ &amp;quot;สมอง&amp;quot; ที่ยังหลงเหลืออยู่ เท่านั้นเอง !&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยุทธบทความ โดย &lt;b&gt;สุรชาติ บำรุงสุข&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296892788&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid=&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110207/1912#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 07 Feb 2011 15:22:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1912 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ดอกไม้หายไปไหน-WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110205/1907</link>
 <description>&lt;p&gt;
ผ่านมานาน ดอกไม้หายไปไหน&lt;br /&gt;
ดอกไม้หายไปไหน นานมาแล้ว&lt;br /&gt;
ถูกเก็บไปกับสาวผู้พราวแพรว&lt;br /&gt;
เมื่อไรเพื่อนร่วมแนวรู้เรื่องราว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แล้วสาวผู้แพรวพรายหายไปไหน&lt;br /&gt;
ผ่านมานานทำไมไม่เห็นสาว&lt;br /&gt;
สาวมีสามีสุขอยู่ทุกคราว&lt;br /&gt;
ไม่รู้ข่าวเธอบ้างหรืออย่างไร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวลานานผ่านพลัดให้กลัดกลุ้ม&lt;br /&gt;
เมื่อชายหนุ่มทั้งหลายหายไปไหน&lt;br /&gt;
หายไปเป็น ทหาร – ผู้ชาญชัย&lt;br /&gt;
จะเข้าใจได้เมื่อใด ยังไม่รู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;และทหารทั้งหลายก็หายลับ&lt;br /&gt;
นานเกินนับเนิ่นผ่านการต่อสู้&lt;br /&gt;
หายไปกับหลุมศพรบศัตรู&lt;br /&gt;
กี่บทเรียนเป็นครู ไม่เข้าใจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งสุดท้ายหลุมศพถูกกลบสิ้น&lt;br /&gt;
โปรยปรายปก คลุมดิน ด้วยดอกไม้&lt;br /&gt;
จึงหลุมศพทั้งหลายก็หายไป&lt;br /&gt;
เมื่อไรหนอ..อีกเมื่อไร – เราได้รู้.
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE &lt;/b&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
words and music by Pete Seeger&lt;br /&gt;
performed by Pete Seeger and Tao Rodriguez-Seeger&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the flowers gone?&lt;br /&gt;
Girls have picked them every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the young girls gone?&lt;br /&gt;
Taken husbands every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the young men gone?&lt;br /&gt;
Gone for soldiers every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the soldiers gone?&lt;br /&gt;
Gone to graveyards every one&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;br /&gt;
When will they ever learn?&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Long time passing&lt;br /&gt;
Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Long time ago
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Where have all the graveyards gone?&lt;br /&gt;
Covered with flowers every one&lt;br /&gt;
When will we ever learn?&lt;br /&gt;
When will we ever learn?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทเพลง WHERE HAVE ALL THE FLOWERS GONE โดย Pete Seeger &lt;br /&gt;
บทกวีถอดความโดย วิสา คัญทัพ&lt;br /&gt;
ฟังเพลงนี้ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.youtube.com/watch?v=0aw-HiMW-3M&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;youtube.com&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2011/02/where-have-all-flowers-gone.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110205/1907#comments</comments>
 <pubDate>Sat, 05 Feb 2011 14:48:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1907 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> วิสา คัญทัพ : ปีใหม่ 2554 ต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา &quot;ขอเพียงพวกเรา ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20110105/1888</link>
 <description>&lt;p&gt;
ปีใหม่ 2554  มีเรื่องที่ต้องพูดคุยเขียนลงบันทึกฉบับที่ 8 อยู่บางข้อบางประเด็น ผมหลบเร้นการไล่ล่าอย่างอยุติธรรมจากรัฐบาลเผด็จการจะครบแปดเดือนในเดือนมกราคม ขณะปัจจุบัน นปช.เปลี่ยนผู้นำจากประธานวีระ มุสิกพงศ์ มาเป็น รักษาการประธาน นปช. ธิดา ถาวรเศรษฐ์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แกนนำ นปช.หลายคนถูกคุมขัง หลายคนถูกข่มขู่คุกคามตามล่า แดงบางขบวนยังคงถกเถียงกันเรื่องแนวทางการต่อสู้  มีข่าวจะให้ประกันตัวแกนนำบางคน แต่ก็เล่นเล่ห์มาตลอด  อย่างไรก็ตาม ปีใหม่นี้ ผมมีบทกวีมาฝาก เริ่มต้นที่บทกวีก่อนเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ปีเก่า.. เศร้าที่สุดในโลก โศกสลด &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. รันทด อนาถา&lt;br /&gt;
ปีเก่า.. เลือดนองท่วมน้ำตา  &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. ทหารฆ่าประชาชน&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไม่เลิก การไล่ล่า  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. การฆ่า ยังเข้มข้น&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ยังได้เห็น เกมเล่นกล  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. มืดมนอนธกาล&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไทยนี้ ไม่รักสงบ  &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ไทยรบกันร้าวฉาน&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. วิกฤติ ยังพิสดาร   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. อีกนาน ยังทระนง&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ให้รักสามัคคี   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. เดินให้ดี อย่าพลัดหลง&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. บากบั่น มั่นคง   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ชูธง สู้ต่อไป&lt;br /&gt;
ปีใหม่.. จิตใจ ไม่เปลี่ยน   &lt;br /&gt;
ปีเก่า.. บทเรียน ยิ่งใหญ่&lt;br /&gt;
ปีเก่า.. ฝังแค้น แน่นใน   &lt;br /&gt;
ปีใหม่.. ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฉลาด รู้ สู้ให้เป็น คือ หากเป้าหมายยุทธศาสตร์เดียวกันต้องหลากหลายวิธีการ อย่าจำกัดและดูถูกดูแคลนยานพาหนะที่จะนำพาไปถึงจุดหมายของกันและกัน   ควรสรุปบทเรียนและทบทวนการต่อสู้ที่ผ่านมาอย่างจริงจัง ผิดพลาดต้องยอมรับและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีก บางคนว่า &amp;quot;อย่าก้าวช้ากว่ามวลชน&amp;quot; ปัญหาคือ &amp;quot;มวลชนส่วนใหญ่&amp;quot; หรือมวลชนที่ก้าวหน้าจำนวนหนึ่งที่ไปก่อนร้อนวิชา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สภาพความเป็นจริงทางภววิสัยเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามสถานการณ์ที่พลิกผัน น้ำลดจึงรู้ว่าตรงไหนเป็นดอนเป็นเกาะ ตรงไหนเป็นตอ หลักยึดของคนเสื้อแดงที่ต้องการความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงคือธาตุแท้ที่แข็งแกร่งและแน่วแน่กว่า ซึ่งที่สุดก็จะก้าวข้ามผ่านข้อหาสามานย์ อันท้นท่วมด้วยจริตมายาของกลุ่มปฏิกิริยาขุนศึกศักดินาอำมาตย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ว่า คนเสื้อแดงสู้เพื่อทักษิณ มาเป็น คนเสื้อแดงสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม โดยมีทักษิณเป็นคนหนึ่งในแนวร่วม เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประชาธิปไตยเช่นกัน  ตรงนี้ หากเราทำให้ดีระยะผ่านดังกล่าวก็จะสั้นลง เราต้องทำให้คนส่วนใหญ่เกินห้าสิบ หรือหกสิบ หรือเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศเห็นด้วยและสนับสนุนคนเสื้อแดง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เวลานี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใกล้ปิดม่านการแสดงโดยสมบูรณ์แล้ว ชุมนุมที่ไหนก็ไม่มีคน (เพราะคนมาจากกำลังของพรรคการเมืองที่ชื่อประชาธิปัตย์) ที่ดิ้นที่ดันทุรังกันสุดแรงนี้เป็นเฮือกสุดท้าย หลายคนในพันธมิตรฯ คิดไม่เหมือนกัน ส่วนหนึ่งของพวกเขายอมรับว่า เสื้อแดงไม่ได้รับความเป็นธรรม มีสองมาตรฐานจริง ยอมรับว่ามีส่วนของคนเสื้อแดงที่สู้เพื่อประชาธิปไตยโดยใช้สันติวิธีจริง ติดใจก็เพียงข้อความรุนแรงที่เขาคิดว่ามีเสื้อแดงบางส่วนกระทำ  และเรื่องสู้เพื่อทักษิณเท่านั้น แต่สองข้อหลังไม่ใช่สาระสำคัญเพราะเป็นความเท็จ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจักพิสูจน์ได้จากสัจจะแห่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ต้องพูดถึง พวกพันธมิตรฯเรียงหน้าออกมาโจมตีประณามหน่วงหนักล้ำหน้ากว่าคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ที่น่าสังเกตก็คือ น้ำเสียงที่ออกมาดับเครื่องชนหลังจากที่ชื่นชมเชียร์กันมาก่อนมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พันธมิตรฯในฐานะมือจุดชนวนป่วนความรุนแรงวันนี้ดูจะด้านและก็เดี้ยงไปเสียแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ล่าสุด พนิช วิกิตเศรษฐ์,วีระ สมความคิด กับพวกรวมเจ็ดคน บุกรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาเพื่อสร้างสถานการณ์ปลุกความคลั่งชาติก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง กลับต้องนอนคุกเขมรแทน โดยจำนนด้วยคลิปวิดีโอที่เป็นหลักฐานชัดเจนจากคำพูดของพนิชเองว่าตั้งใจบุกล้ำเข้าไปในดินแดนเขา ซึ่งคนสำคัญในรัฐบาลต่างออกปากว่าคงช่วยลำบาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ปัญหาจึงอยู่ที่ฝ่ายเรา จะเดินต่อไปอย่างไร จะปรับขบวนอย่างไร&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;องค์กรเสื้อแดงต่างๆ อันหลากหลายจะขยายกำลัง ขยายความคิดจิตสำนึก ร่วมไม้ร่วมมือ สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยยึดเอาเป้าหมายยุทธศาสตร์เป็นตัวตั้ง ในส่วนของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน เดินหน้าปรับขบวนไปก่อนแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ได้จัดตั้งคณะแกนนำชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ไม่ให้เกิดสภาพว่างไร้การนำ แม้ในระยะแรกๆ จะมี &amp;quot;การป่วน&amp;quot; จากทั้งฝ่ายผู้หวังดีและไม่หวังดี ทำให้เสียรูปขบวนไปบ้าง ก็ไม่มีผลอะไร เพราะ &amp;quot;คนลองของ&amp;quot; บางคนอาจยังไม่รู้จัก &amp;quot;ความแกร่งแข็งกล้า&amp;quot; และความเป็นตัวจริงเสียงจริงของนักสู้อย่างอาจารย์ธิดา ถาวรเศรษฐ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อเมื่อได้ถูกสัมภาษณ์และแสดงทัศนะออกทางสื่อ ภาพความสมบูรณ์พร้อมในฐานะการนำก็เปล่งประกายปรากฏทั้งภูมิรู้และประสบการณ์ อันที่จริงเรื่องความสามารถของ อ.ธิดา เป็นที่ทราบกันดีในหมู่แกนนำ นปช. ซึ่งได้ร่วมประชุมกันเป็นประจำต่อเนื่องตลอดมาหลังถูกสลายการชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือนเมษายน ปี 2552 และรูปคณะกรรมการแกนนำของ นปช.ดังกล่าว  แม้จะมิใช่การนำแบบประชาธิปไตยสมบูรณ์ แต่ก็สามารถลดทอนระบบดำเนินการที่ไม่ใช้เหตุผลลงได้บ้าง  เพื่อให้เห็นภาพผู้นำ นปช. คนใหม่แจ่มชัดยิ่งขึ้น เราลองไปฟัง &amp;quot;การป่วน&amp;quot; ด้วยคำถามบางคำถามต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;คุณทักษิณชินวัตรยอมรับที่คุณธิดาขึ้นมาเป็นรักษาการประธานนปช.หรือไม่&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณทักษิณ อาจารย์แคร์ชาวบ้าน ประชาชนรักอาจารย์หรือเปล่า คุณทักษิณ ไม่เกี่ยว เพราะเชื่อว่าทักษิณ ต้องฉลาดพอว่าบทบาทแกทำอะไรได้แค่ไหน และแกต้องรู้จักคนอย่างอาจารย์ หรือหมอเหวง ว่าเป็นคนแบบไหน ประวัติเป็นแบบไหน อีกด้านหนึ่งอาจารย์เคยเจอคุณทักษิณ เขาเป็นคนชอบพูด แกพูดว่าไงรู้ไหม อาจารย์ถามแกว่ารู้สึกอย่างไร ท้อถอยไหม แกบอกว่า เพราะการต่อสู้  ประชาชนทำให้แกสดชื่นอยู่ตลอดเวลา คือมันตรงข้ามไม่ใช่แกมาช่วย แน่นอนแกอาจจะเชื่อส่วนตัวว่าประชาชนมาสู้เพื่อแก แต่มีส่วนหนึ่งคนที่เขารักแกก็มี แต่การต่อสู้ของประชาชน คือน้ำหล่อเลี้ยงเขาน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจคุณทักษิณ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;span style=&quot;color: #0000ff&quot;&gt;&lt;b&gt;ภารกิจ 4 ข้อของประธาน นปช.หญิงคนใหม่&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เหตุผลการที่มารับหน้าที่รักษาการประธาน นปช. นั้นถือเป็นหน้าที่และความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่ต้องปรับบทบาททางวิชาการมานำมวลชน แล้วก็เป็นการส่งสัญญาณครั้งใหญ่จากแกนนำคนเสื้อแดงที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำว่าหลังจากนี้คนเสื้อแดงจะต่อสู้ด้วยภูมิความรู้และสติปัญญา โดยมีภาระหน้าที่สำคัญคือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;1. การรณรงค์เพื่อให้ปล่อยตัวแกนนำ มวลชนคนเสื้อแดง และผู้ถูกจับกุมคุมขังโดยมิชอบให้ได้รับอิสรภาพ การประกันตัวเพื่อดำเนินคดีอย่างมีนิติรัฐ นิติธรรม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;2. ช่วยเหลือเยียวยาผู้ถูกกระทำและครอบครัวตลอดจนการประกันตัวและต่อสู้คดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;3. เรียกร้องความยุติธรรมและการใช้กฎหมาย มาตรฐานเดียวกันและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;4. ยกระดับการต่อสู้ของประชาชนให้สูงขึ้นด้วยองค์ความรู้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สรุปสุดท้ายในส่วนของ นปช.แดงทั้งแผ่นดินที่ได้ปรับขบวนรุดหน้าไปแล้ว ด้วยคำพูดของ อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ์ ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะพูดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ถ้าเราพูดอะไรแล้วมันให้โทษกับประชาชน หรือไปเข้าทางคนที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาชนจะไม่พูด ไม่ต้องการพูดเพื่อสำแดงโวหารว่า เราเป็นคนเก่งหรือก้าวหน้า คำพูดของเราจึงต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นประโยชน์เท่านั้น&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้วยรักสามัคคี ผมขอฝากคำพูดนี้ไปยังคุณสุรชัย แซ่ด่าน มิตรที่เคารพด้วย โดยวุฒิภาวะที่ท่านมี หากไตร่ตรองก่อนพูดได้จะดียิ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คราวนี้มาพูดในส่วนของพรรคเพื่อไทยบ้าง  มีความพยายามจะปรับโครงสร้างการนำของพรรคอยู่บ้างเช่นกัน แต่ทว่ายังติดขัด เพราะพรรคผูกพันยึดโยงกับ ทักษิณ ชินวัตร การจะขยับไปทางไหนอย่างไรจึงต้องเป็นไปโดยที่ท่านทักษิณต้องเห็นดีเห็นงามด้วย ดังที่ จาตุรนต์ ฉายแสง ออกมาแสดงทัศนะว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;การใช้ &amp;quot;พ.ต.ท.ทักษิณ&amp;quot; เป็นเรือนตาย เป็นสิ่งจำเป็น แต่ทว่า ทั้งพรรคและตัว ส.ส. ต้องทำงานเชิงรุกและเชิงลึกต่อประชาชนด้วย จะว่าก้าวข้ามคุณทักษิณ หรือให้ตัดประเด็นเรื่องคุณทักษิณไปเลยก็ไม่เชิง พรรคเพื่อไทยมีความเชื่อมโยงกับคุณทักษิณ ซึ่งเป็นความจริงที่ใครๆ ก็รู้ คุณทักษิณได้ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองไว้มาก เป็นกำลังสำคัญของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นคนที่เคยคิดนโยบายดีๆ ได้มาก คงจะยังสามารถช่วยคิดนโยบายดีๆ ได้ ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ให้ตัดคุณทักษิณออกไป หรือปฏิเสธ แต่ว่าจะวางคุณทักษิณอยู่ตรงไหน จัดความสัมพันธ์อย่างไร จะเสนอเรื่อง จะพูดถึงคุณทักษิณอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่พรรคเพื่อไทยต้องคิด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้า ชูนโยบายเอาคุณทักษิณกลับบ้านแบบดิบๆ (หยุดคิด) โดยไม่บอกว่าเอากลับมาวิธีไหน กลับมาเพื่อทำอะไร (นิ่งคิด) มันก็ไม่โดนใจคนมากนัก การที่คุณทักษิณจะกลับเมืองไทยได้หรือได้รับความยุติธรรม ประเทศต้องเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน แล้วคุณทักษิณคงได้ความเป็นธรรมมากกว่าปัจจุบัน การนำเสนอในลักษณะนี้ผมคิดว่าคนทั่วไปจะรับได้มากกว่า แต่ถ้าชูเป็นประเด็นแคบๆ และไม่มีรายละเอียด ไม่รู้วิธีการ ไม่ว่าจะเกิดผลอะไรอย่างไร คนที่เป็นพวกเดียวกันแท้ๆ ก็รับได้ ก็ชอบใจ แต่คนที่ห่างออกไป คนที่เขาไม่สนใจประเด็นนี้ เขาอาจจะไม่รับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ในยุทธศาสตร์ที่จะสามัคคีกับกลุ่มต่างๆ ถ้าไปเน้นกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากไป เช่น เน้นเสื้อแดงมากเกินไป เน้นเอาคุณทักษิณกลับเมืองไทยมากเกินไป มันก็จะแคบ เสื้อแดงน่าจะมีคนเป็นล้าน เรื่องที่ต้องทำให้เสื้อแดงสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ต้องทำแน่นอน แต่ต้องไม่ให้คนรู้สึกว่าเอาแต่เสื้อแดง หรือเสื้อแดงเป็นผู้กำหนดพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นคนส่วนที่เหลือซึ่งมันมากกว่า เวลาเราเลือกตั้งเราต้องพูดถึงคน 19 ล้าน ทำให้อย่างไรให้คน 19 ล้านมาเลือก ซึ่งคน 19 ล้าน มันเยอะกว่าเสื้อแดงมาก&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;คงต้องบอกว่า นี้เป็นข้อเสนอเชิงสร้างสรรค์ และเป็นข้อเสนอของมิตรต่อมิตร ที่มากด้วยความระมัดระวังคำพูดคำจา เป็นความเห็นที่น่ารับฟัง น่าคิดต่อ เพราะอย่างไรเสียในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ควรต้องรีบปรับขบวน ปรับได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นฝ่ายรุกในการกระทำทางการเมืองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งยังเพื่อรองรับ &amp;quot;กรณีสถานการณ์เปลี่ยน&amp;quot; ไว้ล่วงหน้า ซึ่งหมายถึงความพร้อมของพรรคเพื่อไทย อันที่จริง เราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูดคุยกันด้วย &amp;quot;เสียงดัง&amp;quot; เช่นนี้ ข้อเสนอต่างๆ ควรพูดคุยกันภายในได้ด้วย &amp;quot;เสียงเงียบ&amp;quot; โดยคัดกรองเอาคนที่มีความคิดความอ่านในแบบคนที่ &amp;quot;คิดเป็นวิเคราะห์เป็น&amp;quot; มาปรึกษาหารือกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อการเลือกหัวหน้าพรรค หรือผู้นำพรรคยังไม่พร้อมก็ควรจัดตั้งคณะบุคคลที่ &amp;quot;คิดเป็นวิเคราะห์เป็นทำงานเป็น&amp;quot; ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง เป็นกรมการเมืองระดับบน ถกเถียงค้นคว้าหาข้อสรุปเพื่อกำหนดเป็นแนวทางและเข็มมุ่ง ตลอดจนนโยบายของพรรคที่ชัดเจน ให้รู้กันภายในว่าจะเดินไปอย่างไร หรือจะประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากวันนี้พรรคเพื่อไทยยังเคว้งคว้างปราศจากการนำที่แน่นอน ปล่อยสภาพเป็นปัจเจกบุคคลที่ถนนทุกสายมุ่งตรงสู่ ท.ทักษิณอดทน เราก็จะตกอยู่ในห้วงแห่งชะตากรรม เป็นการต่อสู้ตามเวรกรรม พึ่งพาไสยศาสตร์ เสียโอกาสที่จะเป็นฝ่ายกระทำเพื่อฉวยคว้าเอาชัยชนะมาตามลำดับขั้นอย่างที่ควรเป็น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;วงดนตรีวงหนึ่ง  เมื่อบรรเลงบทเพลงเพลงหนึ่ง นอกเหนือจากบรรเลงเพลงด้วยความรัก ด้วยอารมณ์ความรู้สึก ปิติสุขแล้ว ทั้งวงยังต้องสามัคคีกันบรรเลงอย่างมีระบบ และเป็นระเบียบด้วย ต้องกลมกลืนผสมผสาน รับส่งกันอย่างมีจังหวะจะโคน สอดคล้องต้องกันในท่วงทำนอง ดำเนินพลิ้วไหวเท่าทันกันไปในเร็วหรือช้า ทุกเครื่องดนตรีมีความสำคัญ ไม่เกี่ยวว่าจะเล่นน้อยเล่นมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เกี่ยวกับเล่นได้ถูกต้อง ก็จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับบทเพลงทั้งหมดในทันที เป็นเช่นนั้นไปจนจบเพลงจนได้รับเสียงปรบมืออันกึกก้องจากผู้ฟัง ขบวนการประชาธิปไตยของประชาชนไทยในวันนี้ก็ต้องการขบวนทัพที่บรรเลงบทเพลงได้ประดุจวงดนตรีวงหนึ่ง บรรเลงด้วยความรัก ภูมิความรู้ และสติปัญญา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;หวังว่า ปี 2554 จะเป็นปีที่คนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยประสบความสำเร็จในการปรับขบวนได้ในไตรมาสแรก&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;( 4 มกราคม 2554)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1294219527&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=02&amp;amp;subcatid=0207&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20110105/1888#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 05 Jan 2011 21:00:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1888 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: บันทึกวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิบอกทูตอเมริกันเรื่องเข้าเฝ้าคืนรัฐประหาร</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1884</link>
 <description>&lt;p&gt;คำชี้แจง: โทรเลขที่ทูตสหรัฐประจำไทยส่งรายงานยังวอชิงตัน ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549, 1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551 และ 25 มกราคม 2553 ที่วิกิลีกส์นำออกเผยแพร่ ผ่านทาง นสพ.เดอะการ์เดี้ยน ของอังกฤษ มีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 19 กันยา โดยเฉพาะในประเด็นสถาบันกษัตริย์ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม เชนเดียวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกประเภท โทรเลขดังกล่าวยังต้องผ่านการวิเคราะห์ตีความ และนำเข้าสู่การเรียบเรียงเป็น การนำเสนอในรูปงานเขียนหรือการพูดอภิปราย จึงจะมีความหมายสมบูรณ์โดยแท้จริง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ภายใต้กฎหมายที่เกียวกับสถาบันกษัตริย์ของไทย (รัฐธรรมนูญ มาตรา 8, ประมวลอาญา มาตรา 112) การจะกระทำดังกล่าวมีข้อจำกัดอย่างรุนแรง กระนั้นก็ตาม ผมเห็นว่าโทรเลขเหล่านี้ มีความสำคัญ เกินกว่าที่จะปล่อยให้ตกอยู่ภายใต้ความเงียบเกือบจะโดยสิ้นเชิง อย่างที่เป็นอยู่ในสื่อสาธารณะที่เปิดเผยในขณะนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในบันทึกสั้น ๆ ข้างล่างนี้และในบันทึกฉบับอื่นที่หวังว่าจะตามมาในอนาคตอันใกล้ ผมจะได้พยายามนำเสนอข้อความหรือเนื้อหาในโทรเลขวิกิลีกส์ทั้ง 4 ฉบับเท่าที่จะทำได้ ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่ เริ่มต้นด้วยโทรเลขฉบับแรกที่กล่าวถึงการเข้าเฝ้าในคืนวันรัฐประหาร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;/files/us_0.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;600&quot; width=&quot;450&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในโทรเลขฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549 ทูตสหรัฐได้รายงานการพบปะพูดคุยเป็นการส่วนตัวกับพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าคณะรัฐประหาร 19 กันยา เมื่อบ่ายวันที่ 20 กันยายน 2549 การสนทนาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ตามที่ทูตสหรัฐบันทึกไว้ มีเพียงสั้นๆ 5-6 บรรทัด ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมได้เริ่ม ต้นด้วยการถามสนธิเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าในหลวงเมื่อคืนนี้ มีใครเข้าเฝ้าบ้าง? สนธิกล่าวว่าประธานองคมนตรีเปรม ติณสูลานนท์ได้นำเขา, ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรืองโรจน์ และผู้บัญชาการทหารเรือ สถิรพันธุ์ เข้าเฝ้า. สนธิเน้นว่า พวกเขาเป็นฝ่ายถูกเรียกเข้าไปในวัง; เขาไม่ได้เป็นฝ่ายพยายามขอเข้าเฝ้า. เขากล่าวว่าในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า เขาไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม.&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าพระอากัปกริยาของในหลวงเป็นไปตามที่สนธิบอกทูตสหรัฐจริง เราสามารถ “อ่าน” (ตีความ) อะไรได้หรือไม่? ดูเหมือน เดอะการ์เดี้ยน คิดว่าได้ ถ้าดูจากการพาดหัวและสรุปเนื้อหาโทรเลขที่ นสพ.จัดให้ (ผมได้ลบพาดหัวและสรุปเนื้อหาดังกล่าวออกจากภาพประกอบข้างบน) ทูตสหรัฐเอง ได้ประเมินความสำคัญของการเข้าเฝ้าค่อนข้างสูง ใน “ความเห็น” ตอนท้ายของโทรเลข เขากล่าวว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;/files/us3.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;60&quot; width=&quot;450&quot;/&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สนธิมีท่าที ผ่อนคลายและสงบ เห็นได้ชัดว่าการเข้าเฝ้าเป็นจุดหักเลี้ยวเมื่อคืนนี้ (โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง [Septel = separate telegram] รายงานเรื่องท่าทีไม่ยอมแพ้ จะสู้ต่อของทักษิณ สูญสลายไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเขาได้รู้ข่าวการเข้าเฝ้า)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะนี้เรายังไม่มี “โทรเลขอีกฉบับหนึ่ง” ของสถานทูตสหรัฐ ที่เล่าเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณหลังทราบข่าวการเข้าเฝ้า จึงไม่อาจทราบว่า ทางสถานทูตสหรัฐมีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษในเรื่องนี้หรือไม่ หรือเพียงแต่ใช้การสังเกตแล้วตีความเอา &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ใครที่ติดตามการเมืองในช่วงหลังรัฐประหารโดยใกล้ชิดอาจจะพอจำได้ว่า เคยมีการหยิบยกมาอภิปราย ในที่สาธารณะเรื่องการเปลี่ยนท่าทีของทักษิณ จาก “ทำท่าจะสู้-ตอบโต้” มาเป็น “ยอมรับ” สิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีประเด็นเชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ด้วย เพียงแต่ไมใช่เรื่องการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แบบเดียวกับความเห็นของทูตสหรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;กล่าวคือ ในปี 2550 นักการเมืองและนักเขียนในค่ายทักษิณบางคนได้อ้างว่า เดิมทักษิณซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คขณะเกิดรัฐประหาร มีความคิดจะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นและประกาศสู้การรัฐประหาร แต่ล้มเลิกความคิด หลังจากสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งอยู่ที่นิวยอร์คด้วย โทรศัพท์มากรุงเทพ แล้วอ้างข้อมูลบางอย่างจากแวดวงราชสำนัก (สุรเกียรติ์ เป็นหลานเขยของพระราชินี) มาแจ้งกับทักษิณ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ตามคำของ “ประดาบ” นักเขียนค่ายทักษิณในขณะนั้นคือ “สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นคนที่แนะนำให้นายกฯทักษิณ ยอมจำนนต่อการรัฐประหาร โดยอ้างว่าได้รับข้อมูลจาก ‘ฟ้าเบื้องบน’ . . .&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;” สุรเกียรติ์เองไม่เคยชี้แจงเรื่องนี้ แต่ได้ตอบโต้ด้วยการกล่าวหาเป็นนัยว่า “บางคนในพรรคไทยรักไทย” พูดให้เขา “ได้ยินกับหูตัวเอง” ในลักษณะที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของเขาที่ “ทำงานเพื่อชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์” &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในขณะที่สุรเกียรติ์พูดเป็นนัย สนธิ ลิ้มทองกุล ได้ระบุออกมาตรงๆ โดยอ้างว่าสุรเกียรติ์เป็นคนบอกเขาเอง ว่าในระหว่างที่อยู่นิวยอร์คช่วงรัฐประหาร ทักษิณได้ “พูดจาจาบจ้วงดูหมิ่นพระเจ้าอยู่หัว” ต่อหน้าสุรเกียรติ์ (ดูตัวบทถอดเทปการพูดของสนธิ ที่ นี่ ข้อความดังกล่าวอยู่ในย่อหน้าที่ 6 ของหัวข้อ “ยามเฝ้าแผ่นดิน ช่วงที่ 2”) ทักษิณจึงฟ้องสนธิหมิ่นประมาท และศาลเพิ่งพิพากษาให้สนธิผิดเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทักษิณเองไม่เคยพูดถึงไอเดียเรื่องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น เมื่อเกิดรัฐประหารหรือเรื่องผลกระทบของการเข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แต่ในการให้สัมภาษณ์นิตยสาร Time ของสหรัฐ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2550 (ที่นี่) เมื่อถูกถามว่าถ้ารัฐบาลของเขาเป็นที่นิยมของประชาชนมาก ทำไมแทบไม่มีประชาชนออกมาโวยวายประท้วงเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งทักษิณตอบว่า “มันก็เหมือนกับการรัฐประหาร 17 ครั้งก่อนหน้านี้ในประเทศไทย แรกทีเดียว ประชาชนจะช็อค แล้วพวกเขาก็เริ่มแสดงความไม่เห็นด้วย และแล้วพวกเขาก็เริ่มจะยอมรับมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากรัฐประหารนั้นได้รับการรับรองจากพระเจ้าอยู่หัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;” (It was the same with Thailand’s 17 other coups. First, the people are shocked. Then they start to voice their concerns. And then they start to accept it, especially after it’s endorsed by His Majesty the King.) &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมคิดว่า เราคงยังไม่ถึงกับสามารถใช้คำสัมภาษณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันโดยตรง ต่อรายงานของทูตสหรัฐที่ว่าทักษิณเปลี่ยนท่าทีต่อการรัฐประหาร 19 กันยา หลังการได้เข้าเฝ้าของคณะรัฐประหาร แม้ว่าการที่ทักษิณให้ความสำคัญกับประเด็น “ได้รับการรับรองจากพระพระเจ้าอยู่หัว” และยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเหตุผลอธิบาย ปฏิกิริยาต่อรัฐประหารของประชาชนทั่วไป นับว่าน่าสนใจอย่างยิ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชื่อบทความเดิม: บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (1): พลเอกสนธิ บอกทูตสหรัฐ “ในหลวงทรงผ่อนคลายและมีความสุข ทรงยิ้มตลอดเวลาการเข้าเฝ้า” ในคืนรัฐประหาร และการประเมินผลสะเทือนการเข้าเฝ้าของทูตสหรัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โปรดติดตามตอนต่อไป “บันทึกว่าด้วยโทรเลขวิกิลีกส์ (2) : กรณี พระราชินี กับ พันธมิตร”&lt;br /&gt;
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;br /&gt;
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2010/12/32457 &quot;&gt;เว็บชุมชนคนเหมือนกัน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่อยู่ไฟล์ต้นฉบับ &lt;a href=&quot;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&quot; title=&quot;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&quot;&gt;http://www.mediafire.com/?541073avks966l3&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1884#comments</comments>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/us_0.jpg" length="295528" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Tue, 28 Dec 2010 22:24:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1884 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1883</link>
 <description>&lt;p&gt;อินเทอร์เน็ตสะท้อนสังคม ถ้าคุณไม่ชอบสิ่งที่คุณเห็นในกระจก อย่าทุบมัน&lt;br /&gt;
— วินท์ เซิร์ฟ หนึ่งในผู้คิดค้นโปรโตคอลอินเทอร์เน็ต TCP/IP&lt;br /&gt;
2010-12-15&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;CNN - 30 ก.ค. 2553 – การโพสต์เอกสาร 92,000 ฉบับบนวิกิลีกส์ (WikiLeaks) เกี่ยวกับสงครามในอัฟกานิสถาน เป็นตัวแทนของการฉลองชัยของสิ่งที่ผมเรียกว่า “วารสารศาสตร์ข้อมูล” (data journalism)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แน่นอนว่ามันต้องมีแหล่งข่าวที่เป็นบุคคล ใครสักคนในที่ไหนสักแห่ง ส่งต่อข้อมูลเหล่านี้ไปยังเว็บไซต์วิกิลีกส์ แต่ไม่ว่าผู้แจ้งความไม่ชอบมาพากลคนนี้จะเป็นใคร มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับว่า เนื้อหาของเอกสารเหล่านี้มันบอกอะไรกับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อมูลดิบดังกล่าว เป็นขุมทรัพย์ขนาดใหญ่สำหรับนักหนังสือพิมพ์ในสามสำนักข่าว – นิวยอร์กไทมส์ (New York Times สหัรฐอเมริกา), เดอะการ์เดียน (The Guardian สหราชอาณาจักร), และ แดร์สปีเกล (Der Spiegel เยอรมนี) – ที่จะขุดค้นหาข่าวจากมัน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเฉพาะนักข่าวเหล่านั้นเท่านั้น บันทึกประจำวันจากสงครามอัฟกานิสถานนั้นอยู่บนอินเทอร์เน็ต ที่ใครก็เข้าไปขุดค้นสมบัติหาข้อมูลได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร นักหนังสือพิมพ์ทำเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว พวกเขาอ่านกองเอกสารทีละหน้าทีละหน้า เพื่อมองหาสิ่งผิดปกติ ข้อเท็จจริงเพียงหนึ่งหรือสองชิ้น ซึ่งจะนำไปสู่สกู๊ปสำคัญ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ก็นั่นล่ะ เราต้องยอมรับว่า นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานดังที่กล่าวมา แทบจะไม่หลงเหลืออยู่แล้ว มันทั้งใช้เวลาและแรงงาน แล้วก็ไม่มีสีสันตื่นตาตื่นใจ มันไม่มีสเน่ห์ดึงดูด ด้วยแรงกดดันในองค์กรข่าวสมัยใหม่ ที่จำเป็นต้องทำงานให้มีประสิทธิภาพคุ้มราคา มันเป็นเรื่องยากที่บรรณาธิการข่าวจะอนุญาตให้นักข่าวใช้เวลามาก ๆ ไปกับกองเอกสารท่วมหัว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความสำเร็จของ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” หรือการทำข่าวจากข้อมูลดิบนั้นมักจะถูกลืม ตัวอย่างหนึ่งโดดเด่นก็คือ กรณีข่าวสืบสวนโดยหนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ (Sunday Times) ที่ตามติดกรณียาระงับประสาท ของบริษัทยาเยอรมันที่ถูกถอนออกจากตลาดในปี 1961 หลังจากพบว่ามีผลกระทบรุนแรงต่อทารก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ระหว่างการสืบสวนดังกล่าว ซันเดย์ไทมส์จ่ายเงินเพื่อซื้อเอกสารภายใน จำนวนมากของบริษัทดังกล่าว และต้องแปลมันทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่ง ฟิลลิป ไนท์ลีย์ (Phillip Knightley) หนึ่งในทีมข่าวกล่าวว่าพวกเขาใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ทำงานอย่างหนัก เพื่อทำความเข้าใจเอกสารเหล่านั้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถึงในปี 1968 จะยังเป็นสมัยที่ซันเดย์ไทมส์มีกำลังคนพร้อมเพรียง และยินดีที่จะจัดสรรทรัพยากรให้กับทีมนักข่าวสืบสวน ไนท์ลีย์ก็ยังบอกกับเราว่า คนก็ยังสงสัยอยู่ดี ว่ามันจะคุ้มค่าหรือ ที่จะทำข่าวที่ต้องใช้ทั้งเงินและเวลายาวนานขนาดนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แม้ในที่สุดข่าวสืบสวนชิ้นนี้จะประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การจ่ายเงินชดเชยที่ดีขึ้นแก่ผู้เสียหาย แต่ดูเหมือนว่า ความสงสัยต่อความคุ้มค่าในการลงทุนทำ “วารสารศาสตร์ข้อมูล” ก็ยังคงฝังแน่นอยู่ในองค์กรข่าวส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสำนักพิมพ์ที่กำลังจะตัดงบประมาณของกองบรรณาธิการ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แน่นอนว่า ข่าวสืบสวนคดีวอเตอร์เกต (Watergate) ในต้นทศวรรษ 1970 โดย Bob Woodward และ Carl Bernstein ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสกู๊ปข่าวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล นั้นมีความสำคัญ รายงานชิ้นดังกล่าวอาศัยแหล่งข่าวที่ปิดเป็นความลับ ที่รู้จักกันในชื่อ “Deep Throat” และตั้งแต่นั้นมา นักหนังสือพิมพ์ ก็ตกเป็นทาสของแหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้เหล่านี้เสียเอง แต่ข่าวแบบนี้แหละที่มีสเน่ห์ดึงดูด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แหล่งข่าวที่เปิดเผยไม่ได้ ได้กลายเป็นวิถีชีวิตของวารสารศาสตร์สมัยใหม่ ผมเคยบอกกับนักศึกษาวารสารศาสตร์ของผมอย่างนั้นเสมอ ๆ แต่ตอนนี้ผมยอมรับแล้วว่า ผมให้ความสำคัญกับมันมากเกินไป จนให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการค้นหา อ่าน และวิเคราะห์ข้อมูลดิบ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าหนังสือพิมพ์นั้น เป็นร่างแรกของประวัติศาสตร์ อย่างที่เรานักหนังสือพิมพ์มักอ้างกัน เราก็ควรจะต้องทำงานให้ใกล้เคียงกับนักประวัติศาสตร์เสียหน่อย บรรดานักประวัติศาสตร์พยายามมองหาแหล่งข้อมูลชั้นต้น เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจที่ดีขึ้นกับเหตุการณ์ในอดีต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สิ่งที่สำคัญมาก ๆ ของข้อมูลต่างๆ ในวิกิลีกส์นั้นคือ มันเป็นข้อมูลที่ทันสมัย มันทำให้นักหนังสือพิมพ์และสาธารณะเข้าใจชัดเจนขึ้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในอัฟกานิสถาน ในแง่นี้ ข้อมูลเหล่านี้ที่ทุกคนเข้าไปอ่านได้ ช่วยมอบความเข้าใจที่มีค่ามหาศาลให้กับเรา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การโพสต์เอกสารขึ้นอินเทอร์เน็ตโดยตัวมันเองไม่ใช่การทำข่าว มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการข่าว มันยังต้องการการวิเคราะห์ วางบริบท และในบางกรณี การเซ็นเซอร์ที่จำเป็น เพื่อที่จะปกป้องปัจเจกบุคคลที่ถูกระบุในเอกสารดังกล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมทราบว่า นักข่าวอาชีพไม่ได้เป็นคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถทำงานนี้ได้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่ มีทักษะที่จำเป็นต่าง ๆ ดังกล่าว และมีความรู้ที่จะทำให้พวกเขาทำงานดังกล่าวได้ดี การรายงานโดย เดอะการ์เดียน และ นิวยอร์กไทมส์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มันอาจจะไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรโดยทันที ไม่มีประธานาธิบดีต้องออกจากตำแหน่ง เหมือนกรณีวอเตอร์เกต แต่สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏจากเอกสาร คือการยืนยันสิ่งที่สื่อ ในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาสงสัยมาโดยตลอด เกี่ยวกับสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน ว่ามันเลวร้ายและมีแต่จะแย่ลง ๆ นับตั้งแต่ปี 2004 มันตบหน้ารายงานประเมินอย่างเป็นทางการที่แสนสวยงาม&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้อมูลดิบทั้งหมดดังกล่าวมานั้น เชื่อถือได้มากกว่า เพราะมันเป็นรายงานโดยทหารในสนามรบจริง ๆ ว่าพวกเขาพบเห็นและประสบอะไรบ้าง มันไม่มีการปั่นข่าว ตัวรายงานนั้นอาจไม่ได้เป็นวัตถุวิสัย – ซึ่งก็ไม่เคยมีอะไรที่เป็นเช่นนั้น – แต่รายงานเหล่านี้ ก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจทางการเมือง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ใช่ เราอาจพูดได้ว่า การที่วิกิลีกส์โพสต์ข้อมูลอ่อนไหวดังกล่าวในพื้นที่สาธารณะ ในตัวมันเองนั้นก็ไม่ได้เป็นวัตถุวิสัยอยู่แล้ว แต่ผมขอสนับสนุนสิ่งที่ จูเลียน อัสซานจ์ (Julian Assange) หัวหน้าบรรณาธิการของวิกิลีกส์ เรียกร้องต่อองค์กรข่าวต่าง ๆ ให้เปิดเผยข้อมูลดิบออกสู่สาธารณะให้มากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เขาเชื่อว่าการกระทำดังกล่าว จะทำให้กิจกรรมของงานข่าวโปร่งใสมากขึ้น ในการสัมภาษณ์เมื่อไม่นานนี้ เขายืนกรานว่า “วารสารศาสตร์ควรจะเป็นเหมือนวิทยาศาสตร์มากขึ้น” และเสริมว่า: “มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ข้อเท็จจริงต่าง ๆ จะต้องถูกตรวจสอบยืนยันได้ ถ้านักหนังสือพิมพ์ต้องการที่จะให้วิชาชีพของพวกเขา มีความน่าเชื่อถือไว้วางใจได้มากขึ้น พวกเขาจำเป็นต้องเดินไปในทิศทางนั้น เคารพคนอ่านให้มากขึ้น”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยธรรมชาติของตัวมันเอง การทำข่าวจากแหล่งข่าวบุคคล (source journalism) ย่อมถูกปิดบังไม่ให้สาธารณะได้เห็น การทำข่าวจากข้อมูลดิบ (data journalism) นั้นเปิดเผยมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลดิบนั้นถูกโพสต์ขึ้นอินเทอร์เน็ต เพราะในกรณีที่มีการวิเคราห์ข้อมูลชุดเดียวกันในแนวทางที่ต่างกัน ข้อมูลดิบเหล่านั้น มันอนุญาตให้สาธารณะตัดสินได้ว่า การวิเคราะห์อันไหนที่น่าเชื่อถือกว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรานักหนังสือพิมพ์ ควรจะต้องดีใจที่มีเว็บไซต์อย่างวิกิลีกส์อยู่ นั่นเพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของเราก็คือ การเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ ที่คนที่มีความเชื่อเป็นอย่างอื่นต้องการจะเก็บมันเป็นความลับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เว็บไซต์ดังกล่าวสมควรจะได้รับการสรรเสริญชื่นชมจากพวกเรา และมันจำเป็นจะต้องได้รับการปกป้องจากการคุกคามของพลังฝ่ายขวา ที่หาทางจะหลีกเลี่ยงจากการถูกเปิดโปง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Roy Greenslade เป็นศาสตราจารย์ด้านวารสารศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยซิตี้ยูนิเวอร์ซิตี้ ลอนดอน เขาเขียนบล็อกรายวันเกี่ยวกับสื่อให้กับเว็บไซต์ The Guardian และเขียนคอลัมน์รายสัปดาห์ในหนังสือพิมพ์ London Evening Standard เขาเป็นนักวิจารณ์สื่อมา 18 ปี โดยก่อนหน้านั้นเขาเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Daily Mirror ของสหราชอาณาจักร บรรณาธิการบริหารของ Sunday Times และผู้ช่วยบรรณาธิการของ The Sun&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เรียบเรียงจาก “We should be thankful for WikiLeaks” โดย Roy Greenslade ตีพิมพ์ในเว็บไซต์ CNN.com 30 ก.ค. 2553 (ลิงก์ต่าง ๆ ที่แทรกในเอกสารนี้ โดยผู้แปลเอง)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;* ดาวน์โหลดบทความนี้ ในรูปแบบ PDF (Scribd)&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;บทความที่เกี่ยวข้อง: มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ : โลกอนาคตที่ไม่มีการผูกขาดความจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เข้าถึงเนื้อหาของ WikiLeaks จากเมืองไทย ได้ที่เว็บไซต์ ThaiLeaks.info&lt;br /&gt;
โดยทุกคนสามารถดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมดของวิกิลีกส์ได้ทาง torrent&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หมายเหตุ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ชื่อเดิม วารสารศาสตร์ข้อมูล: เราควรจะขอบคุณวิกิลีกส์ #wikileaks #opendata ความน่าเชื่อถือของวิชาชีพนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ วิกิลีกส์ และ วารสารศาสตร์ข้อมูล&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;Roy Greenslade (twitter: @GreensladeR) เขียน ; อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล (@bact) แปลและเรียบเรียง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://bact.blogspot.com/2010/12/wikileaks-opendata.html?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+bact+(bact&amp;#039;+is+a+name)&quot;&gt; บลอกของ &#039;bact &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101228/1883#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 28 Dec 2010 11:39:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1883 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ระบบเอกาธิปไตยแปลงรูป (ผืนธงปลิวไสวของ 2 ชนชั้นใหญ่ ตอน 2)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101205/1881</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ &lt;/b&gt; กองบก.เคยเผยแพร่ บทความเรื่อง&lt;a href=&quot;http://www.arayachon.org/rethink/20090501/1271&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; ผืนธงปลิวไสวของ 2 ชนชั้นใหญ่&lt;/a&gt; โดยเรียบเรียงจากกระทู้ชื่อเดียวกัน จากบอร์ดไฟลามทุ่ง เขียนโดยคุณธนู นี่เป็นบทความที่เพิ่มเติมต่อเนื่อง จากกระทู้ดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;0000000000000000000000000000&lt;/center&gt; 
&lt;p&gt;
กลุ่มชนชั้นปกครองดำเนินนโยบายกดดันกลุ่มทักษิณ โดยเคลื่อน&lt;b&gt;กองกำลังที่ 1 คือ&lt;/b&gt; &lt;b&gt;กลุ่มพันธมิตรฯ&lt;/b&gt; เพื่อสร้างความชอบธรรม รองรับการรัฐประหารโดย &lt;b&gt;กองกำลังที่ 2 คือกองทัพ&lt;/b&gt; จากนั้นก็เคลื่อน &lt;b&gt;กองกำลังที่ 3 คือนักวิชาการ&lt;/b&gt; ช่วยกันร่างรัฐธรรมนูญ คมช. เพื่อกดดันและทำให้รัฐสภาของชนชั้นนายทุนง่อยเปลี้ยเสียขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้กระนั้น (ตัวแทนหรือบริวารทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นปกครอง ) ยังแพ้การเลือกตั้งอีก &lt;b&gt;จึงส่งทัพพันธมิตรมาเคลื่อนไหวเฟสที่ 2&lt;/b&gt; คราวนี้ ใช้ทฤษฏี chaos  เราจึงเห็นลักษณะก้าวร้าว ของกลุ่มพันธมิตรในการเคลื่อนไหวเฟสที่ 2 นี้มาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นเคลื่อน&lt;b&gt; กองกำลังที่ 4 คือศาล&lt;/b&gt; มาสั่นคลอนระบบพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุน โดยการตัดสินยุบพรรค 3 พรรค รวมทั้งการที่ศาลตัดสินให้สมัครพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้นเคลื่อน&lt;b&gt;กองกำลังที่ 5 คือพรรคประชาธิปัตย์ โดยร่วมมือกับกลุ่มเนวิน ฝืนมติมหาชน จัดตั้งรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ประท้วงอย่างยาวนานและเริ่มรุกเข้ายึดสนามบินแห่งชาติ จึงกดดันทั่วทั้งสังคม เมื่อศาลประกาศยุบพรรค ความกดดันจึงคลายตัว ทุกคนจึงรู้สึกโล่งอก คลายจากลักษณะ chaos โดยมองข้าม &lt;b&gt;ความผิดหลักการของศาล การมี 2 มาตรฐานทางกฏหมาย ซึ่งนั่นคือ การสูญเสียนิติรัฐ ไม่มีกฏหมายอยู่จริงในบ้านเมือง และเปิดเผยหน้าตาอันแท้จริงของอำนาจรัฐของชนชั้นปกครอง อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ศาล นั่นเอง&lt;/b&gt; จนกระทั่งถึงการตัดสินคดียุบพรรค ปชป. กลไกข้าราชการในนาม กกต. เปิดเผยตัวตนในนามกลไกรัฐอันใหม่ ในการรับใช้ชนชั้นปกครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อมาตยาธิปไตย&lt;/b&gt;เปิดเผยกำลังอำนาจทุกส่วนอย่างชัดเจน ต่อสังคมไทย ข้าราชการทุกส่วนโดยเฉพาะ &lt;b&gt;กองทัพ  ตำรวจ   ศาล  กกต.  ข้าราชการชั้นนำ  นักวิชาการ  สื่อ  กลุ่มเคลื่อนไหวนอกสภาในนามกลุ่มพันธมิตรฯ  สุดท้ายคือพรรคการเมือง กลไกทุกส่วนได้ปรากฏต่อหน้าเราแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
อำนาจมืดที่ครอบคลุมเหนือฟ้าเมืองไทยจะท้าทายยุคสมัยได้หรือ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในเมื่อธงการเมืองของชนชั้นนายทุนคือ เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ กำลังโบกสะบัด (อยู่) ในใจ (ของ)ผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ใน &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works/1848/communist-manifesto/index.htm&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;communist manifesto&lt;/a&gt; ของ &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Karl_marx&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มาร์กซ์&lt;/a&gt; กล่าวว่า..&lt;b&gt;.ชนชั้นนี้สร้างโลกของตนขึ้นโลกหนึ่ง ตามรูปโฉมของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์กซ์ หมายถึงชนชั้นนายทุน ในที่นี้ทั้ง 2 ชนชั้นใหญ่คือ &lt;b&gt;กลุ่มศักดินาและกลุ่มทักษิณต่างกำลังสร้างโลกของตนขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พื้นฐานของกลุ่มศักดินาย่อมใช้ระบบอมาตยาธิปไตย  ในเมื่อไม่อาจใช้ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชได้เต็มรูปแบบ ซึ่งคือต้นแบบของ เอกาธิปไตยเต็มรูปแบบ เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ระบบอมาตยาธิปไตยก็คือ เอกาธิปไตยแปลงรูปให้เข้ากับยุคสมัยใหม่&lt;/b&gt; ในบางช่วงของการเมืองไทยที่ปกครองแบบเผด็จการทหาร ทั้งช่วงจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม ล้วนปกครองเป็นแบบเอกาธิปไตยแปลงรูปทั้งสิ้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอกาธิปไตยแปลงรูปคือ อำนาจการตัดสินและการปกครองอยู่ที่ตัวคน ๆ เดียวหรือกลุ่มเดียว ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ไม่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นปกครองใช้&lt;b&gt;ระบบเอกาธิปไตยแปลงรูป&lt;/b&gt;ได้แนบเนียน กว่ากลุ่มเผด็จการทหาร เพียงแต่การใช้นาน ๆ เข้า ก็เริ่มเปิดเผยโฉมหน้าขึ้นเรื่อย ๆ  ยิ่งมาถึงวันนี้คือ ประกาศศักดาอย่างชัดเจน  ยุคกำปั้นเหล็กที่วัดว่า ใครกำลังมากกว่าจึงเกิดขึ้น มีลักษณะคล้ายนักเลงประจำซอยแถวบ้านเรา  พร้อมใช้ &amp;quot;&lt;b&gt;ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน&lt;/b&gt; &amp;quot; กับทุกกลุ่มอำนาจที่มาท้าทาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความมืดมิดและสิ้นหวังของสังคมไทย&lt;b&gt; ธงเสรีภาพและเสมอภาคกลับโดดเด่นขึ้นมาทันที&lt;/b&gt; ! 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบบรัฐสภาของชนชั้นนายทุน ยังต้องฝ่ามรสุมอีกมาก ทั้งจากพรรคที่รับใช้ชนชั้นปกครองและจุดอ่อนของตัวระบบเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ด้วย communist manifesto ของมาร์กซ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความสัมพันธ์ระบอบกรรมสิทธิ์ขุนนาง ก็จะไม่สอดคล้องกับพลังการผลิตที่พัฒนาไปแล้ว  ความสัมพันธ์ดังกล่าวกำลังทำการขัดขวางการผลิต มิใช่กระตุ้นการผลิต มันได้กลายเป็นเครื่องพันธนาการที่ผูกมัดการผลิต มันจะต้องถูกทำลายและมันก็ถูกทำลายไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เข้าแทนที่ก็คือ &lt;b&gt;การแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรี ตลอดจนระบอบทางสังคม ทางการเมืองที่สอดคล้องกับการแก่งแย่งแข่งขันอย่างเสรี และการปกครองทางเศรษฐกิจและการปกครองทางการเมืองของชนชั้นนายทุน&lt;/b&gt;....ชนชั้นนี้ (ชนชั้นนายทุน ) ได้การปกครองทางการเมืองมาเป็นของตนในระบบรัฐสภา ผู้แทนสมัยใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นแต่เพียง คณะกรรมการจัดการธุรกิจร่วมกันของ ชนชั้นนายทุนทั้งชนชั้นเท่านั้นเอง...&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มชนชั้นปกครองเข้าใจหลักคิดของ มาร์กซ์ในข้อนี้ดี จึงควบคุมรัฐสภาอย่างหนาแน่น ส่งพรรคเข้าต่อสู้ช่วงชิงตลอดเวลา ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของคณะราษฏรในปี 2475&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
78 ปีแห่งการห้ำหั่นและการต่อสู้ในการเมืองไทย จึงเต็มไปด้วยการรัฐประหาร  ประชาธิปไตยครึ่งใบในยุคกงกงถึง 8 ปี และมารุนแรงสุดขีดในยุคของเรา ที่ 2 ชนชั้นใหญ่ก่อสงครามบ้าระห่ำที่ย่างเข้าปีที่ 5 แล้ว โดยไม่มีทีท่าลดราวาศอกแก่กันเลย ความบ้าระห่ำถึงขั้นดึงกองทัพมารบกันเอง ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ศึกที่เพิ่งผ่านมาคือ &lt;b&gt;จปร. รบกับ จปร.
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?PHPSESSID=5lc2ebf4pkjtoupbk1pi4ngbn1&amp;amp;topic=15.msg2545;topicseen#msg2545&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101205/1881#comments</comments>
 <pubDate>Sun, 05 Dec 2010 11:18:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1881 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : Hegel on Love</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20101123/1872</link>
 <description>&lt;blockquote&gt;
	&lt;b&gt;The more I give to thee the more I have&lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;(ยิ่งฉันให้เธอมาก ฉันยิ่งมีมาก)&lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
เฮเกลอ้างข้อความนี้จาก โรมีโอกับจูเลียต ในงานที่รู้จักกันในชื่อว่า &lt;b&gt;Fragment on Love&lt;/b&gt; (ชิ้นส่วนต้นฉบับงานเขียนว่าด้วยความรัก) ซึ่งเขียนในปี 1797-1798 ระหว่างที่เขาอยู่แฟรงเฟิร์ต เพื่อสนับสนุนข้อเสนอของเขาว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก ขั้วตรงข้าม (opposites) ระหว่าง &amp;quot;อัตตา&amp;quot; (Self) หรือ Subject (องค์ประธาน) กับ &amp;quot;ผู้อื่น&amp;quot; (Other) หรือ Object (สิ่ง) ได้รวมเป็นเอกภาพ (identity / unity) โดยที่การรวมเป็นเอกภาพนี้ &lt;b&gt;เป็นการรวมที่รักษาความแตกต่าง เป็นการรวมในความแตกต่าง (unity-in-difference) และโดยผ่านความแตกต่าง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะในความรัก แต่ละคนจะ &amp;quot;สูญเสีย&amp;quot; ความเป็นตัวเองให้กับคนรักของตน คือสละการยึดตัวเองในฐานะปัจเจก (as an individual) แต่พร้อมกับการทิ้งความเป็นปัจเจกของตัวเอง แต่ละคนก็จะ &amp;quot;ได้&amp;quot; หรือ &amp;quot;ค้นพบตัวเอง&amp;quot; ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งใหม่ที่มากกว่าตัวเอง (as part of a wider whole)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก จึงมี&lt;b&gt;ทั้งช่วง (moment) ของการสละตัวเอง (self-surrender) และช่วงของการค้นพบตัวเอง (self-discovery)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือความหมายของกระบวนการย้อนแย้ง (paradoxical) ของความรัก ดังที่ จูเลียตบอกต่อโรมีโอ ว่า 
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ยิ่งฉันให้เธอมาก, ฉันยิ่งมีมาก &lt;/b&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
ในความรัก การที่แต่ละคนสละความเป็นตัวเองให้กับผู้อื่น(คนรักของตน) และค้นพบความเป็นตัวเองในผู้อื่น เท่ากับว่า แต่ละคนได้ทำให้ตัวตนภายในของตน กลายเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกในผู้อื่น หรือ externalization (เปลี่ยนภายในเป็นภายนอก) ขณะเดียวกัน ก็ทำให้สิ่งที่อยู่ภายนอกคือ คนรักของตน กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนภายในของตัวเอง หรือ internalization (เปลี่ยนภายนอกเป็นภายใน) 
&lt;p&gt;
ถ้าการเปลี่ยนตัวตนภายในเป็นภายนอก (externalization) ถือว่าเป็นช่วงของการปฏิเสธตัวเอง (self-negation) ช่วงการเปลี่ยนให้ภายนอกหรือคนรักของตนเป็นส่วนหนึ่งของตน (internalization) ก็ต้องถือเป็นช่วงของการยืนยันความเป็นตัวเอง (self-affirmation) หรือการปฏิเสธการปฏิเสธตัวเอง (negation of self-negation)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	ในความรัก ฉันค้นพบตัวตนของฉัน ในตัวตนของเธอ, เธอค้นพบตัวตนของเธอ ในตัวตนของฉัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	The self (the subject) finds itself in the other (the object) as the other finds itself in the self.&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความรัก จึงเป็นเอกภาพระหว่างตัวตนและผู้อื่น&lt;/b&gt; self and the other ระหว่าง subject กับ object หรือ subject-object identity แต่ขณะเดียวกัน ในเอกภาพนี้ ก็มีความแตกต่างอยู่ด้วย คือ แต่ละคน รัก คนรัก เพราะคนรักมีความแตกต่างจากตน เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่ตน ความรักเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อแต่ละคนยอมรับว่า อีกคนหนึ่งมีฐานะเป็นอิสระและเท่าเทียมกับตน (ไม่ใช่ต่ำกว่าหรือต้องขึ้นต่อตน) 
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงมีทั้ง&lt;b&gt;ด้านที่ไม่เอกภาพ, ที่เป็นอิสระต่อกัน&lt;/b&gt; หรือ subject-object non-identity อยู่ด้วย &lt;br /&gt;
ความรักจึงเป็น &lt;b&gt;เอกภาพของทั้งความเป็นเอกภาพและความไม่เป็นเอกภาพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
identity of identity and non-identity&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในตอนหนึ่งของงานเขียนอีกชิ้นหนึ่งที่เขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เฮเกลเรียกกระบวนการทั้งหมดของการสูญเสียตัวเอง- ค้นพบตัวเอง (self-surrender / self-discovery), การทำให้ภายในของตัวเองเป็นสิ่งภายนอก-ทำให้สิ่งภายนอกเป็นส่วนหนึ่งของภายในตัวเอง (externalization / internalization) ว่า &amp;quot;สปิริต&amp;quot; (Spirit หรือ Geist ในภาษาเยอรมัน) นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างจินตภาพ ที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ปรัชญา . . . .&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรุงเทพ&lt;br /&gt;
25 มกราคม 2010 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://weareallhuman2.info/index.php?showtopic=42029&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บชุมชนคนเหมือนกัน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20101123/1872#comments</comments>
 <pubDate>Tue, 23 Nov 2010 19:57:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1872 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

