<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Rethink Your Work, Revalue Your Life</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink</link>
 <description></description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>อุดมการณ์คอมมิวนิสต์...ไม่เคยตาย ! </title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100206/1668</link>
 <description>&lt;p&gt;
การล่มสลายของสหภาพโซเวียต การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลิน 
นี่เป็นสัญลักษณ์อันหนึ่งที่สังคมในปัจจุบันมองว่า 
เป็นการล่มสลายของระบอบการปกครองที่เรียกว่า 
คอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมนั้น กำลังจะเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่ไม่ให้การยอมรับกันต่อไปแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจสังคมไทย เป็นปัญหาสำคัญที่เป็นสาเหตุแห่งความ
ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน 
ความขัดแย้งของเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นนั้น 
หลายคนบอกว่า มีการปลุกผีคอมมิวนิสต์ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในสังคมไทย 
เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แม้จะไม่ใช่พรรคการเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย 
หรือยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นพรรคการเมือง 
แต่ในทางปฏิบัติแล้วพรรคการเมืองพรรคนี้ ถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมีอายุยาวนานถึง 67 ปี 
และอุดมการณ์องพรรคยังคงยึดแนวทางตามลัทธิมาร์กซ์-เลนิน 
และความคิดของเหมาเจ๋อตง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยนั้นเดิมเรียกว่า 
พรรคคอมมิวนิสต์สยาม ผู้ก่อตั้งคนแรกคือสหายซุง 
หรือสยามโฮจิมินห์ผู้นำชาวเวียดนาม 
ต่อมาได้มีการก่อตั้งเป็น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในคราประชุมสมัชชา
พรรคครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ปี 2485 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันที่ 7
สิงหาคม ปี 2508 ซึ่งเป็นวันเสียงปืนแตก 
โดยกองกำลังของพรรคที่เรียกตนเองว่า กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย 
ได้ใช้อาวุธเข้าโจมตีกองกำลังของรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก 
จากนั้นจึงได้มีการประกาศยุทธศาสตร์โดยการต่อสู้ด้วยอาวุธ 
โดยใช้ชนบทล้อมเมืองและเข้ายึดเมืองในที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่วงก่อนและหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการลอบสังหารผู้นำประชาชนหลายคน
ที่ต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงจากอำนาจรัฐ โดยเฉพาะเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 
ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 
ผู้นำนักศึกษาและประชาชนจำนวนมากต้องหนีเข้าป่า 
จับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อมาในสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี 
มีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี 2523 ที่เรียกว่าคำสั่ง 66/23 
เชิญชวนให้นักศึกษาและประชาชน ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์กลับมาเป็นผู้
ร่วมพัฒนาชาติไทยโดยไม่ถือว่าเป็นความผิด  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย 
รัฐสภาได้ประกาศยกเลิกพระราชบัญญัติ ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ปี 
2495 และปี 2543 เป็นผลให้การกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปัจจุบันพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 
แม้ไม่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากนัก 
แต่ก็มีการประชุมสมาชิกพรรคและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองอย่างลับ ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2552 
อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย 
ได้ออกแถลงการณ์ส่งถึง สมาชิกพรรคให้สามัคคีกันบนหลักการลัทธิมาร์กซ์-เลนิน 
ก้าวไปสู่ชัยชนะของมวลมหาประชาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันนี้เรามาฟังคำชี้แจ้ง คำอธิบายรวมทั้งการวิเคราะห์ 
ของอดีตเลขาธิการใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณลุงธง แจ่มศรี ครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม  เพชรประดับ&lt;/b&gt;: คำถามที่น่าแปลกใจ 
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยยังมีอยู่หรือในปัจจุบัน 
แล้วอยู่ได้อย่างไรในกระแสโลกทุนนิยม 
กระแสโลกาภิวัตน์ที่ค่อนข้างเชี่ยวกรากอยู่ในขณะนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ธง แจ่มศรี: &lt;/b&gt;
ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์ จะอยู่ได้อย่างไร 
ความจริงคอมมิวนิสต์อยู่ได้ทุกที่ครับ แม้กระทั่งโลกาภิวัตน์ก็ยังดำรงอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณคิดดูอเมริกาก็ยังมีพรรคคอมมิวนิสต์ อังกฤษก็มี ฝรั่งเศสก็มี
แม้กระทั่งรัสเซียที่บอกว่าล่มสลายไปแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์เริ่มฟื้นตัวขึ้นมา
แล้ว และกุมเสียงข้างมากในสภาดูมา 
ฉะนั้นด้วยเหตุนี้ไม่ต้องสงสัยว่าคอมมิวนิสต์จะอยู่ได้หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:&lt;/b&gt; 
คนยุคใหม่ดูเหมือนว่า ไม่มีการยอมรับอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์แล้ว 
ใช่ไหมครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt; เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่เขาปิดบัง 
หรือไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจ  
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่สมัยมาร์กซ์ประกาศมาแล้ว
ชนชั้นปกครองประเทศใหญ่ๆ ไม่ยอมรับ ได้ใช้กำลังมาทำลายด้วยซ้ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณต้องเข้าใจว่าตั้งแต่รัสเซียสร้างประเทศใหม่มาเมื่อปีค.ศ. 1917 
เขายังต้องสู้กับศัตรูภายในและศัตรูภายนอกประเทศ คือประเทศอุตสาหกรรมใหญ่ๆ 
โดยเฉพาะจักรวรรดินิยม 14 ประเทศ ยังได้ล้อมกรอบรัสเซียสมัยนั้น สู้กัน 4 
ปี จึงขับไล่พวกจักรวรรดินิยมออกไปได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขนาดที่ผมถูกจับในคุกนะ พวกนักวิชาการของกอ.รมน.ก็มาโต้กับผมว่า 
คอมมิวนิสต์เป็นของต่างชาติ ไม่น่าจะถูกกับประเทศไทย เขาก็ว่าอย่างนั้น&lt;br /&gt;
ผมก็ เอ ตอนนั้นผมจะโต้  โต้อย่างไรดี ผมบอกว่า 
คุณมองปัญหาไม่ถูก อยากถามว่าศาสนาพุทธ เกิดในประเทศไหน จากอินเดียใช่ไหม 
ทำไมเมืองไทยรองรับล่ะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลัทธิมาร์กซ์ก็เช่นเดียวกัน 
ถึงแม้ว่า มาร์กซ์เป็นคนยิวในเยอรมัน 
แต่ว่าเนื่องจากท่านสรุปบทเรียนของสังคมมนุษยชาติ ให้ก้าวไปสู่ทิศทางที่สอด
คล้องกับความจริง ท่านสรุปหลักการที่ใหญ่ๆ สำคัญออกมาได้    
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วถือเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ของโลก ของสังคมมนุษย์ 
มิใช่ของประเทศหนึ่งประเทศใด หรือของคนคนหนึ่งคนคนใด  
เราต้องยกย่องว่าท่านเป็นผู้ค้นพบปัญหา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม : &lt;/b&gt; 
คนทั่วไปอาจยังไม่เข้าใจแนวคิดอุดมการณ์หลักๆ ของลัทธิมาร์กซ์  
คุณลุงลองอธิบายแนวคิดที่สำคัญของลัทธิมาร์กซ์คืออะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt; 
อุดมการของลัทธิมาร์กซ์คือ มองเห็นความทุกข์ยากของสังคมที่ผ่านมา 
ตั้งแต่ยุคสมัยระบอบทาสขึ้นมา 
หรือแม้แต่สังคมคอมมิวนิสต์บุพกาลก็เช่นเดียวกัน 
ในยุคสมัยนั้น ถึงแม้จะมีความคิดเสมอภาคกัน แต่อดอยากยากแค้นทุรกันดารมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาพัฒนาสู่ยุคทาส สังคมก็ก้าวมาอีกขั้นหนึ่ง 
แต่ว่าชีวิตทาสกับเจ้าทาสมันต่างกันมาก ทาสก็เหมือนไม่ใช่มนุษย์ 
มันก็ยากลำบาก ต่อมามันพัฒนามาอีกขั้นหนึ่งเป็นยุคศักดินา 
แต่ระหว่างเจ้าขุนมูลนายกับข้าทาสบริวาร  ก็ยังคงถูกกดขี่ขูดรีดทุกข์ยาก  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พอมาทุนนิยม มันพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอีก 
ถึงแม้เรียกร้องและเชิดชูว่า เป็นระบอบประชาธิปไตย  และใช้คำพูดสวยหรู 
เป็นระบอบการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน   สวยหรูมากกก  แต่ความเป็นจริงไม่ช่ายย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยังมีการกดขี่ขูดรีด 
ระหว่างคนที่รวยล้นฟ้า กับคนที่ยากจนเสมอภาคเท่าเทียมกันได้หรือไม่ล่ะ โดยเฉพาะสังคมไทยในปัจจุบันนี้ อย่าว่าแต่เรื่องกดขี่ขูดรีดเลย 
แม้แต่กฎหมายยังไม่เท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม: &lt;/b&gt;อุดมการของมาร์กซ์คือ
อุดมการที่ทำให้คนเท่าเทียมกัน &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt;: ไม่มีการกดขี่ขูดรีด 
มีความเสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม:&lt;/b&gt; พรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยนี่ 
ตอนนี้พรรคยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย 
ถือว่ายังผิดกฎหมายอยู่ใช่ไหม  &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt; ก็ยังใต้ดินอยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:&lt;/b&gt;
แต่ในปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ก็ยกเลิกไปแล้วนะครับ  
ทำไมจดทะเบียนไม่ได้  หรือไม่จดทะเบียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt;  
ใช่ในแง่ที่เขาคิดมันเป็นอย่างนั้น 
แต่ว่าเนื่องจากว่าไทยยังไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยแท้จริง จึงกดคน 
กดคอมมิวนิสต์  อย่างเห็นว่าตอนนี้พวกเสื้อแดงทำอะไรตามกฎหมายก็ยังไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:&lt;/b&gt;
การที่ไม่ไปจดทะเบียนตามกฎหมายพรรคการเมืองเพราะอะไรครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt;
ก็ชนชั้นปกครองไม่ยอมให้จด กฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองมันมีหลายช่องโหว่ 
แล้วแต่ตัวนายทะเบียนพรรคการเมืองยอมให้จดหรือไม่จด 
เพราะฉะนั้นในแง่นี้จะต้องแก้ปัญหาอีกเยอะ 
รัฐธรรมนูญต้องแก้ปัญหานี้ให้ตกไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จอม:  เขาไม่ยอมให้จด เพราะอะไรครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุง
ธง:&lt;/b&gt; เขาอ้างว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าคุณเสนอปัญหาอุดมการคือ 
ยกเลิกระบอบเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี เราก็ยังไม่ได้เสนอปัญหานี้โดยตรงนะครับ 
แต่เพียงแต่ในแง่อุดมการ 
เมื่อมีการกดขี่ขูดรีดเราก็ต้องแก้ปัญหาตรงที่จุดนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือในสังคมที่มีการกดขี่ขูดรีด แบ่งชนชั้นในทางเศรษฐกิจมันไม่เท่าเทียมกัน 
คนที่ไม่มีที่ดินทำกินเยอะ แต่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ 
ถึงแม้รัฐบาลบางช่วงจะเอาที่ดินส่วนรวมมาแจกจ่ายให้ 
แต่ผลที่สุดก็แจกให้นายทุนเสียมากกว่า คนจนจริงๆ ไม่ได้  
ซึ่งไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นในแง่นี้เกี่ยวกับปัญหาที่ใหญ่ 
มันก็อยู่ที่เราไม่มีอำนาจไปต่อรองเขาได้เต็มที่  
เพราะฉะนั้นเราก็ส่งเสริมในแง่ ทำอย่างไรให้ไทยเป็นประชาธิปไตยที่แข็งแกร่ง
ต่อให้เป็นประชาธิปไตยนายทุนก็ยังดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:&lt;/b&gt; 
แล้วทำไมเราไม่เปลี่ยน 
หรือประกาศอุดมการเปลี่ยนประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง 
แทนที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ที่คนส่วนใหญ่กลัวล่ะครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง:&lt;/b&gt; 
ปัญหาก็อยู่ตรงนี้ละครับ ถ้าพวกผมจะเปลี่ยนอุดมการไปสู่ทุนนิยมก็บอกว่า 
พวกนี้จะกลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว ใช่ไหม เดี๋ยวนี้มีคนส่วนหนึ่งไปสนับสนุนเสื้อเหลือง ก็ทำให้คนสงสัยเหมือนกัน  
มันผิดแนวแล้ว เพราะฉะนั้นเวลานี้เราอยู่ระหว่างที่ต้องระมัดระวังมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม &lt;/b&gt;: สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมีอยู่ทุกภาคในประเทศไทยหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ครับเรามีทุกภาคของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : มีเยอะไหมครับ ประมาณเท่าไหร่&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ถ้าพูดถึงในแง่ตัวบุคคลของพรรคคอมมิวนิสต์ เนื่องจากเราอยู่ในสภาพใต้ดินเปิดเผยไม่ได้ เพราะฉะนั้นในแง่นี้เราก็จะต้องพูดกันแบบว่า คนที่สนใจเรื่องนี้ยังมีอยู่อีกมาก ถึงแม้ส่วนหนึ่งวิกฤติศรัทธาไป แต่ก็มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจต้องการเข้าร่วมอุดมการนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  สนใจเป็นสมาชิกของพรรคด้วยหรือครับ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : มีคนกำลังต้องการเข้าพรรคจำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : จำนวนมากหรือครับ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; :  ใช่ ใช่ จำนวนมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : เป็นเยาวชน คนรุ่นใหม่เลยหรือครับ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; :  ใช่ ใช่ เป็นนักศึกษาด้วย ปัญญาชนด้วย  (หัวเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  ครับ ครับ ยังมีความหวังว่า ประเทศไทยถึงจุดหนึ่งแล้วนี่ จะสามารถเป็นคอมมิวนิสต์ได้ไหม?   หรือว่าจะเป็นเพียงอุดมการของพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ในแง่อุดมการนั้นเป็นเป้าหมายสูงสุดที่เราต้องต่อสู้ให้ถึง แต่ว่าคุณจะเสนอเวลานี้เปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นแบบคอมมิวนิสต์ แน่นอนไม่สอดคล้อง เพราะ ฉะนั้นต้องแก้ปัญหาให้เป็นไปตามขั้นตอนของมัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในประเทศไทยในขณะนี้ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ใช่ไหม เราต้องเรียกร้องให้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์ขึ้น แต่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ในที่นี้ก็เป็นประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน  คือคนที่ในรัฐธรรมนูญปี 40 ที่ว่าค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับกันว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่าคนที่จะรับเลือกตั้งต้องมีปริญญาตรีจึงสมัครรับเลือกตั้งได้ แสดงถึงว่าเป็นประชาธิปไตยนายทุนแล้ว ยังไม่ใช่ประชาธิปไตยของคนรากหญ้าอย่างแท้จริง  เพราะฉะนั้นมันต้องต่อสู้เป็นขั้น ๆไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : ลุงธง ตอนนี้เป็นอดีตเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  ลาออกมานานแล้วหรือยัง และเหตุผลที่ลาออกเป็นเพราะอะไรครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; :  เหตุผลที่ผมต้องลาออกก็เพราะ หนึ่งในภาวะของคณะกรรมการชุดนี้หลังจากที่แตกออกมาจากป่าแล้ว เราไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบการของพรรคได้อย่างครบถ้วน ทำให้การประชุมของคณะกรรมการบริหารซึ่งปกติธรรมดาต้องปีละครั้ง สมัชชาต้อง 5 ปีครั้ง แต่เราทำไม่ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แน่นอน เราไม่ใช่อยากจะฝ่าฝืน แต่หลังจากที่เราแตกจากป่า เราเปิดประชุมทีมงานเพื่อเปิดประชุมคณะกรรมการ เราถูกกวาดล้างจับกุมไปสองครั้งใหญ่ๆ ฝ่ายนำถูกจับกุมไปเกือบหมดในตอนนั้น นี่เป็นสาเหตุจริงๆที่ทำให้เราเปิดประชุมไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา...  คน ยัง คง ยืน เด่น โดย ท้า ทาย   ..............ดาว ศรัทธา  เย้ย  ฟ้า  ดิน   .........................&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : แต่ว่ารัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ที่ออกนโยบาย 66/2523 ขึ้นมานี่ ให้คนเข้าป่าออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย   ปรากฏการณ์ครั้งนั้นเป็นการสำนึกผิด หรืออะไร ยกเลิกอุดมการณ์ ความตั้งใจของพรรคหรืออย่างไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ข้อนี้มันไม่ใช่  ถ้าพูดถึงในแง่นั้น คือถ้าเทียบว่าพ่ายแพ้เราก็ยอมรับได้ แต่ไม่ใช่เป็นการยอมจำนน หรือละทิ้งอุดมการณ์ อุดมการณ์ไม่ได้เปลี่ยน ไม่มีความคิดเลิกเป็นคอมมิวนิสต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; : และไม่ใช่เป็นการสำนึกผิด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ไม่ใช่  ผมยังถือว่า ผมถูกนะ ไม่ได้ผิด เพราะว่า ในขณะที่เราจับอาวุธนั้น ความจริงก่อนหน้านั้นพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้จับอาวุธ แต่หลังจากที่สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้อำนาจเผด็จการอย่างเต็มที่  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ออกไม่ได้ สภาก็ถูกยุบ รัฐธรรมนูญก็เลิกเปลี่ยนใหม่ทุกๆอย่าง และใช้อำนาจเขนฆ่าประชาชน เราก็ยอมรับไม่ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม : &lt;/b&gt; ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหวของคนหลายๆ กลุ่ม  
กลุ่มคนเสื้อแดงหลายคนบอกว่า 
เป็นการเอาหลักคิดแนวคิดหรืออุดมการของพรรคคอมมิวนิสต์มาสอดแทรก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกาศทำสงครามที่จะล้มอมาตย์ 
อันนี้คือหนึ่งในอุดมการของพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่ 
แล้วคนเสื้อแดง กำลังดำเนินการตามอุดมการนี้ ของพรรคคอมมิวนิสต์หรือเปล่า ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง :&lt;/b&gt;  แกนนำสำคัญเขาปฏิเสธนะครับ เขาไม่ใช่พวกคอมมิวนิสต์ 
เขาต่อสู้แบบสันติ  จุดที่เหมือนกันก็คือ 
เขาปลุกระดมประชาชนให้ลุกขึ้นมา คัดค้านระบอบอมาตยาธิปไตย 
คัดค้านระบอบไม่ยุติธรรม สองมาตรฐาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในแง่นี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไปที่ไม่ยอมรับ 
เราไม่ยอมรับเรื่องนี้อยู่แล้ว เฉพาะฉะนั้นในแง่นี้เป็นด้านหลักทั่วไป 
เราสามารถเป็นเพื่อนกันได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:  &lt;/b&gt; ในกลุ่มคนเสื้อแดงเอง 
ก็มองว่า ส่วนหนึ่งก็ต่อสู้เพื่อคุณทักษิณ 
ส่วนหนึ่งก็ต่อสู้เพื่อการล้มอมาตย์ และก็ยังมีกลุ่มแดงสยาม  
อย่างกรณีนี้หากวิเคราะห์กลุ่มแดงสยาม ฝ่ายเสื้อแดง 
อันนี้คืออุดมการอันเดียวกันกับพรรคคอมมิวนิสต์หรือไม่ครับ ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง :&lt;/b&gt;
ในแง่เขา ในรูปแบบทั่วๆไป เดี๋ยวนี้ยังพูดไม่ได้ เราก็ยังดูว่า 
ต่อไปจะร่วมมือกันได้ขนาดไหนเป็นเรื่องในอนาคต  แต่ในปัจจุบันเขาไปในแนวนี้
เราก็ไม่ขัดขวาง 
ในเมื่อเขากล้าต่อสู้กับอมาตย์ซึ่งเราเห็นเป็นศัตรูร่วมกัน  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม : 
&lt;/b&gt;แต่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จะมีโอกาสเข้ามาร่วมกับคนเสื้อแดงไหมครับ ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง :&lt;/b&gt; มองในสภาพปัจจุบัน เขาคงจะไม่ต้อนรับ เขาคงต้องขัดขวาง 
เพราะว่าภาพพจน์ของพวกเรา มันทำให้เขารู้สึกว่ามันร่วมด้วยไม่ได้  
เพราะว่าเราต่อสู้ไปถึงขนาดชนชั้นปกครองตั้งฉายาว่า ศัตรูหมายเลขหนึ่ง 
มันทำให้เขาถูกป้ายสีหนักได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม : &lt;/b&gt; คนเสื้อแดงในส่วนแดงสยาม 
อย่างคุณสุรชัย แซ่ด่าน 
อันนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ชัดเจนของคอมมิวนิสต์ ที่อยู่ในกระบวนการเสื้อแดง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง :&lt;/b&gt; ที่จริงตัวคุณสุรชัยเคยเป็นคอมมิวนิสต์ ติดคุกเรื่องคอมมิวนิสต์มา 
แต่แกออกมาเดี๋ยวนี้ร่วมกับเสื้อแดง เขาก็เคลื่อนไหวในรูปแบบกว้าง 
ด้านกว้าง พากเราไม่ปฏิเสธ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม:  &lt;/b&gt; พรรคไปร่วมกันเขา&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุง
ธง:&lt;/b&gt; เราไม่ไปร่วม เขาไม่ได้มีส่วนในแง่ที่ว่าเป็นนโยบาย 
เราไม่ได้ไปทำแบบนั้น เป็นเรื่องเอกชนเขาทำ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม :  &lt;/b&gt; 
ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง : &lt;/b&gt;ครับ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :   ถ้าบอกว่านี่ การต่อสู้ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ถ้าจะให้ลุงธงในฐานะที่เป็นอดีตเลขาธิการใหญ่พรรค จะเสนอทางออกของประเทศในตอนนี้อย่างไร กับปัญหาที่พยายามจะล้มอมาตย์ พยายามที่จะต่อสู้กัน จะมีทางออกเสนอทางออก ให้กับปัญหาสถานการณ์ของสังคมไทยตอนนี้ได้อย่างไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน ปัญหาเด่น ปัญหาแรกที่สุด คือ ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ 50  ซึ่งเป็นผลิตผลของพวกเผด็จการทำรัฐประหารซึ่งเป็นเรื่องที่ผิด   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในแง่ของนักกฎหมายหลายคนบอกว่าเป็นการทำผิดกฎหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาทำลายระบอบประชาธิปไตย  เพราะฉะนั้นเมื่อต้องแก้ปัญหาจุดนี้กลับคืนไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็จะต้องสร้างแนวร่วมอันกว้างใหญ่เพื่อมาสยบพวกกลุ่มอมาตย์ต่อไป ฟื้นประชาธิปไตยของประชาชนคืนมา อันนี้คงเป็นทิศทางเดียวที่จะก้าวไปทำให้สังคมพัฒนาไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  มองอีกด้านหนึ่งของสังคม คนที่อยู่ตรงข้ามกับคนเสื้อแดงที่พยายามต่อสู้กับทุนนิยมสามานย์ คุณลุงคิดว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร หรือมองทิศทางนี้อย่างไร ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ความเป็นจริงประเทศไทยเดี๋ยวนี้เป็นทุนนิยม ไม่ว่าจะเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงปฏิเสธอันนี้ไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
จอม&lt;/b&gt; : โดยรูปแบบการปกครองควรเป็นระบอบประชาธิปไตย เราปฏิเสธไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : แต่ เป็นประชาธิปไตยนายทุน เราพูดตรงๆ คือเป็นประชาธิปไตยนายทุน แต่การที่เขาอ้างประชาชนเพื่อที่จะหลอกคน หรือทำให้คนเห็นว่าสวยหรูเท่านั้น แต่แท้ที่จริงไม่เสมอภาค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่าใช้เงื่อนไขที่ด้านดีของทุนนิยมคือ พยายามพัฒนาประเทศในการผลิตให้เจริญก้าวหน้าคือพลังการผลิตมันเจริญ  แต่ส่วนความสัมพันธ์ทางการผลิตคนส่วนน้อยยังได้ประโยชน์ คนส่วนใหญ่ยังเสียเปรียบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านนี้ต้องเปลี่ยนแปลง ด้านนี้ยังต้องอาศัย เงื่อนไขประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน พัฒนาในด้านพลังของ ประชาชนให้เข้มแข็งเติบใหญ่ขึ้นเพื่อต่อรองในระบอบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  ซึ่งในภารกิจของอุดมการคอมมิวนิสต์นี่  ไม่ว่าทุนแบบไหนก็แล้วแต่สามานย์ทั้งสิ้นใช่ไหมครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt;: แน่นอน  ทุนนิยมมันกดขี่ขูดรีดนี่ มันเอาเปรียบคน ใช่ไหม เพราะฉะนั้นในแง่นี้ อย่างที่ว่านี้ถ้าได้กำไรสัก 5 %   10% ก็ครึกครื้นกันเหมือนปลาได้น้ำ แต่ถ้าได้กำไรร้อยเปอร์เซ็นต์ถึงสามร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วละก้อ (เอานิ้วมือปาดคอ) เชือดคอยก็ยอม ตายก็ยอม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :   เอาชีวิตเข้าแลก&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ใช่ ใช่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จอม: ถ้าถามว่า ถึงตอนนี้ เงื่อนไขปัจจัยต่าง ๆ เอื้อให้อุดมการของคอมมิวนิสต์ตื่นขึ้นอีกครั้งในสังคมไทยหรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt;: ผมคิดว่าความเป็นจริงจะสอนให้คนเราฉลาดขึ้น พวกเราก็เช่นกัน ด้านไหนที่เราทำพลาดหรือทำผิดไป เราก็ต้องแก้ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของสังคม  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในแง่นี้เป็นเรื่องที่เราต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป ที่สำคัญอยู่ที่อาศัยคนจำนวนมาก หมู่มาก เราเรียกว่า แนวทางมวลชน คืออาศัยประชาชนที่ตื่นตัวช่วยกันมาสร้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  ถ้าเกิดมวลชนส่วนใหญ่ มวลชนส่วนมากมีความตื่นตัวและเห็นว่า แนวคิดบางส่วนของคอมมิวนิสต์น่าจะกลับมาอีกครั้งก็ขึ้นอยู่กับมวลชน  ว่ามวลชนต้องการอย่างนั้นหรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ใช่ ใช่ ถูกต้อง&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :   นั่นก็คือการ สร้างสังคมที่เท่าเทียมกันอย่างที่ว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ใช่ ใช่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :   คุณลุงธงเองได้มีโอกาสร่วมทำงานกับคุณลุงคำตัน สหายคำตันมาเวลาหนึ่งใช่ไหมครับ ท่านเป็นคนอย่างไร และมีแนวคิดอะไรที่ใกล้เคียง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง &lt;/b&gt;: คุณคำตันท่านเป็นนักการทหาร ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ดูจากชีวิตของท่านที่อยู่ในฐานที่มั่น ท่านจะมีหม้อทหาร ท่านเรียกว่าหม้อแกงโฮะ เอาอาหารที่กินเหลือทุกอย่างลงไปอุ่นต้มกินได้ นี่สะท้อนถึงชีวิตของท่านที่มันเรียบง่าย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่านไม่เอาพวกเผด็จการ ท่านเป็นนักประชาธิปไตย หากไปศึกษาชีวิตของท่านจะเห็นถึงวิถีชีวิตของคนที่มีความรักชาติ รักประเทศชาติรักความยุติธรรมอย่างแท้จริง ท่านผ่านชีวิตสังคมมาหลายแบบ ต่อสู้แบบทหาร ใช้ชีวิตแบบทหาร เป็นนักการเมืองในสภา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่านก็เป็นมา ท่านผ่านมาเต็มที่แล้ว  แต่ท่านเห็นว่า ระบอบรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ท่านจึงก้าวไปสู่อุดมการคอมมิวนิสต์ ในแง่นี้ที่แตกต่างจากนักการเมืองในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  ลุงธงมองว่า สุดท้ายแล้วสถานการณ์บ้านเมืองไทย จะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร การล้มอมาตย์จะสำเร็จหรือไม่ และสถานการณ์ของบ้านเมือง จะนำไปสู่การหาทางออกหรือคลี่คลายอย่างไร ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง&lt;/b&gt; : ปัญหานี้ เดี๋ยวนี้ยังมองไม่เห็น กำลังประชาชนที่ตื่นตัวลุกขึ้นต่อต้านคัดค้านกลุ่มอมาตย์ พวกเผด็จการที่รัฐประหารกันมา  ผมว่าจากพฤติการณ์การตื่นตัวของประชาชน จะเป็นการผลักดันให้ชนชั้นปกครองต้องพิจารณา สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดก็คือ การลุกฮือขึ้นสู้ของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  แต่ประชาชนเองก็ขัดแย้งกันเอง พลังประชาชนไม่ได้เข้มแข็งเหมือนในอดีต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ลุงธง &lt;/b&gt;: ในข้อนี้เป็นเรื่องที่ชนชั้นปกครอง พยายามใช้หรือขยายให้มันเป็นประโยชน์ให้ประชาชนชนกัน  เขาก็อยู่สบาย เขาไม่ถูกโค่น แต่ถ้าความเป็นจริงนั้น มนุษย์เรารู้ทันกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาไม่ได้กินแกลบ ไม่ได้กินรำ เพราะฉะนั้นในแง่ถูกกดมากๆ ถึงที่สุด ถึงจุดเดือดก็เกิดขึ้นมาวันหนึ่ง คิดว่าข้อนี้แหละ ชนชั้นปกครองมองข้าม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะสรรพสิ่ง ถ้าศึกษาปรัชญาข้อหนึ่ง จะรู้ว่า การพัฒนาเปลี่ยนแปลงไม่ว่ารูปแบบไหน ถึงจุดที่มันเปลี่ยนผ่าน จากคุณภาพหนึ่งไปสู่คุณภาพหนึ่ง มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;จอม&lt;/b&gt; :  นี่ชัดเจนเป็นแนวคิดที่อาจจะไม่ได้รับฟังมุมมองเหล่านี้เท่าไหร่ แนวคิดมุมมองในแบบการเมืองแบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมที่ว่ากัน อย่างไรก็ตามในสังคมที่เปิดกว้างมากขึ้น เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น การแสดงออกในมุมมองการเมือง ความคิดหรือลัทธิการเมืองของสังคมนั้นก็กว้างมากขึ้นด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชมคลิปสัมภาษณ์ ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.voicetv.co.th/content/7351&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;voicetv &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=110.msg572;topicseen#msg572&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บอร์ดไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100206/1668#comments</comments>
 <pubDate>Sat, 06 Feb 2010 18:54:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1668 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหตุเกิดที่ พคท. (2553)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100204/1666</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในยุคที่สงครามอุดมการณ์กำลังวางวาย เพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ และสังคมไทยกำลังแสวงหาเส้นทางใหม่ สำหรับระบอบการเมืองที่เหมาะสม ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อได้เกิดวาทะกรรมระหว่าง กลุ่มคนที่อ้างตัวเป็น ” คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”(พคท.) ชุดใหม่ล่าสุด กับ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคฯชุดสมัชชาที่ 4 ซึ่งแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ และการนำอย่างชัดเจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วาทะกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสตื่นตัวของการเมืองแบบมวลชน ได้คึกคักขึ้นในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้แกนนำของพคท.ที่แสดงบทบาทยิวเร่ร่อนที่ไม่ยอมชำระบาป นานเกือบ 3 ทศวรรษ หลังจากความพ่ายแพ้ของพรรคฯ ลุกขึ้นมาแสดงบทบาทเอาการเอางานครั้งใหม่ อย่างไม่ยอมชำระหนี้สินเก่าที่คั่งค้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ได้แก่ ความผิดพลาด 3 ประการทางทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ) โดยหวังว่ากลุ่มตนจะไม่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วาทะกรรมเรื่องชิงอำนาจการนำในพคท. และการแสดงท่าทีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แม้จะเกิดจากตะกอนที่ตกค้างมาจากอดีต แต่ก็ไม่อาจจะถืออย่างดูเบาว่า เป็นแค่ ” ฝันละเมอของคนหลงยุค ” เพราะโครงสร้างและเครือข่ายการจัดตั้งของพคท. ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถรื้อฟื้นและส่งผลต่ออนาคต ของการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรม และต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีกว่าได้อีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงเป็นภารกิจของผู้เขียนที่จะต้องทำการวิเคราะห์ให้เห็นสาระ และประเด็นของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผู้เขียน ขอยืนยันและย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆทั้งในทางส่วนตัว กับ วิชัย ชูธรรม ที่ถูกอ้างว่า เป็นเลขาธิการพรรคฯคนใหม่ และไม่ได้สังกัดหรืออยู่ใต้จัดตั้งของพคท.สายใด ๆ เลย (แล้วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง กับเสียงวิจารณ์ที่ผ่านมากับข้อเขียนเดิม ๆ ที่ว่า”ไม่ใช่คนของพรรค”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เป็นผู้ที่มุ่งมั่นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมา เจ๋อ ตง มายาวนานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (อ่านข้อเขียนของมาร์กซ-เองเกลส์-เลนิน  และนักคิดลัทธิมาร์กซอื่นๆ เกือบทุกเล่ม รวมทั้งสรรนิพนธ์เหมา ทั้ง 8 เล่ม จนจบมาแล้วหลายเที่ยว) ไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนใดในกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็น”คณะกรรมการบริหารกลาง”ของ พคท.ชุดนี้หรือชุดไหน ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเอกสารพื้นฐานเรื่อง คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี (ธันวาคม 2552) เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของธง แจ่มศรี ฝ่ายหนึ่ง  กับ  คำชี้แจงภายใน (1 มกราคม 2553) และ แถลงการณ์เรื่องสถานการณ์และภาระหน้าที่ (1 มกราคม 2553)ของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็น คณะกรรมการบริหารกลาง อีกฝ่าย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียนขอวิเคราะห์สาระของจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกมาได้ใน 3 หมวดหลักคือ ทางทฤษฎี ทางยุทธศาสตร์ และ การนำ ดังตารางแยกแยะต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;meta http-equiv=&quot;CONTENT-TYPE&quot; content=&quot;text/html; charset=utf-8&quot; /&gt;
&lt;title&gt;&lt;/title&gt;
&lt;meta name=&quot;GENERATOR&quot; content=&quot;OpenOffice.org 3.1  (Win32)&quot; /&gt;
&lt;style type=&quot;text/css&quot;&gt;
&lt;!--
@page { margin: 2cm }
P { margin-bottom: 0.21cm }
--&gt;
&lt;/style&gt;
&lt;table border=&quot;1&quot; bordercolor=&quot;#000000&quot; cellpadding=&quot;7&quot; cellspacing=&quot;0&quot; width=&quot;569&quot;&gt;
	&lt;col width=&quot;89&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;col width=&quot;214&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;col width=&quot;223&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;61&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;คณะกรรมการบริหารกลาง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ธง แจ่มศรี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;70&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ทฤษฎี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน
			ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา
			รวมทั้งสังคมไทย
			ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ชูคำขวัญยกระดับการศึกษาลัทธิมาร์กซ
			แต่กลับละทิ้งหลักการของลัทธิมาร์กซ หันไปหยิบยืมหลักการอื่นมาผสมผสานเพื่อชี้นำแล้วอ้างว่าเป็นลัทธิมาร์กซ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;เลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตนเอง
			ไม่เน้นท่าทีแบบวิทยาศาสตร์
			ที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง
			และเปิดใจกว้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;ul&gt;
				&lt;li&gt;
				&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
				&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;สังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวแล้ว
				แต่โครงสร้างส่วนบนถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ
				ดังนั้น
				ขั้นตอนนี้คือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
				&lt;/p&gt;
				&lt;/li&gt;
			&lt;/ul&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-left: 0.64cm; margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;ul&gt;
				&lt;li&gt;
				&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
				&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยต้องยึดหลักลัทธิมาร์กซ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;เลนินให้มั่น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
				&lt;/p&gt;
				&lt;/li&gt;
			&lt;/ul&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;69&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ยุทธศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกง
			และทำตัวเป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย
			จึงต้องหาทางจับมือกับกลุ่มทุนผูกขาด ที่มีคุณธรรมมากกว่าโค่นกลุ่มนี้ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ
			ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;77&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;การนำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;อ้างความชอบธรรมจากการดำรงอยู่ของคณะกรรมการบริหารกลางจากสมัชชาที่
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;4
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ของพรรคเพื่อยืนยันความชอบธรรม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;องค์กรนำได้สิ้นสภาพไปแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
หากใช้มุมมองของนักลัทธิมาร์กซ เพื่อพิจารณาฐานะและความถูกต้องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องขอย้อนกลับไปพิจารณาถึง รากฐานของลัทธิมาร์กซที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 เรื่อง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมและชนชั้น คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.ทฤษฎีปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีองค์ประกอบโครงสร้างส่วนล่างคือพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต(เศรษฐกิจ)เชื่อมโยงกับโครงสร้างส่วนบน ที่สร้างรูปการจิตสำนึกให้กับสมาชิกในสังคม(การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.ทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ ภายใต้กรอบที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำใน คำประกาศชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่า &amp;quot;ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ลัทธิมาร์กซ์ได้รับการยึดถือ แปลความและวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล องค์กรต่างๆทั่วโลก รวมทั้งนำไปใช้เป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม และนำลัทธิมาร์กซ์ ไปประยุกต์ใช้ โดยเน้นถึงความถูกต้อง ตรงตามทฤษฎีอย่างเคร่งครัด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่เห็นว่า ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์กซ์ ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์ืกซ์ ยังคงถูกต้องและสามารถใช้ได้ จึงนำเอาเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ไปประยุกต์ใช้ตามมุมมองของกลุ่มตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อถือในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ แต่นำเฉพาะแนวคิดหรือข้อเขียนบางส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตน มาใช้อ้างอิง ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรืออื่น ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากพัฒนาการของสังคมนิยมในโลกนี้ เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่งกลายเป็น ความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม แต่ลัทธิมาร์กซ ก็รักษาความแตกต่างจากสังคมนิยมอื่น ๆ ชัดเจน นั่นคือ ดำรงฐานะการเป็นแนวคิดสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่ตรงกันข้ามกับ สองแนวทางสังคมนิยมจากบนสู่ล่าง (อันประกอบด้วย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมโดยรัฐแบบสตาลิน สังคมนิยมแบบคัสโตร  ฯ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับนักลัทธิมาร์กซ หลักการที่ยึดถือมานับแต่แรกใน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ คือ การยืนยันว่าเป้าหมายแรกของการปฏิวัติก็คือ “&lt;b&gt;การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย&lt;/b&gt;” ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อ จะขยายเงื่อนไขให้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมการปฏิวัติ ให้ปรับตัวเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผ่านจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อต่อต้านกับเผด็จการของผู้มีการศึกษา ที่ลอยตัวเหนือมวลชน, เผด็จการทุกรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน, ลัทธิชนชั้นนำปฏิวัติ, เผด็จการอำนาจนิยมในนามของคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่พวกทุนเสรีนิยม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากพื้นฐานข้างต้น สามารถวิเคราะห์วาทะกรรมของคู่กรณีในพคท.ได้ชัดเจนมากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับธง แจ่มศรีนั้น หากไม่นับความบกพร่องของ รายละเอียดด้านเวลาที่เป็นข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ  อันเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 1.19 ล้านล้านบาท เปลี่ยนแปลงในปีเดียว ซึ่งความเป็นจริง ใช้เวลามากกว่านั้น แต่ยอดรวมทรัพย์สินผู้เขียนเห็นตรงกัน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็ถือได้ว่า เขายังคงยึดกุมทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน  ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยออกมาอย่างแม่นยำและชัดเจน และชี้ให้เห็นการจำแนกมิตร จำแนกศัตรูอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซมายาวนาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เพียงเท่านั้น  การยอมรับว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมเต็มตัว ในด้านเศรษฐกิจอันเป็นโครงสร้างส่วนล่าง แต่ภาคการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ ครอบงำบงการอยู่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(โดยอ้างถึงงานศึกษาของทรงชัย ณ ยะลาเมื่อปี 2524 และ ฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯได้ยอมรับข้อบกพร่องนี้ไปแล้ว)  ทำให้ขั้นตอนของการปฏิวัติสังคมไทยปัจจุบันเป็น การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายหลัก เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดอื่น ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถือได้ว่า นอกจากเป็นการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบลัทธิมาร์กซแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์ตนเอง และ ชำระสะสางความผิดพลาดทางทฤษฎี ที่ดำรงยาวนานอย่างเป็นทางการของธง แจ่มศรี ทำให้เห็นได้ชัดว่า ได้ก้าวข้ามปัญหาตกค้างทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ในอดีตมาแล้วเต็มตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นคณะกรรมการบริหารกลาง ของ พคท. กลับแสดงให้เห็นถึง ข้อบกพร่องในทุกระดับออกมาอย่างชัดเจน ทั้งหลักทฤษฎี ยุทธศาสตร์ การนำ และ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แถมยังแสดงออกชัดว่า พวกเขาเปลี่ยนสีแปรธาตุ ละทิ้งและปฏิเสธหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซอย่างสิ้นเชิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วหยิบยืมหรือลอกเลียนแนวทางลัทธิแก้ รวมทั้ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันแบบลัทธิปรูดองมาใช้อย่างไร้ยางอาย ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์”หนี้เก่าไม่สะสาง แล้วยังเริ่มสร้างหนี้ใหม่” ขึ้นได้ง่ายดาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เริ่มตั้งแต่ในทางทฤษฎี การประเมินสถานการณ์ทางสากล ที่มีข้อสรุปหยาบ ๆ ว่า วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองของโลกอย่างขนานใหญ่ ศูนย์กลางการเงินโลกเคลื่อนออกจากสหรัฐฯและตะวันตก มาสู่ตะวันออกที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางทหารสหรัฐฯสูญเสียอำนาจนำแบบมหาอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จในโลก และทุนนิยม ไม่อาจเป็นความหวังและทางออกของโลก และชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายอีก ในขณะที่สังคมนิยมอย่างจีน คิวบา เวียดนามและลาว กลับมีอนาคตสดใสตามลำดับ ล้วนเป็นการวิเคราะห์อย่างอัตวิสัยและผิดพลาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯมีรากฐานที่แท้จริงจากความผิดพลาดของธนาคารกลาง หรือ เฟดเดอรัล รีเสิร์ฟ ในการมุ่งกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินนานเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ มิให้ทรุดหนักลง ระหว่างที่เตรียมทำสงครามอิรัคเพื่อยึดแหล่งพลังงานปิโตรเลียม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และหวังจะกดค่าดอลลาร์ให้ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของตนเอง เปิดช่องให้กลุ่มทุนเก็งกำไร ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ นำไปหมุนเก็งกำไรเป็นลูกโซ่ในตลาดต่างๆยาวนานนับ 10 ปี (นับแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน แล้วมาจบลงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนเกิดฟองสบู่แตกที่ลุกลามไปทั่วโลก แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทุนนิยมโลกเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน เนื่องจากชาติต่างๆที่เรียกว่ากลุ่ม จี-20 ทุ่มทุนเข้าช่วยโอบอุ้มทุนนิยมสหรัฐฯ ให้อยู่รอดและเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล (บทวิเคราะห์ที่แหลมคมที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดระบบโลก หาอ่านได้จาก บรรณานุกรมท้ายข้อเขียนนี้) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติสังคมนิยมที่ผูกค่าเงินหยวน ติดกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯ เหนียวแน่น ทุ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของตนเอง เข้าโอบอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯไปแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัวไปแล้ว ต้องการปกป้องตลาดสินค้าของตัวเอง ให้มีกำลังซื้อต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อเนื่อง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเข้าโอบอุ้มทุนนิยมโลกของจีน เป็นกรณีศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า แม้กระทั่งชาติที่ประกาศเป็นสังคมนิยมอย่างจีน ยังมองเห็นความสำคัญ เพื่อให้ทุนนิยมโลกดำรงอยู่ต่อไป (มีข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถบริหารทุนของรัฐบาลจีน ที่ทำให้เกิดตลาดเงินยูโรดอลลาร์ ซึ่งนักการเงินในโลกทุนนิยมทั่วโลกรู้จักกันดี แต่นักสังคมนิยมทั้งหลายกลับซื่อบื้อในข้อเท็จจริงดังกล่าว สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบางบทของหนังสือ The Money Lenders ของ Anthony Sampson)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ศูนย์กลางการเงินโลกยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ ได้แก่การที่เงินสกุลดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลหลักของโลกทุนนิยมต่อไป แม้จะมีความพยายามท้าทายจากรัสเซียและจีน เพื่อสร้างเงินสกุลใหม่ของโลกทดแทนดอลลาร์ แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างอินเดียและบราซิล ไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ยังอยู่ที่สหรัฐฯต่อไปอย่างน้อยใน 1 ทศวรรษข้างหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสรุปของกลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง”ที่ว่า ชาติทุนนิยม ไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน สู้ชาติสังคมนิยมอย่างจีน ที่ยืนหยัดหลักการพึ่งตนเองและเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจทุนนิยมโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งสะท้อนให้เห็น&lt;b&gt;ความอ่อนด้อยทางปัญญาและการใช้อัตวิสัยอย่างมืดบอด&lt;/b&gt; เพราะเป็นการเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง จากพัฒนาการทางการเมืองภายในของจีนในรอบ 30 ปีมานี้ ว่า ได้ผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่าง ”กลุ่ม 4 คน” ที่ยืนหยัดแนวทางซ้ายจัด ” แดงก่อน เชี่ยวชาญทีหลัง ” ที่ก่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กับ แนวทาง ” เชี่ยวชาญก่อน แดงทีหลัง ” นำโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เจ้าของคำขวัญ”แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้” ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง ที่มีส่วนทำให้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีน ยอมรับวิถีการผลิตแบบทุนนิยม เป็นรากฐานภายใต้คำขวัญ 4 ทันสมัย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งกว่านั้น การอ้างว่า คิวบา เวียดนาม และลาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการใช้อัตวิสัยแบบเหมาเข่งอย่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเวียดนามนั้น ถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจที่เลวร้ายมาก จนขนาดต้องลดค่าเงินด่องลง เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นที่โด่งดังทั่วโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนคิวบานั้น หากเศรษฐกิจจะดีขึ้น  ก็เป็นเพราะบังเอิญราคาน้ำตาลในตลาดโลก พุ่งกระฉูดกะทันหันเพราะผลผลิตอ้อยจากแหล่งผลิตสำคัญลดลงทั่วโลก ส่วนลาวนั้นเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว เพราะการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน มิได้เป็นเพราะ ความสามารถของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับสถานการณ์ในประเทศ กลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง” ไม่เพียงแต่ไม่วิเคราะห์สังคมอย่างจริงจังเท่านั้น พวกเขายังเลือกจะใช้ข้อมูล เพื่อหาข้อสรุปเชิงอัตวิสัยอย่างมีอคติ และบิดเบือน เพื่อที่จะแสดงถึง การละเลยและปฏิเสธ หลักการของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และกระทั่งความคิดเหมา เจ๋อ ตง ไม่สมกับที่อ้างตนเป็นนักลัทธิมาร์กซแม้แต่น้อย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แรกที่สุดที่เห็นได้คือ พวกเขาไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่มทุนศักดินาอย่างจริงจัง นอกจากคำกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ” ชนชั้นศักดินา ก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นทุนใหญ่ผูกขาด” โดยไม่ยอมก้าวล่วงไปถึง บทบาทการใช้อำนาจแบบ ” รัฐซ้อนรัฐ ” ที่เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ผู้เขียน เคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยละเอียดพอสมควร ในข้อเขียน &lt;b&gt;เอากษัตริย์คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา 2552&lt;/b&gt; มาแล้ว) จากนั้นก็ก้าวข้ามไปสู่ประเด็นอื่น ๆ โดยการกล่าวถึงโครงสร้างส่วนบนเป็นสำคัญ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การแสดงเจตนาไม่ยอมพูดถึงการดำรงอยู่ บทบาท และพัฒนาการของกลุ่มทุนศักดินาไทยอย่างจริงจัง ถือว่า ละเมิดแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และ เหมา เจ๋อ ตงในเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เลนิน เขียนหนังสือเรื่อง พัฒนาการของทุนนิยมรัสเซีย พูดถึงการคลี่คลายของทุนนิยมแบบต่าง ๆ ในรัสเซีย ที่สร้างลักษณะพิเศษในการผูกขาดและขูดรีด โดยการร่วมมือของอำนาจรัฐในฐานะโครงสร้างส่วนบน และ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
What is to be done โดยมีข้อความบางส่วน ระบุถึง บทบาทที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรปฏิวัติโดย”คนงาน-นักปฏิวัติ”ที่เป็นประชาธิปไตยกับองค์กร”สมรู้ร่วมคิด”ของแกนนำที่ปิดลับและปฏิเสธฐานะในการเข้าร่วมของมวลชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนในสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง 8 เล่ม ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนถึง ความเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ของเหมา ผ่านการกลั่นกรองจากความคิด และประสบการณ์รูปธรรมของการปฏิวัติ นับตั้งแต่ วิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในสังคมจีน และ รายงานการสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นฐานะและลักษณะของชนชั้นต่าง ๆ ของสังคมจีนในขณะนั้น แล้วกล่าวถึง บทบาทและฐานะของชาวนาในสังคมจีน รวมถึงความสำคัญของปัญหาชาวนาในประเทศจีน ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิเคราะห์การสะสมกำลังและใช้กลยุทธ์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ ของกองทัพแดงครั้งเริ่มตั้งฐานที่มั่น ณ จิ่งกังซัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาทางยุทธศาสตร์ของสงครามปฏิวัติของจีน เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1936 กล่าวถึงปัญหา ทางยุทธศาสตร์ และสงครามการปฏิวัติของจีน ว่าด้วยการปฏิบัติ เสนอว่า การรับรู้ของคนเรา ต้องมาจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ว่าด้วยความขัดแย้ง ขยายความปรัชญาวิภาษวิธีวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ์ กล่าวคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การมองสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ  นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สมาชิกพรรคฯ ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงมวลชนที่ก้าวหน้า ได้เข้าถึงแนวคิดที่สำคัญจากลัทธิมาร์กซ์ และ ปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนจีน ภายใต้ระบอบสังคมนิยม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตลอดจนเสนอท่าที และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ถูกต้อง โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความขัดแย้ง 2 ชนิด คือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูของประชาชน และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง” ปฏิเสธข้อเขียนของเลนิน และ เหมาฯ แต่กลับมีท่าทีเร่งเสนอ ทฤษฎีการปฏิวัติไทยรอบใหม่อย่างลนลาน ก็เท่ากับว่า พวกเขา มีฐานะเป็นแค่กากเดนของลัทธิมาร์กซ-เลนิน-และเหมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งการที่ระบุถึง”ชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบท” ของสังคมไทยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจนนั้น ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า พวกเขาประดิษฐ์ชนชั้นใหม่นี้ ขึ้นมาจากฐานข้อมูลอะไร ? และอย่างไร ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น แม้”คณะกรรมการบริหารกลาง”จะยอมรับว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน และส่วนใหญ่ก็มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่าง ๆ กัน ไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคม และแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนรัฐบาลผสม ก็มีนโยบายอนุรักษ์นิยม เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เชิดชูสถาบัน และเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติ แต่กลับมีท่าทีผ่อนปรนและชื่นชม เมื่อกล่าวถึงพรรคนี้อย่างชัดเจน ด้วยการกล่าวว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
” ในปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น ” และ “นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และคนอื่น ๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรี ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ เป็นไปในทางบวก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”…เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดเหลือ 4แสนกว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวก ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น...”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาหลักของสังคมไทยในสายตาของ”คณะกรรมการบริหารกลาง” จึงขมวดปมอยู่ที่เรื่องของ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่พวกเขาเห็นว่า ” เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมือง ภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย” และได้โกงกินบ้านเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนกระทั่งถูก ”การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย”หลุดจากอำนาจ และได้พยายามกลับคืนมาอีกครั้งในทุกรูปแบบ โดยใช้กลุ่มนอมินีและ”ม็อบเสื้อแดง”เป็นเครื่องมือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพูดถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายของทักษิณ และพวกที่”ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมือง และพรรคการเมือง “ ถือเป็นการใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวอย่างบิดเบือน เพราะโดยข้อเท็จจริง การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมปกติ ของการเลือกตั้งของไทยมายาวนาน และทุกพรรคก็กระทำ เพียงแต่ใครจะกระทำได้แนบเนียนมากกว่ากันเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่าง นายบุญมาก สิรินวกุล แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงที่ราชบุรีและถูกเว้นวรรคทางการเมือง พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ถูกเว้นวรรคทางการเมือง เพราะปกปิดทรัพย์สินที่ฉ้อฉล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ” ปล้น สปก.4-01” เห็นกันทนโท่ และล่าสุด การฉ้อฉลของคนพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้หลายโครงการ ก็สะท้อนข้อเท็จจริงได้ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การกล่าวถึง ”ม็อบเสื้อแดง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงการสร้างความเสียหายต่อประเทศ ด้วยท่าทีติดลบรุนแรง ช่างตรงกันข้ามกับ ท่าทีที่พวก”คณะกรรมการบริหารกลาง” มีต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า” ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันหมายถึงคนเสื้อเหลือง(ที่แกนนำบางคนใน “คณะกรรมการบริหารกลาง”เข้าไปมีบทบาทโดยตรงอย่างเอาการเอางาน) ที่ปิดล้อมและยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนาน ปิดล้อมสนามบิน ปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล และก่อความรุนแรงต่างๆนานา สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท กลับมีเจตนาไม่กล่าวขวัญถึงแม้แต่น้อย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เพียงแต่การเลือกใช้ข้อมูลอย่างเจตนาบิดเบือนเท่านั้น หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป จะพบท่าทีของนักฉวยโอกาส ที่อาศัยความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม มาเป็นเกราะกำบังความชอบธรรมของกลุ่มตน ในขณะที่ธาตุแท้นั้นได้ปฏิเสธ หลักการทุกหลักของลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่นใน ข้อที่ 1) ของแถลงการณ์ “ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา” นั้น “คณะกรรมการบริหารกลาง” นำเสนอข้อเรียกร้องที่ผิดพลาด และเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ… สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิ ของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าที “ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน..”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นการใช้สำนวนอำพรางเจตนาที่แท้จริงคือ การมุ่งโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณและพวก เพราะพวกเขาได้ย้ำชัดเจนว่า “ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชน ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น การต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่ม ประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด” ซึ่งโดยนัยหมายถึงการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณนั่นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าทีและยุทธศาสตร์เลือกข้างเช่นนี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ และปฏิเสธแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับ ประเด็นปัญหาเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคม เพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ และจัดการปัญหาของการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรม อย่าง”ศึกษาเป็น ใช้เป็น”แล้ว สะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยและความผิดเพี้ยนทางปัญญามากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับมาร์กซ (ดูรายละเอียดได้จากข้อเขียนเรื่อง ความอับจนของปรัชญา หรือ The Poverty of Philosophy) การแข่งขันทางธุรกิจทุกชนิดในระบบทุนนิยม ล้วนเป็นไปเพื่อแสวงหากำไร แต่การผูกขาด (ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ภายในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม) คือความพยายามจะแสวงหากำไรเกินระดับปกติ จากการขูดรีดส่วนเกินของแรงงาน โดยผ่านความฉ้อฉลของการใช้อำนาจรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซ ถือว่า การผูกขาดและการแข่งขันในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเอง ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นไปตามหลักวิภาษวิธีในสังคมทุนนิยม  (นอกเหนือจากการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ) และมีส่วนทำให้ทุนนิยมพัฒนาไปข้างหน้า จนถึงระดับทำลายตัวเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น การดำรงอยู่ของกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ทุกชนิด จึงเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลทั้งสิ้น การพยายามสร้างเกราะกำบังว่า ทุนผูกขาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง มีคุณธรรมมากกว่า เพราะฉ้อโกงน้อยกว่า และทุนกลุ่มที่มีคุณธรรมมากกว่า มีบทบาทที่เป็นอันตรายต่อสังคมและมวลชนน้อยกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเป็นการบิดเบือนข้อสรุปของมาร์กซที่ถือว่า &lt;b&gt;ทุกผูกขาดทุกชนิดล้วนฉ้อโกง&lt;/b&gt; และความเป็นมิตรหรือปฏิปักษ์ทางชนชั้น ก็ไม่ได้ขึ้นกับคุณธรรมส่วนบุคคลหรือกลุ่ม แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสำคัญ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การสมคบคิดกับกลุ่มทุนผูกขาดใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อโค่นล้มอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงคุณธรรมที่เหนือกว่า เป็นท่าทีแบบอัตวิสัย ที่มิใช่หลักการของชาวลัทธิมาร์กซ หากเป็นท่าทีของลัทธิลาสซาล ที่ถูกมาร์กซ-เองเกลส์ระบุว่า เป็นพวกลัทธิแก้ (ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วใน เหลือเชื่อ! ซ้ายเสื้อเหลืองไทย ฟื้นชีพลัทธิลาสซาล , 25 พฤษภาคม 2552)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แฟร์ดินันด์ ลาสซาล หนึ่งในต้นกำเนิดของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือสังคมนิยมจากเบื้องบน เพราะมองเห็นว่า การจัดองค์กรเคลื่อนไหวแบบล่างขึ้นบน เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐ ซึ่งเขาถือว่า มีฐานะรัฐ ดุจดังคบไฟแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติตามหลักการของเฮเกล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ในขณะที่มาร์กซยืนยันว่า รัฐคือรุปแบบของการกดขี่ทางชนชั้น) ได้เคยประกาศว่า“ผมจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่กรรมาชีพรู้สึกว่าอำนาจเผด็จการ จะครอบงำ กรรมาชีพจะแสดงความต่อต้านโดยสัญชาติญาณในทันที 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทีนี้ เมื่อมองถึงสถาบันชั้นสูง ในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลางกระฎุมพี เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกลางกระฎุมพี ก้าวขึ้นกลายเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแรงต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้น จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยความยินยอมจากสถาบันชั้นสูงนั้น ให้ถ่ายทอดอำนาจที่มีอยู่ไปสู่การเป็นสถาบันของมวลชนปฏิวัติ เมื่อนั้นแรงต่อต้านก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป้าหมายขององค์กรจัดตั้งคือ การได้รับเสียงสนับสนุนจากกษัตริย์ผ่านรัฐสภาแห่งปรัสเซีย เพื่อที่องค์กรมวลชนของเขา จะได้กลายเป็นองค์กรพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐของบิสมาร์ก เพื่อทำให้องค์กรมวลชนจัดตั้งของเขาเลื่อนฐานะไปใกล้ชิดกับอำนาจนำของรัฐต่อต้านทุนกระฎุมพีได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกเพราะพริ้งว่า ทฤษฎีสังคมร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ - Productive Co-operative Societies with State-help) ถือว่า รัฐ (รวมทั้งรัฐแบบศักดินา)สามารถปกป้องกรรมกรจากการขูดรีดของนายทุนหรือนายจ้างได้ดีกว่า ตัวนายทุนหรือนายจ้างที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกรรมกร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถูกมาร์กซวิจารณ์ว่า รัฐบาลในความคิดของลาสซาลคือ  “รัฐบาลสังคมนิยมผู้จงรักภักดีแห่งปรัสเซีย” เพราะการสร้างพันธมิตรกับศักดินา เพื่อต่อสู้กับทุนกระฏุมพีเป็นการสนองตอบ ความต้องการของรัฐเยอรมนีในขณะนั้น ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ใต้อำนาจแคว้นปรัสเซียนำโดยพวกนิยมกษัตริย์ และมีโอกาสนำไปสู่รูปแบบระบอบ“สังคมนิยมภายใต้การปกครองของกษัตริย์”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลัทธิลาสซาล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมา โดยนักลัทธิแก้ชื่อดังอีกคนหนึ่ง เอดูอาร์ด เบิร์นสไตน์ ไปไกลถึงขั้นระบุว่า การต่อสู้เชิงรูปธรรมของชาวสังคมประชาธิปไตย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งยึดอำนาจรัฐ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างวิกฤตทางสังคมและการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เน้นกระตุ้นการปรับปรุงเงื่อนไขคุณภาพชีวิตของ ชนชั้นกรรมกรภายใต้ระเบียบกติกาสังคมที่ดำรงอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยหลักความร่วมมือกับอำนาจรัฐขณะนั้น ๆ แบบยื่นหมูยื่นแมว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วสงครามระหว่างชนชั้น จะถูกแทนที่ด้วยการประนีประนอมปรองดองกัน พร้อมกับความเป็นธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชนชั้นปกครองมอบให้ จนกว่าจะถึงขั้นเปิดทางให้กับสังคมนิยมโดยปริยายในอนาคตอันยาวไกล ซึ่งท่าทีนี้ เลนินโจมตีว่าเป็นท่าทีแบบ “ไก่คุ้ยกองขยะ” ตะหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมนิยมแบบมีกษัตริย์ของลัทธิลาสซาลนี้ มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกับสังคมนิยมเฟเบียนของอังกฤษ ที่เพียรสร้าง “&lt;b&gt;เทวะแห่งสังคมนิยม&lt;/b&gt;” ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ ที่กุมฐานะผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คน อันแตกต่างจาก สังคมนิยมข้างถนน ที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจากการปฏิวัติหรือของมวลชน ซึ่งพวกเขาถือเป็นความบ้าคลั่งที่ควรหลีกเลี่ยง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสังคมนิยมก็คือ ลัทธิลาสซาลและเบิร์น สไตน์นี้เอง ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน อ้างถึง ”ภารกิจรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตย” ตกอยู่ใต้ลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ ขาดความกระตือรือร้นต่อจิตใจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ เฉยเมยต่อการลุกขึ้นสู้ของชาวคอมมูนปารีส ค.ศ. 1871 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบของชุมชนคอมมิวนิสต์มาจนถึงปัจจุบัน) และยังสนับสนุนให้พวกนิยมกษัตริย์คลั่งชาติ  ส่งกองทัพไปปราบปรามคอมมูนปารีส ในฐานะพรรคการเมืองที่ว่านอนสอนง่าย ที่เป็นแค่ไม้ประดับไร้ค่าเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เลวร้ายกว่าลัทธิลาสซาลในข้อเสนอของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ก็คือว่า ในขณะที่พวกลัทธิแก้เยอรมัน สร้างสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แบบ ”ยื่นหมูยื่นแมว” นั้น แต่ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ในไทย กลับไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียวว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมวลชนผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมมือสนับสนุนให้ทุนผูกขาดใหญ่อนุรักษ์ ช่วยโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณแล้ว จะได้อะไรตอบแทน ? หรือเป็นการร่วมมือฝ่ายเดียว  ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าทีต่อไปแบบลัทธิลาสซาล เช่นนี้ ดูเหมือนจะซ้ำรอยให้เห็น ในแถลงการณ์ของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ระบุข้อความว่า จะต้องเข้าร่วมสนับสนุน “...ปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมา เป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นการพ่วงเอาลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ Chauvinistic Nationalism (ที่เหยียดหยามดูแคลนชาติอื่นๆ) เข้ามานำเสนอ ทั้งที่ขัดแย้งกับแนวคิดสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซในอดีต นำไปดัดแปลงเป็นลัทธิรักชาติ (Patriotism) ในขบวนการปลดปล่อยประชาชาติต่อสู้กับจักรวรรดินิยมมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้ายที่สุด  การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง”ระบุเอาไว้ ในหัวข้อท่าทีที่ 2 “ สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย” ด้วยข้อเรียกร้องว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”…ความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้ สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชน ขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากัน ด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติ ไม่ทิฐิ รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกัน และกันสำรวจค้นคว้าความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทรรศนะวิภาษวิธี..” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับทฤษฎี ”รู้รักสามัคคี” ที่บรรดาเครือข่ายราชสำนักพยายามเผยแพร่ เพื่อมอมเมาประชาชนให้ลืมประเด็น เรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างยิ่ง โดยการปฏิเสธสาระของความเป็นปฏิปักษ์และการต่อสู้ทางชนชั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และยังสอดคล้องกับ แนวคิดสังคมนิยมเพ้อฝันของลัทธิปรูดอง ที่ขัดแย้งกับท่าทีให้ ” ศึกษาเพื่อยกระดับลัทธิมาร์กซ ” นเป็นถ้อยคำที่พูดให้สวยหรูอย่างสุดขั้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียนเอง เห็นด้วยกับทัศนะของ &lt;b&gt;ศิวะ รณยุทธ์&lt;/b&gt; ที่อยู่ในข้อเขียน &lt;a href=&quot;/rethink/20100102/1569&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย : ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย&lt;/a&gt; ( 29 ธันวาคม 2552) ที่วิเคราะห์ความขัดแย้งของสังคมไทยออกมาเป็น 3 ระดับ(ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน และความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และวางจุดหนักไปที่ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดสังคมไทย กับประชาชนเป็นความขัดแย้งหลัก เพื่อจะหาว่าศัตรูหลักของประชาชนไทยนั้นเป็นใคร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มิใช่มองเห็นความขัดแย้งหลักคือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันเอง แล้วเสนอแนะให้ประชาชนเข้าไปสนับสนุนทุนผูกขาดศักดินา ที่มีฐานะครอบงำสังคมแบบรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นยุทธศาสตร์ “เลือกเป้าผิด” ที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”เสนอ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อสรุปที่มีต่อ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ผู้เขียนขอยกเอาข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ &lt;b&gt;มาร์กซ-เองเกลส์ &lt;/b&gt;ได้วิพากษ์พวกนักลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เพ้อฝัน ที่มุ่งสร้าง “สังคมนิยมจากเบื้องบน” และปฏิเสธ “สังคมนิยมจากเบื้องล่าง” เอาไว้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ ผู้สร้างระบบเหล่านี้(-หมายถึงพวกสังคมนิยมเพ้อฝันอย่าง แซงต์-ซิมอง ปรูดอง ฟูริเยร์ โอเวน และคนอื่น ๆ-) แม้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็น ความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด  ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น มีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้ จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังคม ก็จะต้องเข้าแทนที่ โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้นโดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของ การปลดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการเพ้อฝัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้น ทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพ ก็จะต้องแทนที่โดยองค์การจัดตั้งของสังคม ที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่า ประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้น จะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการโฆษณา และดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่า แผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือ เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร ซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้น ยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่า ตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคม โดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลาย เข้าใจระบบของพวกเขา ก็จะยอมรับว่าระบบนี้ เป็นแผนที่ดีที่สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติ และพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์ เกี่ยวกับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้….” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อความของมาร์กซ-เองเกลส์ที่ยกมานี้ ช่วยให้ข้อสรุปของผู้เขียนชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง”นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว &lt;b&gt;หาใช่นักลัทธิมาร์กซ หรือ นักสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซตามที่อ้าง&lt;/b&gt;แต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครอยากจะเดินตามก้นบุคคลเหล่านี้ ในฐานะสาวก หรือผู้ปฏิบัติงาน อย่างเซี่อง ๆ เหมือนอย่างที่พวกเขา พยายามจะประจบเอาใจจีน (ดังเจตนาที่ปิดไม่มิดในแถลงการณ์ของพวกเขา โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่า จีนจะพึงพอใจที่จะให้คบหาพวกเขาอยู่ต่อไปหรือไม่ ?) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็อาจจะพบได้ในที่สุดว่า ปลายทางของบทบาทนักลัทธิมาร์กซจอมปลอมทีดำเนินบทบาท”ไม้ประดับไร้ค่า”นั้น หากไม่ใช่ความว่างเปล่า ก็จะเป็นหายนะทางปัญญา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
.................................
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุผู้เขียน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ข้อเขียนนี้ อาจจะยาวไปบ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะ เทอดสยาม ชูธรรม ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องพูดหรือวิจารณ์ โดยไม่ต้องมีรายละเอียด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) คำว่า กากเดนลัทธิเหมา หมายความว่า ความคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของสังคมจีน เป็นสิ่งที่ชาวลัทธิมาร์กซต้องศึกษาและเคารพ เพราะมีคุณูปการอย่างมหาศาลหากศึกษาเป็น ใช้เป็น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กากเดนลัทธิเหมา หมายถึง บุคคลที่ไม่เคยเข้าถึงความคิดเหมา แต่ชอบอ้างอย่างผิด ๆ ถูก ว่ าเป็นความคิดเหมา เพื่อรองรับความชอบธรรมของตนเอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจจะเป็นพวกปฏิเสธความคิดเหมาเสียด้วยซ้ำ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น คำว่า กากเดนลัทธิมาร์กซ-เลนิน-เหมา ในบทความนี้ ก็มีความหมายทำนองเดียวกันกับหมายเหตุข้างต้น&lt;br /&gt;
..................
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เทอดสยาม ชูธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กุมภาพันธ์ 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ที่สนใจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตำนานยิวเร่ร่อน – เป็นนิทานปรัมปราของพวกตะวันตกในคัมภีร์คริสศาสนาฉบับเก่า ที่แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้จากเว็บไซท์ทั่วไป หรือที่ http://www.answers.com/topic/acts-19     เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนยิวคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ริมทางที่พระเยซูถูกทหารโรมัน บังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร แล้วก็กล่าวคำบริภาษพระเยซูตามกระแส ทำให้ถูกสาปจากความผิดบาปของตนเองให้ไม่รู้จักตาย แต่มีชีวิตอยู่อย่างระเหเร่ร่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Karl Marx,  Critique of the Gotha Programme 1875, &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/marx/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Karl Marx, The Poverty of Philosophy    &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/marx/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์, &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&quot; title=&quot;www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&quot;&gt;www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
V I Lenin, The Development of Capitalism in Russia  1899 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
V I Lenin, What Is To Be Done? Burning Questions of our Movement, 1902 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหมาเจ๋อตุง, สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง -8 เล่มชุด, ชมรมหนังสือแสงตะวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Eduard Bernstein, Ferdinand Lassalle as a social reformer (1893), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Rosa Luxemburg, Lassalle and the Revolution, 1904 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, The Sinking Dollar (May 15, 2009), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, The Politics of Economic Disaster (Feb. 15, 2009), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, What Was the Point of the G-20 Meeting?, April 15, 2009 &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein Wall Street is Really Predicated on Greed, (April 1, 2008), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Eduard Bernstein, Patriotism, Militarism and Social-Democracy (1907), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Anthony Sampson, The Money Lenders (1982), Viking Adult&lt;br /&gt;
Hal Draper, The Two Souls of Socialism (1966), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/draper&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/draper&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/draper&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
David Riazanov, Lassalle and Bismarck(1928), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100204/1666#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 04 Feb 2010 14:00:01 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1666 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วิเคราะห์การทำรัฐประหาร : พัลลภ สหรัฐฯ ประยุทธ์ และรอยเตอร์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100131/1658</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : พัลลภกล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการยากที่จะทำการรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : พัลลภ อดีตคีย์แมนของ กอ.รมน. ซึ่งเวลานี้หันมาสนับสนุนทักษิณและเสื้อแดง พัลลภเป็นบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีอนุพงษ์ของเสธ.แดง และเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนทางยุทธศาสตร์ ต่อกองกำลังของทักษิณ และทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับ พล.อ.ชวลิต อดีตผบ.ทบ. ผู้ได้ชื่อว่า “ขงเบ้งเมืองไทย” พัลลภผู้ชำนาญการรบนอกแบบทำนอง “ปฏิบัติการณ์ใต้ดิน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : ประยุทธ์เข้าคุมความมั่นคงแห่งชาติของไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : ประยุทธ์เป็นผู้ที่เปรมและอนุพงษ์จะตั้งให้เป็น ผบ.ทบ. คนต่อไป เป็นผู้ซึ่งคุมรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ให้มีการแตกแถว ประยุทธ์ผู้นี้ เป็นผู้ต่อต้านเสื้อแดงอย่างไม่ให้ผุดให้เกิด และเหตุผลที่เป็นตัวเลือกของเปรมและอนุพงษ์ เพราะลำพังตัวประยุทธ์เอง ไม่มีน้ำยาที่จะทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการได้ด้วยตัวเอง เพราะเป็นผู้มีอารมณ์แปรปรวน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้นแผนการของเปรมและอนุพงษ์คือ การชักรอกประยุทธ์ โดยการมอบตำแหน่งอันมีหน้ามีตาทางการเมืองให้ ขณะนี้อนุพงษ์และนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จึงปล่อยมือจากงานด้านการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ และยกความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับประยุทธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : ทูตสหรัฐฯเตือนอย่างแข็งกร้าว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : ทูตสหรัฐฯกล่าวว่า การทำรัฐประหารในขณะนี้เป็นเพียงแค่ข่าวลือ และถ้าเกิดขึ้น ปฏิกิริยาจากอเมริกาครั้งนี้ จะหนักมากกว่าการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเห็นเพียงการปฏิเสธเชิงสัญลักษณ์ ด้วยการตัดความช่วยเหลือทางทหาร – แต่ในขณะที่รายงาน กองกำลังอเมริกาในภาคพื้นแปซิฟิก กำลังสอนนายทหารระดับนายพลไทย ให้เข้าใจถึงแนวคิดด้านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งกองทัพอเมริกานำมาใช้อยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : รอยเตอร์ยืนยันรายงานการวิเคราะห์จากข่าวกรองของไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : รอยเตอร์ลงคำพูดจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผย ซึ่งกล่าวว่า มีความแตกแยกทางอุดมการณ์ภายในกองทัพไทย อุดมการณ์ที่แตกแยกในกองทัพไทยนี้เกิดขึ้นระหว่าง ทหารประชาธิปไตยและทหารฝ่ายอำมาตย์ หรือทหารชั้นสูงของไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแตกต่างระหว่าง&lt;b&gt;ชวลิต&lt;/b&gt; ซึ่งเห็นว่า ประชาธิปไตย และเสรีภาพเป็นเพียงคำตอบของประเทศไทยที่กำลังจะพัง &lt;b&gt;และอำมาตย์&lt;/b&gt; ซึ่งสนใจแต่เพียง จะยึดเกาะกับสถานภาพที่เป็นอยู่ ในฐานะชนชั้นสูงส่งของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : ทักษิณพร้อมที่จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : ทักษิณมีทั้งแหล่งเงินทุน และเส้นสายที่จะตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นได้ ถ้ามีการทำรัฐประหารอีกครั้งในประเทศไทย – ดูเหมือนน่าจะเป็นที่ประเทศกัมพูชา ซึ่งหวิดจะเกิดสงครามระหว่าง ไทยและกัมพูชา หลายต่อหลายครั้งมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : บัญชีดำเป็นหางว่าว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : รัฐบาลของอภิสิทธิ์ได้ระบุลงไปอย่างแน่ชัด ถึงโครงสร้างภายในของเสื้อแดง ซึ่งมีส่วนถูกถึงจุดหนึ่ง และเป็นการชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลทราบถึงบุคคลที่เป็นกุญแจสำคัญของฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งสอดคล้องกับกองทัพไทย ซึ่งมีข่าวเรื่อง “บัญชีดำ” ในกรณีที่มีการทำรัฐประหาร เป็นรายชื่อทั้งคนไทย และชาวต่างชาติที่จะต้องเตรียม “รับมือ” &lt;b&gt;ประมาณ ๑,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ คน&lt;/b&gt; – 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮุน เซนแห่งกัมพูชากล่าวว่า กัมพูชาพร้อมที่จะให้เป็นที่พำนัก สำหรับรัฐบาลพลัดถิ่น ความจริงแล้วเสื้อแดงระดับอาวุโสหลายคน ได้รับข้อเสนอให้จัดตั้งที่พำนักขึ้นที่กัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ข่าวกรอง : การถกเถียงเรื่องผู้นำที่จะทำรัฐประหาร และนายกรัฐมนตรีจากรัฐประหารได้เริ่มขึ้นแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิเคราะห์ว่า : ข่าวล่าสุดรายงานว่า มีการถกเถียงเกี่ยวกับแผนการการทำรัฐประหารว่า ใครจะเป็นผู้นำกองทัพในการทำรัฐประหารครั้งนี้ และผู้นำหลังการทำรัฐประหาร และใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่นอนว่า ใครจะเป็นผู้นำในการทำรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ดูเหมือนจะเป็นประยุทธ์ ซึ่งถูกชักใยจากอนุพงษ์และเปรมอีกต่อหนึ่ง สำหรับนายกรัฐมนตรีในอนาคต มีการถกเถียงว่า อาจจะเป็น&lt;b&gt;อภิสิทธิ์&lt;/b&gt; หรือไม่ก็ &lt;b&gt;อานันท์ ปันยารชุน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต้นฉบับ &lt;a href=&quot;http://thaiintelligentnews.wordpress.com/2010/01/28/coup-issue-analysis-panlop-america-prayuth-reuters/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Coup Issue Analysis: Panlop, America, Prayuth &amp;amp; Reuters&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
by Stingray, this blog national security journalist,Thai Intelligence News.&lt;br /&gt;
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา  &lt;a href=&quot;http://liberalthai.wordpress.com/2010/01/30/coup-issue-analysis-panlop-america-prayuth-reuters/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บ Liberal&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100131/1658#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/453">coup</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 31 Jan 2010 02:54:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1658 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  : ข้อเสนอ 8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100124/1597</link>
 <description>&lt;p&gt;
ปฏิบัติตาม 8 ข้อนี้ ผลลัพท์ ไม่ใช่การล้มสถาบันกษัตริย์ 
แต่ทำให้สถาบันฯ มีลักษณะเป็นสถาบันฯ สมัยใหม่ ในลักษณะไม่ต่างจากยุโรป เช่น 
สวีเดน, เนเธอร์แลนด์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ผมตระหนักในความแตกต่างบางอย่างของข้อเสนอนี้กับยุโรปอยู่ เช่น ผมเข้าใจว่า เรื่องมาตราแบบ รธน. 2475 ในข้อแรก 
ไม่มีในยุโรปเหมือนกัน 
แต่นี่เป็นข้อเสนอที่อิงอยู่บน ความเฉพาะของไทยทีผ่านมา)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	1. ยกเลิก รธน. มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิย 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	2. ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา ม.112&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	3. ยกเลิก องคมนตรี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา &amp;quot;ตุลาการภิวัฒน์&amp;quot; ฯลฯ)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : กระทู้นี้ ความจริงเป็น 
&amp;quot;ของเก่า&amp;quot; ที่ผมเคยเขียนในบริบทของกระทู้อื่นๆมาก่อน 
แต่ผมขออนุญาตตั้งเป็นกระทู้ต่างหากชัดๆแบบนี้ 
เผื่อสำหรับประโยชน์ของการอ้างอิงโดยสะดวกในอนาคต อย่างน้อยสำหรับผมเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=41941&quot;&gt;บอร์ดชุมชนคนเหมือนกัน&lt;/a&gt; (เดิมชื่อ ฟ้าเดียวกัน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100124/1597#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/446">king</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/393">reform</category>
 <pubDate>Sun, 24 Jan 2010 23:08:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1597 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ตรวจสอบองค์การนำ ด้วยหลักการของระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100123/1592</link>
 <description>&lt;p&gt;
ระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์คือ ระบอบที่ประสานกันเข้าระหว่าง &lt;b&gt;การรวมศูนย์บนพื้นฐานประชาธิปไตย และประชาธิปไตยภายใต้การชี้นำของการรวมศูนย์&lt;/b&gt; 
เป็นหลักการจัดตั้งของพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพ 
เป็นการแสดงออกของการเดินแนวทางมวลชนภายในองค์กร อย่างที่เราเรียกว่า &lt;b&gt;มาจากมวลชน กลับไปสู่มวลชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันเป็นเอกภาพของด้านตรงข้ามที่วิภาษกัน 
(ทั้งตรงกันข้ามกันและเป็นเอกภาพกัน) 
&lt;b&gt;มีแต่อยู่บนพื้นฐานประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ 
จึงจะสามารถทำการรวมศูนย์ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ 
มีแต่อยู่ภายใต้การรวมศูนย์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ 
จึงจะสามารถมีชีวิตประชาธิปไตยที่คึกคักมีชีวิตชีวา&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ถ้ามีแต่รวมศูนย์ 
ไม่พูดถึงประชาธิปไตย นั่นคือการรวมศูนย์แบบลัทธิขุนนาง 
ถ้ามีแต่ประชาธิปไตย  ไม่พูดถึงการรวมศูนย์ 
ย่อมจะนำไปสู่ประชาธิปไตยสุดขั้วและอนาธิปไตย&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ ได้จัดวางความสัมพันธ์ระหว่าง &lt;b&gt;บุคคลกับจัดตั้ง 
ชั้นล่างกับชั้นบน ฝ่ายนำกับฝ่ายถูกนำ ภูมิภาคกับส่วนกลาง 
เฉพาะส่วนกับส่วนทั้งหมด&lt;/b&gt; ไว้อย่างถูกต้อง สมเหตุสมผล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บุคคลขึ้นต่อจัดตั้ง  คำว่าจัดตั้งหมายถึงคณะบุคคล (หน่วยพรรครวมทั้งคณะกรรมการชั้นต่าง
ๆ  สมาชิกพรรคทุกคน  ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใด 
ล้วนต้องมีสังกัดหน่วยหรือคณะกรรมการแต่ละชั้น 
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล 
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับจัดตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น นาย ก. 
เป็นกรรมการบริหารกลาง สังกัดคณะกรรมการบริหารกลาง  นาย ข. 
เป็นสมาชิกพรรคธรรมดา  สังกัดหน่วยพรรคใดหน่วยพรรคหนึ่ง 
ความสัมพันธ์ระหว่างนาย ก. กับ นาย ข. 
เป็นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับบุคคล  ถ้านาย ก. 
มีความเห็นต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่ง  นาย ข. มีความเห็นแย้ง นาย ก.จะสวมหมวกให้
นาย ข. ว่าไม่ขึ้นต่อจัดตั้งไม่ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะว่า นาย ก. 
เวลานี้ เป็นแค่ตัวบุคคลไม่ใช่คณะบุคคล  แต่ถ้านาย 
ก.นำมติเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่งของคณะกรรมการบริหารกลาง ลงมาถ่ายทอดต่อ 
นาย ข. นาย ข. ไม่ปฏิบัติตาม  นั่นจึงจะเรียกว่านาย ข. ไม่ขึ้นต่อจัดตั้ง 
มีความผิดฐานละเมิดหลักการในระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ในข้อที่ว่า บุคคลขึ้นต่อจัดตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บุคคลขึ้นต่อจัดตั้ง 
ยังเป็นการแสดงออกของเสียงข้างน้อยขึ้นต่อเสียงข้างมากอีกด้วย  เพราะว่า 
มติทุกมติที่ผ่านออกมานั้น ล้วนต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แล้วรวมศูนย์ขึ้นมา กลายเป็นมติโดยเสียงข้างมากแล้วทั้งสิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชั้นล่างขึ้นต่อชั้นบน
ชั้นล่างกับชั้นบนในที่นี้หมายถึง องค์การจัดตั้งไม่ใช่ตัวบุคคล 
เช่น คณะกรรมการบริหารชั้นต่าง ๆ 
ตั้งแต่หน่วยพรรค ซึ่งเป็นองค์การจัดตั้งชั้นพื้นฐานที่สุด ไปจนถึงคณะกรรมการบริหารกลาง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชั้นล่างขึ้นต่อชั้นบนหมายถึงว่า 
หน่วยพรรคต้องขึ้นต่อและปฏิบัติตามคณะกรรมการบริหารตำบล 
คณะกรรมการบริหารตำบลขึ้นต่อและปฏิบัติตามคณะกรรมการบริหารอำเภอ 
คณะกรรมการบริหารอำเภอ ขึ้นต่อและปฏิบัติตามคณะกรรมการบริหารจังหวัด 
คณะกรรมการบริหารจังหวัดขึ้นต่อและปฏิบัติตามคณะกรรมการบริหารกลาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นาย 
ก.เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการบริหารกลาง  นาย ข. 
เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการบริหารจังหวัด  นาย ก. เป็นชั้นบนของนาย ข. นาย
ข. เป็นชั้นล่างของนาย ก. นาย ก. มีความเห็นต่อปัญหาใดปัญหาหนึ่ง นาย ข. 
ไม่เห็นด้วย  ถามว่านาย ข.ผิดหลักการชั้นล่างขึ้นต่อชั้นบนหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะตอบปัญหานี้ได้ ก็ต้องถามว่านาย ก.แสดงความเห็นต่อปัญหานั้น ๆ 
ในฐานะส่วนตัวหรือว่าเป็นมติขององค์การจัดตั้งที่นาย ก.สังกัดอยู่ 
ถ้าเป็นความเห็นส่วนตัวของนาย ก. นาย ข.ไม่เห็นด้วย  นาย 
ก.จะเที่ยวสวมหมวกให้นาย ข.ซึ่งเป็นชั้นล่างว่า ไม่ยอมขึ้นต่อชั้นบนไม่ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าความเห็นของนาย ก.เป็นความเห็นโดยมติของคณะกรรมการบริหารกลางที่นาย 
ก.สังกัดอยู่ นำมาถ่ายทอดแก่นาย ข. นาย ข.ไม่เห็นด้วยและไม่ปฏิบัติตาม นาย 
ข.ก็มีความผิด ฐานละเมิดหลักการในระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ ในข้อที่ว่าชั้นล่างขึ้นต่อชั้นบน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชั้นล่างขึ้นต่อชั้นบน 
ยังเป็นการแสดงออกของเสียงข้างน้อย ขึ้นต่อเสียงข้างมากอีกด้วย 
เพราะว่า มติทุกมติที่องค์การจัดตั้งชั้นบนผ่านออกมานั้น ล้วนต้องผ่านกระบวนการประชาธิปไตย แล้วรวมศูนย์ขึ้นมา เป็นมติโดยเสียงข้างมากแล้วทั้งสิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การดำเนินระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ที่ถูกต้องเป็นระบบ 
ไม่โน้มเอียงไปทางหนึ่งทางใด ย่อมก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ในด้านเจตจำนง 
การจัดตั้งและการปฏิบัติ  เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน 
แต่หากไม่ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้  มีการนำไปใช้หรือกล่าวอ้างอย่างผิด ๆ 
ย่อมทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม 
และสุดท้ายระบอบที่ดีก็พลอยถูกปฏิเสธไปด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างเช่นปัญหาที่ดำรงอยู่ภายใน พคท. ทั้งในอดีตและปัจจุบัน 
เรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์  หลาย ๆ คนมีความรู้สึกว่า  ภายใน พคท. 
ขาดประชาธิปไตย  เน้นแต่การรวมศูนย์ด้านเดียว  ไม่ส่งเสริมประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี ส่งเสริมให้ทุกคนมีลักษณะริเริ่มสร้างสรรค์ 
กล้าคิดกล้าทำ แต่ในทางปฏิบัติ กลับเน้นการขึ้นต่ออย่างหลับหูหลับตา  ให้เชื่อฟังชั้นบน เชื่อพรรคเชื่อจัดตั้ง  ตัวอย่างรูปธรรมก็คือ 
ถ้าใครมีความเห็นแย้งกับสหายนำ มักได้ชื่อว่า เป็นพวกทัศนะพรรคไม่ดี 
ทัศนะจัดตั้งไม่ดี  หนักหน่อยอาจโดนข้อหาค้านพรรค  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครเชื่อฟังฝ่ายนำ 
ขึ้นต่ออย่างไม่มีเงื่อนไข  ไม่มีความเห็นต่าง  ไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ 
จะได้รับการยกย่องว่าเป็นลูกที่ดีของพรรค เป็นต้น  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ของ 
พคท.จึงน่าจะทำการสำรวจตรวจสอบ ค้นหาข้อดีข้อผิดพลาด 
เป็นการเก็บรับบทเรียนในอดีตเพื่อจะได้ระมัดวังในอนาคต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื้อหาพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ก็คือ องค์การนำชั้นต่าง ๆ 
รวมทั้งบุคคลชั้นนำล้วนเกิดจากการเลือกตั้ง  องค์การนำชั้นต่าง ๆ 
ต้องรับผิดชอบต่อมวลสมาชิกพรรค 
รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อมวลสมาชิกพรรคตามเวลาที่กำหนด 
(ผ่านตัวแทนของพวกเขา-สมัชชาผู้แทนชั้นต่าง ๆ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รับฟังความคิดเห็นขององค์การจัดตั้งชั้นล่างและมวลสมาชิกพรรค 
รับการตรวจสอบจากมวลสมาชิกพรรค การกำหนดเข็มมุ่ง นโยบายและกฎข้อบังคับทั้งปวง  รวมทั้งการจัดการปัญหาที่สำคัญ ๆ 
ล้วนต้องรวมศูนย์ขึ้นมา จากมวลสมาชิกชั้นล่างบนพื้นฐานประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นจึงผ่านจากมวลสมาชิกชั้นล่างยืนหยัดลงไปสู่การปฏิบัติ   
องค์การนำชั้นต่าง ๆ 
ดำเนินหลักการนำรวมหมู่ประสานกับการแบ่งงานรับผิดชอบโดยบุคคล 
ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องจัดให้มีการประชุมสมัชชาผู้แทนระดับต่าง ๆ 
ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบการพรรค  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเรียกร้องต่าง ๆ 
ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงจะสามารถปรากฏเป็นจริงได้ 
แต่โดยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของ พคท. 
ยังอยู่ห่างไกลจากข้อเรียกร้องเหล่านี้มาก 
นับแต่สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ในปี พ.ศ. 2485 
จนถึงปัจจุบันรวมเวลา 67 ปี พรรคได้ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศรวม 4 
ครั้ง  ดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ปี พ.ศ. 
2485  สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 2  ปี พ.ศ. 2495 
สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 3  ปี พ.ศ. 2504 
สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 ปี พ.ศ. 2525 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 ถึงปัจจุบัน  ปี พ.ศ. 2553 
จะเห็นได้ว่าจากสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 2  กินเวลา 
10  ปี  จากสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 2 ถึงครั้งที่ 3 กินเวลา 9 ปี 
จากสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 3 ถึงครั้งที่ 4 กินเวลา 21 ปี 
จากสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 28 ปีแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยังมองไม่เห็นปลายอุโมงค์ว่า อยู่ตรงไหนกันแน่  ทั้ง ๆ 
ที่ในระเบียบการพรรคได้กำหนดเงื่อนเวลาไว้อย่างชัดเจนว่า ให้ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศกี่ปีต่อครั้ง  สำหรับสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 1 
กำหนดไว้ปีละครั้ง  แต่ในทางปฏิบัติของ พคท. ก็ยืดยาวออกไปเป็นเวลาถึง 10 
ปี  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระเบียบการพรรคซึ่งผ่านจากที่ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศ ครั้งที่ 3 
ได้กำหนดให้ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศทุก 5 ปีต่อครั้ง 
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยืดเวลาออกไปยาวนานถึง 21 ปี 
เหตุผลที่ยืด ซึ่งมักถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงก็คือ พรรคอยู่ในภาวะใต้ดิน 
สถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 
น่าจะมีการถกเถียงปัญหานี้กันมาก 
เพราะมันเป็นจุดอ่อนที่สำคัญมากข้อหนึ่งของพรรค 
จำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงให้ได้  ไม่ควรปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก 
ดังนั้น ในระเบียบการพรรค ที่ผ่านในสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 
จึงได้เขียนไว้ในหมวดที่ 3 ข้อ 29 ดังนี้           
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ ข้อ 
29  การประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศ 
ให้คณะกรรมการบริหารกลางเป็นผู้กำหนดและเรียกประชุม 
ในสภาพปกติ ให้เรียกประชุมทุก 5 ปี ต่อครั้ง ในกรณีพิเศษ 
คณะกรรมการบริหารกลาง อาจเลื่อนหรือร่นเวลาการประชุมได้   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การเลื่อนจะต้องไม่เกินเวลา 1 เท่าตัวตามที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ 
ต้องแจ้งเหตุผลให้องค์การพรรคชั้นจังหวัดทราบ 
และต้องให้องค์การพรรคชั้นจังหวัด ที่เป็นตัวแทนของสมาชิกพรรคเกินกว่าครึ่ง
เห็นด้วย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 
ซึ่งได้รับเลือกจาก ที่ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 ในปี พ.ศ. 
2525 ต้องเป็นผู้กำหนดและเรียกประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 5 
ถ้ามีเหตุอันควรต้องเลื่อน ก็เลื่อนได้ไม่เกินหนึ่งเท่าตัว 
ทั้งต้องแจ้งเหตุผลให้องค์การจัดตั้งชั้นจังหวัดทราบ และต้องให้องค์การพรรคชั้นจังหวัดที่เป็นตัวแทนของสมาชิกพรรค เกินกว่าครึ่งเห็นชอบด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่จนบัดนี้ พ.ศ.2553 ผ่านมาแล้ว 28 ปี 
ยังไม่เห็นองค์การนำชุดนี้ มีคำชี้แจงต่อสมาชิกทั้งพรรคว่า มันเกิดอะไรขึ้น 
ทำไมถึงไม่ยอมเรียกประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 5 
แม้แต่การประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการบริหารกลาง ซึ่งระเบียบการพรรคฉบับสมัชชา 4 กำหนดให้เรียกประชุมปีละครั้ง ก็ไม่เคยเรียกประชุม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์การนำชุดหนึ่ง ทำงานตามที่สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศมอบหมายเป็นเวลา 28 ปี
โดยไม่มีการรายงานผลการดำเนินงานต่อที่ประชุม 
ไม่ต้องรับผิดชอบต่อมวลสมาชิกพรรค ที่เลือกตั้งตนขึ้นมา 
ไม่ต้องให้พวกเขาสำรวจตรวจสอบการทำงาน 
ไม่ต้องวิจารณ์ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในระหว่างปฏิบัติงาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์การนำอย่างนี้ยังมีคุณสมบัติ 
มีความถูกต้องชอบธรรม ที่จะเป็นองค์การนำของพรรคอยู่อีกหรือไม่  ถ้าใช้หลักการของระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์ เป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบก็จะพบว่า  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์การนำชุดนี้ ไม่ดำรงอยู่แล้วทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย&lt;b&gt; 
คำพูดและการกระทำของสหายนำคนใดคนหนึ่งที่อยู่ในองค์การนำชุดนี้ 
จะถือว่าเป็นความเห็นหรือการกระทำของพรรคขององค์การจัดตั้งไม่ได้&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อบกพร่องผิดพลาดขององค์การนำชุดที่ 3 
เกี่ยวกับปัญหาไม่เรียกประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศ ตามเวลาที่กำหนด 
ซึ่งได้สรุปเป็นบทเรียนในที่ประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศครั้งที่ 4 
ด้วยการเขียนปิดช่องโหว่ไว้ในระเบียบพรรค  เพื่อป้องกันไม่ให้ทำผิดซ้ำอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่องค์การนำชุดที่ 4 กลับซ้ำรอยประวัติศาสตร์ 
ไม่เรียกประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศยาวนานถึง 28 ปี 
แสดงว่า ไม่ได้เก็บรับบทเรียนเลย 
ดังนั้น ในถ้อยแถลงเนื่องในวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66 ปี  ท่านเลขาธิการใหญ่ 
ธง แจ่มศรี จึงได้ออกมาแถลงในนามส่วนตัว  โดยยอมรับว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ นับแต่การประชุมคณะกรรมการบริหารกลางเต็มคณะสมัยที่ 2 ชุดที่ 4 ในปี  พ.ศ.
2526   เป็นต้นมา เนื่องด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางภววิสัยและอัตวิสัย 
โดยเฉพาะเหตุปัจจัยทางอัตวิสัย 
คณะกรรมการบริหารกลางชุดนี้ ก็ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุด
ของพรรคมาจนบัดนี้  เท่ากับได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะองค์การนำก็คือ ในฐานะของคณะกรรมการบริหารกลางนั่นเอง 
ในเมื่อคณะกรรมการบริหารกลาง ไม่ได้เปิดประชุมนับแต่ปี พ.ศ. 2526 
มาจนบัดนี้  ก็เท่ากับไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ถ้ามีการประชุม 
มีการปฏิบัติหน้าที่ ย่อมต้องมีคำชี้แนะ ชี้แจง มีมติซึ่งผ่านในที่ประชุม 
มีหนังสือเวียน  มีคำแถลง  มีแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์สำคัญ ๆ 
ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่นี่ไม่มีเลย 
ไม่มีการสื่อสารอย่างเป็นทางการกับมวลสมาชิกทั่วทั้งพรรค 
สรุปก็คือ สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง ดังที่ท่านอดีต
เลขาธิการใหญ่ ธง แจ่มศรี ชี้ไว้ในถ้อยแถลงเนื่องในวันก่อตั้งพรรคครบรอบ 66
ปี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะองค์การนำสูงสุดของพรรค 
พอสรุปเป็นรูปธรรมได้ ดังนี้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- 
ไม่เรียกประชุมสมัชชาเพื่อแก้ปัญหาที่ดำรงอยู่ภายในพรรค ยาวนานถึง 28 ปี 
ทำผิดระเบียบการพรรคที่กำหนดให้เรียกประชุมสมัชชา 5 ปีต่อครั้ง 
โดยไม่มีเหตุผล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- 
แม้แต่คณะกรรมการบริหารกลาง ก็ไม่มีการประชุม นับแต่การประชุมครั้งที่ 2 
ในปี 2526 เป็นต้นมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- 
อาศัยเพียงกรรมการการเมืองและกรรมการบริหารกลางบางคน ตั้งสิ่งที่เรียกว่าคณะทำงานซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของของสหาย 
รวมทั้งกรรมการบริหารกลาง ส่วนที่ไม่อยู่ในคณะทำงานด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- 
การทำงานของคณะทำงาน แทนที่จะจับงานใจกลางเร่งด่วน 
คือแก้ปัญหาการนำที่ดำรงอยู่  สรุปบทเรียน แก้วิกฤติศรัทธา 
แก้ข้อเคลือบแคลงสัยสัยของมวลชน ที่มีต่อพรรค ต่อการนำในปัญหาต่าง ๆ 
เตรียมการเรียกประชุมสมัชชาผู้แทนทั่วประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กลับไปจับงานเศรษฐกิจ 
สุดท้ายทำความเสียหายทางด้านการเงิน  เมื่อทำความเสียหายแล้ว 
ก็ไม่มีการสรุป  วิพากษ์วิจารณ์ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น 
เท่ากับไม่รับผิดชอบต่อพรรค ต่อมวลสมาชิกพรรค
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
-   
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ เพราะระหว่างกรรมการการเมืองด้วยกันเอง มีปัญหาตั้งแง่ต่อกัน ไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ 
ปัญหาที่มีอยู่ในองค์การนำเอง ยังแก้ไม่ได้ 
จะไปแก้ปัญหาของมวลชนได้อย่างไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แค่นี้ ก็เพียงพอแล้ว มิใช่หรือ กับข้อสรุปที่ว่า องค์การนำชุดที่ 4 
ได้สูญเสียบทบาทการนำไปแล้วโดยสิ้นเชิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่า 
ในเอกสารคำชี้แจงภายในของการประชุมที่เรียกว่า  “คณะกรรมการบริหารกลาง” 
ลงวันที่ 1 มกราคม ซึ่งปรากฏอยู่ในเวบบอร์ดของฟ้าเดียวกันและไฟลามทุ่ง 
ยืนยันว่า  คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 
ยังดำรงอยู่อย่างถูกต้องทั้งทางนิตินัยและพฤตินัย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และว่า 
ตัวเลขาธิการใหญ่ ธง แจ่มศรี 
ได้ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ แต่ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกลางต่อไป
นั้น  ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า 
การประชุมครั้งนั้น ได้ดำเนินภายหลังที่กรรมการบริหารกลางส่วนหนึ่ง รวมทั้ง
ตัวเลขาธิการใหญ่ ประกาศถอนตัวออกจากที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่าการประชุมนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ใช่การประชุมเต็มคณะของคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 
ซึ่งได้หมดสภาพไปแล้วในทางเป็นจริงตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น   
แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าใช่  ฝ่ายที่เห็นว่าไม่ใช่ จึงขอถอนตัว 
ไม่ร่วมรับรู้ข้อคิดความเห็นหรือมติใด ๆ 
ซึ่งเกิดจากที่ประชุมแห่งนี้อีกต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และที่ว่า ตัวเลขาธิการใหญ่ ธง 
แจ่มศรี ยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกลางต่อไปนั้น  ก็คงจะไม่ใช่ 
เพราะตัวเลขาธิการใหญ่ จะทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับตัวเองได้อย่างไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมาชิกพรรค ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ มีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร 
ย่อมเป็นสิทธิอัตวินิจฉัยของแต่ละท่าน ที่จะพิจารณาตัดสินกันเอาเองว่า 
กรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ได้สิ้นสภาพแล้วหรือยังคงดำรงอยู่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การนำข้อเท็จจริงภายในพรรค หรือจะให้ถูกคือ ภายในองค์การนำมาเปิดเผย 
ไม่มีเจตนาทำลายเครดิตของการนำ 
ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาของมวลชนที่มีต่อพรรค  เพราะว่า 
เครดิตของการนำ ย่อมเกิดขึ้นเองจากความถูกต้องของแนวทางนโยบาย 
และความถูกต้องชอบธรรมของการนำ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าแนวทางถูกต้อง  การนำถูกต้องชอบธรรม 
ความเชื่อมั่นศรัทธาของมวลชน ย่อมเกิดขึ้นเอง 
ไม่ว่าใครคิดจะทำลาย ย่อมไม่มีทางทำได้สำเร็จ แต่ในทางกลับกัน 
ถ้าการนำไม่ถูกต้อง  ไม่ชอบธรรม  เหินห่างมวลชน 
สูญเสียบทบาทที่เป็นกองหน้า  ล้าหลังกว่ามวลชน  ถ้าเป็นอย่างนี้ 
ต่อให้ยกย่องเชิดชูอย่างไร 
ก็ไม่สามารรถทำให้มวลชนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อดีตกรรมการบริหารกลาง ที่มีส่วนรับรู้ปัญหาภายในองค์การนำมาแต่ต้นมกราคม 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา โพสต์โดย คุณแก่นที่ &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=79.msg460;topicseen#msg460&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บอร์ดไฟลามทุ่ง&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=79.msg460;topicseen#msg460&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100123/1592#comments</comments>
 <pubDate>Sat, 23 Jan 2010 01:28:35 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1592 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธง แจ่มศรี : เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท. ครบรอบ 67 ปี</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100120/1589</link>
 <description>&lt;p&gt;
เอกสารชิ้นนี้ของผมในนาม &lt;b&gt;ธง แจ่มศรี&lt;/b&gt; 
เป็นการแสดงออกถึงการยอมรับการสิ้นสภาพขององค์การนำชุดที่ 4
ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากสมัชชาผู้แทนพรรคครั้งที่ 4
ดังเหตุผลที่กล่าวในแถลงการณ์ครบรอบ 66 ปีของพรรค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ได้ออกในนาม&lt;b&gt;ประชา 
ธัญญ ไพบูลย์&lt;/b&gt;  อันเป็นชื่อจัดตั้งที่เป็นทางการของเลขาธิการพรรคฯ 
ซึ่งต้องดำเนินตามหลักการประชาธิปไตยรวมศูนย์
(เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน องค์การนำได้สิ้นสภาพแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงออกในสถานะสมาชิกพรรคคนหนึ่ง ที่ยึดถืออุดมการณ์และระเบียบการของพรรค 
ด้านหนึ่งเพื่อวิจารณ์ตนเอง ในเรื่องการยึดกุมทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน ที่นำมาประสานกับลักษณะของสังคมไทย
เพื่อวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย เพื่อกำหนดหลักนโยบายขั้นต่ำ (เฉพาะหน้า)
หรือขั้นตอนการปฏิวัติได้อย่างถูกต้อง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเห็นว่า ปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมแล้วในด้านเศรษฐกิจ แต่ภาคการเมือง  การปกครอง
วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย 
ต้องล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอดจากศักดินา ขุนนางและจักรวรรดินิยมอเมริกา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 14  ตุลาคม  2516  เป็นต้นมา 
&lt;b&gt;ศักดินา&lt;/b&gt;มีบทบาทนำสูงสุดในการบงการรูปแบบการเมืองการปกครองของไทย
ไม่ว่ารูปแบบการเลือกตั้ง การรัฐประหาร ประชาธิปไตยครึ่งใบ เหล่านี้เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกรัฐมนตรีเกือบทุกคนเป็นคนของเขา เช่น นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มรว.คึกฤทธิ์
ปราโมช มรว.เสนีย์ ปราโมช  นายธานินทร์ กรัยวิเชียร   พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์  นายอานันท์  ปันยารชุน นายชวน หลีกภัย พล.อ.สุรยุทธ 
จุลานนท์  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายกรัฐมนตรีที่ไม่ใช่คนของเขา มักถูกโค่นล้มโดยรูปแบบในสภาและการรัฐประหาร
ไม่ว่า พล.อ.เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์  พล.อ.ชาติชาย  ชุณหวัณ 
พล.อ.สุจินดา  คราประยูร  นายบรรหาร  ศิลปะอาชา  พล.อ.ชวลิต  ยงใจยุทธ 
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร  นายสมัคร  สุนทรเวช และนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลักฐานยิ่งชัดเจนในสมัย นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
ที่เข้าสู่อำนาจรัฐ แต่ไม่สามารถใช้กลไกรัฐได้  ตรงกับคำกล่าวของพล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ ที่ว่า &lt;b&gt;พระเจ้าอยู่หัวเป็นเจ้าของคอกม้า 
รัฐบาลเป็นเพียงจ็อกกี้ม้าเท่านั้น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ขณะนี้สังคมไทยถูกปกครอง
โดยราชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราช (ใหม่) 
เพราะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า สถาบันนี้อยู่เหนือรัฐ
กลไกรัฐไม่สามารถควบคุมได้ (ไม่มีความเท่าเทียมกันในทางกฎหมาย)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งกลุ่มนี้ได้พัฒนาตนเองเป็น “&lt;b&gt;ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ&lt;/b&gt;” ในทุกด้าน
ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและรูปการจิตสำนึก 
ซึ่งกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มอื่น ต้องยอมสวามิภักดิ์ 
เพราะได้เห็นตัวอย่างแล้ว จากการรัฐประหารรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหวันและ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีแนวคิดทุนนิยมเสรีใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(เป็นกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มใหม่ที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อ
“กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ”) 
โดยเฉพาะในกรณีหลังนี้ ศักดินาได้ใช้เครือข่ายของพวกเขาทั้งหมด เช่น
ข้าราชการ ทหาร ศาล  กลุ่มประชาสังคม
&lt;b&gt;กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;/b&gt; รวมทั้งสื่อสารมวลชนทุกแขนง ฯลฯ 
เพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปลักษณะสังคมไทยเป็น &lt;b&gt;สังคมทุนนิยมที่มีทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ
ครอบงำอยู่&lt;/b&gt;  ดังนั้น ขั้นตอนของการปฏิวัติขั้นนี้จึงเป็น
“&lt;b&gt; การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน &lt;/b&gt;” 
ที่มี&lt;b&gt;กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ&lt;/b&gt;เป็นเป้าหมายการปฏิวัติ 
เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มอื่น ๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมเห็นว่า กลุ่มทุนผูกขาดทักษิณ  บัดนี้ถูกพวกเครือข่ายของทุนผูกขาดศักดินา
เล่นงานจนอยู่ในประเทศไม่ได้  แสดงให้เห็นว่า ยังเป็นตัวรอง
ยังถูกกดขี่รีดไถด้วยซ้ำไป (&lt;b&gt;การออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเอาผิด เป็นเรื่องที่เด่นชัดที่สุด&lt;/b&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เปรียบเทียบอย่างง่าย ๆ
ระหว่างสองกลุ่มนี้ ใครมีอำนาจกว่ากัน 
ลองเดินไปตลาดแล้วด่าว่าทั้งสองกลุ่ม 
ทุกคนคงรู้คำตอบเป็นอย่างดีว่า จะเกิดอะไรขึ้น 
อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ป่าสงวนแห่งชาติหรืออุทยานแห่งชาติ มีกลุ่มทุนไหนที่สามารถขยายพื้นที่ทำการเกษตรบนภูเขาสูงได้เป็นหลายหมื่นไร่ทั่วประเทศ 
(แม้แต่ประธานาธิบดี
หรือนายกรัฐมนตรีในประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วก็ไม่สามารถทำได้)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จุดยืนในทางการเมืองของพรรคเรา ต้องมาจากการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยโดยใช้หลักลัทธิมาร์กซ- เลนิน หรือทฤษฎีของชนชั้นกรรมาชีพ 
ไม่ใช่ไม่ต้องวิเคราะห์สังคมเพราะ&lt;b&gt;กลัวสหายแตกแยก&lt;/b&gt; 
จนกระทั่งเอาทฤษฎีความสับสนวุ่นวาย (CHAOS) และทฤษฎีประชาสังคม (Social
Community) มาชี้นำในการเคลื่อนไหวของพรรค  จนกลายเป็นขบวนการปฏิรูป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีแนวคิดที่จะตั้งพรรคแบบถูกกฎหมาย จนกระทั่งเอาพรรคไปเป็นเครือข่ายของกลุ่ม
ทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ
แล้วสร้างวาทะกรรมว่า กลุ่มนี้ไม่เคยเข่นฆ่าประชาชน 
ไม่เคยกดขี่ขูดรีดประชาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนยังคงวิเคราะห์สังคมไทยเป็น
“&lt;b&gt;ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น&lt;/b&gt;” แบบเดิมเหมือนเมื่อ 28 ปีมาแล้ว 
ซึ่งในทางวิชาการได้มีข้อสรุปว่า &lt;b&gt;จบสิ้นแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2524&lt;/b&gt; 
จากข้อเขียนของ &lt;b&gt;ดร.ประทีป  นครชัย (ทรงชัย ณ ยะลา)&lt;/b&gt;  โดยฝ่ายวิชาการหน่วย
81 ของพรรคฯ ก็ยอมรับข้อบกพร่องการวิเคราะห์สังคมไทยในสมัยสมัชชาฯ 4
เช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลักษณะกึ่งเมืองขึ้น หรือลักษณะประชาชาติ มันจบสิ้นลงในปี
2519 หลังจากสหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากประเทศไทย และปรับนโยบาย
Thailandization  คือคนไทยควรแก้ปัญหาคนไทยกันเอง 
อเมริกาเป็นเพียงให้การปรึกษาสนับสนุน เช่นเดียวกับประเทศในอินโดจีนก่อนหน้านี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อนึ่ง
ระบอบทุนนิยมโลกได้พัฒนา จนภาคการเงินเก็งกำไรจนมีลักษณะครอบงำไปทั่วโลก 
หลังจากการปริวรรตเงินตราที่อิงกับมูลค่าทองคำ ( การยกเลิกข้อตกลง Bretton
Wood ในปี พ.ศ. 2514) การอ้างอิงทฤษฎีของกฎมูลค่ามาเป็นกฎราคา ( Price
Law)  ที่คิดว่าเงินดอลล่าร์มีค่ามันก็มีค่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งโลกมีความเจริญทั้งทางด้านอวกาศ คอมพิวเตอร์และการสื่อสาร
ยิ่งเร่งให้เกิดโลกาภิวัตน์อย่างรวดเร็ว (เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 )
จนถึงการสิ้นสุดสงครามเย็นในปี พ.ศ.2532 &lt;b&gt;
ระบอบทุนนิยมเก็งกำไร&lt;/b&gt; ก็ครอบงำทุกภาคส่วนของระบอบทุนนิยม ทั้งภาคการผลิต
ภาคการค้า ภาคการเงินและภาคการบริโภค
เร่งการขูดรีดมูลค่าส่วนเกินของผู้คนทุกชาติทั่วโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบบทุนนิยมเก็งกำไรแบบนี้ 
ไม่สามารถเอาผิดกับกองทุนเก็งกำไรได้เลย เพราะมีกฎหมายนอมินีคุ้มครองอยู่ 
(ห้ามเปิดเผยชื่อลูกค้าหรือหุ้นส่วน) นี่หรือ ? คือความโปร่งใส 
ตรวจสอบได้ของภาคทุนนิยมเก็งกำไร  แต่รัฐแต่ละรัฐอาจป้องกันได้
ขึ้นอยู่ว่ารัฐนั้นจะมีท่าทีอย่างไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศักดินาไทยได้พัฒนาตนเองมาเป็นลำดับ  กระทั่งกลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลักฐานที่เด่นชัดคือ เรื่องทรัพย์สินของกลุ่มนี้  ในปี พ.ศ. 2550  มี &lt;b&gt;2.29
แสนล้านบาท  เพิ่มเป็น 1.19 ล้านล้านบาทในปีต่อมา&lt;/b&gt; 
อยากถามว่าทำการค้าอะไรที่ได้กำไรถึง 9 แสนล้านบาทในปีเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากการเก็งกำไร
(ไม่ใช่กลุ่มทักษิณที่ทำกลุ่มเดียว)  การที่กลุ่มนี้มีอำนาจทางเศรษฐกิจ
การเมืองและรูปการจิตสำนึกครอบงำทั้งสังคม เขาจะเป็นบริวารของใครได้ ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การวิเคราะห์ว่า ลักษณะสังคมไทยเป็นทุนบริวาร
หรือเป็นทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นแบบเดิมคือ
เห็นจักรวรรดินิยมเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคมไทย ซึ่งจะไปสอดคล้องกับการ
วิเคราะห์ของกลุ่มประชาสังคมและทฤษฎีความสับสนวุ่นวาย 
ที่เห็นทุนโลกาภิวัตน์จะมาครอบงำประเทศไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงต้องสามัคคีกับกลุ่มอำนาจทุกกลุ่มในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มศักดินา (กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ)
ต่อสู้กับทุนโลกาภิวัตน์และโค่นล้มทุนผูกขาดในประเทศที่สมคบกับทุนโลกาภิวัตน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความจริงกลุ่มทุนผูกขาดศักดินา เขาสัมพันธ์กับทุนโลกาภิวัตน์มาก่อนกลุ่มทุนอื่นด้วยซ้ำ นับตั้งแต่จักรวรรดินิยมอังกฤษ,ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น  อเมริกา
ฯลฯ ซึ่งต้องให้หุ้นส่วนหรือผลประโยชน์แก่กลุ่มนี้ตั้งแต่ 10 – 40 %
เมื่อเข้ามาทำการค้ากับไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเหตุผลข้อมูลเหล่านี้ ที่อดีตองค์การนำชุดที่ 4
โดยเฉพาะกรรมการการเมืองส่วนใหญ่ นอกจาก&lt;b&gt;ไม่ยึดกุมระเบียบการพรรค เรียกประชุมตามกำหนดเวลา เพื่อแก้ปัญหาการนำที่ดำรงอยู่ภายในองค์การนำด้วยกันเองแล้ว 
ยังละทิ้งทฤษฎีปฏิวัติพื้นฐานของพรรคและก้าวไม่ทันต่อสถานการณ์ที่เป็นจริง
ของระบอบทุนนิยมโลกและสังคมไทยอีกด้วย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงมีปัญหาทางด้านการเมืองของพรรคอย่างแน่นอน ที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาแนวทางการเมืองที่จะต้องกำหนด&lt;b&gt;เป้าหมายการปฏิวัติ  พลังการปฏิวัติและหนทางปฏิวัติ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อดีตองค์การนำนี้ &lt;b&gt;กลับไปสามัคคี “ กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ ”&lt;/b&gt;
ซึ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของสังคมไทย 
ที่เกิดจากปัญหาความรับรู้กลายเป็นปัญหาจุดยืนและอุดมการณ์ของพรรค 
อันเป็นปัญหาการต่อสู้ตามแนวทางของพรรค อันไม่อาจประนีประนอมกันได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกอย่าง อดีตคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4
ถ้าไม่นับบุคคลที่ลาออกจากพรรคโดยสมัครใจ และผู้ที่ไปรับมาตรา 17 สัตตะ
ในปี 2530 &lt;b&gt;คงเหลือเพียง 1 ใน 6&lt;/b&gt; เท่านั้น 
นี่คือ ความจริงทางภาวะวิสัยที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมจึงเห็นว่า ถ้าไม่ประกาศจุดยืนของอดีตเลขาธิการพรรค ก็ยิ่งจะทำให้พรรค
คอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเสียหาย &lt;b&gt;กลายเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมที่มีจุดยืนไปร่วมมือกับชนชั้นปกครองกดขี่ขูดรีดประชาชนไทย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำแถลงในปีนี้ จึงต้องชี้แจง
ทำความเข้าใจกับมิตรสหายทั้งหลาย ด้วยหลักการ “ ช่วยเหลือและต่อสู้ ”
ที่ผมพยายามอย่างที่สุดในการรักษาความสามัคคีในหมู่มิตรสหายไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ธง  แจ่มศรี&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; เอกสารชิ้นนี้ เป็นเอกสารภายในพคท. ที่ชี้แจงประกอบ คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=79.msg449;topicseen#msg449&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บอร์ดไฟลามทุ่ง 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100120/1589#comments</comments>
 <pubDate>Wed, 20 Jan 2010 14:08:47 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1589 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทุนบ้านนอก </title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100111/1578</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทัศนะของนักวิชาการบ้านนอก ต่อเรื่อง ”ทุนบ้านนอก” &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ฉลาดชาย รมิตานนท์&lt;/b&gt; : ปัจจุบัน เวลาที่เราพูดถึงคำว่าทุน เรามักจะใช้นิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตร์กันโดยตลอด เมื่อเรามองคำว่าทุนผ่านนิยามความหมายของนักเศรษฐศาสตร์เช่นนี้แล้ว เวลาที่เรามาวิเคราะห์ถึงวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา จนกระทั่งปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจึงมองว่าเป็นวิกฤตของทุน ซึ่งจะต้องหาทุนมาจากต่างประเทศเข้ามา แต่ผมคิดว่า คำว่าทุนในความหมายดั้งเดิมหรือทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่เฉพาะสังคมไทยนั้น และรวมทั้งสังคมไทยด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ ทุน ” หมายความถึงสิ่งที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว และไม่ต้องไปกู้ยืมใครมา บางทีเราจะได้ยินคำว่า ”ต้นทุน” หรือเราจะได้ยินว่า เรามีแรงงานเป็นทุนอยู่แล้ว เรามีที่ดิน ไร่นาเป็นทุนอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันนี้มันมีนัยยะว่าเป็นสิ่งซึ่งเรามีอยู่โดยที่เราไม่ต้องไปกู้ไปยืมใครเขามา ทุนพวกนี้มีอยู่เพื่ออะไร คำตอบคือมีอยู่เพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นทุนในความหมายที่แท้จริง น่าจะเป็นทุนที่กล่าวถึงนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำว่า”ทุน” ในความหมายของนักเศรษฐศาสตร์หรือนักพัฒนาทำให้คำว่า”ทุน”ของเรามีความหมายแคบลง กลายเป็นแต่เพียง”เงิน” ทั้งๆที่ความหมายที่กว้างของคำว่า”ทุน” น่าจะรวมเอาเรื่องของที่นักเศรษฐศาสตร์แยกเอาว่าเป็นเรื่องที่ดิน แรงงาน เงินทุน และเทคโนโลยีเข้าไปด้วย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาวะที่เรายังต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ จะต้องมาตีความคำว่า”ทุน”กันใหม่ เพราะว่าแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปนั้นจะต้องหลากหลาย เมื่อหลากหลายแล้วก็จะต้องมาดูว่า คำว่า”ทุน”ดั้งเดิมแล้วมันคืออะไร ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งผมคิดว่าในสังคมไทย หรือวัฒนธรรมไทย คำว่าทุนมันมีความหมายที่มากกว่า”เงิน”. ที่นี้เมื่อดูแล้วมันมีความหมายมากกว่าเงิน ผมคิดว่ามันมีวิธีดูง่ายๆ ก็คือดูที่ทุนซึ่งมันเป็นสิ่งของ เป็นวัตถุจับต้องได้ เป็นรูปธรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ว่าจะเป็นที่นา ที่สวน หรือเป็นป่า เป็นที่ดิน เป็นแม่น้ำลำห้วย หรือไม่ว่ามันจะเป็นจอบเป็นเสียม เป็นมีมีด เป็นขวาน หรือจะเป็นสายสร้อย เป็นกำไร หรือเครื่องประดับต่างๆ เหล่านี้ผมเห็นว่าเป็น”ทุน” เพราะเรามีอยู่.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม กวีนิพนธ์ เพลงพื้นบ้าน การละเล่นต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทุนทั้งนั้น มันช่วยให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะการดำรงชีวิตของเรานั้นมันไม่ได้มีเพียงแค่มิติเดียว คือมิติทางด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การดำรงชีวิตของเรามีหลายมิติ เช่นการพักผ่อน การชื่นชมในศิลปะ การชื่นชมในธรรมชาติ หรือการชื่นชมในเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง เหล่านี้มันมีอยู่ และเข้าอยู่ในเรื่องของ”ทุน”ในลักษณะที่สอง คือเป็นทุนที่จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม. ซึ่งผมคิดว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องของ”ความคิด”. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางครั้งเราได้ยินประโยคว่า “เรามีความคิดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว” เพราะฉะนั้น”ความคิด”ผมคิดว่ามันเป็นทุน. …และถ้ามีเวลาจะคุยกันต่อไปว่า ระบบคิดของสังคมไทยมันถูกทำให้เปลี่ยนไปอย่างไร แล้วเราก็เลยเสียทุนทางความคิดของเราไป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของสติปัญญาก็เป็น”ทุน” เราจะมองว่าเงินเป็นทุนอย่างเดียวไม่ได้. สติปัญญาที่จะคิดแก้ไขปัญหา ในการตัดสินว่าเราจะดำเนินชีวิตอย่างไรถึงจะมีความสุข หรือประสบความสำเร็จ เรื่องของสติปัญญาจะต้องมี และจัดว่าเป็นทุน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศีลธรรมและจริยธรรมก็เป็นทุน เพราะถ้าเราไม่มีสิ่งเหล่านี้สังคมก็อยู่ไม่ได้ ถ้ามองในระดับครอบครัว ครอบครัวก็อยู่ไม่ได้ หรือถ้ามองในระดับชุมชน ถ้าชุมชนไม่มีศีลธรรมก็อยู่ไม่ได้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระดับประเทศ ถ้าคนในประเทศ คนในสังคมไทยละทิ้งศีลธรรม-จริยธรรม ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้ สังคมก็คงแตก มีทะเลาะเบาะแว้งและเกิดปัญหาขึ้นมากมาย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่อง”สุนทรียะ”ก็เป็นทุน อันนี้ผมไม่ได้หมายถึงสุนทรียะที่จะไปดูงานศิลปะที่ถูกตีค่าเป็นเงินว่างานชิ้นนี้ 3 แสนนะ หรือ 5 แสนนะ เราถึงจะดูสวย. สุนทรียะในที่นี้หมายถึงมองอะไรทั้งหมดออกไปรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติก็ดีหรือสิ่งซึ่งมนุษย์สร้างขึ้นมาก็ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วเห็นความสวยความงามของมันและทำให้เกิดความสุขใจ ความพอใจ เกิดความสบายใจเกิดความสงบในตัวเอง รวมทั้งเกิดความสงบที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นหรืออยู่ร่วมกับธรรมชาติ ผมคิดว่ามันเป็น”ทุน”อีกชนิดหนึ่งที่สำคัญมาก และมันไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไว้ในทางเศรษฐศาสตร์.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ภูมิปัญญาชาวบ้าน” อันนี้ก็เป็นทุน. ถ้าจะให้ความหมายของคำว่า”ภูมิปัญญาชาวบ้าน”แล้ว น่าจะหมายถึง ความรู้ที่จะสามารถแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันได้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราทำได้สำเร็จและสืบทอดถ่ายทอดกันมาเรื่อยๆ อันนี้คือ”ภูมิปัญญาชาวบ้าน” โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายว่า มันเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้ามันใช้ได้ก็คือว่าเป็น”ภูมิปัญญาชาวบ้าน”.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้นผมขอสรุปในตอนนี้ว่า เรามีคำว่า”ทุน” หรือ”ต้นทุน” ที่มีความหมายเกินกว่าทุนในทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทุนในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ก็คือเงิน เพราะฉะนั้นเวลาที่เราต้องไปขอกู้ยืมเขามาแล้ว มันก็เกิดภาวะวิกฤต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่”ทุน”ที่ผมเรียนให้ทราบนี่ เราไม่ต้องไปกู้ เรามีมาแต่เดิม เพราะฉะนั้น ความล้มเหลวของเศรษฐกิจไทยที่เราต้องเผชิญหน้าอยู่ในเวลานี้ก็คือ การที่เราต้องไปพึ่งพาทุนต่างประเทศ เพราะเราไปกู้เขามา. ดังนั้นเราจะเห็นว่า คนไทยแต่ดั้งแต่เดิม เราไม่นิยมกู้หนี้ยืมสิน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราถือว่า การไปกู้หนี้ยืมสิน เป็นการไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต คนที่มีความสุขในชีวิตคือผู้ที่ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสินใคร. แต่เมื่อมีการพัฒนาประเทศเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา เราถูกเปลี่ยนความคิดว่า การไปกู้ยืม โดยเฉพาะการกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน หรือจากต่างประเทศก็ดี กลายเป็นของดี. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งถ้าหากว่ามีหนี้เยอะ บอกว่ามีเครดิตเยอะ ก็บอกว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักลงทุนที่ดี. ดังนั้นเราก็เลยพังพินาศสันติโรเมื่อทุนมันไหลออกจากประเทศเรา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกอันหนึ่งซึ่งผมขอออกความเห็นด้วยก็คือ คำว่า”บ้านนอก” ซึ่งรายการทีทรรศน์ท้องถิ่นตอนนี้ใช้คำว่า”ทุนบ้านนอก”. ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะเราเคยมองว่า”บ้านนอก”เป็นที่ที่อยู่ของคนโง่ เป็นที่ที่อยู่ของคนจน เป็นที่ที่อยู่ของคนซึ่งด้อยพัฒนา เป็นอะไรที่เชยหรือเรื่องอะไรที่ล้าสมัย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้น บ้านนอกจึงมีภาพลบอยู่ตลอดเวลา. ผมคิดว่าเมื่อมาถึงช่วงนี้แล้ว เราคงจะต้องมาดู”บ้านนอก”กันใหม่ ในทัศนะที่ถูกต้องกับความเป็นจริงมากขึ้น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาของประเทศไทยในรอบ 40 ปี หรือมองเลยย้อนไปถึงยุคประวัติศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ เราจะพบว่า ศูนย์กลางของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพหรือที่ไหนก็แล้วแต่ มันเติบโต ร่ำรวย และมีอำนาจขึ้นมาได้ ก็เพราะว่ามันได้ดูดเอาทุนในรูปแบบต่างๆจากบ้านนอกเข้ามา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเราต้องมาเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจแบบปัจจุบัน ฟองสบู่แตก บ้านนอกน่าจะต้องถูกมองในฐานะที่เป็นผู้ที่จะมากู้วิกฤต, บ้านนอกน่าจะเป็นตัวแบบ อย่างน้อย ใน 2-3 เรื่องต่อไปนี้ คือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเรื่องของ”การพัฒนาอย่างยั่งยืน”. แนวความคิดนี้พูดกันมา 10-20 ปีแล้ว แต่ว่ามันยังไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติ หรือถูกนำมาถกกันให้มันแตก. ผมคิดว่าการพัฒนาอย่างยั่งยืน มันได้ปรากฎในวิธีคิดแบบบ้านนอก หรือในวัฒนธรรมบ้านนอกมานานแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน จะต้องไปเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อม. ผมคิดว่า คนบ้านนอกหรือคนในชนบท ได้พยายามที่จะอนุรักษ์ดิน,น้ำ,ป่า, มาโดยตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่าผู้ซึ่งมาทำลายกลายเป็นว่า เป็นนโยบายการพัฒนาที่เราใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องวัดความด้อยหรือไม่ด้อยของการพัฒนา เพราะฉะนั้นเราน่าจะได้ข้อสรุปว่า วิถีชีวิตแบบบ้านนอก การใช้ทรัพยากรแบบบ้านนอกซึ่งคนชนบทเขาทำกันอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แท้ที่จริงแล้วก็คือ การรักษาทรัพยากร รักษาดิน รักษาน้ำ รักษาป่า รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ. และนี่ก็คือการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั่นเอง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราไม่สามารถที่จะไปดูตัวแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากในกรุงเทพได้เด็ดขาด, เราไม่สามารถที่จะเอาตัวแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนจากนโยบายของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐได้อย่างเด็ดขาด เพราะเราก็เห็นแล้วว่า กรุงเทพมันพัฒนาอย่างไม่ยั่งยืน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกด้านหนึ่งของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมคิดว่า “บ้านนอก”น่าจะเป็นคำตอบของ”จริยธรรมของการพัฒนา”. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพัฒนา เรามักไม่ค่อยพูดถึง สิ่งที่เราเรียกว่าอุดมการณ์หรือจริยธรรมที่อยู่เบื้องหลัง เราพูดถึงแต่ว่าการพัฒนามันจะต้องสร้างโน่นสร้างนี่ มันจะต้องมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ มีถนน มีเขื่อน มีสิ่งก่อสร้าง หรืออะไรก็แล้วแต่. ด้านนั้นเป็นเพียงด้านเดียว และเราก็พบว่า ถึงแม้ว่าเราจะทำไป มันก็ไม่ได้ช่วยให้มนุษย์มีความสุขขึ้น. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพัฒนาอย่างยั่งยืนนี่ มันจะต้องมีศีลธรรม มีจริยธรรม ซึ่งเราพูดกันตลอดเวลาแต่ก็ไม่เคยทำ เราบอกว่าจะต้องมีการพัฒนาทางจิตใจ ซึ่งสำคัญมาก แต่เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ทำ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมคิดว่าถ้าเรามองออกนอกกรุงเทพฯมา ไปตามบ้านนอก ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้หรือภาคอีสาน เราจะพบว่าวิถีชีวิตของคนบ้านนอก มันยังมีอยู่พอสมควร ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า”ความเจริญทางจิตใจ”หรืออย่างน้อยเราก็เรียกว่า มันยังไม่เสื่อมทรามทางจิตใจมากนัก มันยังคงอยู่. ในส่วนนี้ ผมคิดว่าบ้านนอกน่าจะเป็นตัวแบบของการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ทัศนะของพระ, นักวิชาการ, และประชาชน ต่อเรื่อง”ทุนบ้านนอก”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระภิกษุรูปหนึ่ง / วัดอุโมงค์ : สังคมไทยเรายืดหยุ่นอยู่มากภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพราะสิ่งที่พุทธศาสนาสอนว่า สังคมเราอยู่ได้ด้วยความสามัคคี หรือความสามัคคีก่อให้เกิดความสุข. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การร่วมมือร่วมใจกันในการแก้ไขปัญหาของคนในชุมชน เราเรียกว่าเป็นความสามัคคี. นอกจากนี้สังคมเรายังสอนให้รู้จักเรื่องของ”ทาน”, “ความเมตตา” เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วย ทำให้สังคมบรรเทาเบาบางจากทุกข์ที่เราประสบลงไปได้มาก สิ่งต่างเหล่านี้ถือว่าเป็นทุนทางสังคมเช่นเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนั้น แรงงานจำนวนมากได้ไหลกลับสู่ชนบท และได้รับการรองรับจากคุณธรรมต่างๆเหล่านี้ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้ได้ลดเอาความเสียดทานและความคับขันของวิกฤตลงมาได้พอสมควร และเป็นที่มาของข้อสงสัยที่ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมสังคมไทยเมื่อเกิดภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเช่นนี้แล้ว ทำไมสังคมจึงไม่เกิดความรุนแรง ทั้งนี้เพราะว่าสังคมพุทธเป็นสังคมซึ่งมีความยืดหยุ่น เป็นสังคมซึ่งมีความเห็นอกเห็นใจ เป็นสังคมที่มีการปลอบประโลมจิตใจซึ่งกันและกัน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงที่บ้านเมืองยังไม่พ้นภาวะวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในช่วงเวลานี้ ขอพูดถึงในเรื่องของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธเอาไว้สักเล็กน้อย คือ ในเรื่องของการผลิตก็ดี การบริโภคก็ดี สิ่งต่างๆเหล่านี้ในทางพุทธศาสนาก็คือ เป็นการผลิตเพื่อยังอัตภาพ หรือเพื่ออยู่รอด เพื่อให้สามารถดำรงอยู่ได้เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อกระทำคุณงามความดี ไม่ใช่บริโภคด้วยความลุ่มหลงหรือมัวเมา และการผลิตนั้นก็ต้องทำการผลิตด้วยการทุ่มเทลงไปอย่างมีจริยธรรม มีความขยันหมั่นเพียร มีวิริยะอุตสาหะ มีความพากเพียรพยายาม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวบ้าน ต.แม่ทา : หลายคนที่ออกจากตำบลหมู่บ้าน เพื่อไปประกอบอาชีพในเมือง ได้หวนกลับมาในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ. อีกหลายคนที่อยู่ในพื้นที่ ก็ประสบกับปัญหาเรื่องปากท้อง เผชิญกับปัญหาเกี่ยวกับความแห้งแล้ง และการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้เราชาวบ้านตำบลแม่ทา มารวมกลุ่มกัน. ทั้งนี้เพื่อมาร่วมกันคิดและปรึกษาหารือกัน หลายคนพบว่า มีปัญหาคล้ายๆกัน ก็ได้มารวมตัวเป็นกลุ่มปัญหาต่างๆขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้เกิดพลังในการแก้ไขปัญหา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าท่ามกลางสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้ หากทุกคนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเผชิญกับปัญหาลำพัง จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเกิดมีการรวมกลุ่มกันขึ้น โดยมีกฎกติกาและเป้าหมายที่ชัดเจน เฉพาะที่ในตำบลแม่ทามีการรวมกลุ่มปัญหากันขึ้นถึง 20 กว่ากลุ่ม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่บางครั้งพวกเราก็ต้องประสบกับปัญหาที่กลุ่มต่างๆเท่าที่มีอยู่ รวมตัวกันแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ก็จะเชื่อมโยงกันกับกลุ่มอื่นๆอย่างเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น. กลายเป็นชุมชนเครือข่ายทั้งหมดของลุ่มน้ำแม่ทา ซึ่งใหญ่กว่าตำบลมาก. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การรวมกลุ่มกันขนาดใหญ่เช่นนี้ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ใหญ่ขึ้นได้.ปัจจุบันเครือข่ายเหล่านี้ สามารถอนุรักษ์และปกป้องผลประโยชน์ และจัดการทรัพยากรของตัวเองได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเรามีทุนที่มีอยู่เดิมคือ”ทุนธรรมชาติ” และ”ทุนองค์ความรู้” และ”ภูมิปัญญา”ซึ่งมาจากประสบการณ์ นำเอาสิ่งต่างๆเหล่านี้มาพัฒนาเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรวมตัวกันเช่นนี้ ได้ประสบผลสำเร็จพอสมควรในหมู่ชาวบ้านตำบลแม่ทา มีหน่วยงานราชการจากกระทรวงเกษตรและกระทรวงมหาดไทยไปดูงานอยู่เสมอ และได้นำเอาสิ่งที่ชาวบ้านทำ มากำหนดเป็นแนวทางการพัฒนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.เครือมาศ วุฒิการ : ดิฉันอยากจะพูดเรื่อง”ทุนบ้านนอก”ในอีกมุมมองหนึ่ง นั่นคือ หากเราจะถามคนเฒ่าคนแก่ว่า บุคคลเหล่านี้มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ? และปรากฏในผลงานของการวิจัยที่ถามในเรื่องนี้ ปรากฏว่าคนเฒ่าคนแก่ตอบว่า “มีชีวิตอยู่เพื่อสั่งสมบารมี”. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และคำว่า”บารมี”ในที่นี้ มิได้หมายถึงอำนาจ หรือหมายถึงเงินทองซึ่งเราใช้กันในปัจจุบัน แต่เป็นการบำเพ็ญเพียรตามอย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยปรากฎในชาดกต่างๆหรือเรื่องเล่าที่จำๆกันสืบต่อมา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะพบว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางปู่ย่าตายาย จะมีวัฒนธรรมของการฟัง ทั้งในชาดกต่างๆที่บันทึกไว้ในคัมภีร์ แล้วก็ถ่ายทอดต่อๆกันมาจากยายสู่หลาน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดิฉันเองก็เติบโตมาจากยายที่เล่าชาดกให้ฟัง หมาขนคำ(ขนเป็นสีเหลืองทองคำ), นางผมหอม, หงษ์หิน, เต่าน้อยอองคำ เหล่านี้ได้สร้างกรอบที่เป็นรูปแบบพฤติกรรมของคนที่อยู่ในชุมชนนี้มาโดยตลอด. แล้วก็อยู่ในศิลปกรรม อยู่ในผืนผ้า อยู่ในจิตรกรรม อยู่ในวัด ในรูปแบบต่างๆ ทั้ง ช้าง ม้า พญานาคต่างๆ ล้วนมาจากนิทานชาดกทั้งสิ้น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พื้นฐานของการสั่งสมบารมีนี้ ทำให้เรารู้ว่า เป็นกลไกในการระงับความรุนแรงในสังคม. อย่างเป็นต้นว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว, ดิฉันเคยขับรถยนต์ไปชนคนๆหนึ่งด้วยความผิดของดิฉันเอง แต่คนที่ถูกชนบอกว่า ไม่ใช่ความผิดของดิฉัน แต่เป็นกรรมของตัวเขาเอง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันนี้ดิฉันไม่เข้าใจ เข้าใจไม่ได้เลยเมื่อสมัยก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว. แต่เริ่มเข้าใจได้เมื่อไม่นานมานี้ ด้วยฐานแห่งการระงับความรุนแรงของคน, เมื่อใจเราไม่โกรธ ดิฉันคิดว่าใครก็ทำร้ายเราไม่ได้. และการสั่งสมบารมีนี่ ของใช้ เครื่องใช้ต่างๆ ทำขึ้นด้วยใจจะผูกพันกัน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างคนที่แม่แจ่ม จะไม่ทิ้งเสื้อผ้าที่เขาทำมากับมือมาเก่าก่อน เขาบอกว่ายังไงๆก็ยังใช้อยู่ ไม่ใช่วัฒนธรรมของการขายของเก่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ที่มีการเปิดท้ายรถขายของ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เรายังเผชิญหน้าอยู่นี้ “ทุนทางวัฒนธรรมดั้งเดิม” หรือ”ฐานทางวัฒนธรรม”ช่วยแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ ? หรือช่วยได้อย่างไร ? ดิฉันคิดว่า จริง ๆ แล้ว ช่วงนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในสังคมบ้านเรา การที่เราเผชิญปัญหา ดิฉันคิดว่ามองในแง่ที่ดีนะคะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราได้มาถึงจุดเปลี่ยนที่เราจะสามารถ ซึ่งภาษาทางเหนือเราเรียกว่า”มึ้ง”นะคะ คือการหันกลับคืนสู่วัฒนธรรมดั้งเดิมได้ หากว่าเรามีผู้นำประเทศที่ดี สามารถเชิดชูฐานทางวัฒนธรรมของเราได้ ไม่ใช่ยึดติดกับว่าจะพัฒนาอย่างไรให้กลับไปเหมือนเดิม หรือยึดเอาฐานทางด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดิฉันคิดว่าที่เราฟื้นตัวกลับมาได้ก็เพราะเรามี”ทุน”เหล่านี้อยู่แล้วในวัฒนธรรมของเราเอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ็น.จี.โอ. ผู้หญิง : ถ้าเรามามองในเรื่องของทุนทางสังคม อยากจะหมายรวมไปถึงเรื่องของกำลังสมอง และกำลังของบุคลากรและกำลังของคนในสังคมด้วย ในการที่จะร่วมกันทำกิจกรรมอะไรกันบางอย่าง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างในช่วงปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ ถ้าถามว่าทุนทางสังคมจะช่วยเหลืออะไรได้นี่ ถ้าเรามองแล้วก็คือว่า, อย่างแรกเลย ถ้าเกิดว่ามีการรวมกลุ่มกันในสังคม แล้วมีการระดมทุนจากสมอง ว่าจะทำอะไรกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาที่เป็นอยู่ก็จะสามารถแก้ได้ เช่น เราตกงาน ในส่วนของสังคมตรงนี้ เราไม่สามารถที่จะหาเงินที่จะมาจุนเจือครอบครัว รวมถึงเศรษฐกิจของครอบครัวตัวเอง. ตรงนี้ก็คือว่า น่าจะมาลองคุยกัน รวมกลุ่มกันสัก 5-10 คน ระดมกำลังสมองกันว่าเราจะทำกิจกรรมอะไรบ้าง ที่จะสามารถมาจุนเจือในครอบครัวได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่นตกลงกันว่า เราจะมาทำเรื่องของพรมเช็ดเท้าที่ทำจากเศษผ้า พอระดมกำลังสมองตรงนี้ได้แล้ว ต่อจากนั้นให้มามองว่าอะไรที่มีความสำคัญต่อมา นั่นก็คือเรื่องของทุนซึ่งเป็นตัวเงิน แล้วก็ตรงนี้ เราอาจจะรวมเงินกันคนละ 50 บาท ที่จะมาทำตรงนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น ซื้อเศษผ้าที่จะมาเป็นวัตถุดิบในการทำงาน ถัดจากนั้นก็ผลิตสิ่งที่เราตั้งใจเอาไว้ขึ้นเป็นผลผลิต หลังจากนั้นถ้ามีการรวมกลุ่ม สิ่งที่เราทำได้ต่อไปก็คือว่า อะไรก็ตาม หรือเมื่อไรก็ตามที่เรามีการรวมกลุ่ม กำลังการต่อรองของเราก็จะเพิ่มมากขึ้น. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ เราอาจมองหาความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นจากภายนอกด้วยได้ เช่น ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคฯต่างๆ ซึ่งเขาจะมีเงินทุน มีตลาดที่สนับสนุน และการช่วยเหลือให้คำปรึกษาในเรื่องความรู้และอาชีพ รวมไปถึงการช่วยออกแบบให้ด้วย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดมาทั้งหมดนี้โดยสรุปแล้วก็คือ “ทุน”นั้นไม่ได้หมายความว่าเฉพาะตัวเงิน. “การระดมความคิด” การสามารถ”รวมกลุ่ม”กันได้ สิ่งเหล่านี้คือพลังที่ยิ่งใหญ่ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาใดๆก็ตามได้ ตั้งแต่ปัญหาของตัวเราเองไปจนกระทั่งถึงการแก้ไขปัญหาสังคมด้วย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัวแทนกลุ่ม”ฮักเมืองน่าน” : ผมคิดว่า คนบ้านนอกเราไม่เคย”ขาดทุน”. เวลานี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังอยู่กับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างยังคอยที่จะเป็นทุนให้เราริเริ่ม เป็นทุนที่ยังรอเราเข้ามาจัดการ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมขอยกตัวอย่าง สิ่งซึ่งเป็นโภคทรัพย์ที่สำคัญของเรา เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์. คนบ้านนอกในสังคมไทยเรา อาชีพหลักคือต้องปลูกข้าว ทำเกษตรเพื่อการยังชีพ. ข้าวถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะถามว่าพันธุ์ข้าวว่ามีอยู่กี่ชนิด ? พวกเราทราบไหมครับว่า พันธุ์ข้าวทั่วประเทศ เรามีพันธุ์ข้าวอยู่มากน้อยเพียงใด ? คำตอบก็คือ เรามีพันธุ์ข้าวอยู่มากกว่า 1 หมื่นสายพันธุ์กระจายอยู่เต็มไปหมดทั้งประเทศ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฉพาะแหล่งที่ผมอยู่เพียงจังหวัดเดียว เราสามารถรวบรวมพันธุ์ข้าวได้มากกว่า 200 สายพันธุ์, และเฉพาะคนที่ปลูกข้าวไร่เท่านั้นมีอยู่มากกว่า 100 สายพันธุ์ อันนี้เฉพาะเขตเดียวหรือพื้นที่เดียวเท่านั้น. ดังนั้นผมจึงเชื่อมั่นว่า ทุนบ้านนอกทั้งประเทศของเรายังมีอยู่มากมาย ดังตัวอย่างเฉพาะเรื่องของพันธุ์ข้าวเท่านั้น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือว่า เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ผู้คนหลั่งไหลเข้าไปในกรุงเทพฯ ไปในเมืองใหญ่เพื่อไปหางานทำมาจุนเจือครอบครัว แต่ ณ วันนี้ หลายคนต้องหวนกลับบ้านมาเพราะว่า ด้วยเหตุที่มีการถูกเลิกจ้าง หรือด้วยเหตุมีการเลิกกิจการอันเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันนี้พบว่าผู้คนจำนวนมากต้องกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมของเรา พันธุ์ข้าวแต่เพียงรายสองรายซึ่งสู้อุตส่าห์รักษาไว้ ก็ยังกลายเป็นทุนให้พี่น้องได้มาขอหยิบยืม เพื่อนำไปปลูกและนำมาใช้. ที่จังหวัดน่านซึ่งผมอยู่ มีการปลูกข้าว ทั้งข้าวไร่ข้าวนาเพิ่มขึ้น แล้วออกดอกออกผล.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น บ้านนอกของเราไม่เคย”ขาดทุน” เรายังมีอะไรหลายอย่างซึ่งเป็นทุนมากมายไปกว่านี้อีก. เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่าน พวกเราคงได้รับข่าวคราวที่ปรากฎขึ้นในลำน้ำน่าน ชาวบ้านเห็นว่าปลาหายไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวบ้านเห็นว่าพันธุ์สัตว์น้ำหายไป. เราได้รวมตัวกันจัดการใหม่ ได้มีการทำวังปลาขึ้นมาใหม่ ตอนนี้เราได้แบ่งเขตกันชัดเจนว่าตรงไหนเราจะอนุรักษ์ ตรงไหนเราควรจะจับขึ้นมากินได้ ตรงไหนควรจะใช้เป็นแหล่งพักฟื้น. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งขณะนี้มีถึง 70 กว่าวังปลาตลอดสายน้ำ. และเรามีปลาเป็นล้านๆตัว ถ้าคูณเป็นเงินก็คงจะเยอะ แต่เราไม่อยากจะให้คิดกันตรงนั้น เพียงแต่บอกว่า ปลาในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เป็นทุนสำคัญในการดำรงชีพของพี่น้องในแถบลุ่มน้ำนั้น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกตัวอย่างหนึ่งนะครับก็คือ”ป่า” ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่ให้น้ำ เป็นแหล่งสำคัญซึ่งใช้เป็นทรัพยากรนำมาใช้ในการปลูกสร้าง เป็นแหล่งสำคัญที่คอยให้อาหารพื้นบ้านแก่พวกเราอีกหลายชนิด. เรามีเครือข่ายชาวบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาป่าอยู่ถึง 39 ป่า ณ เวลานี้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งอันนี้ครอบคลุมพื้นที่หลายแสนไร่ และผมก็ได้มีโอกาสรับทราบอีกเหมือนกันว่า ในเขตภาคเหนือตอนบน หลายจังหวัดได้สร้างเครือข่ายขึ้นมาดูแลรักษาป่าเช่นเดียวกัน. จึงมั่นใจได้ว่า”ทุนบ้านนอกไม่เคยขาด” หรือไม่”ขาดทุนเลย”.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พระนิสิตมหาจุฬาฯ : ในหลักการที่เป็นธรรมมะ เราสามารถที่จะนำมาเป็นทุนและนำมาลงทุนได้เพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ต่างๆมากมาย. สำหรับในที่นี้ อาตมาอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมาใน 3 ประเด็นเท่านั้นเอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นแรกก็คือในเรื่องของความร่ำรวย ในแง่มุมทางศาสนานั้น เราไม่ได้มองที่แง่มุมของวัตถุ หรือไม่ได้มองที่ทรัพย์สินหรือฐานะเท่านั้น. ส่วนมากคนจะเข้าใจว่า ความร่ำรวยนั้นเกิดจากทรัพย์สิน แต่ว่าการปรับทัศนคติเรื่อง ” ความร่ำรวย ” ที่มองให้เห็นความร่ำรวยที่แท้ก็คือ ความร่ำรวยทางจิตใจเป็นสิ่งซึ่งสำคัญ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่เคยไปขายแรงงานหรือไปทำงานในเมือง ซึ่งต้องถอยกลับมาในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ต้องหวนคืนกลับมาสู่ชนบท ถ้าหากว่ายังปรับความคิดเรื่องนี้ไม่ได้ให้ถูกต้อง ยังถือว่าตัวเองยากจน เพราะอยู่ในหมู่บ้านอยู่ในฐานะที่ไม่ดี อะไรอย่างนี้ จะทำให้อยู่ในหมู่บ้านอย่างไม่มีความสุข. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่หากว่าเราปรับทัศนคติตามทุนทางพุทธศาสนา พุทธศาสนาจะบอกว่าความร่ำรวยคือความร่ำรวย บุญ หรือกุศล หรือศีลธรรม, ร่ำรวยในทางการบำเพ็ญประโยชน์ ทางการช่วยเหลือผู้อื่น ทำตนให้เป็นประโยชน์ในแง่ของอรรถจริยา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความร่ำรวยตรงนี้มิได้อยู่ที่ฐานะ ไม่ได้อยู่ตรงที่มีบ้านใหญ่โต แต่อยู่ที่ความร่ำรวยทางศีลธรรม ทางการทำความดี บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นต่อมาก็คือ ระบบชีวิตซึ่งนำการ”ให้”หรือ”ทาน”มาเป็นคุณค่าหรือทุนทางศาสนา เพื่อนำมาใช้. เราจะเห็นว่าวิถีชนบทดั้งเดิมนั้น เราจะได้รับการกล่อมเกลาทางศาสนาในเรื่องของการทำทานอย่างเห็นได้ชัดเจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในประเด็นที่ว่า การทำทานนั้น ถูกเสี้ยมสอนหรือถูกสั่งสอนให้เป็นตัวนำในการดำเนินชีวิต คือระบบของการทำบุญทำทาน หรือการไปตักบาตรตั้งแต่เช้า เรามีความสุขที่เราได้ให้ เรามีความกระตือรือร้นที่เราได้ให้ตั้งแต่ตื่นนอน หรือตั้งแต่เริ่มชีวิตวันใหม่. อันนี้เราถูกอบรมสั่งสอนให้มีชีวิตด้วย”การให้”.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดำเนินชีวิตแบบ”การให้” กับการดำเนินชีวิตแบบ”การเอา”เป็นตัวนำ หรือมีความโลภเป็นตัวนำนั้น มันจะมีระบบซึ่งแตกต่างกัน. การดำเนินชีวิตที่มี”การให้”หรือ”ทาน”เป็นตัวนำ มันจะเป็นไปเพื่อการสร้างสรรค์ เพื่อการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ว่าระบบที่เอาความโลภเป็นตัวนำ เริ่มตั้งแต่คิดว่า กูจะเอาอะไรเป็นตัวนำ เป็นระบบชีวิตซึ่งดำเนินไปด้วยความเห็นแก่ตัว เป็นไปเพื่อการแก่งแย่งและการทำลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประเด็นหนึ่งนั้นก็คือ ในแง่ของ”การทำงาน”. ในทางพุทธศาสนาคือ”สัมมากัมมันตะ”, “สัมมาอาชีวะ” ระบบคิดตรงนี้ในทางพุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า การงานจริงๆแล้ว ขอให้มันเป็นสัมมา ให้มัน”ชอบ”ให้มัน”ถูกต้อง” ไม่ว่าจะเป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เราถือว่าการงานเหล่านั้น มีคุณค่ามีความหมาย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่คนหลายคนไม่อยากจะกลับมาสู่ชนบท เพราะมีความเข้าใจว่า อาชีพซึ่งตนจะต้องประสบเจอะเจอก็คือ อาชีพทางด้านกสิกรรมก็ดี พาณิชยกรรมในระดับต่ำก็ดี การทำไร่ไถนา จำพวกนี้ถือว่าเป็นการงานที่ต่ำต้อย อันนี้เป็นความเข้าใจโดยทั่วไป. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่จริงๆแล้วในทางพุทธศาสนานั้น เราให้คุณค่าความหมายของการงานทุกอย่าง. การงานทุกอย่างมีคุณค่าความหมายในตัว. มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า การทำงานนั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.สมปอง เพ็งจันทร์ : หากจะพูดถึงเรื่องของทุนบ้านนอก งานหัตถกรรมที่คิดและทำกันขึ้นมาซึ่งสืบทอดติดต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนั้น ถือว่าเป็นทุนชนิดหนึ่ง, แม้ว่าจะถูกละเลยกันไปก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในช่วงที่ได้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น และแรงงานเกษตรกรเป็นจำนวนมากได้ไหลเข้าไปในเมือง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า งานศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านจะมีแต่เพียงคนแก่ หรือคนซึ่งมีอายุ 45 ปีขึ้นไปยังคงรักษาและทำการสืบทอดศิลปหัตถกรรมเหล่านี้กันไว้ต่อๆมา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่หลายคนออกไปทำงานกันตามแหล่งอุตสาหกรรม หรือออกไปทำงานตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ ด้วยความรู้สึกที่ว่า งานเหล่านั้นจะทำให้เขามีรายๆได้และความสบายตามมานั้น ปัจจุบันก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น หลายคนถูกเลิกจ้าง ทำให้ต้องหวนคืนกลับมาสู่ชนบท. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
งานหัตถกรรมที่ยังคงรักษาไว้ได้ด้วยคนแก่ๆได้เข้ามามีส่วนช่วยให้แรงงานที่ไหลกลับจากภาคเมืองเหล่านี้ได้มีงานทำ มีงานที่ยังรองรับอยู่. ประกอบกับแหล่งวัตถุดิบทางธรรมชาติ เช่น ไม้ชนิดต่างๆ ไม่ไผ่ ก็ยังคงมีอยู่, ทำให้สามารถที่จะนำมาใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการประกอบการทางด้านหัตถกรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า งานหัตถกรรมต่างๆที่ทำขึ้นมาในอดีตนั้น มันมีหน้าที่ใช้สอยสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันในอดีต แต่ปัจจุบันสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงศิลปหัตถกรรมให้ตรงกันกับประโยชน์ใช้สอยในการดำเนินชีวิตปัจจุบันก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น เพราะจะทำให้หาตลาดได้ง่าย เพราะมีผู้ต้องการ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกประการหนึ่งซึ่งขอเพิ่มเติมในที่นี้ก็คืองานออกแบบก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งจะต้องมีการออกแบบหรือมีการประยุกต์อยู่อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกันไปกับสังคมซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไป.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทัศนะของนักวิชาการบ้านนอก ต่อเรื่อง ”ทุนบ้านนอก”(ต่อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉลาดชาย รมิตานนท์ : เคยมีการพูดคุยกันว่า เราสามารถแยกทุนบ้านนอกต่างๆออกเป็นประเภทๆได้ไหม ? ผมคิดว่าได้ อย่างเช่น จะเป็นทุนทางวัฒนธรรมประเภทแรก, ทุนทางวัฒนธรรมนี้มิได้หมายถึงอย่างที่ ททท.หมายความ, คือเอาศิลปะไปขาย เอาการแสดงไปขาย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมหมายถึงทุนทางวัฒนธรรมที่มันจะช่วยให้เราสามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจก็ดี เรื่องทางการเมืองก็ดี. นอกจากจะดำรงชีวิตอยู่ได้แล้ว จะต้องดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ทุลนทุลายด้วย คือ อย่างมีความสุข อย่างมีสันติ มีความสงบเย็นในจิตใจของตนพอสมควรโดยไม่ต้องไปทำร้ายคนอื่นเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทุนทางวัฒนธรรม”นี้ ถ้าจะแยกออกมา ก็จะได้เป็น”ทุนทางศาสนา” ซึ่งความเชื่อทางศาสนาในที่นี้ เราอาจจะตีความศาสนาว่ามันเป็นพุทธศาสนา แต่จริงๆแล้วสังคมไทยนี่ เราไม่ได้นับถือ”พุทธ”แต่เพียงอย่างเดียว เรานับถือ”ผี”ด้วย คนส่วนใหญ่นับถือผี. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้นถ้าเราพูดถึงต้นทุนบ้านนอก เราจะต้องพูดถึงความเชื่อในเรื่องผี, ซึ่งต้องไม่ใช่ผีที่เที่ยวไปหลอกไปหลอนชาวบ้าน หรือผีที่น่ากลัวซึ่งมาทำเป็นภาพยนตร์หรือละครโทรทัศน์. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เป็นผีในความหมายซึ่งเป็นกติการ่วมกันในสังคม เป็นกลไกที่ชุมชนได้ตกลงกันใช้เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพก็ดี สร้างความสามัคคีก็ดี หรือรักษาดุลยภาพของสิ่งแวดล้อมก็ดี เหล่านี้ก็คือผีนั่นเอง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นเราจะเห็นว่าชาวบ้านเขามีผีต้นน้ำ ผีป่า ผีดอยซึ่งคอยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ผีรักษาแม่น้ำ ผีรักษาลำห้วย ผีรักษาฝาย รักษานา ซึ่งความเชื่อในเรื่องผีนี้ มันได้มาทำหน้าที่ใน”การอนุรักษ์” ให้ชาวบ้านนอกยังคงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาได้ยาวนานนับเป็นร้อยๆปีแล้ว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผีอีกประเภทหนึ่งซึ่งทางเหนือเราเรียกว่า”ผีปู่ย่า” ถ้าเป็นภาษาภาคกลางเราก็เรียกว่าเป็นผีบรรพบุรุษ หรือถ้าเป็นทางภาคอีสานเขาก็จะเป็นผีปู่ตา หรือพ่อแก่แม่แก่ อะไรต่างๆนานเหล่านี้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผีประเภทนี้ก็สำคัญอีกเหมือนกันเพราะได้มาช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีของคนทำให้คนซึ่งอยู่ในสายสกุลเดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทั้งในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก ทั้งในยามที่จำเป็นซึ่งต้องมีการระดมแรงงานมาช่วยกัน เช่นการทำไร่ทำนาหรือการเกี่ยวข้าว. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผีจึงมีความสำคัญ, ในทุกชนเผ่าของประเทศไทย มีความเชื่อในเรื่องผีทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยพื้นราบหรือชาวไทยภูเขา ความเชื่อเรื่องผีบวกกับความเชื่อเรื่องพุทธ มันช่วยให้เรารักษาทุน หรือทรัพยากรของเราเอาไว้ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือเรื่องป่าชุมชน เพราะชาวบ้านมีความเชื่อในเรื่องผี ที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากเรื่องของสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าต้นทุนทางวัฒนธรรมในเรื่องของความเชื่อทางศาสนา มันยังช่วยทำให้ เรามีความยืดหยุ่นที่เราจะรองรับวิกฤตต่างๆได้. เหมือนกับที่เขาบอกว่า สถาบันทางการเงินบางสถาบันนี่มันล้มนั้น มันล้มบนฟูก. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมคิดว่าบ้านนอกเรา เรามีฟูกที่ดีกว่านั้นอีก ก็คือ”ฟูกทางวัฒนธรรม” เราล้มแล้วไม่เจ็บ. ลูกหลานที่เข้าไปทำงานในเมือง ไปรับจ้างอะไรต่างๆ แล้วตกงานกลับมา มันยังมี”ฟูกทางวัฒนธรรม”ที่รองรับไม่ต้องให้เขาบอบช้ำมากจนเกินไป. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สายสัมพันธ์ทางเครือญาติ ในทางเหนือนี่ การนับถือผีปู่ย่า การนับถือบรรพบุรุษ การนับถือผู้ใหญ่ ถึงปีเขาก็จะต้องกลับมาในพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า ก็เป็นการประสานความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ถึงปีเขาจะต้องกลับมาดำหัวพ่อแม่ ในตอนปีใหม่หรือสงกรานต์. ในทางภาคอีสานก็มีธรรมเนียมในทางเดียวกัน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า พอถึงเทศกาลเหล่านี้ คนจะหายไปจากกรุงเทพฯเยอะมากเลย นั่นก็คือเขาได้ไปทำให้ฟูกของเขานั้นมันยังคงอยู่ต่อไป. ทีนี้เมื่อเจอสภาวะวิกฤตนี้แล้ว กลับไปเข้าก็ยังมี พ่อแม่พี่น้อง เครือญาติ ซึ่งยังคอยดูแลเอาใจใส่ คอยถามเรื่องทุกข์สุขต่างๆ มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล มีข้าวกิน มีบ้านอยู่อะไรต่างๆพวกนี้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านี้ก็คือ ความเชื่อทางศาสนานั้นมันทำให้เกิดความเกื้อกูลกัน ไม่ละทิ้งกัน. และยิ่งประกอบกันเป็นเครือญาติด้วยแล้ว มันก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทุนทางทรัพยากร”ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเพิ่มขึ้นมาต่อจากทุนวัฒนธรรม. ทรัพยากรนี้ก็มีทั้งดิน มีทั้งน้ำ มีทั้งป่า ซึ่งดิน,น้ำ,ป่านี่ ชาวบ้านจะมองเป็นภาพรวม ไม่แยกออกจากกัน. แต่ถ้าเป็นทางเศรษฐศาสตร์หรือผู้วางแผนการพัฒนาก็ดี ก็จะแยกดินก็เป็นที่ดินไป น้ำก็เป็นน้ำ, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ที่ดินก็จัดการโดยกรมที่ดิน ป่าก็จัดการโดยกรมป่าไม้ น้ำก็จัดการโดยกรมชลประทาน. แต่ว่า ชาวบ้านเขามองภาพรวมทั้งหมด ดิน,น้ำ,ป่านี่ มันคือที่มาของชีวิตของเขา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ดินหมายถึงที่สำหรับทำไร่ทำนา ที่สำหรับทำการผลิต และที่อยู่อาศัย, ป่าเป็นที่มาของน้ำ ซึ่งนำมาใช้ในการทำไร่ทำนา นำมาใช้เพื่อการบริโภค ป่าเป็นที่มาของอาหาร, หน้าฝนก็ไปเก็บหน่อไม้ ไปเก็บเห็ด ไปเก็บผักต่างๆ ซึ่งจริงๆแล้วก็เก็บกันได้ทุกๆฤดูตลอดปี. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมุนไพรก็หาได้ในป่า ก็ยังคงมีอยู่มากพอสมควรในบ้านของเรา. วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง เช่น ทำรั้ว ทำเสา อะไรต่างๆพวกนี้ วัสดุมุงหลังคา หญ้าคาที่เรามองเห็นกันว่าเป็นวัชพืช ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีในการมุงหลังคา. ไม้ในป่าก็สามารถนำมาใช้ทำเครื่องมือในการผลิตได้ เช่นทำด้ามจอบ ด้ามเสียมอะไรต่างๆ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เชื้อเพลิงในการหุงต้มก็มาจากป่า และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชาวบ้านเขาใช้ป่าเป็นที่เลี้ยงสัตว์ อย่างในภาคเหนือนี่ เนื่องจากที่พื้นราบนี่มันถูกเปลี่ยนเป็นไร่เป็นนา และถูกใช้ตลอดปี ที่สำหรับเลี้ยงสัตว์มันไม่ค่อยมีแล้ว ชาวบ้านเขาก็เลยใช้วิธีการปล่อยเข้าป่า ป่าก็เลยเป็นที่เลี้ยงสัตว์ไป. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ดิน,น้ำ,ป่า มันจึงเป็นทรัพยากรที่สำคัญ และในยามที่เศรษฐกิจทรุดนี่ ชาวบ้านก็เซ แต่อย่างที่พูดเอาไว้ เขายังมี”ฟูกทางทรัพยากร”ซึ่งเขาดูแลรักษากันไว้รองรับอยู่ ก็ยังสามารถทำให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนอีกชนิดหนึ่ง อาจจะเรียกว่าเป็น”ทุนทางสังคม”ก็ได้. ทุนทางสังคมนี่มันก็จะมีทั้งที่เป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรม. ด้านที่เป็นนามธรรมก็คือ สิ่งที่เราเรียกว่า”ภูมิปัญญาชาวบ้าน”. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภูมิปัญญาชาวบ้านนี้มิได้หมายถึงภูมิปัญญาในการสานแห สานตะข้อง หรือทำกระบวยเท่านั้น แต่ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านมันน่าจะหมายถึงเรื่องที่กว้างกว่านั้น รวมทั้งโลกทัศน์ที่ว่า โลกนี้คืออะไร ชีวิตนี้คืออะไร ? โลกทัศน์ ชีวทัศน์มันเป็นอย่างไร ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความสุขในชีวิตเป็นอย่างไร ความสำเร็จในชีวิตเป็นอย่างไร ? ผมคิดว่าภูมิปัญญาชาวบ้านเหล่านี้ ด้านหนึ่งมันก็เป็นผลผลิตของพุทธศาสนา แต่อีกด้านหนึ่งมันก็เป็นสิ่งซึ่งเราสืบทอดกันมานานแล้ว นั่นก็คือ ชาวบ้านไม่ต้องการสะสมความมั่งคั่งในทางเศรษฐกิจ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะสังเกตุเห็นว่า สมัยก่อนการพัฒนา ชาวนาไทยถูกมองว่าเป็นชาวนาที่ขี้เกียจ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็เลยด้อยพัฒนา. ชาวนาไทยถูกวิเคราะห์โดยนักวิชาการต่างประเทศว่า เป็นพวกที่ไม่ทำการผลิตอย่างเต็มที่ เพราะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นจึงเป็นพวกที่ขี้เกียจสันหลังยาว ใช้เวลาว่างไม่เกิดประโยชน์ เช่นว่าไปดักปลา ตีไก่ เล่นการพนัน เพราะฉะนั้น ก่อนมีการพัฒนาได้มีการประเมินลักษณะประจำชาติของชาวนาไทยหรือคนไทยว่า ไม่กระตือรือร้นในทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาของการพัฒนาในช่วงนั้น เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ก็คือ ทำอย่างไรถึงจะเปลี่ยนระบบคิดของชาวนาไทยให้ได้. เปลี่ยนระบบคิดของชาวนาไทยให้เป็นระบบคิดแบบทุนนิยม คือมองอะไรเป็นเงินไปหมด ทำให้เกิดความอยาก เช่น อยากได้โน่นอยากได้นี่ อยากได้ทุกสิ่งทุกอย่าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือพูดง่ายๆ สร้างความโลภ. แต่ในขณะที่ต้นทุนทางวัฒนธรรมของเรา ต้นทุนทางสังคมของเรา เราบอกว่าอย่าโลภ อยู่พอมีพอกิน อยู่อย่างช่วยเหลือเกื้อกูล อยู่อย่างเจือจานคนอื่น อยู่อย่างรู้จักให้ทาน. แต่การพัฒนาแบบใหม่นี้บอกว่า”ต้องโลภ” ซึ่งอันนี้มันตรงข้ามกันเลยทีเดียว.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทีนี้มาดูกันที่ภูมิปัญญาชาวบ้านในทาง”การจัดการ” อันนี้ก็มี. เรานึกว่า”การจัดการ”นี่จะมีก็แต่เฉพาะการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย เช่น วิชาการบริหารธุรกิจ วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือการบริหารอะไรก็แล้วแต่ คือวิชาการจัดการ แต่ความจริงแล้วชาวบ้านนี่มีการจัดการของเขา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดการเรื่องที่ดิน การจัดการเรื่องน้ำ ภาคเหนือนี่เด่นมากในเรื่องของการจัดการเรื่องน้ำ เรามีระบบชลประทานที่ชาวบ้านทำเอง อันนี้สืบย้อนหลังไปได้ 300-400 ปีเลยทีเดียว เราเรียกว่าระบบเหมืองฝาย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และอีกอย่างหนึ่งซึ่งเราค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ก็คือ”ป่าชุมชน” ซึ่งชาวบ้านได้เข้ามาจัดการป่า จัดการดิน จัดการน้ำเองมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราจึงมีป่าเหลืออยู่จำนวนหนึ่งซึ่งชาวบ้านช่วยกันดูแล. ในภาคอีสานก็มีป่าชุมชนเช่นเดียวกัน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือ”ภูมิปัญญาในด้านของการจัดการ”. ที่เราเห็นเป็นรูปธรรมของการจัดการก็คือ จะมีคณะกรรมการหมู่บ้าน คณะกรรมการดูแลในเรื่องป่า คณะกรรมการที่จะจัดการเรื่องเหมืองฝาย ซึ่งในทางเหนือนี่ใหญ่มากเพราะมันกินพื้นที่เป็นหมื่นๆไร่ และก็เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คนเป็นแสน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น องค์กรของชาวบ้านจึงใหญ่มาก และก็มีประสิทธิภาพ คงทน ถาวร ยืนนานมาเป็นร้อยๆปี.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“วิทยาศาสตร์ของชาวบ้าน”ก็มี แต่ว่าวิทยาศาสตร์ของชาวบ้านไม่จำเป็นต้องมาเข้าห้องแล็บพิสูจน์หรือทดลองนะครับ มันเกิดจากการใช้ที่ใช้ได้ผลมาเป็นระยะเวลานาน อันนี้ก็ใช้กันมาเลย เช่นเวลาเขาดูดิน เขาจะรู้ว่าตรงนี้ปลูกข้าวดี ไม่ต้องมาแยกออกว่ามันมี NPK เท่าไหร่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เขารู้จากสีของมัน หรือรู้จากต้นไม้ซึ่งขึ้นในบริเวณนั้น แล้วก็บอกได้ว่าดินตรงนั้นดี. ในบางท้องที่ถึงกับชิมดู และรู้ว่าดินนั้นดี เหมาะที่จะปลูกพืชชนิดนั้นชนิดนี้. (หรือเรื่องของการปลูกต้นฝรั่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวบ้านก็สังเกตุว่า ถ้าปลูกต้นฝรั่งตรงๆ มันก็จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสักเท่าไหร่ เมื่อกิ่งก้านมีไม่มาก ผลฝรั่งที่จะติดก็มีไม่มาก ชาวบ้านก็เลยปลูกต้นฝรั่งเอียงเพื่อให้มันได้กิ่งมาก จะได้ติดผลได้มาก เหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ของชาวบ้านในการเพิ่มผลผลิต). 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องของเมล็ดพันธุ์ เช่น ข้าวหรือผักต่างๆ ชาวบ้านก็มีวิธีการคัดพันธุ์ของเขามาโดยตลอด อันไหนไม่ดีเขาก็จะเลิกใช้ จะใช้แต่พันธุ์ที่ดี. ยกตัวอย่างข้าว เวลาเขาจะเกี่ยวข้าว เมื่อเขาเกี่ยวข้าวแล้ว เขาจะเลือกเอาที่รวงใหญ่ที่สุด หรือเม็ดดีที่สุดเพื่อเก็บเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อใช้ในการทำพันธุ์ในปีต่อไป อย่างนี้เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้นทั้งหมดนี้เท่าที่เวลาอันจำกัด ผมจึงสรุปได้ว่าทุนบ้านนอกนั้น มีอยู่หลายชนิดหรือหลายประเภทด้วยกัน และเป็นสิ่งที่มีอยู่ เป็นต้นทุนของสังคมไทยเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : สรุป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการที่เราได้ดูรายการนี้ จะเห็นว่า ทุนซึ่งเรามีอยู่ในท้องถิ่นหรือในบ้านนอกที่ว่านี้มีอยู่เป็นจำนวนมากทีเดียว นอกจากจะมีอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว มันมีความหลากหลายของทุนด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้นผมคิดว่า นอกจากเราจะมีทุนอยู่ของตัวเราเองจำนวนมากแล้ว ทำให้เราเห็นได้ชัดว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องพึ่งคนอื่นเขา ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่จำเป็นต้องรอว่าเศรษฐกิจของโลกดีขึ้น หรือไม่ดีขึ้น ถ้าเราให้ความสำคัญกับประเภทของทุนที่เรามีอยู่จำนวนมากเหล่านี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากหลายๆท่านที่ได้พูดไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า ทุนเหล่านี้เป็นทุนซึ่งทุกคน หรือคนจำนวนมากในท้องถิ่นในประเทศไทยมีอยู่ ครอบครองอยู่ มันกระจายกันอยู่ทั่วไปทั้งประเทศ ไม่ใช่การกระจุกตัวของทุนแบบปัจจุบันที่มีอยู่กับคนเพียงไม่กี่คน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้นถ้าเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนเหล่านี้ขึ้นมา จะมีผลประโยชน์ไปถึงผู้คนเป็นจำนวนมากมาย แทนที่จะเป็นการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่กับคนที่ได้รับการพัฒนาเพียงไม่กี่คน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมถึงมีความสงสัยว่านักการเมืองหรือใครก็ตาม หรือผู้บริหารในหน่วยราชการใดๆก็ตาม หรือผู้นำของสังคมเรา ทำไมจึงให้ความสำคัญกับทุนประเภทนี้น้อยเหลือเกิน จริงๆแล้ว เรามีโอกาสที่จะพัฒนาทุนเหล่านี้ไปได้อีกไกลมากๆ และเป็นหนทางที่จะช่วยให้ประเทศไทยเรานี่เอาตัวรอดได้ในภาวะเศรษฐกิจอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามที่อยากจะทิ้งไว้ในที่นี้ก็คือว่า เมื่อไหร่พวกเราจึงจะให้ความสำคัญหรือให้ความสนใจพัฒนาทุนที่เรามีอยู่แล้วให้มากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.midnightuniv.org/univmidnight/newpage2.htm&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100111/1578#comments</comments>
 <pubDate>Mon, 11 Jan 2010 02:10:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1578 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100102/1569</link>
 <description>&lt;p&gt;
ความคลี่คลายของสถานการณ์การต่อสู้ของผู้รักประชาธิปไตยในหลายเดือนมานี้ ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวที่จะจัดขบวนใหม่ของการต่อสู้ให้เหมาะสม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะปรากฏการณ์ที่ชัดเจนได้ยืนยันว่า กลุ่มอำมาตย์(พันธมิตรข้าราชการ+ทุนอภิสิทธิ์ ที่หนุนหลังโดยราชสำนัก) ยังคงดื้อรั้นที่จะยึดกุมอำนาจเผด็จการซ่อนรูปแบบ”โต๊ะแชร์”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันในคนจำนวนน้อยนิดเอาไว้ในกำมือต่อไป ภายใต้โครงสร้างรัฐซ้อนรัฐอันซับซ้อนในนาม ” &lt;b&gt;ประชาธิปไตยรู้รักสามัคคี&lt;/b&gt; ” ที่ลวงโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถึงแม้ว่า สถานการณ์จะเอื้ออำนวยให้การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาชน แต่คำถามเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่เหมาะสมในการต่อสู้เพื่อเอาชนะ ศัตรูของประชาธิปไตย ยังดำรงอยู่มิได้ขาดว่า จะดำเนินการขับเคลื่อนกันต่อไปอย่างไร เพื่อพัฒนาสมรรถนะของพลังประชาธิปไตย จากปริมาณสู่คุณภาพ แล้วแปรเปลี่ยนไปบรรลุชัยชนะเหนือพลังเผด็จการทุกรูปแบบ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเขียนชิ้นนี้ ถือเป็นการให้คำอธิบายกับข้อเสนอเดิมที่ว่าด้วยการสร้าง”ยุทธศาสตร์ที่เป็น เอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย”เมื่อหลายเดือนก่อน (เอา*****คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยสาระสำคัญที่ต้องการย้ำให้เห็นว่า การจะบรรลุเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ยุทธวิธีดังกล่าวได้ จะต้องผ่านการก้าวข้าม 2 อุปสรรคสำคัญของขบวนการประชาธิปไตยให้ได้เสียก่อนนั่นคือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1)   ก้าวข้ามทางอุดมการณ์&lt;br /&gt;
2)   ก้าวข้ามทางการจัดตั้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอ 2 ก้าวข้ามนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อสรุปของอันโตนิโอ กรัมชี่ที่ว่าด้วยอำนาจนำ ที่มีข้อเสนอสำคัญคือ &lt;b&gt;การเปลี่ยนแปลงสังคมที่แท้จริง จำเป็นต้องเปลี่ยนจิตสำนึกของสังคมในทางการเมืองและวัฒนธรรมด้วย&lt;/b&gt; นอกเหนือจากการยึดครองอำนาจรัฐทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการยอมรับการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีการบังคับกดขี่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งจะทำได้จะต้องเอาชนะในสงคราม 2 ด้านพร้อมกันไปคือ สงครามอุดมการณ์ (และวัฒนธรรม) กับ สงครามขับเคลื่อนทางการจัดตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับ เหมา เจ๋อ ตง ในส่วนที่ว่า “ หากจะปฏิวัติต้องมีทฤษฎีปฏิวัติ และมีองค์กรจัดตั้งเพื่อปฏิวัติ ” นั่นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ก้าวข้ามทางอุดมการณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่านักสู้เพื่อประชาธิปไตยไทย จะได้ผ่านบทเรียนมาครั้งแล้วครั้งเล่าในการ ต่อสู้กับเผด็จการหลากรูปแบบ แต่ย่างก้าวของประชาธิปไตยที่ยั่งยืน ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอุปสรรคทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งยังไม่สามารถก้าวข้ามได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อุปสรรคทางด้านอุดมการณ์(และ วัฒนธรรม)ที่ยังแฝงเร้นและยังไม่อาจก้าวข้ามได้พ้น ดังที่ได้สรุปอย่างย่นย่อ ต่อไปนี้คือ สิ่งที่เราต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ก่อนจะนำไปสู่เรื่องของการจัดตั้งที่จะส่งผลเป็นรูปธรรม&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
มายาคติ เรื่องประชาธิปไตยคือสิ่งแปลกปลอม&lt;/b&gt; (การชิงสุกก่อนห่าม - เอาความคิดฝรั่ง ที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยมาใช้-เป็นการกระทำของกลุ่มโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม - รัชกาลที่ ๗ เป็นบิดาแห่งการปกครองประชาธิปไตยไทย) สร้างความแตกแยกทางสังคม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ทำให้ไม่รู้รักสามัคคีซึ่งมีคุณค่าเหนือกว่าความยุติธรรมของสังคม ไม่ได้คนดีปกครองบ้านเมืองแต่มีรัฐบาลเลือกตั้งสามานย์ ทำให้ทุนครอบรัฐ และเกิดวัฒนธรรมซื้อเสียง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งที่ข้อเท็จจริงแล้ว ประชาธิปไตยคือ วัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้มวลชนในสังคมแสดงความหลากหลายทางความคิด เพื่อสะท้อนข้อเท็จจริงของตนอย่างเปิดเผย และได้รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพซึ่งบั่นทอนการลงทุน และทำให้เศรษฐกิจทรุดโทรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งที่มีหลักฐานสนับสนุนย้ำว่า ชาติที่มีประชาธิปไตยเต็มรูปและประชาชนมีหลักประกันเสรีภาพ/เสมอภาคนั้น สามารถแปรพลังของรัฐให้กลายเป็นพลังการผลิตใหม่ ๆ ได้เหนือกว่าชาติ ประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเผด็จการที่มีข้อจำกัดในการสร้างพลังทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
มายาคติว่าด้วยความบริสุทธิ์ของอุดมการณ์ &lt;/b&gt;(หรือ ชุดความคิดสำเร็จรูปชี้นำมวลชน) สังคมที่ไม่สามารถแยกแยะสภาพที่แท้จริงทางสังคม ออกจากความเชื่อเรื่องอุดมการณ์ที่บริสุทธิ์ อันกระด้างต่อความเป็นจริงทางสังคม ย่อมตกเป็นเหยื่อของ ” &lt;b&gt;ความจริงสำเร็จรูปที่ถูกปรุงแต่งขึ้น&lt;/b&gt; ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อของสงครามทางการเมือง โดยเชื่อว่าจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่บริสุทธ์ทางความเชื่อได้ โดยปฏิเสธสัจธรรมที่ว่า ทุกความเชื่อและทฤษฏีทางสังคมใด ๆ ล้วนมีด้านสว่างและด้านมืดเสมอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังจะเห็นได้จาก ข้ออ้างเรื่องเอกลักษณ์ความเป็นไทยเพื่อเชิดชูอำนาจราชสำนักและความคิดชาตินิยมสำเร็จรูปของพวกอำมาตย์ ทั้งที่ความจริงแล้วสังคมไทยประกอบด้วยคนหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม จนไม่จำเป็นต้องนิยามอย่างยัดเยียดในเรื่องเอกลักษณ์ไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือ ทฤษฎีที่เชื่อว่า สังคมต้องมีเป้าหมายในตัวเองเพื่อมุ่งไปสู่สังคม คอมมิวนิสต์และมีวิวัฒนาการเป็นเส้นตรง หรือ การปฏิวัติ ต้องมีพรรคชี้นำหลักที่มีทฤษฎีปฏิวัติชี้นำ เป็นต้น ซึ่งได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่า มีข้อบกพร่องที่ต้องทบทวนอยู่มาก&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
มายาคติ ว่าด้วยประชาธิปไตยจากเบื้องบน&lt;/b&gt; เชื่อมั่นว่า พวกอำมาตย์นั้นมีกระบวนทัศน์และจิตใจประชาธิปไตย มากเพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นประชาธิปไตยโดยสันติวิธีได้ ด้วยข้อเสนอปฏิรูปทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แม้ประชาธิปไตยจากเบื้องบน(ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการได้มาของประชาธิปไตยจากเบื้องล่าง) เช่นว่านี้ จะมีตัวอย่างจำนวนน้อยในโลกนี้ (เช่น ญี่ปุ่น สวีเดน หรือ ภูฏาน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ยืนยันมากว่าร้อยปีนับแต่มีการเปลี่ยนสังคม ไทยให้ทันสมัยแบบตะวันตกแล้วว่า พวกอำมาตย์ที่ครองอำนาจผูกขาด ล้วนถือประชาธิปไตยเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยสำหรับสังคมไทยเสมอมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อาทิเช่น หลังจากการอภิวัฒน์ของคณะราษฎร พ.ศ.2475 พวกอำมาตย์ก็สร้างนิทานโกหกว่า หาอะไรดีไม่ได้และเป็นการ ” &lt;b&gt;เอาหมามานั่งเมือง&lt;/b&gt; ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งยืนยันขัดเจนว่า พวกเขาจะไม่มีวันยอมให้มวลชนได้เข้ามาส่วนร่วมในการกำหนดชะตากรรมของสังคม และตนเองอย่างเด็ดขาด การรัฐประหาร 2549 ที่นำร่องโดย&lt;b&gt;พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย&lt;/b&gt; และกติกาของรัฐธรรมนูญ2550 ยืนยันชัดเจนให้ประจักษ์อยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
มายาคติว่าด้วยทุนสามานย์ &lt;/b&gt;มองเห็นแต่ด้านมืดของทุนนิยมว่า เป็นระบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา และหากทุนครอบงำรัฐ จะทำให้กลุ่มทุนผูกขาดหาประโยชน์ จากการมีอำนาจทางการเมืองเหนือประชาชนกลุ่มอื่นๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งที่โดยหากใช้วิภาษวิธีวิเคราะห์กันแล้ว ทุนนิยมเช่นเดียวกันกับระบบเศรษฐกิจการเมืองอื่น ๆ ของมนุษย์ นั่นคือก็มีทั้งด้านมืดและสว่างดำรงอยู่ควบคู่กันไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จุดเด่นของทุนนิยมโดยเฉพาะทุนนิยมเสรี อยู่ที่มันสามารถสร้างพลังการผลิตด้วยกระบวนการของคนกลุ่มต่างๆให้หลากหลายรูปแบบอย่างไม่จำกัดได้ดีกว่ากระบวนการผลิตด้วยระบบอื่น ๆ โดยเปรียบเทียบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้จะมีด้านมืดที่ภายในระบบนี้ จะมีปัญหาความผันผวนเป็นวงจรขาขึ้นและขาลง ที่สร้างปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบต่อชีวิตผู้คนเป็นระยะ ๆ รวมถึงปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เกิดการกระจุกตัวของความมั่งคั่งโดยกลุ่มทุนผูกขาดจำนวนน้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก็ยังคงสามารถวิวัฒน์ให้ก้าวหน้า ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างทุนผูกขาดกับ ทุนเสรี ก็เป็นสิ่งที่ดำเนินตลอดเวลา ซึ่งรองรับเสียงเรียกร้องต้องการของผู้ คนในสังคมได้ดีกว่าระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ อย่างยากปฏิเสธได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น สังคมไทยยุคหลังกรณีการลุกฮือของชนชั้นกลาง 2535 ทำให้ทุนใหม่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับธุรกิจและช่องหารายได้นอกจารีต เดิมของทุนผูกขาดดั้งเดิมที่เกาะติดอำนาจเผด็จการมายาวนาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง อันเป็นผลจากความไม่พร้อมในการเข้าร่วมวงไพบูลย์ ของกระแสโลกาภิวัตน์ ทำให้กลุ่มอำมาตย์ วิตกจริตกับอนาคตที่ตนเองไม่เข้าใจและเริ่มควบคุมไม่ได้ จนกระทั่งสร้างกระแสทวนประวัติศาสตร์ด้วยการยอมให้อดีตกลับมาหลอกหลอนผู้คนในสังคมครั้งใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หวังเกาะกุมยึดอำนาจรัฐเพื่อรักษาอำนาจและประโยชน์ของตนอย่างเหนียวแน่น เดินสวนทางกับกลุ่มทุนใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ฉกฉวยโอกาสใช้เครื่องมือเก่าคร่ำครึ อย่างกองทัพเข้ามา หวังกระชากโครงสร้างสังคมให้ถอยหลังกลับอย่างเพ้อฝันว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะสามารถสร้างแดนสนธยาของทุนผูกขาดที่รวมศูนย์และแจกจ่ายผลประโยชน์ในกลุ่มอำมาตย์จำนวนน้อย ปฏิเสธทั้งการโอนกิจการเป็นของรัฐ (เพราะกลัวเสียอำนาจในการครอบครองปัจจัยการผลิตด้วยถูกยึดความมั่งคั่งแบบ รัฐสังคมนิยม) และการเปิดเสรีทางธุรกิจเต็มรูป(เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถแข่งขันได้ใน บรรยากาศเปิด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มายาคติว่า กองทัพเท่านั้นเป็นกำลังหลักของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในชาติกำลังหรือด้อยพัฒนา&lt;/b&gt; ข้อสรุปหยาบ ๆ ว่าการเมืองไทยต้องมีทหารและกองทัพกำกับและแทรกแซง และรัฐบาลต้องรักษาสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพ ซึ่งเป็นเสาหลักพิทักษ์ราชบัลลังค์ และความมั่นคงของชาติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเป็นข้ออ้างที่ใช้ทำรัฐประหารมาโดยตลอด ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง รัฐบาลทหารหรือรัฐบาลทหารตั้งนั้น ได้พิสูจน์ถึงการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพ และฉ้อฉลทุกรูปแบบสูงกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งหลายเท่ามาตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งผู้นำของกองทัพซึ่งทำตนเป็นทหารการเมืองมากกว่าทหารอาชีพในปัจจุบัน ก็ขาดคุณสมบัติพื้นฐานของผู้นำรัฐ ในยุคที่สังคมเรียกร้องการเปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะพวกเขาไม่สามารถเข้าใจสภาวะที่แท้จริงทางสังคมในประเทศและพลวัตของการ เปลี่ยนทางด้านภูมิศาสตร์การเมืองของโลกได้ แต่พวกเขายังดื้อรั้นหวังจะฉวยโอกาสหาประโยชน์เข้าส่วนตัวและพรรคพวกจากการ ผูกขาดอำนาจทางการเมืองต่อไปไม่สิ้นสุด กลายเป็นกาฝากหรือโจรการเมืองอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มายาคติเรื่องคนเดือนตุลา &lt;/b&gt;ตราประทับแบบเหมาโหลต่อกลุ่มคนที่เรียกตัวว่าคนเดือนตุลา หรือพวกที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวขับเคลื่อนสังคมก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 เป็นพวก”&lt;b&gt;ก้าวหน้า&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เปิดช่องให้กลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่พลัดหลงกับกระแสดังกล่าว โดยที่ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ทางทฤษฎี และไม่ได้ดัดแปลงตนเองอย่างถึงที่สุดฉวยโอกาสนำไปสร้างภาพลักษณ์หลอกลวงผู้คนที่ไม่รู้จำแนกแยกแยะ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว จะต้องพิจารณาพฤติกรรมในปัจจุบันเป็นสำคัญว่า ได้มีส่วนร่วมในการต่อสู้ เพื่อขับเคลื่อนขบวนประชาธิปไตยของมวลชนมากน้อย เพียงใด และนักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ย่อมถือเอา&lt;b&gt;ความรุนแรงเป็นแค่เครื่องมือ มิใช่เป้าหมาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มายาคติว่า การใช้ความรุนแรง ไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย &lt;/b&gt;ข้อเท็จจริงก็คือ การใช้ความรุนแรงเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับการต่อสู้ทางการเมือง กับการใช้ความรุนแรงแบบลัทธิทหารอย่างพร่ำเพรื่อ มีความแตกต่างกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะในประวัติศาสตร์การต่อสู้ เพื่อได้มาเพื่อประชาธิปไตยของสังคมต่าง ๆในโลก ล้วนแสดงให้เห็นว่า หากชนชั้นปกครองดื้อรั้น สร้างระบอบผูกขาดอำนาจเผด็จการ ในกลุ่มอภิสิทธิ์ชนจำนวนน้อย  โดยปฏิเสธประชาธิปไตยจากเบื้องล่าง(ซึ่งมีตัวอย่างจำนวนน้อยเต็มที) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มวลชนที่รักประชาธิปไตย ก็ไม่มีทางเลือกที่ต้อง&lt;b&gt;ผสมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ เป็นหนึ่งในยุทธวิธีเพื่อการต่อสู้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การก้าวข้ามอุปสรรคทางด้านอุดมการณ์ที่กล่าวมาข้างต้น จะช่วยให้สามารถมองทะลุไปถึง ความหมายที่ชัดเจนของข้อเรียกร้อง”&lt;b&gt;ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย&lt;/b&gt;”เพื่อช่วยให้สามารถมุ่งไปสู่การก้าวข้ามทางจัดตั้ง อย่างเป็นระบบในการต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างพลิกแพลงได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ก้าวข้ามทางการจัดตั้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนของการก้าวข้ามทางการจัดตั้งคือ การขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมของการต่อสู้ ซึ่งหากคนในขบวนการปฏิวัติประชาธิปไตย เกิดความเข้าใจเพียงพอในรูปฉันทามติร่วม (ไม่ใช่ประชาธิปไตยรวมศูนย์แบบเดิม) ว่า ยุทธวิธีขับเคลื่อนทุกอย่างที่ถูกนำมาใช้ จะต้องสามารถสร้างแรงเหวี่ยง เพื่อเอาชนะทางการเมืองให้ได้ทางใดทางหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเอาชนะทางการเมืองคืออะไร? ลดขวัญกำลังใจ ทำให้ศัตรูไม่กล้าปราบปรามกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวอย่างถูกกฎหมายและกึ่งถูกกฎหมาย ทำให้ศัตรูจำต้องเปลี่ยนเกมเล่นที่ไม่ถนัด บีบให้ศัตรูต้องยอมรับเงื่อนไขบางประการที่เราเสนอ และเปลี่ยนฐานะจากการตั้งรับทางการเมืองของฝ่ายเรา เป็นการรุกทางการเมืองต่อศัตรู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรุกทางการเมือง คืออะไร ? ชุดของยุทธวิธีเพื่อสร้างปลุกระดมมวลชน สร้างความปั่นป่วนให้ศัตรู การโฆษณาชวนเชื่อ การล้มล้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมของอำนาจรัฐ การกัดกร่อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ การโจมตีด้วยกำลังอาวุธ การลุกฮือและประท้วง การเจรจาเพื่อหาทางออก และปฏิบัติการนอกแบบอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขั้นตอนของการขับเคลื่อนที่สำคัญ เริ่มต้นที่กลุ่มจัดตั้งของผู้รักประชาธิปไตยที่กระจัดกระจายกันในที่ต่าง ๆ ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคทางอุดมการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นได้ บางส่วนหรือทั้งหมด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จัดการปรึกษาหารือกันเพื่อสร้างฉันทามติร่วมเพื่อกำหนดเข็มมุ่งของการต่อสู้ ในรูปพหุภาคีใต้หลักการ ” &lt;b&gt;หนึ่งแนวร่วมในหลากแนวร่วมที่เสมอภาค&lt;/b&gt; ” โดยไม่ถือว่ากลุ่มใดชี้นำ แต่ให้ถือเอา&lt;b&gt;ข้อเสนอที่เป็นไปได้ และมีพลังมากที่สุดในการเอาชนะทางการเมืองเป็นธงนำ&lt;/b&gt; ซึ่งเมื่อได้ฉันทามติร่วมแล้ว ก็จะเกิดเอกภาพทางยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนของการลงมือปฏิบัติ การผ่านยุทธวิธีเพื่อรุกทางการเมืองที่แต่ละกลุ่มจัดตั้ง(ทั้งในรูปองค์กรเปิด หรือ กึ่งเปิดกึ่งปิด หรือ ปิด) มีความถนัดบนสถานการณ์ที่เป็นจริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเพื่อให้เข้าใจถึงการใช้ยุทธวิธีที่หลากหลายในการต่อสู้ มีต้นแบบที่ประสบความสำเร็จมาแล้วให้พิจารณาเพื่อประยุกต์ใช้เข้ากับ สถานการณ์อย่างยืดหยุ่น ซึ่งมี 3 โมเดลดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1) นิคารากัวโมเดล&lt;/b&gt; กลุ่มซานดินิสต้า(ชื่อย่อภาษาสเปนคือ FSLN- Frente Sandinista de Liberaci&amp;amp;oacute;n Nacional) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1961 มีเป้าหมายหลักคือ ให้เจตจำนงของออกุสโต่ ซานดิโน่ อดีตผู้นำนักปฏิรูปที่ถูกลอบสังหารบรรลุนั่นคือ โค่นล้มอำนาจของเผด็จการโซโมซ่า และลดการครอบงำของสหรัฐฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เนื่องจากความซับซ้อนของสังคม และมุมมองของแกนนำที่มีวิธีการจัดตั้งและต่อสู้แตกต่างกัน รวมทั้งมีอุดมการณ์ย่อยที่ขัดแย้งกันภายใน จึงตกลงกันให้มีรูปแบบการจัดตั้งตาม ” &lt;b&gt;ร่วมทางยุทธศาสตร์ แยกทางยุทธวิธี&lt;/b&gt; ” ผสมเข้ากับการหาทางสร้างแนวร่วมกับศาสนจักรโรมันคาธอลิก เกิดเป็นขบวนที่แยกแนวทางการต่อสู้ทางยุทธวิธี 3 แนวคือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•  สู้รบนอกแบบยาวนานในชนบท (GPP-guerra popular prolongada) หาการสนับสนุนและสร้างฐานที่มั่นจากชาวนาในชนบท เพื่อรบยืดเยื้อ แบบลัทธิเหมา ผสมลัทธิเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย ของนักบวชคาธอลิกนอกคอก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นำโดยกลุ่มนักปฏิวัติที่มีเชื้อสายพื้นเมืองที่พยายามประยุกต์คำสอนและวิถี ชีวิตของพระเยซูเข้ากับลัทธิมาร์กซ โดยมีคำขวัญง่ายๆคือ ” &lt;b&gt;พระเยซูคือมาร์กซิสท์ที่แท้จริงคนแรก &lt;/b&gt;”  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถือว่าภารกิจของนักบวชคริสต์และศาสนจักร ไม่ใช่การยกระดับจิตวิญญาณหรือไถ่บาป แต่ต้องช่วยปลดปล่อยมวลชนผู้ถูกกดขี่ ให้ได้รับความยุติธรรมทางสังคมพร้อมไปด้วย ผลของแนวคิดนี้ ถือการปฏิวัติไม่ขัดแย้งกับศาสนาจักรโรมันคาธอลิก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•  &lt;b&gt;ทำสงครามและลุกฮือในเขตเมือง&lt;/b&gt; (TP- tendencia proletaria) ยึดแนวทางทรอตสกี้และเลนิน สร้างฐานมวลชนจากกรรมกรและปัญญาชนในเมืองหลัก กลุ่มนี้เชื่อมโยงเครือข่ายเข้ากับค่ายโซเวียต/ยุโรปตะวันออก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•  สร้างแนวร่วมหลากหลาย/ลุกฮือฉาบฉวยหากมีจังหวะ หรือ “&lt;b&gt; ทางสายที่สาม&lt;/b&gt; ” (TI- tercerista/insurrecctionista) นำโดย 3 พี่น้องออร์เตก้า ประสานการต่อสู้ระหว่างกลุ่มกำลังต่างๆในประเทศ แม้กระทั่งพวกที่แสวงหาแนวทางรัฐสภา รวมทั้งประสานข้ามชาติ กับปัญญาชนเสรีนิยมและซ้ายสากล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เน้นยุทธศาสตร์ประชาสัมพันธ์ผ่านปฏิบัติการครึกโครมเพื่อสะท้อนความเหลวแหลก ของรัฐบาลโซโมซ่า กลุ่มนี้เชื่อมโยงและได้รับการฝึกอาวุธจากคิวบา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ของทั้งสามแนวทางพร้อมกัน โดยไม่มีส่วนใดชี้นำ (แม้จะมีการประชุมเพื่อประสานกันเป็นระยะอย่างไม่ต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์) ในระยะแรกไม่ประสบความสำเร็จมากนัก  โดยเฉพาะศาสนจักรคาธอลิกกระแสหลักซึ่งมีอิทธิพลและขึ้นต่อวาติกัน ไม่ยอมรับแนวทางของกลุ่มเทววิทยาเพื่อการปลดปล่อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยกเว้นกลุ่มที่สามที่สามารถสร้างผลสะเทือนจากการลักพาตัว ยึดสถานที่ราชการบางแห่ง และลอบสังหารคนของรัฐบาลบางคน เพื่อแลกกับการออกอากาศและตีพิมพ์โฆษณาอุดมการณ์ของตน แต่ก็ต้องเผชิญกับการปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาลโซโมซ่าเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดผกผันของซานดินิสต้า เกิดขึ้นหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ค.ศ. 1972 ในเมืองหลวง มานากัว ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก เงินและสิ่งของบรรเทาทุกข์จากนานาชาติ ถูกแปรเป็นความร่ำรวยของเจ้าหน้าที่ รัฐและตระกูลโซโมซ่าอย่างเต็มที่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้ตระกูลที่มีอำนาจทางการเมืองใหญ่ ๆ และ ศาสนจักรคาธอลิก หันมาโจมตีโซโมซ่า แต่ถูกตอบโต้ด้วยการลอบสังหารคนของตระกูล และคุมขังนักบวชคาธอลิก ผลักดันให้ซานดินิสต้า มีพันธมิตรใหม่ที่สำคัญเพิ่มขึ้น และเพิ่มปฏิบัติการลักพาตัว และลอบสังหารในเขตเมืองรุนแรงมากขึ้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในปลายปี  ค.ศ. 1974 กลุ่มปฏิบัติการของซานดินิสต้า บุกเข้ายึดงานเลี้ยงของกระทรวงเกษตรและยึดตัวประกันรวมทั้งคนในตระกูลโซโมซ่าด้วย ยิงทิ้งรัฐมนตรีเกษตร และได้รับเงินค่าไถ่ตัวประกัน 2 ล้านดอลลาร์ ต่อรองให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองสำคัญของกลุ่ม 14 คน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และได้ออกอากาศแถลงการณ์ของกลุ่มเต็มฉบับผ่านทางวิทยุ และตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญ ทำให้รัฐบาลโซโมซ่ารับปากว่าจะเพิ่มเงินเดือนให้ทหารชั้นผู้น้อยในกองทัพคน ละอย่างต่ำ 500 คอร์โดบา(มาตราเงินท้องถิ่น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลของปฏิบัติการดังกล่าว คือการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกหลายตัว กลุ่มศาสนจักรคาธอลิก กลุ่มทุนใหญ่ของประเทศ(กลุ่ม 12) และกลุ่มทหารชั้นผู้น้อย ได้เริ่มต้นใส่ ” &lt;b&gt;เกียร์ว่าง&lt;/b&gt; ” กับรัฐบาลโซโมซ่าอย่างจริงจัง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งยิ่งทำให้แนวร่วมซานดินิสต้าเพิ่มมากขึ้น สามารถปฏิบัติการเชิงรุกได้ในทุกพื้นที่ของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้ายสุดโซโมซ่า ก็ถูกโดดเดี่ยว จนต้องพาครอบครัวหนีไปลี้ภัยในปารากวัย  ใน ค.ศ. 1979 และถูกกลุ่มไล่ล่าตามไปวางระเบิดเสียชีวิตในรถยนต์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อสิ้นรัฐบาลโซโมซ่า ซานดินิสต้าที่แตกกลุ่มทางยุทธวิธี ได้กลับมาเจรจาเพื่อรวมตัวกัน เตรียมพร้อมสำหรับยุทธศาสตร์ใหม่ มุ่งเข้าสู่การเมืองแบบประชาธิปไตยในเวทีรัฐสภาและการเลือกตั้งในทุกระดับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะพรรคการเมืองแบบเปิด พร้อมกับยกเลิกรูปแบบการจัดตั้งที่มุ่งใช้ความรุนแรงอันเป็นยุทธวิธีเดิมที่ เคยใช้ต่อสู้กับเผด็จการ เพราะธาตุแท้พวกเขาคือ เป็นมากกว่านักปฏิวัติ แต่มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นิคารากัวประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บนรากฐานความคิดปฏิรูปของซานดิโน่แต่เดิม พร้อมกับประกาศเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งผลลัพธ์ปรากฏว่า กลุ่มซานดินิสต้าได้รับคะแนนนิยมล้นหลาม เข้ายึดกุมอำนาจรัฐทั้งในรัฐสภาและในตำแหน่งบริหาร จนกระทั่งอเมริกาประกาศคว่ำบาตรทางการค้ากับนิคารากัวทุกชนิด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พร้อมสนับสนุนเจ้าที่ดินให้ก่อตั้งกองกำลังอาวุธคอนตร้าต่อสู้กับรัฐบาล ทำให้มีคนตายจำนวนหลายหมื่นคน ทำให้เศรษฐกิจประเทศเริ่มทรุดโทรมอย่างรุนแรง แต่นิคารากัว ก็ไม่หวนกลับไปสู่เส้นทางการรัฐประหารหรือยึดอำนาจเผด็จการอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะยังคงเปิดช่องทางเปลี่ยนอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ที่แม้กลุ่มซานดินิสต้าจะแพ้เลือกตั้งหลายครั้งในการเป็นรัฐบาล แต่ก็ยังคงใช้เวทีรัฐสภาผลักดันนโยบายสำคัญของตนเองต่อมาโดยไม่หวนกลับไปใช้ ความรุนแรงอีก จนกระทั่งกลับมาครองอำนาจอีกครั้งผ่านกระบวนการเลือกตั้งในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การสนับสนุนอันแข็งขันของมวลชนต่อซานดินิสต้า และการสร้างพันธมิตรกับต่างชาติอย่างได้สมดุลของรัฐบาลนิคารากัว  ทำให้ปัจจุบันรัฐบาลสหรัฐฯถูกบีบให้ลดปฏิบัติการต่อต้านนิคารากัวลงเกือบ ทั้งหมด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) &lt;b&gt;โมเดลเนปาล&lt;/b&gt; นับแต่คริสต์ศักราช1960 เป็นต้นมา ราชสำนักเนปาลใช้ยุทธศาสตร์ หลอกล่อประชาชนที่รักประชาธิปไตยโดยให้มีการเลือกตั้งแบบลักปิดลักเปิด สลับการยึดอำนาจคืนโดยอาศัยช่องโหว่รัฐธรรมนูญหลายครั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้บรรดาผู้รักประชาธิปไตยส่วนหนึ่งสรุปได้ว่า *****เนปาลใช้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช จะไม่มีวันยอมให้เกิดประชาธิปไตยจากเบื้องบนแน่นอน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาส่วนหนึ่ง จึงมองเห็นว่า ราชสำนักคือปัญหาความล้าหลังของชาติ ดำเนินการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสท์แห่งเนปาล-CPN(UC) ขึ้นมาใน ค.ศ. 1990 เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้ด้วยอาวุธในชนบท โดยยึดหลักความคิดเหมา เจ๋อ ตงที่ว่า อำนาจรัฐเกิดจากปากกระบอกปืน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เนื่องจากมองเห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังไม่พร้อมยอมรับการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธเต็มที่ จึงจัดตั้งพรรคลูกขึ้นมาเป็นกองหน้าในเขตเมือง ชี่อพรรค SJM เพื่อต่อสู้ในรัฐสภาอย่างถูกกฏหมาย ทั้งสองพรรคชูคำขวัญเดียวกันคือ&lt;b&gt; ชาตินิยม ประชาธิปไตย และ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น&lt;/b&gt; (nationalism, democracy and livelihood)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อมา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการต่อสู้ 2 เวที CPN (UC) กับ SJM จึงแยกตัวเป็นอิสระจากกันใน ค.ศ.1996 โดย CPN เปลี่ยนชื่อเป็น CPN(Maoist) ดำเนินการทำ”สงครามประชาชนในเขตชนบทอย่างเต็มรูป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วน SJM ทำการต่อสู้ในรัฐสภาอย่างเดียวเพื่อทำการเปิดโปงสภาพ” รัฐล้มเหลว”ภายใต้บงการของราชสำนักที่ยอมสิโรราบต่ออินเดียอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประจันดา&lt;/b&gt; ผู้นำพรรค CPN(Maoist) ได้ประกาศแผนงานการเมืองเรียกว่า ลัทธิมาร์กซ-เลนิน ความคิดเหมาเจ๋อตง ตามแนวทางประจันดา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พร้อมกับประกาศยุทธศาสตร์การต่อสู้ 5 ช่องทางเพื่อสร้างแรงเหวี่ยงทางการเมือง ภายใต้ยุทธวิธีที่ไม่ยึดถือแนวทาง”ป่าล้อมเมือง”แบบเหมา แต่เรียกว่า กลยุทธ์กิ้งก่าเปลี่ยนสี ที่ประกอบด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1)   แนวทางมวลชน (กิจกรรมทางการเมือง) ปลุกระดมมวลชนในชนบทเพื่อเตรียมต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ สร้างฐานที่มั่นและอำนาจรัฐของประชาชนต่อต้านราชสำนัก โดยมุ่งการสร้างฐานสนับสนุนจากมวลชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อสู้ด้วยอาวุธ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2)   สร้างแนวร่วม(เครือข่ายพันธมิตรประชาธิปไตย) ส่งผู้ปฏิบัติงานเข้าไปร่วมต่อสู้กับมวลชนในประเด็นการต่อสู้ที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับจิตสำนึกทางการเมืองของมวลชนผ่านรูปแบบหลากหลาย เช่นสหพันธ์นักเรียน สหกรณ์สินเชื่อ สหกรณ์เกษตรกร กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3)   กองกำลังอาวุธ(โจมตีด้วยความรุนแรง) ทำการโจมตีสำนักงานรัฐโดยเฉพาะสถานีตำรวจในชนบท โดยยกเว้นการโจมตีกองทหารในกรณีจำเป็น แต่ไม่เน้นการทำสงครามยืดเยื้อ หากหวังใช้ความรุนแรงเป็นการสร้างแรงเหวี่ยงทางการเมืองในระดับประเทศ ทั้งการเผยความอ่อนแอของรัฐบาล และการปกป้องผู้ร่วมต่อสู้ในแนวทางอื่นๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
4)   สงคราม ารเมือง(ปลุกระดมมวลชนสร้างการเมืองบนท้องถนนและนอกรัฐสภาในเขตเมืองด้วย ความไม่รุนแรง เช่นปิดถนนชุมนุมอภิปราย) เพื่อปลุกเร้ามวลชนให้มองเห็นความอ่อนแอของอำนาจรัฐ พร้อมกับเสนอแนวทางเจรจาเพื่อสันติภาพร่วมไปด้วยเป็นระยะๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
5)   ต่อสู้ทางสากล สร้างพันธมิตรกับพรรคหรือชาติหรือกลุ่มการเมืองหรือสื่อมวลชนในต่างประเทศ อย่างกว้างขวาง เพื่อเผยแพร่แนวทางการต่อสู้ให้เกิดความชอบธรรม และต่อต้านการช่วยเหลือจากต่างประเทศที่มีต่อรัฐบาลเนปาลของราชสำนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลยุทธ์กิ้งก่าเปลี่ยนสี ของCPN(Maoist) ที่สอดประสานกับการต่อสุ้ทางรัฐสภาของSJM ได้บั่นทอนอำนาจรัฐของรัฐบาลใต้ราชสำนักอย่างรุนแรง จนกระทั่ง ราชสำนักต้องดำเนินการขั้นแตกหัก นั่นคือ กระชับอำนาจเบ็ดเสร็จโดย การยึดอำนาจและล้มรัฐธรรมนูญเก่าสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งถือเป็นการเร่งฆ่าตัวตายเร็วมากยิ่งขึ้น เพราะทำให้มวลชนมองเห็นความเลวร้ายของราชสำนักอย่างโดดเด่นในฐานะปัญหาหลักของชาติชัดเจน ทำลายความชอบธรรมในอำนาจจนหมดสิ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
CPN (Maoist) จับมือ กับ SJM ได้พยายามสร้างกระแสรุกทางการเมือง ด้วยการยื่นข้อเสนอเจรจาสันติภาพกับราชสำนักหลายครั้ง โดยให้มีคนกลางเข้ามา ร่วมด้วย แต่ถูกปฏิเสธ ทำให้ CPN(Maoist) ตัดสินใจรุกฆาตด้วยการลงมือโจมตีกองทหารอย่างจริงจัง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนกระทั่งสามารถครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในชนบทเอาไว้ได้ และเมื่อมวลชนในเขตเมืองเริ่มกระแสต่อต้านราชสำนักมากขึ้นจนถึงระดับปฏิเสธ อำนาจของราชสำนักถึงขั้นลุกฮือเดินขบวนต่อต้านอย่างกว้างขวางในเมืองหลวง กองกำลังของ CPN(Maoist)จึงประกาศเข้าล้อมเมืองหลวงเพื่อหวังเผด็จศึก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากการต่อสู้ที่มีความสูญเสียจำนวนมาก พรรค CPN(Maoist) ก็เห็นพ้องกับข้อเสนอของพรรค SJM ในการสร้างแนวร่วมกับกลุ่มการเมืองถูกกฎหมายอื่นๆ จัดตั้งแนวร่วมประชาชน หลังการประชุมหารือที่เมืองหลวงของอินเดีย ในปลายปี ค.ศ. 2005 เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง 12 ประการให้เนปาลมีประชาธิปไตยแบบเบ็ดเสร็จ โดยปราศจากการแทรกแซงของราชสำนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเรียกร้องดังกล่าวนอกจากนำมา ซึ่งบทอวสานของราชสำนักเนปาลในอำนาจการเมืองแล้ว ยังหมายถึงการสิ้นสุดการใช้ความรุนแรงทุกชนิดของ CPN(Maoist) ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประจันดา&lt;/b&gt; ประกาศว่า การใช้ความรุนแรงเป็นยุทธวิธีที่จำเป็นระยะหนึ่งกับพวกเผด็จการ และเมื่อหมดความจำเป็นก็พร้อมสำหรับการต่อสู้ในทางรัฐสภา ดังนั้นพรรค CPN(Maoist) จึงรวมตัวกับพรรคSJM เพื่อเตรียมการเลือกตั้งโดยมีสหประชาชาติเป็นสักขีพยาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งผลลัพธ์ออกมา ปรากฏว่า พรรค CPN(Maoist) ได้ครองเสียงข้างมากในรัฐสภา และแม้ว่าต่อมา ประจันดาที่ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีจะลาออกจากตำแหน่งเพราะขัดแย้งทางการ เมือง แต่ก็ยังคงยืนกรานต่อสู้ในแนวทางสันติวิธีต่อไป ไม่กลับไปสู่การต่อสู้ด้วยอาวุธอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3)  โมเดลเครือข่ายสังคม&lt;/b&gt; (social networks) รูปแบบการจัดตั้งนอกจารีตที่ถูกประดิษฐ์ใหม่ของยุคหลังปฏิวัติสื่อสารโทรคมนาคมผ่านเครือข่ายออนไลน์ ถือเป็นรูปแบบการจัดตั้งที่ยืดหยุ่นและมีพลังมากที่สุดสำหรับคนร่วมสมัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันสามารถเขียนและอธิบายความสนใจ และกิจการที่ได้ทำ และเชื่อมโยงกับความสนใจและกิจกรรมของผู้อื่น ในบริการที่ประกอบด้วย การแช็ต ส่งข้อความ ส่งอีเมล วิดีโอ เพลง อัปโหลดรูป และ บล็อก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บริการเครือข่ายสังคมที่เป็นที่นิยมในโลกร่วม สมัย ได้แก่ ไฮไฟฟ์ มายสเปซ เฟซบุ๊ก ออร์กัต มัลติพลาย โดยเว็บเหล่านี้มีผู้ใช้มากมาย เช่น ไฮไฟฟ์เป็นเว็บไซต์ที่คนไทยใช้มากที่สุด ส่วนบริการเครือข่ายสังคม ที่ทำขึ้นมาสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ คือ บางกอกสเปซ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โครงสร้างง่ายๆของเครือข่ายสังคม เรียกกันว่า เครือข่ายว่าว (ดูรูปประกอบ)&lt;br /&gt;
เครือข่ายสังคม ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักคือ สมาชิกส่วนบุคคล และ สายสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในรูปเครือข่าย (เครือข่ายส่วนตัว หรือ เครือข่ายองค์กร) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยยอมรับเอาความหลากหลายของสมาชิกแต่ละคนว่า สามารถที่จะสร้างเครือข่ายส่วนตัวได้มากกว่า 1 เครือข่ายที่มีลักษณะแตกต่างกัน แต่ละเครือข่ายจะเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้นใกล้ชิดได้อย่างน้อย 6 ราย และไม่เกิน 159 ราย โดยมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 114 ราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความแน่นแฟ้นของเครือข่าย ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาระและเป้าหมายที่เครือข่ายใช้สื่อสารสัมพันธ์ กันว่าต้องการเปิด หรือ ปิด ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นฐานพิจารณา” ทุนทางสังคม ”ของเครือข่ายต่างๆได้ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ละเครือข่ายก็สามารถที่จะตัดสินใจว่าจะยินยอมให้เชื่อมต่อเข้ากับเครือ ข่ายอื่นๆได้มากน้อยเท่าใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงถือได้ว่า เครือข่ายดังกล่าวถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง มีวัฒนธรรมประชาธิปไตยแบบพหุนิยมอย่างเต็มที่ นอกเหนือจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนตามจารีตเดิม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยทั่วไปแล้ว เครือข่ายที่ประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่สมาชิกทั้งหมดร่วมวางกันเอาไว้ จะพร้อมที่จะเปิดรับหรือเชื่อมต่อกับเครือข่ายอื่นๆ  ซึ่งเท่ากับแต่ละเครือข่ายสังคม สามารถที่จะเป็นองค์กรจัดตั้งกึ่งเปิดกึ่งปิดได้อย่างสะดวก และสามารถแยกแยะมิตรหรือศัตรู (หรือเราและคนอื่น) ได้ง่ายและเร็ว เพราะสามารถตรวจสอบข้อมูล เพิ่มเติมข้อมูล และลบทิ้งข้อมูลได้สะดวกทั้งทางตรงและอ้อม ถือเป็นรูปองค์กรจัดตั้งเคลื่อนที่เร็วที่มีประสิทธิภาพสูง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้ง 3 โมเดลดังกล่าว สามารถนำมาผสมผสานใช้ได้ในเชิงยุทธวิธีอย่างหลากหลายเป็นรูปธรรม ภายใต้สาระของการเอาชนะทางการเมือง และออกแบบสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืนพร้อมกันไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสถาปนาสังคมประชาธิปไตยพหุนิยมและนิติรัฐที่สอดคล้องกับแนว ทาง “&lt;b&gt;ยุติธรรมอย่างเสมอหน้า  ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม&lt;/b&gt;”ที่เป็นรูปธรรมและมีการเตรียมให้รอบคอบล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอ”&lt;b&gt; ท่านผู้นำ &lt;/b&gt;”ที่ประทานจากฟากฟ้าที่ไหน ๆเพื่อป้องกันสภาพหนีเสือปะจระเข้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันหมายถึงการที่มีชนชั้นปกครองใหม่ ทรยศต่อการต่อสู้และ สวมรอยนำเอาชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์เก่ามาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการ กดขี่ปวงชั้นที่ไม่ต่างจากเดิม เสมือนผีเก่าเข้าสิงร่างใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงื่อนไขสำคัญของการก้าวข้ามเพื่อปฏิวัติประชาธิปไตยที่นำเสนอมาทั้งหมดนี้ ถือเป็นแนวทางที่สามารถยกระดับทางด้านจิตสำนึกและอุดมการณ์เข้ากับการต่อสู้กระบวนการขับเคลื่อนที่ จัดตั้งเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาสมรรถนะจากปริมาณสู่คุณภาพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แสวงหาโอกาสในการต่อสู้ในทุกปริมณฑล ทั้งถูกกฎหมาย กึ่งถูกกฎหมาย ผิดกฎหมาย และทางสากล ไม่ปฏิเสธรูปแบบที่เป็นไปได้ที่จะแสวงหาความยืดหยุ่นในการต่อสู้โดยไม่หลง เข้าสู่กับดัก”เป้าหมายสำคัญกว่าวิธีการ“ หรือ”วิธีการดี สู่เป้าหมายที่ดี”อย่างเถรตรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความสามารถของผู้รักประชาธิปไตย ในการก้าวข้ามเพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย ตามแนวทางนี้ คนส่วนใหญ่ก็ได้ยอมรับกันแล้วว่า ประชาธิปไตยเป็นสาระของความสัมพันธ์เชิงอำนาจและผลประโยชน์ของสังคมที่ก้าวหน้าที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตราบใดที่กระบวนทัศน์หลักของสังคม ยึดมั่นในหลักการเรื่องความเสมอภาคทางสังคม ที่ตั้งบนฐานรากของการเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันของชนชั้นต่าง ๆ โดยยอมรับว่าสังคมมีชนชั้นได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก็สามารถทำให้สมาชิกเลื่อนชนชั้นได้หลักการเรื่อง เสรีภาพของการมีส่วนร่วม ความยุติธรรม เสมอภาค และความสามารถในการปรับปรุงตนเอง ซึ่งจะทำให้ประชาธิปไตยที่ยั่งยืนทั้งที่เป็นแบบตัวแทนหรือทางตรงให้เกิดขึ้นได้ เพราะมีการเตรียมการอย่างรอบคอบล่วงหน้า เพื่อป้องกันสภาพหนีเสือปะจระเข้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(อันหมายถึงการที่มีชนชั้นปกครองใหม่ ทรยศต่อการต่อสู้และ สวมรอยนำเอาชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์เก่า มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างรูปแบบการ กดขี่ปวงชั้นที่ไม่ต่างจากเดิม เสมือนผีเก่าเข้าสิงร่างใหม่) ที่จะนำสังคมถอยหลังกลับสู่สภาพการผูกขาดอำนาจแบบ”โต๊ะแชร์”ของกลุ่มอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย ถือเป็นสงครามที่เป็นธรรม และสงครามที่เป็นธรรม ย่อมนำชัยชนะเป็นผลตอบแทนในท้ายที่สุด ขอเพียงทุ่มเทอย่างเข้าถึงและสร้างพลังที่เป็นรูปธรรมอย่างจริงจังเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;ศิวะ รณยุทธ์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
28 ธันวาคม 2552
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?PHPSESSID=5nelmvko0t7pim3n70bj2e75q1&amp;amp;topic=85.msg397;topicseen#msg397&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บอร์ดไฟลามทุ่ง 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100102/1569#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sat, 02 Jan 2010 04:06:22 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1569 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทุนนิยมที่ไม่สามานย์ มีด้วยหรือ ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100101/1564</link>
 <description>&lt;p&gt;
การจำแนกประเภทของทุน ถ้าจะจำแนกตาม&lt;b&gt;ขนาดหรือระดับของทุน&lt;/b&gt;ก็มี &lt;b&gt;ชนชั้นนายทุนน้อย ชนชั้นนายทุนกลางและชนชั้นนายทุนใหญ่&lt;/b&gt; เหมือนที่เราจำแนกหมู่บ้านเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ คือ SML นั่นแหละ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นการจำแนกแยกแยะชนชั้นนายทุน ตาม&lt;b&gt;ฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคม&lt;/b&gt; การมีจำนวนเงินทุนมากหรือน้อยเป็นสำคัญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะจำแนกทุน ตาม&lt;b&gt;รูปแบบการขูดรีดหรือที่มาของรายได้ หรือ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต&lt;/b&gt; ก็จำแนกได้เป็น &lt;b&gt;นายทุนแห่งชาติ นายทุนขุนนาง นายทุนนายหน้า&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นายทุนแห่งชาติ&lt;/b&gt; หมายถึง ชนชั้นนายทุนในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้นที่พัฒนาจากกระบวนการที่ทุนต่าง ชาติของจักรวรรดินิยมรุกรานเข้ามา และ ศักดินานิยมภายในประเทศ อยู่ในท่ามกลางการสลายตัว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นายทุนขุนนาง&lt;/b&gt; หมายถึง ชนชั้นนายทุนในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้นที่ประสาน สมคบ และอาศัยอำนาจรัฐมาพัฒนาทุน ซึ่งมีลักษณะนายหน้า ลักษณะศักดินาและลักษณะผูกขาด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น ในประเทศจีนก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์นั้น กลุ่มบุคคลใน 4 ตระกูลใหญ่ ได้แก่ตระกูลเจียง(เจียงไคเชคเป็นตัวแทน) ตระกูลซ่ง (ซ่งจื่อเหวินเป็นตัวแทน) ตระกูลข่ง(ข่งเสียงซีเป็นตัวแทน) และตระกูลเฉิน (เฉินกั่วฟูกับเฉินลี่ฟูเป็นตัวแทน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้ง4 ตระกูลนี้เป็นกลุ่มทุนขุนนางที่มีทรัพย์สินรวมมูลค่าคิดเป็นครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งประเทศ พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของกลุ่มทุนกลุ่มนี้ก็คือ พรรคก๊กมินตั๋ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วน&lt;b&gt;นายทุนนายหน้า&lt;/b&gt; หมายถึง ชนชั้นนายทุนใหญ่ในประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น ที่พึ่งพาอาศัยและรับใช้ทุนผูกขาดต่างชาติ ได้รับการชุบเลี้ยงจากทุนผูกขาดต่างชาติและสมคบคิดอยู่กับอิทธิพลศักดินาภายในประเทศ เป็นเสาหลักของสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาและจักรวรรดินิยม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะจำแนกทุนตามวิถีดำเนินทางประวัติศาสตร์หรือกระบวนการพัฒนาของทุน ก็จำแนกได้เป็น &lt;b&gt;ทุนเสรี ทุนผูกขาด ทุนผูกขาดแห่งรัฐ&lt;br /&gt;
ทุนข้ามชาติ ทุนโลกาภิวัฒน์&lt;/b&gt; เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทุนเสรี&lt;/b&gt; หมายถึง ชนชั้นนายทุนในยุคพัฒนาอย่างเสรีและแข่งขันกันอย่างเสรี ก่อนจะก่อรูปเป็นทุนผูกขาด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทุนผูกขาด&lt;/b&gt; หมายถึง ชนชั้นนายทุนที่พัฒนาจากการแข่งขันกันอย่างเสรี จนสามารถรวมศูนย์ทุนขนาดใหญ่ ก้าวสู่การผูกขาด รวมกลุ่มจัดตั้งเป็น คาร์เทล ซินดิเคทและทรัสท์ เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทุนผูกขาดแห่งรัฐ&lt;/b&gt; หมายถึง กลุ่มทุนผูกขาดที่ประสานเข้ากับอำนาจรัฐ อาศัยอำนาจรัฐมาขยายทุนของตนอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทุนข้ามชาติ&lt;/b&gt; หมายถึงกลุ่มทุนที่พัฒนาจากประเทศหนึ่ง จนก้าวข้ามพรมแดนของอีกประเทศหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วน&lt;b&gt;ทุนโลกาภิวัฒน์&lt;/b&gt; ก็คือกลุ่มทุนที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงไปทั่วโลกจนไร้ซึ่งพรมแดน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะจำแนกทุนตาม&lt;b&gt;ลักษณะการผลิต&lt;/b&gt; ก็จำแนกได้เป็น&lt;b&gt;ทุนอุตสาหกรรม ทุนพาณิชยกรรม ทุนธนกิจหรือทุนธนาคาร&lt;/b&gt; เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะจำแนกทุนเป็นภาคส่วนต่าง ๆ ก็จำแนกเป็น &lt;b&gt;ทุนภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคการเงิน&lt;/b&gt; เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เห็นมีที่ไหน เขาจำแนกทุน เป็น “&lt;b&gt;ทุนสามานย์&lt;/b&gt;” กับ “&lt;b&gt;ทุนไม่สามานย์&lt;/b&gt;” หรือ “&lt;b&gt;ทุนที่มีคุณธรรม&lt;/b&gt;” “&lt;b&gt;ทุนที่มีจริยธรรม&lt;/b&gt;”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในพจนานุกรมที่รวบรวมศัพท์เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สังคม เห็นมีแต่ “ทฤษฏีว่าด้วยวิวัฒนาการสามานย์” “เศรษฐศาสตร์สามานย์” “วัตถุนิยมสามานย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นระบบคิด ระบบทฤษฏีที่อธิบาย ระบบคิดระบบทฤษฏีที่ดีและถูกต้องอยู่แล้ว &lt;b&gt;ให้กลายเป็นแบบสามานย์&lt;/b&gt; อันเป็นการบิดเบือนของที่มีอยู่เดิมให้เกิดความเสียหาย สร้างความสับสนทางความคิดแก่ผู้คนทั่วไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหมือนอย่างที่ทุกวันนี้ มักมีคนนำเอาคำว่า “วัตถุนิยม” ไปอธิบายตีความเป็นการนิยมวัตถุสิ่งของหรือบริโภคนิยม ซึ่งเป็นการบิดเบือนจะด้วยความจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับ “ทุนนิยมสามานย์” ศัพท์คำนี้ไม่พบในสาระบบของทฤษฏีลัทธิมาร์กซ เป็นวาทะกรรมหรือการบัญญัติศัพท์ขึ้นมา เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่างของบุคคลบางกลุ่ม เพื่อปกปิดอำพรางธาตุแท้ของตัวเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมประเทศไทยในช่วงประวัติศาสตร์ยุคใกล้ จัดอยู่ในประเภทสังคมกึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา หรือประเทศทุนนิยมที่พัฒนาทีหลัง ในขณะที่โลกก้าวสู่ยุคจักรวรรดินิยมแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภายใต้เงื่อนไขประวัติศาสตร์ดังกล่าว ประเทศทุนนิยมที่พัฒนาทีหลัง หมดโอกาสที่จะพัฒนาทุนนิยมในประเทศของตนอย่าง เต็มรูปแบบอย่างเป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองได้ เพราะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ จนเป็นได้ก็แต่ทุนนิยมพึ่งพา เป็นบริวาร เป็นเครื่องพ่วงของทุนนิยมมหาอำนาจจักรวรรดินิยม มันจึงเป็นทุนนิยมที่พิกลพิการ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน ลักษณะสังคมไทยยังเป็นกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาหรือเป็นทุนนิยมแล้ว ผมไม่มีหน้าที่วิเคราะห์และไม่ปรารถนาจะไปวิเคราะห์ด้วย เพราะถ้าวิเคราะห์เพื่อวิเคราะห์ มันไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าจะวิเคราะห์จริงก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าวิเคราะห์ไปเพื่ออะไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ที่ผมค่อนข้างแน่ใจก็คือ &lt;b&gt;รูปแบบการผลิต รูปแบบการขูดรีดแบบศักดินาได้ถูกแทนที่ ด้วยรูปแบบการผลิตรูปแบบการขูดรีดแบบทุนนิยมแล้ว&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ชนชั้นเจ้าที่ดินศักดินา ก็แปรเป็นชนชั้นนายทุนไปเรียบร้อยแล้ว&lt;/b&gt; และผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า ชนชั้นนายทุนที่แปรมาจากชนชั้นเจ้าที่ดินศักดินานั้น ก็คือ &lt;b&gt;ชนชั้นนายทุนขุนนาง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นกลุ่มทุนหรือกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจอย่างแท้จริงในอำนาจรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคการเมืองที่ผลัดกันเข้ามาบริหารประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนนั้น ล้วนจะต้องเล่นไปตามเกมของ&lt;b&gt;กลุ่มทุนขุนนาง&lt;/b&gt;ซึ่งมี&lt;b&gt;ขุมกำลังของข้าราชการประจำ และขุมกำลังของสถาบันทหาร เป็นเสาค้ำทางวัตถุ และมีรูปการจิตสำนึกแบบศักดินาเป็นเสาค้ำทางจิตใจ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคการเมืองที่เข้าบริหารประเทศ จะอยู่ได้ ก็ต้องอยู่ภายใต้การคอนโทรล และเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ &lt;b&gt;ใครกล้าแข็งข้อ ก็ต้องเจอดี &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนที่ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองของไทยตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ล้วนจะเห็นภาพนี้ได้อย่างชัดเจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคไทยรักไทยโดยนายทักษิณ ชินวัตร คิดจะลองดีกับกลุ่มบุคคลเหล่านี้ สุดท้ายก็ต้องเจอดี จนแทบจะหาแผ่นดินอยู่ไม่ได้ ด้วยข้อหาผลประโยชน์ทับซ้อน คอรัปชั่นเชิงนโยบาย ไร้ซึ่งคุณธรรม จริยธรรม ไม่จงรักภักดี คิดล้มล้างสถาบันอันเป็นที่เชิดชูบูชาของคนทั้งชาติ สร้างระบอบทักษิณ สุดท้ายคือ ทุนของทักษิณเป็น “&lt;b&gt;ทุนนิยมสามานย์&lt;/b&gt;” จำต้องทำลายให้สิ้นซาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียน อรุโณทัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา  &lt;a href=&quot;http://www.twitlonger.com/show/1e2jl&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;lerd adison - @maytee1&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100101/1564#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/370">capitalist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 01 Jan 2010 12:39:57 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1564 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เลิกรักชาติกันได้แล้ว</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20091117/1545</link>
 <description>&lt;p&gt;
ท่ามกลางการคลั่งชาติและคำโกหกจากอำมาตย์และโจรพันธมารฯ เรื่องเขมร หรือเรื่อง “การขายชาติ” ผมอยากจะเสนอว่า คนเสื้อแดงควรเลิกรักชาติ เลิกยืนเคารพธงชาติ และหันมารักเพื่อนๆ ร่วมชาติ และเพื่อน ๆต่างชาติแทน เราควรจะประกาศรักสังคม รักเสรีภาพและประชาธิปไตย และเลิกรักอำมาตย์สักที 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทำไม ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ชาติ” เป็นหน่วยการบริหารสังคมที่เกิดขึ้นในยุคทุนนิยม ในไทยเกิดในยุครัชกาลที่ 5 ก่อนทุนนิยมและก่อนที่จะมีชาติที่ไหนในโลก คนเขาไม่คิดในกรอบชาติเลย คิดในกรอบชุมชนหรือเมืองบ้านเกิดมากกว่า และบ่อยครั้งเมืองบ้านเกิดจะมีลักษณะสากลในอดีต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เชื่อก็ไปที่อยุธยา และไปดูพิพิธภัณฑ์ที่หมู่บ้านญี่ปุ่น หรืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์อยุธยาของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ได้ เพราะในอยุธยามีหลายเชื้อชาติอาศัยกันอยู่ มันเป็นเมืองท่าสำหรับค้าขาย มีการใช้หลาย ๆ ภาษาด้วย คนอยุธยาไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนไทยแต่อย่างใด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การสร้างประวัติศาสตร์ไทยย้อนหลังปลอม ๆ เป็นความพยายามของนักวิชาการอำมาตย์ เพื่อหลอกเราว่า “ชาติไทย” กษัตริย์ และชนชั้นปกครอง เป็นสิ่งเก่าแก่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ พวกนี้จะอ้างว่าวัฒนธรรมไทยคือ วัฒนธรรมที่ประชาชนต้องอ่อนน้อมต่ออำมาตย์ และแถมยังโกหกอีกว่า “ไทย” แปลว่า “เสรีภาพ” แต่แท้จริงแล้ว “ไทย” ของพวกอำมาตย์นี้แปลว่าเราเป็นทาสเป็นไพร่มากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ชาติ” เป็นสิ่งประดิษฐ์ของชนชั้นปกครอง มันมีความสำคัญต่อเขาในทางความคิด หรือในทางที่จะเป็นลัทธิการเมืองของอำมาตย์และอภิสิทธิ์ชน ดังนั้นเขาจะกล่อมเกลาเราให้เคารพธงชาติสามสี และให้เราท่องจำว่าสีแดงคือชาติ สีขาวคือศาสนา และสีน้ำเงินคือกษัตริย์ โดยที่ชาติของเขามีแค่นี้ ไม่มีประชาชนทั้งปวงที่เป็นผู้สร้างสังคมที่แท้จริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนอย่างสนธิ ลิ้มทองกุล พูดที่สนามหลวงเมื่อไม่นานมานี้ว่าเรา “ต้องรักชาติ เพราะชาติคือกษัตริย์และศาสนา” เราต้องทวงถามว่า “ประชาชนอยู่ไหน?” เพราะสนธิกับแก๊งของเขามองว่าประชาชนเป็นผักเป็นปลา เป็นไพร่หรือทาส และเราต้องถามว่าเขาอีกว่าเวลาพูดถึงศาสนา หมายถึง“ศาสนาอะไร?” เพราะหลายคนไม่ได้เป็นพุทธ มีอิสลาม คริสต์ ฮินดู ผีสางนางไม้ และยังมีคนที่ไม่นับถือศาสนาอีกด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมต้องยัดเราเข้ากรอบแคบๆ ของพวกอำมาตย์ ที่สำคัญคือศาสนาของสนธิ ลิ้ม เป็นศาสนาแบบไหน? เพราะขาดศีลธรรมพื้นฐานในการเคารพประชาชน และประชาธิปไตย ได้แต่ปลุกระดมความเกลียดชัง นี่หรือศีลธรรม?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดชาตินิยมของชนชั้นปกครองไทยที่ถูกสั่งสอนในโรงเรียน ในสื่อ และในสังคมโดยรวม เป็นแนวคิดที่สอนให้เราจำยอมต่อผู้ปกครองเผด็จการ แล้วแถมโกหกเราว่า “เราเป็นชาติเดียวกับเขา” อีกด้วย มีแต่พูดเรื่อง “ความสามัคคี” แต่มันเป็นการบังคับความสามัคคีภายใต้เงื่อนไขสังคมป่าเถื่อนที่เต็มไปด้วย ความเหลื่อมล้ำของอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าอำมาตย์รักชาติ ทำไมเขาไม่เคารพประชาชน ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ และไม่เคารพประชาธิปไตย? ถ้าอำมาตย์รักคนไทยทำไมมากราดยิงประชาชนท่ามกลางถนน? ทำไมอำมาตย์ไม่ยอมเสียสละทรัพย์สมบัติมหาศาล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างรัฐสวัสดิการให้คนไทยทุกคน? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมพูดแค่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อแช่แข็งความเหลื่อมล้ำ? และเวลาพวกนั้นปลุกระดมให้คนรักชาติและไปรบในสงคราม ทำไมเขาไม่ไปรบเอง? ทำไมส่งลูกหลานคนจนไปตายแทนพวกเขา?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในความเป็นจริงบ้านเรามีสองชาติ ชาติหนึ่งคือชาติของอำมาตย์ ที่มีเพลงชาติ ธงไตรรงค์ และลัทธิ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์” อีกชาติหนึ่งคือประชาชน เราไม่มีธง และไม่มีเพลงชาติ แต่เรามีอุดมการณ์ประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หยุดเถิด เลิกเถิด การยืนเคารพเพลงและธงชาติของพวกอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อนเสื้อแดงอาจไม่สบายใจกับสิ่งที่ผมเสนอ ผมไม่แปลกใจ เพราะฝ่ายอำมาตย์กล่อมเกลาเรา ตั้งแต่เกิดจนตาย ให้รักชาติ ดังนั้นการก้าวพ้นความคิดแบบนี้คงใช้เวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะต้องมีเพลงชาติ และผมมองว่าไม่ควรมี ... เนื้อร้องมันน่าจะเป็นแบบนี้ครับ .....&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ประเทศสยามรวมเลือดเนื้อหลายเชื้อชาติ เป็นประชาธิปไตยแท้ ชาวบ้านปกครองตนเอง อยู่ด้วยกันท่ามกลางความสงบ เคารพรักทุกเพศทุกภาษาทุกศาสนาหรือความเชื่อ เรานี้รักสงบ และเราจะไม่หาเรื่องรบเพื่อประโยชน์ของคนอื่นเหมือนยุคมืดอดีต ทุกคนทำงานร่วมกันสร้างสังคมปรองดองและรัฐสวัสดิการ ในสยามนี้ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่มีหมอบคลาน และเพื่อนบ้านทุกฝ่ายเป็นมิตรของเรา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศัตรูแท้ของประชาชนคือพวกคัดค้านประชาธิปไตย และพวกอำมาตย์ดั้งเดิม เราปลดแอกตนเองแล้ว และร่วมกันร้อง ประชาชนจงเจริญ!” (ต้องขออภัยด้วยที่ผมแต่งกลอนหรือเนื้อเพลงไม่ไพเราะ แต่ท่านคงจับประเด็นสำคัญๆ ได้เมื่อเปรียบเทียบกับเพลงชาติปัจจุบันของอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คุณจักรภพ เพ็ญแข มีจุดยืนในหลายเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ในเรื่อง “ชาติ” ผมขอมองต่างมุมบ้าง ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเวลาคุณจักรภพคัดค้านการ “คลั่งชาติ” แต่เขายังมองว่ามันมีวิธีรักชาติที่ดีอยู่บ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวชาตินิยมที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมีบ้างไหม? มีบ้างในกรณีที่สังคมถูกครอบงำหรือนำมาเป็นเมืองขึ้นโดยจักรวรรดินิยม เช่นในยุคล่าอาณานิคม ขบวนการชาตินิยมเป็นขบวนการที่ปลดแอกประชาชนระดับหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มันไม่เคยพอ เราจะเห็นได้จากการที่ ประเทศที่ได้รับเอกราชหลังยุคอาณานิคม เช่น พม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ก็ยังมีปัญหา เพราะมีเผด็จการครองเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และถ้าเป็นประชาธิปไตยอย่างอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์ ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ ในประเทศเหล่านี้ความคิดชาตินิยมกลายเป็นเครื่องมือบังคับความสามัคคีของชน ชั้นปกครองใหม่ สรุปแล้วแนวชาตินิยมไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยและปลดแอกพลเมืองอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกอำมาตย์คงน้ำลายฟูมปากอีกรอบกับบทความนี้ (หลายรอบแล้ว) คงมีการเห่าหอนว่าผม “ขายชาติ” และ “ไม่ใช่คนไทย” ผมมีคำตอบง่าย ๆ คือ ผมขายชาติไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็นเจ้าของ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยมีโอกาสเป็นเจ้าของอีกด้วย เพราะอำมาตย์ปล้นมาจากประชาชนนานแล้ว แล้วอ้างว่ามันเป็นแผ่นดินของเขา และในเรื่องที่ไม่ใช่คนไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมก็ยอมรับ เพราะผมไม่อยากร่วมชาติไทยเลวทรามของอำมาตย์ ผมเป็นคนสยาม พ่อเป็นเชื้อสายจีน แม่เป็นอังกฤษ และผมต่างจากอำมาตย์และพันธมารฯ เพราะผมรักและเคารพประชาชนสยามและรักประชาธิปไตย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความโดย &lt;b&gt;ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26643&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20091117/1545#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Tue, 17 Nov 2009 02:14:49 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1545 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>
