วิวาทะเรื่องปลื้มกับรสนา

tags:

ข้อเขียนจาก คอลัมน์ Anchorman โดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล หน้า 11 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551
เรื่อง Rosana Tositrakul, are you kidding me ?

Rosana Tositrakul, are you kidding me ?

ผมเคยเชื่อว่า กรุงเทพ เป็นจังหวัดที่มีอัตราส่วนของผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มีการศึกษาและความรับรู้ทางการเมืองต่อผู้ที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองสูงที่สุดในประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ อาจไม่สูงเสียแล้ว หากดูจากผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา

นอกเหนือจากเป็นเมืองที่เชื่อกันว่า มีผู้ลงคะแนนที่ “ฉลาด” ในเรื่องการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก กรุงเทพอาจไม่ต่างไปจาก เวเนซุเอลา เกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย และประเทศที่เป็น “ซ้าย” ในโลกนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า รสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้บริโภค ได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 743,397 คะแนน หรือ 49.78% ของผู้มีสิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้

การที่กรุงเทพเลือกวุฒิสมาชิกได้เพียงคนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้งจะได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของคนกรุงเทพในสภาสูงที่ทรงอิทธิพล

ทำไม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า

อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของชนชั้น นักลงทุน และค่านิยมเศรษฐกิจเสรี ขณะที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของชุมชนศิลปะและการบันเทิง เช่นเดียวกับ มานิต วิทยาเต็ม ในฐานะอดีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวแทนของข้าราชการที่มีประสบการณ์ ในฝ่ายกฎหมาย และยังมีอีกหลาย ๆ คน ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จ ที่โดดเด่น

แทนที่จะได้คนเหล่านี้เป็นตัวแทน เรากลับได้ ใครบางคน ซึ่งเชื่อได้ว่า จะขัดขวาง กฎหมายที่สนับสนุนการลงทุน และธุรกิจ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาบัน คอยจ้องจับผิด คนที่มีเหตุผล ที่เพียงแต่ ทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจจริง ที่พยายามสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนี้

รสนา คือ คนที่สร้างความตกต่ำให้กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนนักลงทุนในประเทศนี้ บทบาทของเธอในการทำให้แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ. ต้องเป็นโมฆะ ก็ชี้ชัดว่า เธอยืนอยู่ตรงไหน บนเส้นทางการพัฒนาและเศรษฐกิจ

นอกไปจากพฤติกรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้ 2 เรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่อง การแสดงบทบาทผู้นำ ขบวนการผู้บริโภค ในนามขององค์กรต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ ทำให้รสนามีชื่อเสียง ขึ้นมาว่า เป็นผู้เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้ง ๆ ที่ แท้จริงแล้ว คะแนนนิยมที่เธอได้ มาจาก การวิพากษ์ วิจารณ์นักลงทุน และการทำให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อ้างว่า เป็นความเสียหายของผู้บริโภค เป็นภาระของศาล

ไม่มีอะไรน่ารังเกียจไปกว่านี้อีกแล้ว ... อย่าฟ้องผม ผมรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คุณคิดจะทำอยู่

ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง ส.ว. ก่อนการรัฐประหาร รสนาชนะด้วยคะแนน 118,332 เสียง เป็นที่ 4 รองจาก นิติภูมิ นวรัตน์ สมัคร สุนทรเวช และกล้าณรงค์ จันทิก ดูจากผลการเลือกตั้งเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาใคร่ครวญ ถึงแนวโน้ม ที่สังคมไทยจะก้าวไปทาง “ซ้าย” มากขึ้น

รสนาไม่ควรเป็นตัวแทนของใครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรี และลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือฮาวานา ที่ซึ่งเธอจะได้เข้าพวกกับสาวกราอูลหรือแม้กระทั่ง ซูเคร หรือ ลาปาซ (เมืองหลวงของโบลิเวีย) ซึ่งเธอจะได้สวมชุดพื้นเมืองเต้นรำกับ อีโว โมลาเรซ (ประธานาธิบดีโบลิเวีย)

อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ “ฉลาด” และพลังเงียบ ที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุนความเติบโต และความก้าวหน้า มากกว่า คนที่นิยมความตกต่ำ และความชะงักงัน

ผมยังหวังว่า คนกรุงเทพจะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอ ปีกซ้ายที่ใช้วิธีกระจายรายได้ ด้วยการโค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริงมาสู้ผู้บริโภคได้ การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพต้องปรับวิธีคิดในเรื่องการเลือกตั้งอีกมาก

************************

ข้อเขียนจาก คอลัมน์ Guest column โดย รสนา โตสิตระกูล หน้า 11 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551
เรื่อง M.L. Nattakorn Devakula, who's kidding whom ?

M.L. Nattakorn Devakula, who's kidding whom ?

คนกรุงเทพส่วนใหญ่ สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย เสรีนิยม และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความเป็นธรรม และเกลียดคอร์รัปชั่น การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และการตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน และไม่ได้ทำให้ เขาเป็น “ฝ่ายซ้าย” อย่างที่คุณกล่าวหา คนที่มองว่านิสัยเช่นนี้เป็นพวกฝ่ายซ้าย ก็มีแต่ พวกขวาสุดโต่งเท่านั้น

คนกรุงเทพรู้ดีว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน ระบบตลาดเสรีที่เป็นธรรม สิ่งที่พวกเขาและดิฉันรับไม่ได้คือ ความไร้ธรรมมาภิบาล ในการบริหาร และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่โปร่งใส

กฟผ. มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิ สูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท

ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง ก่อนที่จะมีการขายหุ้น คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ และจะตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานขึ้นมาควบคุม เพื่อดูแลผู้บริโภค มติ ครม. นี้ มีอยู่ในหนังสือชี้ชวน การเสนอขายหุ้น ปตท. อีก 1 ปีต่อมา รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม. นี้ ทำให้ ปตท. ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติ ของชาติ นักลงทุนที่เป็นใจเป็นธรรม จะเห็นด้วยว่า นี่คือ การขโมย ในรูปแบบหนึ่ง

ในการต่อสู้คดี คอร์รัปชั่นทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม ให้วินิจฉัยตาม สิทธิตามกฎหมายและความชอบธรรม ในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีและสำนึกในหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอถามคุณว่า ความพยายามเรียกร้องเอาทรัพย์สินสาธารณะคืนมานั้น เป็นการบ่อนทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจ หรือว่า เป็นการสร้างเสริม หลักธรรมภิบาล หลักแห่งกฎหมาย และความมีเสถียรภาพในระยะยาวกันแน่

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) เท่านั้น

คุณพ่อของคุณ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้พูดถึง ข้อบกพร่องของ การพัฒนา เศรษฐกิจ โดยไม่ระมัดระวัง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ว่า “ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียง จะไปไม่รอด คนบางคนเดินตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่า ความคิดเรื่องความพอเพียง เป็นอุปสรรคต่อความเติบโตของเศรษฐกิจ - ซึ่งไม่จริง- ในทางตรงกันข้าม ปรัชญาความพอเพียง สร้างสมดุลของการเติบโต ทำให้การเติบโตยั่งยืน และเป็นหลัก ประกันความผาสุกของประชาชน และปกป้องสิ่งแวดล้อม”

สิ่งเหล่านี้ ไม่ต่างไปจากจุดยืนในเรื่องเศรษฐกิจของดิฉัน พูดให้ชัดก็คือ ดิฉันเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกท่านหนึ่ง ซึ่งหวังที่จะเห็นระบบทุนนิยมเสรี ทำงานควบคู่ไปกับความพยายามอย่างจริงจัง ในการกระจายความมั่งคั่ง ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน

ความคิดแบบนี้หรือ ที่เรียกว่า คิดแบบเปียงยางหรือฮาวานา ที่คุณโจมตีดิฉัน ประเทศอื่น ๆ ต่างก็มีระบบเศรษฐกิจในแบบของตน ซึ่งดิฉันยอมรับว่า ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทาง ดูถูก เหยียดหยาม เราควรเปิดใจกว้าง เพื่อนำไปสู่การเคารพในความแตกต่างทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะชักนำพวกเขาให้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้น เหมือนกับประเทศของเราที่ได้พัฒนาระบบเศรษฐกิจ ที่สอดคล้อง กับค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของเรา

มันไม่สำคัญหรอกที่จุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของดิฉันจะเหมือน กับประเทศอื่นหรือไม่ ดิฉันเชื่อว่า มันเป็น จุดยืนเดียวกับคนกรุงเทพที่ลงคะแนนให้ดิฉัน

คุณเป็นคนหนุ่มที่มีการศึกษาดี ถ้าคุณจะลองมองสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของคนอื่นบ้าง คุณอาจจะรู้จักกรุงเทพได้ดีขึ้น และมันจะช่วยเยียวยาอาการอกหักทางการเมืองได้บ้าง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูหมิ่นดิฉันผ่านคอลัมน์นี้ แน่นอนว่า ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณ ในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของ บรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ผู้เป็นแนวหน้าของชนชั้นนำแห่งสังคมไทย ในการปลดแอกสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจ และระบบศาลไทย ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ทำให้ดิฉันอดกลั้นที่จะไม่ทำสิ่งใด ๆ อันจะทำความเสียหายต่อตระกูลที่โดดเด่น ซึ่งได้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

ดิฉันอยากแนะนำคุณว่า ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ควรคิดให้ถี่ถ้วนและปรึกษาหารือกับคนอื่นให้มากกว่านี้ โดยเฉพะอย่างยิ่ง ถ้าคุณจะแสดงการดูหมิ่นดูแคลนต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง ต่อการลงคะแนนของเพื่อนชาวกรุงเทพของคุณ และต่อประชาชนของประเทศอื่น ๆ

ส่วนตัวดิฉันเองนั้น หลังจากทำงานสาธารณะมา 30 ปี ดิฉันมีจุดยืนที่มั่นคงในสังคม และมีความอดทนพอที่จะค้นหาสาระในข้อเขียนของคุณให้เจอ

 

ที่มา: นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2551 - http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000031147
แปลจาก: Left, right... marching with the times, Bangkok Post, March 13, 2008 - http://www.bangkokpost.com/News/13Mar2008_news95.php (ลิงก์หมดอายุแล้ว อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่)
อีกสำนวนแปลโดย นสพ.มติชน 13 มีนาคม 2551 - http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=23412&catid=1


ความเห็น

1. MiniSiam

“ คุณรสนา เป็นคนแรงเหลือเชื่อเนอะ อย่างกะกระจกกระเด้งปึ๋ง ไม่ absorb ให้นุ่มนวลลงมั่งเลย น่ากลัว ๆ ”

2. SS

“ ผมรู้สึกว่าคนโง่แล้วอวดฉลาด กร่างไปแบบโง่ ๆ เข้าใจทุนนิยมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
งมงายในวิชาเรียน แต่ไม่มีปัญญาดูรายละเอียด ด่าคนไปวัน ๆ
โดยเฉพาะด่าผู้หญิงหรือพูดแบบไม่เห็นค่า
กล่าวหาคนอื่นในประเด็นที่เขา ก็ตอบกัน ไปหมดแล้วในเน็ต
แต่มั่นใจในปัญญาหางอึ่งของตนมากจนไม่แม้แต่จะ google ดูถึงข้อมูลทั้งเรื่อง กฟผ. หรือ ปตท.
แต่ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้แผ่นดินสูงขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ทำได้

ผมว่าคนประเภทนี้เนี้ยน่าจะเด้งปึ๊งไปให้ไกลกว่าเวียดนามอีก
ให้ตกทะเลไปเลย หรือจริง ๆ ที่รสนาน่าจะเป็นไม้ตีหมา ตีมันให้หายโง่เสียเลย
ผมรู้สึกว่าที่พี่รสนาตอบเนี้ยมันนุ่มนวลเกินไปด้วยซ้ำ

คนที่เป็นตัวแทนของพวกกร่างแต่โง่ดักดาน แล้วอยู่ในความสนใจของสังคมว่าเป็นคนฉลาดเนี้ย เป็นพิษกับสังคมที่สุด ”

3. ศรศิลป์

“ ผมได้ข้อคิดสอง-สามประการจากการอ่านงานเขียนของสองคนนี้

ประการแรก ปลื้ม ได้เปิดเผยตัวตนแท้จริง (ที่ซ่อนอยู่ใต้รูปลักษณ์ของคนหนุ่มหัวใหม่) ของเขาว่า เขาเป็นไม่ได้แม้กระทั่งแค่เพียงตัวแทนความคิดของทุนนิยมปฏิรูป เขาเป็นได้แค่เพียงตัวแทนความคิดของ พวกนีโอคอน-เสรีนิยมใหม่ อันเป็นปีกขวาสุดของทุนนิยมโลกในปัจจุบัน ในสายตาของคนประเภทนี้ คนแบบคุณรสนาก็กลายเป็นพวกคอมฯ คิวบาหรือเกาหลีเหนือไปเลย

ประการที่สอง ความคมคายและตรงไปตรงมาในการโต้แย้งทางความคิดของรสนาเปล่งประกายขึ้นทุกขณะ แต่ก็ไม่เท่ากับจุดยืนที่แจ่มชัดขึ้นทุกวันบนเส้นทางการพิทักษ์ผลประโยชน์ของปวงชนไทยสำหรับส่วนตัวผมแล้ว การโต้ตอบนี้ค่อนข้างสุภาพและนุ่มนวลด้วยความระมัดระวังอย่างสูง

ประการที่สาม มีคนโง่เขลาจำนวนไม่น้อยแม้ในหมู่ปัญญาชนไทยที่คิดว่า ระบบทุนแบบ ฉันทามติวอชิงตัน หรือ ระเบียบโลกใหม่ ตามโลกทรรศน์แบบ เสรีนิยมใหม่ เหมาะสมและจะสามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ความรุ่งเรืองไพบูลย์ คนเหล่านี้แหละ ซึ่งมีไม่น้อยที่หลงไหลอุทิศตนรับใช้ ขบวนอภิชนทุนกาฝากทักกี้ โดยมิได้รับค่าตอบแทนดัง พวกนักการเมืองตลกหลังคารถ หรือ พวกนักสู้พีทีวี.-นปก. ด้วยแรงเพ้อฝันว่าขบวนอภิชนทักกี้อันเป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนใหญ่หลายกลุ่ม จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความก้าวหน้าดังสังคมยุโรปตะวันตก ”

4. สหายสิกขา

“ รสนาไม่ใช่ซ้าย (เธอเป็นพุทธ) แต่วิชาชีพของเธอหล่อหลอมให้คิดคล้าย ๆ แบบนั้น คุณปลื้มวิพากษ์แบบนั้นตีขลุมเหมารวมไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นความเป็นซ้ายไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ความเป็นซ้ายทำให้มองมนุษย์แบบเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น และหันหลังกลับมาดูคนที่ถูกระบบตลาดรังแกเอาบ้าง

ผมคิดว่าการเมืองไทยในทศวรรษหน้า ก็เหมือนกับในอดีตที่ผ่าน ๆ มา คือผู้นำที่จะขึ้นมาได้ต้องรู้จัก “หลอมรวมทัศนะ” ที่แตกต่างหลากหลายของคนในชาติ เช่นที่ในอดีตที่ ผี สามารถรวมกับพุทธ และพราหมณ์

หรือยุคถัดมาที่ขุนนาง ไพร่ และกษัตริย์ก็ร่วมมือกัน ตีฝ่าวงล้อมจักรวรรดินิยมอัสดงคตที่เป็นผู้ล่าอาณานิคม ทั่วโลกไปได้

หรือเมื่อไม่นานนี้ “ปีกขวา” ปฏิรูป ก็เรียนรู้อุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เพื่อยุติสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐไทย และ พคท. ที่คร่าชีวิตผู้คนโดยไม่จำเป็น

ความแตกต่างหลากหลายไม่ใช่จุดด้อย หรือไม่ใช่ข้อเสียหาย แต่เป็นเส้นทางความคิด ของสิ่งมีชีวิตที่สามารถทำความเข้าใจกับธรรมชาติได้มากเท่าที่เป็นไปได้ เราควรใช้ความหลากหลายนั้นในทางที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่จะใช้เหยียบย่ำทำลายกัน

5. ไท

“ ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตุของคุณศรศิลป์ ทั้ง 3 ข้อ

ขอเพิ่มเติมว่า ที่แล้วมา รสนา ไม่ได้มีและใช้จุดยืนทางการเมืองที่ซ้ายเลย แต่เพราะ ปลื้ม เป็นพวกพวกนีโอคอน-เสรีนิยมใหม่ที่อยู่ปีกขวามาก จึงมองเห็นเป็นว่าเธอเป็นซ้าย โดยเปรียบเทียบกับตัวเอง

ที่สำคัญ คือ ปลื้ม มิได้ศึกษาและทำการบ้านเอาเสียเลย ในเรื่องที่เขาวิพากษ์วิจารย์รสนา ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลเรื่องการแปรรูปปตท.และกฟผ.มีแพร่หลายทั่วไป

เขาใช้ “ความมั่ว-สั่ว-ชุ่ย” ด่าทอรสนาและคนกทม.ที่เลือกรสนาอย่างมักง่าย เหมือนกุ๊ยข้างถนน ไม่สมกับคนที่อยู่ในครอบครัวชั้นสูงและมีการศึกษาถึงขนาดนั้น นับว่าเสียสกุลรุนชาติและเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า

การศึกษาแบบตะวันตก ไม่แน่นักว่าจะทำให้คนกลายเป็นบัณฑิต

“คนมิใช่ทั้งสุนัขหรืออาชา ที่ต้องมีพันธุ์ดี จึงจะนับว่าดี คน ๆ หนึ่ง จะเป็นเช่นใด ท้ายที่สุดแล้ว อยู่ที่การตัดสินใจของเขาเอง” (โกวเล้ง)

ปัญหาพื้นฐานข้อหนึ่งของไทย คือชนชั้นนำและปัญญาชนชั้นสูงของสังคมไทย “อับจนปัญญา” คิดและทำตัวแบบไพร่ นับถือฝรั่งยิ่งกว่าพ่อ แบบที่ร.6 เคยด่าว่าเป็นพวกลัทธิเอาอย่าง มาแล้ว

ถึงทุกวันนี้ เราก็ยังเห็น “ไพร่ที่เจ้าเขาปลดปล่อยแล้ว แต่ยังไม่ยอมไป” ยังคงขอเดินตามหลังเจ้าใหม่-ทุนผูกขาด-ทุนต่างชาติ-อยู่ต้อย ๆ ต่อไป

ปลื้ม ก็แค่เป็นหนึ่งในพวกนี้

AttachmentSize
nattakorn-vs-rosana.jpg47.01 KB

บทความ โสภณ พรโชคชัย : ถามต่อคำชี้แจงของ ‘รสนา โตสิตระกูล’

http://prachatai.com/05web/th/home/11491
โสภณ พรโชคชัย
14 มีนาคม 2551

เช้านี้ผมได้อ่านการตอบโต้ของคุณรสนา โตสิตระกูล (สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง) ต่อคำวิจารณ์ของ ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล (คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์) เห็นว่า ข้อมูลที่คุณรสนา ชี้แจง ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักในการตอบโต้ อาจมีความคลาดเคลื่อน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จึงขออนุญาตแสดงความเห็น เผื่อจะได้มองให้กว้างดังเจตนารมณ์ของคุณรสนาเอง

1. ที่ว่า กฟผ.มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิสูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท ข้อมูลนี้อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกโกรธทันทีว่าทำไมรัฐบาลจึงแย่ขนาดนี้ แต่หากคิดให้ดี ๆ จะเป็นไปได้หรือที่รัฐบาลจะโง่หรือกล้าทำร้ายชาติได้ถึงเพียงนี้ นี่เป็นข้อกล่าวหาที่มีมูลความจริงหรือ คุณทำให้คนเข้าใจว่าคุณรักชาติมากกว่าทักษิณ ชวน ชวลิต และอีกหลายท่านที่รับผิดชอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาโดยตลอดหรือ

2. ที่ว่า “ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง . . . คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ . . . รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม.นี้ ทำให้ ปตท.ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของชาติ . . . นี่คือ การขโมยในรูปแบบหนึ่ง” คุณฟ้องศาลให้ยกเลิกการแปรรูปของ ปตท. แต่เดชะบุญ ศาลไม่ได้พิพากษาตามคำฟ้อง แต่สั่งให้แบ่งแยกสมบัติให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่มีใครต้องคำพิพากษาว่า “ขโมย” เลย

3. ที่ว่า “ในการต่อสู้คดีคอร์รัปชันทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม” แต่คุณก็ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แจกใบปลิว เคยให้สัมภาษณ์ส่งเสริมการเดินขบวน ประชุมกับแกนนำเดินขบวน และขบวนการที่ร่วมกันเรียกร้องก็ได้ก่อม็อบจนเหตุการณ์บานปลายก็มี

4. ที่ว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพีเท่านั้น” คุณอ้างอิงบุคคลเพียงคนเดียวมาโต้แย้งได้อย่างไร คุณจะว่าอย่างไรถ้าผมกลับเชื่อว่านักการธนาคารที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่อาจเห็นต่างจากคุณ

5. คุณไม่ควรยกเอาคำพูดบางคำของคุณพ่อของ ม.ล.ณัฐกรณ์ หรือของ ดร.ป๋วย มาอ้างอิงการกระทำของคุณ เพราะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่แสดงให้สังคมเห็นว่า คุณใช้กลเม็ดอ้างอิงบุคคลสำคัญเพื่อเข้าข้างตัวเอง

6. คุณกล่าวถึง “การกระจายความมั่งคั่งให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน” นี่คงเป็นเรื่องพ้นสมัยไปแล้ว ประชาชนไทยที่ยากจนจริง ๆ มีเพียง 10% เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจนมาตั้ง 20 ปีแล้ว คุณคงอ้างอิงผิดเวลาไป 50 ปี หรือยังมีมโนภาพแบบ 50 ปีก่อนที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจน

7. ที่ว่า “เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทางดูถูกเหยียดหยาม” หรือ “ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษของคุณ . . . ” ข้อนี้แสดงตัวตนของคุณในหลายแง่มุม เช่น การเป็นคนมีมธุรสวาจา ฉลาดที่รู้จักยกตนและเอาคืน และเป็นปุถุชนที่มีโทสะที่อยู่เบื้องลึกโดยไม่ละวางให้อภัย

การที่คุณได้รับเลือกตั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิออกเสียงในกรุงเทพมหานครเห็นด้วยกับคุณ สมัครก็ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการที่มีคะแนนสูงสุด นิติภูมิก็เคยได้รับเลือกเป็น สว. ด้วยคะแนนสูงสุด แสดงว่าการสร้างภาพมีประสิทธิผลสูงมากในการได้คะแนน ถ้านิติภูมิที่ภาพลักษณ์ไม่ถูกทำลายและลงสมัคร สว. ได้ คุณก็คงไม่ได้รับเลือก

โดยสรุปแล้ว ผมเห็นว่าดีครับที่มีการวิวาทะระหว่างคุณกับ มล. ณัฐกรณ์ ไม่ใช่ดีในประเด็นการทะเลาะกัน หรือไม่ใช่ดีที่ได้เห็นการห้ำหั่นอย่างมีศิลปะที่มีเปลือกนอกเป็นสุภาพชน แต่ดีในการที่ประชาชนจะได้เห็นและมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เกิด “สังคมอุดมปัญญา” และไม่มืดบอด ด้วยการตรวจสอบตรรกะและแนวคิดโดยไม่ติดกับการสร้างภาพหรือการพูดความจริงเพียงบางส่วน

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง :
หมัดต่อหมัด ปลื้ม VS รสนา วิวาทะว่าด้วย ส.ว. คนกรุงเทพฯ ทำแทนคนกรุงเทพฯ ไม่ได้
http://prachatai.com/05web/th/home/11491

SS

“ ผมเห็นต่างกับคุณโสภณแทบในทุกประเด็น แต่ก็เข้าใจว่าคงต้องเป็นการถกเถียงด้วยข้อมูล แต่สิ่งที่อ่านแล้วรู้สึกว่าทนไม่ได้คือสิ่งที่เขาอ้างว่า

“นี่คงเป็นเรื่องพ้นสมัยไปแล้ว ประชาชนไทยที่ยากจนจริง ๆ มีเพียง 10% เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจนมาตั้ง 20 ปีแล้ว คุณคงอ้างอิงผิดเวลาไป 50 ปี หรือยังมีมโนภาพแบบ 50 ปีก่อนที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจน”

ตัวเลขสัดส่วนคนยากจนต่ำกว่า 10% นั้นเพิ่งเริ่มมีมาในปี 2549 เท่านั้น จากตัวเลขของ สภาพัฒน์ฯ ซึ่งก็ยังมีข้อถกเถียงในเชิงระเบียบวิธีการวิจัยอยู่อีกมาก โดยเฉพาะในด้านการเก็บข้อมูล

สิ่งที่สำคัญก็คือพวกนี้คือพวกที่อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีรายได้มากกว่าเส้นยากจนจะได้ว่าเป็นพวกพอมีพอกิน ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศนั้นก็ยังมีรายได้ต่ำ มีหนี้มาก ไม่มีเสรีภาพในการดำเนินชีวิตในทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ชนชั้นกลาง จึงทำให้มีความโน้มเอียงที่จะโดนล่อหลอกหรือหลงไปกับนโยบายประชานิยมอย่างที่ประเทศเรากำลังประสบปัญหาการเสพย์ติดประชานิยมในระดับชาติ

ถ้าเดินทางไปในต่างจังหวัด ไปในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะที่ไม่ใช่เขตตัวเมือง หรือไม่ก็เดินไปยังชุมชนแออัดหรือชุมชนกรรมกรในประเทศไทย หากเห็นปัญญาที่เขาประสบ คงเห็นว่าคนยากจนน่าจะมีมากแน่ ๆ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ในต่างจังหวัดนั้นก็ต้องย้ายเข้าเมือง ไม่สามารถพำนักอยู่ในท้องถิ่นตัวเองได้ สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยส่วนใหญ่นั้น "ยากจน" อยู่มากจริง ๆ อาจจะไม่ได้หมายถึงความ 'เส้นความยากจน' ตามภาษาเศรษฐศาสตร์ที่คับแคบแต่อย่างเดียว

ผมก็ยังยืนยันว่าด้วยเหตุนี้ คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเรียกว่าเป็นคนจนได้ จนมากพอที่จะทำให้เขาขาดเสรีภาพ ขาดสิทธิ ขาดเสียงในกระบวนการพัฒนาประเทศ เช่นนี้แล้วจะไม่เรียกว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจนได้อย่างไร

คำพูดที่ว่า “คุณคงอ้างอิงผิดเวลาไป 50 ปี หรือยังมีมโนภาพแบบ 50 ปีก่อนที่ว่า คนไทยส่วนใหญ่ยากจน” ทำให้ผมนึกไปถึงช่วง ร.​ 7 ที่กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า ราษฎรของเราตลอดจนชั้นคนขอทานยังไม่ปรากฏเลยว่าอดตาย” ทั้ง ๆ ที่มีงานวิจัยของ Dr. Zimmerman ตั้งแต่สมัยปลาย ร. 6 ที่ปรากฏชัดว่าความแร้นแค้นถึงขั้นอดตายนั้นมีอยู่อย่างชัดเจน

แน่นอนคนจนอาจจะน้อยลง แต่หากจะตีความให้เข้ากับความเป็นจริงหน่อย ไม่ยึดเส้นความยากจนแบบตรึงเหนี่ยวนั้น คนจนก็ยังคงเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้จะไม่ได้ยากจนขนาดต่ำกว่า poverty line ก็ตาม เราต้องยอมรับข้อนี้ ไม่เช่นนั้น การพัฒนาอย่างยั่งยืนในสังคมก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะนักนโยบายก็จะคิดเหมาเอาว่าคนไทยไม่จนแล้ว ต้องกลับไปเป็น NICs อีกครั้ง พวกเขาก็จะดำเนินนโยบายที่ไม่สะท้อนความจริง ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนทั้งในเชิงเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งยังจนอยู่ได้

หากไม่ยอมรับข้อนี้ การพัฒนาที่ไม่คำนึงถึงช่องว่างระหว่างชนชั้นในทางเศรษฐกิจก็ย่อมจะนำไปสู่การเผชิญหน้าอย่างรุนแรงระวังชนชั้นที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

หากเราไม่ยอมรับข้อนี้ เราก็จะไม่สามารถดึงจุกก๊อกที่ปลายยอดของอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองไทยของมหาอภิชนเพียงหยิบมือที่ฉุดดึงประเทศไทยไม่ให้พัฒนาไปได้ในระบอบเศรษฐกิจเสรีประชาธิปไตยได้ ”

ศรศิลป์

“ ดูแล้ว คุณโสภณคนนี้ มีบุคลิกที่เป็น นักโต้แย้งทางตรรกะที่มีความสามารถสูงคนหนึ่ง ตัวอย่างอันโดดเด่นของคนชนิดนี้ในประวัติศาสตร์โลกก็คือ พวกโซฟิสต์ในกรีกยุคนครรัฐ

ลักษณะพิเศษของคนชนิดนี้คือ มีความโดดเด่นในการโต้แย้งเอาชนะกันด้วยตรรกะนามธรรม พวกเขาสามารถยกปัญหาต่าง ๆ ทั้งมวลที่เป็นปัญหารูปธรรมแต่ละกรณี ให้เข้าสู่การโต้แย้งทางนามธรรมที่เป็นการตอบโต้กันด้วยตรรกวิทยาล้วน ๆ แล้วใช้กลเม็ดทางวาทกรรม บิดผันเพียงเล็กน้อยในบางช่วงบางจุดของการโต้แย้ง ก็สามารถพลิกผันความจริงทางตรรกะ ให้หลุดจากโลกความจริงไปคนละขอบฟ้า

ตัวอย่างของตรรกะโต้แย้งประเภทนี้ ที่กำลังโฆษณากันยกใหญ่

เจ้า = ตกยุค-จารีตนิยม-ยุคโบราณ-สังคมเกษตรกรรม-สมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทุน = ทันสมัย-เสรีนิยม-ยุคปัจจุบัน-สังคมอุตสาหกรรมและบริการ-ประชาธิปไตยรัฐสภา
กวาดล้างเจ้า-เชิดชูทุน = สังคมที่ มั่งคั่ง-รุ่งเรืองไพบูลย์-ประชาธิปไตย

พวกปราชญ์นักโต้วาทีโซฟิสต์ในนครรัฐกรีก ไม่เคยสนใจปัญหาของการมีทาส การโต้แย้งของพวกเขาทั้งปวง ล้วนเป็นไปเพื่อโอ้อวดภูมิปัญญาของตนในการหักล้างเอาชนะปราชญ์อื่น เพื่อให้ตัวเขาโดดเด่นในสายตาปวงนายทาสและอภิชนกรีก อันจะนำมาซึ่งลาภ-ยศ-สรรเสริญจากบรรดานายทาสผู้เลื่อมใส

โซฟิสต์ไม่เคยสนใจวิเคราะห์และเสนอแนวทางแก้ไขสังคมคนกินคนในเวลานั้น ด้วยเหตุที่มิใช่ อุดมคติในการดำเนินชีวิตและเป้าหมายของสำนักคิดของพวกเขา

ปัญญาชนไทยไม่น้อย ทั้งอดีตและปัจจุบันก็เช่นกัน ต่างบากบั่นสร้างผลงานหลากประเภทหลายด้าน แต่ล้วนค้ำจุนสนับสนุนระบบกดขี่ระหว่างมนุษย์ เพราะจุดมุ่งหมายแต่เพียงประการเดียวของพวกเขาคือ ถีบตนให้โดดเด่นเหนือปัญญาชนอื่นเพื่อให้อภิชนกาฝากร้อยก้นไว้ใช้สอย

สหายสิกขา

“ สำหรับคำวิจารณ์ข้อนี้ของโสภณ :

6. คุณกล่าวถึง “การกระจายความมั่งคั่งให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน” นี่คงเป็นเรื่องพ้นสมัยไปแล้ว ประชาชนไทยที่ยากจนจริง ๆ มีเพียง 10% เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจนมาตั้ง 20 ปีแล้ว คุณคงอ้างอิงผิดเวลาไป 50 ปี หรือยังมีมโนภาพแบบ 50 ปีก่อนที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจน

ผมมีความเห็นที่เกี่ยวข้องเล็กน้อย ผมคิดว่าคุณโสภณพูดไม่หมด และให้ข้อมูลสั้น + ง่ายเกินไป

เรื่องเกี่ยวกับ ความยากจน และคนจน เนี่ย ผมเคยเขียนเป็นบทความในบล๊อกของผม ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hanzo&group=4

บทความนี้ ผมให้ความสนใจเรื่องนิยามของความยากจนมาก เพราะมันมีหลายแนวทาง และ (อย่างที่ผมบอกในบทความ)

นิยามที่แตกต่างกัน ก็จะทำให้ได้แนวทางและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาที่แตกต่างกันตามไปด้วย

ความจริงบทความชิ้นนี้ป็นส่วนหนึ่งที่พยายามจะตอบคำถาม 4 ข้อ ที่เกี่ยวพันถึงปัญหาทางการเมือง ตั้งแต่ 2548 และลากยาวมาจนปัจจุบัน คือ

  • นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นการแก้ไขปัญหาคนจน หรือเป็นเพียงการซื้อเสียงคนจน
  • นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพัฒนาประเทศทั้งระบบหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับการแก้จนอย่างไร
  • นโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลส่งผลต่อสองนคราประชาธิปไตย และการปฏิรูปทางการเมืองอย่างไร
  • จุดยืนที่ควรจะเป็นต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ผมเขียนตอบได้เพียงคำถามข้อแรก สำหรับคำถามข้อ 2-4 ผมยังตอบไม่ได้ เพราะมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาเกี่ยวกับแนวคิดทางการเมือง (ซึ่งผมกำลังศึกษาอยู่) แต่ก็หวังว่าจะเขียนตอบให้ครบทั้งสี่ข้อให้ได้ในวันหนึ่ง และค้นหาว่า ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ใดกันแน่ ”

SS

“ ผมอยากรู้ว่าการบทความของคุณโสภณเกี่ยวกับวิวาทะรสนาซึ่งปรากฏในประชาไทนั้น ส่วนตัวผมรู้สึกเป็นบทความที่เน้นความรู้สึก ใช้หลักตรรกะที่คับแคบมาเหมารวมกับเรื่องที่กว้างกว่า เป็น rhetoric ทั้งชิ้น ไม่มีข้อมูลประกอบอะไร ไม่ได้มีการศึกษาวิจัยอะไร เพียงแต่ก็พูดไปในแนวทางเดียวกับปลื้ม เช่นการที่บอกว่า ในกรณี กฟผ. นั้น “จะเป็นไปได้หรือที่รัฐบาลจะโง่หรือกล้าทำร้ายชาติได้ถึงเพียงนี้ นี่เป็นข้อกล่าวหาที่มีมูลความจริงหรือ คุณทำให้คนเข้าใจว่าคุณรักชาติมากกว่าทักษิณ ชวน ชวลิต และอีกหลายท่าน ที่รับผิดชอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาโดยตลอดหรือ

หรือประเด็นเชิงศีลธรรมอย่าง “คุณไม่ควรยกเอาคำพูดบางคำของคุณพ่อของม.ล.ณัฐกรณ์ หรือของ ดร.ป๋วย มาอ้างอิงการกระทำของคุณ เพราะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่แสดงให้สังคมเห็นว่า คุณใช้กลเม็ดอ้างอิงบุคคลสำคัญเพื่อเข้าข้างตัวเอง”

คือแค่ผมอ่านผมก็รู้สึกเช่นเดียวกับคุณ sornsilp เป็นอย่างยิ่งว่าคน ๆ นี้โซพิสจริง ๆ rhetoric อย่างเดียว ไม่ศึกษาข้อมูล ยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาเชือมให้ดูแรง แต่ก็ไม่มีอะไรอยู่ดีนอกจากบิดประเด็น

แน่นอน ผมเชียร์คุณรสนา (fully disclosed) แต่ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเธอไปเสียทุกเรื่อง แต่ผมรู้สึกการเถียงข้าง ๆ คู ๆ แบบนี้ คุณโสภณก็ไม่ได้ต่างอะไรกับปลื้มเลย

ยิ่งอ่านเนื้อหาของผู้ comment ในประชาไท คนจำนวนหนึ่งก็บอกว่าต้องมีคนแบบคุณโสภณที่มาทำให้เรื่องกระจ่าง เช่นที่ว่า “ต้องมีบุคคลที่ 3 เช่นนี้แหละจึงจะยุติธรรมและเป็นธรรม ตัวเองมีสิทธิ์แก้ข้อกล่าวหาได้ แต่มันไม่ชอบธรรมในการให้คะแนนแก่ตนเอง” ก็ยิ่งทำให้ผมรู้สึกแปลก ๆ ว่า ตกลง rhetoric นี้มันทำให้อะไรกระจ่างขึ้นหว่า ? ทำให้คนมัวเมาไปกับการเล่นยิมนาสติกเชิงตรรกะที่ไม่ได้มีอะไรอยู่จริงหรือเปล่า ?

จึงอยากตั้งคำถามถึงการยึดหลักการของคุณภาพเนื้อหาของสื่อออนไลน์อย่างประชาไทว่า มีอยู่มากน้อยเพียงใด การปล่อยให้บทความในลักษณะที่ไม่ใช่ fact แต่เป็น rhetoric ล้วน ๆ แบบนี้หลุดออกมาในพื้นที่สื่อข่าวหลัก ไม่ใช่ส่วน blog นั้นสะท้อนถึงอะไรหรือไม่

คือจริง ๆ ผมเป็นแฟนตัวยงของประชาไท และเชื่อมั่นว่าประชาไทจะค่อย ๆ พัฒนาเป็นสื่อที่มีความสำคัญต่อชาติไม่น้อยไปกว่าสื่อกระแสหลัก จึงอยากแสดงความห่วงใยมา ณ ที่นี้

คือพักหลัง ๆ ผมได้ยินเพื่อนบางคนชอบบอกว่า เนื้อหาข่าวและบทความในประชาไทไม่ค่อยดี สู้สื่ออย่าง nation หรือ post ไม่ได้ ผมก็พยายามแก้ต่างให้ทุกครั้งเท่าที่ทำได้ โดยเฉพาะการยืนยันในความสำคัญของพื้นที่สื่อเสรีซึ่งต้องนำเสนอความคิดที่แตกต่างหลากหลายไม่ยึดแบบใดแบบหนึ่ง

แต่สื่อเสรีก็ไม่ได้แปลว่า ความแตกต่างของการนำเสนอนั้นจะทำได้โดยไม่มีคุณภาพ คือเป็นคนละเรื่องกัน เสรีภาพในการนำเสนอและคุณภาพในการนำเสนอเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นหน้าที่ของกองบรรณาธิการที่จะต้องดูแลและพัฒนา ซึ่งผมก็เห็นความพยายามในประชาไทตลอดมา อีกทั้งการนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ เช่นรายการ podcast ซึ่งก็เยี่ยมครับ

แต่ปล่อยให้บทความแบบโสภณหลุดออกมาได้ อันนี้ผมเลยตั้งข้อสงสัยและห่วงใยไว้

ผมเข้าใจดีว่า ผมอาจจะฝักใฝ่บางฝ่ายมากไปจนทำให้ตามืดบอด ไม่สามารถเข้าใจบทความของ คุณโสภณได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นเช่นนั้นก็โปรดชี้แนะด้วย ”

bact'

“ เป็นอันว่า เราก็ได้ดัน “ตัวแทนภาคประชาชน” เข้าสู่การเป็น “นักการเมือง” เต็มตัว สมใจ

เป็นความรู้สึกที่ผมมี หลังจากฟังสัมภาษณ์ในวาระต่าง ๆ และบทความโต้ตอบล่าสุด

คำพูดทำนอง “ขอบคุณเสียงทุกเสียง ทุกเสียงที่ได้รับเป็นเสียงบริสุทธิ์” หลังการเลือกตั้ง หรือที่อ้างถึงเสียงคนกรุงเทพล่าสุด ช่วยไม่ได้สำหรับตัวผม ที่จะนึกถึง “19 ล้านเสียง”

ที่ SS ว่ามาเรื่อง บทความลักษณะสำนวนโวหาร ผมว่าถ้าจะไม่ให้ของคุณโสภณลง (ไม่ว่าจะนสพ.ไหนก็ตาม) ของคุณรสนาก็คงต้องโดนตัดออกไปหลายส่วนเหมือนกัน

ความสำคัญของบทความคุณปลื้ม คือทำให้เราได้รู้ ในสิ่งที่คุณรสนาอยากพูด

ความสำคัญของบทความคุณโสภณ คือทำให้เราสะกิดใจ ในสิ่งที่คุณรสนาลืมพูด (หรือเลือกพูด)

ก็คงต้องฟังกันทั้งสามชิ้น ต่อเนื่องเป็นเรื่องเดียวกัน

สิ่งหนึ่งที่คุณโสภณเตือนเราไม่ให้ลืมก็คือ คุณรสนาอาจจะเผลอสร้างความทรงจำใหม่ หรือ “เขียนประวัติศาสตร์” (ที่เป็นภาพบวกกับเธอมากกว่า) ในกรณี ปตท. ข้อ 2 ที่คุณโสภณกล่าวนั้นเป็นข้อมูลลที่ถูกต้อง ในตอนที่ฟ้องนั้น เป็นการฟ้องให้ยกเลิกการแปรรูปทั้งหมดเลย ส่วนผลลัพธ์ที่เกิดคือ การเอาท่อกลับคืน นั้น เป็นคำตัดสินของศาล ซึ่งไม่ได้ตัดสินตามคำฟ้อง

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เธอทำ เป็นที่มาของคำตัดสินนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์หรือไม่ ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่เธอควรจะพูดเรื่องที่ตัวเองทำให้ชัดเจน ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร (และผมบกพร่องเรื่องนี้ด้วย ที่ไม่ได้หาข้อมูลให้ชัดเจน ก่อนสัมภาษณ์คลิป)

สำหรับข้อ 3 คุณรสนาพยายามจะบอกว่า ไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน ส่วนคุณโสภณนั้นก็พยายามจะบอกว่า จริงหรือ ? คำถามของผมคือว่า จริงแล้วยังไง ? ไม่จริงแล้วยังไง ? ทำไมต้องพูดให้คิดได้ว่า สถานะของการต่อสู้ทางศาลนั้น สูงกว่าการต่อสู้บนท้องถนน ? ไม่ต้องพูดถึงว่า สถานะของศาล (หรือองค์กรอย่างศาล เช่น กกต.) ยังมีอิทธิพลสูงไม่พอต่อบ้านเมืองเราในเวลานี้อีกหรือ ?

โดยสรุปแล้ว ผมว่า การโต้ของคุณรสนา ทำได้ดี ตอบได้ทุกประเด็นที่คุณปลื้มตั้ง และมันก็มีความสมบูรณ์มากพออยู่แล้ว ที่จะทำให้คุณปลื้มหงายหลัง โดยไม่จำเป็นใด ๆ ที่จะต้องไปอ้างบรรพบุรุษของคุณปลื้ม บุคคลสำคัญ หรือพูดให้ชวนเข้าใจว่า อย่างนี้ดีกว่าอย่างนั้น (แนวทางของคุณรสนาสามารถดีได้ โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใครเลย!) เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำให้น้ำหนักของเนื้อหาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด จะเพิ่มก็เพียงแต่ความเชือดเฉือน เป็นเรื่องเชิงสำนวนโวหาร rhetoric อย่างที่ SS ว่าเท่านั้น

ที่ว่ามาทั้งหมดข้างบนนั้น เป็นคำอธิบายที่ผมมีต่อคำที่ผมกล่าวไว้ตอนต้นว่า ผมรู้สึกว่าเราได้ “นักการเมือง” ภาคประชาชนมาแล้วคนหนึ่ง

ผมเป็นคนหนึ่งที่เลือกคุณรสนาไปแล้ว และก็ยังคิดว่าควรจะ “ใช้” เขาต่อไป - ในฐานะนักการเมือง และทำงานร่วมกันในคราวที่มีเป้าหมายตรงกัน - ในฐานะผู้ปฏิบัติงานภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่า ผมรู้สึกแปลกแยกกับทัศนคติของเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังเลือกตั้ง แต่นั่นคงเป็นเรื่องของ(ดัด)จริตส่วนบุคคลของผมเอง เป็นเรื่อง “รสนิยม” ซึ่งคงไม่มีความสำคัญใด ๆ

เธอยังคงมุ่งมั่นทำในสิ่งที่เธอเชื่อของเธอว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคม สิ่งนี้สำคัญกว่า หากคงจะน่ารักดี ถ้าเธอทำให้คนอื่นได้รู้สึกเพิ่มขึ้นบ้างว่า เธอทราบว่าไม่ใช่สิ่งที่เธอเชื่อเท่านั้นที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ (เข้าใจว่าเธอคงทราบอยู่แล้ว เพียงแต่ผมยังไม่รู้สึก)

อย่างที่คุณศรศิลป์ว่า ปรีดี ป๋วย นิธิ ฉัตรทิพย์ ผาสุก ฯลฯ ล้วนเป็นบุคคลที่โดดเด่น แต่ทุกคนก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่เทวดา ย่อมมีความผิดพลาด ผมก็มองว่า คุณรสนาก็มีความผิดพลาด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเธอจะโดดเด่นไม่ได้

...

สำหรับผม กลุ่มอำนาจใหม่ที่มีอำนาจขึ้นมาในช่วงนี้คือ กลุ่มอำนาจเครือข่ายสาธารณสุข -- ซึ่งคุณรสนาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ (มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค) ร่วมกับราษฎรอาวุโส ข้าราชการอาวุโส เจ้าหน้าที่โครงการพระราชดำริ และที่ขาดไม่ได้คือ บรรดาหมอ ๆ ทั้งหลาย กลุ่มนี้มีเครือข่ายทั้งในภาคการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชน ราชการ รวมถึงในสัดส่วนส.ว.แต่งตั้ง*

*โปรดดูรายชื่อประกอบ http://prachatai.com/05web/th/home/11238 เท่าที่ผมค้นดู ในกลุ่มสาธารณสุข มีถึงอย่างน้อย 10 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุด-รองจากกลุ่มทหาร+ตำรวจ (14 คน) (แน่นอนทั้งหมดนี้อาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน)

  • 2. รศ.กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล : อาจารย์นักวิจัยสาขาพยาบาลศาสตร์
  • 8. นายเจตน์ ศิรธรานนท์ : อดีต ผอ.รพ.พระจอมเกล้าเพชรบุรี
  • 17. รศ.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต : ข้าราชการบำนาญ (สมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย)
  • 18. รศ.ทัศนา บุญทอง : อดีตนายกสภาการพยาบาล
  • 23. นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน : นักวิทยาศาตร์ และนักบริหารธุรกิจไบโอเทคโนโลยี
  • 30. นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ : อดีตคณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล
  • 33. ศาตราภิชาน น.พ.พินิจ กุลละวณิชย์ : อดีตเลขาธิการแพทยสภา
  • 51. ศ.น.พ. วิรัติ พาณิชย์พงษ์ : กรรมการแพทยสภา
  • 68. นายอนุศักดิ์ คงมาลัย : ทันตแพทย์ ผู้บริหารสถานพยาบาลเอกชน
  • 70. รศ.อัจฉรา เตชฤทธิพิทักษ์ ข้าราชการบำนาญ (ประธานสภาอาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ ม.มหิดล)

มีทุนสนับสนุนจาก “ภาษีบาป” มี “ทีวีสาธารณะ” เป็นโทรโข่ง มีองค์กรภาคี โครงการลูกต่าง ๆ สนับสนุน และ recruit เลือดใหม่เข้ามาเรื่อย ๆ กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มอำนาจ ใหม่ ใหญ่ และใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ

ไอเดียล่าสุดจากหนึ่งในผู้นำของกลุ่มนี้คือ จะตั้งกรรมการโยกย้าย สรรหาข้าราชการ http://bangkokbiznews.com/2008/03/14/WW01_0101_news.php?newsid=239172 ที่ในความเห็นของผม จะทำให้ รัฐไทยเป็นรัฐข้าราชการ

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งง่อยเปลี้ย ส่วนราชการ (ซึ่งรับอิทธิพลจากกลุ่มข้าราชการอาวุโสได้สูง) ก็จะเป็นอิสระยิ่งขึ้น (เมื่อร่วมกับรธน.50 เราก็จะได้ ข้าราชการในตำแหน่งที่ยาวขึ้น และรัฐบาลในตำแหน่งที่สั้นลง - โดยสมบูรณ์)

คนทั่วไปย่อมไม่เห็นด้วยกับการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม หรือก้าวก่ายการปฏิบัติงานในหน่วยงานแน่ แต่รัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่บริหาร ควรมีอำนาจในการเลือกคนไปบริหารนโยบายของตน หมายความว่า ถ้าปัญหามันคือรัฐบาลมีอำนาจมากเกินไป ก็จำกัดอำนาจเขาซะหน่อยสิ เช่นให้รัฐบาลมีสิทธิ์โยกย้ายแต่งตั้งได้เฉพาะ ข้าราชการในตำแหน่งบริหารระดับสูงเท่านั้น และไม่ใช่ในระดับปฏิบัติการ -- แต่ไม่ใช่ตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่แทนรัฐบาลขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง ... เรามีกรรมการสรรหาลักษณะนี้กันเยอะเกินไปหรือยัง ? (และสุดท้ายแล้ว คนในกรรมการสรรหาเหล่านี้คือใคร ? ก็ข้าราชการอาวุโส ตุลาการ ..)

...

อันนี้นอกเรื่อง แต่สะกิดใจ ก็ในเมื่อกลุ่มอำนาจใหม่ที่กลาวถึงไปข้างบนนั้นใช้ ความดีมีศีลธรรม (หรือ “สุขภาวะดี”) เป็นคำอธิบายใหญ่ ผมจึงแปลกใจที่เห็น SS ตั้งคำถามถึง “ประเด็นทางศีลธรรม” (ที่อ้างว่าบทความคุณโสภณใช้) ว่าเป็นเรื่อง rhetoric

ป.ล. ผมชอบความเห็นที่ทุกคนคุยกันในหัวข้อนี้ คุยกันน่ารักดี น่าอ่าน น่าตอบ ”

ศรศิลป์

“ ผมคิดว่าคนอย่างคุณรสนาและคนอื่น ๆ ที่กำลังจะโดดเด่นขึ้นมาในแวดวงการเมืองไทยในอนาคต

(ซึ่งถัดจากรุ่นคุณจอน คุณรสนา ฯลฯ แล้ว ก็น่าจะถึงสมัยของพวกคุณและเพื่อน ๆ รุ่นเดียวกัน)

เป็นเครื่องชี้วัดให้เห็นอีกระดับคุณภาพหนึ่งของสังคมและปวงชนไทยที่วิวัฒน์ต่อเนื่องมาเป็นลำดับ

คุณรสนาก็ผ่านพัฒนาการมาหลายระยะ ตั้งแต่ผมเคยรู้จักเธอเมื่อ 35 ปีที่แล้วในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นใน มธ.

จากสายลมแสงแดดสู่ผู้ฝักใฝ่ศาสนา จากปัญญาชนตีนลอยสู่นักสู้เพื่อผู้บริโภค

ผมเห็นว่าเธอก็เป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง ซึ่งมีส่วนทำให้ศรัทธาในความเป็นมนุษย์ของผมยังมั่นคงอยู่ได้

พัฒนาการแต่ละช่วงของเธอตอกย้ำอย่างหนักแน่นลงไป

บนความเชื่อหนึ่งเดียวที่ยังเหลือฝังตรึงในใจผมบนวัยเกินครึ่งทางชีวิต

คือความเชื่อว่า มนุษย์เปลี่ยนแปลง-พัฒนาตนเองและสิ่งรอบ ๆ ตัวเราเสมอ

อย่างไรก็ตาม มนุษย์เป็นแค่นามธรรม

คนแต่ละคนในบางระยะของชีวิตพวกเขาได้ช่วยกันเติมเต็มคุณค่าให้แก่คำยิ่งใหญ่นี้

แม้บางคนจะตายจาก หลายคนจะแปรธาตุ ไม่น้อยที่ยอมจำนน

แต่คนอื่น ๆ ก็ย่อมสานต่อภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ไปตามแบบฉบับของพวกเขาเองต่อไป ”

TP

“ เรื่องอำนาจใหม่สายสาธารณสุขนี่ผมเห็นด้วย เป็นกลุ่มอำนาจที่น่ากลัวเพราะมีทุนจากภาษีบาป ขยายลงไปต่างจังหวัดได้เยอะมาก
กลุ่มนี้มีศาสดาเป็น ประเวศ วะสี
เวลาผมอ่านสิ่งที่กลุ่มนี้เขียนแล้วสะท้อนใจ เพราะจะเจอ “อาจารย์หมอประเวศได้กล่าวไว้ว่า...” เยอะมาก
อ่านแล้วได้อารมณ์เดียวกับใครสักคน quote ศาสดาจริง ๆ ครับ ผมยังงง ๆ อยู่ว่าอะไรคืออะไรครับ ”

ศรศิลป์

 อำนาจใหม่ที่กล่าวกันว่ามาจากสายสาธารณสุขนั้น

แท้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของขบวนที่มักเรียกรวมกันว่า “ภาคประชาชน”

ซึ่งเติบใหญ่อย่างรวดเร็ว กลายเป็นความหวังใหม่ของผู้คน

หลังการการล่มสลายลงของขบวนการสังคมนิยมทั้งในประเทศและขอบเขตทั่วโลก

การเคลื่อนไหวภาคประชาชน ซึ่งก็คือขบวนเอ็นจีโอนี้

กลายเป็น แหล่งดึงดูด บุคลากรที่เอาการเอางานและต้องการปรับปรุงสังคม แหล่งใหม่

ตามสภาพแวดล้อมและภูมิทัศน์ทางการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคมที่แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังยุคสงครามเย็น

ด้วยเหตุที่สอดคล้องกับ “ฉันทามติวอชิงตัน” และ “ระเบียบโลกใหม่"ของอภิมหาอำนาจหนึ่งเดียวของโลก

ที่ประกาศ แผนที่ใหม่ทางอำนาจของโลก ซึ่งเป็น การใช้อำนาจร่วมกัน ระหว่าง

  • กลุ่มมหาอำนาจทุนนิยมตะวันตกสองฟากสมุทรแอตแลนติค
  • องค์กรโลกบาล อาทิ สหประชาชาติ ธนาคารโลก ไอเอ็มเอฟ นาโต้ และอื่น ๆ
  • บรรษัทข้ามชาติและกองทุน
  • องค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงกำไร

สถาปัตยกรรมใหม่ของระบบปกครองโลกหลังยุคสงครามเย็นนี้

เป็นการพัฒนาต่อยอดจากกลไกทั้งปวงของสมัยสงครามเย็น

อย่างเช่น องค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงกำไร ก็วิวัฒน์มาจากหน่วยงาน อาสาสมัครสันติภาพ ในยุคต้านคอมม์

กล่าวสำหรับในไทยแล้ว

หลังจากสิ้นยุคสมัยเปลวเพลิงสงครามปฏิวัติของ พคท.

สายธารของผู้มุ่งมั่นเปลียนแปลงสังคมหลั่งไหลคืนกลับสู่ระบบ

นอกเหนือจากองค์กรพัฒนาเอกชนทีไม่มุ่งแสวงกำไรอันเป็นที่มั่นสำคัญแล้ว

กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหนึ่งเดียวในภาครัฐที่มีลักษณะพิเศษทางวิชาชีพสูง

และบุคลากรทางการแพทย์ที่กลับจากสงครามปฏิวัติสามารถเกาะกันเป็นกลุ่มก้อนอันเหนียวแน่น

อีกทั้งยังได้รับการยอมรับในฐานะนักวิชาชีพทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร

ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขจึงโดดเด่นขึ้นในฐานะ “ป้อมปราการของอำนาจใหม่”

และป้อมปราการนี้ก็ได้สร้าง ข่ายงานทางการจัดตั้งและเคลื่อนไหว ในระดับต่าง ๆ อย่างสลับซับซ้อน

อาทิ ชมรมแพทย์ชนบทอันลือลั่น เครือข่ายสาธารณสุขและเครือข่ายผู้ป่วยต่าง ๆ

ข่ายงานทั้งมวลเหล่านี้ได้ร้อยรัดเชื่อมโยงลงไปยังปวงชนทั้งในเมือง ชนบท

ทั้งในหมู่ชนกลุ่มน้อย และผู้หลบหนีเข้าเมือง

ตลอดระยะต้นของการวิวัฒน์ของอำนาจใหม่

ก็เช่นเดียวกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่มุ่งแสวงกำไรอื่น ๆ

ขบวนอำนาจใหม่ไม่ได้เคลื่อนไหวภายใต้ธงทางการเมืองของตนเอง

อีกทั้งไม่ประกาศแนวทางการเมือง หลักนิยม และนโยบายใด ๆ ของตนอย่างชัดแจ้ง

นอกจากนั้นยังไม่ได้ขึ้นสู่เวทีการเมืองเพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐโดยตรงอีกด้วย

แต่ในที่สุด ก็เฉกเช่นวิถีทางของขบวนการอำนาจใหม่ทั้งปวงในอดีต

เมื่ออภิชนกาฝากเดิมทั้งปวงอันได้แก่ อำนาจเก่าที่สุด อำนาจเก่ากว่า และ อำนาจเก่า

ล้วนได้วาดลวดลายลีลา แสดงสมรรถนะแสนเสื่อมโทรม-เน่าเฟะ อันชวนขบขัน-สังเวช

ว่าไม่อาจกระทำการปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้อีกต่อไป

ขบวนอำนาจใหม่ย่อมถูกสถานการณ์ทางประวัติศาสตร์ผลักไสขึ้นสู่เวทีทางการเมือง

และบัดนี้ “ธงทางการเมือง” ของขบวนอำนาจใหม่แห่งทศวรรษ 2550 ได้ถูกชูขึ้นโบกสะบัดแล้ว

ภาคประชาชนซึ่งเคยแฝงตนเป็นส่วนหนึ่งของขบวนอภิชนเดิมฝ่ายต่าง ๆ จะแยกตนออกเป็นอิสระ

และดำเนินงานทางการเมืองของตนเอง เพื่อสร้างโลกใบใหม่ตาม “โลกในจินตภาพ” ของขบวนตน ”

SS

“ คือประเด็นทางศีลธรรมที่ผมอ้างว่าคุณโสภณใช้นั้น หมายถึงกรณีที่บอกว่าไม่ควรอ้าง อ. ป๋วย ฯลฯ ในการหาความชอบธรรมให้ตนเอง ผมแค่รู้สึกว่าพูดอย่างงี้มันไม่มีเหตุผล เป็น rhetoric เพราะในการให้ argue ใด ๆ ก็ย่อมจะต้องอ้างสิ่งที่เขาเชื่อถือมาเป็นส่วนประกอบของการแสดงความเห็น ไม่งั้นใครจะ quote ใครในอนาคตก็จะโดนหาว่า เป็นการใช้คนดีมาสร้างความชอบธรรมให้ตน ก็ใช่นะซิ ก็คนจะทำดีแล้วมันก็ต้องมีอะไรให้ยึดบ้าง จะอ้าง อ. ป๋วย หรือ พระพุทธเจ้า ก็ยังดีกว่าไปอ้างพระสยามเทวาธิราชหรือ จตุคามฯไม่ใช่หรือ
ผมไม่เห็นว่ามันมีความผิดอะไรในทางตรรกะที่คุณรสนาพูดอย่างงั้น

ส่วนเรื่องอำนาจใหม่นั้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงภาษีบาป อยากบอกนิดหนึ่งว่าเวลาใช้คำว่าภาษีบาปนั้น อาจจะทำให้คนรู้สึกว่าคนที่เกี่ยวข้องจะพลอยบาปไปหมดและให้ความรู้สึกในเชิงลบ ทั้ง ๆ ที่ภาษีบาปเป็นเรื่องดีที่ทำให้เมืองไทยพัฒนาไปได้ในหลาย ๆ เรื่อง และเป็นการทำให้ผู้ที่ทำธุรกิจแล้วมีผลกระทบเชิงลบกับสังคมต้องชดเชยบ้าง

ผมรู้สึกว่าคนในวงนี้ก็ค่อนข้างดีและได้ทำอะไรในภาคปฏิบัติที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น มีผลงานอยู่มาก ทั้งในเชิงสุขภาพรากหญ้าของไทย หรือแม้แต่ทีวีสาธารณะ ซึ่งอาจจะบิดเบี้ยวไปบ้าง แต่ก็ยังปรับปรุงได้ อยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างดี

ผมรู้สึกวงนี้ยังดี มื่อเทียบกันวงอื่น ๆ ที่บ่น ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็ยังไม่ได้ทำอะไรนัก แน่นอนพวกเขา “บางคน” มีแนวโน้มที่จะนิยมอาจารย์ประเวศ ซึ่งก็ไม่เห็นผิดตรงไหน เพราะอาจารย์แกก็ไม่ใช่เทวดา เหมือนที่นักเศรษฐศาสตร์เขานิยมอาจารย์ป๋วย พวกหมอ ๆ ซึ่งนิยมประเวศก็ปกติออก ไม่งั้นจะให้เขานิยมใครละครับ และแน่นอนพอเรื่องพวกนี้เข้าไปถึงต่างจังหวัดก็จะมีคนเล็กคนน้อย ที่อาจจะยกยออาจารย์ประเวศมากจนเกินพอดี แต่นี้ก็เป็นเรื่องปกติ

ผมเองไม่ได้นิยมอาจารย์ประเวศ หลายครั้งที่ผมมีโอกาสได้อ่านหรือได้คุยกับเขาแล้ว ก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจในความลอยไปมาแบบนักคิดใหญ่ แต่ก็นับถือว่าท่านเองก็ได้ผลักดันอะไรสำคัญ ๆ ในเชิงนโยบาย ทั้งนโยบายด้านการประกันสุขภาพต่าง ๆ หรือแม้แต่กลไกการลงทุนเชิงนวัตกรรมทางสังคมเช่น สสส. และเป็นศูนย์รวมกำลังใจของหมอดี ๆ ในประเทศไทย

ที่เขียนมา ก็แค่อยากจะให้ข้อมูลอีกข้างไว้ เกี่ยวกับวงหนึ่งที่ถูกเรืยกว่าเป็นอำนาจใหม่ และถูกตั้งข้อสงสัยมากมาย ผมรู้สึกว่าวงนี้น่าจะเป็นมิตรกับเราได้ น่าจะคุยรู้เรื่องกว่าวงการเมืองที่เรืองอำนาจในปัจจุบัน เราไม่ควรตั้งป้อมว่าเขาจะเป็นศัตรูหรือพวกงี่เง่าบ้าศาสดา หาไม่แล้วพวกเราทั้งหมด ก็คงโดนโจโฉตีแตกไปทั้งสองก๊กนั่นแหละ ”

TP

“ ในช่วงที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมเริ่มสงสัยถึงความโปร่งใสของ “อำนาจใหม่” นี้ แล้วการ quote หมอประเวศนั้นไม่ได้เป็นเฉพาะที่ต่างจังหวัด ผมเห็นว่าเป็นกันทั่วประเทศ แต่ผมก็เข้าใจว่าถ้าใครได้ quote ประเวศสักหน่อย สิ่งที่เขียนนั้นจะศักดิ์สิทธิ์ขึ้นทันที ก็เลยทำตาม ๆ กันไป แต่ที่มีปัญหาคือผมเริ่มสังเกตว่าคนที่ถูก quote รู้สึกถึงอำนาจที่ตัวเองมีแล้วจะเริ่ม abuse อำนาจนั้นหรือเปล่า?

ส่วนภาษีบาปนั้น ที่จริงแล้วงานที่ผมทำมาในช่วงหลายปีมานี้ก็ใช้เงินจากแหล่งนี้ แต่ตัวผมเองนั้นไม่เห็นด้วยกับวิธีการ flow ของเงินนี้เพราะ conflict of interests มันชัดเกินไป ยิ่งกลิ่นความไม่โปร่งใสที่ผมไดรับมาในช่วงหลัง ๆ นี้
ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า conflict of interests นี้แรงจริง ๆ

ผมคิดว่ากลุ่ม “อำนาจใหม่” กลุ่มนี้มี political agenda ที่ชัดเจน และไม่ได้เป็น agenda ที่สนับสนุนความเท่าเทียมของประชาชนด้วย แต่เป็น agenda ที่สนับสนุนวรรณะ “พราหมณ์” ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าจับตาดูอย่างยิ่ง

คิด ๆ ดูแล้ว เรามีกลุ่มการเมืองครบเลยนะ กลุ่ม “กษัตริย์” กลุ่ม “พราหมณ์” กลุ่ม “แพศย์” ส่วนคนไทยตาดำ ๆ โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดนั้นเป็น “ศูทร"
ไม่ได้มีส่วนได้อะไรกับบ้านเมือง
มีหน้าที่เป็นฐานอำนาจให้แต่ละกลุ่มเท่านั้น ”

mk

“ ตามอ่านมานาน ขอแจมบ้างนะ จุดที่ผมจี๊ดทุกครั้งเวลาคนพูดถึงหมอประเวศ คือ ต้องยกตำแหน่ง “ราษฎรอาวุโส” มาด้วย ไม่รู้ทำไม รู้สึกว่าแบ่งชนชั้นอย่างรุนแรง
ประเด็นนี้ TP พูดไปแล้วก็คือเป็นกลุjมอำนาจที่ไม่สนับสนุนความเท่าเทียมของประชาชนน่ะ ”

ศรศิลป์

หมอประเวศ ก็มีสถานะเฉกเช่น หมอเสม พริ้งพวงแก้ว และ หมอประดิษฐ์ เจริญไทยทวี

(ซึ่งรู้จักกันในนาม “หมอหลวง” ที่เคยมีบทบาทคัดค้านการใช้ความรุนแรงของกองทัพในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535)

หมอประเวศ หมอเสม และ หมอประดิษฐ์

ล้วนแล้วแต่มีบทบาทเป็น ผู้คุ้มครอง เครือข่ายขบวนอำนาจใหม่ในกระทรวงสาธารณสุข

ทั้ง ๆ ที่พวกเขาล้วนไม่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการเคลื่อนไหวของขบวนการ 14 ตุลา 2516

พวกเขาเป็นบุคลากรที่ถูกบ่มเพาะมาโดยขบวนจารีตนิยมไทย-อำนาจเก่าที่สุด

ซึ่งขบวนจารีตนิยมไทยได้หยั่งรากลึกและมีอิทธิพลใน มหาวิทยาลัยมหิดล มาอย่างยาวนาน

(แม้จะเทียบ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้)

สถานะของ บุคคลที่ถูกบ่มเพาะมาเป็นพิเศษอย่างยาวนาน ชนิดนี้

เปรียบเหมือน คนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ ของพลังจารีตนิยม (ระพี สาคริกก็เป็นบุคคลชนิดนี้)

แต่เนื่องจากในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาเป็นครูบาอาจารย์ นักวิชาชีพและทำงานด้านการแพทย์มายาวนาน

กรอบคิดของพวกเขาส่วนหนึ่งจึงผูกพันกับมนุษยธรรมและชีวิตอันทุกข์ยากของปวงชน

อย่างไรก็ตาม จุดยืน ทรรศนะ และผลประโยชน์ของบุคคลพิเศษอย่างพวกเขา

ก็ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกับเครือข่ายขบวนอำนาจใหม่

เพียงแต่ในระยะที่แน่นอนหนึ่ง เครือข่ายขบวนอำนาจใหม่ได้อาศัยร่มเงาของบุคคลเหล่านี้

คุ้มครององค์กรจัดตั้งและการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในขณะที่อำนาจและกำลังของตนยังจำกัด

สังคมหนึ่ง ๆ ในโลกปัจจุบันย่อมประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบอันสลับซับซ้อน

ทั้งเต็มไปด้วยโยงใยและสายสัมพันธ์ทั้งภายนอกและภายในจำนวนมาก

สถาปนิกผู้ต้องการสถาปัตย์สังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งยวด

ที่ต้องเรียนรู้องค์ประกอบทั้งปวง ตลอดรวมถึงประวัติ พัฒนาการของกระบวนการต่าง ๆ

และก็ไม่น่าประหลาดใจเลยที่พวกคุณจะมีความรู้สึกเช่นนั้น

อย่างเช่น...ผมจี๊ดทุกครั้งเวลาคนพูดถึงหมอประเวศ...

หากพวกคุณนึกถึง “ขบวนอำนาจใหม่อีกขบวนหนึ่ง”

ที่กำลังเติบใหญ่ขยายอิทธิพลของมันอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ

พวกคุณอาจยิ่งรู้สึก พะอืดพะอม กว่านี้อีก

อีกขบวนที่ว่านี้ก็คือ

เครือข่ายและขบวนปกครองท้องถิ่น อันได้แก่ อบต. และ อบจ. ทั่วประเทศ

นอกเขตมหานครและเมืองที่มีฐานะพิเศษ

พวกนี้ก็คือขบวนอำนาจใหม่ขบวนล่าสุด

ซึ่งแม้ยังเยาว์ แต่ก็ขยายอำนาจและอิทธิพลของมันอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าอำนาจใด ๆ

คำถามที่ผมอยากถามเพื่อน ๆ ทุกท่านก็คือ

นอกจากความน่ารังเกียจและความพะอืดพะอมที่พวกท่านอาจมีต่อขบวนเหล่านี้แล้ว

พวกท่านจะมีท่าทีทางการเมืองอย่างไร? ต่อขบวนอำนาจใหม่ขบวนล่าสุดนี้ 

 

  • ตัวอย่างบางความเห็น.............

 

  • chew
    ชาว อวป.
    Hero Member
    ****

    คะแนน 27
    ออฟไลน์ ออฟไลน์

    กระทู้: 1505


    « ตอบ #44 เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:43:16 AM »

    ผมเคยคิดว่าคุณปลื้มเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าจะมีอนาคตในเมืองไทยเพราะความสามารถสูงในการวิเคราะห์ตลาดหุ้นสมัยที่ทำภาคภาษาอังกฤษหลายๆปีก่อน

    มาเริ่มเสียความรู้สึกที่เขาไม่กล้าวิจารณ์การตัดสินใจแทรกแซงเงินบาทของหม่อมอุ๋ย ทั้งๆที่มันชัดแจ้งว่ามีคนได้ผมประโยชน์จากค่าเงิน Off-Shore ถูกกว่าเงินในเมืองไทยกว่า 3 บาทต่อดอลล่าร์เป็นเวลาหลายๆเดือน  แต่ก็ยังคิดว่าเขาอาจจะเกรงใจพ่อเขาเอง

    เอาล่ะไม่ว่ากัน

    แต่บทความนี้แสดงความรู้สึกนึกคิดชัดของชนชั้นปกครองที่มีการถือสิทธิ์( Entitlement) สูงมากๆ โดยไม่คำนึงถึงเลยว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศเสียหายอยู่ คนไทยเป็นเกษตรกร 75 % นะครับ เห็นราคาผลิตผลทางการเกษตรก็คงบอกได้ว่าเขาไม่รวยแค่ไหน แต่ทำไมสนใจว่าประเทศ(ภาพรวมเท่านั้น) ต้องรวยขึ้นทั้งๆที่ในตลาดหุ้นมีคนแค่ 2แสนกว่าคนได้ผลประโยชน์อยู่

    สาธารณูปโภคซึ่งลงทุนมาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในมือของเอกชนที่ไม่ได้จ่ายเงินทดแทนอย่างถูกต้องครับ
    ดูปตท ก็พอ  เราจ่ายค่านำมันสูงกว่ามาเลเซียเท่าไหร่ จะบอกว่าเขามีบ่อนน้ำมันเอง ทราบมั้ยครับว่าเราก็มี ดู Google search ดูก็จะทราบครับ  แต่เราต้องจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ่นปตท จากกำไรปีนึงเป็นหลายๆหมื่นล้าน(ดูปตท website) นะครับ ถ้าอันนี้เกิดขึ้นกับการไฟฟ้าซึ่งทุกบ้านที่ไฟเข้าถึงต้องใช้ ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงผลลัพท์ครับ  
    5 ปีก่อน คนจนๆอย่างผมขึ้นรถเมล์ที่ 3.50  บ ตอนนี้ 8.50 บ  กำลังจะเป็น 10 บ แล้ว  ท่านคิดว่าถ้าทั้งนำ ไฟ และ นำมันเป็นของเอกชนที่ได้มาจากการฉวยโอกาส  พวกผมจะทำยังไงครับ
    ต้องรอให้ผมปล้นท่านๆกิน ขโมยของท่านตอนท่านจอดรถตามห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมหรูๆ ท่านถึงจะเข้า