วิวาทะเรื่องปลื้มกับรสนา
ข้อเขียนจาก คอลัมน์ Anchorman โดย ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล หน้า 11 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551
เรื่อง Rosana Tositrakul, are you kidding me ?
Rosana Tositrakul, are you kidding me ?
ผมเคยเชื่อว่า กรุงเทพ เป็นจังหวัดที่มีอัตราส่วนของผู้ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มีการศึกษาและความรับรู้ทางการเมืองต่อผู้ที่ไม่สนใจเรื่องการเมืองสูงที่สุดในประเทศ แต่อัตราส่วนนี้ อาจไม่สูงเสียแล้ว หากดูจากผลเลือกตั้งวุฒิสมาชิกที่ผ่านมา
นอกเหนือจากเป็นเมืองที่เชื่อกันว่า มีผู้ลงคะแนนที่ “ฉลาด” ในเรื่องการเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก กรุงเทพอาจไม่ต่างไปจาก เวเนซุเอลา เกาหลีเหนือ คิวบา โบลิเวีย และประเทศที่เป็น “ซ้าย” ในโลกนี้เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่า รสนา โตสิตระกูล นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้อ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้บริโภค ได้ชัยชนะด้วยคะแนนเสียง 743,397 คะแนน หรือ 49.78% ของผู้มีสิทธิออกเสียง ในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
การที่กรุงเทพเลือกวุฒิสมาชิกได้เพียงคนเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ เพราะผู้ที่ชนะการเลือกตั้งจะได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของคนกรุงเทพในสภาสูงที่ทรงอิทธิพล
ทำไม ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องน่าเศร้า
อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นตัวแทนของชนชั้น นักลงทุน และค่านิยมเศรษฐกิจเสรี ขณะที่ นิติพงษ์ ห่อนาค เป็นตัวแทนของชุมชนศิลปะและการบันเทิง เช่นเดียวกับ มานิต วิทยาเต็ม ในฐานะอดีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นตัวแทนของข้าราชการที่มีประสบการณ์ ในฝ่ายกฎหมาย และยังมีอีกหลาย ๆ คน ที่มีประสบการณ์และความสำเร็จ ที่โดดเด่น
แทนที่จะได้คนเหล่านี้เป็นตัวแทน เรากลับได้ ใครบางคน ซึ่งเชื่อได้ว่า จะขัดขวาง กฎหมายที่สนับสนุนการลงทุน และธุรกิจ สร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถาบัน คอยจ้องจับผิด คนที่มีเหตุผล ที่เพียงแต่ ทำงานหาเลี้ยงชีพ คนที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจจริง ที่พยายามสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศนี้
รสนา คือ คนที่สร้างความตกต่ำให้กับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทคนไทยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนนักลงทุนในประเทศนี้ บทบาทของเธอในการทำให้แผนการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของ กฟผ. ต้องเป็นโมฆะ ก็ชี้ชัดว่า เธอยืนอยู่ตรงไหน บนเส้นทางการพัฒนาและเศรษฐกิจ
นอกไปจากพฤติกรรมที่ไม่อาจให้อภัยได้ 2 เรื่องนี้แล้ว ยังมีอีกหลาย ๆ เรื่อง การแสดงบทบาทผู้นำ ขบวนการผู้บริโภค ในนามขององค์กรต่าง ๆ ที่ผู้บริโภคไม่เคยมีโอกาสเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายขององค์กรเหล่านี้ ทำให้รสนามีชื่อเสียง ขึ้นมาว่า เป็นผู้เสียสละเวลาส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทั้ง ๆ ที่ แท้จริงแล้ว คะแนนนิยมที่เธอได้ มาจาก การวิพากษ์ วิจารณ์นักลงทุน และการทำให้เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อ้างว่า เป็นความเสียหายของผู้บริโภค เป็นภาระของศาล
ไม่มีอะไรน่ารังเกียจไปกว่านี้อีกแล้ว ... อย่าฟ้องผม ผมรู้ว่า นั่นเป็นสิ่งที่คุณคิดจะทำอยู่
ย้อนไปดูผลเลือกตั้ง ส.ว. ก่อนการรัฐประหาร รสนาชนะด้วยคะแนน 118,332 เสียง เป็นที่ 4 รองจาก นิติภูมิ นวรัตน์ สมัคร สุนทรเวช และกล้าณรงค์ จันทิก ดูจากผลการเลือกตั้งเหล่านี้ ยิ่งทำให้ผมต้องกลับมาใคร่ครวญ ถึงแนวโน้ม ที่สังคมไทยจะก้าวไปทาง “ซ้าย” มากขึ้น
รสนาไม่ควรเป็นตัวแทนของใครที่เข้าใจคุณค่าของตลาดเสรี และลัทธิทุนนิยม เธอไม่ควรเป็นตัวแทนของนครที่พยายามจะเป็นศูนย์กลางการลงทุนของเอเชีย ถ้าจะมีที่ไหนที่คู่ควรให้เธอเป็นตัวแทน ผมนึกถึง เปียงยาง คาราคัส หรือฮาวานา ที่ซึ่งเธอจะได้เข้าพวกกับสาวกราอูลหรือแม้กระทั่ง ซูเคร หรือ ลาปาซ (เมืองหลวงของโบลิเวีย) ซึ่งเธอจะได้สวมชุดพื้นเมืองเต้นรำกับ อีโว โมลาเรซ (ประธานาธิบดีโบลิเวีย)
อย่างไรก็ตาม ผมยังมีความหวังกับคนกรุงเทพว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิลงคะแนน ที่ “ฉลาด” และพลังเงียบ ที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสาร จะเลือกคนที่สนับสนุนความเติบโต และความก้าวหน้า มากกว่า คนที่นิยมความตกต่ำ และความชะงักงัน
ผมยังหวังว่า คนกรุงเทพจะเลือกผู้ที่มีความเข้าใจว่า การเป็นเอ็นจีโอ ปีกซ้ายที่ใช้วิธีกระจายรายได้ ด้วยการโค่นเสาหลักของระบบทุนนิยม ไม่มีวันที่จะนำผลประโยชน์ที่แท้จริงมาสู้ผู้บริโภคได้ การเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า คนกรุงเทพต้องปรับวิธีคิดในเรื่องการเลือกตั้งอีกมาก
************************
ข้อเขียนจาก คอลัมน์ Guest column โดย รสนา โตสิตระกูล หน้า 11 หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2551
เรื่อง M.L. Nattakorn Devakula, who's kidding whom ?
M.L. Nattakorn Devakula, who's kidding whom ?
คนกรุงเทพส่วนใหญ่ สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย เสรีนิยม และระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี พวกเขารักความเป็นธรรม และเกลียดคอร์รัปชั่น การผูกขาดที่ไม่ยุติธรรม และการตลบตะแลง ปลิ้นปล้อน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยน และไม่ได้ทำให้ เขาเป็น “ฝ่ายซ้าย” อย่างที่คุณกล่าวหา คนที่มองว่านิสัยเช่นนี้เป็นพวกฝ่ายซ้าย ก็มีแต่ พวกขวาสุดโต่งเท่านั้น
คนกรุงเทพรู้ดีว่า ดิฉันไม่ได้ต่อต้าน ระบบตลาดเสรีที่เป็นธรรม สิ่งที่พวกเขาและดิฉันรับไม่ได้คือ ความไร้ธรรมมาภิบาล ในการบริหาร และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่โปร่งใส
กฟผ. มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิ สูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท
ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง ก่อนที่จะมีการขายหุ้น คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ และจะตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานขึ้นมาควบคุม เพื่อดูแลผู้บริโภค มติ ครม. นี้ มีอยู่ในหนังสือชี้ชวน การเสนอขายหุ้น ปตท. อีก 1 ปีต่อมา รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม. นี้ ทำให้ ปตท. ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติ ของชาติ นักลงทุนที่เป็นใจเป็นธรรม จะเห็นด้วยว่า นี่คือ การขโมย ในรูปแบบหนึ่ง
ในการต่อสู้คดี คอร์รัปชั่นทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม ให้วินิจฉัยตาม สิทธิตามกฎหมายและความชอบธรรม ในฐานะพลเมืองผู้เสียภาษีและสำนึกในหน้าที่ของตนเอง ดิฉันขอถามคุณว่า ความพยายามเรียกร้องเอาทรัพย์สินสาธารณะคืนมานั้น เป็นการบ่อนทำลายพื้นฐานของเศรษฐกิจ หรือว่า เป็นการสร้างเสริม หลักธรรมภิบาล หลักแห่งกฎหมาย และความมีเสถียรภาพในระยะยาวกันแน่
เมื่อเร็ว ๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติ ไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพี (ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ) เท่านั้น
คุณพ่อของคุณ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้พูดถึง ข้อบกพร่องของ การพัฒนา เศรษฐกิจ โดยไม่ระมัดระวัง เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2549 ว่า “ตลาดเสรีที่ปราศจากความพอเพียง จะไปไม่รอด คนบางคนเดินตามทฤษฎีตะวันตก และมองว่า ความคิดเรื่องความพอเพียง เป็นอุปสรรคต่อความเติบโตของเศรษฐกิจ - ซึ่งไม่จริง- ในทางตรงกันข้าม ปรัชญาความพอเพียง สร้างสมดุลของการเติบโต ทำให้การเติบโตยั่งยืน และเป็นหลัก ประกันความผาสุกของประชาชน และปกป้องสิ่งแวดล้อม”
สิ่งเหล่านี้ ไม่ต่างไปจากจุดยืนในเรื่องเศรษฐกิจของดิฉัน พูดให้ชัดก็คือ ดิฉันเห็นด้วยกับวิสัยทัศน์ของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกท่านหนึ่ง ซึ่งหวังที่จะเห็นระบบทุนนิยมเสรี ทำงานควบคู่ไปกับความพยายามอย่างจริงจัง ในการกระจายความมั่งคั่ง ให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน
ความคิดแบบนี้หรือ ที่เรียกว่า คิดแบบเปียงยางหรือฮาวานา ที่คุณโจมตีดิฉัน ประเทศอื่น ๆ ต่างก็มีระบบเศรษฐกิจในแบบของตน ซึ่งดิฉันยอมรับว่า ไม่สามารถอธิบายในรายละเอียดได้ แต่เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทาง ดูถูก เหยียดหยาม เราควรเปิดใจกว้าง เพื่อนำไปสู่การเคารพในความแตกต่างทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ซึ่งอาจจะชักนำพวกเขาให้พัฒนาระบบเศรษฐกิจที่ใช้อยู่ให้ดีขึ้น เหมือนกับประเทศของเราที่ได้พัฒนาระบบเศรษฐกิจ ที่สอดคล้อง กับค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมของเรา
มันไม่สำคัญหรอกที่จุดยืนทางการเมืองและเศรษฐกิจของดิฉันจะเหมือน กับประเทศอื่นหรือไม่ ดิฉันเชื่อว่า มันเป็น จุดยืนเดียวกับคนกรุงเทพที่ลงคะแนนให้ดิฉัน
คุณเป็นคนหนุ่มที่มีการศึกษาดี ถ้าคุณจะลองมองสิ่งต่าง ๆ จากมุมมองของคนอื่นบ้าง คุณอาจจะรู้จักกรุงเทพได้ดีขึ้น และมันจะช่วยเยียวยาอาการอกหักทางการเมืองได้บ้าง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณดูหมิ่นดิฉันผ่านคอลัมน์นี้ แน่นอนว่า ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณ ในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของ บรรพบุรุษของคุณ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรปการณ์ และ สมเด็จกรมพระยา เทวะวงศ์ วโรทัย อดีตรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ผู้เป็นแนวหน้าของชนชั้นนำแห่งสังคมไทย ในการปลดแอกสยามจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมเศรษฐกิจ และระบบศาลไทย ตลอดรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ทำให้ดิฉันอดกลั้นที่จะไม่ทำสิ่งใด ๆ อันจะทำความเสียหายต่อตระกูลที่โดดเด่น ซึ่งได้ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก
ดิฉันอยากแนะนำคุณว่า ก่อนจะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ควรคิดให้ถี่ถ้วนและปรึกษาหารือกับคนอื่นให้มากกว่านี้ โดยเฉพะอย่างยิ่ง ถ้าคุณจะแสดงการดูหมิ่นดูแคลนต่อคำพิพากษาของศาลปกครอง ต่อการลงคะแนนของเพื่อนชาวกรุงเทพของคุณ และต่อประชาชนของประเทศอื่น ๆ
ส่วนตัวดิฉันเองนั้น หลังจากทำงานสาธารณะมา 30 ปี ดิฉันมีจุดยืนที่มั่นคงในสังคม และมีความอดทนพอที่จะค้นหาสาระในข้อเขียนของคุณให้เจอ
ที่มา: นสพ.ผู้จัดการออนไลน์ 13 มีนาคม 2551 -
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000031147
แปลจาก: Left, right... marching with the times, Bangkok Post, March 13, 2008 -
http://www.bangkokpost.com/News/13Mar2008_news95.php (ลิงก์หมดอายุแล้ว อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่นี่)
อีกสำนวนแปลโดย นสพ.มติชน 13 มีนาคม 2551 -
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=23412&catid=1
ความเห็น
1. MiniSiam
“ คุณรสนา เป็นคนแรงเหลือเชื่อเนอะ อย่างกะกระจกกระเด้งปึ๋ง ไม่ absorb ให้นุ่มนวลลงมั่งเลย น่ากลัว ๆ ”
2. SS
“ ผมรู้สึกว่าคนโง่แล้วอวดฉลาด กร่างไปแบบโง่ ๆ เข้าใจทุนนิยมแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ
งมงายในวิชาเรียน แต่ไม่มีปัญญาดูรายละเอียด ด่าคนไปวัน ๆ
โดยเฉพาะด่าผู้หญิงหรือพูดแบบไม่เห็นค่า
กล่าวหาคนอื่นในประเด็นที่เขา ก็ตอบกัน ไปหมดแล้วในเน็ต
แต่มั่นใจในปัญญาหางอึ่งของตนมากจนไม่แม้แต่จะ google ดูถึงข้อมูลทั้งเรื่อง กฟผ. หรือ ปตท.
แต่ตัวเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้แผ่นดินสูงขึ้นมาทั้ง ๆ ที่ทำได้ผมว่าคนประเภทนี้เนี้ยน่าจะเด้งปึ๊งไปให้ไกลกว่าเวียดนามอีก
ให้ตกทะเลไปเลย หรือจริง ๆ ที่รสนาน่าจะเป็นไม้ตีหมา ตีมันให้หายโง่เสียเลย
ผมรู้สึกว่าที่พี่รสนาตอบเนี้ยมันนุ่มนวลเกินไปด้วยซ้ำคนที่เป็นตัวแทนของพวกกร่างแต่โง่ดักดาน แล้วอยู่ในความสนใจของสังคมว่าเป็นคนฉลาดเนี้ย เป็นพิษกับสังคมที่สุด ”
3. ศรศิลป์
“ ผมได้ข้อคิดสอง-สามประการจากการอ่านงานเขียนของสองคนนี้
ประการแรก ปลื้ม ได้เปิดเผยตัวตนแท้จริง (ที่ซ่อนอยู่ใต้รูปลักษณ์ของคนหนุ่มหัวใหม่) ของเขาว่า เขาเป็นไม่ได้แม้กระทั่งแค่เพียงตัวแทนความคิดของทุนนิยมปฏิรูป เขาเป็นได้แค่เพียงตัวแทนความคิดของ พวกนีโอคอน-เสรีนิยมใหม่ อันเป็นปีกขวาสุดของทุนนิยมโลกในปัจจุบัน ในสายตาของคนประเภทนี้ คนแบบคุณรสนาก็กลายเป็นพวกคอมฯ คิวบาหรือเกาหลีเหนือไปเลย
ประการที่สอง ความคมคายและตรงไปตรงมาในการโต้แย้งทางความคิดของรสนาเปล่งประกายขึ้นทุกขณะ แต่ก็ไม่เท่ากับจุดยืนที่แจ่มชัดขึ้นทุกวันบนเส้นทางการพิทักษ์ผลประโยชน์ของปวงชนไทยสำหรับส่วนตัวผมแล้ว การโต้ตอบนี้ค่อนข้างสุภาพและนุ่มนวลด้วยความระมัดระวังอย่างสูง
ประการที่สาม มีคนโง่เขลาจำนวนไม่น้อยแม้ในหมู่ปัญญาชนไทยที่คิดว่า ระบบทุนแบบ ฉันทามติวอชิงตัน หรือ ระเบียบโลกใหม่ ตามโลกทรรศน์แบบ เสรีนิยมใหม่ เหมาะสมและจะสามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ความรุ่งเรืองไพบูลย์ คนเหล่านี้แหละ ซึ่งมีไม่น้อยที่หลงไหลอุทิศตนรับใช้ ขบวนอภิชนทุนกาฝากทักกี้ โดยมิได้รับค่าตอบแทนดัง พวกนักการเมืองตลกหลังคารถ หรือ พวกนักสู้พีทีวี.-นปก. ด้วยแรงเพ้อฝันว่าขบวนอภิชนทักกี้อันเป็นแนวร่วมของกลุ่มทุนใหญ่หลายกลุ่ม จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความก้าวหน้าดังสังคมยุโรปตะวันตก ”
4. สหายสิกขา
“ รสนาไม่ใช่ซ้าย (เธอเป็นพุทธ) แต่วิชาชีพของเธอหล่อหลอมให้คิดคล้าย ๆ แบบนั้น คุณปลื้มวิพากษ์แบบนั้นตีขลุมเหมารวมไปหน่อย ยิ่งไปกว่านั้นความเป็นซ้ายไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ความเป็นซ้ายทำให้มองมนุษย์แบบเป็นมนุษย์มากยิ่งขึ้น และหันหลังกลับมาดูคนที่ถูกระบบตลาดรังแกเอาบ้าง
ผมคิดว่าการเมืองไทยในทศวรรษหน้า ก็เหมือนกับในอดีตที่ผ่าน ๆ มา คือผู้นำที่จะขึ้นมาได้ต้องรู้จัก “หลอมรวมทัศนะ” ที่แตกต่างหลากหลายของคนในชาติ เช่นที่ในอดีตที่ ผี สามารถรวมกับพุทธ และพราหมณ์
หรือยุคถัดมาที่ขุนนาง ไพร่ และกษัตริย์ก็ร่วมมือกัน ตีฝ่าวงล้อมจักรวรรดินิยมอัสดงคตที่เป็นผู้ล่าอาณานิคม ทั่วโลกไปได้
หรือเมื่อไม่นานนี้ “ปีกขวา” ปฏิรูป ก็เรียนรู้อุดมการณ์ฝ่ายซ้าย เพื่อยุติสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐไทย และ พคท. ที่คร่าชีวิตผู้คนโดยไม่จำเป็น
ความแตกต่างหลากหลายไม่ใช่จุดด้อย หรือไม่ใช่ข้อเสียหาย แต่เป็นเส้นทางความคิด ของสิ่งมีชีวิตที่สามารถทำความเข้าใจกับธรรมชาติได้มากเท่าที่เป็นไปได้ เราควรใช้ความหลากหลายนั้นในทางที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่จะใช้เหยียบย่ำทำลายกัน “
5. ไท
“ ผมเห็นด้วยกับข้อสังเกตุของคุณศรศิลป์ ทั้ง 3 ข้อ
ขอเพิ่มเติมว่า ที่แล้วมา รสนา ไม่ได้มีและใช้จุดยืนทางการเมืองที่ซ้ายเลย แต่เพราะ ปลื้ม เป็นพวกพวกนีโอคอน-เสรีนิยมใหม่ที่อยู่ปีกขวามาก จึงมองเห็นเป็นว่าเธอเป็นซ้าย โดยเปรียบเทียบกับตัวเอง
ที่สำคัญ คือ ปลื้ม มิได้ศึกษาและทำการบ้านเอาเสียเลย ในเรื่องที่เขาวิพากษ์วิจารย์รสนา ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลเรื่องการแปรรูปปตท.และกฟผ.มีแพร่หลายทั่วไป
เขาใช้ “ความมั่ว-สั่ว-ชุ่ย” ด่าทอรสนาและคนกทม.ที่เลือกรสนาอย่างมักง่าย เหมือนกุ๊ยข้างถนน ไม่สมกับคนที่อยู่ในครอบครัวชั้นสูงและมีการศึกษาถึงขนาดนั้น นับว่าเสียสกุลรุนชาติและเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่า
การศึกษาแบบตะวันตก ไม่แน่นักว่าจะทำให้คนกลายเป็นบัณฑิต
“คนมิใช่ทั้งสุนัขหรืออาชา ที่ต้องมีพันธุ์ดี จึงจะนับว่าดี คน ๆ หนึ่ง จะเป็นเช่นใด ท้ายที่สุดแล้ว อยู่ที่การตัดสินใจของเขาเอง” (โกวเล้ง)
ปัญหาพื้นฐานข้อหนึ่งของไทย คือชนชั้นนำและปัญญาชนชั้นสูงของสังคมไทย “อับจนปัญญา” คิดและทำตัวแบบไพร่ นับถือฝรั่งยิ่งกว่าพ่อ แบบที่ร.6 เคยด่าว่าเป็นพวกลัทธิเอาอย่าง มาแล้ว
ถึงทุกวันนี้ เราก็ยังเห็น “ไพร่ที่เจ้าเขาปลดปล่อยแล้ว แต่ยังไม่ยอมไป” ยังคงขอเดินตามหลังเจ้าใหม่-ทุนผูกขาด-ทุนต่างชาติ-อยู่ต้อย ๆ ต่อไป
ปลื้ม ก็แค่เป็นหนึ่งในพวกนี้ ”
| Attachment | Size |
|---|---|
| nattakorn-vs-rosana.jpg | 47.01 KB |

บทความ โสภณ พรโชคชัย : ถามต่อคำชี้แจงของ ‘รสนา โตสิตระกูล’
http://prachatai.com/05web/th/home/11491
โสภณ พรโชคชัย
14 มีนาคม 2551
เช้านี้ผมได้อ่านการตอบโต้ของคุณรสนา โตสิตระกูล (สมาชิกวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง) ต่อคำวิจารณ์ของ ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล (คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์) เห็นว่า ข้อมูลที่คุณรสนา ชี้แจง ซึ่งถือเป็นประเด็นหลักในการตอบโต้ อาจมีความคลาดเคลื่อน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ จึงขออนุญาตแสดงความเห็น เผื่อจะได้มองให้กว้างดังเจตนารมณ์ของคุณรสนาเอง
1. ที่ว่า กฟผ.มีสินทรัพย์มูลค่าสุทธิสูงถึง 3.8 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลพยายามขายทรัพย์สินเหล่านี้ผ่านการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมูลค่าเพียง 20,000 ล้านบาท ข้อมูลนี้อาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกโกรธทันทีว่าทำไมรัฐบาลจึงแย่ขนาดนี้ แต่หากคิดให้ดี ๆ จะเป็นไปได้หรือที่รัฐบาลจะโง่หรือกล้าทำร้ายชาติได้ถึงเพียงนี้ นี่เป็นข้อกล่าวหาที่มีมูลความจริงหรือ คุณทำให้คนเข้าใจว่าคุณรักชาติมากกว่าทักษิณ ชวน ชวลิต และอีกหลายท่านที่รับผิดชอบการแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาโดยตลอดหรือ
2. ที่ว่า “ปตท.เข้าตลาดหลักทรัพย์อย่างรีบเร่ง . . . คณะรัฐมนตรีมีมติว่า ท่อส่งก๊าซ ยังคงเป็นสมบัติของรัฐ . . . รัฐบาลทักษิณ ยกเลิกมติ ครม.นี้ ทำให้ ปตท.ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติของชาติ . . . นี่คือ การขโมยในรูปแบบหนึ่ง” คุณฟ้องศาลให้ยกเลิกการแปรรูปของ ปตท. แต่เดชะบุญ ศาลไม่ได้พิพากษาตามคำฟ้อง แต่สั่งให้แบ่งแยกสมบัติให้ถูกต้อง เรื่องนี้ไม่มีใครต้องคำพิพากษาว่า “ขโมย” เลย
3. ที่ว่า “ในการต่อสู้คดีคอร์รัปชันทางนโยบาย ดิฉันไม่เคยใช้การประท้วงบนท้องถนน มีแต่พึ่งพาศาลยุติธรรม” แต่คุณก็ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ แจกใบปลิว เคยให้สัมภาษณ์ส่งเสริมการเดินขบวน ประชุมกับแกนนำเดินขบวน และขบวนการที่ร่วมกันเรียกร้องก็ได้ก่อม็อบจนเหตุการณ์บานปลายก็มี
4. ที่ว่า “เมื่อเร็วๆ นี้ นักการธนาคารที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ได้กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ตลาดหุ้น และอนาคตของชาติไม่ได้ขึ้นอยู่แต่กับ จีดีพีเท่านั้น” คุณอ้างอิงบุคคลเพียงคนเดียวมาโต้แย้งได้อย่างไร คุณจะว่าอย่างไรถ้าผมกลับเชื่อว่านักการธนาคารที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่อาจเห็นต่างจากคุณ
5. คุณไม่ควรยกเอาคำพูดบางคำของคุณพ่อของ ม.ล.ณัฐกรณ์ หรือของ ดร.ป๋วย มาอ้างอิงการกระทำของคุณ เพราะเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ แต่แสดงให้สังคมเห็นว่า คุณใช้กลเม็ดอ้างอิงบุคคลสำคัญเพื่อเข้าข้างตัวเอง
6. คุณกล่าวถึง “การกระจายความมั่งคั่งให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่า 70% ที่เป็นคนยากจน” นี่คงเป็นเรื่องพ้นสมัยไปแล้ว ประชาชนไทยที่ยากจนจริง ๆ มีเพียง 10% เท่านั้น อาจกล่าวได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนจนมาตั้ง 20 ปีแล้ว คุณคงอ้างอิงผิดเวลาไป 50 ปี หรือยังมีมโนภาพแบบ 50 ปีก่อนที่ว่าคนไทยส่วนใหญ่ยากจน
7. ที่ว่า “เราไม่ควรพูดถึงประเทศอื่นในทางดูถูกเหยียดหยาม” หรือ “ดิฉันมีสิทธิที่จะปกป้องชื่อเสียงของตัวเอง โดยการฟ้องคุณในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ดิฉันเป็นคนไทยที่ได้รับการอบรมสั่งสอนด้วยคำสอนของขงจื๊อ ดิฉันระลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษของคุณ . . . ” ข้อนี้แสดงตัวตนของคุณในหลายแง่มุม เช่น การเป็นคนมีมธุรสวาจา ฉลาดที่รู้จักยกตนและเอาคืน และเป็นปุถุชนที่มีโทสะที่อยู่เบื้องลึกโดยไม่ละวางให้อภัย
การที่คุณได้รับเลือกตั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้มีสิทธิออกเสียงในกรุงเทพมหานครเห็นด้วยกับคุณ สมัครก็ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการที่มีคะแนนสูงสุด นิติภูมิก็เคยได้รับเลือกเป็น สว. ด้วยคะแนนสูงสุด แสดงว่าการสร้างภาพมีประสิทธิผลสูงมากในการได้คะแนน ถ้านิติภูมิที่ภาพลักษณ์ไม่ถูกทำลายและลงสมัคร สว. ได้ คุณก็คงไม่ได้รับเลือก
โดยสรุปแล้ว ผมเห็นว่าดีครับที่มีการวิวาทะระหว่างคุณกับ มล. ณัฐกรณ์ ไม่ใช่ดีในประเด็นการทะเลาะกัน หรือไม่ใช่ดีที่ได้เห็นการห้ำหั่นอย่างมีศิลปะที่มีเปลือกนอกเป็นสุภาพชน แต่ดีในการที่ประชาชนจะได้เห็นและมีข้อมูลประกอบการวิเคราะห์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมให้เกิด “สังคมอุดมปัญญา” และไม่มืดบอด ด้วยการตรวจสอบตรรกะและแนวคิดโดยไม่ติดกับการสร้างภาพหรือการพูดความจริงเพียงบางส่วน
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง :
หมัดต่อหมัด ปลื้ม VS รสนา วิวาทะว่าด้วย ส.ว. คนกรุงเทพฯ ทำแทนคนกรุงเทพฯ ไม่ได้
http://prachatai.com/05web/th/home/11491
SS
ศรศิลป์
สหายสิกขา
SS
bact'
ศรศิลป์
TP
ศรศิลป์
SS
TP
mk
ศรศิลป์
Hero Member
คะแนน 27
กระทู้: 1505
มาเริ่มเสียความรู้สึกที่เขาไม่กล้าวิจารณ์การตัดสินใจแทรกแซงเงินบาทของหม่อมอุ๋ย ทั้งๆที่มันชัดแจ้งว่ามีคนได้ผมประโยชน์จากค่าเงิน Off-Shore ถูกกว่าเงินในเมืองไทยกว่า 3 บาทต่อดอลล่าร์เป็นเวลาหลายๆเดือน แต่ก็ยังคิดว่าเขาอาจจะเกรงใจพ่อเขาเอง
เอาล่ะไม่ว่ากัน
แต่บทความนี้แสดงความรู้สึกนึกคิดชัดของชนชั้นปกครองที่มีการถือสิทธิ์( Entitlement) สูงมากๆ โดยไม่คำนึงถึงเลยว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศเสียหายอยู่ คนไทยเป็นเกษตรกร 75 % นะครับ เห็นราคาผลิตผลทางการเกษตรก็คงบอกได้ว่าเขาไม่รวยแค่ไหน แต่ทำไมสนใจว่าประเทศ(ภาพรวมเท่านั้น) ต้องรวยขึ้นทั้งๆที่ในตลาดหุ้นมีคนแค่ 2แสนกว่าคนได้ผลประโยชน์อยู่
สาธารณูปโภคซึ่งลงทุนมาจากเงินภาษีของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในมือของเอกชนที่ไม่ได้จ่ายเงินทดแทนอย่างถูกต้องครับ
ดูปตท ก็พอ เราจ่ายค่านำมันสูงกว่ามาเลเซียเท่าไหร่ จะบอกว่าเขามีบ่อนน้ำมันเอง ทราบมั้ยครับว่าเราก็มี ดู Google search ดูก็จะทราบครับ แต่เราต้องจ่ายเงินให้กับผู้ถือหุ่นปตท จากกำไรปีนึงเป็นหลายๆหมื่นล้าน(ดูปตท website) นะครับ ถ้าอันนี้เกิดขึ้นกับการไฟฟ้าซึ่งทุกบ้านที่ไฟเข้าถึงต้องใช้ ก็คงไม่ต้องกล่าวถึงผลลัพท์ครับ
5 ปีก่อน คนจนๆอย่างผมขึ้นรถเมล์ที่ 3.50 บ ตอนนี้ 8.50 บ กำลังจะเป็น 10 บ แล้ว ท่านคิดว่าถ้าทั้งนำ ไฟ และ นำมันเป็นของเอกชนที่ได้มาจากการฉวยโอกาส พวกผมจะทำยังไงครับ
ต้องรอให้ผมปล้นท่านๆกิน ขโมยของท่านตอนท่านจอดรถตามห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมหรูๆ ท่านถึงจะเข้า