ว่าด้วยแนวคิดพระราชอำนาจ

tags:

การได้รับฟังคำอภิปรายของคำนูณ สิทธิสมานในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เกี่ยวกับเรื่อง คอมฯอารมณ์ค้าง และทุนเหิมเกริม จะสร้างภยันตรายใหญ่หลวงกับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้สร้างความฉงนสนเท่ห์ให้กับผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะดูเหมือนกับว่าคำนูณ มีจินตภาพบางประการที่ผูกติดเอาไว้กับ คำที่เรียกกันว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” นั้น ซึ่งแตกต่างออกไปจากแนวความคิดที่นำเสนอโดยสองดอกเตอร์จากธรรมศาสตร์ (คือดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ รศ. ดร. พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์) ซึ่งอาจเชื่อมโยงต่อไปได้ว่าเป็นอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกับความมั่นคงของชาติที่คำนูณเชื่อถืออยู่

ผู้เขียนจึงได้ตรวจสอบหลักการพื้นฐานของความเชื่อในลักษณะดังกล่าว ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และหลักการดังกล่าวก็มีรากฐานความเป็นมาจากอดีต ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้กันทางความคิดระหว่างสองอุดมการณ์ในประเทศไทย เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมที่มีมาอย่างยาวนาน อุดมการณ์ข้างหนึ่งอาจเรียกได้ว่า “อุดมการณ์พระราชอำนาจ” ซึ่งเป็นหลักการตามที่คำนูณได้เชื่อถือ กับอุดมการณ์อีกข้างหนึ่งซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “อุดมการณ์พลังประชาธิปไตย”

การที่ผู้คนส่วนหนึ่ง ซึ่งบางทีโพลล์หรือสื่อมวลชนอาจจะเชื่อว่าเป็นคนส่วนใหญ่ ไม่รู้สึกผิดปกติ หรือบางคนอาจจะถึงกับชื่นชมการรัฐประหารนั้น จำต้องยอมรับว่าเป็นความสำเร็จของการช่วงชิงความชอบธรรมในส่วนของ “อุดมการณ์พระราชอำนาจ” ในส่วนของจิตสำนึกของคนในประเทศ ที่มีเหนือกว่า “อุดมการณ์พลังประชาธิปไตย”

การที่ผู้คนส่วนหนึ่งมองว่า การชุมนุมต่อต้านของประชาชนที่ท้องสนามหลวง ที่เกิดจากผู้คนหลากหลายกลุ่มเข้ามาร่วมกันเป็นมวลชนต้านรัฐประหาร ไม่ใช่ความสมานฉันท์, และบางทีถึงกับมองว่าไม่สนับสนุนประชาธิปไตยนั้น ก็อธิบายได้ในทำนองเดียวกัน

กล่าวได้ว่า ความสำเร็จของ “อุดมการณ์พระราชอำนาจ” ที่ถูกขยายผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่านั้น เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่การทำรัฐประหารที่ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน พ.. 2549 ซึ่งอันที่จริงแล้ว บางคนอาจสังเกตเห็นว่า กระบวนการรัฐประหารนั้นอาจเริ่มต้นตั้งแต่ การกล่าวถึงอุดมการณ์พระราชอำนาจนี้ ก่อนหน้านั้นแล้วก็ได้

การกล่าวหาในทำนองที่ ฝ่ายที่ถูกกล่าวหาเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาตินั้น การกล่าวถึงเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ล้าสมัยแต่ประการใด แต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ละเอียดชัดเจน หากต้องการชูธงประชาธิปไตยเพื่อต่อต้านอำนาจเผด็จการในเวลานี้

หากจะกล่าวถึงปัญญาชนผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้อุดมการณ์พระราชอำนาจเริ่มเป็นที่รับรู้ในวงกว้างทั่วไป ก็มิอาจไม่กล่าวถึงปัญญาชนที่ชื่อว่า ม... คึกฤทธิ์ ปราโมช ไปได้ เนื่องเพราะบทความและการเผยแพร่แนวคิดของเขาหลายครั้งเกี่ยวกับ อุดมการณ์นี้ ต้องยอมรับว่าเขาทำได้อย่างโดดเด่นเหนือผู้อื่นที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับเขาเป็นอย่างยิ่ง

1 เดือนหลังจากเกิดเหตุ ฆ่านกพิราบ ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หนังสือพิมพ์สยามรัฐได้ตีพิมพ์บทความในคอลัมน์ "ข้าวไกลนา" ของ ม... คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ปี พ.. 2519 (1) ซึ่งบทความชิ้นนี้ได้อธิบายความคิดสรุปรวมยอดเกี่ยวกับอุดมการณ์ “พระราชอำนาจ” ของเขาได้เป็นอย่างดี



... คึกฤทธิ์ ได้ตั้งคำถามถึง คำสัมภาษณ์ของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ที่มีต่อนักข่าวหนังสือพิมพ์ต่างประเทศเอาไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้เคยทรงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น และไม่เคยทรงกระทำการใดๆ เกินสิทธิของพระมหากษัตริย์สามประการ ซึ่งก็คือ สิทธิที่จะพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้คนเข้าเฝ้าฯ หารือ ขอรับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย (Right to be consulted), สิทธิที่จะพระราชทานคำแนะนำ (Right to give advice) และ สิทธิ์ที่จะส่งเสริมให้กำลังใจ (Right to encourage)

... คึกฤทธิ์ ได้ชี้ว่าแนวทางสิทธิของพระมหากษัตริย์ทั้งสามประการได้นำมาจากนิยามของนาย วอลเตอร์ แบ็จฉ็อต (Walter Bagchot) ซึ่ง ม... คึกฤทธิ์เห็นว่าเป็นพัฒนาการปกครองและการเมืองของอังกฤษที่ใช้เวลาเป็นพันปี และเป็นเรื่องของอังกฤษโดยเฉพาะ จะเอามาถือว่าเป็นของจริงสำหรับประเทศไทย หรือประเทศอื่นใดเห็นจะไม่ได้

เนื่องจากประวัติศาสตร์การปกครองและการเมืองของไทยย่อมจะไม่ตรงกับอังกฤษในทุกกรณีไป ทั้งยังแสดงความเห็นว่าราษฎรของอังกฤษนั้นแต่ก่อนเก่ามาเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกขุนนางเจ้าของที่ดินที่ราษฎรอาศัยทำกินอยู่ จะบังคับกดขี่อย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ อำนาจของขุนนางเหนือราษฎรจึงขัดต่อพระราชภารกิจของพระเจ้าแผ่นดิน ในอันที่จะปกป้องราษฎรผู้ยากไร้
..ว คึกฤทธิ์ จึงชี้ว่าพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 แห่งอังกฤษทรงต้องการปกป้องราษฎรผู้ยากไร้ จึงได้พระราชทานสิทธิต่างๆ ที่ราษฎรไม่เคยมีให้แก่ราษฎร จึงทำให้ขุนนางกดขี่ราษฎรได้น้อยลง ซึ่งความขัดแย้งนั้นดำเนินไปจนกระทั่งในที่สุด ขุนนางอังกฤษ จึงจับพระเจ้าริชาร์ดที่ 2 ปลงพระชมน์เสีย นั่นจึงเป็นเหตุให้พระราชอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษถูกลิดรอนเรื่อยมา ไม่มีพระราชอำนาจที่จะปกป้องราษฎรได้ ดังนั้นแล้ว ขุนนางจึงมีอำนาจกดขี่ราษฎร และต่อมานายทุนก็มีอำนาจกดขี่ราษฎร

ในที่สุด ม
..ว คึกฤทธิ์ก็ได้วิจารณ์ว่า การลิดรอนพระราชอำนาจนี้ ไม่เกิดผลดีแก่ราษฎรเลย แต่ก็ได้กระทำกันต่อมาไม่หยุดยั้งจนเหลือสิทธิพระมหากษัตริย์สามประการของ วอลเตอร์ แบ็จฉ็อต ซึ่งแปลว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีสิทธิอันใดเลย เพราะสิทธิเหล่านั้นเป็นของคนอื่นทั้งสิ้น

ใจความสรุปในบทความชิ้นนี้ของ ม
..ว คึกฤทธิ์ พยายามจะชี้ให้เห็นว่าด้วยประวัติศาสตร์และพัฒนาการของอังกฤษที่แตกต่างกับสังคมไทย จึงไม่เห็นด้วยที่พระมหากษัตริย์จะทรงมีสิทธิอยู่เพียงสามประการดังข้อเสนอของนาย วอลเตอร์ แบ็จฉ็อต ทั้งยังชี้ว่าจำเป็นต้องวางกฎเกณฑ์บ้านเมืองให้ถูกต้องตามลักษณะที่แท้จริงของเมืองไทยและคนไทย ข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปในทาง เพิ่มพระราชอำนาจ จากสิทธิสามประการดังกล่าวหรือไม่ดูเป็นเรื่องที่ไม่ได้เสนอไว้ แต่เราได้รับทราบนัยยะของข้อเสนอที่มิได้เสนอเบื้องหลังในบทความนี้อย่างชัดเจนยิ่ง

...

หากสืบสาวไปถึงต้นกำเนิดของแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการนำเสนอบทความของ ม... คึกฤทธิ์ ก็มิใช่จะไม่มีที่มา แนวคิดดังกล่าวนี้ได้รับอิทธิพลมาจากงานพื้นฐานทฤษฎีพระราชอำนาจของ สมเด็จฯ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร หรือพระองค์เจ้าธานีนิวัต ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ภาษาอังกฤษในหัวข้อ "Thai Old Siamese Conception of Monarchy" ซึ่งงานที่ปรับปรุงจากปาฐกถาที่ทรงแสดงถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอนุชา (พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน) และ สมเด็จพระราชชนนี ในเดือนมีนาคม ปี 2489

. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ได้สรุปเนื้อหาในพระนิพนธ์ฉบับนี้ดังต่อไปนี้(2) (ขีดเส้นใต้เป็นของผู้เขียน)

พระองค์เจ้าธานีฯ เสนอในบทความว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้วมาแต่โบราณกาล คือ พระมนูธรรมศาสตร์ รัฐธรรมนูญอย่างหลัง 2475 เป็น "pure foreign institution" (p.101) ภายใต้รัฐธรรมนูญตามประเพณีนี้ พระมหากษัตริย์มิได้ทรงมีพระราชอำนาจล้นฟ้าไร้ขอบเขต แต่พระราชอำนาจกลับต้องอยู่ภายในกรอบของทศพิธราชธรรม และธรรมเนียมอื่นๆ อีกมากมาย นั่นคือต้องทรงเป็นธรรมราชา

พระองค์เจ้าธานีฯ วาดภาพประวัติศาสตร์ไทยอันสวยหรูว่า พระมหากษัตริย์ไทยที่ผ่านมาเป็นเสมือนบิดาปกครองบุตรดังตกทอดมาแต่สมัยสุโขทัย มีการแขวน "gong" (ฆ้อง?)รับร้องทุกข์ แม้ต่อมาจะรับอิทธิพลลัทธิเทวราชของเขมร แต่พระมหากษัตริย์ไทยที่เปรียบเสมือนบิดาปกครองบุตรยังคงสืบทอดต่อมาจนถึง 2475 พระองค์เจ้าธานีฯทรงย้ำว่าพระมหากษัตริย์ไทยเป็น The Great Elect อยู่แล้ว คือประชาชนร่วมใจกันเลือกแล้วเทิดทูนขึ้นเป็นเจ้าชีวิตเจ้าแผ่นดินตามคติ "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ"

นี่คือทฤษฎีของไทยว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เป็นจารีตธรรมเนียมที่ไม่เคยมีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร(13) ทฤษฎีพระมหากษัตริย์เช่นนี้เองที่เป็นฐานของการรื้อฟื้นบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ระหว่าง 2490-2494 และนับจากยุคสฤษดิ์เป็นต้นมา


เมื่อพิจารณาถึงที่มาของคำว่า
"อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" ซึ่งคำนี้ ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้ให้ความหมายเอาไว้ว่า "อเนกชนนิกรสโมสรสมมุติ" แปลว่า บรรดาพลเมืองทั้งปวงมารวมกันแล้วตั้งกษัตริย์ ผู้เสนอเรื่องนี้ อ้างว่า กษัตริย์ของไทย เป็น เอนกนิกรฯ คือ พลเมืองพร้อมใจยอมรับให้กษัตริย์มีพระราชอำนาจปกครองเหนือพลเมืองเอง (คือเป็น "ประชาธิปไตย" อย่างหนึ่ง) (3)

แต่หากเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ก็จะพบว่าการขึ้นสู่พระราชบัลลังก์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องอยู่กับการต่อแย่งชิงอำนาจกับขุนนางตระกูลบุนนาคอยู่มาก คำว่าอเนกชนนิกรสโมสรสมมตินั้นเป็นเงื่อนไขเฉพาะรัชสมัยของพระมหากษัตริย์บางพระองค์เท่านั้น หาได้เป็นสถานการณ์สำหรับทุกรัชสมัยไม่


พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล่าไว้ในหนังสือ
"ประวัติต้นรัชกาลที่ 6" ซึ่งพระองค์เป็นผู้นิพนธ์โดยใช้พระนาม ราม วชิราวุธ โดยกล่าวถึงช่วงการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไว้ว่า

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงพระประชวรหนักนั้น ก็ได้มีผู้ตระเตรียมการกันไว้พร้อม. แต่ไม่มีฝ่ายใดพร้อมเพรียงหรือมีกำลังมากเท่าสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ (ดิศ บุนนาค. ซึ่งเวลานั้นเปนเจ้าพระยาพระคลัง, ว่าที่สมุหพระกลาโหม) กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อย (ทัด บุนนาค, ซึ่งในเวลานั้นเปนพระยาศรีพิพัฒน์), และท่านทั้ง ๒ นี้ตั้งใจไว้มั่นคงว่าต้องให้ทูลกระหม่อมปู่ได้ราชสมบัติ, และไม่ยอมเปนอันขาดที่จะให้ลูกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าได้, ท่านทั้ง ๒ นี้มีความแค้นเคืองพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าอยู่, เพราะสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่นั้นได้เป็นผู้ ๑ ในพวกที่สนับสนุนให้พระนั่งเกล้าขึ้นทรงราชย์, แต่มาครั้งเมื่อพระนั่งเกล้ากริ้วหม่อมไกรสร ได้พลอยกริ้วสมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่ด้วย, จนต้องหนีอกไปตั้งกองสักเลขอยู่ที่เมืองชุมพร จึ่งได้รอดภัย
...
ฉนั้นพอพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเสด็จสวรรคตลง สมเด็จเจ้าพระยาองค์ใหญ่กับสมเด็จเจ้าพระยาองค์น้อยก็รีบไปจัดการล้อมวงที่วัดบวรนิเวศ, และอัญเชิญเสด็จทูลกระหม่อมปู่เข้าไปในพระบรมมหาราชวังทั้งๆ ยังทรงพระผนวชอยู่, และทูลอัญเชิญให้เสด็จลาผนวชในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, แล้วและจัดการให้มีการถือน้ำโดยเร็วด้วย.
...
ในขณะเมื่อทูลกระหม่อมปู่ทรงพระประชวรหนักนั้น พะเอินทูลกระหม่อมของฉันก็ทรงพระประชวรเปนไข้มีพระอาการมากอยู่ด้วยเหมือนกัน. อีกประการ ๑ ในเวลานั้นทูลกระหม่อมก็มีพระชนมายุเพียง ๑๕ เต็มๆ เท่านั้น, ทูลกระหม่อมปู่จึ่งได้มีพระราชดำรัสฝากให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ช่วยเปนผู้ประคับประคองด้วย สมเด็จเจ้าพระยาเห็นว่าเปนโอกาสเหมาะที่จะรวบรัดอำนาจไว้ในกำมือของตน, ฉนั้นเมื่อได้ไปเชิญเสด็จทูลกระหม่อมจากพระตำหนักสวนกุหลาบเข้าไปประทับที่ในพระฉากในพระที่นั่งอมรินทร์แล้ว, และได้จัดการถือน้ำตามประเพณีแล้ว, ก็ยังมิได้ให้เรียกทูลกระหม่อมว่า "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว", เพราะเขานึกว่าทูลกระหม่อมจะสวรรคตเสียก่อนที่จะได้ราชาภิเษก (4)


ดังสาเหตุที่ได้ยกมาข้างต้นนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎฯ ได้ทรงแสดงให้เห็นชัดว่า การเข้ามาข้องเกี่ยวในอำนาจของขุนนางตระกูลบุนนาคในช่วงครองราชย์ของรัชกาลที่
4 และรัชกาลที่ 5 ทำให้มีการใช้ข้อความในสร้อยพระนามว่า สิรินธรมหาชนนิกรสโมสรสมมติ สำหรับรัชกาลที่ 4 (5) และสร้อยพระนามว่า อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ สำหรับรัชกาลที่ 5 (6) อันแตกต่างไปจากสร้อยพระนามว่า บรมชนกาดิศรสมมต ของรัชกาลที่ 6 เอง (7) ซึ่งพระองค์ก็ได้แสดงความเห็นในข้อนี้อย่างชัดเจนว่า เป็นเพราะ ที่มาในการครองราชย์ของพระองค์ที่แตกต่างกัน เนื่องจากพระองค์เป็นรัชทายาทในรัชกาลที่ 5 อย่างถูกต้อง ดังต่อไปนี้

ในประกาศนี้ได้ออกพระนามของฉันเต็มตลอดสร้อยเปนครั้งแรก สร้อยพระนามนั้น กรมหลวงวชิรญาณเปนผู้ทรงคิด และโดยมากก็มีคล้ายๆ สร้อยพระนามของทูลกระหม่อมปู่และของทูลกระหม่อม ที่แก้ใหม่คือนามกรมเดิมของฉันเอาไว้ในสร้อยว่า "บุริมศักดิสมญา เทพทวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุตสมบัติ" ต่อนี้เปนข้อความแสดงคุณสมบัติส่วนตัวของฉันว่า "เสนางคนิกรรัตน์ อัศวโกศล ประพนธปรีชา มัทวสมาจาร" ที่มีแสดงคุณสมบัติส่วนตัวได้เช่นนี้ เพราะในเมื่อราชาภิเษกฉันมีอายุมากพอที่จะได้แสดงคุณสมบัติให้ปรากฎบ้างแล้ว ในข้อนี้ท่านผู้ที่คิดสร้อยพระนามทูลกระหม่อมอกจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะได้เสด็จขึ้นทรงราชย์ตั้งพระชนมายุยังน้อย, สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณทรงนึกอะไรไม่ออก จึ่งทรงคิดถวายไว้แต่เพียงว่า. "เปรมกมลขัตติยราชประยูร มูลมุขมาตยาภิรมย์" เท่านั้น. อนึ่งอาศัยเหตุที่ทูลกระหม่อมได้ทรงสมมตฉันเปนรัชทายาท. จึ่งได้มีข้อความปรากฏในสร้อยพระนามของฉันว่า "บรมชนกาดิศรสมมต" แทนคำว่า "อเนกชนนิกรสโมสรสมมต" ที่มีในสร้อยพระนามของทูลกระหม่อม (8)


พรรณี บัวเล็กได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาการครอบงำของเหล่าขุนนางตระกูลบุนนาคเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังแสดงออกให้เห็นชัดถึงสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจ เพราะในช่วงสี่ปีแรกของรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ต้องประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก ในปี พ
.. 2414 เมื่อถึงเวลาพระราชทานเบี้ยหวัดให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ เป็นจำนวนเงิน 11,000 ชั่ง เจ้าหน้าที่พระคลังมหาสมบัติ ผู้รับผิดชอบด้านการเงินต้องวิ่งหาเงินจำนวนนี้ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า "เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพตลอดมาจนถึงปีมะแม เป็นเงิน 100,000 ชั่ง" เงินของหลวงได้รั่วไหลอยู่ในมือขุนนาง และเจ้าภาษีนายอากรเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัญหาการรั่วไหลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของสถาบันกษัตริย์และการบริหารการคลังแบบเดิมก่อนการปฏิรูป

ในปี พ
.. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเริ่มต้นขบวนการปฏิรูป โดยการจัดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒน์ ทันทีที่พระองค์ทรงประกอบพิธีบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจในการบริหารเต็มที่ในปีนั้น เพื่อให้หอรัษฎากรฯ ทำหน้าที่รวบรวมรายได้ของแผ่นดิน ควบคุมการประมูลและการชำระเงินของเจ้าภาษีนายอากร โดยเจ้าภาษีฯ ต้องชำระเงินโดยตรงกับหอรัษฎากรฯ ไม่ต้องผ่านขุนนางเหมือนเดิม ซึ่งการปฏิรูปในลักษณะนี้ในช่วงแรกยังมีอุปสรรคเนื่องจากถูกต่อต้านจากเจ้านายและขุนนางบางกลุ่มที่มีผลประโยชน์อยู่ (9)

. ศิวรักษ์ ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทำนองเดียวกัน

ทางด้านการเงินนั้น ทรงคิดตั้งหอรัษฎากรพิพัฒ เพื่อควบคุมการเก็บเงินเข้าท้องพระคลัง พอทรงจับดำเนินการด้านนี้ ก็ต้องมีเรื่องวิวาทกับผู้ที่คุมอำนาจอยู่เดิมอย่างไม่เป็นปัญหา เพราะเงินย่อมเป็นที่ปรารถนาของผู้ทรงอำนาจ ไม่ว่าในสมัยนี้ หรือสมัยโน้น ผลก็คือพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช) เสนาบดีจตุสดมภ์กรมนา ถูกถอดออกจากตำแหน่ง เพราะส่งเงินให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ แทนส่งมาถวายหลวง การถอดเสนาบดีเช่นนี้ เท่ากับว่าเป็นการลองกำลังของฝ่ายสมเด็จเจ้าพระยาฯ แท้ๆ ทีเดียว ใช่แต่เท่านั้น ชุดคนหนุ่มที่ยกย่องพระองค์ท่านเป็นผู้นำ ก็เริ่มมีบทบาทก้าวร้าวชุดคนแก่ที่กุมอำนาจมากยิ่งขึ้นทุกที ดรุโณวาท หรือหนังสือพิมพ์การเมืองฉบับแรกของไทย ได้ลงบทความของพวกสยามหนุ่ม โจมตีพวกสยามแก่อย่างแรงๆ หลายครั้ง (ที่คนหนุ่มในมหาวิทยาลัยอันตั้งตามพระบรมนามาภิไธยโจมตีคนแก่ในสถาบันนั้นในปัจจุบัน ก็คงไม่แตกต่างไปจากสิ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.. ๒๔๑๗ เท่าไรนัก) ที่ร้ายก็ตรงที่บางครั้งเจ้าพระยาภาสกรวงศ์เขียนลงพิมพ์ เล่นงานพี่ชาย ผู้เป็นกุลเชษฐ์ของตนเองด้วยซ้ำไป (10)

...


ดังนี้แล้วความเป็นมาและเป็นไปของสถาบันพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงเป็นไปในลักษณะของ การมีการเมือง อันหมายถึงการช่วงชิงอำนาจระหว่างขุมกำลังต่างๆ ทั้งจากฝ่ายในชั้นเจ้านาย หรือจากฝ่ายขุนนางที่สั่งสมอำนาจได้อย่างเพียงพอ


การสืบทอดราชสมบัติหาได้มีความราบรื่นเป็นปึกแผ่นเฉกเช่นดังระบุเอาไว้ในหนังสือ
"พระราชอำนาจ" ของประมวล รุจนเสรี ไม่ ประมวลพยายามจะมองข้ามความขัดแย้งในเชิงอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงก่อนระบบสมบูรณาญาสิทธิราชไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าความเป็น "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" สะท้อนถึงความเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ประชาชนทั้งปวงยอมรับ ดังแสดงให้เห็นในข้อเขียนของเขา

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ความเป็นเจ้าชีวิต - เจ้าแผ่นดิน เปลี่ยนแปลงรูปแบบอีกครั้ง จากเทพสมมติ มาเป็น "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" คือ เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ประชาชนทั้งปวงยอมรับ ด้วยการที่ข้าราชการและราษฎรทั้งปวงพร้อมกันกราบทูลวิงวอนเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นครองราชสมบัติ นอกจากประชาชนจะยอมรับในองค์พระมหากษัตริย์แล้ว ประชาชนยังมีความเชื่ออีกว่า พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะต้องทรงตั้งมั่นในหลักธรรมะ คือ ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ และ จักรวรรดิวัตร ที่จะทรงใช้ในการทรงคุ้มครองและทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินและราษฎร (11)


จะเห็นได้ว่าข้อสรุปของประมวลนั้นขัดแย้งกับงานวิชาการที่ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศไทยสมัยใหม่ ดังเช่นงานเรื่อง
"การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์" ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ และงานเขียนเรื่อง "การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" ของผู้เขียนคนเดียวกัน

งานข้างต้นนี้ล้วนชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างขุนนางและพระมหากษัตริย์ เกิดขึ้นตามสภาพธรรมชาติของรูปแบบการคงอำนาจของทั้งสองฝ่าย ในกรณีของสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์จำเป็นต้องพึ่งพาทหารองครักษ์ต่างชาติ เนื่องจากขุนนางเป็นผู้คุมกำลังไพร่ส่วนใหญ่เอาไว้ และต้องย้ายพระองค์ไปประทับที่ลพบุรี แทนที่จะเป็นพระราชวังในกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภัยคุกคามจากเหล่าขุนนาง แต่ในที่สุดพระองค์ก็ต้องทรงถูก
"รัฐประหาร" โดยพระเพทราชาในที่สุด (12)

ในกรณีของพระเจ้ากรุงธนบุรีก็เช่นเดียวกัน เมื่อครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้ ในปี พ
.. 2318 พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ตัดสินพระทัยกวาดต้อนไพร่พลจากหัวเมืองเหนือลงมายังภาคกลาง เหตุการณ์นี้ทำให้ไพร่พลที่ถูกกวาดต้อนเหล่านี้กลายมาเป็นไพร่หลวงประจำกรมกองของราชการส่วนกลาง ซึ่งก็เท่ากับการเพิ่มอำนาจทางการเมืองแก่ขุนนางที่ไม่ใช่คนสนิทของพระเจ้ากรุงธนบุรี สาเหตุนี้ก็กลายเป็นสาเหตุแห่งการถูก "รัฐประหาร" ซึ่งนิธิ ได้วิจารณ์ว่าเป็นการรัฐประหารที่นองเลือดครั้งหนึ่งของเมืองไทย เพราะต้องมีการประหารขุนนางและเจ้านายในราชวงศ์ธนบุรีเมื่อครั้งผลัดแผ่นดินถึงร่วม 150 คน (13)

การปฏิรูปการปกครองของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมองในอีกทางหนึ่งได้ว่า เป็นการรวบอำนาจจากเหล่าขุนนางเข้ามาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช เพื่อทรงยุติความขัดแย้งอันเกิดขึ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับเหล่าขุนนางตามที่เกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์นั่นเอง

...


จะเห็นได้ชัดว่าวาทกรรม
"พระราชอำนาจ" นั้น ได้ถูกสร้างขึ้นล้อมรอบคำว่า "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" ซึ่งในภายหลังก็ได้มีผู้ประดิษฐ์คำศัพท์คำใหม่ขึ้นมาก็คือคำว่า "ราชประชาสมาสัย" โดย ดร. ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้แสดงให้เห็นว่าเป็น ม... คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ และ ดร. ชัยอนันต์ สมุทวนิช เป็นผู้เสนอคำศัพท์และแนวความคิดขึ้นมา โดยปราโมทย์ได้อธิบายความหมายของคำว่า "ราชประชาสมาสัย" เอาไว้ว่า “รัฐธรรมนูญแบบราชประชาสมาสัยมิใช่สิ่งลึกลับอะไร มีความคิดปรารถนาและการพูดถึงกันมาแล้วอย่างน้อย 33 ปี รัฐธรรมนูญแบบราชประชาสมัยก็คือ การผนึกพลังแผ่นดินเข้ากับพลังแผ่นฟ้า อันได้แก่ การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางแท้จริงของประชาชนกับการสถาปนาพระราชอำนาจตามระบอบรัฐธรรมนูญ และนิติราชประเพณี ให้ปกป้องไพร่ฟ้าประชาชนและประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง” (14)

ดร
. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้วิเคราะห์คำว่า "ราชประชาสมาสัย" มาจาก ราช + ประชา + สม + อาสัย แปลว่า ราชากับประชาชนพึ่งพิงซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ก็มีคนค้านว่าอาจเป็นการนำสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากพระองค์อยู่นอกเหนือจากการเมือง แต่ชัยอนันต์ ได้กล่าวแก้ไว้ในบทความว่า

"ความคิดทั้งสองประการนี้ ก่อให้เกิดแนวทางใหม่ซึ่งเป็นทางสายกลาง เราอาจเรียกวิธีการหรือระบบใหม่นี้ว่า ราชประชาสมาสัย กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน ร่วมกันปกครองประเทศ โดยมีรากฐานแห่งความชอบธรรมจากปวงชนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร" (15)


แต่ปัญหาที่สำคัญของ
"ราชประชาสมาสัย" หรือ "อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ" นอกจากจะสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ที่ผิดพลาด ดังที่ได้นำเสนอในตอนต้นของบทความนี้แล้ว ยังเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ เพราะเท่ากับจะย้อนสถานภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์กลับไปสู่ยุคก่อนปี 2475 ซึ่งนั่นหมายถึงเท่ากับว่าความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์ และประชาชนที่ได้เคยผ่านพ้นแล้ว อาจกลับคืนมาอีกครั้ง (16) ซึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น สังคมไทยก็ได้เลือกที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่นอกเหนือการเมือง (จึงเป็นที่มา ของข้อคัดค้านแนวคิดเรื่อง "ราชประชาสมาสัย" ของ ม... คึกฤทธิ์ และ ดร. ชัยอนันต์ ที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว)

ที่สำคัญก็คือแนวคิดลักษณะนี้ ไม่สอดคล้องกับแนวทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่เรียกกันว่า
constitional monarchy เอาเสียเลย เพราะในระบอบการปกครองแบบนี้ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงอยู่ในฐานะที่จะทำผิด (The king can do no wrong) ดังนั้นในกิจการใดที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง กฏหมายจึงบังคับให้ต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการเสมอ เพื่อเอาไว้รับผิดแทน ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ

ในระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทน นั้น ประชาชนเป็นตัวการ และเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยที่ประชาชนตั้งตัวแทนของตนเข้าไปใช้อำนาจอธิปไตย ในกิจการต่างๆของรัฐ การตั้งตัวแทนดังกล่าวมิได้หมายความว่าอำนาจอธิปไตยไปอยู่ที่ตัวแทน หากแต่อำนาจอธิปไตยยังคงอยู่ในมือของปวงชนชาวไทย


เนื่องจากประชาชน ยังคงสามารถใช้อำนาจของตนในการ ตรวจสอบ กำกับ ควบคุม ตัวแทนให้ทำตามความประสงค์ของตนได้ หากตัวแทนทำการผิดจากความประสงค์ของตน ประชาชนก็ย่อมมีอำนาจ ที่จะถอดถอนตัวแทนเก่าและตั้งตัวแทนใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทนได้เสมอ


นอกจากนี้ประชาชน ยังมีอำนาจที่จะให้ตัวแทน มารายงาน มาบอกเล่าเรื่องราวและกิจการที่ตัวแทนได้ไปทำ หรือมีแผนการจะทำให้ตัวแทนมาขอคำปรึกษา หรือขอความเห็นชอบก่อนที่จะดำเนินการในเรื่องสำคัญๆ ก็ได้


ดังนี้แล้วข้อเสนอของ ธงทอง จันทรางศุ ที่มีลักษณะเดียวกันกับแนวทางของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร
(ที่ ม... คึกฤทธิ์ บอกว่านำมาจากแนวคิดของ นายวอลเตอร์ แบ็จฉ็อต) ที่ได้กล่าวว่า พระมหากษัตริย์ยังทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจสามประการคือ ประการแรก ทรงมีพระราชอำนาจที่จะทรงรับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล (The right tobe consulted), ประการที่สอง ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสนับสนุนรัฐบาล (The right to be consulted), และประการสุดท้าย ทรงมีพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือน (The right to warn) (17) นี้จึงเป็น พระราชอำนาจ และ ราชประชาสมาสัย ในทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย

...

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็น่าที่จะตั้งข้อสังเกตได้ว่า ผู้ที่กล่าวถึงแนวคิดในเรื่อง พระราชอำนาจ ซึ่งอ้างอิงอยู่กับคำศัพท์ อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ หรือ ราชประชาสมาสัย นั้น หากมิได้พิจารณาในมิติทางประวัติศาสตร์อย่างถ่องแท้แล้ว ก็น่าสงสัยอยู่ว่าอาจเป็นเพราะผู้เสนอต้องการสร้างภาพ ความเป็นไทย ในจินตภาพที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง ดังที่ ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า

การเลือกยืนอยู่ในฝ่ายที่ได้ชัยชนะในการต่อสู้ทางการเมืองในแต่ละช่วง หรืออย่างน้อยก็ไม่แสดงตนเป็นปรปักษ์ทางการเมืองอย่างเปิดเผย ก็ทำให้ ม... คึกฤทธิ์สามารถนำเสนอความคิดต่อสังคมโดยปราศจากอุปสรรค จนความคิดที่ ม... คึกฤทธิ์เสนอ มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสังคมไทย อันส่งผลให้ ม... คึกฤทธิ์กลายเป็น "ผู้มีอำนาจทางปัญญา" หรือมี "ปัญญาบารมี" สูงขึ้นมาก นับตั้งแต่ครึ่งหลังของทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา (17)


นอกจากปัญหาเรื่องนี้แล้ว ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะเข้าใจผิดถึงการพยายามรื้อสร้างความหมายใหม่ให้กับการอภิวัฒน์
2475 ซึ่งเป็นการรื้อสร้างในลักษณ์กลับหัวกลับหาง อันเป็นรากฐานของความคิดในการร่างรัฐธรรมนูญและความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่นำไปสู่ "ระบอบการเมืองกลายพันธุ์" ตลอดจน การอภิวัฒน์ 2475 ได้สูญเสียสถานะ ความหมายและความชอบธรรมในความรับรู้และความทรงจำของผู้คนอันนำไปสู่ "เรื่องเล่าอื่น" ที่เป็นอภิมหาอรรถกถาครอบจักรวาลที่ทำให้สรรพสิ่งในระบอบฯ นี้