<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>วิกฤติ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้เมื่อไร ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081110/816</link>
 <description>แม้จะเพิ่งเริ่มเผชิญกับ
การชะลอตัวของเศรษฐกิจ (โดยคาดว่า เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างชัดเจนในปี 2009)
แต่ก็เริ่มมีคนตั้งคำถามแล้วว่า เศรษฐกิจจะเป็นขาลงนานเพียงใดและเมื่อไรจะฟื้นตัว
คำถามดังกล่าว ตอบยาก แต่สามารถนำเอาประสบการณ์ในอดีตมาเล่าสู่กันฟังได้
โดยเฉพาะประเทศอเมริกา 
&lt;p&gt;
จากข้อมูลของ National Bureau of Economic Research (NBER) ในช่วงปี
1854-2001 หรือ ประมาณ 150 ปี เศรษฐกิจมีวัฏจักรขึ้น-ลงรวมทั้งสิ้น 32 รอบ
โดยแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. ปี 1854
ถึงการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 (1854-1919) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. สงครามโลกครั้งที่ 1
ถึงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3 .ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 2001
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ NBER ยังมิได้ชี้ชัดว่า เศรษฐกิจรอบนี้เริ่มถดถอยลงเมื่อใด
แต่นิยามของความถดถอยทางเศรษฐกิจ คือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐ &lt;b&gt;หดตัวลงอย่างน้อย
2 ไตรมาสติดต่อกัน&lt;/b&gt; ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่า NBER
จะฟันธงว่า เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มถดถอย&lt;b&gt;ตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้&lt;/b&gt;
แปลว่าวัฏจักรของเศรษฐกิจหรือรอบของเศรษฐกิจครั้งล่าสุดนี้ จะยาวนานถึง &lt;b&gt;7
ปี หรือ 84 เดือน
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/us_economics.jpg&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;160&quot; height=&quot;92&quot; /&gt;โดยเฉลี่ยแล้วหากดูจากตาราง จะเห็นว่า ถ้าพิจารณาทั้งช่วง 150 ปี
ช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนั้น จะยืดเยื้อประมาณ 17 เดือน
แต่หากจะแยกเป็นช่วงเวลาดังกล่าวข้างต้น ก็จะเห็นว่าในสมัยก่อน
เศรษฐกิจ จะอยู่ในช่วงตกต่ำเป็นเวลานานกว่าสมัยปัจจุบันอย่างมาก คือ ในช่วง
1854-1919 นั้นความตกต่ำจะยืดเยื้อนานโดยเฉลี่ยถึง 22 เดือน และลดลงมาที่
18 เดือนในช่วง 1919-1945 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจากกรุงเทพธุรกิจ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมานั้น
ความถดถอยทางเศรษฐกิจจะกินเวลาแค่ 10 เดือนโดยเฉลี่ย หากจะนำเอาช่วง 1945-2001
มาเป็นเกณฑ์ ก็จะพบว่าช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำนานที่สุด คือ ช่วงปลายปี 1973
ถึงต้นปี 1975 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน)
ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติน้ำมันตะวันออกกลาง
ซึ่งทำให้เงินเฟ้อปรับขึ้นสูงเป็นเลข 2 หลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และช่วงกลางปี 1981 ถึงปลายปี
1982 (รวมทั้งสิ้น 16 เดือน) ซึ่งสหรัฐปรับดอกเบี้ยขึ้นสูงถึง 20%
เพื่อสกัดเงินเฟ้อทำให้เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
สองช่วงดังกล่าวถือได้ว่า เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกได้รับความบอบช้ำมากที่สุด
จึงอาจสรุปได้ว่าหากการถดถอยทางเศรษฐกิจรอบนี้ ได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ก็น่าจะเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจจะตกต่ำประมาณ 1 ปี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่หากมองว่า มีปัญหามากและยืดเยื้อ ก็เป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจ อาจตกต่ำยาวนานประมาณ 1 ปีครึ่ง สำหรับผู้ที่สงสัยว่าช่วง Great Depression
นั้น รุนแรงมากเพียงใด ก็ต้องตอบว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยยาวนานถึง &lt;b&gt;43
เดือน&lt;/b&gt; (1929-1933) โดยจีดีพีของสหรัฐหดตัวลง 29%
ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุด หากไม่นับการหดตัวในช่วงที่เกิดสงครามโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทำให้ประเทศที่ต้องเผชิญกับสงคราม อาทิเช่น
เยอรมนีต้องประสบกับการหดตัวของจีดีพีถึง 68% ในช่วง 1943-1946 เป็นต้น อาจสรุปได้ว่าการถดถอยทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันนั้น
น่าจะเป็นช่วงเวลาที่เฉลี่ยแล้ว ไม่นานเกิน 1 ปี และอย่างมากก็น่าจะไม่เกิน
18 เดือน นอกจากนั้น การหดตัวทางเศรษฐกิจก็น่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 2-3%
เป็นอย่างมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับส่วนของการว่างงานนั้น ก็น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2-4%
จากช่วงที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะปกติ ซึ่งจะมีการว่างงานประมาณ 4-5% แต่ข่าวดี คือเศรษฐกิจจะมีช่วงที่ดียาวนานกว่าช่วงที่แย่อย่างเห็นได้ชัด อาทิเช่น
ในช่วง 1854-2001 นั้น ช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวดีนั้น ยาวนานถึง 38 เดือน
หรือกว่า 1 เท่าตัวของช่วงที่เศรษฐกิจถดถอย คือ 17 เดือน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และหากดูข้อมูลเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน (1945-2001)
ก็จะเห็นว่า เศรษฐกิจโดยเฉลี่ยขยายตัวนานถึง 57 เดือน ในขณะที่ตกต่ำเฉลี่ย
10 เดือนต่อหนึ่งรอบ แปลว่าช่วงที่ดีขึ้นมากกว่าช่วงที่แย่เกือบ 6 ต่อ 1
ซึ่งส่วนหนึ่งต้องยกให้ว่า เป็นความรู้ความสามารถของระบบเศรษฐกิจและผู้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพและขยายตัวได้ อย่างต่อเนื่องยาวนานมากขึ้นกว่าสมัยก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญที่สุด คือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจรอบนี้
แตกต่างจากการตกต่ำทางเศรษฐกิจในรอบก่อนๆ อย่างมาก
ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงอนาคตน้อยกว่าที่หลายคนแสดงท่าทีเป็นห่วง อาทิเช่น
การพูดกันว่าจะเกิดการว่างงานเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน ทั้งนี้ เพราะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. การถดถอยทางเศรษฐกิจครั้งนี้
เป็นการถดถอยที่มีการรับรู้ก่อนหน้ายาวนานหลายเดือน ปกติแล้ว รัฐบาลต่างๆ
มักจะถกเถียงกับนักวิเคราะห์และนักธุรกิจว่า
เศรษฐกิจยังดีอยู่และกว่าจะยอมรับว่าเศรษฐกิจเข้าสู่สภาวะถดถอย
ก็มักจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจจริงตกต่ำอย่างมากแล้ว
ทำให้การดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจล่าช้าและขาดความจริงจัง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในครั้งนี้ ทุกฝ่ายเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายเอกชนก็เตรียมปรับตัว
ในขณะที่รัฐบาลก็เร่งรีบที่จะออกนโยบายการเงินการคลังมาพยุงเศรษฐกิจ
ซึ่งจากประสบการณ์ของผมนั้น การที่เรารับรู้ปัญหาก่อนหน้า
จะทำให้เราสามารถลดผลกระทบของปัญหาได้อย่างมาก
เพราะสิ่งที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ
ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. วิกฤติทางการเงินทำให้การเก็งกำไรในราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ
ปรับตัวลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะการลดลงของราคาน้ำมันจาก 147
ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาเป็น 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ทำให้คาดว่า ประเทศไทยจะสามารถเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้ในปีหน้า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดแปลว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาสภาพคล่อง
หรือการขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดผลกระทบ จากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก นอกจากนั้น
การลดลงของราคาน้ำมัน ก็จะเหมือนกับการลดภาษีและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน
คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4-5 แสนล้านบาท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3. ธนาคารกลางของโลกได้ปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 2-3
เดือนที่ผ่านมา และคงจะแข่งกันลดดอกเบี้ยลงอีกในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า
แม้กระทั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระมัดระวังอย่างมาก
ก็น่าจะสามารถปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีกประมาณ 1% ในช่วง 14 เดือนข้างหน้า
ทั้งนี้ เพราะเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และไม่น่าจะสูงกว่า 3%
ในปี 2009 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การผ่อนคลายนโยบายการเงินนั้น
ผิดจากภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจในอดีตที่มักจะเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจจริง
หรือภาคการผลิตร้อนแรงเป็นพิเศษ กระตุ้นให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นอย่างมาก
ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ ต้องเร่งปรับดอกเบี้ยขึ้นสูง
ทำให้เศรษฐกิจต้องหักหัวลงสู่สภาวะตกต่ำในที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี ปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรปนั้น
มีความสลับซับซ้อนอย่างมากและความเสียหายก็ดูเหมือนว่า จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เช่นล่าสุด ธนาคารกลางอังกฤษประเมินว่า
ความเสียหายของสถาบันการเงินนั้นทั้งสิ้นประมาณ &lt;b&gt;2.8 ล้านล้านบาท&lt;/b&gt;
หรือมากกว่าที่ไอเอ็มเอฟเคยประเมินเอาไว้ที่ 1.4
ล้านล้านบาทในเดือนที่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ปัญหาความตึงตัวของสินเชื่อทั่วโลก
จึงน่าจะเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้
เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้น
ก็ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินทรัพย์
และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องอีกด้วยครับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=5040&amp;amp;user=supavut#&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์เศรษฐศาสตร์จานร้อน กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081110/816#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/274">economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/120">เศรษฐกิจถดถอย</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/us_economics.jpg" length="5341" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 10 Nov 2008 23:49:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">816 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การรับมือวิกฤติเศรษฐกิจและความกล้าหาญทางการเมืองของธุรกิจไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081101/789</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเชื่อมั่น&lt;/b&gt; คือทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธุรกิจและการเงิน
ความยุ่งเหยิงในโลกการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลอดสองเดือนที่ผ่านมา
ส่งผลให้นักธุรกิจหวาดผวา ไปกับความร้ายแรงของการขาดความเชื่อมั่น
รัฐบาลทั่วโลกตื่นตระหนกและอัดฉีดเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ
เพื่อรักษาความมั่นคงของระบบธนาคารโลกพร้อมๆ
ไปกับการกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนให้กลับคืนมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายต่างๆ ถูกออกแบบและผลักดันอย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความผันผวน
อาทิเช่น การตั้งกองทุน 7 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อทรัพย์สินด้อยค่า
การคุ้มครองเงินฝากของรัฐบาลยุโรป
รวมถึงการลดอัตราดอกเบี้ยกัน อย่างพร้อมเพรียงของธนาคารกลางทั่วโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ดูเหมือน จะไม่เพียงพอที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจให้กลับคืนมา
ได้เห็นได้จากการทรุดตัวอย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
หลังจากการรับรู้นโยบายดังกล่าว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายต่างๆ
จะมีผลเท่าใดไม่มีใครทราบ
แต่ที่นักธุรกิจทั่วโลก เห็นพ้องต้องกันอย่างหนึ่ง
คือการที่เศรษฐกิจของอเมริกาและยุโรปตะวันตก มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอยสูง
ผลกระทบจากภาคอสังหาริมทรัพย์ กระจายเข้าสู่ภาคการเงินการธนาคาร
และกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาคการบริโภคและอุตสาหกรรม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่จำเป็นต้องลุ้นกันต่อไป คือ ภาวะถดถอยที่จะเกิดขึ้น&lt;b&gt;ลึกและนานเท่าใด&lt;/b&gt;
ในตลาดโลกราคาของสินแร่ต่างๆ เริ่มขยับลดลง รวมถึงการลดลงของค่าระวางเรือ
ซึ่งสามารถตีความได้ว่า ความต้องการสินค้า (Demand) ในตลาดโลกเริ่มหดหาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจต่อธุรกิจไทย มีให้เห็นบ้างแล้ว
ถึงแม้จะคาดเดาความรุนแรงไม่ได้ อย่างน้อยในสัปดาห์ที่แล้ว
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โตโยต้าผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของประเทศไทย
ได้ประกาศลดปริมาณการผลิตลงแล้ว&lt;b&gt;ร้อยละ 20 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นับตั้งแต่การเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทย (โดยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่ง
ในทศวรรษที่ 2500 เป็นหมุดหมาย) เราได้ผ่านวิกฤติเศรษฐกิจมาแล้วสองครั้ง
คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิกฤติจากราคาน้ำมันในครึ่งหลังของทศวรรษที่ 2510 และวิกฤติเศรษฐกิจปี
2540 บาดแผลของวิกฤติปี 2540
ยังสดไม่แห้งดีและฝันร้ายยังไม่หายไปจากความทรงจำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แน่นอนว่า
วันนี้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงกว่าปี 2540 อย่างไม่ต้องสงสัย
ธนาคารพาณิชย์ไทยมีอัตราทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (capital ratio)
อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกได้ว่าแข็งแรง
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีทุนสำรองต่างประเทศมหาศาล
ประเทศไทยยังได้ดุลการค้าอย่างต่อเนื่อง
หนี้สาธารณะอยู่ในเกณฑ์ต่ำเทียบต่อจีดีพี
และภาคธุรกิจมีกำไรสะสมอยู่ในเกณฑ์ที่ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การมีพื้นฐานที่ดีไม่ได้
หมายความว่า ประเทศไทยมีภูมิป้องกันจากวิกฤติเศรษฐกิจด้วยเหตุผลสองประการ
คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง&lt;/b&gt; โลกาภิวัตน์ได้หลอมรวมประเทศไทย ให้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานระดับโลกไปแล้ว ร้อยละ 70
ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ขึ้นอยู่กับการส่งออก
อุตสาหกรรมหลายสาขาในประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เอง
หากขาดความต้องการสินค้าและเงินลงทุนจากต่างประเทศ
(อย่างน้อยที่สุดในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งเป็น 2
อุตสาหกรรมที่ทำรายได้การส่งออกให้กับประเทศมากที่สุด) และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;สอง &lt;/b&gt;หากเกิดวิกฤติจริง สภาพคล่องทั่วโลกจะหดหาย เครดิตไลน์และเงินทุนจะถูกดึงออกจากประเทศ ทำให้การค้าและการลงทุนหยุดชะงัก หากเศรษฐกิจอเมริกาและยุโรปตะวันตกเป็นหวัด เศรษฐกิจไทยอาจเข้าขั้นโคม่าได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่มีใครอยากให้วิกฤติการเงินโลกลามถึงธุรกิจไทย และไม่มีใครอยากเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;คนเคยรวย&lt;/b&gt;&amp;quot;
แต่&lt;b&gt;ความประมาทและความมั่นใจในตนเองมากเกินไป คือ หนึ่งในสาเหตุของวิกฤติปี
2540 &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงวันนี้
เราอาจต้องเตรียมการรับมือต่อความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุด
บทเรียนหนึ่งที่เรารู้จากปี 2540 คือ
วิกฤติเศรษฐกิจนั้น เมื่อเกิดขึ้น จะเร็วและรุนแรงมากกว่าที่จะคาดคิดได้
ธุรกิจไทย สามารถเตรียมตัวรับมือวิกฤติที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยกลยุทธ์ &lt;b&gt;ห้าประการ&lt;/b&gt; อันได้แก่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการแรก&lt;/b&gt;
จำกัดการลงทุนในท้ายปีนี้และครึ่งปีแรกของต้นปีหน้า ให้เหลือน้อยที่สุด
ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดี
ธุรกิจควรลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในภาวะที่เศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่จะทรุด ธุรกิจต้องเลือกที่จะไม่ลงทุน ในการลงทุนที่ไม่ส่งผลบวกด้านการเงินในระยะสั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาวะวิกฤตินั้น เงินสดหรือสายป่านสำคัญกว่าสภาพกำไรหรือขาดทุน
นอกจากนี้การมีเงินสดสะสมไว้ในภาวะวิกฤติ ยังทำให้ธุรกิจเข้าถึงโอกาสในการซื้อสินทรัพย์หรือบริษัทที่มีสภาพย่ำแย่ จากวิกฤติในราคาที่ถูกด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สอง&lt;/b&gt;
ลดหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยผูกพัน โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น
เพราะในภาวะวิกฤติ หนี้ระยะสั้นอาจไม่สามารถหมุนทดรอบไปได้
เนื่องจากธนาคารเองจำเป็นต้องลดความเสี่ยงเช่นกัน
การลดภาระหนี้ จะทำให้ดอกเบี้ยที่ผูกพันเบาลง และงบดุลของบริษัทแข็งแรงขึ้น
งบดุลที่แข็งแกร่งขึ้นสามารถช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงเงินกู้ง่ายขึ้น
และมีต้นทุนเงินกู้ที่ถูกลงในภาวะวิกฤติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สาม&lt;/b&gt;
วางแผนกำลังคนอย่างยืดหยุ่น
ซึ่งทำได้ด้วยการเปิดให้มีการรับพนักงานประเภทเหมาช่วง (sub-contract)
เป็นอัตราส่วนที่มากขึ้นต่อพนักงานประจำ
หากเกิดภาวะที่ปริมาณความต้องการสินค้าจากลูกค้าน้อยลง
พนักงานประเภทเหมาช่วง จะทำให้ภาระในการลดต้นทุนค่าแรงเบาขึ้น
และสามารถทำให้บริษัทตัดสินใจได้รวดเร็วและทันท่วงที
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ข้อเสนอดังกล่าว อาจฟังดูรุนแรงสำหรับนักคิดหัวเอียงซ้าย
แต่ในวิกฤติทุนนิยมโลกาภิวัตน์
การใช้พนักงานเหมาช่วง เพื่อให้การลดต้นทุนแรงงานรวดเร็วเมื่อต้องการ อาจเป็น
สิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุด
เมื่อเทียบกับการที่ธุรกิจล้มและปล่อยให้พนักงานทั้งหมดตกงาน
โดยไม่ได้รับค่าชดเชย) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการที่สี่&lt;/b&gt;
กระจายข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการให้รวดเร็วในห่วงโซ่อุปทาน (supply
chain)
การผลิตหรือการบริการนั้น มีผู้รับช่วงอยู่ข้างบนและอยู่ข้างล่างเราเสมอในห่วงโซ่อุปทาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อมูลความต้องการสินค้าและบริการ มาจากธุรกิจที่อยู่ปลายโซ่สู่ธุรกิจต้นน้ำ
และสินค้าไหลจากธุรกิจต้นน้ำสู่ธุรกิจปลายน้ำ
ในภาวะที่เลวร้าย ความต้องการสินค้าของผู้บริโภคลดลง
ถ้าธุรกิจปลายน้ำสามารถทำให้ข้อมูลปริมาณสินค้าที่ลดลงถึงมือผู้ผลิตต้นน้ำ
ได้ยิ่งเร็วเท่าไร ผลกระทบในรูปแบบสินค้าคงเหลือ (ซึ่งมีค่าเท่ากับเงินสด)
ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ห่วงโซ่อุปทานที่กระจายข้อมูลได้รวดเร็ว จะสามารถลดความเสี่ยงและความสูญเสียของผู้ประกอบการในห่วงโซ่นั้นได้ดีกว่าคู่แข่ง และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ประการสุดท้าย&lt;/b&gt;
คือธุรกิจจำเป็นต้องเรียกร้องให้กลุ่มคู่ขัดแย้งทางการเมืองหยุดเคลื่อนไหว
วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติการเมือง
หากเกิดขึ้นพร้อมกัน ย่อมหมายถึง&lt;b&gt;ฝันร้ายของสังคม&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมี 4 อย่าง คือ&lt;b&gt; การบริโภคของประชาชน
การลงทุนภาคเอกชน การส่งออก และการใช้จ่ายภาครัฐ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกสามตัวแรก จะไม่สามารถใช้การได้ ในภาวะวิกฤติเพราะความเชื่อมั่นและความต้องการสินค้าหายไปจากระบบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น
หน้าที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาวะวิกฤติ จำต้องมีรัฐเป็นตัวเอก
(ดูตัวอย่างได้จากอเมริกาและยุโรปในรอบปีที่ผ่านมา)
รัฐที่พิการและไม่สามารถออกนโยบาย ที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จะทำให้สภาพการณ์เลวร้ายลงอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;วิธีที่จะหยุดความขัดแย้งทาง
การเมืองได้ คือ ร่วมเรียกร้องให้พันธมิตรหยุดการเคลื่อนไหว
เพื่อให้รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน ในการรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรที่ไร้เป้าหมาย
(หรือใครตอบได้ว่าเป้าหมายของพันธมิตรปัจจุบันคืออะไร?)&lt;/b&gt;
ทำให้สังคมแบ่งแยกและสร้างแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการรัฐประหาร ความวุ่นวาย
และ/หรือความรุนแรง ซึ่งไม่มีประโยชน์อย่างใดกับเศรษฐกิจเลย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ควรได้รับโอกาสในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
การเคลื่อนไหว&lt;b&gt;ที่เนิ่นนาน&lt;/b&gt;ของพันธมิตร
จะยิ่งทำให้ความมุ่งมั่นและเวลาที่เหลืออยู่น้อย สำหรับรัฐบาลในการรับมือ
ปัญหาเศรษฐกิจน้อยลงไปอีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักธุรกิจอาจต้องมีส่วนร่วมในการเตือนสติสังคม
ด้วยการบอกว่า การเคลื่อนไหวที่ไร้ความชอบธรรมทางการเมืองและไร้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ &lt;b&gt;ควรที่จะหยุดตัวเองได้แล้ว 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเสนอสี่ข้อแรก จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณในการดำเนินธุรกิจ ความสามารถในการบริหารองค์กรและความเด็ดขาดในการตัดสินใจ ข้อเสนอข้อสุดท้ายไม่จำเป็นต้องใช้อะไรเลย นอกจากความกล้าหาญที่จะแสดงจุดยืนทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/31/news_307695.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081101/789#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/12">การเมือง</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Sat, 01 Nov 2008 03:16:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">789 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Mark Cuban: วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/carbon/20081026/774</link>
 <description>&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Mark_Cuban&quot;&gt;Mark Cuban&lt;/a&gt; มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งบริษัทหลายแห่ง นักลงทุน
รวมถึงเป็นเจ้าของทีมบาสเก็ตบอล Dallas Maverick ในลีก NBA
เขียนแสดงความเห็นต่อวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ ลงบล็อกของเขาว่า
ทางแก้ที่ถูกต้องคือ ต้องกระตุ้นให้ผู้ประกอบการตั้งบริษัทขึ้นมาอีกมากๆ
เพื่อก่อให้เกิดการจ้างงาน
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ต้นฉบับ&lt;/b&gt; : &lt;a href=&quot;http://blogmaverick.com/2008/10/23/the-cure-to-our-economic-problems/&quot;&gt;The Cure To Our Economic Problems&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;แปล&lt;/b&gt; โดย &lt;b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.isriya.com/about&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์  &lt;/a&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ต้นฉบับงานแปล&lt;/b&gt; เผยแพร่ที่ &lt;a href=&quot;http://www.siamintelligence.com/wordpress/the-cure-to-our-economic-problems/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Siam Intelligence Unit&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000 
&lt;/p&gt;
&lt;h3&gt;&lt;center&gt;วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ถูกต้อง&lt;/center&gt;&lt;/h3&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมคงไม่อยากเป็นประธานาธิบดีในตอนนี้ ผู้สมัครทั้งสองคนนั้น เชื่อว่านโยบายด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอ จะช่วยให้เราพ้นจากวิกฤตไปได้ ความเป็นจริงก็คือ ทางแก้ที่ผู้สมัครชิงประธานาธิบดีทั้งสองคนเสนอนั้น เปรียบได้แค่การจัดเก้าอี้ใหม่ บนเรือไททานิคที่กำลังจะจมเท่านั้น &lt;b&gt;มันไม่มีความหมายเลย
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณอาจจะลดภาษีให้กับคนอเมริกัน 95% และขึ้นภาษีกับคนที่เหลือได้
คุณสามารถลดภาษีรายได้ของธุรกิจ
และดำเนินแผนลดภาษีของรัฐบาลบุชต่อได้เช่นเดิม
คุณอาจจะลดหรือเพิ่มภาษีเงินได้ 5-10% ก็ได้ไม่มีปัญหา
ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไร ประเทศของเราจะขาดดุลมากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะต้องยืมเงินต่างชาติหรือไม่ก็พิมพ์ธนบัตรเพิ่มมากขึ้น
ไม่ว่าจะเพิ่มภาษี 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง
&lt;b&gt;หายนะทางเศรษฐกิจครั้งนี้มันใหญ่เกินกว่าจะเยียวยาได้
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางแก้ที่แท้จริงคือ &lt;b&gt;การสร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ&lt;/b&gt; (Entrepreneur
Spirit) กลับมาอีกครั้งต่างหาก ชาติของเรานั้น สนับสนุนคนที่มีไอเดียใหม่ๆ
และผลักดันไอเดียของตัวเองให้เป็นจริงมาโดยตลอด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกครั้งที่เศรษฐกิจซบเซา ธุรกิจจากไอเดียใหม่ๆ
นั่นล่ะ ที่ช่วยพลิกประเทศกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม การผลิต
การขนส่ง เทคโนโลี การสื่อสารดิจิทัล
สิ่งเหล่านี้เปลี่ยนวิถีความเป็นอยู่ของเรา
กระตุ้นให้เศรษฐกิจและยกระดับชีวิตความเป็นอยู่แบบเดิมๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การตัดภาษีไม่เคยสร้างผลกระทบแบบเดียวกันนี้
คนที่สร้างมันขึ้นมาคือประชาชนอเมริกันต่างหาก
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการที่สร้างธุรกิจขึ้นมาจากมือเปล่านั้น ไม่เคยสนใจว่าต้องจ่ายภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ ตอนที่บิล เกตส์ ลาออกจากฮาร์วาร์ดมาตั้งไมโครซอฟท์
เขาไม่สนใจว่าอัตราภาษีตอนนั้นเท่าไร (แต่จริงๆ มันเยอะกว่าตอนนี้มาก)
ตอนที่ไมเคิล เดลล์ ตั้งบริษัท PC’s Limited ซึ่งกลายมาเป็นเดลล์ในตอนนี้
เขาไม่รู้หรอกว่าภาษีรายได้นิติบุคคลมันคืออะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ผมไม่คิดว่า จะมีผู้ก่อตั้งธุรกิจคนไหน เริ่มต้นธุรกิจของเขาด้วยการค้นหาว่า อัตราภาษีตอนนี้เป็นอย่างไร&lt;/b&gt; ผลกระทบของอัตราภาษีต่อการผลิตนั้น เป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์คิดกันไปเอง
ผู้ประกอบการไม่เคยเปลืองสมองกับเรื่องพรรค์นี้
เราต้องเอาเวลาไปคิดเรื่องที่สำคัญกว่า นั่นคือ &lt;b&gt;ธุรกิจ
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการมีชีวิตอยู่เพื่อประกอบการ
ผมไม่เคยคุยกับผู้ประกอบการคนไหน เกี่ยวกับเรื่องภาษีเลยสักครั้ง
ถ้ามีผู้ประกอบการคนไหนมาเสนอโครงการให้ผมและพูดถึงเรื่องภาษีว่า เป็นปัจจัยสำคัญต่อกิจการของเขา
ผมก็ไม่มีวันลงทุนในธุรกิจของเขาเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้ประกอบการ
ก็คือ &lt;b&gt;การสร้างความฝันให้เป็นจริง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการต้องมีวิสัยทัศน์ว่า&lt;b&gt; ต้องการจะทำอะไรและมีชีวิตอยู่เพื่อสร้างมันขึ้นมาให้ได้อย่างนั้น&lt;/b&gt;
ผลตอบแทนของการต่อสู้นี้คือ &lt;b&gt;ความสุขที่เห็นความฝันของเราเกิดขึ้นได้อย่างที่หวัง และผลตอบแทนเป็นตัวเงินจับต้องได้
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่วุ่นวาย
ไม่ต้องหาตัวคนผิดหรอกว่าใครเป็นคนทำ พวกเราเองนี่ล่ะ
ไม่ต้องคิดว่าผู้สมัครประธานาธิบดี พร้อมที่ปรึกษาคนไหน จะช่วยเราได้
&lt;b&gt;มันไม่มีประโยชน์
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางแก้คือ &lt;b&gt;สร้างจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการอเมริกันขึ้นมาใหม่&lt;/b&gt;
แทนที่เราจะมาโทษกันว่าใครผิด
เรามาขอให้ผู้สมัครประธานาธิบดี แสดงภาวะผู้นำให้เราเห็นสักเล็กน้อย
ให้เขามาช่วยปลุกจิตวิญญาณแห่งผู้ประกอบการ ดีกว่าไหม?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมไม่สนใจว่า ผู้สมัครคนไหนจะเป็นเพื่อนของผม
ใครจะสวดมนต์ให้ผมตอนที่เขาเข้าโบสถ์
ผมไม่สนว่า คุณจะรู้ไหมว่า รองประธานาธิบดีมีหน้าที่อะไร
คุณเคยโหวตเลือกประธานาธิบดีบุชหรือไม่
ผมไม่สนใจการสาดโคลนระหว่างผู้สมัครทั้งคู่
พวกนี้มันเป็นเรื่องไร้สาระทั้งนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เราต้องการคือ ให้ผู้สมัครประธานาธิบดีหยุดด่าฝ่ายตรงข้าม
และเริ่มหันกลับมามองประชาชนอเมริกัน ผลักดันพวกเราให้ลุกขึ้นสู้
ผมอยากเลือกผู้สมัครประธานาธิบดีแบบนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คืออนาคตของประเทศของเราที่ผมอยากให้เป็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่จะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้คนอเมริกันสร้างธุรกิจ สร้างผลิตภัณฑ์
ซึ่งสุดท้ายแล้วมันจะมารวมกันเป็นระบบเศรษฐกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือ &lt;b&gt;ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่คนธรรมดาทั่วไปควรตั้งธุรกิจ&lt;/b&gt;
ช่วงเวลาแบบนี้ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ มัวแต่ไปสนใจเรื่องความอยู่รอดทางธุรกิจ
&lt;b&gt;คุณไม่จำเป็นต้องมีเงิน แต่สิ่งที่คุณต้องมีคือ สมองและความมุ่งมั่น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนที่ผมตั้งบริษัทแรกในชีวิตคือ MicroSolutions
ตอนนั้นเศรษฐกิจ ก็ตกต่ำอย่างแรง ผมไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร
ผมไม่รู้ว่า ต้องจ่ายภาษีเท่าไรและผมไม่สนใจ ผมแค่มีไอเดีย มีที่ให้นอน
และมีแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตอนนี้ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ &lt;b&gt;จะต้องลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศกันแล้ว &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เรามีหน้าที่ต้องสร้างธุรกิจ ทำให้เกิดการจ้างงาน
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;นี่คือวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริง
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/carbon/20081026/774#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/266">ปัญหา</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/267">อเมริกา</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/240">โลก</category>
 <pubDate>Sun, 26 Oct 2008 13:43:46 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">774 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายอำลานักลงทุนของ Andrew Lahde</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081022/765</link>
 <description>&lt;p&gt;
Andrew Lahde ผู้ก่อตั้งและบริหาร Lahde Capital Management เป็นหนึ่งในผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) น้อยราย ที่พยากรณ์วิกฤตซับไพรมถูกต้อง ก่อนเกิดเหตุและทำไรมหาศาลจากการเก็งดังกล่าว (เช่นด้วยการชอร์ตหลักทรัพย์ที่อิงซับไพรม)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กองทุนของเขากองหนึ่ง ทำกำไรได้สูงถึง 870% ในปี 2007 – &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/b0a40c72-9c83-11dd-a42e-000077b07658.html&quot;&gt;หนึ่งในอัตรากำไรสูงสุดตลอดกาลของธุรกิจเฮดจ์ฟันด์&lt;/a&gt;ในเดือนตุลาคม 2008 เขาได้ประกาศอำลาวงการ
ยุบเลิกกองทุนทั้งหมด ภายใต้การบริหารจัดการ คืนเงินให้กับนักลงทุน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่อไปนี้เป็นจดหมายถึงนักลงทุนฉบับสุดท้ายของ Andrew Lahde ที่ตีพิมพ์ใน
Financial Times:
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
…….
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;Letter: Andrew Lahde, Lahde Capital Management&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;แปลจาก &lt;a href=&quot;http://www.ft.com/cms/s/0/128d399a-9c75-11dd-a42e-000077b07658,s01=1.html&quot;&gt;จดหมายของ Andrew Lahde&lt;/a&gt;&lt;/i&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;p&gt;
	17 ตุลาคม 2551
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	วันนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อคุยทับ เมื่อคำนึงถึงความเจ็บปวดที่แทบทุกคนกำลังประสบ การคุยทับจะผิดกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง ผมไม่ได้เขียนเพื่อพยากรณ์อนาคตด้วย เพราะเหตุการณ์ส่วนใหญ่ที่ผมพยากรณ์ในจดหมายฉบับก่อนๆ ได้เกิดขึ้นแล้วหรือไม่ก็กำลังเกิดขึ้น แทนที่จะทำอย่างนั้น ผมกำลังเขียนเพื่อจะเอ่ยคำลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เมื่อไม่นานมานี้ หน้าหนึ่งของ Section C ใน Wall Street Journal ลงความเห็นของผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์คนหนึ่ง ที่กำลังปิดกองทุนเหมือนกัน (เขาบริหารกองทุนขนาด $300 ล้าน) ว่า
	“ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจเฮดจ์ฟันด์ก็คือ ผมเกลียดมัน ”
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมเห็นด้วยกับความเห็นนี้อย่างเต็มเปี่ยม ผมทำธุรกิจนี้เพื่อหาเงิน วิธีที่ง่ายเหมือนปอกกล้วยก็คือ หาเงินจากไอ้งั่งทั้งหลาย ที่ผู้ปกครองจ่ายเงินให้ไปเรียนไฮสกูลแพงๆ มหาวิทยาลัยเยล
	แล้วก็ต่อด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจจากฮาร์วาร์ด 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	คนพวกนี้ พวกที่(มักจะ)ไม่คู่ควรกับการศึกษาที่พวกเขาได้รับ (หรืออ้างว่าได้รับ)ได้เลื่อนตำแหน่งไปถึงจุดสูงสุดของบริษัทอย่าง AIG, Bear Stearns และLehman Brothers และรัฐบาลของเราทุกระดับ ท้ายที่สุดแล้วพฤติกรรมทั้งหมดที่สนับสนุนเหล่าอภิสิทธิ์ชนนั้น ทำให้ผมหาคนที่โง่พอ ที่จะอยู่อีกข้างหนึ่งของดีลผมได้ง่ายดายกว่าเดิม พระเจ้าคุ้มครองอเมริกาจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	มีคนมากเกินไปที่ผมควรขอบคุณสำหรับความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ผมไม่อยากฟังเหมือนนักแสดงฮอลลีวูดที่กำลังรับรางวัล เงินที่ได้ ก็เป็นรางวัลมากพอแล้ว นอกจากนี้คนที่อยู่บนรายชื่อยาวไม่สิ้นสุด ล้วนรู้ตัวดีว่าพวกเขาสมควรได้รับคำขอบคุณจากผม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมจะไม่บริหารเงินให้กับคนอื่นๆ หรือสถาบันอีกแล้ว ผมมีความมั่งคั่งของตัวเองมากพอที่จะบริหาร บางคนที่คิดว่าคำนวณความร่ำรวยของผมได้อย่างน่าเชื่อถือ อาจแปลกใจที่ผมเลิกทำงานนี้ ด้วยหีบสมบัติที่เล็กขนาดนี้ ก็ไม่เป็นไร ผมพอใจแล้วกับรางวัลที่ได้รับ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นอกจากนี้ ผมก็จะปล่อยให้คนอื่นสะสมตัวเลขความร่ำรวยเก้า สิบ หรือสิบเอ็ดหลัก ในระหว่างที่ชีวิตของพวกเขาจะเฮงซวยมาก มีนัดชนกันทุกวัน ไม่เว้นช่วงตลอดสามเดือนข้างหน้า พวกเขาจะตั้งหน้าตั้งตารอ ช่วงวันลาพักร้อนสองสัปดาห์ในเดือนมกราคม ช่วงเวลาที่พวกเขาคงจะตัวติดกับแบล็กเบอรี่หรือเครื่องอื่นๆ ที่คล้ายกัน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ทำแบบนั้นไปทำไม? คนจะลืมพวกเขาภายในห้าสิบปีอยู่ดี Steve Balmer, Steven Cohen, และ Larry Ellison – คนเหล่านี้ทั้งหมดจะถูกลืม ผมไม่เข้าใจเรื่องมรดกถึงคนรุ่นหลัง คนเราแทบทุกคนจะถูกลืม ลืมไปซะเถอะ เรื่องที่จะทิ้งตำนานอะไรเอาไว้ โยนแบล็กเบอรี่ทิ้งไปซะ
	ไปสนุกกับชีวิตดีกว่า
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ดังนั้น ที่นี่ ตรงนี้คือจุดจบ ผมขอออกจากวงการนี้ ด้วยความเคารพนะครับ อย่าคาดหวังว่า ผมจะตอบอีเมล์หรือข้อความที่ฝากในโทรศัพท์ ภายในเวลาที่สมเหตุสมผล หรือแม้แต่คาดว่าผมจะตอบมันเลย Andy Springer กับบริษัทของเขา จะจัดการเรื่องการยุบกองทุน และอย่าเป็นห่วงพนักงานของผม พวกเขาจะมีงานทำกับบริษัทของคุณ Springer เสมอ มีคนเดียว
	(ที่ได้รับค่าตอบแทนไปมากแล้ว) ที่จะตกงาน
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมไม่สนใจดีลอะไรก็ตามที่ใครก็ตามอยากให้ผมมีส่วนร่วม ผมไม่มีความเห็นอะไรจริงจังเกี่ยวกับตลาดไหนก็ตามเลยตอนนี้ นอกจากจะบอกว่า สถานการณ์คงจะเลวร้ายลงอีกในอนาคตอันใกล้นี้ บางทีอาจเลวลงอีกหลายปี ผมพอใจแล้วกับการนั่งดูบนขอบสนามและรอเวลา
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เพราะถึงที่สุดแล้ว การนั่งรอคอยเป็นวิธีที่เรารวยจากวิกฤตซับไพรม ตอนนี้ผมมีเวลาที่จะซ่อมแซมสุขภาพ ที่ถูกทำลายด้วยความเครียด ที่ผมพอกให้กับตัวเองในช่วงสองปีที่ผ่านมา และซ่อมแซมชีวิตทั้งชีวิตของผมด้วย ชีวิตที่ผมต้องแข่งขัน แย่งยื้อที่นั่งในมหาวิทยาลัยและโครงการปริญญาโท แย่งงานและสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ แข่งกับคนที่มีความได้เปรียบทุกประการ (พ่อแม่รวยๆ) ที่ผมไม่มี
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ขอให้&lt;b&gt;ระบบที่ให้คุณและโทษกับคนตามความสามารถของเขาเอง&lt;/b&gt; (meritocracy)
	เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลรูปแบบใหม่ที่จำเป็นจะต้องได้รับการจัดตั้ง
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	พูดถึงรัฐบาลอเมริกา ผมก็อยากจะเสนออะไรเล็กๆ น้อยๆ ก่อนอื่น ผมอยากชี้ให้เห็นข้อบกพร่องที่ชัดเจนมากๆ นั่นคือ มีคนเสนอร่างกฎกติกาต่อสภาคองเกรสครั้งแล้วครั้งเล่า ในรอบแปดปีที่ผ่านมา ร่างกฎหมายที่จะช่วยล้อมกรอบพฤติกรรมให้กู้โฉด (predatory lending) ของสถาบันการเงินที่ส่วนใหญ่ล้มละลายไปแล้ว
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สถาบันการเงินเหล่านี้ หว่านเงินให้กับพรรคการเมืองทั้งสองพรรค แลกกับการโหวตคว่ำกฎหมายที่ถูกออกแบบมาคุ้มครองประชาชนคนเดินดิน นี่เป็นเรื่องที่น่าโมโหมากๆ แต่แล้วก็ดูเหมือน จะไม่มีใครรู้เรื่องหรือแคร์อะไรกับมัน ตั้งแต่ Thomas Jefferson กับ Adam Smith ลาโลกไป ผมจะเถียงว่า เราแทบไม่มีนักปรัชญาที่สูงส่งในประเทศนี้เลย อย่างน้อยก็นักปรัชญาที่พุ่งความสนใจไปที่การปรับปรุงรัฐบาล 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ระบบทุนนิยมทำงานมากว่าสองร้อยปี แต่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป และตอนนี้ &lt;b&gt;ระบบก็เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่น&lt;/b&gt; 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	George Soros เศรษฐีผู้ร่ำรวยมหาศาล ได้ประกาศว่าเขาอยากให้คนจดจำเขาในฐานะนักปรัชญา ข้อเสนอของผมคือ ชายผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ควรจะริเริ่มและอุดหนุนฟอรัม (forum
	หมายถึงพื้นที่ที่คนมารวมตัวกันทำงาน-ผู้แปล) ที่นักคิดผู้ปราดเปรื่องทั้งหลายจะได้มารวมตัวกัน เพื่อสร้างระบบการปกครองแบบใหม่ ที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของคนเดินดินจริงๆ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในขณะเดียวกันกับที่สร้างผลตอบแทนสูงพอ ที่จะดึงดูดให้มันสมองที่ดีที่สุด และฉลาดที่สุดเข้ารับใช้ชาติในระดับต่างๆ ของระบบราชการโดยไม่ต้องอาศัยการโกงกิน เพื่อตอบสนองความต้องการหรือไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ฟอรัมนี้อาจคล้ายกันกับ&lt;b&gt;ฟอรัมที่สร้างลินุกซ์
	&lt;/b&gt;[ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์]ที่แข่งกับอำนาจผูกขาดแทบจะสมบูรณ์ของ
	ไมโครซอฟท์ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	&lt;b&gt;ผมเชื่อว่ามีคำตอบ แต่ตอนนี้ระบบพังอย่างชัดเจน&lt;/b&gt;
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	สุดท้ายนี้ ระหว่างที่ผมยังมีผู้ฟัง ผมก็อยากจะเรียกร้องให้คน หันมาสนใจแหล่งอาหารและพลังงานทางเลือก คุณจะไม่เห็นมันบนโฆษณาทีวีของบีพี [British Petroleum] ที่บอกว่า
	“รู้สึกดีเถอะ เรากำลังหาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน” (Feel good. We are working on sustainable solutions) หรือในโฆษณาคล้ายกันของเอดีเอ็ม
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	แต่ผมจะบอกว่า มนุษย์ใช้ป่าน (hemp) มาอย่างน้อย 5,000 ปีแล้วในการทำเครื่องนุ่งห่มและอาหารและแทบทุกอย่าง ที่ทำจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ป่านไม่ใช่กัญชา (marijuana) และมาริวานาก็ไม่ใช่ป่านนะครับ ป่านเป็นพืชเพศผู้ที่เติบโตขึ้นมาเหมือนกัญชา (weed) ก็เลยมีคนใช้คำนี้เป็นแสลงของกัญชา 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ธงชาติอเมริกาผืนแรกทอจากใยป่าน และรัฐธรรมนูญของเราก็พิมพ์บนกระดาษที่ทำจากป่าน รัฐบาลอเมริกันใช้ป่านจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังสงครามก็ประกาศให้มันเป็นพืชผิดกฎหมาย
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในห้วงเวลาที่เราได้ยินโวหารสวยหรูมากมายเกี่ยวกับการ “พึ่งตนเอง” ในแง่พลังงาน ทำไมการปลูกป่านถึงยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายอยู่ในประเทศนี้?
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	โอ้ มันเป็นเพราะเพศเมียของต้นนี้ เพศเมียชั่วช้าที่เรียกว่ากัญชา มันทำให้คุณรู้สึกเคลิ้ม ทำให้คุณหัวเราะ ไม่ทำให้คุณมีแฮงก์โอเวอร์ ไม่ทำให้ทะเลาะกันในบาร์หรือตบตีเมีย ไม่เหมือนกับเหล้า แล้วทำไมพืชที่ไม่มีอันตรายต้นนี้ถึงผิดกฎหมาย? มันเป็นยาที่สร้างนิสัยเสพติด (gateway drug) หรือเปล่า? เปล่าเลย ของที่ทำอย่างนั้นคือเหล้า ซึ่งโฆษณาหนักเหลือเกินในประเทศนี้
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้อสรุปเดียวของผมที่อธิบายว่าทำไมป่านถึงได้ผิดกฎหมายคือ &lt;b&gt;ภาคธุรกิจในอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสภาคองเกรส &lt;/b&gt;อยากขายคุณ Paxil, Zoloft, Xanax และยาเสพติดอื่นๆ
	มากกว่า จะยอมให้คุณปลูกต้นไม้ในบ้านตัวเอง โดยไม่แบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้กับพวกเขา &lt;b&gt;นโยบายนี้ไร้สาระมาก&lt;/b&gt;มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานต่างชาติ
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นโยบายของเราทำให้ประเทศอื่นๆ หัวเราะเยาะความโง่เขลาของเรา โดยเฉพาะแคนาดาและหลายประเทศในยุโรป (ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก) คุณจะไม่ได้รู้เรื่องนี้จากสื่ออเมริกันหรอก
	เพราะพวกเขาไม่ค่อยอธิบายว่า อาทิตย์นี้ใครกำลังหัวเราะเยาะอเมริกาอยู่บ้าง ขอเถอะครับ ทุกคน เลิกใช้โวหารสวยหรู เริ่มคิดกันดีกว่าว่าเราจะพึ่งตัวเองจริงๆ ได้อย่างไร
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ถึงจุดนี้ผมขอบอกว่า ลาก่อนและขอให้โชคดีครับ.
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ด้วยความปรารถนาดี,
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	Andrew Lahde
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.fringer.org/?p=389&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกคนชายขอบ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081022/765#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Wed, 22 Oct 2008 02:33:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">765 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2009</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081020/762</link>
 <description>&lt;p&gt;
ปกติแล้ว นักเศรษฐศาสตร์จะคาดการณ์อนาคตในเชิงบวก แต่สภาวการณ์ปัจจุบัน ทำให้ต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลงอย่างมากในปีหน้า โดยไอเอ็มเอฟประเมินว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 3% แต่เมอร์ริล ลินช์ ประเมินว่าน่าจะขยายตัวได้เพียง 2.6% 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ตามเกณฑ์ไอเอ็มเอฟ หากเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่า 3% ถือว่าเศรษฐกิจโลกได้เข้าสู่สภาวะถดถอยแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤติสถาบันการเงินในสหรัฐและยุโรป ปะทุขึ้นหลังจากรัฐบาลสหรัฐปล่อยให้เลแมนล้มละลาย โดยมิได้ให้ความคุ้มครองกับเจ้าหนี้ที่ซื้อพันธบัตรของเลแมน แตกต่างจากการล้มละลายของแบร์สเตรินส์ และการเข้าควบคุมกิจการของแฟนนี เม และเฟรดดี แมค ซึ่งทำความเสียหายให้กับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรณีของเลแมน ทำให้นักลงทุนในตราสารหนี้ทั้งระบบ ขาดความมั่นใจขายตราสารที่มีอยู่และไม่ยอมซื้อตราสารที่ออกใหม่ ทำให้เกิดปัญหาในการต่ออายุหนี้ (roll over) ให้เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง สถาบันการเงินจึงไม่ยอมปล่อยกู้ระหว่างกัน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาการตึงตัวของระบบการเงินและพาลทำให้ผู้ฝากเงินเริ่มขาดความเชื่อมั่นตามไปด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/table20220330.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;220&quot; width=&quot;330&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
(ภาพจาก กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมขอยกตัวอย่างโดยการนำเอางบดุลสมมติ ของสถาบันการเงินของสหรัฐ ดังปรากฏในตาราง ซึ่งด้านซ้ายของงบดุล คือ สินทรัพย์ของธนาคาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนประเภทต่างๆ ทั้งการลงทุนระยะสั้นและระยะยาวรวม 80% ที่เหลือจะเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง อาทิเช่น เงินสด 10% และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นสำนักงานและสาขาของธนาคารอีก 10% 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาที่ธนาคารสหรัฐประสบอยู่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว คือ ปัญหาหนี้เสียและความเสียหายจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลสหรัฐเห็นว่า ควรแก้ปัญหาโดยการออกกฎหมายอนุมัติเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ให้กระทรวงการคลังซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพออกจากสถาบันการเงินมาเก็บไว้ เพื่อให้ไม่เกิดการเทขายสินทรัพย์ จนเป็นเหตุให้ราคาสินทรัพย์ตกต่ำมาก ซึ่งเป็นการลดภาระในการตั้งสำรองของสถาบันการเงิน และเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถปรับโครงสร้างทางการเงินของตนโดยการระดมทุนเพิ่มได้ตามที่จำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่การล่มสลายของเลแมน บราเดอร์ส ทำให้ปัญหาเฉพาะหน้าพลิกไปที่ด้านขวาของงบดุล คือ ผู้ที่เคยกล้าซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินและกล้าฝากเงินในสถาบันการเงิน เริ่มขาดความมั่นใจและเร่งถอนเงินออกจากธนาคาร เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งระบบและลามต่อไปอย่างรวดเร็ว สู่ทวีปยุโรปทั้งทวีป ก็ทำให้เกิดความตื่นตระหนก ว่า ระบบสถาบันการเงินของโลกอาจล่มสลายได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะสถาบันการเงินของโลกนั้น จะมีทุนประมาณ 1 ส่วนต่อหนี้สิน (เงินฝากและพันธบัตร) ประมาณ 10-12 ส่วน ดังนั้น หากผู้ฝากเงินและผู้ซื้อพันธบัตรของสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นแล้ว ก็ยากที่สถาบันการเงินใดจะยืนหยัดอยู่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายของรัฐบาลอเมริกา จึงต้องกลับตัวอย่างเร่งรีบคือ นายพอลสัน รัฐมนตรีคลังของสหรัฐ ออกมาประกาศให้ทราบว่า เงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ ที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภานั้น จะถูกนำไปซื้อหุ้นในสถาบันการเงินได้ โดยจัดสรรเงินทั้งสิ้น 250,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อหุ้นบุริมสิทธิของสถาบันการเงิน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น ก็ยังให้การค้ำประกันการออกพันธบัตรใหม่ของสถาบันการเงิน และก่อนหน้านั้น ได้เพิ่มการค้ำประกันเงินฝากจาก 1 แสนดอลลาร์ มาเป็น 250,000 ดอลลาร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในส่วนของยุโรปนั้นผู้นำของอียูและอังกฤษนัดประชุมฉุกเฉินกันในวันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม เพื่อกำหนดท่าทีร่วมกันที่จะทุ่มเงินเข้าเพิ่มทุนให้สถาบันการเงินและค้ำ ประกันเงินฝากอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยก่อนหน้านั้น กลุ่มประเทศจี-7 ได้ประกาศยืนยันว่า จะไม่ยินยอมให้สถาบันการเงิน ที่มีนัยสำคัญต่อระบบการเงินต้องล่มสลายลง และธนาคารกลางในยุโรปและอเมริกาได้อัดสภาพคล่องให้กับระบบการเงินโดยไม่จำกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเห็นได้ว่ามาตรการซึ่งในที่สุดทำให้ระบบสถาบันการเงินสงบนิ่งได้นั้น เป็นมาตรการที่ช่วยด้านขวาของงบดุล คือ การยึดเหนี่ยวเงินฝากและการใส่เงินเพิ่มทุนโดยภาครัฐ ซึ่งถือได้ว่า เป็นการที่ผู้เสียภาษีต้องเพิ่มความเสี่ยง โดยกลายเป็นผู้ถือหุ้นในสถาบันการเงิน สำหรับผู้ถือหุ้นเดิมของสถาบันการเงินนั้น ก็ได้รับผลกระทบเพราะความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งถูกโอนมาเป็นรัฐบาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่ารัฐบาลในฐานะผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิสัญญาว่าจะไม่เข้าไปก้าวก่ายในการ บริหารเพียงต้องการผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลตายตัว 5% เป็นต้น (ยกเว้นกรณีของประเทศเยอรมนี ที่รัฐบาลสงวนสิทธิ์ที่จะร่วมตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ และต้องการให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อเพิ่มให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและ ขนาดย่อม)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่รัฐบาลสหรัฐและยุโรป สามารถหยุดยั้งการล่มสลายของสถาบันการเงินของตนนั้น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการปรับตัวของเศรษฐกิจ เพราะการปรับลดลงของอสังหาริมทรัพย์ การด้อยคุณภาพของสินเชื่อ ตราสารหนี้และอนุพันธ์ประเภทต่างๆ จะยังต้องเกิดขึ้นในอนาคต และการจัดสรรความเสียหายทางการเงินเป็นกระบวนการที่จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานเป็นปี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะเดียวกัน ภาคเศรษฐกิจจริงจะต้องหดตัวลงอย่างมาก เพราะเดิมทีเคยคาดว่า จะผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่เกิดขึ้นจากรายได้ และความมั่งคั่งที่เป็นภาพลวงตา เมื่อพบว่าแท้จริงแล้ว ไม่ได้มีกำลังซื้อดังที่เข้าใจก็จะต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งในอเมริกาเดิมทีรายได้ปีละ 150,000 ดอลลาร์ มีบ้านคิดเป็นมูลค่า 400,000 ดอลลาร์ เป็นหนี้ธนาคาร 300,000 ดอลลาร์ แปลว่ามีทรัพย์สินสุทธิ 100,000 ดอลลาร์ ในช่วงฟองสบู่ที่ราคาบ้านปรับขึ้นปีละ 10% ก็เสมือนว่าความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นปีละ 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้สามารถนำเอาไปใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ได้ 30,000 ดอลลาร์ ทำให้ไม่ต้องออมและสามารถบริโภคได้ปีละ 80,000 ดอลลาร์ (แม้ว่ามีรายได้เพียงปีละ 50,000 ดอลลาร์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เมื่อฟองสบู่แตก ราคาบ้านแทนที่จะเพิ่มขึ้นกลับลดลง 15% จาก 400,000 ดอลลาร์ เหลือ 340,000 ดอลลาร์ แปลว่าทรัพย์สินสุทธิลดเหลือเพียง 60,000 ดอลลาร์ และไม่สามารถกู้หนี้ยืมสินได้ จึงจำเป็นต้องลดการบริโภคลงจากเดิม 80,000 ดอลลาร์ต่อปี เหลือเพียง 40,000 ดอลลาร์ต่อปี เพราะต้องเริ่มออมเพื่อให้สินทรัพย์สุทธิกลับไปอยู่ที่ระดับเดิม ตัวอย่างนี้ สะท้อนให้เห็นความกังวลของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ที่เชื่อว่าจะเกิดภาวะถดถอยในการบริโภคที่ยาวนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการสำรวจการคาดการณ์ของนักเศรษฐ ศาสตร์โดยบลูมเบิร์ก คาดว่าจีดีพีสหรัฐจะติดลบ 0.2% ในไตรมาส 3 และติดลบอีก 0.5% ในไตรมาส 4 แต่ยังคาดการณ์ว่าจีดีพีสหรัฐจะขยายตัว 1.2% ในปีหน้า อย่างไรก็ดี เมอร์ริล ลินช์ มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวลง 1.7% ในปี 2009 ในขณะที่ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว จะขยายตัวเพียง 0.5% ในปี 2009&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลว่าเมื่อแก้ปัญหาทำให้สถาบันการเงินอยู่รอดไปแล้ว ก็ยังต้องเผชิญกับการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจริงตลอดปีหน้าครับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/20/news_304369.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081020/762#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/258">2009</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/table20220330.jpg" length="10471" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 20 Oct 2008 20:51:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">762 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐสภาเยอรมนีและฝรั่งเศส ผ่านความเห็นชอบแผนกู้วิกฤติการเงิน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20081019/760</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=180001&amp;amp;NewsType=1&amp;amp;Template=1&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เดลินิวส์&lt;/a&gt; รายงานว่า สภาผู้แทนราษฎรของเยอรมนี หรือบุนเดสแทก
ลงมติผ่านความเห็นชอบแผนกอบกู้ภาคการเงินมูลค่า 480 พันล้านยูโร หรือ 650
พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายภายในวันศุกร์ที่ 17 ต.ค.2551
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยมีผู้เห็นชอบ 476 เสียงจาก ส.ส.ทั้งหมด 576 คน ออกเสียงคัดค้าน 99 คน และงดออกเสียง 1 คน แผนการกู้วิกฤติธนาคารดังกล่าว ซึ่งเป็นแผนการช่วยเหลือภาคการเงินครั้งใหญ่ที่สุด ในเยอรมนีหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ผ่านความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร ขั้นตอนต่อไป คือต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาสูง หรือวุฒิสภา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านรัฐบาลฝรั่งเศสก็อนุมัติแผนกอบกู้วิกฤติการเงินมูลค่า 360 พันล้านยูโรหรือ 491 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคุ้มครองธนาคารไม่ให้ล้มละลายและเพื่อผ่อนคลายตลาดสินเชื่อ โดยแผนการดังกล่าว ซึ่งลงทะเบียนอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ จะบังคับใช้เป็นกฎหมายทันที 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แผนกอบกู้วิกฤติการเงินของฝรั่งเศส เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ ที่ไม่เคยมีมาก่อนเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว โดย 15 ประเทศ ที่ใช้สกุลเงินยูโร เพื่อผ่อนคลายตลาดสินเชื่อหลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งลงอย่างหนัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่น แถลงเมื่อวันศุกร์ว่า ญี่ปุ่นอาจอัดฉีดเงินเข้าอุ้มธนาคารยักษ์ใหญ่ของประเทศ และเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบด้านบัญชี เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤติการเงินโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยรัฐบาลแถลงว่าในสัปดาห์นี้ จะพิจารณารื้อฟื้นกฎหมาย ที่จะทำให้สามารถอัดฉีดเงินเข้าช่วยเหลือธนาคารที่มีปัญหาได้ อย่างไรก็ตามธนาคารของญี่ปุ่น ไม่ได้รับความเสียหายจากวิกฤติการเงินโลก
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20081019/760#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/257">ฝรั่งเศส</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/256">เยอรมนี</category>
 <pubDate>Sun, 19 Oct 2008 01:20:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">760 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>การประท้วงที่เมืองไทย : ความแตกแยกระหว่างเมืองกับชนบท</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20081016/755</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - แปลและเรียบเรียงจาก เรื่อง &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/10/13/asia/13thai.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;In Thai protests, a divide between urban and rural&lt;/a&gt; โดย เซด มายแดนส์( Seth Mydans ) ใน นสพ.อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัล ทรีบูน ฉบับวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
00000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000000
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://img.iht.com/images/2008/10/13/13thai-pic.550.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;300&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก International Herald Tribune) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อตอนที่เขาเป็นหนุ่ม &lt;b&gt;ดำเนิน พังโสภา&lt;/b&gt; เคยทำงานที่โรงงานตุ๊กตาในกรุงเทพฯ อยู่พักหนึ่ง  และเขารู้สึกไม่ชอบมัน ดำเนินพูดว่า “ คนกรุงเทพฯ คิดไม่เหมือนกับคนอีสาน ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ ในกรุงเทพฯ ทุกอย่างคือการทำงานและการถูกกดดัน ทำงานและถูกกดดัน ไม่เหมือนกับที่นี่ ซึ่งการใช้ชีวิต เป็นไปอย่างช้าๆ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าวกำลังออกรวงที่บ้านห้วยจันทร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร ชาวนาที่รอการเก็บเกี่ยว กำลังรวมตัวกันในตอนเช้า และพวกเขากำลังโกรธ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดำเนิน อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นชาวนาเช่นเดียวกันกับคนส่วนใหญ่ที่นี่ กล่าวว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ &lt;b&gt;คนอีสานก็เป็นคนเหมือนกัน เราก็กินข้าวและก็มีการศึกษา พวกเขาไม่อาจดูหมิ่นพวกเรา เช่นนี้&lt;/b&gt; ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การดูหมิ่นเหยียดหยาม มาจากแกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ที่พูดว่า &lt;b&gt;ชาวชนบทที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ถูกหลอกลวงและไม่มีการศึกษา&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสนอ&lt;b&gt; การเมืองใหม่&lt;/b&gt; ที่ทำให้เสียงของชาวชนบท มีน้ำหนักน้อยลง เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองเสียใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนกลุ่มใหญ่ สร้างด่านเครื่องกีดขวางและเข้าปักหลักพักแรมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล ที่กรุงเทพฯเป็นเวลาเกือบ 7 สัปดาห์แล้ว เนื่องจากความขัดแย้งที่ได้กลายเป็นวิกฤติที่รุนแรงที่สุดในระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ก่อความแตกแยกไปทั่ว ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2551 กลุ่มผู้เดินขบวนได้ปะทะกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่ามกลางแก๊สน้ำตา ทำให้มีประชาชนคนหนึ่งถูกฆ่าและมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 400 คน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มผู้ประท้วงเห็นว่า &lt;b&gt;ดำเนินและประชาชนแบบเขาในชนบท คือ รากเหง้าปัญหาของประเทศ &lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
พวกเขาเป็นกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่มีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของพวกเขา ทำให้พรรคฝ่ายค้านพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีแก้ปัญหาที่เสนอคือ ให้ลดจำนวนสส.ที่มาจากการเลือกตั้งของคนชนบทลง ให้ สส.ส่วนใหญ่ มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งทำให้สภาผู้แทนราษฎร สามารถตอบสนองความปราถนาและความต้องการของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในเมืองได้ดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ไสว มะโรงฤทธิ์ &lt;/b&gt;ชาวนาอายุ 56 ปี กล่าวว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ &lt;b&gt;นั่นไม่ใช่ ประชาธิปไตย พวกเขาไม่ชนะ  ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามหาทางอื่นมาต่อสู้  เพราะถ้ามีการเลือกตั้ง พวกเขาก็จะแพ้อีก&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรดาชาวนาที่มารวมตัวกันที่จังหวัดขอนแก่น พูดจาโอ้อวดเล็กน้อย เมื่อคุยถึงเรื่องอิทธิพลทางการเมืองของพวกเขา ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาในเดือนธันวาคม &lt;b&gt;พรรคพลังประชาชน&lt;/b&gt; เป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุดจากคนชนบท คือ  ได้สส.ถึง 233 คนจากจำนวนสส.ทั้งหมด 480 คนในสภาผู้แทนราษฎร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไสวกล่าวถึงพรรคฝ่ายค้านและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ PAD ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;b&gt;ถ้าประชาชนชาวอีสาน ไม่ลงคะแนนให้ พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้เลย&lt;/b&gt; ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดำเนิน กล่าวต่อไปว่า พูดอีกอย่างหนึ่ง “ &lt;b&gt;ทางเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์ จะชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้  คือ ต้องให้ประชาชนชาวอีสาน&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ทั้งหมด&lt;/b&gt;&lt;b&gt; ตายไปพร้อมกัน&lt;/b&gt; ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บางคนอธิบายว่า ไทยเหมือนมีสองประเทศอยู่ด้วยกันคือ กรุงเทพฯกับพื้นที่อื่นที่เหลือ มีคนประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด 65 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวง ตัวเลขนี้ ยังไม่นับรวมคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯอีกหลายล้านคน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชากรเกือบหนึ่งในสามของประเทศ อยู่ที่ อีสาน ในวันเลือกตั้งทั่วไป คนขับแท๊กซี่ ผู้ใช้แรงงาน  คนทำงานบ้าน พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย และคนงานในโรงงาน ซึ่งทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ จะเดินทางกลับบ้านที่อีสาน เพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ทำให้ถนนในกรุงเทพฯ โล่งอย่างเห็นได้ชัด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการประชานิยม ที่ได้รับการยอมรับอย่างมาก เช่น โครงการดูแลรักษาสุขภาพราคาถูกและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ  ทำให้คนจนในชนบท รวมตัวกันเพื่อสนับสนุน&lt;b&gt; ทักษิณ ชินวัตร&lt;/b&gt; ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเมืองไทย ในช่วง 6 ปีที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 และตอนนี้เขาอยู่ที่กรุงลอนดอน เพื่อหลบหนีคดีฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ฐานที่มั่นในชนบทที่เขาได้สร้างขึ้น ยังคงเข้มแข็งมั่นคง และผู้สนับสนุนของเขา ยังมีอำนาจในรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประสาท พังโสภา อายุ 54 ปี อาชีพเลี้ยงวัว ปลูกถั่วฝักยาว พริกแดงและปลูกข้าว กล่าวว่า        
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ &lt;b&gt;ประชาชนชาวอีสานและประชาชนคนยากจนทุกหนแห่ง ล้วนชอบคุณทักษิณ&lt;/b&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชาวนาที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของความไม่มั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทย ซึ่งกำลังขัดแย้งแตกแยกกันอย่างแหลมคมและมีการใช้อารมณ์กันมากขึ้นเรื่อยๆ ตราบที่การประท้วงในกรุงเทพฯ ยังคงดำเนินต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง ประกอบด้วยกลุ่มนิยมเจ้า กลุ่มทหาร เจ้าของธุรกิจ นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักเรียน นักศึกษาและแม่บ้านชนชั้นกลาง ซึ่งส่วนมากมีสาเหตุพื้นฐานร่วมกัน คือความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ของประเทศ  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความไม่พอใจอย่างรุนแรงดังกล่าว แสดงออกมาให้เห็นในสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อนายแพทย์หลายคนที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ กล่าวว่า พวกเขาจะไม่รักษาตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกกรณีหนึ่ง คือนักบินของสายการบินไทย ได้ปฏิเสธผู้โดยสาร 3 คนที่เป็นสส.ของพรรครัฐบาล ไม่ให้ขึ้นเครื่องบินเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยอ้างว่า เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนที่บ้านห้วยจันทร์ กำลังโกรธแค้นกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเช่นกัน ชาวนาเหล่านี้ ได้ร่วมกันวางแผนใช้ความรุนแรงจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ &lt;b&gt;ถ้าพวกมันมาที่นี่ ฉันจะตีพวกมันให้ตาย และโยนพวกมันลงแม่น้ำไปเลย&lt;/b&gt; ”  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หนูเชน สินขาม วัย 67 ปี ตะโกนออกมาในขณะที่นั่งยองๆ เอามีดฟันไปที่ไม้ไผ่ ทุกคนหัวเราะลั่นและ ไสวซึ่งเป็นชาวนา ก็ประกาศว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ &lt;b&gt;ฉันอยากให้ตำรวจขว้างระเบิดใส่พวกเดินขบวน ให้พวกมันตายไปซะ&lt;/b&gt; ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การแบ่งพรรค แบ่งพวกระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เห็นได้อย่างชัดเจนที่อีสาน  ที่ซึ่งประชาชน จำนวนมากในตัวเมืองขอนแก่น สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและดูถูกเหยียดหยามประชาชน อย่างพวกชาวนาในบ้านห้วยจันทร์ ซึ่งอยู่ไปทางทิศเหนือเพียงสิบกว่ากิโลเมตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัจฉรา จันทสุวรรณ อายุ 53 ปี อาชีพบรรณารักษ์ ซึ่งได้เข้าร่วมชมการถ่ายทอดสดการเดินขบวนประท้วงในกรุงเทพ ที่สนามกลางเมืองขอนแก่น กล่าวว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;b&gt; มันเป็นไปไม่ได้ ที่จะเปลี่ยนแปลงการลงคะแนนเสียงของคนชนบท&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ &lt;b&gt;นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมกลุ่มพันธมิตรฯ จึงต้องเสนอให้มีการเมืองใหม่ &lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เธอกล่าวถึงแผนการของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต้องการแก้ไขที่มาของสส.ใหม่ โดยสส.ในสภาผู้แทนราษฎร ร้อยละ 70 มาจากการแต่งตั้งโดยกลุ่มสาขาอาชีพ และ สส.เพียงร้อยละ 30 มาจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอกล่าวต่อไปว่า “ &lt;b&gt;พวกเขา ยังคงมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง แต่คะแนนเสียงของพวกเขา จะไม่อาจกำหนดทิศทางประเทศของเราได้อีกต่อไป &lt;/b&gt;”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ &lt;b&gt;ถ้าเรายอมให้ประชาชนลงคะแนนเสียงได้เหมือนเดิม เราจะไม่สามารถพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวหน้าไปได้&lt;/b&gt; ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เธอกล่าวว่า ความแตกแยก ได้หยั่งรากลงลึกไปทั่วทุกหัวระแหง มันขยายไปมากกว่าความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับคนชนบท มันกำลังทำให้เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน และครอบครัว แตกแยกกันไปหมดแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“บางครั้ง เมื่อพวกเราประณามการกระทำของรัฐบาล กลุ่มประชาชนที่สนับสนุนทักษิณ ก็จะโกรธมากๆ ” เธอพูดถึงเพื่อนร่วมงานของเธอคนหนึ่งที่ห้องสมุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“พวกเขาจะบอกว่า ไม่...ไม่..ไม่ และพยายามบอกว่า พวกเราผิดพลาด เพื่อนของฉัน เกือบตีฉัน เธอโกรธมากๆ ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สมภาพ บุญนาค&lt;/b&gt; อายุ 62 ปี นักสังคมสงเคราะห์ เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อเข้าร่วมการเดินขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาพูดว่า เขานั่งรถโดยสารประจำทางตลอดทั้งคืน เพื่อเข้าร่วมการประท้วงในตอนเช้า ในมือของเขาถือแว่นว่ายน้ำที่เพิ่งซื้อมาใหม่ เพื่อใช้ป้องกันดวงตาของเขา ในกรณีที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ ผมไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น” สมภาพบอก “ผมหวังว่า มันคงไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20081016/755#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/253">ความแตกแยก</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/196">พันธมิตร</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <pubDate>Thu, 16 Oct 2008 04:53:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">755 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ฉากรื้อประชาธิปไตย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081015/752</link>
 <description>&lt;p&gt;
การวัดกำลังในสงครามศักดิ์สิทธิ์กู้ชาติ เพื่อการเมืองใหม่&lt;b&gt; ฉากขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาล&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ปิดล้อมสภา และสำนักงานตำรวจนครบาล&lt;/b&gt; ถูกสร้างให้เกิดความรุนแรง ชนิดตายเป็นตาย พิการเป็นพิการ ยอมสละมวลชน นักรบอาสา เพื่อความได้เปรียบในเกม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ากองยางรถยนต์ที่ถูกราดน้ำมันแล้ว ติดไฟอาวุธระเบิดถูกนำมาใช้ การเผาบ้านเผาเมือง อีกครั้งคงดับไม่ง่ายแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความคิดต่างในสังคมเป็นสิ่งต้องมีอยู่ ไม่มีใครทำให้ทุกคนคิดเหมือนกันได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเป็นจริงของสังคม จะเป็นเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย ล้วนรับฟังได้ เพื่อเป็นข้อมูลฉุดรั้งตัวเองไม่ให้สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ปิดหู ปิดตา ปิดปากทั้งตัวเองและผู้อื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเป็น นปช. พธม. หรือตำรวจ ทุกชีวิตที่สิ้นไปหรือกลายเป็นผู้พิการ ล้วนมีค่าเกินกว่าคำสดุดีใดๆ ความถูกต้องชั่วดี ล้วนเป็นหลักการที่สร้างขึ้น เพื่อทำลายกันนั้น แปรไปตามประโยชนที่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องได้รับการตรวจสอบ แก้ไข ทั้งผู้อยู่ข้างหน้า และข้างหลัง แต่ละฝ่ายใช้และมีอาวุธใดบ้าง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ถูกสร้างขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์ใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คราวพฤษภาทมิฬ ผู้คนสูญเสียจากการขับไล่นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หลังแกนนำถูกจับ เกิดการเผาบ้าน ป่วนเมือง ใช่ทำให้เกมโอเวอร์ หรือตัดตอนอำนาจรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
14 ตุลาคม 2516 นักศึกษา บาดเจ็บ ล้มตายจากอาวุธสงคราม ทั้งๆ ที่ต่อสู้ด้วยสองมือเปล่า เพื่อประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6 ตุลาคม 2519 ผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง การทุบตี ลากคอแขวน ตอกอก เผายางคนที่ยังไม่ตาย จากธรรมศาสตร์ และสนามหลวง ผู้เป็นต้นเหตุและบัญชาการให้เกิดบาดแผลและมลทินของแผ่นดินยังลอยนวล เชิดหน้าสูงเกียรติอยู่ในสังคมได้อย่างไร ตัวละครเก่าๆ ยุคนั้น ได้คืนกลับมาแสดงบทนำ จนใกล้เป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนถูกบังคับเข้าร่วม ความแตกแยก เลือกข้างไปทั้งเมืองแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ครั้งนี้ แม้เพื่อสร้างสังคมตามลำดับชั้น คืนสู่ความเชื่อ &amp;quot;&lt;b&gt;แต่ละคนไม่เท่ากัน&lt;/b&gt;&amp;quot; &lt;b&gt;สังคมที่ดีงาม ชนชั้นนำต้องทำหน้าที่ปกครอง เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเท่านั้น&lt;/b&gt; อำนาจสูงสุดจากการเลือกตั้งตัวแทนในระบอบประชาธิปไตย ที่แต่ละคนมีหนึ่งเสียงเท่ากัน เป็นภัยคุกคามประเทศชาติ ผู้ที่ดีกว่า ไม่สามารถแข่งขันเอาชนะได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อจะล้มการเมืองปัจจุบัน โดยถือเป็นสงคราม ย่อมใช้ทุกวิธีการ ทั้งปลุกเร้าให้เกิดความรุนแรง ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ จัดตั้งกองกำลังของกลุ่มตน ติดอาวุธ ทุบตี ถอยรถทับซ้ำผู้ที่ยังไม่ตาย จุดยืนแห่งการร่วมสู้ เป็นความดีเหนือจรรยาบรรณ เมื่อกลไกรัฐ ถูกทำให้เป็นอัมพาต เจ้าหน้าที่ไม่มีความชอบธรรมที่จะควบคุมฝูงชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อกลไกรัฐไม่สามารถควบคุมสังคม ใช้อำนาจบริหารประเทศได้ ประชาชนไม่ได้มีกลุ่มเดียว กลุ่มที่เห็นตรงข้าม ซึ่งมีผู้คนเข้าร่วมไม่น้อยกว่า พร้อมจะอุทิศตัวสู้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;การอยู่ร่วมกันด้วยความแตกต่างขาดมาตรฐานยึดเหนี่ยว การปะทะเข่นฆ่ากันแบบถอนรากถอนโคนของฝูงชนต่างกลุ่ม คงหลีกเลี่ยงยาก&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ผู้เข้าร่วมทำสงคราม ต้องยอมรับความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องยึดหลักสากล ไม่ใช้เด็ก ผู้หญิง คนแก่ และนักบวชออกรบแทน หรือเป็นโล่คุ้มกันตัวเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;โปรดหลีกเลี่ยงสงคราม ชีวิตของประชาชนสูงค่า เกินกว่าเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ยอมสละได้ 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา &lt;/b&gt;- &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/15/news_303221.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์  &lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081015/752#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/12">การเมือง</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/196">พันธมิตร</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <pubDate>Wed, 15 Oct 2008 16:23:38 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">752 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>พันธมิตร จะชนะจริงหรือ ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20081014/747</link>
 <description>&lt;p&gt;
คนที่ศึกษาติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยทั่วไป รู้ดีว่า รัฐบาลสมชาย เป็น&lt;b&gt;รัฐบาลอายุสั้น-เฉพาะกาล-ชั่วคราว&lt;/b&gt; เนื่องเพราะคดียุบพรรคพลังประชาชน กำลังจ่อเข้ามาแล้ว ทั้งตามกฎหมายของคณะรัฐประหารที่ใช้บังคับอยู่ตอนนี้ เมื่อคำร้องของอัยการถึงศาลรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชน ก็คงจะถูกยุบ&amp;quot;ร้อยเปอร์เซ็นต์&amp;quot; ตามคำของจาตุรนต์ ฉายแสง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากคำสั่งยุบพรรค น่าจะนำไปสู่การตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนทั้งหมด ทำให้นายกฯสมชายต้องพ้นตำแหน่ง คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และกรรมการบริหารที่เป็นสส.พ้นจากการเป็นสส.ทั้งหมดด้วย ( ดู &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/07/08/attachfile/274280_pp.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;รายชื่อกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนทั้งหมด &lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรรมการบริหารที่เป็นสส.สัดส่วนและพ้นตำแหน่งไป ก็เลื่อนลำดับถัดๆไปขึ้นมาได้ ที่เป็นสส.จากเขต ก็ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งรายเขตใหม่ จำนวนเสียงสส.ที่ขาดไป สมทบกับความแตกแยกภายในจากการจัดรัฐมนตรีของรัฐบาลสมชาย น่าจะทำให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ถ้าไม่ต้องการให้ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังไม่นับ กรณีที่รัฐบาลนี้ อาจพ้นไปด้วยสาเหตุอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ที่คุณสมศักดิ์ เจียมธีระสกุล กล่าวใน &lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=12337&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กระทู้ที่ฟ้าเดียวกัน&lt;/a&gt; ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; &lt;b&gt;ในที่สุด ฝ่ายรัฐบาลคงแพ้ &lt;/b&gt;&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าคำว่าแพ้ แปลว่า รัฐบาลสมชาย พ้นจากตำแหน่ง ก็คงจะจริง ด้วยเหตุผลข้างต้น&lt;br /&gt;
แต่ถ้าคำว่า &amp;quot;รัฐบาลแพ้ &amp;quot; หมายถึง &amp;quot; ฝ่ายพันธมิตรฯชนะ &amp;quot; ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3 ปีที่ผ่านมา พันธมิตรได้รับชัยชนะเล็กๆหลายครั้ง แต่ไม่เคยได้รับชัยชนะใหญ่ ที่หมายถึงการเข้าครองอำนาจรัฐ &lt;b&gt;เพราะอะไร ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาเหตุไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดรูปแบบวิธีการหรือข้ออ้างไม่ออก &lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพราะพวกเขาหา&amp;quot;คน&amp;quot;เข้ามาเป็นรัฐบาลไม่ได้ &lt;br /&gt;
ไม่ใช่เพราะพวกเขายังคิดไม่ออกว่า ควรจะเอา &amp;quot;ประชาธิปัตย์ - อภิสิทธิ์ จะไว้ตรงไหน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปคือ &lt;b&gt;ไม่ใช่เพราะพวกเขา ติดปัญหา 3 ข้อ  ที่คุณสมศักดิ์อ้างในกระทู้ดังกล่าว &lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พันธมิตรฯ ไม่เคยชนะใหญ่ สาเหตุพื้นฐานคือ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ประชาชนไทยส่วนใหญ่ ไม่สนับสนุนพวกเขา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวเลขโพลล่าสุดในกทม.ซึ่งเป็นพื้นที่ฐานกำลังสำคัญ หลังกรณี 7 ตุลา คนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร ก็ยังมากกว่าร้อยละ 40 เสียดายที่ไม่มีข้อมูลโพลจากทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ประชาชนส่วนใหญ่ ที่ลงคะแนนให้พรรคพลังประชาชนในการเลือกตั้งทั่วไป ที่ผ่านมา &lt;br /&gt;
ก็เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า &lt;b&gt;พวกเขาไม่เอาพันธมิตร&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สาเหตุสำคัญข้อที่ 2 คือ พวกจารีต ทุนใหญ่และขุนนางใหญ่ ที่ร่วมกันก่อรัฐประหาร 19 กย. 49  ก็ไม่ไว้วางใจพันธมิตรฯ หลักฐานคือ หลังรัฐประหาร 19 กย. 49  พันธมิตรฯแทบไม่มีส่วนแบ่งในอำนาจรัฐ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาเหตุสำคัญข้อที่ 3 คือ ในแกนนำและกลุ่มที่เข้าร่วมสนับสนุนพันธมิตรฯ ขาดเอกภาพอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;
พวกเขาสามารถหาจุดร่วมได้เพียงข้อเดียว คือ &amp;quot; ขับไล่ทักษิณ-หุ่นเชิดและทุนสามานย์ &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พ้นจากนี้ ต่างกลุ่มก็ว่ากันไปคนละทาง แทบหาข้อยุติไม่ได้&lt;br /&gt;
หลักฐานคือ เรื่องการเมืองใหม่ ที่ถึงทุกวันนี้ ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่มีข้อยุติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องการเมืองใหม่ของพันธมิตร ไม่มีทางเป็นจริงได้ ตามวิถีทางของประชาธิปไตยและกฎหมาย&lt;br /&gt;
นี่คือเหตุที่พันธมิตรฯด่าทอ บีบคั้นอนุพงษ์และกองทัพอย่างหนักในเร็วๆนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองใหม่ของพันธมิตร เป็นจริงได้ด้วยเส้นทางเดียว คือรัฐประหาร&lt;br /&gt;
ซึ่งถ้าทหารทำจริง ครั้งนี้ จะไม่มีวันเรียบร้อยแบบ 19 กย.49 แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลที่ตามมา อาจจะพังกันเป็นแถบๆ แบบล้มกันทั้งยวง ก็ได้&lt;br /&gt;
นี่คือเหตุที่ทำให้ &amp;quot;กลุ่มที่สามารถทำได้&amp;quot; ต้องชั่งใจแล้ว ชั่งใจอีก&lt;br /&gt;
และยังไม่กล้าทำ ในเวลาที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20081014/747#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/12">การเมือง</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/196">พันธมิตร</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <pubDate>Tue, 14 Oct 2008 02:44:38 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">747 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>แบล็คฟรายเดย์ ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20081010/739</link>
 <description>&lt;p&gt;
ศุกร์ทมิฬ ! ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงระนาว ผวาวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ ฉุดภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย นักลงทุนขวัญกระเจิงเทขายหุ้นทั่วกระดาน หาแนวรับไม่เจอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นไทยเปิดร่วง 10.09% เมื่อเวลา 15.05 น. หลังจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ สั่งพักการซื้อขายหุ้นเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย มาลบ 46.48 จุด หรือ 9.3% มาที่ 453.51 จุด หลังลงต่ำสุดที่ 449.53 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.15 หมื่นล้านบาท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามเกณฑ์การหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวนั้น ในระดับที่ 1 เมื่อดัชนีหุ้นลดลงเท่ากับหรือมากกว่า 10% จะหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 30 นาที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และระดับที่ 2 เมื่อดัชนีหุ้นยังคงลดลงจนถึงเท่ากับหรือมากกว่า 20% ของดัชนีราคาวันทำการก่อนหน้า จะหยุดทำการซื้อขายอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ใช้ &lt;b&gt;เซอร์กิตเบรกเกอร์เป็นครั้งที่ 2&lt;/b&gt; นับตั้งแต่เปิดดำเนินการปี 2518 โดยครั้งแรกใช้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.49 ซึ่งดัชนีลดลง 74.06 จุด หรือ 10.14% เป็นผลจากความกังวลที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โฆษกของ Wiener Boerse ซึ่งเป็นผู้ประกอบการตลาดหุ้นเวียนนา กล่าวว่า ทางตลาดหุ้นจะระงับการซื้อขายหุ้นทั้งหมด ในวันนี้จนถึงเวลาเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น หรือ 17.00 น.ตามเวลาไทย ขณะที่ไม่มีการระบุเหตุผลแต่อย่างใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาด ดิ่งลงในวันนี้ตามตลาดหุ้นเอเชียและสหรัฐ ขณะที่นักลงทุนวิตกว่า ความพยายามของรัฐบาลทั่วโลกเพื่อผ่อนคลายภาวะตึงตัวในตลาดสินเชื่อนั้น จะไม่เพียงพอต่อการป้องกันภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ณ เวลา 14.13 น.ตามเวลาไทย ดัชนี FTSEurofirst 300 ของหุ้นบลูชิพทั่วยุโรป ดิ่งลง 8 % มาที่ 847.8 หลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2003&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีดิ่งลงกว่า 22 % แล้วในสัปดาห์นี้ โดยมีแนวโน้มว่าจะร่วงลงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบรายสัปดาห์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนดัชนี FTSE 100 ของตลาดหุ้นลอนดอน, ดัชนี DAX ของตลาดหุ้นเยอรมนีและดัชนี CAC 40 ของตลาดหุ้นฝรั่งเศสร่วงลง 8 % หลังจากทรุดลงถึง 10 % ในช่วงเปิดตลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปิดร่วงลง 4.13 % ในวันนี้ แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากดิ่งลง 9 % ในช่วงเช้า หลังจากบรรดาประธานของบริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้ได้ประชุมกันเพื่อเสนอ ตั้งกองทุนเสถียรภาพตลาด และค่าเงินวอนฟื้นตัวขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีคอมโพสิตปิดร่วงลง 53.42 จุด อยู่ที่ 1,241.47 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.ค.2006 แต่ก็ฟื้นตัวขึ้นหลังจากร่วงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปีที่ 1,178.51&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ดัชนีก็ยังคงดิ่งลง 12.6 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการร่วงลงมากที่สุดในรายสัปดาห์นับตั้งแต่เดือนก.ย.2001 เมื่อตลาดดิ่งลงหลังเหตุวินาศกรรมสหรัฐ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดดิ่งลงมากที่สุด ภายในวันเดียวนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์แบล็คมันเดย์ในปี 1987 ขณะที่ตลาดวิตกมากขึ้นว่าวิกฤติการเงินจะทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดทรุดลง 881.06 จุดหรือ 9.6 % สู่ระดับ 8,276.43 ซึ่งเป็นระดับปิดต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ค.2003 โดยในระหว่างวันดัชนีทรุดลงกว่า 1,000 จุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลาดดิ่งลงรวม 24 % ในสัปดาห์นี้ ซึ่งมากกว่าการร่วงลงของสัปดาห์หลังเหตุการณ์ปี 1987 ถึงกว่า 2 เท่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรยากาศซื้อขายในตลาดซบเซาลงหลังจาก ตลาดหุ้นนิวยอร์คดิ่งลงและมีข่าวว่ากองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริม ทรัพย์ของญี่ปุ่นแห่งหนึ่งประสบภาวะล้มละลาย และต่อมาภาวะตลาดยิ่งมืดมนมากขึ้นหลังจากบริษัทยามาโตะ ไลฟ์ อินชัวรันซ์ยื่นล้มละลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้าหน้าที่กำกับตลาดหลักทรัพย์กล่าวใน วันนี้ว่า ตลาดหุ้นอินโดนีเซียจะปิดทำการซื้อขายในช่วงบ่ายวันนี้ หลังจากระงับการซื้อขายเช้านี้ ขณะที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร่วงลงอย่างหนักอีกครั้งเมื่อคืนนี้ และตลาดหุ้นเอเชียดิ่งลงอีกในวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงกว่า 20 % ในสัปดาห์นี้ส่งผลให้ตลาดต้องสั่งพักการซื้อขายเมื่อวันพุธและพฤหัสบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายยูซุฟ คัลลา รองประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตลาดหุ้นจะสามารถเปิดทำการซื้อขายได้ในสัปดาห์หน้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โบรกเกอร์เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า คาดว่าตลาดหุ้นจะร่วงลงอย่างหนักหากมีการเปิดทำการซื้อขายในช่วงเช้าวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายจอห์น เทจา หัวหน้าฝ่ายขายหุ้นจากบล.ซิปทาดานากล่าวว่าตลาดอาจเปิดตลาดร่วงลงถึง 10 % 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/10/news_302312.php&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในยามนี้ เงินสดหรือสินทรัพย์ที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยเร็วและง่าย(liquid asset) คือสุดยอดของทรัพย์สินทั้งปวง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครมีเงินสดเหลือเพียงพอ ก็รวบรวมรอไว้ให้ดีนะ โอกาสทองแห่งการซื้อของถูก ที่เรียกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยากจะพบพานในช่วงชีวิต (once,in a life time) ตามคำของวอร์เร็น บัพเฟ็ต กำลังใกล้มาถึงแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับคนที่มีเงินสดเหลือไม่มาก ขอให้ลดและเลื่อนการใช้เงินสดทุกชนิด ที่ไม่สำคัญเร่งด่วน จริงๆ ออกไปก่อน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อพายุตั้งเค้า โบราณว่า ควรต้องเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งในทางการค้า การลงทุนหรือการดำรงชีวิต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือ &lt;b&gt;เก็บรวบรวม รักษาและใช้เงินสด&lt;/b&gt; ครับ 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20081010/739#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/224">การลงทุน</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/208">การเงิน</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/242">ตลาดหุ้น</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/197">วิกฤติ</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/101">เศรษฐกิจ</category>
 <pubDate>Fri, 10 Oct 2008 15:46:28 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">739 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

