<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>politics</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120208/2050</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า &lt;b&gt;ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสิทธิของตนเองในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้มากกว่าร้อยละ 90 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ พบว่า &lt;b&gt;ประชาชนแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าไม่มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อโทรทัศน์&lt;/b&gt; ในทางกลับกัน ประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เสพสื่อโทรทัศน์มากกว่าสื่ออื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.วัฒนา สุกัณศีล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการทำแบบสอบถามภายหลังน้ำท่วม &lt;b&gt;ประชาชน 94 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุดและไม่ต้องการการทำรัฐประหาร และพึงพอใจกับการทำงานรัฐบาล 84 เปอร์เซ็นต์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นคำถามหลังน้ำท่วมและรัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นี่สำคัญเพราะประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้เลือกสิ่งที่เขาสนใจ และ&lt;b&gt;พลังนี้เป็นพลังที่สนับสนุนความเข้มแข็งของสังคม&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อถามถึงองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย คือ องค์กรอิสระต่างๆ เช่น&lt;b&gt; กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชาชนกลับเห็นว่ามีความสำคัญต่ำที่สุด&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ที่น่าตกใจคือประชาชนเห็นว่า ขณะเดียวกัน&lt;b&gt;องค์กรที่มีความสำคัญพอๆ กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาบ้านเมือง กลับเป็นกองทัพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ชาวบ้านเลือกแล้ว ตัดสินใจแล้ว เข้าใจพอสมควร คำถามคือ องคาพยพทั้งหลายแหล่ในสังคมจะช่วยเสริม ผลักดันหรือขัดขวางพลังเหล่านี้หรือเปล่า” รศ.ดร.วัฒนา ตั้งคำถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปข้อเสนอแนะ จากงานวิจัย ว่า สิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการพัฒนาประชาต่อไปก็คือ การต้องมี Tool Box คือต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ประชาชนสามารถใช้ในการติดตามบทบาทขององค์กรต่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอที่สองคือ ภาคประชาสังคมและสื่อ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีองค์กรภาคประชาสังคมอยู่มาก แต่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งโดยรัฐ เป็นองค์กรภาคขยายของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สิ่งที่ต้องการคือองค์กรที่ทำหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐและหน่วยงานต่างๆ ทำหน้าที่ที่รัฐและภาคธุรกิจไม่ได้ทำ และเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้ประชาชนลุกขึ้นมาเอาเรื่องการบ้านเมืองเป็นกิจธุระ รับผิดชอบต่อสังคมการเมืองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังต้องการสื่อมืออาชีพ “เราพูดยากว่า สื่อเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่ขอให้ทำงานอย่างมืออาชีพ &lt;b&gt;อย่าสักแต่รายงานสิ่งทีไปทำร้ายคนอื่น&lt;/b&gt; และเมื่อเป็นมืออาชีพก็อาจจะต้องมีสมาคมที่คอยตรวจสอบดูแล” รศ. บัวพันธ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการสุดท้าย ที่เป็นข้อเสนอจากการวิจัยชุดดังกล่าวคือ &lt;b&gt;ต้องเป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์&lt;/b&gt; ทั้งนี้ ดร.บัวพันธ์กล่าวว่า ทัศนคติที่เป็นเชิงลบหรือไม่ศรัทธาต่อกลไกประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งคนในเมืองก็ไม่ได้ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น ประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์หมายถึง เรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสอนให้ประชาชนหรือชาวบ้านมีความรู้ แต่เป็นเรื่องของสังคมทั้งมวลว่า เราจะทำอย่างไรให้เรา&lt;b&gt;ปฏิบัติหลักการประชาธิปไตยที่จะต้องมีสิทธิเสรีภาพและเคารพในสิทธิเสรีภาพของคนอื่น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะคิดว่าจะไปสอนรัฐธรรมนูญให้ชาวบ้าน เท่านั้นไม่ได้ แต่ต้องเล่นกันเป็นทีม คือต้องไปด้วยกันทั้งหมด &lt;b&gt;ต้องเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งหมด&lt;/b&gt; ทั้งทหาร ภาคประชาสังคม สื่อ องค์กรอิสระ &lt;b&gt;ต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร. วัฒนากล่าวเสริมในตอนท้ายของการนำเสนอว่า “ถ้าจะโยนภาระอันหนักอึ้งเรื่องประชาธิปไตยให้กับชาวบ้านแล้วละก็ เขาก็ตอบแล้วว่าเขาเห็นความสำคัญ แต่คำถามคือ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ ถ้าชาวบ้านเชื่อมั่น ยึดหลักการนี้ แล้วฝ่ายที่เป็นสถาบันองค์กรของสังคมล่ะ....(เดี๋ยวจะปฏิวัติหรือเปล่า) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์กรที่ว่านี้คือทั้งในและนอกระบบต้องมีส่วนช่วยในการผลักดัน รับรู้และส่งเสริม &lt;b&gt;ข้อเสนอประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์คือทุกองคาพยพ ไม่งั้นไปไม่รอด&lt;/b&gt; ไม่งั้นก็มาบอกว่าชาวบ้านไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ต้องพยายามผลักดันให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจ มันต้องนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในวิธีคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มันผิดปกติแน่ๆ เลยที่ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ มันทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสน คำถามไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่รู้ โง่ หรือขาดข้อมูลข่าวสาร ปัญหาคือข้อมูลข่าวสารจากองค์กรที่สำคัญๆ จากสังคม ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ส่งเสริมหรือขัดขวาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าชาวบ้านท้อถอยเบื่อหน่ายเซ็งกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องถามว่าทำไม มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน &lt;b&gt;ประชาธิปไตยคือระบบที่รับผิดชอบร่วมกัน&lt;/b&gt; เราจะมีเงื่อนไขข้อยกเว้น อำนาจพิเศษ มันก็จะดันกันไปไม่ได้ โจทย์คือชาวบ้านรู้หรือไม่รู้ไม่ได้ แต่ต้องถามว่ามันคือความเข้าใจผิดเพราะอะไร” รศ.ดร.วัฒนากล่าวทิ้งท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากโครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย และ USAID จัดทำวิจัยโดยนักวิชาการจาก 5 สถาบันการศึกษา ได้แก่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาหัวข้อประชาธิปไตย รัฐประหารและธรรมภิบาลในมุมมองของคนเชียงใหม่และลำพูน มหาวิทยาลัยนเรศวร ประเด็นจิตสำนึกและความร่วมรับผิดชอบของพลเมืองในการปกครองในพื้นที่ พิษณุโลก พิจิตร และสุโขทัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาหัวข้อ ความรู้ ทัศนคติ ต่อประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศึกษาประเด็นการเสริมสร้างความรับรู้และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการปกคองท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ศึกษาเรื่องการรับรู้ของพลเมืองกับการเสริมสร้างประชาธิปไตย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39159&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120208/2050#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Wed, 08 Feb 2012 23:13:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2050 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คำถามถึงสยามประชาภิวัฒน์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120207/2049</link>
 <description>&lt;p&gt;
             กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ จะจัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤติประเทศไทย ใครคือตัวการ” บ่ายวันจันทร์นี้ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
             จัดได้เพราะไม่ใช่เรื่องแก้ไขมาตรา 112 แต่ถ้าเป็นการเสวนาทางวิชาการเรื่อง 112 โดยไม่มีการเข้าชื่อ ก็ไม่เป็นไร แต่...เดี๋ยวก่อน ถ้าตั้งโต๊ะลงชื่อคนสองคนก็ไม่เป็นไร อย่ามาเป็นพันๆ ก็แล้วกัน นั่นคือคำชี้แจงของอธิการบดีสมคิด ซึ่งปรับเปลี่ยนไปรายวัน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ผมก็สนับสนุนให้จัดนะครับ เพราะควรเปิดกว้างให้ถกเถียงกันด้วยเหตุผล มากกว่าปิดกั้นและให้ร้ายป้ายสี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แต่ปัญหาของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งอันที่จริง หลายๆ ท่านก็เป็นผู้หวังดีต่อบ้านเมือง คือที่ผ่านมาท่านไม่ได้พูดด้วยเหตุผล บางคน เช่น บรรเจิด สิงคะเนติ อาจให้สัมภาษณ์ดูดี แต่บางคนใช้วิธีการกล่าวหา ให้ร้าย ว่ามีเบื้องหลัง ทำเพื่อทักษิณ หรือมีเจตนา “ล้มเจ้า”&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             เรื่องแบบนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโฆษกพรรคการเมืองดีกว่าไหมครับ คนเป็นดอกเตอร์ คนเป็นนักกฎหมายทำไมต้องพูดเหมือนช่างทาสี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             นักวิชาการควรถือว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ โต้แย้งกันได้ โดยไม่เอากระแสสังคมมาเป็นเครื่องมือเอาชนะคะคาน หรือใช้การกล่าวหาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากลบเหตุผล ผมจึงยกย่อง กิตติศักดิ์ ปรกติ, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ไชยันต์ ไชยพร ซึ่งแม้มีความเห็นต่างแต่ก็ช่วยกันเตือนสติสังคม ไม่ให้ปลุกกระแส 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมาอีกครั้ง &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             นักวิชาการเหล่านี้ รวมทั้งผู้ใหญ่อย่าง อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ สื่ออย่าง วีระ ธีรภัทร หรือ อภินันท์ บัวหภักดี ช่วยลดกระแสได้เพราะไม่มีใครกล้าหาว่าเป็นแดง หรือ “รับเงินทักษิณ” &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แต่ไม่แน่เหมือนกัน ไปขวางกระแสมากๆ เข้า ก็อาจโดนเหมือนนิติราษฎร์ และนักวิชาการที่ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร, อ.เกษียร เตชะพีระ ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทักษิณ” (ศัพท์ของเกษียร) กันมาทั้งนั้น แต่สังคมถูกครอบงำความเกลียดชังจนไร้สติ จำกัดเสรีภาพทางความคิด กลายเป็นใครที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ คือพวกทักษิณ รับเงินทักษิณ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ที่จริงผมเห็นหัวข้อเสวนาของสยามประชาภิวัฒน์ก็หัวร่อก๊าก “วิกฤติประเทศไทย ใครคือตัวการ” ไม่ต้องอ้าปากก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ทักษิณ! ชัวร์ป้าด หรือสยามประชาภิวัฒน์อาจเรียกใหม่ว่า &amp;quot;ทุนผูกขาด&amp;quot;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             คำถามคือ สยามประชาภิวัฒน์จะเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง นอกจากขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวให้ชัดเจนลงไปคือ สยามประชาภิวัฒน์จะเสนอทฤษฎีอะไร ที่พลิกตำราประชาธิปไตยที่ยึดถือกันตลอดมา&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             เพราะเท่าที่ฟังความเห็นกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ตลอดจนจุดยืน 5 ข้อ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับพันธมิตร ที่มีแนวโน้มปฏิเสธการเลือกตั้ง “ขจัดวิกฤติความคิดและความเชื่อที่ว่าสูตรสำเร็จของประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น” (เลือกตั้งทีไรก็แพ้ทักษิณ ฉะนั้น Vote No ดีกว่า)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แนวคิดของสยามประชาภิวัฒน์ คือการเลือกตั้งทำให้พรรคการเมืองนายทุนเข้ามามีอำนาจเผด็จการ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกใช้ไม่ได้กับประเทศไทย ต้องคำนึงถึงคุณค่าของ “สถาบันทางสังคม” แล้วเอามาปรับใช้ ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             วาทกรรมสวยหรูเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ พูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกลายเป็นพูดอีกก็ถูกอีก แต่ไม่มีใครอธิบายเป็นระบบได้ ตกลงคุณไม่เอาประชาธิปไตยตะวันตก แล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นอย่างไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณบอกว่าเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองนายทุนเข้ามามีอำนาจเผด็จการ คุณจะเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งอย่างไร จะกำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจฝ่ายต่างๆ อย่างไรให้อยู่ในหลักการประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพ เสมอภาค และการใช้อำนาจทุกอย่างต้องตรวจสอบได้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             พันธมิตรเคยพูดอย่างนี้ แล้วก็ไปคิด “การเมืองใหม่” 70 : 30 จนเจ๊งไปแล้ว&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ฉะนั้น สยามประชาภิวัฒน์จึงควรคิดสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ สมมุติเช่น ให้เลือกตั้งนายกฯ โดยตรง แต่ให้คนเสียภาษีเท่านั้นมีสิทธิเลือก (บางคนบอกว่าให้สิทธิเฉพาะปริญญาตรี) คนทั่วไปให้เลือก ส.ส.อย่างเดียว&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             หรือไม่ก็ให้มีสภาพิทักษ์คุณธรรมแบบอิหร่าน ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             หรือจะเอาแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีน (เห็นชื่นชมจีนกันนัก) จัดตั้งเครือข่ายปกป้องสถาบันพิทักษ์ความเป็นไทยทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ไม่ต้องเลือกตั้งทั่วไป เลือกตัวแทนตามลำดับชั้นขึ้นมาเป็นสภาประชาชน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ลองดูนะครับ ถ้าพวกท่านสามารถคิดระบอบอะไรที่ล้ำเลิศกว่า มีเสรีภาพกว่า เสมอภาคกว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ผมก็พร้อมจะไชโยโห่ร้องหมอบราบคาบแก้วให้ด้วยความยินดี ฮิฮิ
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
6 กพ. 2555 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.komchadluek.net/detail/20120206/122274/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ : ว่ายทวนอารมณ์ นสพ.คมชัดลึก&lt;/a&gt;  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120207/2049#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/489">royalist</category>
 <pubDate>Tue, 07 Feb 2012 00:43:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2049 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กำเนิด &quot;แดงใหม่&quot; (ของแท้)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048</link>
 <description>&lt;p&gt;
นิยายเรื่อง &amp;quot;ล้มเจ้า&amp;quot; ที่แพร่หลายอยู่ในเวลานี้ มีหลายเรื่องที่จับได้ว่า ผู้เขียนนั่งเทียนร่ายยาว และใช้ทฤษฎีจับแพะชนแกะ ด้วยหวังผลการโฆษณาทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง กลุ่มไม่เอาเจ้าตัวจริง ที่ได้มีการสถาปนาองค์การการนำมาแล้ว 69 ปี คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน อดีตสมาชิก พคท. แตกแยกความเห็นออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกยังถือว่า องค์การการนำ พคท.ยังดำรงอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่ ไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ ศัตรู 3 ตัว &amp;quot;นายทุน ขุนศึก ศักดินา&amp;quot; เป้าหมายทางยุทธศาสตร์เดิม ก็ถูกรวบให้เหลือตัวเดียว คือ &amp;quot;ทุนนิยมผูกขาด&amp;quot; ที่ต้องทำลายให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่สอง มองว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 &amp;quot;ได้สูญสิ้นและหมดสภาพการเป็นองค์การการนำไปแล้ว&amp;quot;  เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มหลังได้เขียนบทความผ่านนิตยสารคนเสื้อแดง โดยระบุว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ทุกวันนี้ กล่าวได้ว่า องค์การจัดตั้งของ พคท. น่าจะยังไม่เป็นตัวเป็นตน แต่ชาว พคท. ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ กำลังศึกษาลักษณะสังคมไทยอย่างขะมักเขม้น ละเอียดรอบคอบ และศึกษาสถานการณ์โลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมโลก...&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า องค์การการนำ &amp;quot;ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;quot; ส่วนพวกที่ประกาศตัวว่าเป็น &amp;quot;จัดตั้ง&amp;quot; ในวันนี้ คือ &amp;quot;พวกลัทธิแก้&amp;quot; (แก้ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน) และเป็นพวกฉวยโอกาสเอียงขวา กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแก้ ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิม เพียงแต่วิเคราะห์สังคมไทยต่างกัน จึงกำหนดเข็มมุ่งไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษาสังคมไทยในระยะใกล้อย่างขะมักเขม้น  อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่พวกลัทธิแก้ จึงสรุปในเบื้องต้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สังคมไทยปัจจุบันเป็น&lt;b&gt;สังคมทุนนิยม (ยังไม่สมบูรณ์) ที่มีทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ และมีอิทธิพลจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวันที่ก่อตั้ง พคท.เมื่อ 69 ปีที่แล้ว คณะกรรมการกลางชุดแรก วิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็น &amp;quot;กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา&amp;quot; ศัตรูที่จะต้องถูกโค่นล้ม จึงเป็น &amp;quot;ศัตรู 3 ตัว&amp;quot; ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบัน สังคมไทยยังมี &amp;quot;ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ&amp;quot; และมีอิทธิพล &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot; หรือ &amp;quot;ทุนนิยมบริวาร&amp;quot; ดำรงอยู่ ใครคือมิตร ใครคือศัตรู จึงต้องกำหนดใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ชาว พคท. ต้องสามัคคีกับพลังที่ก้าวหน้าในสังคมไทย ไปทำลายอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยม สนับสนุนทุนนิยมที่ก้าวหน้า&amp;quot; ดังนั้น &amp;quot;มิตร&amp;quot; ของชนกรรมาชีพไทย ก็คือ ทุนนิยมที่ก้าวหน้า ! &amp;quot;ศัตรู&amp;quot; ก็หนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot;ศักดินา&amp;quot; และ &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot;! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังคมไทย ก็จะนำไปสู่การกำหนดมิตรและศัตรู รวมถึงวางเข็มมุ่งในการต่อสู้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พัฒนาประเทศไทยให้เป็นทุนนิยมที่มีประชาธิปไตย สร้างเงื่อนไขทางวัตถุและทางจิตใจ เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ปกครองด้วยนิติรัฐที่แท้จริง ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครคือทุนนิยมที่ก้าวหน้า เป็นหลักคิดใหม่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย เพราะที่แล้วมา มีแต่กำหนดให้ &amp;quot;นายทุนชาติ&amp;quot; เป็นแนวร่วมชั้นสูง ชาว พคท.มิได้ระบุว่า ทุนนิยมที่ก้าวหน้าในเมืองไทยมีใครบ้าง แต่ก็รับรู้กัน &amp;quot;วงใน&amp;quot; ว่าเป็น &amp;quot;อดีตนายกรัฐมนตรี&amp;quot; ที่ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายจากฝ่ายอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพิจารณาให้ดี แนวคิดของชาว พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่ลัทธิแก้ จะคล้ายกับแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ตามที่ &amp;quot;สุรชัย แซ่ด่าน&amp;quot; เคยนำเสนอไว้ มันเป็นเพียงความเคลื่อนไหวลึกๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ใน &amp;quot;ขบวนการเปิด&amp;quot; ถ้าฝ่ายตรงข้ามตามไม่ทัน และใช้ชุดความคิดโบราณมาตอบโต้ ก็อาจพลาดท่าตกหลุมพราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากแยกมิตรแยกศัตรูไม่ถูก แถมใช้ความคิด &amp;quot;อภิปรัชญา&amp;quot; มาชี้นำ มันก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบออกจากฝัก !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/politic-view/20120203/433864/news.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ แกะรอยการเมือง กรุงเทพธุรกิจ 3 กพ. 2555&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:50:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2048 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;กม.หมิ่นฯ&quot; ของ &quot;สยาม&quot; vs &quot;ไทย&quot; ถอยหลัง หรือ เดินหน้า</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043</link>
 <description>&lt;p&gt;
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; vs &amp;quot;ไทย&amp;quot; &amp;quot;ถอยหลัง หรือ เดินหน้า เข้าคลอง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี  &amp;quot;กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ &lt;br /&gt;
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; จึงมีแต่ &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนที่เรียกกันว่า &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; (สมัยโบราณ) นั้น&lt;br /&gt;
ก็มีแต่เพียงในสมัย &amp;quot;ระบอบราชาธิปไตย&amp;quot; หรือ &amp;quot;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;quot; และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด &amp;quot;การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475&amp;quot; ให้เป็น &amp;quot;ระบอบประชาธิปไตย&amp;quot; (สมัยใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ดังนั้น แต่เดิม &amp;quot;ราชอาณาจักรสยาม&amp;quot; (สมัยโบราณ) จึงเคยมี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; (สมัยใหม่) ต่อมา มี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากลของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life′s Work,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มนี้ บทว่าด้วย &amp;quot;กฏหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สาม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165..... &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทียบได้ก็แต่ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญ ในยุโรป.... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326976786&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=no&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 19 Jan 2012 20:53:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2043 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> เงิน 7.5 ล้าน มีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของ&lt;b&gt; วรกร จาติกวณิช&lt;/b&gt; ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลัน ต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ &lt;b&gt;ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนตาย คนเจ็บ ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตาย มีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใด ๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่า &lt;b&gt;พวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน &lt;b&gt;การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครแน่ใจว่า คนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม&lt;/b&gt; หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณ ทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย                  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่ จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บอกว่า เป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด &lt;b&gt;นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบายใจที่ได้รับ&lt;/b&gt; ยังไงล่ะ แล้วขอโทษที &lt;b&gt;ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ?  ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้&lt;b&gt;รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 &lt;/b&gt;ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่ &lt;b&gt;เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้&lt;/b&gt;หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า &lt;b&gt;มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร &lt;b&gt;พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปชป.บอกว่า ต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้ว &lt;b&gt;ทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาล ไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว ! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “&lt;b&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน &#039;โจรใต้&#039; แยกดินแดน&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่&lt;b&gt;การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ &lt;b&gt;การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่ ? &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot; http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot;&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Wed, 18 Jan 2012 21:36:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2042 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รายงานการเสวนาเรื่อง เพศที่เปลี่ยนไปในสื่อและสิทธิทางเพศ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110916/2017</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2554 มีการประชุมวิชาการเพศวิถีศึกษา ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม  เดอะรอยัลริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยในงานได้มีเวทีเสวนาเรื่อง &amp;quot;เพศที่เปลี่ยนไปในสื่อและสิทธิทางเพศ&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/09/1316170194.jpg&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;350&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt; (&lt;i&gt;จากซ้ายไปขวา สมสุข หินวิมาน, สุภัทรา นาคะผิว, จีรนุช เปรมชัยพร&lt;/i&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยจีรนุช เปรมชัยพร, สมสุข หินวิมาน และสุภัทรา นาคะผิว และมีการปาฐกถาในหัวข้อ &amp;quot;เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป&amp;quot; โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทดอทคอมและเจ้าของรางวัลเฮลมานฮามเมตต์จากการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน ออกตัวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไปนี้นั้นเป็นการ &amp;quot;พูดจากจริตชนชั้นกลาง&amp;quot; ก่อนที่จะกล่าวถึง &amp;quot;สื่อและสิทธิทางเพศที่เปลี่ยนไป&amp;quot; ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาที่เราพูดถึงสื่อนั้น สื่อก็มี 2 สายใหญ่ๆด้วยกัน หนึ่งคือสื่อกระแสหลัก ซึ่งมีความย้อนแย้งในตัวเอง หรือจะพูดง่ายๆได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีความ &amp;quot;ตอแหลต่อกัน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เนื่องจากสื่อกระแสหลักมีความเป็นทุนนิยมอยู่แล้ว และด้วยความเป็นทุนนิยมนี้เอง เรื่องเซ็กซ์จึงเป็นเรื่องที่ขายได้ แต่ขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็มีลักษณะที่ว่า ตัวเองจะต้องรักษาค่านิยมที่มีคุณค่าแบบเดิมหรือความเคร่งครัดทางศีลธรรมบางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีสภาพ มือถือสากปากถือศีล &amp;quot; จีรนุชกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ยกตัวอย่างรายการ คนละดาวเดียวกัน ที่ &amp;quot;เกือบ&amp;quot; จะเป็นรายการน้ำดี ซึ่งถ้าใครที่อ่านหนังสือ ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ก็คงจะรู้สึกเป็นปลื้มกับรายการนี้ แต่ถ้าเราลองดูรายการนี้ในบริบทที่ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากเราเองไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย หรือผู้ชายที่ชอบผู้หญิง แต่เป็นคนที่อยู่ในวิถีชีวิตทางเพศอีกแบบหนึ่ง เราจะรู้สึกได้ว่า รายการนี้ไม่ได้พูดอะไรถึงเราเลย มันไม่ได้บอกถึงความมีอยู่ของเราเลย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;นี่คือภาพเหมารวมทางเพศแบบหนึ่งที่สื่อกระแสหลักมองไม่เห็น&amp;quot; จีรนุชกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชกล่าวต่อว่า สื่ออีกกระแสหนึ่งก็คือ สื่อประเภท &amp;quot;ร้อยพ่อพันแม่&amp;quot; ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่ได้รวมเป็นกระแสใดๆที่ชัดเจน  สื่อเหล่านี้ได้แก่ สื่ออินเตอร์เน็ตหรือ สื่อใหม่  ซึ่งกำลังนำเสนอ สิ่งที่ต่างออกไปที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้นำเสนอบนพื้นที่ของสื่อหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวที่มากกว่า และสื่อประเภทดังกล่าวยังมีลักษณะของการโต้กลับ หรือเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ถูกนำเสนอบนสื่อกระแสหลัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชพูดถึงสื่อกระแสรองดังกล่าวว่า &amp;quot;มันมีลักษณะของการรวมกลุ่มคนที่มีความคิดความสนใจไปในทางเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจทำให้เราติดกับอยู่ในมายาภาพบางอย่างที่ว่า สังคมมันดีแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เรานั่งเล่นเฟซบุ๊กทั้งวัน เรามี &amp;quot;เฟรนด์&amp;quot; มีสิ่งแวดล้อมที่คิดไปในทางเดียวกันกับเรา แล้วเราก็คิดไปว่า อ๋อ เดี๋ยวนี้สังคมมันทันสมัยแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ในสายตาของจีรนุชนั้น เธอกล่าวว่า โลกสองโลกดังกล่าวนั้นเดินคู่ขนานกันไปเป็นระยะๆ และก็มีการปะทะสังสรรค์กันบ้างตามวาระและโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อยากจะหยิบปรากฏการณ์การปะทะกันของสื่อสองกระแสนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  ตัวอย่างแรกคือคลิปสาวสีลม ปมขัดแย้งที่สำคัญคือ การที่ทั้ง 3 สาวต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ ซึ่งกรณีที่น่าสนใจก็คือ ถ้าสาวๆที่เต้นตรงนั้นไม่ใช่สาวแท้ แต่เป็นสาวข้ามเพศเนี่ย มันจะเป็นเรื่องขนาดนี้ไหม?&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในสังคมไทยมันมีพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ใคร ทำอะไร ปรากฏการณ์ดังกล่าวมันเกิดขึ้นตามท้องถนนในช่วงสงกรานต์มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ ทีนี้พอมันเกิดขึ้นแล้วและเราไปพบว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฮ้ย! ผู้หญิงพวกนี้เป็นผู้หญิงจริงๆ ก็เลยเกิดเป็นเรื่อง แลัวมันก็มาเกิดขึ้นในวาระอันเหมาะสมกับการพูดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ ′ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย′&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ &amp;quot;เรยา&amp;quot; ที่จีรนุชบอกว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องการพูดถึงความสัมพันธ์นอกสมรสที่เกิดขึ้นโดยละครผู้หญิงซึ่งเป็นตัวนำในเรื่อง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อ &amp;quot;กระแสเรยา&amp;quot; ได้รับการยอมรับ ผู้รักษากฎในสังคม- ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นใครนั้น กลับ &amp;quot;รับไม่ได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เพราะว่าผู้รักษาศีลธรรมอันดีของสังคมไม่เชื่อว่า คนที่ดูละครคิดเองได้ ก็เลยมีการจบด้วยการมีพระเทศน์ในตอนจบ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โปสเตอร์ให้ความรู้ภายในงาน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ต่อมาคือปรากฏการณ์ &amp;quot;จ๊ะ คันหู&amp;quot; ที่คุณจ๊ะไปออกรายการวู้ดดี้ แล้ววู้ดดี้ก็โดนด่าเยอะมาก ส่วนตัวคิดว่าเหตุผลที่วู้ดดี้โดนด่านั้นไม่ใช่เพราะว่าวู้ดดี้เป็นคนเคร่งศีลธรรม &amp;quot;ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่วู้ดดี้เชิญนักร้องต่างประเทศมาสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เคยอยู่ในบทผู้มีศีลธรรม&amp;quot; แต่สิ่งที่คนดูรับไม่ได้คือวิธีการที่วู้ดดี้ตั้งคำถามดูถูกแขกรับเชิญ ซึ่งนี่เป็นขนบที่สังคมไทยไม่ยอมรับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชกล่าวว่า นอกจากนี้ ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเรื่องคุณค่าบางอย่างที่ซ้อนกันอยู่ในสังคม เป็นคุณค่าสองชั้น จากการที่ต่อมา &amp;quot;จ๊ะ&amp;quot; ต้องออกมาตอบโต้ว่า ตัวตนจริงๆของเธอนั้นเป็น &amp;quot;good girl&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แล้วถ้าตัวตนจริงๆของเธอเป็น ′bad girl′ แล้วมันยังไงล่ะ? แล้ว ′So what?′&amp;quot; จีรนุชกล่าวพร้อมกับส่งท้ายว่า นี่คือคุณค่าสองชั้นที่มันทับซ้อนกันอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางด้าน สมสุข หินวิมาน อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเชื่อเกี่ยวกับสื่อในยุคปัจจุบันมีอยู่ว่า สื่อมีนั้นอิทธิพลทางความคิดของผู้คนในเรื่องเพศ มีงานวิจัยที่บอกว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันๆ ซ้ำๆ เราก็จะได้รับการหล่อหลอมวิธีคิดแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมสุขได้ยกละครโทรทัศน์เรื่อง &amp;quot;จำเลยรัก&amp;quot; ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ก่อนจะกล่าวว่า ละครเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของชนชั้นกลางที่ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ในชีวิต มีการสร้างฉากให้เหมือนฉากแฟนตาซีในนิยาย มีฉาก &amp;quot;คลาสสิกๆ&amp;quot; ซึ่งสมสุขบอกว่า  &amp;quot;นี่มันเป็นแฟนตาซีของผู้หญิงชนชั้นกลาง&amp;quot; ซึ่งสื่อให้เห็นวิธีการหล่อหลอมกระบวนทัศน์ในเรื่องเพศในสื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวในแง่ของสิทธิทางเพศและ &amp;quot;เพศศึกษา&amp;quot; ว่า ข้อถกเถียงที่เป็นเรื่องใหญ่และมีความเกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนในสังคมก็คือ เรื่องของเพศศึกษา ที่เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เราควรมีหลักสูตรเพศศีกษาแล้วหรือยัง? มันจะไปเป็นการชี้โพรงให้กระรอกไหม? มันจะไปเป็นการยุยงส่งเสริมไหม?&amp;quot; หรือเรื่องของการจะมี/ไม่มีตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียนก็ยังเป็นโจทย์ที่หลายคนตั้งคำถามถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เราไม่เคยเชื่อมั่นในศักยภาพเยาวชนของเรา ว่าพวกเขาจะมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และเรื่องเพศก็เป็นตัวสะท้อนที่สำคัญว่า ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่คอยควบคุมดูแลในเรื่องดังกล่าว&amp;quot; สุภัทรากล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และพิธีกรรายการ Wake Up Thailand กล่าวในหัวข้อ &amp;quot;เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป&amp;quot; ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของเพศกับการเมืองนั้น ตนจะไม่ขอตอบว่าขบวนการไหนจริงแท้กว่ากันในแง่ประชาธิปไตย หรือขบวนการไหนที่ผู้หญิงมาร่วมต่อสู้จริงแท้กว่ากัน แต่ &amp;quot;ผมสนใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีวิธีแสดงออกทางเพศสภาวะและเพศวิถีอย่างไร&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชญ์กล่าวว่า &amp;quot;ผมไม่ได้บอกว่าเสื้อแดงต้องเป็นแม่ค้าเท่านั้น หรือว่าเสื้อเหลืองต้องเป็นชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะผมไม่เชื่อในวิธีคิดเช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนทั้งสองสีมาจากทุกชนชั้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับชาติก็มีเรื่องของเพศสภาวะและเรื่องของเพศวิถีอยู่ด้วย และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยปรากฎอย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมไม่ได้จะดูว่ามีผู้หญิงเข้าร่วมขบวนการเหล่านี้มากน้อยเพียงไร คือไม่ได้ดูว่าขบวนการไหนมีผู้หญิงมากกว่ากัน แต่อยากมองไปที่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงและเพศสภาวะ-เพศวิถีที่มีการนำมาอ้างผสมรวมอยู่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/09/1316170259.jpg&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;350&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรูป (บน) ที่เขานำมาแสดงให้ผู้ฟังเห็นนั้น พิชญ์กล่าวอธิบายว่า &amp;quot;มีการกำหนดเพศสภาวะของบุคคลทางการเมือง ทั้งคนที่คุณโจมตีเขาว่า เขามีสภาพเช่นนั้น หรือถ้าหากว่าคุณไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นมีสภาพเช่นนั้น คุณทำให้มันดูเป็นเรื่องขำซะ&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การทำให้กลายเป็นผู้หญิง (จากตัวอย่างในรูปดังกล่าว) นั้นมีส่วนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ที่จริงแล้ว ผู้หญิงนั้นเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานแล้ว แต่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ เราจะเห็นได้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันมีการให้ความหมายกับบทบาทของหญิงชายในการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีการโจมตีและกำหนดเรื่องเพศต่อศัตรูทางการเมืองในกระบวนการ ′การทำให้เป็นอื่น′ มันลามจากห้องเรียนขึ้นไปบนเวที ไปยังสื่อต่างๆ ก่อให้เกิดคำถามว่า ที่จริงแล้วประชาธิปไตยนั้นก้าวหน้าจริงหรือเปล่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;มิติเรื่องเพศทั้งหลายนี่มันสะท้อนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยจริงไหม สังคมได้เปิดกว้างขึ้นไหม หรือว่าสิ่งเหล่านี้มันยัง ′วนๆ′ อยู่รึเปล่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สงครามความสวยระหว่าง &amp;quot;สาวเสื้อแดง&amp;quot; กับ &amp;quot;สาวเสื้อเหลือง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชญ์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาขบวนการเสื้อเหลืองซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากเข้าร่วม โดยให้ดูภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงในขบวนการพันธมิตรกับขบวนการ นปก. (ก่อนที่จะมาเป็น นปช.) ซึ่งจะมีข้อถกเถียงที่ยกขึ้นมาว่า &amp;quot;สาวพันธมิตรกับสาวเสื้อแดง ฝ่ายไหนสวยกว่ากัน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการต่อสู้ของขบวนการเสื้อเหลือง ได้มีการให้ภาพความใสบริสุทธิ์ของเด็ก (รูปข้างซ้ายมือ) และผู้หญิงมาเป็นเครื่องหมาย หรือภาพความเป็นสาวชนบท ความเป็นสาวชนชั้นล่างของผู้หญิงในขบวนการเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในขณะที่ขบวนการเสื้อหลากสี ซึ่งแม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมเยอะ แต่ก็ไม่ได้มีการนำเสนอภาพออกมาในรูปการเคลื่อนไหวของผู้หญิง แม้ว่าจะมีรูปผู้หญิงแต่มันก็ไม่ได้ถูกเล่นเป็นประเด็น&amp;quot; พิชญ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;quot;กองเชียร์เสื้อแดง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ถ้าถามว่าการพูดถึงคำ ผกานี่แปลว่าเราให้ราคาคุณคำ ผกามากเกินไปไหม ผมยืนยันว่า ′ต้องให้′ ครับ ผมคิดว่า กระแส ′รู้ทันคนดี′ ของคุณคำ ผกามีนัยยะบางอย่างที่นอกเหนือไปจากเรื่องเพศและเรื่องของการร่วมเพศ โดยมีลักษณะไปรื้อทำลายแนวทางการศึกษาเรื่องเพศสภาวะของไทย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในงานของคำ ผกา และนักวิชาการที่เป็น ′กองเชียร์เสื้อแดง′ นั้นมีมิติของความเป็นผู้หญิงที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม มันมีความกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน  มีความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้าน และเราควรต้องดูในหลายๆมุม&amp;quot; พิชญ์กล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316169808&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110916/2017#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/490">NGO</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 16 Sep 2011 21:13:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2017 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ยิ่งเหลิม ยิ่งเละ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110910/2016</link>
 <description>&lt;p&gt;
“ยังไม่เห็นรายชื่อ” “ยังไม่ได้ศึกษารายละเอียด” “ยังไม่ชัดเจน” รวมทั้งยังไม่ตอบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือคำพูดที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ จากปากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา นับแต่เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งก็ตามมาด้วยคำวิจารณ์ว่า ยังไม่เด่น ประชาชนยังไม่มั่นใจ ฯลฯ และคำถามว่าเมื่อไหร่ยิ่งลักษณ์จะกล้าพูดกล้าตอบกล้าตัดสินใจเสียที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่คนพูดคนตัดสินใจคนเป็นข่าวรายวัน กลับเป็นเฉลิม ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ประกาศอย่างเปิดเผยว่าเลือกพรรคเพื่อไทย ผมก็เขียนลงบล็อกในเว็บไซต์ Voice TV ไปแล้วว่า “เลือกยิ่งลักษณ์ได้ออเหลิม” (&lt;a href=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&quot; title=&quot;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&quot;&gt;http://www.voicetv.co.th/blog/513.html&lt;/a&gt; อาจจะมีคนได้อ่านไม่มาก ขอเชื่อมลิงก์ให้อ่านหน่อย)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คือผมจำได้แม่นว่าตอนที่พรรคเพื่อไทยหาเสียง ผมไม่เคยเห็นขุนศึกฝั่งธนออกมาแสดงบทบาท ประกาศนโยบาย ออกรายการโทรทัศน์ หรือไปดีเบตที่ไหนๆ ไม่เคยมีภาพ 33 ภาพ 31 ภาพ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ไหงหลังตั้งรัฐบาล เพียง 10 กว่าวันหลังแถลงนโยบาย ออเหลิมกลับกลายเป็นข่าวรายวัน และเป็นข่าวในทางลบกับรัฐบาลเสียด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นถ้าจะตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบาล “ยิ่งเหลิม 1” ก็คงไม่ผิด ทั้งๆ ที่ถ้าบอกก่อนว่าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลแล้วจะตั้งออเหลิมเป็นรองนายกฯ คุมตำรวจ คะแนนเสียงอาจหดหายไปกว่านี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดนี่ไม่ใช่ว่าผมคัดค้านการย้ายข้าราชการ ย้ายเลขา สมช. ย้าย ผบ.ตร. รัฐบาลมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว แต่ต้องทำอย่างมีเหตุผล และทำให้ “เนียน” หน่อย สมมติเช่น รัฐบาลประกาศย้ายผู้เกี่ยวข้องกับการปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 เพื่อความสะดวกในการสอบสวนข้อเท็จจริงของ คอป.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือรัฐบาลประกาศตรงๆ ว่าถวิล เปลี่ยนศรี ขึ้นมาดำรงตำแหน่งด้วยอำนาจการเมือง ที่ย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา ออกไปเมื่อ 2 ปีก่อน ฉะนั้นก็ต้องไปด้วยการเมืองเหมือนกัน เด้งซะ แล้วค่อยหาคนมาเป็น เลขา สมช.ใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นี่มันไม่ใช่อย่างนั้น ภาพมันกลายเป็นรัฐบาลต้องการเด้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เพื่อดัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ แล้วหาที่ให้ลงไม่ได้ มองมามองไปก็มาเจอถวิล เปลี่ยนศรี ที่ “กล้ามเล็ก” หน่อย ภาพทางการเมืองจึงออกว่าถวิลกลายเป็นแพะ บูชายัญเพื่อเพรียวพันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ข้าราชการซึ่งคาดกันไว้แล้วว่าจะโดนย้าย อย่างธาริต เพ็งดิษฐ์ กลับไม่ถูกแตะ ถูกตั้งข้อกังขาว่าธาริตเป็นนก 2 หัวอีกต่างหาก เพราะไปจับผิดการสรรหา กสทช.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายทหาร ซึ่งสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ก็ยังลอยนวลกันอยู่ แถมยังหัวร่อกลิ้งที่รัฐบาลไร้น้ำยา (ถึงขนาดฉีกหน้านายกฯ ไม่ไปร่วมงานแถลงยุทธศาสตร์ชาติของ วปอ.)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนเราพูดได้ว่า ฝ่ายแค้นอย่างประชาธิปัตย์และสื่อกระแสหลัก จับจ้องเล่นงานรัฐบาลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลก็เปิดคางให้เขาถลุง เรื่องแบบนี้ ความมีเหตุผลและวิธีการที่ “เนียน” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะดูอย่างการโยกย้ายปลัดมหาดไทย ไม่มีใครวิจารณ์ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะเห็นกันอยู่ว่ารัฐบาลที่ผ่านมายำกระทรวงมหาดไทยเสียเละ มีข่าวอื้อฉาวเรื่องทุจริตและฟ้องร้องกันอุตลุด การจะเด้งปลัดแล้วตั้งพระนาย สุวรรณรัฐ ซึ่งอาวุโสเหนือกว่ามาเป็น จึงไม่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่สำหรับคุณพ่อโต้งหนุ่มชาย ชีวิตนี้คงไม่เคยรู้ว่าคำว่า “เนียน” มีอยู่ในพจนานุกรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลก็ไปยุ่งแต่กับเรื่องของทักษิณ ตั้งแต่ทักษิณไปญี่ปุ่น ทักษิณจะไปเขมร เดี๋ยวก็ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทักษิณ เดี๋ยวก็จะยื่นศาลฎีกาทบทวนคดีที่ดินรัชดาใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเนี่ยยืนยันมาตลอดว่าทักษิณไม่ผิด หรือถ้าผิดก็เป็นความผิดทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ควรลงโทษทางอาญา “ไม่ทุจริตแต่ติดคุก” (แถมยังมาจากการสอบสวนของ คตส.ที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร อ้างว่าประกอบด้วยบุคคลผู้ซื่อสัตย์สุจริต ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง แล้วไง ปปช.ชี้มูลความผิด “นางเอก” ไปแล้ว แต่สื่อส่วนใหญ่เอาไปซุกไว้เป็นข่าวหน้าในซะอย่างงั้น)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่การจะทำอะไรก็ต้องอดทนอดกลั้น มีขั้นตอนกันหน่อยสิครับ มีลำดับก่อนหลัง ไม่ใช่เป็นรัฐบาลขึ้นมา ยังไม่ได้ทำอะไรให้ประชาชนเลย ก็จะเอาทั้งยิ่งลักษณ์ ทั้งทักษิณ ทั้งเพรียวพันธ์ มันไม่มากไปหน่อยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
ประชาชนต้องมาก่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยืมสโลแกน ปชป.ซึ่งเอาเข้าจริง &lt;b&gt;ประชาชนตายก่อน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องคำนึงว่า ประชาชนเลือกพรรคเพื่อไทยมาเพื่ออะไร หนึ่ง เพื่อให้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้อง สอง สำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นฐานเสียงหลัก ก็คือเพื่อคืนความยุติธรรม และคืนความเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือยุทธศาสตร์หลักที่รัฐบาลต้องจัดวางลำดับขั้นตอนไปสู่สัญญาประชาคมให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลดราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ดีแต่กลับถูกโจมตีเละเทะ สาเหตุหนึ่งก็เพราะรัฐบาลเองทำให้สับสนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลเข้ามาก็เจอปัญหาน้ำท่วม ยิ่งลักษณ์เดินสายเยี่ยมประชาชน “บางระกำโมเดล” “อุดรโมเดล” แต่เอาเข้าจริงยังไม่มีงบประมาณลงไปถึง และยังทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง น้ำก็ท่วมหนักขึ้น และทำท่าจะว่าหนักกว่าปีที่แล้ว หนักที่สุดในรอบหลายปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงโชคดี ที่รัฐบาลยังไม่กินเกาเหลากับสรยุทธ์ และครอบครัวข่าว 3 ไม่งั้นก็เละเหมือนอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลประกาศนโยบายค่าแรง 300 เงินเดือน 15,000 จำนำข้าว 15,000 แต่พอถูกทักท้วงก็เป๋ ทำท่าจะไปไม่เป็น เหมือนไม่มีความแน่นอนในนโยบาย ล่าสุด รมว.คลังจะให้ตั้งกองทุนมั่งคั่ง พอศิษย์หลวงตาบัวค้านก็พับฐาน ตกลงมันดีหรือไม่ดี ต้องว่ากัน อย่าไปฟังแต่ศิษย์หลวงตา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รำคาญ บริจาคทองคำหน่อยเดียว ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของทุนสำรองทั้งประเทศ คำว่าบริจาคก็คือสละ ไม่ใช่ยึดติด ตัวกูของกู&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคเพื่อไทยประกาศนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 ทั่วประเทศ รัฐมนตรีแรงงานกลับบอกว่าจะใช้นโยบายนำร่องใน 7 จังหวัดก่อน ทำอย่างนี้ก็ฉิบหายสิครับ ที่เหลืออีก 70 จังหวัดเขาไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยหรือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรงและทันที คุณจะมาทำเฉพาะพื้นที่ไม่ได้ เหมือนนโยบาย 30 บาท ก็มีคนค้านว่าให้ทดลองก่อน แต่รัฐบาลไทยรักไทยทำทันที ทำพร้อมกันทั้งประเทศ เพราะการให้สิทธิ “30 บาทรักษาทุกโรค” ต้องเป็นสิทธิที่เท่าเทียม ไม่ใช่คนจังหวัดหนึ่งได้ คนอีกจังหวัดไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างว่า ผมไม่เชื่อว่าเผดิมชัย สะสมทรัพย์ จะมานั่ง brainstorm กำหนดนโยบายค่าแรง 300 บาท คนคิดนโยบายไม่ได้เข้ามาทำ แต่คนทำกลับมาจากระบบโควตาการเมืองเก่าเจ้าพ่อท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพูดถึงการคืนความยุติธรรม และความเป็นประชาธิปไตย แน่นอน ทักษิณไม่ได้รับความยุติธรรม เพรียวพันธ์ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่คุณทำให้ประชาชนก่อนได้ไหม รัฐบาลเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของกงสี รู้จักอดทนอดกลั้นบ้าง ต่อให้ไม่ย้ายวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ตำรวจก็ไปออหน้าห้องเพรียวพันธ์อยู่ดี วิเชียรอยู่ไปก็เป็นแค่เจว็ดเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องคืนความยุติธรรมให้มวลชนเสื้อแดงที่ถูกปราบปรามจับกุมคุมขังก่อน ต้องดูแลมวลชนและครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งเท่าที่ทราบ จนบัดนี้ก็ยังดูแลไม่ทั่วถึง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนออกจากคุก ถูกยึดรถยึดเครื่องมือทำมาหากิน เป็นหนี้สินล้นพ้น ในเรื่องการสอบสวนข้อเท็จจริง ก็ไม่ควรจะทำแค่โยนให้ คอป.ซึ่งไม่ควรไว้วางใจมากนัก แถมโยนให้แล้วจนบัดนี้รัฐบาลก็ยังไม่เข้าไปช่วยเข้าไปเสริมอะไรซักอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลนี้มาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง การตอบแทนมวลชนกับการตั้งแกนนำ นปช.เป็นที่ปรึกษาเป็นเลขารัฐมนตรีเป็นคนละเรื่องกัน แน่นอน เราไม่ยอมรับการโจมตีของฝ่ายแค้นและสื่อ ที่ต่อต้านคนเสื้อแดงไม่ให้รับตำแหน่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(พวกสลิ่มบางรายโพสต์ลงเฟซบุคว่า ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน ก็แหงอยู่แล้ว ประชาธิปไตยเป็นของขี้ครอกนี่หว่า แท็กซี่จะเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีคมนาคมไม่ได้หรือ ต้องให้พ่อค้าหรือขุนนางเป็นเท่านั้นหรือ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงว่ารัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาบริหารเพื่อประชาชน การตั้งคนต้องดูความเหมาะสม ความสามารถ ที่จะเข้ามาเสริมประสิทธิภาพ สมมติเช่น ถ้ารัฐบาลจะตั้ง บก.ลายจุด แห่งมูลนิธิกระจกเงา เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีพัฒนาสังคม ใครก็คัดค้านไม่ได้ เพราะมีความเหมาะสมไม่ว่าเป็นสีอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครไม่มีความเหมาะสม ก็ตอบแทนเขาอย่างอื่น ให้เขาทำหน้าที่อื่น กรณีนี้เป็นภาพสะท้อนของความสับสนทางยุทธศาสตร์ ที่ไม่เข้าใจว่าจะต้องแยกบทบาท ระหว่างรัฐบาล รัฐสภา พรรคเพื่อไทย และขบวนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตั้งแกนนำ นปช.ให้มีตำแหน่ง เท่าที่ทราบยังทำให้เกิดความแตกแยก ทะเลาะเบาะแว้ง คนที่ไม่ได้ตำแหน่งก็น้อยเนื้อต่ำใจ ต้องเข้าใจว่าเสื้อแดงไม่ใช่มีเฉพาะ นปช. เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม ในแต่ละจังหวัดมีการรวมตัวกัน 2-3-4-5 กลุ่ม เพียงแต่เมื่อนัดชุมนุมเขาก็มารวมตัวกัน คนที่บอกว่าเป็นแกนนำไม่ได้ตัวแทนของมวลชนทั้งหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนเสื้อแดงไม่ได้มีเฉพาะ นปช.ที่เป็นสายตรงพรรคเพื่อไทย มวลชนจำนวนไม่น้อยเขามากันเอง มาต่อสู้ด้วยความสมัครใจ เอารถมาเอง เดินเท้ามาเอง ขึ้นรถเมล์รถแท็กซี่มาเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังพฤษภา 53 ที่แกนนำ นปช.ถูกจับ ก็เกิด “แกนนอน” มวลชนต่อสู้ด้วยตัวของเขาเอง “แกนนอน” ในพื้นที่จำนวนไม่น้อย เข้มแข็งยิ่งกว่าแกนนำ นปช.หรือผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ใครอยู่ใกล้นายใหญ่ ใครอยู่ใกล้พรรค ใครเป็นหัวคะแนน ใครเป็น organizer จัดงาน event คนนั้นก็ได้ “ทรัพยากร” ได้รับการปูนบำเหน็จ เป็นเช่นนี้มาตลอด ไม่ว่าแพ้หรือชนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่พูดเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามวลชนหรือ “แกนนอน” ต้องการบำเหน็จรางวัลอะไร สิ่งที่เขาต้องการคือความช่วยเหลือและความยุติธรรมให้กับพี่น้องที่ถูกเข่นฆ่าจับกุมคุมขัง สิ่งที่เขาต้องการคือการได้ประชาธิปไตยคืนมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เขาต้องการคือ&lt;b&gt; รัฐบาลที่บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาชัยชนะของประชาชน&lt;/b&gt; สิ่งที่เขาต้องการคือ &lt;b&gt;การให้สิทธิเสรีภาพ แก่วิทยุชุมชน เว็บไซต์ สื่อที่เป็นปากเสียงของมวลชน&lt;/b&gt; สิ่งที่เขาต้องการคือ &lt;b&gt;นโยบายที่จะเสริมสร้างเศรษฐฐานะให้แก่คนชนบท&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลทำในสิ่งที่ควรทำ ต่อให้โพลล์ สื่อ ฝ่ายแค้น รุมกระหน่ำโจมตี มวลชนก็พร้อมจะปกป้อง เช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ต้องฟังเสียงวิจารณ์ว่าจะสร้างความแตกแยก เร็วไป ยังไม่ต้องรีบทำตอนนี้ แก้ปัญหาปากท้องก่อน ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงต้องชี้แจงให้เคลียร์ ประกาศให้ชัด เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าจะแก้ไขโดย สสร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และต้องผ่านการลงประชามติ พวกเมริงอย่ามากล่าวหาว่าแก้เพื่อใคร ไม่เห็นด้วยก็มาโต้เถียงกันด้วยเหตุผล ไม่อยากให้แก้ก็เชิญเคลื่อนไหวคัดค้าน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(วันก่อนฟังมาร์คบอกว่า ปชป.จะเดินหน้าเชิดชูเสรีประชาธิปไตยแล้ว&lt;b&gt;ฮาศาสตร์ โธ่ ไอ้ ม.7&lt;/b&gt;)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พท.ไม่ใช่ ทรท.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาของพรรคเพื่อไทยคือ ไม่ได้มีประสิทธิภาพและไม่มีผู้นำที่เข้มแข็งเหมือนพรรคไทยรักไทยในอดีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2544 เปรียบเหมือนบริษัทในตลาดหุ้น บริหารแบบทุนโลกาภิวัตน์ มีทักษิณเป็น CEO ที่กล้าคิดกล้าพูดกล้าทำ แม้มีจุดอ่อนของการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่คนคนเดียว แต่ทำให้การบริหารในระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพ ฉับไว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลเข้ามาอย่างมีนโยบายและแผนที่ศึกษาไว้เป็นระบบ มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีขั้นตอน ลงมือทำทันที และมีอะไรใหม่ๆ มานำกระแสและทิศทางข่าวเสมอ รวมทั้งมีศัพท์ใหม่ๆ เช่น บูรณาการ เวิร์คช็อป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคเพื่อไทยเป็นคนละเรื่อง เปรียบเหมือนบริษัทที่ถูกโจร 19 กันยาปล้นจนเจ๊งแล้วยกกงสีมาตั้งร้านขายของเก่า  ไม่มี CEO ไม่มีแผนงาน ไม่มียุทธศาสตร์ยุทธวิธี มีแต่พวกปากเก่งรายวัน และร่วมด้วยช่วยกันวุ่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งเดียวที่ก้าวหน้าในเวลา 1 ทศวรรษ คือ&lt;b&gt;ความเข้มแข็งของมวลชน&lt;/b&gt; แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังไม่ใช่พรรคของมวลชน แม้ชนะมาด้วยมวลชน ผู้กุมอำนาจยังเป็นกงสีตระกูลชินวัตร กับอาเสี่ยอาเฮียการเมืองเก่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่เป็นสิ่งที่ผู้รักประชาธิปไตยมองเห็นอยู่แล้ว เราไม่ได้ฝากความหวังกับพรรคเพื่อไทย แต่เรามีความหวังกับความเข้มแข็งของมวลชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพียงแต่ก็ไม่คิดว่าแค่หลังแถลงนโยบาย 10 กว่าวัน มันจะย่ำแย่เร็วขนาดนี้ คงต้องเริ่มมองไปข้างหน้าว่าทำอย่างไรจะรักษาความเข้มแข็งของมวลชน ของพลังประชาธิปไตย ไม่ให้เสื่อมโทรมไปหากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยพังหรือพ่ายแพ้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนว่าเราจำเป็นต้องสนับสนุนรัฐบาลต่อไป แต่ก็ต้องควบคู่กับการวิพากษ์วิจารณ์ แยกบทบาทออกมาให้ชัด อะไรที่รัฐบาลทำถูกต้อง ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อการพัฒนาประชาธิปไตย ต้องให้การปกป้อง แต่อะไรที่ทำไม่เข้าท่า เลอะเทอะ เอาพวกตัวเองก่อน ก็ต้องด่ากันแรงๆ เพื่อไม่ให้นักการเมืองกเฬวรากทำลายชัยชนะของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลจะต้องตั้งหลักให้ได้ โอเค ที่เด้งแล้วก็แล้วไป แต่ต้องหันมาทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน ทั้งการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเดินหน้านโยบายที่หาเสียงไว้อย่างเด็ดเดี่ยว อะไรที่ทำได้ทำไม่ได้ (เช่นจำนำข้าวที่มีคนค้านเยอะ แม้แต่ ดร.โกร่ง ปรีดิยาธร หรือ อ.วิโรจน์ ณ ระนอง ซึ่งเป็นคนในฝ่ายประชาธิปไตย) ก็ต้องสรุปให้ชัดเจน ควบคู่ไปกับการปฏิรูปการเมือง เตรียมแก้ไขรัฐธรรมนูญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องแสดงความเป็นผู้นำ กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ซึ่งผมเชื่อว่า เธอมี ไม่ใช่เป็นแค่คุณหนูไฮโซ วางท่าโพสต์ภาพสวย ๆ (ถ้ามีแค่นั้นจริงๆ ก็จบเห่) เพียงแต่เมื่อ น้องเล็กเข้ามาเป็นผู้จัดการกงสี &lt;b&gt;พี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ ต้องไม่เข้ามายุ่มย่ามก้าวก่าย จนทำให้เสียความมั่นใจ ปล่อยให้เธอตัดสินใจเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องมีอำนาจสั่งการรัฐมนตรี ไม่ใช่คนนี้เป็นคนของพี่ชาย พี่สาว พี่สะใภ้ วิ่งข้ามสายสัมพันธ์ขวาง ไม่ขึ้นต่ออำนาจบังคับบัญชา ผมไม่รู้ว่า ยิ่งลักษณ์รู้เห็นกับแผนเด้ง ผบ.ตร.หรือเปล่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สมมติไม่รู้เห็น ไม่เห็นด้วย ก็คงพูดไม่ออก เพราะออเหลิมทำเพื่อรับใช้พี่สะใภ้ ทำได้แล้วก็ยิ่งฮึกเหิม มีปลอกคอ แล้วจะบังคับบัญชากันอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งลักษณ์จะต้องมีทีมงานด้านยุทธศาสตร์ หรือทีมที่ปรึกษา ที่ขึ้นตรงกับนายกฯ อย่างที่บอกว่า จะตั้งทีมที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก ไม่ต้องตั้งเป็นทางการก็ได้ แต่มีทีมที่กำหนดทิศทางว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จะเอาอย่างไร สร้างความมั่นใจให้การตัดสินใจแต่ละเรื่อง และสร้างความเป็นเอกภาพในพรรค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ใช่คนนั้นไปทาง คนนี้ไปทาง ร่วมด้วยช่วยกันวุ่น (นักการเมืองพรรคเพื่อไทยไม่เคยเข้าใจสื่อ ไม่รู้ทันสื่อ คุณพูดไปเถอะ พูดยาวเหยียด 2 ชั่วโมง แต่สื่อเอาแค่คำเดียวที่เป็นประเด็นเชิงลบ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลเข้ามาแบกภาระหนัก แต่ไม่ใช่ทำให้ตัวเองหนักยิ่งขึ้น อันตรายยังมีอยู่รอบด้าน ทั้งภัยคุกคามจากอำมาตย์และพวกสลิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจก็ทำท่าจะแย่ เพราะเศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่วิกฤติอีกรอบ ที่อาจรุนแรงกว่าวิกฤติซับไพรม์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องยึดมั่นในฐานเสียงของตน คือคนยากคนจนคนชนบท ที่ต้องการลืมตาอ้าปาก และต้องการสิทธิเสรีภาพ ฉะนั้นในทางเศรษฐกิจต้องมุ่งแก้ปัญหาปากท้อง ไม่จำกัดเฉพาะนโยบายที่ประกาศตอนหาเสียง คิดอะไรใหม่ๆ ได้ต้องรีบทำ ถ้าไม่มีสมองก็ต้องหาคนช่วยคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ในทางการเมือง ก็ไม่ใช่แค่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ต้องกระจายอำนาจ กระจายสิทธิเสรีภาพ ให้มากที่สุด สนับสนุนการสร้างสื่อของมวลชน ทั้งวิทยุชุมชน เว็บไซต์ ทีวีดาวเทียม เชื่อมต่อโครงข่ายอินเตอร์เน็ตไฮสปีดลงไปถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วก็&lt;b&gt;ยกเลิกเสียเถอะ พรบ.คอมพิวเตอร์&lt;/b&gt; ไม่ใช่เข้ามาแล้วก็ท่องคาถาตาม ปชป.ตามพวกสลิ่ม ว่า จะเข้มงวดกวดขันปิดเว็บไซต์ ต้องยืนยันว่าถ้าผิดกฎหมายก็ปิด แต่&lt;b&gt;ถ้าไม่มีคำสั่งศาล จะละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนไม่ได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันตรายจากรัฐประหารยังคงมีอยู่ แม้พวกทหารไม่สามารถทำรัฐประหารแบบเดิม ๆ ได้อีก ก็อาจแปรรูปแปรวิธีการมาโค่นล้มรัฐบาล &lt;b&gt;ผู้ที่จะปกป้องประชาธิปไตยมีแต่มวลชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น ต้องเร่งส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของมวลชน โดยไม่จำกัดว่าสีเหลืองสีแดง (แต่ต้องสร้างความเท่าเทียม แบบพวกที่อ้างปฏิรูปเอาเงินภาษี 600 ล้านไปใช้ เอาเงิน สสส.ไปใช้ ต้องตัดให้หมด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล่าวสำหรับมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย ต้องวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แยกบทบาทจากพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่า เราสนับสนุนรัฐบาล แต่ไม่ใช่เดินตามรัฐบาลหรือไว้วางใจรัฐบาลเสียทุกอย่าง บางอย่างต้องเดินนำ เช่น การต่อสู้เรื่องสิทธิประชาธิปไตย การเรียกร้องเรื่องมาตรา 112 กฎหมายความมั่นคง กฎหมายคอมพิวเตอร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตลอดจนการกระจายอำนาจ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ร่วมกันได้ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง) บางอย่างก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ เช่นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของบุคคล ความเลอะเทอะ เหลวไหล ไร้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ตลอดจนการหาผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแน่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องปกป้องรัฐบาลจากรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ และการให้ร้ายป้ายสีของสื่อ นักวิชาการ ที่มี agenda แต่ไม่ใช่ปกป้องกันจนไม่ลืมหูลืมตา ทำอะไรก็เห็นถูกไปหมด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเราไม่ใช่สลิ่ม เรามีเหตุผล เหตุผลและหลักการประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่จะทำให้เสื้อแดงต่างจากเสื้อเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
10 ก.ย. 54
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai3.info/journal/2011/09/36867?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110910/2016#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/323">Government</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Sat, 10 Sep 2011 20:18:39 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2016 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประชาธรรมรายงานผลงานวิจัย คนเสื้อแดงเชียงใหม่เป็น &quot;พหุลักษณ์ หลากหลายชนชั้น&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110907/2014</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/pinkaew.gif&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;350&quot; width=&quot;467&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการประชาธิปไตยท้องถิ่น และ Book Re:Public จัดเวทีวิชาการ  &amp;quot;ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่&amp;quot; 
&lt;b&gt;ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/b&gt; คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำเสนองานวิจัยเรื่อง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;&lt;b&gt;พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/b&gt;&amp;quot; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท&lt;/b&gt;&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาธรรมถอดความเรียบเรียง ดังนี้..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียว เราพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ&lt;/b&gt;&amp;quot; &lt;i&gt;ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่&lt;b&gt;ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกัน ด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของชนชั้นชาวนา&lt;/b&gt; เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไปด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์&lt;b&gt;นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;/b&gt; และอาจารย์&lt;b&gt;อรรถจักร สัตยานุรักษ์&lt;/b&gt;  เสนอเรื่องแนวคิด&lt;b&gt;ชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;ผาสุก&lt;/b&gt; (พงษ์ไพจิตร) และ อ.&lt;b&gt;ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร&lt;/b&gt;ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็น&lt;b&gt;กลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหาร กับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/b&gt; ก็มองว่า ขบวนการนี้เป็น&lt;b&gt;แนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;ชาร์ล ไคล์&lt;/b&gt; (Charles Keyes)) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง&lt;/b&gt;&amp;quot; (cosmopolitan villagers) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.วัฒนาก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น&lt;b&gt;ผู้ประกอบการทางการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของเราก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน เรามีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.ขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร(ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของเสื้อแดง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขวนการก่อนหน้านี้ ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดง สามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็น&lt;b&gt;ชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ&lt;/b&gt;  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่า &lt;b&gt;ผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิดเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็น&lt;b&gt;ชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น &amp;quot;ปริ่มน้ำ&amp;quot;  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมาตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่าคือ การมองว่าการวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดง่าย ๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานวิจัยชิ้นนี้ จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา เราพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบเบื้องต้นเราพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในหมู่บ้านที่เราศึกษา ทุกหมู่บ้านที่เราไป ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง เป็นปริมณฑล(ทางการเมือง)ของคนกรุงเทพ ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้&lt;/b&gt; แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้น มีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่า &lt;b&gt;สิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจในชนบท&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้ มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบทปัจจุบัน ไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา &lt;b&gt;การมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียว เราพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากงานวิจัยเราพบว่า มันมี&lt;b&gt;พหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่าง ๆ &lt;/b&gt;ที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของ&lt;b&gt;การประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่&lt;/b&gt; ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการสังคมในยุคก่อน ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราพบจากการศึกษาว่า &lt;b&gt;ขบวนการนี้รวมตัวกันแบบหลวม ๆ ไม่มีใครสั่งใครได้&lt;/b&gt; ถ้าเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน &lt;b&gt;เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอ มีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เราพบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่า &lt;b&gt;ชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่าย ๆ ว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดง ในการมองความสัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก(จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) เหตุการณ์พฤษภา 53 เป็นระลอกที่สำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การก่อตัวเริ่มหลังรัฐประหาร 2549 ความเชื่อที่ว่า คนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ ๆ ไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใด ๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมา แล้วค่อยๆขยายลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MHz
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้เราพบว่า สมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอ&lt;b&gt;มีความหลากหลายทางอาชีพมาก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มแดงดอยสะเก็ด&lt;/b&gt; มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า แม่บ้าน ซึ่งแทบจะเป็นทุกกลุ่มที่เป็นสมาชิกสังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ มันไม่ใช่แค่เกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณี&lt;b&gt;กลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ&lt;/b&gt; ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสันกำแพง &lt;b&gt;กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย&lt;/b&gt; กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า มันเป็น&lt;b&gt;ขบวนการข้ามชนชั้น&lt;/b&gt; ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่ง&lt;b&gt;ขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย&lt;/b&gt; เพราะคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง เราพบว่า พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลาง มีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า &amp;quot;อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน&amp;quot; แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่&lt;b&gt;ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง&lt;/b&gt;  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่าย ๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่า ความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ &amp;quot;&lt;b&gt;ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัด คือ&lt;b&gt;ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ ถ้าระบอบไม่เปลี่ยนสังคมไทยก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือว่า &lt;b&gt;อำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน&lt;/b&gt; ฉะนั้นนั่นหมายความว่า &lt;b&gt;สามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน&lt;/b&gt;...
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วทุกคนพูดถึงระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้น ถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ &lt;b&gt;มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ &lt;/b&gt;? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบ&lt;/b&gt; นะครับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าวว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดง มันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อมาแล้วอยู่ ๆ ก็เป็น แต่เห็นว่า &lt;b&gt;ผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกา&lt;/b&gt; จึงกลายมาเป็นแดง คนเสื้อแดงบางส่วนกลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ &lt;b&gt;ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง&lt;/b&gt; เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้คือ สิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้งว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ &lt;b&gt;เราก็จะจัดการคนของเราเอง&lt;/b&gt; นะครับ อันนี้ ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย &lt;b&gt;กลุ่มของเราชนะแล้ว ไม่ใช่จะเลิก&lt;/b&gt;&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ &lt;b&gt;ความเป็นแดงกับความเป็นไพร่&lt;/b&gt; ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า &lt;b&gt;เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแสหลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า &lt;b&gt;สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก&lt;/b&gt; เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความเป็นไพร่ สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสอง ภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมา ก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม&lt;/b&gt; ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็น&lt;b&gt;ผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatham.com/detail.htm?code=i1_05092011_01&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สำนักข่าวประชาธรรม &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110907/2014#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/pinkaew.gif" length="57606" type="image/gif" />
 <pubDate>Wed, 07 Sep 2011 21:50:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2014 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>4 แนวปะทะใหม่ทางการเมือง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110907/2013</link>
 <description>&lt;p&gt;
หลังจากพรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะทางการเมืองฝ่ายประชาชน จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นี่มิได้หมายความว่า เป็นการรบชนะทุกแนว ที่จริงเพิ่งชนะแนวใหญ่แนวเดียวเท่านั้นเอง ยังมีแนวรบอีกหลายแนวที่เป็นเครือข่ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นี่มิใช่เรื่องเกรงกลัว เพราะการเอาชนะแนวใหญ่ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถเอาชนะการเลือกตั้งมาตลอด และชนะยิ่งใหญ่ในครั้งล่าสุด ย่อมเป็นกำแพงที่มีหลังพิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ด้วยเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตย และการครอบงำที่มีมายาวนาน ในทุกปริมณฑล ทำให้&lt;b&gt; คนชั้นกลางและคนชั้นสูงกลายเป็นพวกอนุรักษ์นิยม&lt;/b&gt;ที่ได้อำนาจ ได้ผลประโยชน์ จากระบอบอำมาตยาธิปไตย และกลัวการลุกขึ้นต่อสู้ของมวลชนพื้นฐาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดให้ถึงที่สุดก็คือ คนชั้นกลางและคนชั้นสูงเหล่านี้ พึงพอใจในฐานะทางสังคม บทบาท และอำนาจที่ตนมีอยู่ ที่มิได้มาจากการต่อสู้แต่อย่างใด จึงกลัวการเปลี่ยนแปลงและการต่อสู้ของประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งที่ยังมิได้เข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนนั้น&lt;b&gt;เป็นการต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตย ได้ความเป็นธรรมในสังคม และความเจริญก้าวหน้าของประเทศ&lt;/b&gt; คนทุกกลุ่มในประเทศจะได้รับผลประโยชน์ทั่วหน้า แต่ต้องเป็นผลประโยชน์ที่สมเหตุผล และไม่เป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความซับซ้อนของสังคมไทย เกิดจากการที่โครงสร้างชั้นบนของสังคม อันได้แก่การเมือง การปกครอง, อุดมการณ์, วัฒนธรรม, การศึกษา ความคิดที่ครอบงำชี้นำการปฏิบัติล้าหลัง &lt;b&gt;อยู่ในระบอบอำมาตยาธิปไตย และเป็นรัฐตัวจริงที่มีอำนาจควบคุมประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่รากฐานเศรษฐกิจเรา ค่อนข้างพัฒนาตามทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ แต่ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ก็พัฒนาไปได้ โดยอาศัยอำนาจรัฐในมือเป็นตัวช่วยสนับสนุนการผูกขาดตลอดมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ยังเติบโตพร้อมกับการที่มีอำนาจเหนือประเทศยาวนาน ทำให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ก็สวามิภักดิ์ต่อระบอบอำมาตย์ในไทยเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนกลุ่มใหม่ที่นอกเหนืออำนาจการควบคุมที่เติบใหญ่ และยึดครองหัวใจประชาชน มวลชนพื้นฐาน จึงเป็นปฏิปักษ์กับ&lt;b&gt;กลุ่มทุนเครือข่ายอนุรักษ์นิยม และชนชั้นกลาง ชนชั้นสูงอนุรักษ์นิยม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเอาชนะการเลือกตั้ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราจึงเห็นแนวรบและสนามฆ่าคนในรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นนับจากได้อำนาจรัฐครั้งที่สอง พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะเครือข่ายระบอบอำมาตย์ ไม่อาจปล่อยให้การสูญเสียอำนาจและสถานะเกิดขึ้นได้อีกต่อไป เพราะนั่นจะหมายถึงมีจุดสิ้นสุดระบอบอำมาตยาธิปไตยในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กองกำลังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงเป็นกองกำลังรบแนวแรกที่ ได้ผลอย่างยิ่ง แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน กองกำลังนี้กำลังถูกสลาย เนื่องจากความขัดแย้งภายใน แกนนำ และความขัดแย้งกับพรรคการเมือง อนุรักษ์นิยม คือ พรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังร้องเพลง “น้ำตาเถ้าแก่” ที่มีเนื้อหาตัดพ้อต่อว่าแม่ยก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เช่นดังตัวผม ต้องตรมดวงใจกลัดหนอง แม่ยกต้องมาจากจร ตัวอย่างเห็นกันไป ลืมคนเสื้อเหลือง แล้วยังมาว่าร้ายให้ แม่ยกเธอช่างเหลือร้าย โง่เง่าหรือไร ถึงคิดไม่เป็น” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือบางตอน “ สิ้นสุดกันเถิดหนา แม่ยกแมลงสาบใจสอง ชาตินี้ไม่ขอใฝ่ปอง ให้มามัวหมองต่อไป หลงรูปคนหล่อ สอบตกคร่ำครวญร้องไห้ ยังเชื่อเจ้าหล่อต่อไป อาจจะชิบหายสักวัน นะเธอ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่า &lt;b&gt;แนวปะทะด้านพันธมิตรยังมีอยู่ แต่ยังไม่มีกำลังพอที่จะปะทะเป็นด่านแรก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะแรก&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; จึงเป็น&lt;b&gt;สื่อกระแสหลักที่เป็นสื่อในกำกับของทุนอนุรักษ์นิยม และระบอบอำมาตย์ รวมทั้งองค์กรสื่อ&lt;/b&gt;ที่แสดงบทบาทอยู่ในขณะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมองสื่อกระแสหลัก จึงต้องมองให้เห็นว่า เป็นแนวปะทะสำคัญในการต่อสู้ระบอบอำมาตย์ จำเป็นที่ต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ในการทำให้สื่อเข้าสูแนวคิดเสรีนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปะทะแนวรบสื่ออนุรักษ์นิยม จึงต้อง&lt;b&gt;เปิดประตูเสรีภาพของสื่ออย่างเต็มที่ และผลักดันอุดมการณ์ประชาธิปไตย แนวคิดเสรีนิยม&lt;/b&gt;ให้เข้ามาแทนที่ อุดมการณ์ระบอบอำมาตย์ และความคิดอนุรักษ์นิยม จารีตนิยมให้ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำลายการผูกขาดของสื่อ และสัมปทานที่ดูแลโดยกองทัพกลุ่มอำมาตย์ กลุ่มจารีตนิยม มุ่งให้สื่อเปิดเสรี และให้เสรีภาพสื่อเต็มที่ ให้กลไกตลาดและความนิยมของประชาชนเป็นผู้ตัดสิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่จึงเป็นแนวปะทะที่สำคัญ ที่ฝ่ายประชาชนต้องผลักดัน&lt;b&gt;ให้เลิกผูกขาดสื่อ&lt;/b&gt;ให้ได้ ทั้งต้องเปิดโปงเรื่องราวเบื้องหลังสื่อแต่ละค่าย ให้ประชาชนเข้าใจว่า สื่อเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนค่ายต่าง ๆ และเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
แนวปะทะที่สอง&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; คือ นักวิชาการ เป็นแนวปะทะที่สำคัญอีกแนวหนึ่ง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับสื่อคือ กลุ่มนักวิชาการ ตัวอย่างนักวิชาการที่แสดงตัว ให้ปราบประชาชนเมื่อปี 2553 &lt;b&gt;จำนวน 303 คน&lt;/b&gt; ก็มีอาจารย์คณะนิเทศศาสตร์เป็นจำนวนมากจนน่าตกใจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หารายชื่ออ่านได้ในมหาประชาชน ปีที่ 1 ฉบับที่ 51 วันที่ 19-25 สิงหาคม 2554 และเร็ว ๆ นี้ &lt;b&gt;นักวิชาการค่ายทีดีอาร์ไอ&lt;/b&gt; พูดตรง ๆ เป็นสถาบันที่รวบรวมนักวิชาการที่สนับสนุนเครือข่ายระบอบอำมาตย์ โดยมีคุณ&lt;b&gt;อานันท์ ปันยารชุน&lt;/b&gt; เป็นผู้สนับสนุนหลักในการก่อตั้งและดำเนินงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระยะแรก ก็ดูเป็นนักวิชาการเสรีนิยม และสนับสนุนกลไกตลาดในการดูแลเศรษฐกิจ สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อต้องการโค่นคุณทักษิณ ชินวัตร &lt;b&gt;ทีดีอาร์ไอ ก็รวมศูนย์ จัดการอย่างมีพลัง&lt;/b&gt; เช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การปล้นสถานีโทรทัศน์ ไอทีวี และยึดมาอยู่ในเครือข่ายอำมาตย์และค่ายเนชั่น รวมทั้งเป็นกำลังสำคัญในการใช้ความเป็นนักวิชาการ จัดการเรื่องคดีของคุณทักษิณ เช่น คดีหุ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังมีนักวิชาการอื่นอีกมากที่จะโผล่ออกมาในแนวปะทะที่สองนี้ เราจึงต้องขยายกำลัง&lt;b&gt;แนวร่วมนักวิชาการประชาธิปไตย&lt;/b&gt;ให้มีบทบาทมากขึ้น ในหมู่ประชาชน &lt;b&gt;ในสื่อกระแสหลัก สื่ออินเตอร์เนทและสื่อสีแดง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวปะทะนี้ เป็นแนวที่ต้อง&lt;b&gt;ต่อสู้ด้วยหลักการและองค์ความรู้ มิใช่ด้วยอารมณ์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากขยายแนวร่วมนักวิชาการแล้ว ฝ่ายประชาชนเองก็ต้องยกระดับองค์ความรู้เพื่อโต้กับนักวิชาการอำมาตย์ได้ ด้วย และขยายให้ประชาชนส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เสื้อแดงได้ยกระดับด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะที่สาม&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; สำคัญยิ่งคือ กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในการครอบงำของระบอบอำมาตย์ค่อนข้างสิ้นเชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวปะทะแนวรบนี้ ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็มีบทบาทเป็นด้านหลักในการต่อสู้ของประชาชนให้ได้ระบอบประชาธิปไตย การยกเลิกรัฐธรรมนูญ 50 และเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยมือประชาชน จะเป็นเรื่องหลักในแนวปะทะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทวงความยุติธรรมให้กับคนตาย 92 + 1 ศพที่เพิ่งฌาปนกิจเมื่อวันที่ 5 ก.ย. นี้เอง (คุณหรั่ง) คนบาดเจ็บและคนถูกจองจำ ตลอดจนคนที่ถูกตั้งข้อหาร้ายแรง อย่างไม่เป็นธรรม บาปกรรมและชะตากรรมประเทศไทยจึงขึ้นอยู่กับแนวรบให้ได้นิติรัฐ นิติธรรม ว่าจะสัมฤทธิ์ผลหรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;แนวปะทะสุดท้าย&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; คือ การก่อรัฐประหารโดยกองกำลังประจำการของประเทศ นี่เป็น รูปแบบสูงสุดของการขัดขวางระบอบประชาธิปไตย โดยใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจและปราบปรามประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่า อาจเกิดได้ไหม ก็ต้องตอบว่า เกิดได้ ถ้าฆ่าประชาชนมือเปล่าตายได้ โดยไม่สะทกสะท้าน และไม่มีการยอมรับผิดใด ๆ หรือไม่อาจเปิดเผยความจริงให้ปรากฎได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
7 กันยายน 2554
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110907/2013#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/467">redshirt</category>
 <pubDate>Wed, 07 Sep 2011 19:47:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2013 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐบาลนี้มาจากชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20110708/1996</link>
 <description>&lt;p&gt;
เปล่า ไม่ใช่จะสนับสนุน ขวัญชัย ไพรพนา ที่เรียกร้องว่าแกนนำเสื้อแดงต้องได้รัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง เพราะการมอบเก้าอี้รัฐมนตรีให้แกนนำเสื้อแดง ไม่ใช่การตอบแทนบุญคุณมวลชนเสื้อแดงที่พลีชีวิตเลือดเนื้อ จนพรรคเพื่อไทยมีวันนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขวัญชัย ไพรพนา พูดถูกที่ว่า ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะของประชาชนคนรากหญ้า ที่ให้บทเรียนแก่รัฐบาล 2 มาตรฐาน เป็นชัยชนะของคนเสื้อแดงที่พลีชีวิตต่อสู้ให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย กระนั้น ชัยชนะนี้ก็ยังเป็นเพียงก้าวหนึ่งเท่านั้น เจตนารมณ์ของคนเสื้อแดงผู้พลีชีพยังไม่บรรลุง่ายๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมไม่ปฏิเสธว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ส่วนหนึ่งมาจากความเชี่ยวชาญ “การตลาด” และการวางยุทธศาสตร์ที่เหนือชั้น และแน่นอน อีกส่วนหนึ่งมาจากระบบหาเสียงแบบเก่า คะแนนจัดตั้ง ตลอดจนกระสุนดินดำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมไม่ได้ไร้เดียงสานี่ครับ เพียงแต่ที่สดับตรับฟังมา มันใช้กันทุกพรรค แต่พรรคเพื่อไทยใช้น้อยกว่าและใช้เข้าเป้ากว่าทุกพรรค เพราะมีฐานมวลชนของตนเอง นั่นคือคนเสื้อแดง เห็นชัดเลยว่าที่ไหนมวลชนเสื้อแดงเข้มแข็ง ที่นั่นยกจังหวัด หรือแทบจะยกจังหวัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีแต่พวกสลิ่มที่ไม่ยอมรับ เดินผ่านร้านลาบยโสพาลโกรธ หาว่าคนอีสานโง่แล้วยังยโสโอหัง โถ ก็สมควรโกรธอยู่หรอก ที่ยโสชนะยกจังหวัด ถีบ ส.ส.ปชป.ร่วงอีกต่างหาก (ร้านลาบ 101 ก็โดนหมั่นไส้ เพราะเลขสวย เท่าจำนวน ส.ส.เพื่อไทยในภาคอีสานพอดี)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนเสื้อแดงเลือกพรรคเพื่อไทย โดยไม่ได้สนใจด้วยว่า นาย ก.หรือนาย ข.เป็นผู้สมัคร บางเขตผู้สมัครเป็นที่รักของมวลชน เป็นคนที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่มาตลอด แต่หลายๆ เขต ผู้สมัครเป็นที่หมั่นไส้ของมวลชน เหินห่างมวลชน เป็นเพียงตัวแทนกลุ่มก๊วนการเมือง กระนั้นพวกเขาก็ยังเลือก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของมวลชนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่การเป็นฐานเสียง เป็นคะแนนเสียง ที่มั่นคงเหนียวแน่นเท่านั้น คุณูปการอันยิ่งใหญ่ของมวลชนเสื้อแดง ที่นักการเมืองอาจมองข้ามไป ก็คือ &lt;b&gt;การสร้าง “ความชอบธรรม” ให้กับพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเรามองย้อนกลับไป เมื่อปี 2549 ที่ทักษิณถูกรัฐประหาร แม้ถูกโค่นล้มด้วยวิธีการอันไม่เป็นประชาธิปไตย ที่สากลโลกไม่ยอมรับ แต่นานาชาติก็ยังมองทักษิณเป็น Telecoms Tycoon ผู้ร่ำรวยจากสัมปทาน รัฐและมีผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งสำหรับฝรั่ง ทั้งอเมริกา ยุโรป พวกสื่อ นักวิชาการ นักสิทธิมนุษยชน เขาไม่ชื่นชอบผู้นำแบบทักษิณ และต่อต้านด้วยซ้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต 2553 ทัศนะของสื่อฝรั่งกระแสหลัก นักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนท่าทีของอารยะประเทศ เริ่มเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่พวกสลิ่มมองว่า เสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สื่อต่างชาติมองว่า &lt;b&gt;นี่คือการปราบปรามประชาชน&lt;/b&gt; ผู้เรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาธิปไตยอย่างอารยะประเทศ ประชาธิปไตยตะวันตก ที่ปราศจากการแทรกแซงของมือที่มองไม่เห็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เช่นเดียวกับทัศนะของคนชั้นกลาง คนทั่วไป “พลังเงียบ” จำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนไป... ผมเชื่อว่าเปลี่ยนไป แม้จะถูกกลบด้วยบทบาทของพวกสลิ่ม หรือแม้แต่พวกสลิ่มส่วนหนึ่งก็จำใจยอมรับว่า &lt;b&gt;คนเสื้อแดงไม่ใช่ม็อบรับจ้าง คนเหนือคนอีสานไม่ได้ถูกซื้อ อย่างที่พวกเขาเคยปรามาส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทัศนะที่เปลี่ยนไปนี้ แลกมาด้วย&lt;b&gt;การต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ ยอมอุทิศแม้ชีวิตเลือดเนื้อ ของมวลชนเสื้อแดง คนจนคนชั้นล่าง ผู้ลุกตื่นขึ้นมาปกป้องสิทธิ “ประชาธิปไตยกินได้”&lt;/b&gt; นับตั้งแต่บรรพชนเสื้อแดงอย่างลุงนวมทอง ไพรวัลย์ มาจนถึงน้องเกด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มวลชนต่อสู้ครั้งแล้ว ครั้งเล่า แพ้แล้ว แพ้เล่า แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ภาพของคนเสื้อแดงที่กล้ายืนประจัญหน้ากับทหารอาวุธครบมือ ถาโถมเข้าหา “กระสุน ยาง” และแก๊สน้ำตา แม้ถูกปราบปรามจนพ่ายแพ้ย่อยยับ เมื่อสงกรานต์ปี 2552 แต่ก็ยังกลับมาใหม่ในปี 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของ “ทัพไพร่” ยาตราเข้ากรุง ได้รับการต้อนรับจากคนจนเมือง “ชนชั้นต่ำ” ของสังคมกรุงเทพฯ ผนึกพลังชาวนา แท็กซี่ สามล้อ แมงกะไซค์ คนงาน ช่างฟิต ช่างไฟ แม่บ้าน ยาม คนจรจัด ฯลฯ ยึดสี่แยกราชประสงค์ ศูนย์กลางธุรกิจของเมืองฟ้าเมืองอมร แหล่งสินค้าแบรนด์เนม ที่คนอย่างพวกเขาทำมาหากินชั่วชีวิตยังไม่มีวันซื้อหาได้แม้สักชิ้นเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของมวลชนที่จัดแถวเป็นระเบียบ ปิดล้อมปลดอาวุธทหารด้วยสองมือเปล่าที่ สถานีไทยคม ภาพของมวลชนที่ฮือต้านการ “ขอคืนพื้นที่” แม้ถูกยิงร่วงผลอยๆ ที่ผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 10 เมษายน ก็ยังรุกไล่จน “ทหารเสือ” แตกกระเจิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพของมวลชนที่ถูก “กระชับพื้นที่” ด้วย “เขตใช้กระสุนจริง” ก็ยังใช้บั้งไฟสู้สไนเปอร์ ยืนหยัดอยู่จนวินาทีสุดท้าย ไม่กลัวตาย พร้อมที่จะตาย และยอมพลีชีพไป 70 กว่าคน บาดเจ็บอีกร่วม 2,000 คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพเหล่านี้ที่ออกสู่สายตาชาวโลก ทำให้นานาชาติและคนไทยที่มีใจเป็นธรรมตระหนักว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของ Telecoms Tycoon เพียงผู้เดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มันคือ &lt;b&gt;การต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เพื่อประชาธิปไตย เพื่อความเสมอภาค ซึ่งเป็นผลมาจากความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่อำนาจและโอกาสถูกผูกขาดอยู่ในมือคนหยิบมือเดียว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อระดับโลกอย่างนิวยอร์คไทม์ จึงระบุว่า &lt;b&gt;การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่า รอแยลลิสต์ กลุ่มทุนเก่า และนายทหารระดับสูง&lt;/b&gt; เหล่าผู้อยู่ส่วนบนสุดของสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง (ในทางสากล โดนระบุอย่างนี้เท่ากับจบเห่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สื่อฝรั่งส่วนใหญ่ยังคาดการณ์ด้วยว่า &lt;b&gt;นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสังคมไทยที่กำลังจะมาถึง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่เลขา UN กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และทูตานุทูตประเทศต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยอมรับการเลือกตั้ง ปรามกองทัพไม่ให้ทำรัฐประหารอีก เช่นเดียวกับคนไทยส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งได้เข้ามาทำงาน เข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ต้องการให้หาเหตุโค่นล้มกันด้วยรัฐประหารตุลาการภิวัตน์อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้แต่อองซานซูจี ยังแสดงความยินดีกับยิ่งลักษณ์ แสดงความยินดีกับประชาธิปไตยไทย เป็นสิ่งที่อภิสิทธิ์ไม่เคยได้รับ (ทั้งที่ทักษิณเคยซูเอี๋ยกับเผด็จการทหารพม่ามาก่อน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่แตกต่างระหว่างรัฐบาลสมัคร กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แม้ชนะการเลือกตั้งมาเหมือนกัน ในทางหลักการมีความชอบธรรมไม่ต่างกัน ก็คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชัยชนะของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แลกมาด้วย&lt;b&gt; การลุกขึ้นสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของมวลชน ที่ถั่งถมลงศพแล้วศพเล่า ปูร่าง เลือด หยาดเหงื่อ น้ำตา ความสูญเสีย ผนึกเป็นความชอบธรรมที่มีชีวิตเลือดเนื้อ มีจิตวิญญาณ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นี่จึงไม่ใช่ประชาธิปไตย 3 วินาที อย่างที่คนชั้นกลางปรามาส เพราะมันผลของการต่อสู้เสียสละมายาวนาน 4 ปี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองพรรคเพื่อไทย จึงควรตระหนักว่า &lt;b&gt;ชีวิตเลือดเนื้อของมวลชนเสื้อแดงคือ “โควต้า” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เหนือโควตาของกลุ่มก๊วนใดใด&lt;/b&gt; นอกเหนือจากชัยชนะที่ได้มาด้วยฐานมวลชนเสื้อแดง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเสียสละของมวลชนยังสร้างความชอบธรรมในอำนาจ ที่คุณซื้อหาไม่ได้ สร้างเองไม่ได้ และเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันหวนกลับมาอีก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มวลชนไม่ได้เสียสละเพื่อให้คุณมากัดกันแย่งเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อมีผู้ติดตามเป็นโขยง โชว์หน้าตาอัปลักษณ์โฆษณาผลงานในสื่อ ในป้ายคัทเอาท์ และหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง มวลชนเสียสละเพื่อให้คุณเข้ามาทำงาน ทำเพื่อปากท้องของพี่น้องคนยากไร้ ให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และที่สำคัญเหนืออื่นใด มวลชนต้องการให้คุณมีอำนาจแทนพวกเขา &lt;b&gt;เพื่อทวงความยุติธรรม เพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง สร้างความเสมอภาค เสรีภาพ และ “โค่นอำมาตย์” ไม่ให้มี “มือที่มองไม่เห็น” มาแทรกแซงการเมืองอีกต่อไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงสามารถถูกโค่นล้ม ด้วยรัฐประหาร ด้วยตุลาการภิวัตน์ ด้วยวิธีการบ่อนทำลายต่างๆ นานาของพวกสลิ่มและพรรคประชาธิปัตย์ เพราะล้มแล้วยังสามารถสู้ใหม่ด้วยพลังมวลชนที่เนื่องหนุน แต่รัฐบาลเพื่อไทยไม่สามารถพังเพราะการแก่งแย่งผลประโยชน์ ช่วงชิงตำแหน่ง กัดกันเอง ประจบสอพลอ ทอดทิ้งภารกิจการต่อสู้เพื่อมวลชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะถ้าล้มแบบนั้น ถ้าทำให้มวลชนผิดหวัง เสื่อมศรัทธา คุณจะไม่มีวันได้กลับมาอีก และคุณจะไม่มีค่าอะไรเลย เหลือแต่ความเป็นนักการเมืองกเฬวราก เหมือนกับนักการเมืองที่ออกไปจากพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะทักษิณ ทักษิณควรตระหนักว่า คนที่รักและซื่อสัตย์ต่อคุณอย่างจริงใจ นอกจากลูกเมีย พี่น้อง ก็มีแต่มวลชนเท่านั้น ที่จะพาคุณกลับบ้านได้ นักการเมืองสมุนบริวารที่อยู่รอบข้าง &lt;b&gt;ต้องรู้จักแยกแยะ รู้จักใช้คน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าคุณสานต่อเจตนารมณ์ของมวลชน วันหนึ่งคุณจะกลับมาอย่างรัฐบุรุษ แต่ถ้าคิดแต่จะฮั้ว ซื้อ จ่าย แจก ประนีประนอมเอาตัวรอด คุณก็จะถูกหลอกอีกตามเคย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ยุทธศาสตร์ 2 ขา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแบกรับความหวังของประชาชน 2 ประการสำคัญคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง การทำให้บ้านเมืองสงบ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ แก้ปัญหาปากท้อง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นความหวังของประชาชนทั่วไป และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;สอง ปฏิรูปการเมือง ทวงความยุติธรรม ทวงประชาธิปไตย&lt;/b&gt; พูดในทางรูปธรรมคือ &lt;b&gt;แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ ซึ่งเป็นความหวังของมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยอุปสรรคสำคัญคือ การก่อกวนบ่อนทำลายของพวกสลิ่มและแมลงสาบ สื่อและนักอวิชา ซึ่งมีเป้าหมายจะปลุกกระแสมวลชนออกมายึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ย้อนอดีตพันธมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ดี ด้วยกระแสโลก และกระแสหลักของสังคมไทย ที่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาทำงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ กองทัพจะยังไม่กล้ากระดิกเข้ามาแทรกแซงการเมือง หรือทำรัฐประหาร ในระยะอันใกล้นี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เว้นแต่พวกสลิ่ม-แมลงสาบ จะ remake สถานการณ์ได้ ถึงขั้นสร้างความปั่น่วุ่นวาย ฉะนั้น ในระยะอย่างน้อย 1 ปี กองทัพจะต้อง “ลงใต้ดิน” ตกเป็นฝ่ายตั้งรับ ทำได้อย่างมากก็แค่ตั้งการ๋ดปกป้องตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(บันทึกการดักฟังโทรศัพท์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อะโหลๆ ขอเรียนสายคุณปูครับ คุณปูหรือครับ ผมตู่ครับ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อ้าว คุณตู่ ได้ประกันตัวออกมาเมื่อไหร่คะ ดิฉันไม่ยักรู้ เอ๊ะ ทำไมเสียงเปลี่ยนไป”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ไม่ใช่ตู่นั้นครับ ไม่ใช่ตู่ ล้มเจ้า ผมตู่ โหนเจ้า แถวบ้านเรียกบิ๊กตู่”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เงียบไปพักหนึ่ง) “เอ้อ คุณตู่มีอะไรหรือคะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอ้อ ก็เรื่องที่คุณปูเคยอยากมาพบผม แต่ตอนนั้นผมเห็นว่า ช่วงเวลามันไม่เหมาะสม ถึงตอนนี้คงจะเหมาะสมแล้ว ให้ผมไปพบคุณปูก็ได้นะครับ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ครับ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(เงียบไปชั่วครู่) “เอ้อ คุณตู่คะ ดิฉันว่าช่วงเวลานี้ก็ไม่เหมาะสม ดิฉันยังไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเลย”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ครับ ครับ ไม่เป็นไรครับ แต่ผมจะบอกว่า คุณปูรับตำแหน่งเมื่อไหร่ หวังว่าคงยินดีให้ผมเข้าพบ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เอ้อ คุณตู่คะ สงสัยจะคิวยาวนะคะ หลังรับตำแหน่ง CEO ดิฉันต้องพบผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผู้จัดการฝ่ายผลิต ผู้จัดการฝ่ายบัญชี ผู้จัดการฝ่ายบุคคล ต้องกระตุ้นให้บริษัทเรามียอดขายมีกำไรสูงขึ้น คงอีกนานละค่ะ กว่าจะได้พบหัวหน้าฝ่าย รปภ.อย่างคุณ เผลอๆ บอร์ดจะสั่งเปลี่ยนหัวหน้า รปภ.ก่อน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อ้อ แล้ว-ทานโทษนะคะ คราวหน้าคราวหลัง คุณตู่อย่าโทรมาเบอร์นี้อีก คุณตู่ต้องติดต่อเลขาหน้าห้องก่อนนะคะ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ้าว หลงฟังตั้งนาน นึกว่าเรื่องการบ้านการเมือง ที่แท้เรื่องในบริษัท กลับมาเข้าเรื่องของเราดีกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อทหารทำอะไรไม่ได้ พวกอำมาตย์และสมุนแมลงสาบ ก็เหลือแต่&lt;b&gt;วิถีทางใช้สื่อ ใช้นักอวิชา และใช้อำนาจตุลาการภิวัตน์เข้ามาเตะตัดขา&lt;/b&gt; ดังที่เริ่มเห็นเค้าลางกันอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อำนาจตุลาการภิวัตน์ก็ใช้ได้อย่างจำกัด ภายใต้กระแสหลักที่ต้องการเห็นความสงบหลังเลือกตั้ง พวกเขาไม่สามารถใช้อำนาจยุบพรรค ตัดสิทธิ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนทางการเมืองอีก แม้แต่การใช้อำนาจให้ใบเหลืองใบแดง ก็ยังต้องทำอย่างระมัดระวัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือโอกาสซึ่งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องรีบทำงานสนองความต้องการของประชาชน เพียงแต่ภายใต้กระแสหลักที่ต้องการให้รัฐบาลฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภารกิจ 2 ด้านของรัฐบาลจึงขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง นั่นคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สมมติรัฐบาลจะเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ สังคมก็เกรงว่าจะจุดชนวนให้มีพวกโพกผ้าเหลืองออกมาต่อต้านอีก การวางจังหวะก้าว กำหนดขั้นตอนทางยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำคัญและน่าวิตกด้วย เพราะดูเหมือนพรรคเพื่อไทยจะไม่มีทีมงานยุทธศาสตร์ เหมือนสมัยพรรคไทยรักไทย การกำหนดขั้นตอนทางยุทธศาสตร์จะมาจากดูไบโน้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยุทธศาสตร์ที่ดูเหมือนจะเหมาะสมคือ รัฐบาลต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจก่อน ซึ่งเท่าที่ดู พรรคเพื่อไทยก็กำลังจะเดินแนวทางนี้ เหมือนยุทธศาสตร์หาเสียง ที่หันไปชูปากท้องเป็นประเด็นสำคัญ “ไม่คิด แก้แค้นแต่คิดแก้ไข” และเมื่อถูกพรรคประชาธิปัตย์สร้างกระแสบีบคั้น ก็ต้องยืนยันว่า &lt;b&gt;จะไม่นิรโทษกรรมทักษิณคนเดียว และจะไม่รีบทำตอนนี้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเดินแนวทางนี้ สมมติผ่านไป 6 เดือนถึง 1 ปี รัฐบาลสามารถทำให้เศรษฐกิจบูม พวกที่คอยเตะตัดขาก็จะกลายเป็นหมาหัวเน่า คนเขาจะทำงานยังระรานรังควาน แมลงสาบจะถูกโดดเดี่ยว พวกคนชั้นกลางน้ำมันมะกอกจะตีอกชกหัว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลจะมีอำนาจมั่นคงจากคะแนนนิยมล้นหลาม แล้วค่อยเข้าสู่ขั้นตอนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยผ่านการลงประชามติ และการแก้ไขรื้อล้างกลไกต่างๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่การเดินตามยุทธศาสตร์นี้ ก็มีปัญหาสำคัญ 2 ด้าน ด้านแรกคือ ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ที่จะต้องประกอบด้วยตัวบุคคลที่เหมาะสม วางตัวบุคคลที่เหมาะกับงาน มีตัวแทนกลุ่มก๊วนบ้าง แต่ไม่มากนัก และต้องควบคุมพฤติกรรมให้แข็งขัน อย่าสร้างเรื่องฉาวโฉ่ อย่าลืมว่ารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีเรื่องปลากระป๋องเน่า สื่อยังให้อภัย แต่ถ้าเป็นพรรคเพื่อไทย สื่อรุมเอาถึงตาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน การแก่งแย่งตำแหน่งก็เป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ตั้งแต่แรก &lt;b&gt;ไม่รู้แม่-จะแย่งอะไรกันนักหนา&lt;/b&gt; กระทั่งตำแหน่งประธาน นปช.ทีตอนที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ท้าทายอำนาจรัฐ ไม่ยักมีใครอยากเป็น &lt;b&gt;ชนะขึ้นมาแล้วอยากเป็น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องเศร้าคือพวกโง่ๆ เหล่านี้ไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังทำลายชัยชนะของมวลชนตั้งแต่เริ่มต้น พวกนี้คิดจะใช้นักข่าวเป็นเครื่องมือ หารู้ไม่ว่านักข่าวกำลังใข้พวกคุณทำลายพวกคุณด้วยกันเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ด้านกลับของชัยชนะ” ก็มีพิษภัยอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อคุณกุมอำนาจชี้ขาดผลประโยชน์ ก็จะมีแต่คนแห่แหน ถ้า “นายใหญ่” หูเบา ไม่แยกแยะว่าใครจริงใจ ใครทำงาน ใครประจบสอพลอ คนที่ร่วมต่อสู้มาด้วยกันก็จะหมดกำลังใจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ต้องดูอื่นไกล ถ้าพูดกันตามความจริง เนวินคือคนที่ยืนซดยืนสู้อย่างเด็ดเดี่ยวมาตั้งแต่รัฐประหาร เนวินคือหัวเรี่ยวหัวแรงที่ทำให้พรรคพลังประชาชนชนะ แต่พอชนะ พวกที่รู้หลบเป็นหลีก ก็โผล่ขึ้นมาประจบสอพลอ ได้ดิบได้ดีกันเพียบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่ผมจะคอยดูการคัดเลือกประธานสภาว่า ระหว่างคนที่สร้างภาพ เอาแต่บินไปดูไบบ่อยๆ กับคนที่ทำงาน พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าทำหน้าที่ได้อย่างเป็นกลาง และต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับมวลชน “นายใหญ่” จะเลือกใคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าข้อแรกคือจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทย และบุคลากรกเฬวรากของพรรคเอง ข้อสองก็คือ การระรานตีรวนของฝ่ายตรงข้าม ที่จะมาในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่เกมต่ำๆ แบบร้องเรียนยิ่งลักษณ์ผัดหมี่โคราชแจกชาวบ้านระหว่างหาเสียง (ปล่อยให้มันร้องไป ประชาชนเขาส่ายหน้า) ไปจนการแปลงร่างของพวกนักอวิชาพันธมิตร ที่หนีหายไปชั่วครู่ คิดว่าชาวบ้านลืมกำพืด กลับมาสวมบทกูรูเศรษฐกิจ วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันก่อน ผมฟังรายการเล่าข่าวทางวิทยุ ยังมีพวกสลิ่มสมอ้างเป็นนักลงทุนต่างชาติ ส่ง SMS มาเป็นภาษาอังกฤษว่าถ้าขึ้นค่าแรง 300 จะย้ายไปลงทุนที่เวียดนาม สลิ่มชัดๆ ฝรั่งที่ไหนจะมาฟังรายการเล่าข่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง นโยบายประชานิยมของรัฐบาล ก็มีหลายข้อที่ผมไม่เห็นด้วย ไว้วันหลังค่อย ๆ พูดกัน แต่ไอ้พวกที่ดาหน้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนใหญ่มี Agenda โดยไม่ต้อง hidden กันทั้งนั้น ประเด็นก็คือรัฐบาลจะรับมืออย่างไรกับพวกนักอวิชาและสื่อกระแสหลัก จะรับมือไหวไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิธีการรับมือของรัฐบาลที่ดีที่สุด คืออย่าปล่อยให้ฝายตัวเองมีจุดอ่อน มีมลทินมัวหมอง แสดงให้เห็นว่าตั้งหน้าตั้งตาทำงาน และถ้าทำให้เศรษฐกิจเฟื่องฟู ก็จะปิดปากพวกวิพากษ์วิจารณ์เอง (เหมือนทักษิณสมัยแรก) เพราะเวลาเศรษฐกิจเฟื่องฟู ผู้ที่ได้อานิสงส์ก่อนเพื่อนไม่ใช่ใครหรอก ก็คนชั้นกลางนี่แหละ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการรับมือกับสื่อ วิธีการที่ดีที่สุด ก็คือต้องวางตัวเป็นผู้ใหญ่ อดทน อดกลั้น ใช้การชี้แจงแต่ไม่ตอบโต้ระราน ไม่จำเป็นต้องมีโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค อย่างเทพไท ไม่จำเป็นต้องให้ “เสด็จพี่” แสดงฝีปากอย่างหมอท็อป คนแพ้กับคนชนะ ต้องวางตัวคนละอย่าง &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ปชป.เป็นรัฐบาล 2 ปีกว่า จิตใต้สำนึกพวกเขายังมีปมด้อยว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ จึงทำตัวเป็นเด็ก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรับมือกับสื่อกระแสหลัก จะต้องใช้วิธีการ&lt;b&gt;เปิดเสรีภาพสื่อ คืนเสรีภาพ สนับสนุนเสรีภาพสื่อทางอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน ทีวีดาวเทียม&lt;/b&gt; ASTV เปิด ได้เปิดไป ปชป.จะเปิดทีวีดาวเทียมมั่ง ก็ให้เขาทำไป แต่ก็ยังมีเอเชียอัพเดท มี Voice มีสปริงนิวส์ ที่หลากหลาย และที่สำคัญยังมีวิทยุชุมชน ที่ส่วนใหญ่เป็นของคนเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้น รัฐบาลจะ&lt;b&gt;ต้องแก้ไข พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แก้ไขหรือยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง กสทช.โดยเร็ว เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่กันใหม่ เอาคลื่นวิทยุทหารมาเกลี่ยใหม่&lt;/b&gt; เขาอาจจะจัดให้ NGO ให้ใครก็แล้วแต่ มันก็ยังดีกว่าผูกขาดอยู่ในมือทหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลไม่จำเป็นต้องแทรกแซงเสรีภาพสื่อ ปล่อยให้เป็น “นิวส์ออฟเดอะเวิลด์” ไป เข้าข่ายล่วงละเมิดทางกฎหมายก็ฟ้อง ส่วนวิธีการจัดการทางอ้อมคงไม่ต้องสอนหนังสือสังฆราช ฮิฮิ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าจะตัดโฆษณารัฐ ก็ทำให้เนียนหน่อย เช่น แฉว่ารัฐบาล ปชป.ใช้งบโฆษณาเป็นพัน ๆ ล้าน ประกาศลดงบโฆษณาเพื่อเอาไปทำประโยชน์อย่างอื่น ที่ประชาชนได้มรรคผลมากกว่า แล้วก็ยกเลิกเสีย ไอ้ป้ายโฆษณาที่มีแต่โชว์หน้ารัฐมนตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนตัวผมสันนิษฐานว่าถ้ารัฐบาลใช้วิธีการจัดการทางอ้อม สื่อที่จะหลบหัวลมก่อนก็คงเป็น&lt;b&gt;เดลินิวส์กับค่ายโพสต์&lt;/b&gt; เพราะเจ้าของมีธุรกิจอื่นสำคัญกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปฏิรูปการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้ามองปัญหาสองด้านที่กล่าวมา ก็น่าวิตกไม่น้อย (โดยเฉพาะด้านพรรคเพื่อไทยเอง ซึ่งควบคุมกมลสันดานนักการเมืองได้ลำบาก) ชวนให้คิดว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจแล้วค่อยรุกทางการเมืองดีหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ้า ยกตัวอย่างรูปธรรม หลังตั้งรัฐบาลแล้ว &lt;b&gt;เด้ง “บิ๊กตู่” ทันทีทันใดดีหรือไม่&lt;/b&gt; ยังไง ทหารก็ไม่กล้ารัฐประหาร แต่ก็จะกระทบกระแสที่ต้องการให้รัฐบาลทำงานมากกว่าล้างแค้นทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถ้าไม่เด้ง ปล่อยเสืออยู่ในป่า รัฐบาลยังไม่ทำอะไรเลย ไม่ริเริ่มปฏิรูปกองทัพ ปีหนึ่งผ่านไป โดนถล่มหนัก หัวหน้า รปภ.เอ๊ย-กองทัพกลับมามีฤทธิ์เดช กลับมาหือ ผนึกกำลังกันโค่นรัฐบาล เท่ากับ&lt;b&gt; เจตนารมณ์ประชาธิปไตยที่เลือกรัฐบาลนี้เข้าไปสูญเปล่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตัดสินใจยากนะครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เหมือนกัน &lt;b&gt;ถ้าคุณรีบทำ สังคมก็จะว่าอย่าเพิ่งขัดแย้งกันเลย แก้ปัญหาปากท้องก่อน ถ้าคุณไม่รีบทำ เดี๋ยวกระแสตก ถูกรุมกระหน่ำ ก็จะทำอะไรไม่ได้เลย การจับอารมณ์สังคมแล้ววางจังหวะก้าวที่เหมาะสมจึงสำคัญ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมกลัวทักษิณและแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้อำนาจแล้วจะไม่สนใจการปฏิรูปประชาธิปไตย สมมติเช่น กองทัพ ทักษิณอาจจะใช้วิธีเดิม ๆ ใช้ผลประโยชน์ซื้อใจกองทัพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(มีข่าวสะพัดว่าจะเอาใจกองทัพเรือ ซื้อเรือดำน้ำให้ เพราะ ทร.ไม่พอใจรัฐบาล ปชป.ไม่ซื้อให้) ทักษิณอาจจะไม่เด้ง “บิ๊กตู่” แต่ตั้งคนของตัวแซม แล้วก็ให้งบให้สวัสดิการทหารเต็มที่ แทนที่จะตัดงบ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณอาจจะไม่ปฏิรูปอะไรเลย ถ้าตัวเองเข้ามาครอบครองปรปักษ์ได้ โหนได้ กลับบ้านได้ แบบสมมติ-จู่ๆ ทักษิณบินกลับมา เดินเข้าคุก แล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ยอมเข้าไปนอนในคุกซักพัก ในขณะที่น้องสาวเป็นนายกฯ เรียกความเห็นใจจากคนไทยได้อีกต่างหาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราต้องเข้าใจด้วยว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือนักธุรกิจ พวกนี้สนใจแต่การกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อที่ตัวเองจะร่ำรวยไปด้วย &lt;b&gt;พวกนี้ไม่ได้สนใจการแก้ปัญหาโครงสร้าง การปฏิรูปประชาธิปไตย การปฏิรูปประเทศ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงแต่คุณูปการที่ผ่านมาคือ พวกเขาต่างตอบแทนด้วยนโยบายประชานิยม ซึ่งแม้จะไม่ใช่นโยบายที่ดีทั้งหมด แต่ก็ทำให้มวลชนตื่นตัวขึ้นมา ตระหนักในอำนาจ “ประชาธิปไตยกินได้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ถึงที่สุด ในการที่จะไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของมวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย คนพวกนี้ไม่ได้กระตือรือร้นไปด้วย &lt;b&gt;พวกเขาเพียงต้องการบดขยี้กลุ่มทุนเก่า รัฐราชการ กองทัพ ตุลาการ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยทุนนิยม&lt;/b&gt; ฉะนั้นถ้าได้อำนาจมั่นคง พวกเขาก็พอใจแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นคือข้อแตกต่างที่จะส่งผลต่อไปในอนาคต แต่ตอนนี้ จะต้องให้พวกเขาตระหนักว่า &lt;b&gt;คุณจำเป็นต้องปฏิรูปประชาธิปไตย ถ้าไม่อยากถูกโค่นล้มอีก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลอาจยังไม่แก้รัฐธรรมนูญโดยทันที แต่หลังรับตำแหน่ง ควรตั้งคณะกรรมการศึกษาปฏิรูปการเมือง ที่ไม่เอาหมอประเวศหรืออานันท์มาเป็นประธาน แต่ยินดีรับข้อเสนอปฏิรูปประเทศไทยของหมอประเวศ-อานันท์ เข้ามารวมอยู่ด้วยกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เน้นเรื่องสำคัญที่สุดที่หมอประเวศ-อานันท์ ไม่ได้ทำ คือ &lt;b&gt;การปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ&lt;/b&gt; โดยเปิดรับความคิดเห็นจากคนทุกสี หาข้อสรุปใน 6 เดือน เพื่อนำไปสู่&lt;b&gt;การแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยการลงประชามติ และแก้ไขกฎหมายสำคัญๆ ด้วยการลงประชามติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ย้ำ ลงประชามติ พวกพันธมิตรพวกสลิ่มอย่าหาเรื่องมาต่อต้าน ไม่พอใจก็ไปรณรงค์คัดค้านกันด้วยเหตุด้วยผล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลต้องสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายต่าง ๆ ที่เปิดกว้างให้เสรีภาพประชาชนแสดงออกได้เต็มที่ ตลอดจนเพิ่มอำนาจประชาชน เพราะมวลชนเท่านั้นที่จะปกป้องรัฐบาล สมมติเช่น คุณจะต้องเดินหน้าไปสู่&lt;b&gt;การยกเลิกกฎหมายความมั่นคง ยุบ กอ.รมน.&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อย่าคิดว่าจะใช้ กอ.รมน.ค้ำจุนอำนาจ เพราะ “หมู่บ้านเสื้อแดง” ต่างหากที่เป็นเสาค้ำอำนาจคุณ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;คุณจะต้องยกเลิก พรบ.คอมพิวเตอร์ โดยเร็วที่สุด เพราะนักประชาธิปไตยยึดครองโลกไซเบอร์อยู่เป็นส่วนใหญ่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;คุณจะต้องมุ่งกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ลดอำนาจผู้ว่าฯ ข้าราชการจากส่วนกลาง ทำให้แต่ละพื้นที่เป็น “เขตปกครองตนเอง” กลายๆ&lt;/b&gt; เพราะไม่เห็นหรือว่า สีแดงพรืดไปหมดทั้งภาคอีสานและล้านนา ต้องให้พวกเขาขึ้นมามีอำนาจปกครองตนเองมากขึ้น ลดอำนาจส่วนกลางลง เพื่อสร้าง “ฐานที่มั่น” ระยะยาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางเศรษฐกิจ&lt;b&gt; รัฐบาลจะต้องเร่งทำโครงการระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก เปิดรถไฟความเร็วสูงจากคุนหมิงลงมากรุงเทพฯ เชื่อมเส้นทางขนส่งจากดานังไปทวาย&lt;/b&gt; เพื่อเปิดมิติใหม่ทางเศรษฐกิจให้คนเหนือคนอีสาน ทำให้ความเจริญไม่ต้องมากระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนประชาธิปไตย ขบวนคนเสื้อแดง (ที่ไม่ได้หมายถึงแกนนำ ซึ่งบ้างก็เป็นนักการเมือง บ้างก็เป็นพวกฉวยโอกาส) &lt;b&gt;มีภารกิจสำคัญที่จะต้องพิทักษ์เจตนารมณ์ของมวลชนผู้พลีชีวิต เลือดเนื้อ ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย จนมีวันนี้ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภารกิจนั้นมีทั้งสองด้านคือ&lt;b&gt; ปกป้องรัฐบาล&lt;/b&gt; จากการโจมตีบ่อนทำลายด้วยอคติความเกลียดชัง ของพวกสลิ่ม แมลงสาบ สื่อ นักอวิชา ขุนนางอำมาตย์ อำนาจตุลาการภิวัตน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งยังอาจต้อง&lt;b&gt;เป็นแนวหน้าให้รัฐบาล ในการรุกรบอย่างมีจังหวะก้าว&lt;/b&gt; สมมติเช่น การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รณรงค์เนื้อหาแก้รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้ปลดผู้นำเหล่าทัพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกด้านหนึ่งที่สำคัญยิ่งก็คือ &lt;b&gt;การตรวจสอบรัฐบาลอย่างจริงจัง&lt;/b&gt; และว่าไปตามเนื้อผ้า การวิพากษ์วิจารณ์ที่มีเหตุผล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งใดที่พวกสลิ่มหรือพวกแมลงสาบยกมากล่าวหา ถ้าเป็นจริง ถ้ามีเหตุผล มีพยานหลักฐาน (น่าจะน้อยเต็มที) เราก็ต้องยอมรับ และเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลแก้ไข สิ่งใดที่ไม่จริงก็ด่ามันกลับไป แต่อย่าปล่อยให้นักการเมืองเข้ามาทำลายชัยชนะของมวลชนที่แลกมาด้วยชีวิต เลือดเนื้อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอีกแง่หนึ่ง ขบวนประชาธิปไตย ขบวนคนเสื้อแดง ยังต้อง&lt;b&gt;เรียกร้องกดดันรัฐบาล ให้เดินหน้าไปสู่การปฏิรูปการเมือง&lt;/b&gt; เพราะธาตุแท้ของนักการเมืองเป็นดังที่กล่าว ถ้าขบวนประชาชนไม่เรียกร้องกดดันให้มีการปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปศาล พวกเขาก็ไม่ทำ (มิพักต้องพูดถึงการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่กล้าแอะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่เกิดความขัดแย้งใน นปช.เป็นเรื่องธรรมดามาก เมื่อผ่านการต่อสู้สู่ชัยชนะ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นปช.ก็จะแตกตัว ไม่ต่างกับพันธมิตร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนหนึ่งก็จะแตกตัวไปเป็นผู้รับใช้นักการเมือง หรือแสดงธาตุแท้ของความเป็นนักการเมือง อีกส่วนหนึ่ง&lt;b&gt;จะเดินหน้าต่อไปในอุดมการณ์ประชาธิปไตยโดยไม่ผูกติดกับรัฐบาล&lt;/b&gt; กระบวนการนี้กำลังจะเริ่มขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขบวนประชาธิปไตย จะไม่เป็นอย่างพันธมิตร &lt;b&gt;เพราะเรายึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่อุดมการณ์ราชาชาตินิยมสุดขั้วสุดโต่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
8 ก.ค.54
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2011/07/35928&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20110708/1996#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 08 Jul 2011 23:54:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1996 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

