<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>crisis</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>คำถามถึงสยามประชาภิวัฒน์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120207/2049</link>
 <description>&lt;p&gt;
             กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ จะจัดเสวนาทางวิชาการ “วิกฤติประเทศไทย ใครคือตัวการ” บ่ายวันจันทร์นี้ ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
             จัดได้เพราะไม่ใช่เรื่องแก้ไขมาตรา 112 แต่ถ้าเป็นการเสวนาทางวิชาการเรื่อง 112 โดยไม่มีการเข้าชื่อ ก็ไม่เป็นไร แต่...เดี๋ยวก่อน ถ้าตั้งโต๊ะลงชื่อคนสองคนก็ไม่เป็นไร อย่ามาเป็นพันๆ ก็แล้วกัน นั่นคือคำชี้แจงของอธิการบดีสมคิด ซึ่งปรับเปลี่ยนไปรายวัน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ผมก็สนับสนุนให้จัดนะครับ เพราะควรเปิดกว้างให้ถกเถียงกันด้วยเหตุผล มากกว่าปิดกั้นและให้ร้ายป้ายสี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แต่ปัญหาของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งอันที่จริง หลายๆ ท่านก็เป็นผู้หวังดีต่อบ้านเมือง คือที่ผ่านมาท่านไม่ได้พูดด้วยเหตุผล บางคน เช่น บรรเจิด สิงคะเนติ อาจให้สัมภาษณ์ดูดี แต่บางคนใช้วิธีการกล่าวหา ให้ร้าย ว่ามีเบื้องหลัง ทำเพื่อทักษิณ หรือมีเจตนา “ล้มเจ้า”&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             เรื่องแบบนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโฆษกพรรคการเมืองดีกว่าไหมครับ คนเป็นดอกเตอร์ คนเป็นนักกฎหมายทำไมต้องพูดเหมือนช่างทาสี&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             นักวิชาการควรถือว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ โต้แย้งกันได้ โดยไม่เอากระแสสังคมมาเป็นเครื่องมือเอาชนะคะคาน หรือใช้การกล่าวหาว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากลบเหตุผล ผมจึงยกย่อง กิตติศักดิ์ ปรกติ, ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ ไชยันต์ ไชยพร ซึ่งแม้มีความเห็นต่างแต่ก็ช่วยกันเตือนสติสังคม ไม่ให้ปลุกกระแส 6 ตุลาคม 2519 ขึ้นมาอีกครั้ง &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             นักวิชาการเหล่านี้ รวมทั้งผู้ใหญ่อย่าง อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ สื่ออย่าง วีระ ธีรภัทร หรือ อภินันท์ บัวหภักดี ช่วยลดกระแสได้เพราะไม่มีใครกล้าหาว่าเป็นแดง หรือ “รับเงินทักษิณ” &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แต่ไม่แน่เหมือนกัน ไปขวางกระแสมากๆ เข้า ก็อาจโดนเหมือนนิติราษฎร์ และนักวิชาการที่ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 อย่าง อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร, อ.เกษียร เตชะพีระ ฯลฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทักษิณ” (ศัพท์ของเกษียร) กันมาทั้งนั้น แต่สังคมถูกครอบงำความเกลียดชังจนไร้สติ จำกัดเสรีภาพทางความคิด กลายเป็นใครที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารตุลาการภิวัฒน์ คือพวกทักษิณ รับเงินทักษิณ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ที่จริงผมเห็นหัวข้อเสวนาของสยามประชาภิวัฒน์ก็หัวร่อก๊าก “วิกฤติประเทศไทย ใครคือตัวการ” ไม่ต้องอ้าปากก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ทักษิณ! ชัวร์ป้าด หรือสยามประชาภิวัฒน์อาจเรียกใหม่ว่า &amp;quot;ทุนผูกขาด&amp;quot;&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             คำถามคือ สยามประชาภิวัฒน์จะเสนออะไรใหม่ๆ บ้าง นอกจากขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวให้ชัดเจนลงไปคือ สยามประชาภิวัฒน์จะเสนอทฤษฎีอะไร ที่พลิกตำราประชาธิปไตยที่ยึดถือกันตลอดมา&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             เพราะเท่าที่ฟังความเห็นกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ตลอดจนจุดยืน 5 ข้อ ก็ไม่แตกต่างอะไรกับพันธมิตร ที่มีแนวโน้มปฏิเสธการเลือกตั้ง “ขจัดวิกฤติความคิดและความเชื่อที่ว่าสูตรสำเร็จของประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งเท่านั้น” (เลือกตั้งทีไรก็แพ้ทักษิณ ฉะนั้น Vote No ดีกว่า)&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             แนวคิดของสยามประชาภิวัฒน์ คือการเลือกตั้งทำให้พรรคการเมืองนายทุนเข้ามามีอำนาจเผด็จการ ประชาธิปไตยแบบตะวันตกใช้ไม่ได้กับประเทศไทย ต้องคำนึงถึงคุณค่าของ “สถาบันทางสังคม” แล้วเอามาปรับใช้ ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             วาทกรรมสวยหรูเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ พูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกลายเป็นพูดอีกก็ถูกอีก แต่ไม่มีใครอธิบายเป็นระบบได้ ตกลงคุณไม่เอาประชาธิปไตยตะวันตก แล้วประชาธิปไตยแบบไทยๆ เป็นอย่างไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คุณบอกว่าเลือกตั้งแล้วพรรคการเมืองนายทุนเข้ามามีอำนาจเผด็จการ คุณจะเปลี่ยนวิธีการเลือกตั้งอย่างไร จะกำหนดความสัมพันธ์ของอำนาจฝ่ายต่างๆ อย่างไรให้อยู่ในหลักการประชาธิปไตยที่ให้เสรีภาพ เสมอภาค และการใช้อำนาจทุกอย่างต้องตรวจสอบได้&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             พันธมิตรเคยพูดอย่างนี้ แล้วก็ไปคิด “การเมืองใหม่” 70 : 30 จนเจ๊งไปแล้ว&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ฉะนั้น สยามประชาภิวัฒน์จึงควรคิดสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ๆ สมมุติเช่น ให้เลือกตั้งนายกฯ โดยตรง แต่ให้คนเสียภาษีเท่านั้นมีสิทธิเลือก (บางคนบอกว่าให้สิทธิเฉพาะปริญญาตรี) คนทั่วไปให้เลือก ส.ส.อย่างเดียว&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             หรือไม่ก็ให้มีสภาพิทักษ์คุณธรรมแบบอิหร่าน ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องผ่านการรับรองจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             หรือจะเอาแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีน (เห็นชื่นชมจีนกันนัก) จัดตั้งเครือข่ายปกป้องสถาบันพิทักษ์ความเป็นไทยทุกชุมชน ทุกหมู่บ้าน ไม่ต้องเลือกตั้งทั่วไป เลือกตัวแทนตามลำดับชั้นขึ้นมาเป็นสภาประชาชน&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
             ลองดูนะครับ ถ้าพวกท่านสามารถคิดระบอบอะไรที่ล้ำเลิศกว่า มีเสรีภาพกว่า เสมอภาคกว่า “ประชาธิปไตยตะวันตก” ผมก็พร้อมจะไชโยโห่ร้องหมอบราบคาบแก้วให้ด้วยความยินดี ฮิฮิ
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;ใบตองแห้ง  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
6 กพ. 2555 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.komchadluek.net/detail/20120206/122274/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ : ว่ายทวนอารมณ์ นสพ.คมชัดลึก&lt;/a&gt;  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120207/2049#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/489">royalist</category>
 <pubDate>Tue, 07 Feb 2012 00:43:08 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2049 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เกษียร เตชะพีระ : ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120205/2047</link>
 <description>&lt;p&gt;
3 ก.พ. 55 เกษียร เตชะพีระ อภิปรายในงาน  “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์&amp;quot;  จัดโดย วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่ มธ. ท่าพระจันทร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;object style=&quot;height: 390px; width: 640px&quot;&gt;
	&lt;param name=&quot;movie&quot; value=&quot;http://www.youtube.com/v/IsZxtyyTQcU?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowFullScreen&quot; value=&quot;true&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowScriptAccess&quot; value=&quot;always&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;embed src=&quot;http://www.youtube.com/v/IsZxtyyTQcU?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; height=&quot;360&quot; width=&quot;640&quot;&gt;&lt;/embed&gt;
&lt;/object&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/b&gt; กล่าวถึงความขัดแย้งในสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวลว่า จะเกิดความรุนแรงว่า สิ่งที่น่ากลัวขณะนี้ ไม่ใช่ความรุนแรงจากการจัดตั้ง หากแต่เป็น&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้ง แต่มาจากการปลุกกระแสความเกลียดชังผู้ที่มีความคิดต่าง&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าวถึงกรณีที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ระบุว่าคนลาวโง่เหมือนคนไทย ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาคิดถึง คำประกาศคณะราษฎรใน 3 ประเด็น คือ &lt;b&gt;ราษฎรโง่หรือไม่ ความเสมอภาคและจิตใจความเป็นเจ้าของชาติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรเริ่มต้นด้วยบทกวีที่เขาแต่งให้กับคณะราษฎร ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ใช่ที่ว่า จุดหมาย ยังไม่ถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใช่ที่ว่า เป็นฝันซึ่ง ยังต้องสร้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐธรรมนูญ ยิ่งใหญ่ ใส่พานวาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ทวยราษฎร์ เป็นเบี้ยล่าง เสมอมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่หากไร้ คณะราษ ฎรสู้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ราษฎร คงยังอยู่ เป็นไพร่ข้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก้าวแรกการ แก้ปม สมบูรณาฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นก้าวสั้น แต่ทว่า ยั่งยืนยาว&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้นจึงกล่าวถึงโพสต์ของ นพ.&lt;b&gt;ตุลย์ สิทธิสมวงศ์&lt;/b&gt; ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 8.17 น. ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“&lt;i&gt;คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอก แม้วที่ดูเก่ง ดูคล่อง ขายฝัน สร้างความเจริญ สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่ง จะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“คือผมก็รู้ หมอตุลย์เขาไม่ชอบคุณทักษิณ แต่ผมติดใจประโยคแรก “&lt;i&gt;คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย&lt;/i&gt;” แล้ว &lt;b&gt;หมอตุลย์เป็นคนชาติอะไร&lt;/b&gt; เริ่มจากหมอตุลย์ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลง 2475 มันเกิดจากแนวคิดที่ว่า &amp;quot; &lt;b&gt;ราษฎรโง่ จึงต้องให้เจ้าปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช &lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรยกคำประกาศคณะราษฎร์ ที่พระยาพหลฯ อ่านในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตอนหนึ่งว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ &lt;i&gt;รัฐบาลของกษัตริย์ได้กล่าวหมิ่นประมาทราษฎร ผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า  ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่า เมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน&lt;/i&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซึ่งอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ได้ทำการศึกษาหัวข้อการรุ่งเรืองขึ้นและล่มจมลงของระบอบสมบูณาญาสิทธิราชย์ของสยาม มีการกำหนดเช่นนั้จริง ๆ คือในสมัยรัชการที่ 5 มีโรงเรียนฝึกราชการทหาร ปี 2452 มีการออกระเบียบ โรงเรียนนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;..ลูกหลานเจ้านายรวมทั้งเจ้านายผู้้ใหญ่บางตระกูล รวมทั้งลุกนายทหารเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าเรียนได้ พวกที่เหลือให้เข้าเรียนชั้นปีที่ 4 ยังมีการจัดชั้นเรียนพิเศษสำหรับเจ้านายชั้นพระเยาว์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุปว่า อาจารย์ปรีดี โต้ว่า &lt;b&gt;ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่&lt;/b&gt; เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ข้อความสั้น ๆ นี้ มีนัยยะสามประการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หนึ่ง คนเราเสมอภาคกัน ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราคิดประโยคนี้ดี ๆ น่าสนใจ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ปัจจัยอะไรที่ทำให้เสมอภาค - คือความเป็นไทยที่เท่าเทียมกัน “เวลาเราบอกวาคนเราเท่ากัน เราให้คำอธิบายเหตุปัจจัยที่ให้คนเท่ากันได้ต่างๆ นานา เช่น ถ้าผมพูดบอกว่า &lt;b&gt;เพราะเป็นคนเหมือนกัน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันมี Common Unity อีกแบบคือ &lt;b&gt;ถ้าวรเจตน์โง่ สมคิดก็โง่&lt;/b&gt; เพราะเป็นธรรมศาสตร์ หรือเพราะเป็นนิติศาสตร์เหมือนกัน นี่ก็คือข้อเสนอเหมือนเดิม แต่อาจารย์ปรีดีพูดอีกแบบคือ มันมีอะไรบางอย่าง แฝงฝังอยู่ในแก่นแท้ สารัตถะของความเป็นชาติไทยหรือความเป็นไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อะไรบางอย่างนั้น ทำให้คนเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่มีใครดีวิเศษหรือเลวร้ายกว่ากัน ชาติไทยในฝันของอาจารย์ปรีดีคือ &lt;b&gt;ชาติไทยที่เท่าๆ กัน เป็นความป็นไทยที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน&lt;/b&gt; ซึ่งผมคิดว่าความเป็นไทยแบบนี้ หายไปจากคนไทยปัจจุบันมาก”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง เมื่อคนเท่ากันมารวมด้วยกัน ก็ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะ&lt;b&gt;เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข&lt;/b&gt; ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า &lt;i&gt;อันนี้ทำให้ประชาธิปไตยไม่ดีน่ะ &lt;/i&gt;(หัวเราะ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ผมติ๊งต่างว่า ถ้าเราขึ้นรถเมล์ที่ขับโดยโชเฟอร์ตีนผี ขับแข่งกันไปมา เบรกกระทันหัน จอดก็หวาดเสียว ระหว่างที่ขึ้นรถก็ คิดว่ากูขึ้นรถเมล์หรือรถขนสัตว์ กระเป๋าบอกจะลง ให้รีบเตรียมตัว เวลาเราอยู่กับรถเมล์หรือรถสองแถวไปนาน ๆ เราก็อยากเอาปืนฉีดน้ำไปจ่อสมองโชเฟอร์ เราก็เป็นผู้โดยสาร เราคุมอะไรไม่ได้ เราไม่มีอำนาจห่าเหวอะไรเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พอนึกภาพออกไหมครับ ฉันท์ใด &lt;b&gt;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ฉันนั้น&lt;/b&gt; “&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าวว่า ระบอบการเมืองเหล่านั้นคือ ผู้โดยสารที่ไม่มีอำนาจ ในความหมายนี้ ระบอบประชาธิปไตยคือ ระบอบที่ผู้โดยสารน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น ดุ ผู้โดยสารไปขับเอง แต่นึกออกไหม ถ้าจะขับรถเองผู้โดยสารก็ต้องขับรถเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สอนให้คนขับรถเมล์ ก็เลยตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก็เลยสอนวิชากฎหมายการเมือง วิชาที่จำเป็นสำหรับการปกครองบ้านเมือง ให้ราษฎรที่ไม่เคยมีโอกาส ให้ได้เรียนวิชาขับรถ คุณจะได้สามารถขับรถได้เอง สามารถถือหางเสือรัฐนาวาสยามได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเด็นเดียวกันนี้ &#039;อัศวพาหุ&#039; เคยเขียนเรื่องรัฐนาวาว่า &lt;i&gt;เราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่จะต้องช่วยกันพาย ถ้าจะพาย ก็พาย ถ้าไม่พายก็ขึ้นไปจากเรือเสีย อย่าเถียงนายท้าย ถ้าเราต้องการของหนักสำหรักถ่วงเรือ ก็เอาก้อนหินดีกว่า เพราะมันไม่มีเสียง&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สาม จิตใจเป็นเจ้าของชาติ &amp;quot;ผมคิดว่า มีความรู้สึกใหม่หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 คือจิตใจเป็นเจ้าของชาติ คือชาตินิยมแบบพลเรือนคือ &lt;b&gt;รักชาติเพราะชาติเป็นของเรา รักชาติเพราะชาติเป็นประชาธิปไตย&lt;/b&gt; คือบางทีชาติไม่ค่อยน่ารัก ถ้าโดนดุ แต่ถ้าชาติเป็นประชาธิปไตยมันเลยน่ารัก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บันทึกเนติบัณฑิตหญิงคนแรกของไทย คุณหญิงแร่ม พรมหมโมบล บันทึกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;เป็นเรื่องที่ประหลาดจริงๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองการปกครองแล้ว ไม่ทราบว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บัณฑิตเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกันคือ 2473 และรุ่นถัดไป รวมใจและคบกันได้อย่างสนิทสนมและมีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่า จะช่วยประเทศชาติทุกวิถีทาง “ถามว่าเราเดือดร้อนอะไรในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราจะตอบทันทีว่า เรารักในหลวง เราไม่เดือนร้อนอะไรเลย แต่การให้ราษฎร มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยนั้น ทำให้เรากระหยิ่มยิ้มย่อง&lt;/i&gt;..”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แปลว่า เส้นแบ่งระหว่างระบอบเก่าก่อน 2475 กับหลัง หาใช่ความรู้สึกต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ความแตกต่างที่แท้ระหว่างก่อนและหลัง คือ &lt;b&gt;ราษฎรมีสิทธิออกสัยง มีส่วนรับผิดชอบในชาติ หรือนัยหนึ่งราษฎรได้มีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ&lt;/b&gt; ขณะที่ก่อนหน้านั้น &lt;b&gt;ชาติไม่ใช่ของเรา อำนาจอธิปไตยไม่ใช่เป็นของประชาชนหากเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือ &lt;b&gt;ผู้คนจำนวนมากในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตย ผมใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สำหรับผม ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดหรือความเข้าใจราวกับว่า &lt;b&gt;อยู่ในระบอบสมบูรณราญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้คนพยายามดึงสถาบันอันเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“พูดง่าย ๆ คือ คิดว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เพราะ&lt;b&gt;ยังคิดกับสถาบันกษัตริย์ราวกับอยู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt; ทำให้กฎหมายมาตราสามเลขนั้น มีปัญหามาก ดังนั้น เมื่อเขาได้ยินคนใช้สิทธิตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตย เขาโกรธทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“เมื่อเกิดความเดือนร้อนหรือความขัดแย้ง ก็เอา&lt;b&gt;พระบารมีเป็นที่พึ่ง&lt;/b&gt; ผมเองก็ไม่ปลื้มคุณทักษิณ ผมว่าแกตลก ๆ แต่เมื่อมีความขัดแย้งกับคุณทักษิณ คุณก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เอาสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์เอง มันไม่ยากนะครับ มันน่าจะเข้าใจได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ผมงงมากว่า คนจำนวนมากไม่เข้าใจ กลายเป็นว่า &lt;b&gt;คนที่พูดเรื่องนี้ กลายป็นคนที่จะล้มเจ้าไปหมด&lt;/b&gt; ท่านคิดได้อย่างไรครับเนี่ย แสดงว่าท่านยังไม่ออกไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้เกิดปัญหากับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุข”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียรกล่าว พร้อมอ่านบทกวีของเฉินซัน เป็นการส่งท้ายการอภิปรายว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อนำชาติ ด้วยสมอง และสองแขน &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อสร้างแคว้น ธรรมศาสตร์ ประกาศศรี&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;พ่อของข้า นามระบือ ชื่อปรีดี &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #993300&quot;&gt;แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ทำไมเมืองไทยไม่ต้องการอาจารย์ปรีดี จนท่านต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ต่างแดนจนสิ้นชีวิต เพราะเมืองไทยถูกหลอกให้หลงเชื่อคำโจมตีใส่ร้ายป้ายสีว่า &lt;b&gt;ปรีดีฆ่าในหลวง&lt;/b&gt; จะเห็นได้ว่า &lt;b&gt;ไม่ว่าจะเป็นผู้ประศาสน์การ หรืออดีตอธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาเลื่อนลอย&lt;/b&gt; มีการไปตะโกนในโรงหนัง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“กรณีอาจารย์ป๋วย ก็มีคนมาพูดในวิทยุยานเกราะว่า ในบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทย มีแห่งหนึ่งรับแผนโซเวียตมา หรือตอนหกตุลาก็เริมต้นด้วยละครหมิ่นรัชทายาท จนผู้ประศาสน์การและอาจารย์ป๋วยอยู่เมืองไทยไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยถูกล้อม เผา ถูกนักเรียนอาชีวะบุก ผมยกเรื่องพวกนี้มาทำไม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;นี่เป็นพันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ที่ชาวธรรมศาสตร์ทั้งมวลพึงมีเพื่อป้องกัน ใม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ในแผ่นดินไทยอีก&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
น่าเสียใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน &lt;b&gt;ลืมและละทิ้งความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ลืมแล้วเหรอ ลืมได้ไง ทั้งหมดมันเกิดมาด้วยกระบวนการเดียวกันเลย วิธีการเดียวกันเลย&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ ๆ เท่าที่ผมทราบ ไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ๆ ไม่ แม้แต่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือ &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือ ไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; “&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกษียร ยังกล่าวถึง ท่าทีต่อความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอให้แก้ ม.112 ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ อย่างที่ 1. &lt;b&gt;Handle with care&lt;/b&gt; ควรเข้าใจว่า เรื่องสถาบันฯ สำหรับคนจำนวนมาก เป็นเรื่องของที่เขารักที่สุด ควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา &lt;b&gt;อย่าพูดเอามัน อย่าพูดเอาสะใจ อย่ากร่าง อย่าไปคิดว่า ตัวเองตาสว่าง ก้าวหน้าสุดยอด&lt;/b&gt;  2. กรุณาอย่าใช้ Hate Speech อย่าใช้ภาษาที่ทำให้เกิดความเกลียดชัง และ 3. กรุณาอย่าใช้ภาษาสงคราม เช่น นี่เป็นการรบครั้งสุดท้าย&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และผมไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารมากๆ ที่ว่า อาจเกิดเหตุร้ายแบบ 6 ตุลา ผมไม่คิดว่า ปัจจุบัน เราอยู่ในสถานการณ์เหมือน 6 ตุลาเลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เอาเข้าจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้จะมีเสียงเยอะ ความชอบธรรมก็น้อย เพราะพี่ใหญ่แทรกแซงไม่หยุด เดี๋ยวก็มีคำชี้แนะ เดี๋ยวก็มีคนบินไปหา ประสิทธิภาพในการแก้ไขน้ำท่วมที่ผ่านมาก็น้อย เป็นรัฐบาลที่คลอนแคลน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น เรื่อง ม.112 สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ทำอะไร ผลคือ มีกระแสความไม่พอใจของมวลชนขึ้นมา รัฐบาลที่ต้องอ่อนแอแบบนี้ โดยตัวเองไม่น่าจะใช้กำลังต่อฝ่ายที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องใหญ่ที่สุดของชนชั้นนำไทยปัจจุบันทุกกลุ่ม คือแก้น้ำท่วม ต้องรวมศูนย์อำนาจรัฐครั้งใหญ่ ชนชั้นนำไทยจำเป็นต้องจับมือกันทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ที่สุดที่อาจทำให้ทุนนิยมไทยฉิบหายทั้งประเทศ ในสถานการณ์แบบนี้ คงไม่มีฝ่ายไหนอยากเห็นการฆ่ากันตายกลางเมือง ดังนั้น ถ้าเป็นความรุนแรงที่มีการจัดตั้งจากรัฐ คงน่าจะเกิดขึ้นยาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้ง ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นไปเอง เพราะปลุกความโกรธเกลียดกันมากเกินไปอย่างไม่รับผิดชอบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;เอะอะ ก็ด่าว่า เขาคิดจะล้มเจ้า ๆ คนพูดอาจไม่ได้คิดว่า ได้เพาะพิษแห่งความเกลียดชังขึ้นในใจคนจำนวนมาก เพราะการพูดที่ไม่รับผิดชอบแบบนี้&lt;/b&gt;&lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;&lt;b&gt;พวกเขาก็รู้ดีว่า ข้อเสนอให้แก้ไข ม.112 ไม่ใช่การล้มเจ้า ที่กลัว ไม่ใช่ความกลัวว่า จะล้มเจ้า &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;แต่กลัวว่า จะไม่ได้ใช้เจ้าต่อไป กลัวว่า ถ้าปฏิรูปแล้ว จะไม่สามารถใช้ไม้ตะบองอันใหญ่ที่ศักดิ์สิทธิ์ ไปตีหัวกบาลศัตรูทางการเมือง และแพร่เชื้อความเกลียดนี่ออกไป ซึ่งนี่ต่างหากที่น่ากลัว&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/02/39098?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; กอง บก.ได้แก้ไขปรับปรุงรายงานข่าวจากต้นฉบับของประชาไทเล็กน้อย เพื่อให้ข้อความตรงกับคลิปวีดีโอ 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120205/2047#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:42:21 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2047 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วรเจตน์ ภาคีรัตน์ : ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ ม.112 ใน มธ. </title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120205/2046</link>
 <description>&lt;p&gt;
3 กพ.2555 วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ชี้แจงกรณีคณะผู้บริหาร มธ.ห้ามเคลื่อนไหว แก้ไข ปอ. ม.112 ใน มธ.ในรายการคมชัดลึก โดย จอมขวัญ &lt;span class=&quot;st&quot;&gt;หลาวเพ็ชร์&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;object style=&quot;height: 390px; width: 640px&quot;&gt;
	&lt;param name=&quot;movie&quot; value=&quot;http://www.youtube.com/v/jcUrKc13yFM?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowFullScreen&quot; value=&quot;true&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;param name=&quot;allowScriptAccess&quot; value=&quot;always&quot;&gt;
	&lt;/param&gt;
	&lt;embed src=&quot;http://www.youtube.com/v/jcUrKc13yFM?version=3&amp;amp;feature=player_detailpage&quot; type=&quot;application/x-shockwave-flash&quot; allowfullscreen=&quot;true&quot; allowscriptaccess=&quot;always&quot; height=&quot;360&quot; width=&quot;640&quot;&gt;&lt;/embed&gt;
&lt;/object&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120205/2046#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 15:28:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2046 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อมตภาพของสมบูรณาญาสิทธิราชย์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045</link>
 <description>&lt;p&gt;
การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อในปี 2475 ทำให้ประเทศสยามสามารถล้มเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มีอายุนับร้อยปี แล้วแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม (อย่างเป็นทางการ) ของมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้เองที่ทำให้สยามมีความภาคภูมิใจในอิสรภาพเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักประวัติศาสตร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่เห็นว่า เกียรติยศของสยามประเทศดังกล่าว ล้วนได้มาด้วยพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของบูรพกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2411 - 2453) ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในช่วงที่กระแสการล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลยุทธ์อันแยบคายในการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจนอกราชอาณาจักรของพระองค์นั้น ได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม พระปรีชาสามารถที่ยากจะหาผู้เปรียบได้ของพระองค์ กลับก็ไม่สามารถรับประกันความยั่งยืนของระบอบราชาธิปไตยได้ เพียง 22 ปีหลังการสวรรคตของพระจุลจอมเกล้าฯ ประเทศไทยก็ได้พานพบกับการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสองรัชสมัยถัดมาคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2453-2468) และพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (2468-2478) ได้แสดงให้เห็นว่า ไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมืองได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงวันนี้เกือบ 80 ปีผ่านไปแล้วนับจากการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน จะทรงประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานภาพและพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่การแปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 นั้น ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับสถาบันกษัตริย์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันกษัตริย์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และที่สำคัญกว่าคือความยึดโยงกับสังคมไทยสมัยใหม่อยู่ต่อไปได้หรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ หากมองไปรอบๆ ตัวเราจะพบว่า ระบบราชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศในโลกต่างประสบชะตากรรมในทำนองเดียวกันเพียงเพราะว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายถึง บทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทยต่อบริบททางการเมือง โดยต้องการคลายปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า :&lt;b&gt; อะไรคือมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสิ่งนี้ได้หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในหลายปีที่ผ่านมาอย่างไร &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราอาจพูดได้ว่า ถึงแม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จะได้ล่มสลายไปหลายทศวรรษ แล้ว แต่ยังคงมีผลกระทบครอบงำองคาพยพทางการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด อาจถึงขนาดที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย และตอกย้ำให้ความแตกแยกทางการเมืองที่กำลังขยายตัวแตกร้าวหนักยิ่งขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือหนึ่งในมูลเหตุเบื้องหลังความรุนแรงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ พตท ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออมาตยชน วิธีหนึ่งที่ใช้จัดการกับภัยคุกคามนี้ได้คือการกล่าวหาว่าทักษิณกำเริบเสิบสาน และไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในกระบวนการนี้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่&lt;b&gt;การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นกลับส่งผลในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ได้ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงอย่างมาก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความนี้เสนอแนะว่า การจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ยืนยงสืบไปได้นั้น ฝ่ายราชานิยมต้องยินยอมพร้อมใจ&lt;b&gt;ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รวมถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีความล้าหลัง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมจะต้องเลิกสมมติอย่างทึกทักไปเองฝ่ายเดียวว่า สถาบันกษัตริย์ยังได้รับความจงรักภักดี (โดยปราศจากคำถาม) จากคน ไทยทุกคน—ซึ่ง&lt;b&gt;นี่อาจจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;วิญญาณหลอนของสมบูรณาญาสิทธิราชย์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของระบอบนี้ยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้นและทรงพลานุภาพยิ่ง หากมองย้อนกลับไป จุดประสงค์ดั้งเดิมของการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น ก็เพื่อยกเลิกรูปแบบการปกครองที่ถือว่าไม่มีอารยะ และเพื่อให้สยามรับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ฝ่ายราชานิยมกลับตระหนักถึงความจำเป็นที่จะรักษาไว้ ซึ่งลักษณะบางประการของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพื่อช่วยปกป้องสถานะทางอำนาจที่พวกเขาเคยมี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน มีมุมมอง 2 ด้านของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดแย้งกันอยู่ –ซึ่งมุมมองเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร ในด้านหนึ่งเป็นมุมมองแบบมาตรฐานทั่วไปต่อสถาบันกษัตริย์ ในด้านนี้จะเน้นให้เห็นถึงคุโณปการของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยหลักก็คือ การเป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทั้งชาติและเป็นผู้ปกป้องบูรณภาพของแผ่นดิน จากงานวิจัยที่ชื่อ Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand (2010) ของ Soren Ivarsson และ Lotte Isager อธิบายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในมุมมองแบบปกติทั่วไปนั้น &lt;b&gt;กษัตริย์คือผู้ปกปักษ์รักษาทั้งจารีตประเพณี ชาติ และ ประชาธิปไตย&lt;/b&gt;; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือนักพัฒนาของคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ทรงมีความเป็นสมัยใหม่ คอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ให้ความดูแลทุกข์สุขแก่พสกนิกรของพระองค์ และเป็นสถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมการเมืองและสังคมไทย เฉกเช่นเดียวกับที่ “ข้าว”เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในขณะเดียวกัน พระราชอำนาจอันทรงพลานุภาพที่ถูกปกป้องไว้ด้วยเกราะกำบังของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก่อให้เกิดมุมมองอีกด้านหนึ่งต่อสถาบันกษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า พระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย การยกย่องสรรเสริญพระราชอำนาจของฝ่ายราชานิยมอย่างล้นเกินนั้น ถูกมองว่า อาจเป็นการลดความสำคัญของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมได้ร่วมมือจากนักประวัติศาสตร์อนุรักษ์นิยมและสื่อที่ทรงอิทธิพล ในการสร้างภาพด้านลบต่อสภาพการเมืองของไทย ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยนักการเมืองเลวร้ายและไร้ศีลธรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับพวกเขาแล้ว ข้อบกพร่องของระบบการเมืองไทย ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาแทรงแซงของสถาบันอำนาจนอกระบบรัฐสภา แต่เกิดจากการบรรดานักการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบและไร้จริยธรรมต่างหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากทัศนคติที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์นี้ จุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงไม่ได้หมายถึง การจบสิ้นของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในทางตรงข้าม กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ ซึ่งฝ่ายราชานิยมได้อ้างสิทธิโดยธรรม ในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามีความจำเป็น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าสิ่งที่พวกทำ (อาทิ การปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองของตน) นั้น&lt;b&gt;อาจจะมีความเลวร้าย ไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาทำก็ตาม&lt;/b&gt; วิญญาณของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงยังคงตามหลอกหลอนการเมืองไทยตราบจนทุกวันนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนอื่น มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอธิบายให้กระจ่าง ณ จุดนี้ว่า เมื่อพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” คำนี้ไม่ได้หมายความถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในเชิงบุคคลแต่อย่างเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่คำนี้มีหมายความถึงองคาพยพทั้งหมดที่เกาะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายรวมถึง ราชนิกุล องคมนตรี (ที่ปรึกษาและผู้ปฏิบัติงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท) รวมถึงฝ่ายราชานิยม ซึ่งได้ปวารณาตัวที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ในทุกภาคส่วนของสังคม เช่น กองทัพ หน่วยงานราชการ พรรคการฝ่ายเมืองฝ่ายราชานิยม และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มราชานิยมนี้ แม้ว่าจะมีจุดยืนร่วมกันในการรักษาไว้ซึ่งพลานุภาพของพระราชอำนาจ แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขามีผลประโยชน์ มีแนวคิด มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยที่ชื่อ “Network Monarchy and Legitimacy Crisis in Thailand” ซึ่งจัดพิมพ์โดย Pacific Review ในปี 2548 ศ. Duncan McCargo นักวิชาการชาวอังกฤษได้เรียกองคาพยพทั้งหมดนี้ว่า “&lt;b&gt;Network Monarchy&lt;/b&gt;” หรือ “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
McCargo เสนอว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจการเมืองไทยก็คือ การมองผ่านมุมมองของเครือข่ายอำนาจหลากหลายที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการต่อรองอำนาจกัน หรือแม้แต่มีการขัดแย้งกันต่อกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ เครือข่ายอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทยคือ &lt;b&gt;เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่บนส่วนยอดของเครือข่าย&lt;/b&gt; มีฝ่ายบริหารที่นำโดย&lt;b&gt;พลเอกเปรม ติณสูลานนท์&lt;/b&gt; อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ดี แม้แต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งเครือข่ายสถาบันกษัตริย์นี้ กลุ่มกษัตริย์นิยมในรุ่นก่อน ได้มีความพยายามรักษาไว้ซึ่งมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ควบคู่ไปกับความต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย (Thai-style democracy) ที่ยังวนเวียนอยู่รอบพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือพูดให้ง่ายก็คือ แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่คุณลักษณะหลายด้านของระบอบนี้ยังคงอยู่รอดปลอดภัย และได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นอย่างดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากบทความเรื่อง “มรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ของ ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่ปรากฏในวารสารฟ้าเดียวกัน ได้กล่าวไว้ว่า จนถึงปัจจุบัน คตินิยมทางสังคมและทางการเมือง ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุดความคิด และสถาบันพระมหากษัตริย์เองนั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต่างก็ฝังรากยึดโยงอยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้ สถาบันกษัตริย์มีบทบาทเป็นแบบอย่างของวิถีชีวิตคนไทยนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ส่งผลทางลบต่อพัฒนาการการเมืองของประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจากการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติและกระบวนการ&lt;b&gt;ยกสถาบันให้มีความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทวราช&lt;/b&gt;อย่างไม่หยุดหย่อน ตลอดรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสายใยที่แนบแน่นระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสังคมและการเมือง ทำหน้าที่เสมือนราวกับว่าเป็น “เรือนจำ” ที่กักขังไม่ให้คนไทยสามารถแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากกรอบคิดกระแสหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“การคิดนอกกรอบ” กลายเป็นสิ่งต้องห้ามเนื่องจาก มันอาจคุกคามต่อสถานะของเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ คนที่ละเมิดข้อห้ามดังกล่าวมากมาย ถูกลงทัณฑ์ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันที่คุณจะพบการลงโทษแบบนี้เฉพาะในประเทศที่อ้างตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ (“ประเทศไทย”มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ”) เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรอบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปจนถึงกฎเกณฑ์สำคัญ จากต้องยืนตรงในโรงภาพยนตร์เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้น จนถึงการยืนตรงเคารพธงชาติทุกๆ 8 โมงเช้า และ 6 โมงเย็นเมื่อเพลงชาติถูกบรรเลงออกอากาศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนจักต้องไม่แสดงการขัดขืนหรือต่อต้านเมื่อต้องเผชิญกับการแทรกแซงทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งของฝ่ายราชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล่มสลายลงแล้ว แต่กลุ่มราชานิยมและกลุ่มชนชั้นสูงสามารถเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์การเอาตัวรอดของคนกลุ่มนี้คือ &lt;b&gt;การสร้างความเชื่อที่ว่า ประเทศชาติจำเป็นต้องเลือกรับเฉพาะแนวคิดที่เหมาะสมกับประเทศเท่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะแนวคิดที่มีต้นกำเนิดจากต่างชาติ แนวคิดจากชาติตะวันตก เช่นว่า ประชาธิปไตยนั้น จะต้องถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเชื่อ วัฒนธรรม ชุดความคิด และขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่อย่างนั้นแล้ว&lt;b&gt;ประเทศไทยจะสูญเสียเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักการเรื่องความเป็นไทยนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลักของประเทศไทย ได้แก่ ชาติ ศาสนาพุทธ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น ก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะในการอนุรักษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ยืนนานต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เหล้าเก่าในขวดใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานั้น ไทยประกาศใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแค่เปลือกนอกเท่านั้น แก่นแท้ในนั้นยังคงมีอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยม ฝังไว้ต่างจากภาพที่เห็นจากภายนอก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า “&lt;b&gt;ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข&lt;/b&gt;” กล่าวคือ แม้จะมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตย แต่ฝ่ายราชานิยม ก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ได้ถูกนฤมิตขึ้นให้สอดรับกับทัศนะของคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม และความเชื่อที่ว่า พุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ โดยความเชื่อเหล่านี้ ล้วนมีสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่ผูกโยงชุด ความคิดที่ต้องการให้ประชาชนยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลที่ตามมาก็คือ ฝ่ายราชานิยมประสบความสำเร็จเบื้องต้น ในการสร้างรัฐไทยที่เป็นหนึ่งเดียว (unitary state) ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์อย่างท่วมท้น ยกตัวอย่างเช่น บทบาทของกษัตริย์ในการปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของชาติ ที่ได้ถูกปลูกฝังในจิตสำนึกของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการสรรเสริญบูรพกษัตริย์ในอดีตอย่างไม่หยุดหย่อนในเรื่องพระปรีชาสามารถในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย (และมักใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่ผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองออกจากประเทศ ด้วยเหตุของการ “เนรคุณ” บูรพกษัตริย์) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น บ่อยครั้งที่กลุ่มราชkนิยมได้กระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยม โดยการเน้นย้ำถึงก ารสูญเสียในดินแดนบางส่วน ที่เชื่อว่าเคยเป็นผืนแผ่นดินไทย ทั้ง ๆ ที่ในความจริงนั้น วาทกรรมเรื่องการเสียดินแดน จะเป็นเพียง&lt;b&gt;มายาคติ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชุดความคิดนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เกิด&lt;b&gt;กระแสชาตินิยมอย่างรุนแรง&lt;/b&gt; แต่ยังรวมถึง&lt;b&gt;กระแสราชานิยม&lt;/b&gt;ด้วย ถึงระดับที่ว่า ประชาชนต้องพร้อมที่จะยอมสละชีพ เพื่อปกป้องชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยปรัชญาเหล่านี้เอง จึงทำให้ไม่เหลือพื้นที่ให้กับประชาชนที่มีความคิดต่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการยกย่องสรรเสริญสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้น จนถึงระดับที่น่าเป็นกังวลใจ พระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นมากกว่าประมุขของประเทศ โดยถูกยกให้กลายเป็นเสมือนเทพเจ้าที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะเดียวกัน ก็มีภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งของของการเป็น “&lt;b&gt;พ่อของแผ่นดิน&lt;/b&gt;” ภาพลักษณ์ในด้านนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงต้นของรัชสมัยปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ เยือนเกือบทุกแห่งหนตำบลในประเทศนับครั้งไม่ถ้วน โดยทรงมุ่งหวังจะสร้างความผูกพันกับพสกนิกรของพระองค์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อาจเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถเทียบทันสถาบันกษัตริย์ได้ในการเอาชนะใจปวงชน พิสูจน์ได้จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่ เชื่อมั่นเสมอว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นคำตอบสุดท้ายในทุกวิกฤติการณ์ของชาติ แต่ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์สองด้านข้างต้นทำให้เกิดความสับสนยิ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชประสงค์ ในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพสกนิกรมากเท่าใด แต่ภาพลักษณ์ด้านที่เป็นเสมือนเทวราชา กลายมาเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกรอยู่เสมอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ไร้อารยะมากมายได้ถูกรื้อฟื้นขึ้น อาทิ &lt;b&gt;การหมอบคลาน&lt;/b&gt; เป็นต้น เป็นเรื่องน่าคิดที่ว่า การหมอบคลานนี้ได้ถูกยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2416 ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอัยกาของรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องป่าเถื่อนและล้าสมัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การฟื้นฟูธรรมเนียมเหล่านี้ นับว่าเป็นความประสงค์ให้มีการยกสถานะของพระมหากษัติรย์ในลักษณะของการเป็นเทวาธิราช มากกว่าการเป็นธรรมราชาธิราช สถานะที่แตกต่างนี้มีความซับซ้อนยิ่ง เมื่อมีการพิจารณาถึงบทบาทของกษัตริย์ในบริบททางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นาย Paul Handley ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฝ่ายราชานิยมมีบทบาทเด่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้ดูเสมือนราวกับว่า &lt;b&gt;พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองเสียเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และก่อให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจที่ว่า &lt;b&gt;สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่&lt;/b&gt; เมื่อใดก็ตามที่สถาบันกษัตริย์ถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะในบทบาทของการเป็นตัวแสดงทางการเมือง ก็ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางอำนาจ (conflict of interest) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมองเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่ไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง ก็มักถูกมองว่าเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย และอาจรวมถึงยิ่งลักษณ์ ดังที่กล่าวข้างต้น หนทางหนึ่งของการกำจัดภัยเหล่านี้คือ การใช้มาตรา 112 ในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามสถิตินั้น ในปี 2548 มีคดีที่เกี่ยวกับกฏหมายหมิ่นฯ ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นทั้งสิ้น 33 คดี ซึ่งได้รับการยกฟ้องในเวลาต่อมา 18 คดี ในปี 2550 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเป็น 126 คดี และยังเพิ่มขึ้นเป็น 164 คดีในปี 2552 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัวเป็น 478 คดีในปี 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่วงเวลาที่จำนวนคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ อยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(2551-2554) จากการศึกษาของ ดร. David Streckfuss นักวิชาการชาวอเมริกันพบว่า อาจมีผู้ถูกจำคุกเนื่องจากคดีหมิ่นฯ เหล่านี้รวมแล้วนับหลายราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพยายามที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ ส่วนมากนับเป็นผลงานของฝ่ายราชานิยม แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นผลอันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง โดยเฉพาะในฐานะของกษัตริย์นักพัฒนาผู้มีบทบาทอย่างสูงกับสังคมไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับราชานิยมล้นเกิน (hyper-royalists) ที่ชื่อ “The Monarchy and Anti-Monarchy: Two Elephants in the Room of Thai Politics” ดร. ธงชัยได้กล่าวถึง&lt;b&gt;การกลับมาของลัทธิราชานิยมในฐานะวัฒนธรรมสาธารณะ&lt;/b&gt;ว่า การเพิ่มขึ้นของความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จะเห็นได้ชัดในช่วงหลังการจราจลในปี 2516 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยความนิยมนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า สถาบันกษัตริย์ได้มีส่วนเข้ามายุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้น รวมถึงครั้งต่อมาในปี 2535 ด้วย นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในภูมิภาค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามามีบทบาทสำคัญทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยในช่วงที่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์กำลังแพร่กระจาย ทั้งในและนอกเขตแดนไทย สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญ ในการกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งหลังจากที่สงครามเย็นจบสิ้นลงแล้ว ขณะที่รัฐบาลหลายชุดถูกโค่นล้มจากกระดานการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ตำแหน่งและสถานะของสถาบันกษัตริย์ กลับมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาโดยตลอด การเข้ายุติจลาจลในปี 2535 เปรียบเสมือน “trophy” อีกชิ้นหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ ในฐานะของผู้รักษาเสถียรภาพให้กับระบบการเมืองไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเห็นได้ชัดว่า เป้าหมายของฝ่ายราชานิยมนั้น ยากที่แยกออกจากการเมือง แต่คำถามสำคัญก็คือ &lt;b&gt;ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้ เหมาะสมกับประเทศไทยมากน้อยเพียงใด (Does it really work?)&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากที่ได้ย้ำไปข้างต้นว่า มีลักษณะหลายด้านของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ได้รับการปลูกฝังให้เข้ากับระเบียบการเมืองแบบใหม่ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ลักษณะเหล่านั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกับคุณค่าสมัยใหม่ของระบอบประชาธิปไตย นำไปสุ่ความขัดแย้งทางด้านกรอบความคิด อาทิ ความขัดแย้งระหว่างอำนาจของพระมหากษัตริย์และอำนาจที่มาจากเสียงข้างมากของประชาชน (Royal power VS Popular mandate) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดร. ธงชัยเห็นว่า ที่จริงแล้ว คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้มันเป็น&lt;b&gt;คำปฏิพจน์ที่มีความหมายขัดแย้งในตัวเอง (oxymoron) &lt;/b&gt;เหมือนกับหลุมดำขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนระบบการเมืองทั้งหมดเข้าไปในตัวมัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงก่อนและหลังรัฐประหารในปี 2549 ได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทางการเมือง และได้เริ่มส่งสัญญาณของ “&lt;b&gt;การเสื่อมความนิยมของแนวคิดราชนิยม&lt;/b&gt;” ออกมา &lt;b&gt;ความเสื่อมนี้เกิดมาจากน้ำมือของกลุ่มราชานิยมเอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่น กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มเสื้อเหลืองนิยมเจ้า ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนและใช้สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์ มาเป็นเครื่องมือในการโค่นระบอบทักษิณ คำขวัญอย่างเช่น “&lt;b&gt;สู้เพื่อในหลวง&lt;/b&gt;” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงต่อมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของทักษิณ หรือจากฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นพวกต่อต้านสถาบันแต่อย่างไร แต่กลับกลายเป็น&lt;b&gt;กลุ่มพวกราชาชาตินิยมล้นเกิน (Hyper-Royalists) เสียเองต่างหาก &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขายังคงปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความจริงใหม่ ๆ ทางการเมือง &lt;b&gt;ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง ?&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความไม่สามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ (และเครือข่ายพระมหากษัตริย์) ที่จะปรับตัวให้ทันกับกับความเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมือง เป็นสาเหตุเดียวกันของการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 จะต่างกันบ้างก็ที่ การเสื่อมถอยในวันนี้ถูกเร่งเครื่องด้วยปรากฏการณ์ล่าสุดทางการเมืองไทยที่เรียกว่า &lt;b&gt;ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปโดยสั้น “ตาสว่าง” เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยจำนวนมาก ตระหนักและเข้าใจว่า &lt;b&gt;ประเทศไทยไม่เคยก้าวข้ามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง&lt;/b&gt; ในขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของเราก็ได้ถูกตีรวนมาโดยตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หากสถาบันกษัตริย์ต้องการแสดงบทบาททางกาเมือง ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบบทบาทเหล่านั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การขยายตัวของกระแส “ตาสว่าง” ดังกล่าว ไม่ว่าจะในที่ลับหรือที่แจ้ง จะชักนำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น &lt;b&gt;เสียงของผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ดังกึกก้องขึ้น ชัดเจนขึ้น ยิ่งกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ไทยในอดีต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการวิเคราะห์เรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์นั้น การสืบสันตติวงศ์ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้ขอกล่าวส่งท้ายว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระบวนการยกย่องสรรเสริญพระเกียรติที่ขาดความพอเพียงในขณะนี้นั้น ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นถึงความกังวลใจ (anxiety) ของกลุ่มราชานิยมที่พยายามจะยึดติดกับอดีตอันรุ่งโรจน์แล้ว ยังมีผลข้างเคียงต่อรัชกาลถัดไปที่จะต้องแบกรับความกดดันอันยิ่งใหญ่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางออกของวิกฤตการณ์นี้ จึงขึ้นอยู่กับ &lt;b&gt;ความเข้าใจของบุคคลในเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ต่อสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง และความยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิรูปตัวเอง โดยการยอมสละซึ่งมรดกตกยุคที่ตกทอดมาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปให้ได้ในที่สุด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียน: Pavin Chachavalpongpun, “Thailand: The Die-Hard Absolute Monarchy?”, Harvard International Review, Vol. 23, Issue 3 (24 December 2011)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย &lt;b&gt;ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2012/01/38851&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120121/2045#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <pubDate>Sat, 21 Jan 2012 01:08:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2045 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;กม.หมิ่นฯ&quot; ของ &quot;สยาม&quot; vs &quot;ไทย&quot; ถอยหลัง หรือ เดินหน้า</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043</link>
 <description>&lt;p&gt;
กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ของ &amp;quot;สยาม&amp;quot; vs &amp;quot;ไทย&amp;quot; &amp;quot;ถอยหลัง หรือ เดินหน้า เข้าคลอง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี  &amp;quot;กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ &lt;br /&gt;
พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; จึงมีแต่ &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนที่เรียกกันว่า &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; (สมัยโบราณ) นั้น&lt;br /&gt;
ก็มีแต่เพียงในสมัย &amp;quot;ระบอบราชาธิปไตย&amp;quot; หรือ &amp;quot;ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์&amp;quot; และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด &amp;quot;การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475&amp;quot; ให้เป็น &amp;quot;ระบอบประชาธิปไตย&amp;quot; (สมัยใหม่)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สรุป ดังนั้น แต่เดิม &amp;quot;ราชอาณาจักรสยาม&amp;quot; (สมัยโบราณ) จึงเคยมี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&amp;quot; ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
--------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วน &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; (สมัยใหม่) ต่อมา มี &amp;quot;กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot; ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากลของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่ง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life′s Work,&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
---------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สอง) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในหนังสือเล่มนี้ บทว่าด้วย &amp;quot;กฏหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
สาม) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165..... &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
------------------------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เทียบได้ก็แต่ระบบกฎหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน &lt;br /&gt;
 &lt;br /&gt;
และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญ ในยุโรป.... &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
-------------------------------------------------------------&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ &amp;quot;ราชอาณาจักรไทย&amp;quot; สมัยใหม่ของเรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1326976786&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=no&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120119/2043#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 19 Jan 2012 20:53:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2043 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title> เงิน 7.5 ล้าน มีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนหนึ่งคน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042</link>
 <description>&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot; &lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ธุรกิจประเภทใหม่ รายได้ดี...ธุรกิจการเรียกร้องประชาธิปไตย&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ใครไม่ตายหรือบาดเจ็บ ยังเหลือวิธีสุดท้ายคือ แกล้งบ้า ให้ญาติไปขอรับเงินได้นะคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ถ้ารู้สึกผิดที่เหยียบศพเขาขึ้นมา ก็ใช้เงินตัวเองจ่ายสิคะ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;center&quot;&gt;
&amp;quot;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา แต่เผาแล้วปล้นต่อ เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ&lt;/span&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ภาพและคำพูดข้างต้นใน facebook ของ&lt;b&gt; วรกร จาติกวณิช&lt;/b&gt; ได้รับการกดไลค์นับพันครั้ง เป็นปฏิกิริยาฉับพลัน ต่อมติ ครม.ที่อนุมัติการเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549-พฤษภาคม 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นสิ่งที่ชี้ว่า ผู้คนจำนวนมากในสังคมนี้ &lt;b&gt;ยังมองความตายของคนเสื้อแดงอย่างหยามเหยียด&lt;/b&gt; &lt;b&gt;เป็นเสมือนยาพิษที่สาดซัดไปยังบาดแผลสด ๆ ของครอบครัวของผู้เสียชีวิต 92 คน และบาดเจ็บสาหัสอีกจำนวนมากจากการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และวันจันทร์ที่ผ่านมา (16 ม.ค.) ตัวแทนพรรค ปชป.ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครอง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน มติ ครม. เรื่องการเยียวยา และสั่งให้รัฐบาลมีมติกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยาความเสียหายให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในเหตุการณ์ความรุนแรงในครั้งต่างๆ อย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่างเป็นตลกที่ขำไม่ออก เพราะมติ ครม.ดังกล่าว เป็นข้อแนะนำของ คอป.ที่แต่งตั้งโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเอง คอป.ระบุชัดว่า การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความปรองดองในชาติ ที่จริง ปชป. น่าจะยื่นต่อศาลปกครอง ให้สั่งยุบ คอป. ไปเสียด้วยเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คนตาย คนเจ็บ ถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่จนบัดนี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นหลักฐานว่า คนที่ตาย มีอาวุธร้ายแรงอยู่ข้างกาย ถ้ามีหลักฐานรูปถ่ายใด ๆ รัฐบาล ปชป.ในขณะนั้น คงเอามาป่าวประกาศเป็นล้าน ๆ ครั้งแล้ว ในทางตรงกันข้าม คลิปวีดีโอและรูปถ่ายจำนวนมาก ชี้ว่า &lt;b&gt;พวกเขาถูกยิงตายเหมือนหมาข้างถนน โดยไม่มีอาวุธอยู่ข้างกาย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนตายเพราะถูกลูกหลง เพราะทหารกราดกระสุนใส่ประชาชน หลายคนตายขณะกำลังเดินข้ามถนน &lt;b&gt;การตายในลักษณะนี้เป็นผลจากการใช้กำลังอย่างเกินขอบเขตของฝ่ายรัฐนั่นเอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าใครแน่ใจว่า คนตาย คนเจ็บคนไหนเป็นผู้ก่อการร้าย ก็ชี้ตัวออกมาเลย อย่ามาปูพรมข้อหามั่วๆ กับคนที่เขาเจ็บปวดมามากแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกคุณก็มีลูกไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;เงิน 7.5 ล้านแลกกับชีวิตลูกของคุณจะเอาไหม&lt;/b&gt; หรือคุณคิดว่าความเป็นคนชั้นสูงของคุณ ทำให้คุณรักลูกมากกว่าเงิน แต่คนจนเห็นแก่เงินมากกว่าลูก จึงปล่อยลูกไปตาย                  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามพ่อแม่น้องเฌอ แม่น้องเกด และอีกหลายๆ พ่อแม่ไหมว่า &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับลูกของเขา อะไรสำคัญกว่ากัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยใช้จินตนาการบ้างไหมว่า สำหรับพวกเขาวันพ่อวันแม่ จะมีความหมายอะไร เมื่อไม่มีลูกให้ชื่นชมความเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเขาอีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กล้าไปถามเมียและลูก 2 คนในวัยเรียนของครอบครัวอัศวศิริมั่นคงไหมว่า ชีวิตพวกเขาลำบากแค่ไหน เมื่อหัวหน้าครอบครัวต้องกลายมาเป็นคนพิการ &lt;b&gt;ระหว่างเงิน 7.5 ล้านกับพ่อที่ไม่พิการ พวกเขาอยากได้อะไร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เคยคิดจะเปิดสมอง เปิดใจ รับฟังความทุกข์ของพวกเขาบ้างไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บอกว่า เป็นเงินภาษีของประชาชน..ก็ในเมื่อชนชั้นกลางในเมืองทั้งหลาย ช่วยกันเชียร์ให้รัฐบาล ปชป.ใช้กำลังปราบปรามเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด &lt;b&gt;นี่ก็คือความรับผิดชอบทางสังคมที่พวกคุณต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสุขความสบายใจที่ได้รับ&lt;/b&gt; ยังไงล่ะ แล้วขอโทษที &lt;b&gt;ไม่ได้มีแต่พวกคุณที่จ่ายภาษี คนเสื้อแดงเขาก็จ่ายภาษีเช่นกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เวลารัฐบาลเอาเงินเป็นแสนล้านไปสนับสนุนธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เห็นมีคนจนออกมาค้านเลย แต่ถ้ารัฐบาลทำอะไรเพื่อคนจนหรือคนเสื้อแดง พวกนี้ต้องอ้างเรื่องภาษีของกูทุกที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงิน 7.5 ล้านนี่มันเกินค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขากระนั้นหรือ?  ถ้าฉันมีอำนาจอนุมัติจ่ายเงิน ฉันจะจ่ายให้พวกเขามากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เงินชดเชย 4.5 ล้านบาท คำนวนจากการใช้&lt;b&gt;รายได้ประชาชาติ GDP) ของปี 2553 หรือ 150,177 บาท/ปี คูณ 30 &lt;/b&gt;ปี แต่อันที่จริง รัฐบาลควรคำนวณจากรายได้ที่พวกเขาเคยได้รับจริงก่อนที่จะเสียชิวิตหรือทุพพลภาพ คูณจำนวนปีจนถึงอายุ 65 ปี จึงจะนับว่าเป็นความเหมาะสมขั้นต่ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ เมื่อใช้ GDP ปี 2553 เป็นฐานในการคำนวณ เท่ากับว่าแต่ละคนมีรายได้แค่ &lt;b&gt;เดือนละ 12,514 บาทเท่านั้น ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำที่เขาพึงได้&lt;/b&gt;หากยังมีชีวิตอยู่เสียอีก หลายคนมีรายได้มากกว่านี้แน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่เยาวชนที่เสียชีวิต ก็ต้องคิดด้วยว่า หากเขามีชีวิตอยู่ เขาจะทำรายได้อย่างน้อยเท่าไร พ่อแม่เขาจะพึ่งพาเขาในยามแก่เฒ่าได้ต่อไป นี่เป็นความสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเงินค่าเยียวยาทางจิตใจอีก 3 ล้านบาท สำหรับความสูญเสียตลอดชีวิต มากเกินไปอย่างนั้นหรือ กรุณาถามตัวเองว่า &lt;b&gt;มันมีค่าสูงกว่าคนที่คุณรักจริงๆ หรือ? &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอเตือนความจำอีกครั้งว่า คนเสื้อแดงมาเรียกร้องการยุบสภา มาขอแสดงสิทธิทางการเมืองให้เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า คนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล มายืนยันว่าเขาไม่ต้องการรัฐบาลที่เกิดจากค่ายทหาร &lt;b&gt;พวกเขาไม่ได้มาเพื่อใช้ชีวิตแลกเงิน 7.5 ล้าน โปรดเลิกใช้เหตุผลวิปลาสกันเสียที&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปชป.บอกว่า ต้องรวมคนที่ตายในตากใบ-กรือเซะ ใน 3 จว.ภาคใต้ ใน 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 แล้ว &lt;b&gt;ทำไมตอนตัวเองเป็นรัฐบาล ไม่คิดจะทำอะไรให้กับพวกเขาบ้าง จะได้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำไมตอนนั้นไม่เคยคิดทำอะไรที่สร้างสรรค์บ้าง แต่พอคนอื่นทำ กลับหาว่ามุ่งหาคะแนนเสียงกับคนเสื้อแดง อ้าว ! ก็นี่เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองไม่ใช่หรือ &lt;b&gt;แล้วที่ปชป.ทำมาตลอด และทำอยู่นี่ ไม่ได้สนใจฐานเสียงชนชั้นกลางของพรรคเลยอย่างนั้นหรือ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในทางกลับกัน การชดเชยเยียวยาจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง นับแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา หากทำได้จริง ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานทางการเมืองต่อไป และจะช่วยให้การเรียกร้องให้มีการเยียวยาแก่คนกลุ่มอื่นๆ กระทำได้ง่ายยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอแต่เพียงว่า เมื่อถึงคราวที่คนในจังหวัดภาคใต้ได้รับการเยียวยาบ้าง คนกลุ่มเดียวกันนี้จะไม่ออกมาตะโกนว่า “&lt;b&gt;กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติ ไม่ใช่เพื่อสนับสนุน &#039;โจรใต้&#039; แยกดินแดน&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ทั้งนั้น โปรดเข้าใจด้วยว่า การเยียวยาด้วยตัวเงิน เป็นแค่&lt;b&gt;การผ่อนความทุกข์ของครอบครัวที่ได้รับผลกระทบให้เบาบางลงเท่านั้น การเยียวยาไม่ได้เป็นทั้งหมดของความยุติธรรม&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือ &lt;b&gt;การนำผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย-บาดเจ็บเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 53 มาลงโทษ ประชาธิปัตย์ยินดีคืนความยุติธรรมให้เขาหรือไม่ ? &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot; http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38797&quot;&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120118/2042#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Wed, 18 Jan 2012 21:36:30 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2042 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112 ? โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ (คลิปวีดีโอ)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120117/2040</link>
 <description>&lt;iframe src=&quot;http://www.youtube.com/embed/pCombmIfID4?feature=player_embedded&quot; width=&quot;640&quot; frameborder=&quot;0&quot; height=&quot;360&quot;&gt;&lt;/iframe&gt;
&lt;p&gt;
คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 หรือ &amp;quot;ครก.112&amp;quot;ได้จัดงานสัมนาทางวิชาการเรื่อง &amp;quot;แก้ไขมาตรา 112&amp;quot; เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555 ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้จัดงานได้นำเทปบันทึกปาฐกถาหัวข้อ &amp;quot;ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112&amp;quot; โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ นำเสนอต่อผู้เข้าร่วมสัมนาในช่วงแรกของงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2012/01/38787?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&amp;amp;utm_content=Google+Reader&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;  
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120117/2040#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/493">LM</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Tue, 17 Jan 2012 23:48:51 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2040 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รายงานข่าวพิเศษ  ยึดวอลล์สตรีท : หน่อปฏิวัติในป่าคอนกรีต ? ! โดย ปิยะมิตร ปัญญา</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20111016/2031</link>
 <description>&lt;p&gt;
กลุ่มยึดวอลล์สตรีท นอนประท้วงที่ ฟรีดอม พลาซา วอชิงตัน ดี.ซี. พร้อมป้ายประท้วงแสดงข้อความ &amp;quot;&lt;b&gt;นักการเมืองจะเป็นตัวแทนท่านได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขารับเงินเรือนล้านจากใครบางคน&lt;/b&gt;&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/occupy.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;450&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันละครับว่า ยากเย็นไม่น้อยที่จะอธิบายให้ได้ภาพกระจ่างชัดว่า กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ออคคิวพาย วอลล์สตรีท&lt;/b&gt;&amp;quot; คือใคร ? มาจากไหน ? ต้องการอะไร? ซึ่งทำให้การที่จะบอกว่า ขบวนการ &amp;quot;ยึดวอลล์สตรีท&amp;quot; นี้จะนำไปสู่อะไร? เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยากที่จะละเลย ไม่ไยดีกับขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของคนอเมริกันขบวนการนี้ ไม่ใช่เพราะประธานาธิบดีบารัค โอบามา อ้างอิงถึงการคงอยู่ของขบวนการนี้ในเชิงเห็นอกเห็นใจและเข้าใจ ไม่เพียงเพราะ เบน เบอร์แนงคี ประธานธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (เฟด) ก็ต้องออกมาพูดถึงในเชิงยอมรับเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เป็นเพราะขบวนการยึดวอลล์สตรีท เกิดขึ้น ดำรงอยู่ แล้วยังสามารถคลี่คลายขยายตัวเติบโตในทางกว้างออกไป ไม่เพียงในหลายเมืองใหญ่ในสหรัฐอเมริกา แต่ยังมีเสียงขานรับจากหลายเมืองใหญ่ทั่วโลก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ไม่ได้มีเพียง &amp;quot;ออคคิวพาย นิวยอร์ก&amp;quot; แต่ยังมี &amp;quot;ออคคิวพาย บอสตัน&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย ลอสแองเจลิส&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย น็อกซ์วิลล์&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย เมมฟิส&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย คลาร์กส์วิลล์&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย แชทตานูกา&amp;quot;, &amp;quot;ออคคิวพาย เมอร์ฟรีส์โบโร่&amp;quot; และ &amp;quot;ออคคิวพาย แนชวิลล์&amp;quot; ฯลฯ เท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ยังมี &amp;quot;ออคคิวพาย ลอนดอน&amp;quot; ด้วยอีกต่างหาก เพียงแค่ยังไม่ทันครบรอบ 1 เดือนเต็มดี ขบวนการ &amp;quot;ยึด&amp;quot; สารพัดก็ผุดพราวขึ้นมามากกว่า 1,300 ขบวนการทั่วโลก และนับวันมีแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยอาศัยหลักการเดียวกันและแนวความคิดคลุมเครือคล้ายๆ กัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยังไม่มีเหตุการณ์การปะทะกับเจ้าหน้าที่ใหญ่ๆ เกิดขึ้นมา หลังจากที่เคยมีปัญหาอยู่บ้างครั้งสองครั้ง ยังไม่มี &amp;quot;ข้อเรียกร้อง&amp;quot; อย่างเป็นทางการออกมาจากขบวนการออคคิวพายทั้งหลายในตอนนี้ เป้าหมายของพวกเขายังคงไม่เป็นรูปเป็นร่าง ไม่มีความชัดเจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวขบวนการประท้วงเองก็ยังไม่มีแม้แต่กระทั่ง &amp;quot;ผู้นำ&amp;quot; หรือ &amp;quot;แกนนำ&amp;quot; กระนั้นเสียงของพวกเขาก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ได้รับความสนใจจากหลายๆ ฝ่ายทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและโดยอ้อมมากขึ้นเรื่อยๆ และทรงอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ไม่สนใจก็ไม่ได้แล้ว! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลายคนให้นิยามของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่าง &amp;quot;ออคคิวพาย วอลล์สตรีท&amp;quot; แตกต่างกันออกไป แล้วแต่พื้นฐานและมุมมอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มองลงไปโดยอาศัยพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ แล้วให้นิยามการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของขบวนการนี้ว่าเป็น &amp;quot;อาการแสดงออก&amp;quot; อันเนื่องมาจาก&lt;b&gt;ความป่วยไข้ของระบบเศรษฐกิจอเมริกัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นูรีล รูบินี เจ้าของฉายา &amp;quot;ดอกเตอร์ ดูม&amp;quot; จากการทำนายถึงวิกฤตเลห์แมนฯ เอาไว้อย่างแม่นยำ บอกว่า นี่เป็นการแสดงถึง &amp;quot;ความโกรธ&amp;quot; ของสังคม &amp;quot;สังคมอเมริกันมีความกราดเกรี้ยวอยู่มากมายเหลือเกิน&amp;quot; เขาบอก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นักสังเกตการณ์ทางการเมืองบอกว่า &amp;quot;ขบวนการยึดวอลล์สตรีท&amp;quot; เกิดขึ้นมาเพื่อทดแทน &amp;quot;ที ปาร์ตี้ มูฟเมนท์&amp;quot; ที่ถูกการเมืองในระบบดูดกลืนจนแทบหมดพลังของการเป็นขบวนการทางสังคมไปแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนบอกว่า ถ้าหาก &amp;quot;ที ปาร์ตี้&amp;quot; เป็นการแสดงความไม่พอใจของผู้คนในซีก &amp;quot;อนุรักษนิยม&amp;quot; ในสังคม &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; ก็เป็นการแสดงความกราดเกรี้ยวของผู้คนในอีกซีกหนึ่ง &lt;b&gt;ซีกเสรีนิยม สังคมนิยม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ถ้า ที ปาร์ตี้ เป็นปีกขวา ออคคิวพาย ก็เป็นปีกซ้าย&lt;/b&gt; นักรัฐศาสตร์ ใช้พื้นฐานทางวิชาการของตนเอง มองขบวนการที่เกิดขึ้นว่า เป็นการแสดงออกถึงประชาธิปไตยในรูปแบบของประชาธิปไตย &amp;quot;โดยตรง&amp;quot; ที่จะมีให้เห็น ก็ต่อเมื่อย้อนหลังไปเนิ่นนานในประวัติศาสตร์การเมืองของมนุษยชาติ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;quot;ธนาคารถูกอุ้ม แต่ประชาชนถูกขาย&amp;quot; ของ &amp;quot;ออคคิวพาย นิวยอร์ก&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักคิดร่วมสมัยอีกลางคน ชี้ว่า การบังเกิดขึ้นของ &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; เป็นการสานต่อปรัชญาการต่อสู้ของขบวนการชนชั้นกลางในโลกอาหรับ ที่เรียกกันในเวลานี้ว่า &amp;quot;&lt;b&gt;อาหรับ สปริง&lt;/b&gt;&amp;quot; พวกเขาชี้ให้เห็นถึงหลากคุณลักษณะที่คล้ายคลึงกัน &lt;b&gt;ไม่มีผู้นำที่เด่นชัด อาศัยอินเตอร์เน็ต และ &amp;quot;สื่อใหม่&amp;quot; เป็นแกนหลัก&lt;/b&gt; ฯลฯ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็ยอมรับในความต่างที่เกิดขึ้นอย่างสุดกู่ &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; ไม่แหลมคมชัดเจนเท่า ไม่กราดเกรี้ยวโกรธามากเท่า ที่สำคัญก็คือ พวกเขาไม่ได้พุ่งเป้าไปที่รัฐบาล ผู้ปกครอง และปัจเจกบุคคลที่ครอบงำพวกเขาอยู่โดยตรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป้าโจมตีของ &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; เป็น&lt;b&gt;นามธรรมอย่างยิ่ง คลุมเครืออย่างยิ่ง และไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่ใดที่หนึ่ง นอกเหนือจากระบอบและแบบแผนปฏิบัติที่ครอบพวกเขาทั้งหมด&lt;/b&gt;อยู่ภายใน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าใครจะนิยามพวกเขาอย่างไร &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; ณ เวลานี้ ยังคงเป็นเพียง &amp;quot;ขบวนการ&amp;quot; แสดงออกถึง&lt;b&gt;ความไม่พอใจ ความคับข้องใจ และความรู้สึกไม่เป็นธรรม&lt;/b&gt; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุกคนใช้ที่นี่เป็นที่ &amp;quot;ระบาย&amp;quot; ได้ ทุกคนจากไปเมื่อใดก็ได้ ทุกคนแสดงออกอะไรก็ได้ และสามารถยืนยันได้เพียงว่า พวกเขาแค่พูดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกมาเท่านั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวความคิดเรื่อง &amp;quot;ออคคิวพาย วอลล์สตรีท&amp;quot; ก่อรูปขึ้นมาแรกสุดจากแนวความคิดใน &amp;quot;แอดบัสเตอร์ส์ ดอทคอม&amp;quot; นิตยสารออนไลน์ในนิวยอร์กเมื่อราวเดือนกรกฎาคม ตอนนั้นเป้าหมายยังเป็นเพียงแค่การจัดตั้ง &amp;quot;เครือข่ายระดับโลกของการผสมผสานทางวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์&amp;quot;  นำวัฒนธรรมที่ตนเองมีอยู่ออกมาแสดงร่วมกันในยาม &amp;quot;ว่าง-ไม่มีงานทำ&amp;quot; เพื่อใช้มันเป็นการ &amp;quot;ประท้วง&amp;quot; ให้เห็นถึงความ &amp;quot;ไม่เป็นธรรม&amp;quot; ในสังคม &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
&amp;quot;เกินกว่าคับข้องใจ&amp;quot; ของกลุ่ม &amp;quot;ออคคิวพาย ฮาร์ทฟอร์ด&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เดิมที พวกเขากะเก็งกันว่า จะรวมตัวกันที่ &amp;quot;โบว์ลิ่ง กรีน ปาร์ค&amp;quot; เริ่มขบวนการจากการเล่น &amp;quot;โยคะ&amp;quot; แล้วต่อด้วย &amp;quot;สงครามหมอน&amp;quot; ลงเอยด้วยการ &amp;quot;เพนต์ใบหน้า&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;การกำเนิดขึ้นของความคิดประท้วงในเดือนกรกฎาคม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
หากย้อนกลับไปดูสภาวการณ์ในเวลานั้น เราจะพบว่า อาการ &amp;quot;หน่าย&amp;quot; นักการเมือง พรรคการเมือง และระบบการบริหารจัดการประเทศของสหรัฐอเมริกา กำลังตกต่ำถึงขีดสุด อันเนื่องมาจากการต่อสู้ทางการเมืองที่&lt;b&gt;ยืดเยื้อ เกินงาม จน &amp;quot;น่ารำคาญ&amp;quot; และ &amp;quot;ชวนหงุดหงิด&amp;quot;&lt;/b&gt; เรื่องการเพิ่มเพดานหนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้สำนักงานตำรวจนิวยอร์กไม่อนุญาตให้เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้นเกิดขึ้น แต่แนวความคิดนี้ยังดำรงอยู่ และเริ่มแตกหน่อออกไปเป็นการแสดงออกถึงการประท้วงด้วยการ &amp;quot;ยึด&amp;quot; นั่นทำให้เวทีของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลายเป็น &amp;quot;ซัคคอตติ ปาร์ค&amp;quot; ในย่านโลว์เวอร์ แมนฮัตตัน ที่ด้านหนึ่งเป็นตลาดหุ้นวอลล์สตรีท อีกด้านหนึ่งเป็น &amp;quot;กราวด์ ซีโร่&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;17 กันยายน&lt;/b&gt; พวกเขาเริ่มต้นด้วยจำนวนผู้ประท้วงเพียงไม่กี่สิบคน พยายามกางเต็นท์ของพวกเขาตรงหน้าตลาดหุ้นวอลล์สตรีท หรือที่เรียกกันเป็นทางการว่า ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก หลังจากนั้น จำนวนเต็นท์ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บริเวณ ซัคคอตติ ปาร์ค ที่อยู่ใกล้เคียง &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
24 กันยายน&lt;/b&gt; ผู้ประท้วงราว 100 คนถูกจับกุม อีกหลายคนถูกสเปรย์พริกไทยของเจ้าหน้าที่ฉีดใส่หน้า โดยอาศัยข้ออ้างที่ว่าการเดินขบวนของพวกเขาขัดขวางการจราจร ก่อให้เกิดความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย &lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
1 ตุลาคม&lt;/b&gt; เอ็นวายพีดี จับกุมผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่ที่สุดคือราว 700 คน หลังจากเกิดการปะทะกันชุลมุน เมื่อขบวนของผู้ประท้วงพยายามเคลื่อนออกจาก ซัคคอตติ เพื่อไปยังสะพานบรู้คลิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกสัปดาห์ต่อมา &amp;quot;ออคคิวพาย มูฟเมนท์&amp;quot; ระบาดออกไปทั่วประเทศ ยิ่งนับวันยิ่งเป็นกลุ่มก้อน มีการบริหารจัดการ ลดการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ แต่หันมา &amp;quot;ให้ความร่วมมือ&amp;quot; ซึ่งกันและกันแทน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาแสดงพลังครั้งใหญ่เมื่อ 7 ตุลาคม ด้วยการประกาศ &amp;quot;มิลเลียนแนร์ มาร์ช&amp;quot; ทั่วประเทศ ทำให้คนอเมริกันได้เห็นการบุกเข้าไปชูป้ายประท้วงถึงในสำนักงานสาขาลอสแองเจลิส ของ &amp;quot;ออคคิวพาย แอลเอ&amp;quot; และการ &amp;quot;ปิดล้อม&amp;quot; คฤหาสน์ของคนอย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด็อค ราชาสื่ออเมริกัน-ออสเตรเลียน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีผู้ถูกจับกุมไปอีกจำนวนหนึ่งในหลาย ๆ จุดทั่วประเทศ ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนัดหมายเคลื่อนไหวครั้งใหญ่อีก 2 ครั้งหลังจากนี้ หนึ่งในวันที่ 15 ตุลาคม อีกหนึ่งในวันที่ 5 พฤศจิกายน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขบวนการ ออคคิวพาย วอลล์สตรีท เป็นการรวมตัวกันหลวมๆ ของ &amp;quot;คนว่างงาน&amp;quot; กับ &amp;quot;คนไร้ที่อยู่อาศัย&amp;quot; มากพอๆ กับ &amp;quot;แม่บ้าน&amp;quot; และ &amp;quot;พ่อบ้าน&amp;quot; หรือนักศึกษา ที่มองไม่เห็นถึงความหวังว่า สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลานี้จะทำให้อนาคตของพวกเขาสุขสดใสได้อย่างไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาขับเคลื่อนด้วย &amp;quot;การประชุม&amp;quot; ที่เกิดขึ้นทุกๆ เวลาย่ำค่ำ ยิ่งนับวัน พวกเขายิ่งเป็นกลุ่มเป็นก้อนกันมากขึ้น แบ่งงานกันรับผิดชอบชัดเจนขึ้น กลุ่มหนึ่งอาจรับผิดชอบจัดการเรื่องขยะ อีกกลุ่มรับผิดชอบ แอ๊กเคานท์ทวิตเตอร์ อีกคนรับผิดชอบเรื่องครัวเคลื่อนที่ ที่จะเดินทางมาถึงในตอนเย็น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยามว่าง พวกเขาอาจตีเกราะเคาะกลอง นั่งสมาธิ เล่นทวิตเตอร์ อัพเดตหน้าเฟซบุ๊ก ฯลฯ ตามแต่ใจปรารถนา แนวความคิดของพวกเขาหลากหลาย บางคนชูป้าย &amp;quot;ยึดแบงก์เป็นของรัฐ&amp;quot; อีกคนใช้กระดาษลัง เขียนข้อความด้วยลายมือพออ่านออก &amp;quot;เดอะ วอลล์ มัสท์ ฟอล&amp;quot; สะท้อนถึงความไม่พอใจในบรรดา &amp;quot;ผู้ละโมบ&amp;quot; ในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวความคิดหลักที่ร้อยรัดพวกเขาไว้ และดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจได้และยอมรับได้ของทุกคนก็คือ พวกเขาเป็น 99 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ ที่ถูกครอบงำและเอารัดเอาเปรียบจากคนมั่งคั่งเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ ซึ่งร่ำรวยมหาศาลคิดเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ของความมั่งคั่งที่สหรัฐอเมริกามี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาพยายามแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ แสดงความกราดเกรี้ยวต่อการที่ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ได้รับความช่วยเหลือเป็นเงินมหาศาลจากรัฐบาล ทั้งๆ ที่เป็นต้นเหตุ เป็นที่มาของความฉิบหายทั้งหลายที่เกิดขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;พวกเขาไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต พวกเขาจึงต้องกบฏ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในเวลานั้นอยากรู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในประเทศสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์ สำนักงานข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ได้รับมอบหมายให้หาคำตอบนี้มาให้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซีไอเอ ตรวจสอบแล้วจัดทำเป็นรายงานนำเสนอขึ้นมาว่า ประเทศที่จะเกิดการ &amp;quot;ปฏิวัติ&amp;quot; ขึ้นได้นั้น จำต้องมีบุคลิก 3 ประการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;หนึ่งนั้น ต้องมีช่องว่างทางรายได้ขนาดใหญ่ระหว่างคนรวยและคนจน &lt;br /&gt;
&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;หนึ่งนั้น ชนชั้นกลางในประเทศนั้นจะต้องถูกทำให้หายไป หรือไม่ก็ ไม่มีชนชั้นกลางตั้งแต่แรก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่งนั้น ต้องมีคนที่ขุ่นแค้นคับข้องใจเป็นมากมายมหาศาลในประเทศนั้น &lt;br /&gt;
&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
มีบางคนบอกว่า &lt;b&gt;ตอนนี้ ในสหรัฐอเมริกามีเหตุปัจจัยทั้ง 3 ประการครบถ้วนแล้ว&lt;/b&gt;ครับ !!
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย ปิยะมิตร ปัญญา(&lt;a href=&quot;mailto:piyamitara@gmail.com&quot;&gt;piyamitara@gmail.com&lt;/a&gt;) มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 ตค. 2554 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1318745199&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20111016/2031#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/357">usa</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/2">World</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/occupy.jpg" length="79356" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 16 Oct 2011 16:44:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2031 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช : น้ำท่วม...บริหารจัดการไม่เป็น</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20111016/2030</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ไม่ใช่ภัยพิบัติลงโทษแต่...บริหารน้ำผิดพลาด&lt;/b&gt; รุนแรงจนรัฐบาลต้องประกาศเป็น &amp;quot;วาระแห่งชาติ&amp;quot; ระดมความร่วมมือจากทุกสรรพกำลังมาร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/smit.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;344&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://2.bp.blogspot.com/_ItNXaGgbH4U/SKlBZcQ9WqI/AAAAAAAAADc/tbCFuCenUq4/s320/1.bmp&quot;&gt;บลอก porzaakub &lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่จนถึงเวลานี้ 26 จังหวัด กำลังจมน้ำ ประชาชนกว่า 2.2 ล้านครัวเรือนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก นอกจากบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรที่เสียหายไปแล้วกว่า 9.6 ล้านไร่ มวลน้ำก้อนมหึมายังรุกคืบสร้างความเสียหายต่อเนื่องฝ่าปราการป้องกันเบื้องต้นรุกล้ำไปยังนิคมอุตสาหกรรม จนมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงหลายแสนล้านบาท ยังไม่รวมยอดผู้เสียชีวิตที่สูงถึง 281 ราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ดร.สมิทธ ธรรมสโรช&lt;/b&gt; อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตุนิยมวิทยา มายาวนาน ฟันธงว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นผลพวงจาก &amp;quot;ภัยพิบัติ&amp;quot; แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่เป็น!!! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;คือไม่สามารถจะบริหารน้ำได้ ไม่มีการติดตามข้อมูลตั้งแต่ต้นฤดูฝนว่าจะตกเยอะไหม ควรเก็บน้ำในเขื่อนไว้เท่าไหร่ ปรากฏว่าทุกคนเก็บน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่หมด ทั้งกรมชลประทาน การไฟฟ้าฯ ซึ่งกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ในหน้าแล้งซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ผิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...ถ้าฝนตกต่อเนื่องทั้งกลางฤดู ปลายฤดู ยังตกอยู่ ปริมาณช่องว่างน้ำในเขื่อนจะไม่สามารถเก็บน้ำฝนกลางฤดูได้ ตอนนี้เขื่อนใหญ่เต็มหมดแล้วปัญหาคือ เมื่อเขื่อนใหญ่เต็มหมดแล้ว ก็ปล่อยน้ำในเขื่อนออกมาพร้อมกัน ปริมาณน้ำที่ปล่อยมามากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกใส่เขื่อน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ อธิบายว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ทั้ง เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทำให้น้ำมารวมตัวในภาคกลางตอนบนไล่มาตอนล่าง ขณะที่ภาคกลางก็มีน้ำฝนที่ตกมาอยู่ท้ายเขื่อนอยู่ในที่ลุ่มอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น น้ำในขณะนี้จึงมหาศาลมาก หลายคนบอกน้ำปล่อยมานิดเดียวแต่เพราะน้ำมีอยู่แล้วในที่ลุ่ม ในนา เมื่อปล่อยมาพร้อมกันปริมาณน้ำจึงมาก ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมพร้อมกัน ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เป็นวิกฤตบริหารน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่มีการวางแผนไว้ก่อน อันที่จริงเราควรเก็บน้ำไว้ครึ่งหนึ่ง และถ้ามีฝนกลางฤดูที่แล้วก็สามารถเก็บน้ำไว้อีกได้&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานักวิชาการหลายคนบอกว่าน้ำไม่เคยสูงเช่นนี้ บางคนบอกน้ำเยอะแต่ไม่เคยท่วม ทุกคนต่างคนต่างมีข้อมูลของตัวเอง แต่ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเถียงกันเรื่องข้อมูล เพราะข้อมูลที่แท้จริงกรมอุตุนิยมวิทยามีอยู่แล้ว เรามีสถานีวัดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน กว่า 200 แห่งที่วัดปริมาณฝนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับแนวทางการแก้ไขในเวลานี้ ดร.สมิทธเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องหยุดปล่อยน้ำจากเขื่อนเพราะช่วงนี้ไม่มีปริมาณน้ำฝนที่จะตกเข้าเขื่อนแล้วทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ 3 เขื่อนใหญ่ก็จะไม่มีน้ำเข้าแล้ว ดังนั้นถ้าเรายังปล่อยน้ำมหาศาลซ้ำเติมระบบน้ำท่วมที่อยู่ในภาคกลาง น้ำจะท่วมหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ความเสียหายเป็นแสนล้านบาท ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ดูแลปัญหาเกี่ยวกับน้ำภายใต้สังกัดกระทรวงต่างๆ กว่า 20 หน่วยงาน แต่เราไม่มีดาตาเบส ต่างฝ่ายต่างทำไม่เอาข้อมูลมาแชร์กัน จึงทำให้ขาดผลวิเคราะห์ในการตัดสินใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...การบริหารน้ำถ้าไม่มีการประสานงานกันทั้งกรมอุตุฯ กรมชลฯ การไฟฟ้าฯ ว่าควรจะเก็บหรือปล่อยน้ำแค่ไหนมันก็ไม่มีฐานข้อมูลที่นำมาคำนวณปริมาณน้ำว่าควรจะปล่อยหรือพร่องน้ำในระดับใดจึงจะทำให้พื้นที่ไม่เดือดร้อน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าการไม่มีเอกภาพในการทำงาน การที่นักวิชาการทะเลาะกันเอง ไม่มีความรู้อย่างแท้จริงนำไปเสนอรัฐบาล จึงทำให้ระบบรวนทั้งหมด สุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาอุทกภัยทั้งๆ ที่น้ำมวลใหญ่ที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนใหญ่ๆนั้นบริหารจัดการได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ฝนปีนี้อาจจะมากกว่าปีที่แล้ว แต่การบริหารน้ำที่เราเก็บไว้มากไป แล้วปล่อยมาทีเดียว ไม่ปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ หากปล่อยมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นฤดูตามธรรมชาติ กลางฤดูพอฝนตกก็เก็บบ้างปล่อยบ้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปลายฤดูก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยทีเดียวเยอะๆ น้ำก็จะไม่ท่วม ถ้าเราไม่ปล่อยน้ำก้อนใหญ่จากเขื่อน 3 แห่ง รับรองว่าน้ำไม่ท่วม กทม.ปริมณฑล พระนครศรีอยุธยา และอีกหลายจังหวัดอย่างที่เห็นกันอยู่&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ ดร.สมิทธ มองว่า อันดับแรกเขื่อนใหญ่ควรหยุดปล่อยน้ำและหาทางระบายน้ำที่อยู่ในแม่น้ำใหญ่ๆ ทั้งแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกงให้ลงทะเลเร็วที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณปากแม่น้ำทั้งสามสาย เพราะช่วงนี้น้ำทะเลหนุนสูง น้ำเหนือไหลมาสมทบจะทำให้น้ำนิ่ง ไหลช้าลง ก็ต้องเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลก็จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม กทม.ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แต่เพราะหลายเขื่อนยังปล่อยมาหลาย100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่แม่น้ำต่างๆระบายต่อวันได้ไม่ถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตรทุกเขื่อนพร้อมใจกันปล่อย มันก็มารวมกันที่ภาคกลาง เหมือนเราเทน้ำลงมาพร้อมกัน น้ำที่เต็มแก้วเมื่อเติมไปอีกมันก็ล้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...เรื่องนี้ไม่ใช่ภัยพิบัติลงโทษ แต่เป็นเพราะการบริหารน้ำที่ผิดพลาด หากเราบริหารไม่ดีท่วมแน่ ถ้าไม่รู้จักเก็บน้ำในเขื่อนไว้ให้เหมาะสม นอกจากนี้การบริหารในเขื่อนเล็กๆแต่ละเขื่อนไม่สามารถระบายออกทะเลได้รวดเร็วพอ มันก็เอ่อในที่ลุ่มภาคกลาง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเมินมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ออกมาถูกทางหรือไม่นั้น ดร.สมิทธ มองว่าจริงๆ รัฐบาลควรตั้งศูนย์เฉพาะกิจแต่แรกเพราะการบริหารภัยพิบัติใหญ่ๆ ต้องตั้งศูนย์เฉพาะ ต้องมีผู้บริหารใหญ่และผู้ควบคุมศูนย์คนเดียว จะเป็น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอกหรือนายกรัฐมนตรี ก็ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ต้องตัดสินใจคนเดียว ทว่าตั้งช้าไปหน่อย แม้ตอนนี้จะเริ่มมีการตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขหลายเรื่องแล้วแต่มาเริ่มตอนวิกฤตน้ำใกล้ท่วม กทม.ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีประชาชนอยู่มาก ทำให้ผลกระทบเยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความตื่นตระหนกของชาวบ้านที่ไม่มั่นใจสถานการณ์ และแก้ปัญหาด้วยการสร้างพนังกั้นน้ำหน้าบ้านตนเองจนวัตถุดิบขาดตลาดนั้น ดร.สมิทธ เห็นว่าอาจไม่ถูกต้องตามวิธีการ เพราะเป็นการสร้างที่ไม่มีหลักวิชาการการเอาดินวาง เอากระสอบทรายมาวาง มันสู้แรงดันน้ำไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หนักถึง 1 ตันถ้าสร้างเขื่อนสูง 2 เมตร แสดงว่ามีแรงดันน้ำถึง 2 ตัน ดังนั้นหากเขื่อนสร้างไม่แข็งแรงน้ำจะซึม กระสอบทรายไม่หนักพอก็ทลาย น้ำก็จะไหลอย่างรวดเร็วและแรงจนเอาไม่อยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ อธิบายถึงแนวคิดที่ในอดีตเคยเสนอให้ตั้ง &amp;quot;กระทรวงน้ำ&amp;quot; ขึ้นมารับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยตรง ว่าเป็นเพียงข้อเสนอของนักการเมืองที่จะทำให้มีตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มขึ้นทั้งรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและข้าราชการการเมือง เป็นการสร้างตำแหน่งเปล่าๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมว่าทำอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันก็เหมาะสมแล้ว คือการตั้งศูนย์เฉพาะแล้วรวมเอานักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญด้านน้ำมารวมกัน แต่ว่าการบริหารต้องการคนที่รู้เรื่องมาคุยกัน อย่าให้มานั่งเถียงกัน และการตัดสินใจก็ให้นายกฯ เป็นผู้ชี้ขาด&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
เขื่อนใหญ่ต้องหยุดปล่อยน้ำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังต้องลุ้นระทึกกับมวลน้ำก้อนใหญ่ ที่คาดว่าจะถึง กทม.ในวันสองวันนี้ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ยังอดเป็นห่วงฝีมือ กทม. กับการผันน้ำ กทม. หากเกิดน้ำทะลักเข้าพื้นที่เข้ามาจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมไม่เชื่อฝีมือ กทม. เพราะไม่เคยศึกษาหรือไปดูเขื่อน เช่น เขื่อน จ.ปทุมธานี ที่เพิ่งแตกไป กทม.ก็ไม่ดูแลบอกว่าท้องถิ่นสร้างขึ้นเอง ทั้งที่จริงแล้ว กทม.ควรมีหน้าที่ไปดูแลพื้นที่ด้วย เพราะน้ำที่จะแตกจากปทุมฯ จะเข้า กทม.กทม.อยู่ติดจังหวัดต้นน้ำ ถ้าเถียงกันอย่างนี้ กทม.จมแน่&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าเขื่อนรอบๆ กทม.จะมีความแข็งแรงพอหรือไม่ เพราะเขื่อนกั้นน้ำของ กทม.มีทั้งเขื่อนดินและเขื่อนคอนกรีต กระสอบทรายโดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอก ทาง อบต. และอบจ. จะเป็นคนดูแล โดยใช้ผู้รับเหมาก่อสร้าง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ อาจทำให้มีปัญหาเรื่องความแข็งแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อันนี้ถือเป็นจุดอ่อนจะทำให้เกิดวิกฤตน้ำในกทม.ได้ ขณะนี้น้ำล็อตใหญ่ที่มาจากเขื่อนภูมิพลสิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ กำลังผ่านเข้ามาใน 3-4 จังหวัดที่ท่วมอยู่แล้ว กทม.จึงต้องระวังเพราะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุน ตอนนี้ดูแล้ว กทม.คงรอดยาก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ ประเมินว่า วิธีการแก้ไขให้ได้ผลเร็วคือ ต้องหยุดปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ จากนั้นตั้งเครื่องสูบน้ำที่ปลายแม่น้ำที่จะลงสู่ทะเลให้มากที่สุดเพื่อสูบน้ำออกปากอ่าว นี่คือวิธีเดียวที่จะระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การเอาเรือไปดันน้ำจะดันได้เฉพาะผิวน้ำเท่านั้น ไม่สามารถดันน้ำที่อยู่ลึกไปข้างล่างได้พระราชดำรัสของในหลวงเรื่องการสร้างคลองลัดโพธิ์ การที่เป็นคลองแคบจะทำให้การดันน้ำไหลออกจากคลองได้เร็ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าเอาเรือหลายลำไปผูกแล้วดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้าง เป็นการเสียน้ำมันเปล่า เพราะดันได้แค่ผิวน้ำเท่านั้นเรื่องนี้ต้องคิดต้องรู้ลักษณะของน้ำ ดังนั้นที่ถูกต้องคือการตั้งระบบสูบน้ำที่ปลายคลองหรือปลายแม่น้ำออกสู่ทะเลเลย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับแนวคิดที่ กทม.ลงทุนทำอุโมงค์ยักษ์มีการระบายน้ำจากที่ลุ่มของกทม. เช่น รามคำแหงหนองจอก แทนที่จะระบายออกอ่าวไทย แต่กลับเอามาออกที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลยเพราะจะทำให้เจ้าพระยาล้นตลิ่งอีก หมุนเวียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะลงทุนให้มากหน่อย วางท่อให้ยาวแล้วไปลงที่อ่าวไทยจะดีกว่า และทำให้ กทม.ปลอดภัยจากน้ำท่วมด้วย ไม่รู้ทำไมถึงคิดกันแค่นี้ เห็นว่าผู้ว่าฯกทม.จะทำอีกหลายอุโมงค์แต่ไม่รู้จะไปออกที่ไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ ประเมินถึงสถานการณ์พายุบันยันที่วิเคราะห์แล้วเชื่อว่าไม่เข้าไทย แต่การที่นักวิชาการไม่มีความรู้แล้วไปให้ข้อมูลกับ ศปภ.และนายกฯ ว่าพายุจะสร้างผลกระทบต่อประเทศทำให้เกิดความตื่นกลัวกันหมด คนไม่รู้มาพูดทำให้ตกใจและประเมินพลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พายุลูกนี้จะเข้าที่อ่าวตังเกี๋ย ประเทศจีนจากนั้นก็จะไปเวียดนามเข้ามาทางเหนือบ้านเราก็จะทำให้มีฝนตกนิดหน่อยที่เชียงใหม่ เชียงรายจากนั้นจะทำให้อากาศหนาวเย็นลง ผมอยากขอให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องอุตุนิยมวิทยา หรืออุทกวิทยา หยุดให้ข้อมูล เพราะจะให้เกิดความตระหนก แตกตื่นกันไปหมด&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ วิเคราะห์ต่อไปว่า หลังจากนี้ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วหากมีพายุเข้ามาจะไม่ส่งผลให้มีฝนตก หรือถ้าตกก็จะไม่มาก สิ่งที่กรมอุตุฯ และรัฐบาลต้องระวังต่อไป คือ ร่องลมมรสุมที่จะเลื่อนจากภาคกลางตอนล่างไปยังตอนใต้ ผ่านสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งปีที่แล้วช่วงเดือนเดียวกันก็มีพายุดีเปรสชันก่อตัวทางทะเลจีนตอนล่างพัดเข้าสู่อ่าวไทย คลื่นลมที่พัดมาจะทำให้เกิดคลื่นพายุหมุนซัดชายฝั่ง(สตอร์ม เซิร์จ) สูง 4-5 เมตร และจะส่งผลกระทบให้ภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ข้อมูลในการเตือนภัยพิบัติของกรมอุตุฯ จะต้องแม่น และหากสภาวะลมแรงจะทำให้สตอร์ม เซิร์จ สูงถึง 5-6 เมตร ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวฝั่งและรัฐบาลต้องเตือนให้เขาอพยพไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9/116413/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;โพสต์ทูเดย์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20111016/2030#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/492">thaiflood</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/smit.jpg" length="31047" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 16 Oct 2011 00:45:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2030 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ ทำลายกล่องดวงใจคณะรัฐประหาร ทำให้ต่อไปพวกเขาจะไม่มีที่ยืน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110925/2021</link>
 <description>&lt;p&gt;
หลังจาก &lt;b&gt;คณะนิติราษฎร์&lt;/b&gt; ได้จัดแถลงข้อเสนอทางวิชาการ &amp;quot; &lt;b&gt;5 ปี รัฐประหาร 1 ปี นิติราษฎร์&lt;/b&gt; &amp;quot; เมื่อวันอาทิตย์ที่18ก.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า แถลงการณ์ดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหน่วง    
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.matichon.co.th/online/2011/09/13169496471316950065l.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;350&quot; width=&quot;500&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งคณะนิติราษฎร์ เห็นว่า คำวิจารณ์มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ จนสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณะชน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอให้ &amp;quot;&lt;b&gt;ลบล้างผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549&lt;/b&gt;&amp;quot;  ประกอบกับมีผู้ตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่ได้ศึกษารายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวให้เข้าใจอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่าสุด วันที่ 25ก.ย. ที่ห้องประชุม LT 1. คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์แถลงข่าว กรณี &amp;quot;&lt;b&gt;ข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร&lt;/b&gt;&amp;quot; ประกอบไปด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, อ.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, อ.สาวตรี สุขศรี, อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล, อ.ธีระ สุธีวรางกูร, อ.ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ และ อ.ฐาปนันท์ นิพิฏกุล&lt;/b&gt; ได้ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีข้อเสนอให้ลบล้างผลพวงจากการรัฐประหาร หลังข้อเสนอถูกบิดเบือนจากสื่อและนักการเมืองตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา กล่าวเปิดว่า คณะนิติราษฎร์ไม่มีความสามารถทางอื่นเลย นอกจากสู้กันด้วยเหตุด้วยผลทางวิชาการ อืกทั้งเรื่องสำนวนโวหารนั้นเราสู้ไม่ได้ ขณะเดียวกัน เมื่อข้อเสนอของนิติราษฎร์ออกสู่สาธาณชน ก็มีคนสนใจอย่างกว้างขวาง ได้รับกำลังใจ ข้อเสนอแนะมากมาย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก็พบว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มีผู้ที่ยังสงสัย ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ และส่วนหนึ่ง ก็เป็นไปในทิศทางที่เสนอภาพลบอย่างยิ่ง ทำนองว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์จะทำให้เกิดกลียุคในบ้านเมือง ระส่ำระสายวุ่นวายนองเลือด จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมาถกแถลงอีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ เมื่อผู้อ่านเป็นสุจริตชนที่อ่านข้อเสนอแนะของคณะนิติราษฎร์อย่างละเอียดพอสมควร และถ้ามีใจเป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่มีประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับรัฐประหาร ก็จะเห็นว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการผ่าทางตันข้อขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ที่ไม่ยอมรับผลพวงของรัฐประหาร มุ่งหมายให้เปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสันติ ไม่อยากให้มีการเสียเลือดเนื้อต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วย&lt;b&gt;การเสนอให้ทำประชามติ เพื่อให้ไทยพ้นจากวังวนของรัฐประหาร ด้วยการไม่ยอมรับการนิรโทษกรรมจากการรัฐประหาร&lt;/b&gt; และเป็นการเสนอโดยไม่มองหน้าคน แต่ให้ทุกคนที่ถูกกล่าวหาได้เข้าสู่กระบวนการการพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการตามปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ &lt;/b&gt;กล่าวว่า หลังจากที่ได้ออกแถลงการณ์ไปเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ไม่คิดว่าจะต้องมาอธิบายขยายความเพิ่มเติม ซึ่งก็รู้ดีว่าการเสนอประเด็นนี้ จะมีความสั่นสะเทือนสังคมอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่คาดคิดว่าจะส่งผลต่อเนื่องหลายวงการ และในแถลงการณ์ของคณะนิติราษฎร์นั้น ก็ชัดเจนว่าไม่ใช่การนิรโทษกรรม ไม่ใช่การล้างมลทิน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่การพูดอย่างนี้ สื่อบางสำนักก็ยังบอกว่าเป็นการล้างความผิด ซึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เสนอให้ตรงไปตรงมาในเบื้องต้นก่อน แล้วค่อยมาวิจารณ์กันภายหลัง โดยเข้าใจว่า การนำเสนอเช่นนั้นอาจะเป็นไปได้ว่า เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การปกครองระบอบประชาธิปไตย 2475 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน สื่อจึงไม่สามารถเสนอตามความเป็นจริง มากกว่านั้น เหตุผลของคณะนิติราษฎร์มีน้ำหนักมากจนกระทั่งการเสนอข่าวตามความเป็นจริงจะทำให้สังคมคล้อยตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุผลที่ต้องลบล้างคำวินิจฉัยนั้น ถ้าปฏิเสธการรัฐประหารต้องปฏิเสธผลของรัฐประหารนั้นด้วย เมื่อถามว่าการประกาศลบล้างคือการไม่เคารพอำนาจศาลหรือศาลจะขุ่นเคืองใจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าผู้พิพากษาท่านนั้นเป็นคนอย่างไร ถ้าผู้พิพากษาท่านนั้นมีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการรับเผด็จการทหาร เขาย่อมขุ่นเคืองใจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าเกิดผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งมีจิตใจฝักใฝ่ประชาธิปไตย และสถานการณ์ขณะรัฐประหาร ทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากต้องตัดสินไปตามคำสั่งนั้น ผู้พิพากษานั้นต้องขอบใจกลุ่มนิติราษฎร์ เพราะสิ่งที่เราทำอยู่คือการช่วยศาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ&lt;b&gt;การลงโทษผู้ที่กระทำรัฐประหาร&lt;/b&gt; ซึ่งป็นประเด็นที่สื่อมวลชนส่วนใหญ่ไม่พูดถึง ทั้งๆ ที่มีการพูดแล้วในการแถลงข่าวครั้งที่ผ่านมา เพราะข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ มีข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การเสนอให้ลบล้างมาตรา 36-37 ของ รัฐธรรมนูญปี 2549(ฉบับชั่วคราว) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะเป็นบทบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหาร ซึ่งประเทศไทยมักมีการนิรโทษกรรมให้กับการรัฐประหารทุกครั้ง และนวัตกรรมการรับรองรัฐประหารในสังคมไทยนั้น ได้สร้างให้เกิดการพัฒนาการเขียนกฎหมายสนับสนุนรัฐประหาร ขณะเดียวกัน ก็พอจะทราบว่าทำไมสื่อมวลชนไม่เสนอประเด็นนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมองว่า &lt;b&gt;มาตรา 37 เป็นกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์นั้น เป็นการทำลายกล่องดวงใจของคณะรัฐประหาร&lt;/b&gt; และจึงเป็นที่เข้าใจว่า ทำไมข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จึงถูกทำให้กลายเป็นการช่วยคนๆ เดียวให้พ้นผิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; &lt;b&gt;นิติราษฎร์ดูไม่มีความหมาย เพราะเขากลัวอำนาจประชาชน&lt;/b&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การที่มีคนบอกว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นข้อเสนอที่สุดโต่ง เป็นบุคคลอันตรายแน่ต่อคนที่ทำรัฐประหาร จริงๆ แล้วคณะนิติราษฎร์เป็นการลบล้างประกาศ คปค. ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2549 ซึ่งไม่ได้ลบล้างรัฐธรรมนูญ 2549 หรือ รัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แปลว่า ถ้าไม่เข้าใจเพียงพอ เขาก็อาจจะแกล้งไม่เข้าใจ เพราะรัฐธรรมนูญ 2549 คณะนิติราษฎร์ก็ไม่ได้เสนอให้ลบทั้งหมด แต่ลบเฉพาะมาตราที่เกี่ยวกับผู้ทำรัฐประหาร เพราะถ้าลบทั้งหมดจะเกิดความวุ่นวายทางกฎหมายที่ตามมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ คณะนิติราษฎร์ได้ไตร่ตรองข้อเสนอนี้แล้วอย่างรอบคอบ และมีการกระทำกันแล้วในต่างประเทศ แต่จะเป็นของใหม่มาก ในระบบกฎหมายของไทย และถ้ามันทำได้สำเร็จ ก็เชื่อว่าการทำรัฐประหารจะเกิดขึ้นได้ยากมาหรืออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นสุดท้ายคือ ทำไมข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ จึงถูกมุ่งไปที่คดีของทักษิณ กลายการเป็นชวนทะเลาะ เหตุที่เป็นเช่นนี้เ พราะฝ่ายที่ทำให้ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ดูไม่มีความหมายไม่มีคุณค่า &lt;b&gt;เพราะเขากลัวอำนาจประชาชน เขากลัวว่าวันหนึ่งข้อเสนอนี้ถูกผลักดันเกิดเป็นจริงขึ้นมา &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ เขาจะไม่มีที่ยืน และการที่มีคนบอกว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ต่างกับเผด็จการที่ได้อำนาจแล้วออกกฎหมายตามใจชอบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตรงนี้อธิบายได้ว่ามันต่างกันมาก&lt;b&gt;ราวสวรรค์กับนรก&lt;/b&gt; เพราะคณะนิติราษฎร์ไม่มีอำนาจอะไรที่จะล้มล้างอำนาจรฐัประหาร มีแค่กำลังความคิดและกำลังสติปัญญา แต่สิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ ถูกเอาไปให้ประชาชนตัดสิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ท้ายที่สุดถ้าท่านยังเข้าใจไม่ชัด ผมจะอธิบายจนกว่าจะสิ้นลม จนกว่าท่านจะเข้าใจ คนเราถ้าไม่รู้ต้องถาม อย่าไปคิดเอาเอง อย่าไปตีความบิดเบือน&amp;quot; อ.วรเจตน์ย้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; &lt;b&gt;ต่อไปนี้รัฐประหารจะไม่หมูอย่างที่คิด&lt;/b&gt; &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ.&lt;b&gt;ปิยบุตร แสงกนกกุล&lt;/b&gt; กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า หลังคณะนิติราษฎร์แถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา มีคนพูดประเด็นกฎหมายและหลักการน้อยมาก แต่ถูกบิดเบือนเป็นเรื่องการช่วยทักษิณเป็นส่วนใหญ่ ในที่นี้ขอยืนยันว่า สิ่งที่คณะนิติราษฎร์กำลังทำเป็นสิ่งที่ประเทศอื่นทำมาแล้ว และทำด้วยวิธีแตกต่างไป เช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเยอรมัน ฝรั่งเศส โดยเฉพาะประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ได้ตราพ.ร.บ.เพิกถอนคำพิพากษาของศาลที่ลงโทษบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากนาซี ให้ประกาศความเสียเปล่าของคำพิพากษาเหล่านั้นทั้งหมดและตั้งคณะกรรมการเยียวยาขึ้นมาชุดหนึ่ง หรือประเทศสเปน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังนายพลฟรังโกออกจากอำนาจและเข้าสู่ประชาธิปไตย แม้รัฐสภาสเปนก็พยายามปรองดองและนิรโทษกรรมให้นายพลฟรังโกไป แต่มีกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายบางส่วนรวมทั้งเครือญาติผู้ได้รับผลกระทบ มีความพยายามผลักดันกันในระดับสภาให้มีการเอาโทษผู้ทำการรัฐประหาร เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากกรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์เรียกร้องให้ยกเลิกผลทางกฎหมาย เฉพาะการรัฐประหาร 19 ก.ย. ก็เพราะว่าผลพวงความเลวร้ายยังเกิดอยู่ในปัจจุบันเต็มไปหมด ในเบื้องต้นต้องจัดการกับผลของการรัฐประหารครั้งนี้ก่อน ส่วนการที่บางคนบอกว่าให้ถอยไปเมื่อ 24 มิ.ย. 2475 นั้น คงเข้าใจผิด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เปลี่ยนอำนาจสูงสุดมาเป็นของราษฎรทั้งหลาย เขาเรียก&amp;quot;ปฏิวัติ&amp;quot; และจากการโยงไปที่ศาล แม้จะไม่เกี่ยวกับการรัฐประหารเลย ในเบื้องต้นไม่มีอะไรเกี่ยวอยู่แล้ว แต่บังเอิญว่าเรื่องที่ชงเข้ามาเริ่มจาก คตส. ถึง 2 ชุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชุดแรก มีนายสวัสดิ์ โชติพานิชย์ เป็นประธาน ก่อนตั้ง คตส. ชุดใหม่ พอเรื่องเหล่านี้มาถึงศาล ศาลก็ตัดสินจากคดีที่เริ่มมาจากตรงนั้น เราจึงต้องไปลบล้างคำพิพากษาซึ่งมีความสัมพันธ์โดยตรงต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร 19 กันยา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประเด็นคือ กรณีที่มีนักกฎหมายตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่คณะนิติราษฎร์ทำ ไม่ต่างกับรัฐประหารนั้น ต้องขอยืนยันว่าต่างกันชัดเจน แม้กระทั่งเด็กอมมือก็เห็นว่าสิ่งที่มาจากรัฐประหารมาจากคนไม่กี่คน เอามาเทียบกับประชามติของคนทั้งประเทศ ถ้าท่านยืนยันว่าเหมือนกันแปลว่าท่านไม่ให้น้ำหนักของประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะเขาคิดไม่เหมือนท่าน จึงฝากไปยังบรรดาสื่อ นักวิชาการว่า อย่าความจำสั้นเกินไป ก่อนจะวิจารณ์คนอื่น ก็ช่วยพิจารณาการกระทำของตัวเองก่อน เนื่องจากข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์มีคนมาถกเถียงในเนื้อหาน้อยมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะอะไร เพราะข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ &lt;b&gt;มันบีบพวกท่านไม่เห็นด้วยแบบอัตโนมัติ ทำให้คิดไปโดยปริยายว่า ท่านสนับสนุนรัฐประหาร&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ตลอดเวลาสัปดาห์ที่ผ่านมา ขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันขยายผลให้เป็นประเด็นร้อนในสังคม อย่างน้อยสังคมไทยได้หันมาฉุกคิดว่ามีวิธีการลบล้างผลพวงการรัฐประหารจริง เป็นผลพลอยได้ ต่อไปนี้รัฐประหารไม่หมูอย่างที่คิด เพราะบรรดานักกฎหมายที่เข้าไปรับใช้กลุ่มที่ฝักใฝ่รัฐประหารก็ทำงานไม่หมูอย่างที่คิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากคำกล่าวของ ฌอง ปอล ซาร์ต ตอนหนึ่งว่า &lt;b&gt;ปัญญาชนต้องผูกมัด (engage) กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับการกดขี่ เราก็ผูกมัดตัวเองกับประชาธิปไตยและประชาชน เราไม่ผูกพันตัวเองกับรัฐประหารและวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือการขับเคลื่อนทางความคิด เพื่อให้อุดมการณ์แบบประชาธิปไตยและนิติรัฐได้ลงหลักปักฐาน จนกว่าวันหนึ่งอำนาจสูงสุดจะเป็นของราษฎรทั้งหลายอย่างแท้จริง&amp;quot; อ.ปิยบุตร กล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316949647&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฟังคลิปการแถลงข่าวทั้งหมดได้ &lt;a href=&quot;http://www.konthaiuk.info/forum/index.php?topic=18943.msg28270#new&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110925/2021#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/453">coup</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <pubDate>Sun, 25 Sep 2011 21:14:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2021 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

