<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>thailand</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ศาลโลกมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ไทย-กัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110718/1997</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ไทย-กัมพูชา ถอนทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ในระหว่างศาลพิจารณาตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2505 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำสั่งศาลโลกดังกล่าว สรุปได้ดังนี้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลมีมติ 11 ต่อ 5 ให้ทั้งสองประเทศ ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อให้ทหารของทั้งสองฝ่าย ออกจากพื้นที่ปลอดทหารโดยรอบปราสาทพระวิหาร เพื่อต้องการให้เกิดสันติภาพ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ศาลมีมติ 15 ต่อ 1 ไม่ให้ไทยขัดขวางกัมพูชา ในการเข้าถึงตัวปราสาทพระวิหาร หรือไม่ให้ไทยขัดขวางการส่งเสบียงไปให้บุคคลของฝ่ายกัมพูชาที่มิได้เป็นเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ดังกล่าว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ศาลเห็นว่า ไทยและกัมพูชาควรจะดำเนินการร่วมกันภายในขอบเขตของอาเซียนต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอาเซียนได้เดินทางเข้าไปในเขตปลอดทหารตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ศาลกำหนดขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และสุดท้าย ศาลมีมติ 15 ต่อ 1 เสียง ให้ทั้ง 2 ฝ่าย แจ้งผลการปฏิบัติตามคำสั่งต่อศาล โดยศาลจะพิจารณาตีความคำพิพากษากรณีปราสาทพระวิหารเมื่อปี พ.ศ.2505 ต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/map.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; width=&quot;496&quot; height=&quot;350&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
     
(พื้นที่เขตปลอดทหารตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ศาลโลกวินิจฉัยว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. ศาลไม่เห็นด้วยอย่างเป็นเอกฉันท์กับไทย ที่ร้องให้ศาลจำหน่ายคดี ที่กัมพูชาร้องให้พิจารณคาคำตัดสินเดิมปี 2505 ทิ้งไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. ประเทศกัมพูชามีสิทธิในการยื่นคำร้องขอให้ตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร ปี 2505 ต่อศาลโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3.ศาลโลกให้ทั้ง 2 ฝ่ายถอนทหารออกจากพื้นที่พิพาทรอบปราสาทพระวิหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านสำนักข่าวเอพี รายงานว่า ศาลโลกให้ทหารไทย-กัมพูชาถอนออกจากพื้นที่ 4.6 ตร.กม. และให้คณะผู้สังเกตการณ์อินโดนีเซียเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่พิพาทได้ทันที&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกษิต ภิรมย์ กล่าวแสดงพอใจคำตัดสินศาลโลก โดยแถลงหลังการอ่านคำพิพากษาว่า เขตปลอดทหารชั่วคราว เป็นข้อเสนอของไทย ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อคำพิพากษาศาลโลกเมื่อปี 2505 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไทยยินดีใช้กลไกทวิภาคีแก้ปัญหานี้ และให้ความร่วมมือรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซียที่เป็นประธานอาเซียน โดยระบุว่าพื้นที่พิพาทที่ศาลโลกให้ไทย-กัมพูชา ถอนทหาร มีขนาดเล็กกว่า 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่ประมาณ 3.5-3.7 ตร.กม.เท่านั้น  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายกษิตระบุว่า หลังจากนี้ แนวทางแก้ไขที่เคยเสนอหลังการประชุมอาเซียนครั้งที่แล้ว คงหมดสภาพไปโดยปริยาย และต้องยึดคำสั่งศาลโลกเป็นหลัก เขากล่าวเตือนนายกฯ ฮุนเซน ที่เคยกล่าวหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ว่าจะยึดคำตัดสินศาลโลกวันนี้เป็นหลัก สิ่งที่เขาจะทำต่อไปนี้คือ คุยกับนายกรัฐมนตรี และนำเรื่องดังกล่าวเข้าคณะรัฐมนตรี และเร่งจัดประชุมจีบีซีกับกัมพูชาโดยเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก แสดงความพอใจต่อคำตัดสินศาลโลกยุติธรรมกับไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่นายฮอร์ นัมฮง รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่า ฝ่ายกัมพูชายอมรับมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลก โดยเห็นว่าการกำหนดเขตปลอดทหารตามมาตรการของศาล จะช่วยทำให้สันติภาพระหว่างสองประเทศมีโอกาสเกิดขึ้นมาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การกำหนดแผนที่ดังกล่าว (เขตปลอดทหาร) หมายความว่าจะมีการหยุดยิงชั่วคราว และยังถือเป็นการยุติความก้าวร้าวของฝ่ายไทยที่มีต่อกัมพูชา&amp;quot; รมว.ต่างประเทศกัมพูชากล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำกรุงเทพฯ แสดงความเห็นต่อมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลโลกว่า คำตัดสินครั้งนี้เป็นเพียง &amp;quot;ยกแรก&amp;quot; ของกระบวนการยุติธรรมที่มีแนวโน้มว่าจะยืดยาวและซับซ้อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระทรวงต่างประเทศได้ทวีตผ่านบัญชี @MFAThai_PR_TH สรุปคำตัดสินของศาลโลก ดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(1) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาควรถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราวที่กำหนดโดยทันที
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(2) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาหลีกเลี่ยงการเข้าไปของกำลังทหารในพื้นที่ดังกล่าวและหลีกเลี่ยงการมีกิจกรรมทางทหารใดๆในพื้นที่ปลอดทหารดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(3) ห้ามให้ฝ่ายไทยขัดขวางการเข้าออกพื้นที่ปราสาทฯและพื้นที่ปลอดทหารของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ใช่ทหารของกัมพูชาเพื่อส่งกำลังบำรุง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(4) ให้ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมมือกับอาเซียนต่อไป และอนุญาตให้คณะผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปในพื้นที่ปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(5) ฝ่ายไทยและกัมพูชาควรหลีกเลี่ยงจากการกระทำใดๆที่อาจทำให้สถานการณ์รุนแรงหรือมีความขัดแย้งมากขึ้นจนทำให้แก้ไขปัญหาได้ยากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(6) ฝ่ายไทยและกัมพูชาต้องแจ้งผลการปฏิบัติตามคำสั่งของศาลฯต่อศาล/ศาลยังคงอำนาจพิจารณาเรื่องคำสั่งมาตรการชั่วคราวต่อไปจนถึงการพิจารณาตีความ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อ่านคำแถลงของศาลโลกได้ &lt;a href=&quot;http://www3.icj-cij.org/docket/files/151/16582.pdf&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ที่นี่ (ภาษาอังกฤษ)&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรียบเรียงใหม่จากข่าว &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1310978154&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=06&amp;amp;subcatid=0600&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110718/1997#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/438">Cambodia</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/map.jpg" length="339110" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Mon, 18 Jul 2011 22:02:19 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1997 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>นิวส์วีค: จบสิ้นแล้ว ยี่ห้อประเทศไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100609/1765</link>
 <description>&lt;p&gt;
การบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพและความผิดพลาด เปลี่ยนให้ดินแดนสวรรค์แห่งประชาธิปไตย ที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนที่สูง กลับกลายเป็นเมืองด้อยค่าอันเต็มไปด้วยความรุนแรง เป็นเวลาหลายปี ที่ประเทศไทยมีภาพพจน์ เปรียบดังสวรรค์  มีประชาธิปไตยที่เบ่งบาน พร้อมกับรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ซึ่งให้การปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจทีมีอัตราผลตอบแทน ในการลงทุนสูงที่สุดในโลก เพียงไม่กี่ประเทศในทศวรรษที่ ๘๐ (พ.ศ.๒๕๒๓-๒๕๓๓) และต้นทศวรรษที่ ๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นประเทศที่ทนทานต่อวิกฤติฟองสบู่แตกของเอเชียในปลายทศวรรษ ๙๐ และเศรษฐกิจเติบโตถึงร้อยละ ๕.๓ ในปี ๒๕๔๕ และเติบโตมากกว่าร้อยละ ๗ ในปีต่อมา เมื่อเริ่มเกิดการฟื้นตัวจากวิกฤติ นักลงทุนและนักท่องเที่ยว ต่างติดใจในภาพลักษณ์ของราชอาณาจักรซึ่งสงบ เต็มได้ด้วยหาดทรายที่ร้อนแรงและภูเขาสูง ผู้คนที่อบอุ่น และการเมืองที่มีเสถียรภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“&lt;b&gt;ดินแดนแห่งรอยยิ้ม&lt;/b&gt;” นี้ สร้างความน่าหลงใหล ดึงดูดนักท่องเที่ยวในแต่ละปีมากกว่า&lt;b&gt; ๑๓ ล้านคน&lt;/b&gt; ส่วนหนึ่งที่ต้องขอบคุณคือ การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “อะเมซิ่งไทยแลนด์” – ด้วยภาพวัดที่อลังการและผู้หญิงงามอย่างน่าตะลึง – กรุงเทพถูกเลือกจากผู้อ่านนิตยสารท่องเที่ยวและพักผ่อน (Travel + Leisure) และคอนเดอนาสท์เทร เวิลเลอร์ (Condé Nast Traveler) ให้เป็นอันดับหนึ่งของเมืองที่ดีที่สุดแห่งเอเชีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วเวลานี้ล่ะ ยี่ห้อประเทศไทยกำลังป่นปี้ สองเดือนที่ผ่านมา การปะทะในกรุงเทพระหว่าง กองกำลังฝ่ายความมั่นคงและผู้ประท้วงในชุดเสื้อแดง สังหารผู้คนอย่างน้อย ๘๐ ศพ การทำลายบางองค์กร ซึ่งมีความสำคัญที่สุดทางเศรษฐกิจที่อยู่ในกรุงเทพ รวมถึงตลาดหุ้นและศูนย์การค้าใหญ่ที่สุด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และทำลายภาพลักษณ์แห่งสันติและความสงบ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจหลัก ทำรายได้มากถึงร้อยละ ๘ ของจีดีพี กำลังจะหมดลมหายใจ ในขณะที่ประเทศคู่แข่งเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชาและสิงคโปร์ กำลังพยายามแย่งนักท่องเที่ยวจากประเทศไทย ชาติซึ่งครั้งหนึ่งเคยผงาดเสมือนเสือแห่งเอเชีย หรือเสือที่กำลังโต รวมถึงเกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ และมาเลเซีย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีแต่ประเทศไทยเท่านั้น ซึ่งกำลังตกต่ำ ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน แต่เวลานี้ถูกมองว่า เป็นประเทศที่ไม่สามารถจะปกครองได้ และ&lt;b&gt;เป็นรัฐที่กำลังล่มสลาย&lt;/b&gt; นายกฯ&lt;b&gt; อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; ดูเหมือนกระตือรือร้นที่จะเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งหลังสุดทั้งสองครั้งนั้น ก็ต้องพับฐานไปจากวิธีการที่ไร้ซึ่งความเป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรายงานประจำปี ๒๕๕๓ ของฟรีดอมเฮ้าส์ (Freedom House) ให้ราคาประเทศไทยเพียงแค่ “&lt;b&gt;กึ่งเสรี&lt;/b&gt;” และจัดให้อยู่ใน&lt;b&gt;อันดับเดียวกับ รัฐบาลป่าเถื่อนทั้งหลายต่อความเสมอภาคทางการเมือง เช่น พม่า เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปี ๒๕๔๓ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สดุดีประเทศไทยที่ยอมให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรี และการส่งผ่านอำนาจอย่างสันติ แต่เวลานี้&lt;b&gt; มีแต่เหตุการณ์เข่นฆ่ากันโดยไร้กฎหมาย และการจำกัดเสรีภาพในทางการแสดงออกและการชุมนุม&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนหนึ่งจากเหตุการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆนี้ เป็นผลมาจากความคับแค้นใจในทางการเมือง และในทางเศรษฐกิจที่มีมาเนิ่นนาน ถึงขั้นกลายมาเป็นเหตุ ให้เกิดการจลาจลในเมืองหลวง ฝ่ายสนับสนุนอดีตนายกฯ&lt;b&gt;ทักษิณ ชินวัตร&lt;/b&gt;ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวชนบท ลุกขึ้นมาต่อต้านชนชาวกรุงเทพ และพวกมั่งคั่งผู้ที่คุมบังเหียนอภิสิทธิ์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เกิดการแตกแยกอย่างรุนแรงทั้งทางภูมิภาคและทางชนชั้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า จะเกิดการล่มสลายในที่สุด ในทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำไทยทั้งหลาย คล้ายกับผู้บริหารของบริษัท ซึ่งสูญเสียยุทธศาสตร์การค้าให้กับคู่แข่ง ที่กำลังมาแรง มีการตัดสินใจที่ผิดพลาด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม จีน และแม้กระทั่งอินโดนีเซียทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกาะกลุ่มกันมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่งในความผิดพลาดคือ ความล้มเหลวในการวางแผนระยะยาว ในระหว่างปีแห่งความรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ หรือ พรรคไทยรักไทยของทักษิณ ซึ่งเข้ามามีอำนาจในปี ๒๕๔๔ ต่างไม่เคยลงทุนทำการยกเครื่องระบบการศึกษาที่ล้าหลัง ซึ่งเน้นแต่เพียงพื้นฐานการเรียนรู้ และการท่องจำอย่างนกแก้วนกขุนทอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไต้หวัน สิงคโปร์ จีนและอินเดีย ต่างมุ่งลงทุนในระดับอุดมศึกษา ใช้ภาษาอังกฤษ สร้างความชำนาญด้วยทักษะขั้นสูง ผลที่ตามมา เกิดการสร้างบริษัทที่มีวัตกรรมยอดเยี่ยมตามแนวโน้มของโลก และเกิดอุตสาหกรรมที่ใช้ภาษาอังกฤษขนาดยักษ์ มีการว่าจ้างงานจากบริษัทภายนอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่รัฐบาลไทย และกลุ่มธุรกิจหลัก ยังคงรวมกลุ่มเป็นได้แค่เพียง ผู้ผลิตมูลค่าต่ำของบริษัทต่างชาติ รัฐบาลไทยประสบความล้มเหลว ในการสร้างสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้บริษัทไทยปรับปรุงพลังการผลิต เพื่อจะได้มีการขยายตัวออกไปทั่วโลก ซึ่งต่างจากรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลสิงคโปร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตามประวัติแล้ว เครือข่ายบริษัทขนาดใหญ่ของไทย ได้รับการปกป้องจากเส้นสนกลในกับผู้นำรัฐบาลต่าง ๆ และคลานต้วมเตี้ยม กว่าจะรับรู้ถึงคู่แข่งระหว่างชาติที่เป็นของจริง แม้ประเทศไทยจะลงนามในข้อตกลงการค้าเสรีกับจีน และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่น ๆ ก็ตาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัด ในขณะนี้&lt;b&gt; คะแนนในการสอบโทเฟลของประเทศไทย ซึ่งเป็นการสอบทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียน ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่มหาวิทยาลัย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอันดับต่ำสุดของเอเชีย&lt;/b&gt; ไม่มีบริษัทเจ้าของคนไทยใด ๆ จะโดดเด่นขึ้นมาเมื่อเปรียบเทียบกับ บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อย่าง เอเซอร์ ของชาวไต้หวัน หรือบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง อินโฟซิสของคนอินเดีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และในขณะที่จีน เขมือบความเป็นผู้ผลิตสำหรับตลาดล่าง บริษัทไฮเทคต่างมองผ่านประเทศไทย อินเทลสร้างโรงงานประกอบชิปมูลค่า ๓,๕๐๐ ล้านบาทในเวียดนาม ประเทศ ซึ่งครั้งหนึ่งในทศวรรษที่ ๘๐ (พ.ศ.๒๕๒๓) และทศวรรษที่ ๙๐ (พ.ศ.๒๕๓๓) เคยตามหลังประเทศไทยอย่างไม่เห็นฝุ่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อปีที่แล้ว ข่าวจากเอพีรายงานว่า ผู้ผลิตชาวไต้หวันสัญญาที่จะลงทุนหลายหมื่นล้านบาทในเวียดนาม เปรียบเทียบกับสัญญาที่จะลงทุนเพียง ๗,๐๐๐ ล้านบาทในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถที่จะ ขับเคลื่อนตัวเองให้เป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าสูงได้ และขาดความสามารถที่จะใช้งบประมาณของรัฐ เพื่อนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินของโลกได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อัตราการเติบโตในสี่ปีที่ผ่านมาได้ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย จากร้อยละ ๕.๒ ในปี ๒๕๔๙ เหลือเพียงร้อยละ ๒.๕ ในปี ๒๕๕๑ และเมื่อปีที่แล้ว ถึงขั้นติดลบร้อยละ ๒.๓ ในขณะเดียวกัน ผู้นำไทยไม่เลือกคิดที่จะสงวนสถานที่สำคัญ ซึ่งเป็นแรงดึงดูดใจของนักท่องเที่ยว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ กลับออกกฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด และแม้กระทั่งในประเทศอุตสาหกรรมหนักอย่างเกาหลีใต้ ลี เมียง บัค อดีตนายกเทศมนตรีกรุงโซล และประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ยังควบคุมการปลูกต้นไม้หลายล้านต้นรอบเมืองหลวง และการชะล้างแม่น้ำสายหลักในนครหลวง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยยอมให้แหล่งมหัศจรรย์ตามธรรมชาติ แหล่งแล้ว แหล่งเล่า ถูกพัฒนาจนเกินเลย เต็มไปด้วยสถานที่พักตากอากาศและคอนโดสูง ลดค่าองค์ประกอบสำคัญของยี่ห้อประเทศไทยเสียสิ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในรายงานปี ๒๕๕๑ จากนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สำนักงานใหญ่วอชิงตัน มอง&lt;b&gt;เกาะภูเก็ต&lt;/b&gt;ของประเทศไทย ซึ่งในอดีตเคยเป็นสถานที่ตากอากาศระดับหรู และพบว่า “เสน่ห์ดั้งเดิม ที่ว่าเป็นเกาะปลายทาง ซึ่งงามอย่างน่าประทับใจ พร้อมด้วยธรรมชาติ และเปี่ยมไปด้วยวัฒนธรรม &lt;b&gt;ได้อันตรธานหมดสิ้นไปเสียแล้ว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้นำไทยทั้งหลาย ต่างประสบความล้มเหลวอย่างน่าสังเวช ที่จะรักษาไว้ซึ่งความสันติ ครั้งหนึ่งนักการเมืองไทย ดูเหมือนจะมีเคล็ดลับพิเศษในการสมานฉันท์ หลังการปะทะระหว่างกองทัพและผู้ชุมนุมในกรุงเทพเมื่อปี ๒๕๓๕ ทั้งสองฝ่ายต่างล่าถอย ยอมให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล นำประชาธิปไตยกลับคืนมา ไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยส่วนใหญ่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตอนนี้ไม่มีอีกแล้ว หลังจากทักษิณได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น ในปี ๒๕๔๔ และ ๒๕๔๘ ผู้บริหารอย่างเบ็ดเสร็จก่อนที่จะเข้าสู่สังเวียนการเมืองคนนี้ เริ่มบริหารประเทศไทยอย่างบอสใหญ่ ทักษิณโจมตีความเป็นอิสระ ที่ควรคงไว้ขององค์กรต่างๆ เช่น ศาล ข้าราชการ และธนาคารแห่งประเทศไทย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และใช้การปราศรัยในที่สาธารณะ ตำหนิองค์กรเหล่านี้ ซึ่งเคยช่วยร่วมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศไทยมานานนับปี การตอบโต้จากฝ่ายค้าน ยิ่งเพิ่มความเสื่อมเสียให้กับองค์กรเหล่านี้หนักเข้าไปอีก แทนที่จะต่อสู้กันในสนามเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านทั้งหลาย ต่างเรียกร้องให้มีการชุมนุมประท้วง ซึ่งในที่สุด ก็เป็นชนวนให้เกิด&lt;b&gt;การทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙&lt;/b&gt; บังคับให้ทักษิณต้องลี้ภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยผ่านการทำรัฐประหาร มาหลายต่อหลายครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะยุติลงด้วยการสมานฉันท์ แต่ไม่ใช่ครั้งนี้ เมื่อรัฐบาลฝ่ายนิยมทักษิณ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอีกครั้งในปี ๒๕๕๐ ผู้ประท้วงต่อต้านทักษิณ เสื้อเหลืองก็ปิดตายกรุงเทพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้นแทนรัฐบาลนิยมทักษิณในปี ๒๕๕๑ เสื้อแดงหลั่งไหลกันออกมาบนท้องถนน เพื่อพยายามที่จะบังคับให้อภิสิทธิ์ลงจากอำนาจ ผลจากสถานการณ์ใกล้วิกฤติที่ไม่รู้จบรู้สิ้น ทำให้เห็นว่า&lt;b&gt; ไม่ว่าฝ่ายไหนจะขึ้นมาบริหารประเทศ ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามที่โกรธแค้น ก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาระเบิดได้ทุกเมื่อ ยิ่งทำให้การประนีประนอมเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ผู้นำไทย ต่างพยายามกุมอำนาจในอุ้งมือของตัวเอง คู่แข่งแถบเอเชีย ต่างเดินไปทิศทางตรงกันข้าม ในอินโดนีเซีย รัฐบาลได้ถ่ายโอนอำนาจออกจาก กรุงจาการ์ต้า เพื่อลดความไม่พอใจของชาวบ้านในท้องถิ่น แม้เผด็จการอย่างจีน ยังยอมให้อำนาจอันยิ่งใหญ่ ผ่านไปสู่มือเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประเทศไทย หลังจากการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ ผู้นำทหารฉีกรัฐธรรมนูญ ฉบับประชาชนปี ๒๕๔๐ และร่างฉบับใหม่ ซึ่งให้อภัยโทษกับผู้นำที่ทำการรัฐประหารทั้งหมด&lt;b&gt; วุฒิสภาแทบไม่เหลือความเป็นประชาธิปไตย และพยายามที่จะสยบความวุ่นวาย ด้วยการยึดกุมอำนาจไว้ในศูนย์กลางที่กรุงเทพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การตัดสินใจเช่นนี้ส่งผลร้ายกลับมา เรื่องแรก ผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ได้ขยายตัวออกไปจากที่เคยเป็นอยู่ และเรื่องต่อมา คือการเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงเสื้อแดง ทั้งสองฝ่ายต่างโกรธแค้นต่อ อำนาจที่ยิ่งเพิ่มมากขึ้นในกรุงเทพ แต่อภิสิทธิ์ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเสริมทัพในกรุงเทพ และในเวลานี้ได้งัด พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในส่วนบุคคล และยอมให้กองกำลังฝ่ายความมั่นคง เข้าห้ำหั่นผู้ประท้วงอย่างรุนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังกระเสือกกระสนนั้น หลายฝ่ายต่างหวังว่าสถาบันฯ จะเข้าแทรกแซง เนื่องจากสถาบันฯถูกมองว่า ดำรงความเป็นกลางมาช้านาน ยี่ห้อประเทศไทยจะเยียวยาได้ไหม เมืองหลวงอื่นๆ และประเทศอื่น ๆ ซึ่งภาพพจน์เสียหายรุนแรงยิ่งกว่านี้ ยังทำการฟื้นฟูเริ่มต้นใหม่ได้ แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เบลฟาสต์&lt;/b&gt; ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหมายถึงการวางระเบิดของขบวนการไออาร์เอ ขณะนี้ได้พัฒนาชื่อเสียงว่าเป็นปลายทางแห่งวัฒนธรรมที่กำลังมาแรง &lt;b&gt;โบโกตา&lt;/b&gt; กำลังเริ่มได้รับการยอมรับว่า เป็นต้นแบบแห่งแผนการปฏิรูปเมือง ขณะนี้โคลัมเบีย ได้เริ่มควบคุมเส้นทางการลำเลียงยาเสพติดที่เหี้ยมโหดไว้ได้แล้ว แต่ประเด็นสำคัญของไอร์แลนด์เหนือ และโคลัมเบียคือ – &lt;b&gt;มีผู้นำเยี่ยงรัฐบุรุษ&lt;/b&gt; – ซึ่งในเวลานี้ประเทศไทยหามีไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อภิสิทธิ์เสนอจัดการแก้ปัญหาบางประการ ที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประท้วง โดยการเร่งเพิ่มงบประมาณของปีใหม่นี้อีกร้อยละ ๒๐ และทบทวนรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งอาจจะส่งผลให้นำองค์ประกอบบางส่วนของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ มาใช้ใหม่ &lt;br /&gt;
แต่แผนการเศรษฐกิจของอภิสิทธิ์นั้น ได้คัดลอกบางส่วนมาจากนโยบายประชานิยมของทักษิณ &lt;b&gt;ไม่มีการกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชนบท ยังขาดแผนการอย่างจริงจังที่จะปฏิรูประบบการศึกษา ฟื้นฟูศักยภาพในการแข่งขันของไทย หรือปรับปรุงสภาพแวดล้อม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดูเหมือนว่า อภิสิทธิไร้ความสามารถที่จะปฏิบัติการใด ๆ เพื่อลดอำนาจของกองทัพ และหลังจากการเกษียณอายุของ ผบ.ทบ. ในเดือนกันยายนนี้ &lt;b&gt;ประยุทธ์ จันทร์โอชา&lt;/b&gt; ผู้ที่จะขึ้นมาเสียบแทน ได้ชื่อว่า&lt;b&gt; ปราศจากความปรานีใด ๆ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เมื่อปราศจากรัฐบุรุษที่แท้จริงแล้ว การฟื้นฟูยี่ห้อประเทศไทย ดูเหมือนจะเป็นระยะทางอันไกลแสนไกล
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;หมายเหตุ&lt;/u&gt; บทความนี้ คุณ chapter 11 แปลและเรียบเรียง จาก  &lt;a href=&quot;http://go2.wordpress.com/?id=725X1342&amp;amp;site=liberalthai.wordpress.com&amp;amp;url=http%3A%2F%2Fwww.newsweek.com%2F2010%2F06%2F04%2Fthe-end-of-brand-thailand.html%23&amp;amp;sref=http%3A%2F%2Fliberalthai.wordpress.com%2F2010%2F06%2F08%2Fthe-end-of-brand-thailand%2F&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;The End of Brand Thailand by Joshua Kurlantzick Newsweek June 04, 2010&lt;/a&gt;  กองบรรณาธิการ ได้แก้ไขปรับปรุงเล้กน้อย เพื่อความเหมาะสม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://liberalthai.wordpress.com/2010/06/08/the-end-of-brand-thailand/&quot;&gt;Liberal Thai &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100609/1765#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Wed, 09 Jun 2010 23:53:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1765 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>‘ใบตองแห้ง’ ออนไลน์ :10 ข่าวฮาในรอบปี</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100102/1568</link>
 <description>&lt;p&gt;
2552 เป็นปีที่สถานการณ์พลิกผันจาก 2551 แบบหน้าเท้าเป็นหลังเท้า 2551 เป็นปีของรัฐบาลนอมินี “ระบอบทักษิณ” และนักการเมืองทุนท้องถิ่นที่ได้คะแนนท่วมท้นจากคนชนบท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กลับมาถูกโค่นล้มโดยคนกรุงคนชั้นกลางที่ผนึกกำลังกับอำมาตยาตุลาการภิวัต น์ เป็นพันธมิตร “ฝ่ายขวา” ชูอุดมการณ์ราชาชาตินิยมเหนืออุดมการณ์ประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2552 เปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลนอมินีของ “ระบอบไม่เอาทักษิณ” ที่สับสนวุ่นวาย จำต้องแบ่งสันอำนาจระหว่างชนชั้นนำผู้อ้างคุณธรรมจริยธรรมไม่ขาดปาก กับนักการเมืองกเฬวรากปากห้อย โดยมี NGO สื่อ นักวิชาการ เป็นทั้งลูกหาบและหอกข้างแคร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจอันง่อนแง่นดำรงอยู่ได้ด้วยการโปรโมทอุดมการณ์ราชาชาตินิยมถึงขีด สุด พร้อมกับปลุกผี “ระบอบทักษิณ” นอกจากนี้ยังอาศัยภาพลักษณ์ของ “หล่อหลักลอย” ที่แม้จะไร้ประสิทธิภาพเพียงไรก็ยังถูกจริตคนกรุงคนชั้นกลาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความวิปลาสที่ไร้ระบบ ความสองมาตรฐานไร้หลักการ ทำให้ผู้คนที่ไม่น่าอยู่ร่วมกันได้กลายเป็นแนวร่วมเพื่อชัยชนะ ศัตรูกลายเป็นมิตร คนดีคบคนชั่ว คนมีหลักกลายเป็นคนเลอะเทอะ แถไปวัน ๆ กลืนน้ำลายตัวเองเหมือนไร้ยางอาย นี่-ไม่ใช่แค่ฝ่าย “ระบอบไม่เอาทักษิณ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 แต่รวมถึงฝ่ายทักษิณและเสื้อแดง ที่คนไม่น่าจะร่วมกันได้ก็กลับมาร่วมกัน เช่น ใครเลยจะคิดว่าม็อบเชียร์ “ทุนสามานย์” กลับใส่หมวกดาวแดง ฮิฮิ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องตลกเลอะเทอะผิดฝาผิดตัว จึงเกิดขึ้นได้ด้วยประการฉะนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1.พันธมิตรยึดเขาพระวิหาร...ที่ปากน้ำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วีระ สมความคิด แกนนำพันธมิตรกู้ชาติ นำมวลชนกว่า 500 คน ส่ายอาดๆ อย่างวีรอาจหาญ บุกยึดเขาพระวิหารอ่านแถลงการณ์ทวงคืนแผ่นดินไทย ชักธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสา แล้วร่วมกันร้องเพลงชาติดังกึกก้องสะท้านสะเทือน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถือเป็นวีรกรรมอันน่าซาบซึ้งสะเทือนใจ ถ้าไม่อ่านข่าวต่อมาว่าเป็นเขาพระวิหารจำลอง ที่เมืองโบราณปากน้ำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดได้ไงเนี่ย มุขนี้ ต้องยกให้เป็นข่าวฮาอันดับหนึ่งในรอบปี เรียกเสียงฮาทั้งประเทศ แก้เครียดไปเยอะเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก่อนหน้านั้น พันธมิตรยังทำอะไรขำๆ แบบว่าลงมติตั้งพรรคการเมืองใหม่ โดยใช้การโห่สามลาเหมือนทาร์ซานแทนยกมือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2.เนวิน ชิดชอบ เป็นประธานจัดงานเฉลิมพระเกียรติ... และจัดได้สุดยอด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนวิน ชิดชอบ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการที่ตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ 111 กรรมการบริหารพรรค โดยใช้ประกาศ คปค.ย้อนหลังนั้น ได้ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรบุคคลอันล้ำค่า เพราะเมื่อสังคมหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง ยอมให้เขากลับมามีบทบาท เนวินก็สามารถจัดงานเฉลิมพระเกียรติได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงแสดงสีเสียง 4D Visual Light and Sound นั้น สมพระเกียรติ เทิดพระบารมี และจะเป็นที่กล่าวขวัญกันไปอีกนานแสนนาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมแล้วที่ลูกพรรคตะโกนว่า “เนวินสุดยอด” เป็นการตบปากพวกตั้งฉายา “111 ศพ” ให้เซ่อแ-กไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3.นายกฯ กับ ผบ.ตร.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศนี้มีเรื่องแปลกประหลาด เมื่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อนุมัติให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ลาไปราชการต่างประเทศ เยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน 10 วัน แล้วตั้งรักษาการแทน แต่ ผบ.ตร.ดันขยัน ดอดกลับก่อนกำหนด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แทนที่จะดีใจว่า ผบ.ตร.รีบไปรีบกลับ ไม่อู้งานหนีเที่ยว นายกฯ กลับเครียดจนต้องออกคำสั่งให้ไปราชการภาคใต้ เพื่อจะตั้งรักษาการแทนอีกครั้ง แต่ท้ายที่สุดก็จนปัญญาจัดการน้องชาย รมว.กลาโหม ต้องรอจน ปปช.ขี่ม้าขาวมาชี้มูลความผิดกรณีสลายม็อบ 7 ตุลา พล.ต.อ.พัชรวาทจึงถูกปลดออกจากราชการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โจ๊กครั้งนี้สร้างมาตรฐานใหม่ เพราะปกติมีแต่คนก่นด่านักการเมือง ข้าราชการใช้เงินหลวงไปดูงานเที่ยวต่างประเทศ ครั้งนี้คนรีบไปรีบกลับ กลับถูกโจมตีว่าไม่ทำตามคำสั่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนเรื่องที่ตั้ง ผบ.ตร.ไม่ได้ ต้องรักษาการข้ามปี เป็นอะไรที่เละยิ่งกว่าโจ๊ก เหมือนโจ๊กโดนระเบิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4.กษิตชูฮุนเซนเป็นสุภาพบุรุษนักเลง ฮุนเซนชูทักษิณเทียบอองซานซูจี อภิสิทธิ์เรียกร้องให้พม่าปล่อยตัวซูจี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เลอะเทอะทั้งนั้น! กษิต ไส้ติ่ง กลืนน้ำลายที่เคยด่าฮุนเซนเป็น “กุ๊ย” มายกย่องกลางสภาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าเป็น “สุภาพบุรุษนักเลง” แต่ไม่วายโดนเขมรเข้าใจผิดเพราะข่าวฝรั่งแปลว่า Gangster&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ล่วงมาปลายปี ฮุนเซนยกย่องทักษิณเทียบอองซานซูจี มาร์คโต้ว่าไม่ใช่ ความจริงก็ไม่ใช่ ทักษิณไม่ใช่นักประชาธิปไตย เพียงแต่ทักษิณถูกโค่นโดยเผด็จการทหาร ขณะที่มาร์คซึ่งใช้ฐานะประธานอาเซียนเรียกร้องให้เผด็จการทหารพม่าปล่อยตัว (น.ญ.) ซูจี ลืมคิดไปว่า หนึ่ง ตัวเองก็มาจากผลพวงของเผด็จการทหาร สอง แทรกแซงกระบวนการตุลาการภิวัตน์ของพม่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงต้องประณามพม่าว่าลอกการบ้าน ทั้งให้ลงประชามติรัฐธรรมนูญ ทั้งใช้ตุลาการภิวัตน์ตัดสิทธิอองซานซูจี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;5. หมักมีชีวิตเป็นเผด็จการ ตายเป็นผีประชาธิปไตย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวงกำใดกันหนอ ทำให้ “ออหมัก” มีชีวิตยืนยาวมา 33 ปีหลัง 6 ตุลา จนกระทั่งรัฐมนตรีมหาดไทยของรัฐบาลหอยรัฐประหาร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีของฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร อดีตนักปลุกระดมลูกเสือชาวบ้าน ถูกฮือไล่โดยม็อบคนชั้นกลาง นักวิชาการ และสื่อ-ซึ่งส่วนหนึ่งก็คืออดีตนักศึกษายุค 6 ตุลา แต่หันมาเป็นดาวสยามยุคจานดาวเทียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โชคชะตาเล่นตลก (ร้าย) ชิมไปบ่นไป ตายเพราะมะเร็งตับ จมูกชมพู่กลายเป็นผีอินเตอร์เน็ต @ กระปุกดอทคอม ไปโผล่ในหน้าจอคอมที่วุฒิสภา พร้อมกับได้รับการยกย่อง (&amp;amp; โหสิ) จากฝ่ายผู้ต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ว่าเป็นผู้รักษาประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เฮ้อ! จากที่ไม่เคยคิดว่าจะเผาผีกัน ก็ยังมีคนตุลาเสื้อแดงหลายรายโผล่ไปงานศพ ประวัติศาสตร์พลิกผัน ผิดฝาผิดตัวจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;6.สองมาตรฐานครึ่ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เลอะเทอะได้ทั้งปี แต่พูดได้แค่บางกรณี บางคดีเขาห้ามฮา ที่จริงปี 51 เป็นปีแห่งสองมาตรฐานตัวจริง ปี 52 ถือเป็นปีสองมาตรฐานครึ่ง คือมาตรฐานเสื้อแดง มาตรฐานเสื้อเหลือง และมีมาตรฐานเสื้อน้ำเงินโผล่มาใหม่ แม้ยังไม่เต็มตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตุลาการภิวัตน์บังอาจโกงให้เสื้อน้ำเงินอย่างหน้าด้านๆ-เปล่า ไม่ได้พูดถึงเมืองไทย แต่พูดถึงกรรมการตาถั่วที่ปล่อยให้เธียรี อองรี ใช้มือตบบอลถึง 2 ครั้งก่อนส่งให้เพื่อนยิงประตูเข้ารอบบอลโลก (ฮา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเลอะเทอะไร้หลักการทำให้แกนนำ 40 สว.ออกมาเต้นเหมือนถูกน้ำร้อนลวก เมื่อ กกต.มีมติให้พ้นจากสมาชิกภาพเพราะถือหุ้นสัมปทานรัฐจำนวนเพียงน้อยนิด ซึ่งที่จริงก็ไม่ควรพ้น แต่ถ้าการทำกับข้าวออกทีวีทำให้นายกฯ ตกเก้าอี้ได้ มันก็คือตรรกบวมๆ อันเดียวกันที่ทำให้ สว.ถือหุ้นตกเก้าอี้ได้ จะร้องโหยหวนไปทำไม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กกต.ยังส่งท้ายปีเก่าด้วยคดียุบพรรค ปชป. ที่อ้างข้อกฎหมายว่านายทะเบียนพรรคการเมืองต้องเป็นผู้วินิจฉัย ถ้าเห็นควรยุบพรรคก็ส่งให้ กกต. 5 คนลงมติ ถ้าเห็นว่าไม่ยุบพรรคก็ไม่ต้องส่ง ตัดสินใจคนเดียว แล้วบังเอิ๊ญ ซาวเสียงกันแล้ว นายทะเบียนดันเป็นทั่นประธานหัวเดียวกระเทียมโทน ผู้ไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มิพักต้องกล่าวถึงการที่ ปปช .ชี้มูลความผิดสมัคร นพดล กรณีออกแถลงการณ์ร่วมปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่า “สุ่มเสี่ยง” (?) เสียดินแดน แต่ ปปช.ชี้ว่านพดลกระทำไปโดย “รู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดความเสียหายตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอ๊ะ ก็ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่รู้เลยว่าเสียดินแดนหรือเปล่า นพดลเสือกรู้ดีอยู่แล้ว ก็สมควรผิดอยู่หรอก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;7.ทักษิณ โฟนอิน ทวิตเตอร์ SMS แก้กรรม คว่ำบาตร เป็นมะเร็ง ฯลฯ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณเป็นผู้กำหนดหัวข่าวการเมืองในรอบปีที่ผ่านมา กระทั่งคะแนนนิยมรัฐบาลจะขึ้นหรือตก ก็เป็นเพราะทักษิณ ไม่ใช่เป็นเพราะการทำงานของรัฐบาล เช่น คะแนนนิยมมาร์คพุ่งหลังสงกรานต์ หรือหลังทักษิณรับเป็นที่ปรึกษาฮุนเซน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้นปีทักษิณยังแค่โฟนอินไปตามม็อบที่ต่างๆ แต่หลังความพ่ายแพ้ของม็อบเสื้อแดงสงกรานต์ ทักษิณก็เพิ่มทั้งทวิตเตอร์ SMS จัดรายการวิทยุ ทีวี ทางอินเตอร์เน็ต และโทรหาแกนนำระดับต่างๆ กระทั่งแฟนคลับระดับรากหญ้า เรียกว่าใกล้ชิดประชาชนยิ่งกว่าอยู่เมืองไทยเสียอีก (ไม่น่าให้กลับเลย-ฮา)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีระดับสูง แต่ทักษิณยังใช้พิธีกรรมโปรโมชั่น เช่น “แก้กรรม” ในงานวันเกิด ส่งภาพถ่ายตัดเท่าตัวจริงแปะไม้อัด มาแทนตัว ส่งภาพนั่งใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์มาแจก (ก่อนหน้านั้นส่งภาพกับเพชรอาฟริกามาแจก) ขณะที่ฝ่ายเสื้อเหลืองก็ทำพิธีคว่ำบาตร พร้อมปล่อยข่าวว่าทักษิณเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข่าวทักฺษิณไม่ทักษิณจึงมีตั้งแต่เนื้อหาสาระลงไปถึงระดับเลอะเทอะ แม้แต่วงการหมอดูยังแตกกันเละ ตั้งแต่หมอดูฟันธง หมอดูลิเดีย หมอดูพันธมิตร โหร คมช. ทักษิณทำให้เกิดความแตกแยกได้ทุกองค์กรสถาบันจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทักษิณกลับมาแล้วคร้าบ แยกร่างได้ด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
(ฉวยภาพประกอบจาก CBN Press คงไม่ว่ากัน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;8.รถเมล์ 4 พันคัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยื้อกันไปยื้อกันมา ช้าๆ ไม่ได้พร้าสักเล่ม รถเมล์ 4 พันคันผ่านสะด๊วบ ทั้งที่สื่อ นักวิชาการ เครือข่ายภาคประชาชนต่อต้านการทุจริตทั้งหลาย รวมทั้งพระเอกนางเอก 40 สว.คัดค้านกันเซ็งแซ่ แต่หลังซื้อเวลาส่งให้สภาพัฒน์ศึกษา ครม.ก็อนุมัติ โดย “ภาคประชาชน” ออกมาด่ากันหอมปากหอมคอ แล้วก็เงียบไป ไม่เห็นมีใครสนใจ “ปกป้องทรัพย์ของชาติ”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฉะนั้นก็ลองก๊อปถ้อยคำของผู้คัดค้านมาทบทวนให้ดูกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมชาย แสวงการ “ข้อมูลจากสันติบาลพบว่ามีผลประโยชน์ไปตกในกระเป๋าผู้เกี่ยวข้องถึงคันละ 1.5-2 ล้านบาท”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รสนา โตสิตระกูล “รัฐบาลสมัครโดนคดีเขาพระวิหาร รัฐบาลสมชายโดนคดีสลายการชุมนุม 7 ตุลา รัฐบาลนี้อาจโดนเรื่องรถเมล์เอ็นจีวีก็ได้ รับรองกัดไม่ปล่อยอย่างแน่นอน” (กลิ้งงับงับ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สนธิ ลื้มทองกุล “ผมคิดว่าคุณเปลว สีเงิน ท่านเขียนบทความในไทยโพสต์ ท่านเขียนดีมาก ท่านบอกว่าวันไหนอนุมัติรถเมล์ชุดนี้ วันนั้นคือวันพินาศฉิบหายของรัฐบาลชุดนี้”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ก็ไม่เห็นมีใครช่วยทำให้คำทำนายของเถ้าแก่เปลวเป็นจริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;9.รถไฟผิด คนไม่ผิด&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รฟท.ตกรางผู้โดยสารตาย 7 คน พขร.ยอมรับว่าวูบหลับเพราะเป็นหวัดกินยาแก้แพ้ แต่คุณพ่อสหภาพไม่ยอมรับ อ้างว่ารถไฟต้องมีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ถ้าเร็วเกิน 100 กม./ชม.เครื่องจะหยุดทันที และต้องมีระบบกริ่งเตือนไม่ให้พนักงานหลับใน ระบบห้ามล้ออัตโนมัติ ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ว่าแล้วสหภาพการรถไฟก็ชูมือตบไขว้กัน สะบัดผ้าเหลือง เกิดแสงเฮ้ากวง แปลงร่างเป็นอุลตร้าพันธมิตร หยุดเดินรถทิ้งผู้โดยสารโดยอ้างว่าอุปกรณ์ไม่พร้อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต่อไปถ้าคนขับรถเมล์หลับในซิ่งตายหมู่ สหภาพก็ต้องออกมาไล่ผู้บริหาร โทษฐานกระจกมองข้างแตก ที่ปัดน้ำฝนไม่ทำงาน ไฟเบรกไม่ขึ้น ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
10.โอบามาได้รางวัลโนเบล&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเมืองฝรั่งก็สร้างภาพโหนกระแสเหมือนกัน คณะกรรมการรางวัลโนเบลมอบรางวัลสันติภาพให้โอบามา ทั้งที่ยังไม่ได้ทำหง่าอะไรเลย นอกจากปราศรัยได้จับใจ เป็น “โพเดียมธิปไตย” แม่แบบ “โฆษกธิปไตย” ของโอบามาร์ค เพียงแค่มีความชอบธรรมกว่าเพราะชนะเลือกตั้งมาท่วมท้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนำซ้ำ โอบามาผู้สัญญาว่าจะถอนทหาร ยังสั่งเพิ่มทหารให้อัฟกานิสถานอีก 3 หมื่นคนจนถูกคนนับหมื่นประท้วงเมื่อไปรับรางวัลที่นอร์เวย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วาทะฮาแห่งปี “&lt;b&gt;ก้าวข้ามประชานิยมสู่รัฐสวัสดิการ&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพ้อหรือเปล่า ถึงกล้าพูดได้เต็มปาก พูดได้ไม่กี่วัน รัฐมนตรีสาธารณสุขลาออกเพราะไทยเข้มแข็งใครเข้มแข็ง ชุมชนพอเพียงกลายเป็นทุจริตพอเพียง ต้นกล้าอาชีพล้มเหลวเสียตังค์เปล่า มีแค่เรียนฟรี 12 ปี ที่เป็นรัฐสวัสดิการแม้ยังมีปัญหาอีกบานเบอะ เอ๊ะ หรือว่าแจกเงิน 2 พันไม่ใช่ประชานิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โอกาสนี้ ขอชื่นชมนักข่าวทำเนียบรัฐบาล นักข่าวรัฐสภา ที่ตั้งฉายาอย่างเป็นอิสระ ไม่กริ่งเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมหรือหน้าม้า ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกใจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่นี่คือการแสดงออกอย่างเป็นอิสระ ลงมติกันเองในผู้สื่อข่าวการเมืองภาคสนาม โดยไม่ต้องผ่านอคติสุคติของหัวหน้าข่าว บก.ข่าว บรรณาธิการ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าผู้สื่อข่าวภาคสนามยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบผู้มี อำนาจทุกฝ่าย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/12/27188?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&amp;amp;utm_content=Twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100102/1568#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/462">joke</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/461">news</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Sat, 02 Jan 2010 03:16:19 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1568 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>Only in Thailand</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090815/1461</link>
 <description>&lt;p&gt;
เรื่องที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในห้วงหลายปีมานี้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดระดับโลกได้เลยทีเดียว ค่าที่เป็นกรณีอันไม่มีใครเหมือนแลไม่เหมือนใคร สำนวนหนังฮอลลีวู้ดเรียกว่า “Only in Thailand” อันอาจจาระไนได้ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) เป็นประเทศเดียวในโลกจริง ๆ ที่มีการขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้ง ด้วยการกวักมือเรียกทหารให้มาทำการปฏิวัติ ครั้นก่อการสำเร็จ ก็มีคนนำเอาดอกไม้ไปคล้องปากกระบอกปืนรถถัง จนเป็นภาพข่าวฮือฮาไปทั่วโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2) เป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อย ให้ปวดสมองเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างพม่า อันมีทั้งไทยใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง คะฉิ่น คะยา ฯลฯ ซึ่งเป็น potential problem ที่รัฐบาลของเขาเองก็กังวลอยู่ไม่น้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครั้นปัญหาไม่มี จึงแบ่งกลุ่มกันเองโดยใช้สีเสื้อเป็นสัญญลักษณ์ เริ่มจาก “เหลือง” ก่อน แล้วก็มา “แดง” บางครั้งก็มี “ขาว” โผล่มาแจม หลังสุดมาแรงคือ “น้ำเงิน” เหมือนประเทศมีมหกรรมกีฬาสี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงแต่เป็นกีฬาสีที่กะเอากันถึงตาย แต่ละกลุ่มจึงออกแนวอาฆาตมาดร้ายกันสุดๆ ทั้งที่ต่างก็ถือบัตรประชาชนออกโดยกระทรวงมหาดไทยใบเดียวกันแท้ ๆ เป็นกีฬาสีมาราธอนที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไร และอย่างไร นับว่าเป็นปรากฏการณ์ Only in Thailand จริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3) เป็นประเทศที่มีรัฐบาล แต่บริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ รัฐบาลชุดหนึ่ง นายกฯ ถูกให้ออก เพราะไปสอนทำกับข้าวทางโทรทัศน์ รัฐบาลชุดต่อมาต้องด่วนลงโรง เพราะพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ ทั้งที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกเข้ามามากสุด (เป็นเรื่องประหลาดซ้อนประหลาด – ผู้เขียน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลหลังสุดก็ยิ่งบริหารลำบาก เพราะเป็นพรรคร่วมเสียงปริ่มน้ำ ต่างเกรงใจกันไปเกรงใจกันมา นายกฯ เองลงพื้นที่แต่ละที ต้องมีกำลังอารักขาเป็นเรือนพัน ครั้นจะจัดงานประชุมนานาชาติ ก็ต้องใช้กองกำลังจาก 3 เหล่าทัพมาดูแลโรงแรมที่พักของอาคันตุกะ โรงแรมละ 1 เหล่าทัพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างนี้ ไม่เรียก “Only in Thailand” จะให้เรียกว่าอะไรหนอ ? !&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4) เป็นประเทศที่รัฐบาลมีแนวคิดในการจัดการเรื่องใด ๆ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ยกตัวอย่าง กรณีการแก้ปัญหาโรคระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แทนที่จะมุ่ง “ออกมาตรการ” ต่าง ๆ มาควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค กลับไป “แก้ไขตารางการรายงานสถานการณ์ของโรค” โดยเปลี่ยนจากรายงานทุกวัน เป็นอาทิตย์ละหนแทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เจ้า “หวัดใหญ่” ก็เลยเริงร่า ทำท่าว่าจะลงหลักปักฐานเป็น permanent residence อยู่ในสยามประเทศ ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย (สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ตัวนี้ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาสงบลง จนแทบจะ ไม่มีใครพูดถึงกันแล้วในตอนนี้ ขณะที่ประเทศไทย ยังคงมีข่าวการแพร่ระบาดและผู้คนเสียชีวิตขึ้นหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์แทบทุกวัน – ผู้เขียน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5) เป็นประเทศที่อุดมไปด้วย “โฆษก” เฉพาะฝั่งรัฐบาลเองก็ปาเข้าไปอย่างน้อย 3 หน่อ คือ โฆษกรัฐบาล หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (อาจารย์ ปณิธาน) โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (เป็นหมอชื่อ บุรณัชย์) และโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคปชป. (เป็น สส. ชื่อ เทพไท) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ละท่านก็มีหน้าที่ออกมา “แย่งชิงพื้นที่ข่าว” อันเป็นวิถีทางการเมืองที่เชื่อกันว่าจะทำให้ฝ่ายของตนได้เปรียบคู่แข่งขัน ซีกฝ่ายค้าน (พรรคเพื่อไทย) ที่มีบทบาทเด่นหน่อยก็เห็นจะเป็นโฆษกพรรค (อดีตพระเอกหนังชื่อ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์) แถมให้อีก 1 ก็คือ ส.ส. เชียงใหม่อย่างคุณสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ซึ่งก็ไม่ได้เป็นโฆษกอะไร แต่มีชื่อโลดแล่นอยู่บนกระดานข่าวค่อนข้างมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เหตุที่ “โฆษก” มีความสำคัญก็เพราะ บ้านเมืองนี้เขาอยู่กันได้ด้วยกระแส วัน ๆ ผู้มีอำนาจ จึงต้องคิดให้ได้ว่า จะใช้ข่าวอะไรไปกลบข่าวที่กำลังเป็นภัยกับตนเอง อาทิเช่น อาศัยข่าวคดีลอบสังหารแกนนำพันธมิตร กลบข่าวเสื้อแดงถวายฏีกา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วให้ข่าวปลดผู้บัญชาการตำราจแห่งชาติมากลบข่าวคดีลอบสังหารฯ อีกทอดหนึ่ง ที่ฮือฮาสุดก็คือข่าว “หมีแพนด้าตกลูก” บดบังเรื่องรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไม่เอาไหนเสียอยู่หมัดนานเป็นแรมเดือนเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สงครามยึดพื้นที่ข่าวจึงเป็นเรื่อง “Only in Thailand” ที่ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6) เป็นประเทศเดียวในโลก ที่ประชาชนมีความอดทนกับนักการเมืองสูงมาก ๆ ดังตัวอย่าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(1)    ส.ส. ในสภายกมืออนุมัติให้รัฐบาลกู้เงินตั้ง 800,000 ล้านบาท ไปทำอะไรก็ไม่รู้ ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(2)    ส.ว. (ซึ่งควรต้องเป็นกลาง) กินเงินเดือนเป็นเรือนแสน วันๆ ทำแต่เรื่องไม่สมานฉันท์ ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(3)    คนเป็นรัฐมนตรีสั่งให้ข้าราชการ ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อชาวบ้านมาสู้กับการ เคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องชวนพิศวงที่เกิดขึ้นกับสยามประเทศ ในห้วงหลายปีมานี้ยังมีอีกมาก แต่ละเรื่องล้วนบั่นทอนการพัฒนาชาติประเทศ ไม่ให้ก้าวรุดไปข้างหน้า เพื่อจะได้ทัดเทียมประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย บางเรื่องก็เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง บางเรื่องเป็นปัญหาด้านวัฒนธรรม แต่หลายเรื่องกลับเป็นความอ่อนด้อย ทั้งในทางคุณภาพและทางทัศนคติของผู้คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็น “ปัญหาในองค์รวม” ที่ต้องรีบหาจุดเริ่มต้นเพื่อการแก้ไขโดยเร็ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครควรเป็นเจ้าภาพ แต่ความจริงก็คือ เวลาที่มีอยู่เหลือน้อยลงไปทุกขณะแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25463&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090815/1461#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/445">soceity</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Sat, 15 Aug 2009 15:26:25 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1461 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล : พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090625/1374</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; ดร. &lt;b&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล&lt;/b&gt; อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่องนี้ ในการสัมมนาทางวิชาการ &amp;quot; 70 ปี สยามเป็นไทย &amp;quot; ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสำคัญ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลัง ก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่ เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทย มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนด จึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์ (Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมี การยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ ทุกหนแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เข้าไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัด ให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัด กลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัด อาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่าง ๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัด จึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น&amp;quot;คนนอก&amp;quot;ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่าง จากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐ ก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย&amp;quot;ซ้าย&amp;quot;  ซึ่งสถานะดังกล่าว ทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ &amp;quot;เรื่องส่วนตัว&amp;quot; ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครอง ได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะ มาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้าน ตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเอง ก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศ เข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเอง ก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่า แนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้ อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าว จึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพดังกล่าวหมายความว่า การสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอย ๆ เกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่าง ๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคม มาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเอง จึงจะแก้ปัญหาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจ ยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่า ๆอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่ การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่า การใช้อำนาจของรัฐชาติ ขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิบากกรรมดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมือง ที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม จะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐ และชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่ อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีตคือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า &amp;quot;เป็นคนไทยหรือเปล่า&amp;quot; แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าว ยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่นและปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090625/54553/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5-%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090625/1374#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Thu, 25 Jun 2009 13:48:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1374 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>10 ผู้นำประเทศอาเซียน ลงนาม &quot;ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20090303/1134</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 1 มี.ค.2552 ระหว่างเวลา 11.15-11.30 น. นาย&lt;b&gt;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ ได้ร่วมลงนามเอกสารผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ได้แก่ &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ปฏิญญาชะอำ-หัวหิน&lt;/b&gt; ว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน ปี ค.ศ. 2009 – 2015 ณ ห้องรอยัล ดุสิต แกรนด์ บอลรูม โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ. ชะอำ จ. เพชรบุรี 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน ได้ให้การรับรองและออกเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการ ประชุมฯ อีก 6 ฉบับ และรับทราบเอกสารอีก 7 ฉบับ รวมทั้งเป็นพยานเอกสารที่ลงนาม โดยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน 1 ฉบับ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอกสารที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนให้การรับรอง จำนวน 6 ฉบับ&lt;/b&gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. แผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. แผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. แผนงานข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน ฉบับที่สอง ค.ศ. 2009-2015&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. ปฏิญญาร่วมว่าด้วยการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. แถลงการณ์ว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งแผนนโยบาย บูรณาการความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน และแผนกลยุทธ์ความมั่นคงด้านอาหารของอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. แถลงการณ์ว่าด้วยวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินโลก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เอกสารที่ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนรับทราบ จำนวน 7 ฉบับ&lt;/b&gt; ได้แก่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1. รายงานประจำปีของเลขาธิการอาเซียน เรื่องการดำเนินงานของอาเซียน ต่อที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. รายงานของเลขาธิการอาเซียน ว่าด้วยพัฒนาการการอนุวัติแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. รายงานของเลขาธิการอาเซียน ว่าด้วยการติดตามผลการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 13 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. รายงานของผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. สรุปรายงานตารางความคืบหน้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และตารางความคืบหน้าประชาคมอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
6. รายงานการดำเนินโครงการเผยแพร่ ปีแห่งความรู้เกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2551&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
7. รายงานว่าด้วยการแข่งขันเพลงประจำอาเซียน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอกสารที่ลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยมีผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเป็นพยาน จำนวน 1 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
***********&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt;&lt;b&gt;แถลงการณ์ของประธานอาเซียน&lt;/b&gt;&lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	ในโอกาสการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 อำเภอชะอำ วันที่ 28 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม 2552   โดยสำนักโฆษกฯ (คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	1. เราประมุขของรัฐและหัวหน้ารัฐบาล ของรัฐสมาชิกของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้มาพบกันที่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ประเทศไทย เป็นครั้งแรกภายใต้กฎบัตรอาเซียน ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์- 1 มีนาคม 2552 
	&lt;p&gt;
	เราได้หารือกันอย่างกว้างขวางเปิดกว้างและบรรลุผลสำเร็จ ภายใต้หัวข้อหลัก “&lt;b&gt; กฎบัตรอาเซียนเพื่อประชาชนอาเซียน&lt;/b&gt; ”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;กฎบัตรอาเซียน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	2. เราได้ฉลองการมีผลใช้บังคับของกฎบัตรอาเซียน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2552 กฎบัตรนี้ได้วางกรอบทางกฎหมายและทางสถาบัน สำหรับอาเซียนให้เป็นองค์การที่มีกฎหมายเป็นพื้นฐาน มีประสิทธิภาพและมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อปูทางไปสู่การบรรลุประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในการนี้ เราได้มีอาณัติให้องค์กรต่าง ๆ ของอาเซียนปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎบัตรอาเซียนโดยสมบูรณ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	3. เรายินดีในผลสำเร็จของการประชุม ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศของเรา กับสมาชิกของคณะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระดับสูงว่าด้วยกฎบัตรอาเซียน ซึ่งในระหว่างนั้น ข้อเสนอแนะต่างๆ ได้มีขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ สภาพบุคคลทางกฎหมายของอาเซียน การจัดตั้งกลไกระงับข้อพิพาทและประเด็นทางกฎหมายอื่นๆ ภายใต้กฎบัตรอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	4. เรายินดีกับความคืบหน้าในการจัดตั้ง คณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา เมื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่แล้ว คณะผู้แทนถาวรประจำอาเซียน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือ ระหว่างรัฐสมาชิกอาเซียน ปรับปรุงการประสานงานกับสำนักเลขาธิการอาเซียน และเสริมสร้างความสัมพันธ์กับหุ้นส่วนภายนอกภูมิภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	5. เราชื่นชมความก้าวหน้าของคณะทำงานระดับสูง ว่าด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน ซึ่งได้เสนอร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรารับทราบว่า การจัดตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนอาเซียน จะเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่จะทำให้ อาเซียนเป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ด้วยเหตุนี้ เราตกลงว่า องค์กรนี้ ควรเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ ภายในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 ในช่วงปลายปี 2552&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	6. เราย้ำถึงความจำเป็น ที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรอย่างพอเพียง อันรวมถึงงบประมาณและบุคลากรเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ของสำนักเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้สำนักเลขาธิการอาเซียน สามารถบรรลุภารกิจและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นตามกฎบัตรอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ในระดับภูมิภาค&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;เสถียรภาพทางการเงิน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	7. เราชื่นชมแถลงการณ์ร่วม สำหรับสื่อมวลชนของการประชุมรัฐมนตรีคลังอาเซียน+3 สมัยพิเศษที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งสะท้อนถึงพันธกรณีที่แน่วแน่ของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศ + 3 ที่จะร่วมมือกัน แก้ไขผลกระทบในทางลบของวิกฤตการณ์การเงินโลกปัจจุบัน ที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	8. เรายินดีต่อความคืบหน้าของข้อริเริ่มเชียงใหม่แบบพหุภาคี และชื่นชมต่อการตัดสินใจ ที่จะเพิ่มจำนวนเงินของข้อริเริ่มเชียงใหม่ฯ จากที่เคยตกลงกันไว้ที่ 80 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 120 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยการสนับสนุนทางการเงินที่เพียงพอ และการทำให้กระบวนการเฝ้าระวังมีความเข้มแข็งมากขึ้น 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ข้อริเริ่มเชียงใหม่แบบพหุภาคี จะสามารถเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ ที่จะส่งเสริมความเชื่อมั่น และรื้อฟื้นเสถียรภาพทางการเงินในภูมิภาค เราเรียกร้องให้รัฐมนตรีคลัง ทำงานต่อไปกับประเทศ+3 เพื่อเร่งรัดกระบวนการข้อริเริ่มเชียงใหม่แบบพหุภาคี 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการดำเนินการ ตามข้อริเริ่มตลาดพันธบัตรเอเชีย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตลาดการเงินในภูมิภาค โดยเสนอทางเลือกที่เพิ่มขึ้นและความหลากหลายของรูปแบบ ในการออมและการลงทุนในภูมิภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	9. เราเห็นพ้องกันว่า นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่สวนกระแสและประสานงานกันมากขึ้น เป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการรับมือกับวิกฤตการณ์การเงินโลก บางรัฐบาลได้ดำเนินแผนกระตุ้นทางการเงิน เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ รวมทั้งดำเนินนโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อให้ภาคธนาคารสามารถดำเนินการได้ต่อไป 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราจะพยายามต่อไปเพื่อทำให้แน่ใจว่าโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม อยู่ในสถานะที่จะบรรเทาผลกระทบ ต่อคนยากจนและกลุ่มผู้เสียเปรียบทางสังคม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	10. เราตกลงที่จะทำงานคู่ขนานกับข้อเสนอแนะของที่ประชุมสุดยอดของกลุ่ม G-20 โดยเฉพาะในเรื่องการปฏิรูปสถาบันและตลาดการเงินระหว่างประเทศ เรายึดมั่นที่จะต่อต้านมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งจะทำให้การค้าโลกเลวร้ายลงและทำให้การฟื้นฟูทางเศรษฐกิจล่าช้า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	11.  เราตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความท้าทาย จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิ อากาศ และความต้องการของอาเซียนที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และกับประเทศคู่เจรจาอื่นๆ เพื่อให้การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ ที่กรุงโคเปนเฮเกนประสบผลสำเร็จ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	12. เราตระหนักถึงความต้องการที่จะแก้ไขปัญหา ที่เกี่ยวโยงกัน ระหว่างความมั่นคงด้านอาหารและความมั่นคงด้านพลังงานอย่างรอบด้าน เราให้คำมั่นที่จะกระชับความร่วมมือกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งภาคการผลิตและภาคการจัดจำหน่าย 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราจะทำให้แน่ใจว่า ทรัพยากรและเทคโนโลยี จะได้รับการจัดสรรอย่างเพียงพอเพื่อเพิ่มผลผลิตทาง อาหาร ขณะที่กลไกที่เหมาะสม จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อขจัดการบิดเบือนทางการตลาด สำหรับอาหาร ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความมั่นคงด้านอาหารในยามวิกฤต 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรายินดีต่อความพยายามที่กำลังดำเนินอยู่ ในการจัดตั้งกองทุนสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนกับประเทศ +3 เพื่อเป็นกลไกถาวรในภูมิภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	13. เรารับทราบความสำคัญของความร่วมมือด้านพลังงาน เพื่อที่จะรับประกันการเพิ่มพูนความมั่นคงและความยั่งยืนของพลังงาน โดยอาศัยการทำให้มีความหลากหลายของทรัพยากร การพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากร การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อย่างกว้างขวาง 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในการนี้ เรายินดีต่อการลงนามในความตกลงอาเซียน ว่าด้วยความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งจะเป็นคุณูปการสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	14. เราเน้นความจำเป็น ที่จะกระชับความร่วมมือในการพัฒนาพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก รวมทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ เราเน้นย้ำความจำเป็นที่จะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ร่วมกับพลังงานรูปแบบอื่น ๆ ในสัดส่วนที่มากขึ้น 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในการนี้ เราได้เรียกร้องให้รัฐมนตรีพลังงานอาเซียน ร่วมกันกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ ของพลังงานทดแทน ร่วมกับพลังงานรูปแบบอื่นๆ ภายในห้าปีข้างหน้า เราได้ตกลงที่จะพิจารณาลู่ทางในการพัฒนาภูมิภาคนี้ เป็นศูนย์กลางสำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;การจัดการด้านภัยพิบัติ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	15.  เรายินดีกับความสำเร็จของกลไกที่อาเซียนมีบทบาทนำ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากไซโคลนนาร์กิส และให้คำมั่นจะสนับสนุนพม่า ในความพยายามฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยต่อไป โดยเฉพาะหลังการเปิดตัวแผนฟื้นฟูและเตรียมความพร้อม หลังภัยพิบัติไซโคลนนาร์กิส 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรายินดีต่อมติที่ประชุมของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะขยายระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ ของกลุ่มแกนนำสามฝ่ายจนถึงเดือนกรกฎาคม 2553 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการบรรเทาทุกข์ภัยพิบัติ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราตกลงที่จะพัฒนากลไกระดับภูมิภาค ในลักษณะบูรณาการ เพื่อรับมือกับมหาภัยพิบัติในอนาคต เรารับทราบข้อเสนอของประเทศไทย ที่จะให้การฝึกอบรมและการเพิ่มขีดความสามารถ ในการจัดการภัยพิบัติ โดยศูนย์เตรียมความพร้อมด้านภัยพิบัติในเอเชีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	16. เราตกลงที่จะให้เลขาธิการอาเซียน ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานด้านมนุษยธรรมของอาเซียน ซึ่งสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที เมื่อได้รับการร้องขอจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่ประสบภัย ในกรณีมหาภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติธรรมชาติหรือโรคระบาด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษและการลดช่องว่างการพัฒนา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	17. เรายินดีกับความคืบหน้าของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ โดยเฉพาะในด้านการให้การศึกษาในเบื้องต้น ความเท่าเทียมกันทางเพศและการต่อสู้กับโรคติดต่อ เราย้ำความจำเป็นที่จะต้องรักษาความสมดุล ระหว่างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ กับการพัฒนาทางสังคมและความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มความพยายามของเราในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	18. เราเน้นความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ของความพยายามร่วมกันในการลดช่องว่างการพัฒนา เพื่อ ทำให้ประชาคมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางบรรลุผล 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรารับรองแผนงานของข้อริเริ่มเพื่อการรวมตัวกันของอาเซียน ฉบับที่ 2 ระหว่างปี 2552-2558 และรับทราบว่า แผนงานดังกล่าว รวมทั้งแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนสามเสาหลัก จะช่วยผลักดันให้กระบวนการสร้างประชาคมเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสมดุล ครอบคลุมและยั่งยืน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประชาคมการเมืองและความมั่นคง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	19. เรายินดีที่แผนงานการจัดตั้งประชาคมการเมือง และความมั่นคงอาเซียนแล้วเสร็จ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	แผนงานดังกล่าว ได้ตั้งเป้าหมายให้อาเซียนเป็นประชาคมที่มีกฎเกณฑ์และมีค่านิยม และบรรทัดฐานร่วมกัน เป็นภูมิภาคที่เป็นปึกแผ่น มีสันติภาพ เสถียรภาพและมีความสามารถตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดมั่นความรับผิดชอบร่วมกันต่อความมั่นคงอย่างรอบด้าน และเป็นภูมิภาคที่ มองออกไปสู่ภายนอกและมีพลวัตร ในโลกที่มีความพึ่งพาซึ่งกันและกันและบูรณาการมากขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	20. เราเรียกร้องให้ดำเนินการ ตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมอาเซียนด้านการเมือง และความมั่นคงอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความรุ่งเรืองในภูมิภาคของเรา รวมทั้งเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์และสวัสดิการของประชาชนอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในการนี้ เรามอบหมายให้คณะมนตรีประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน จัดลำดับความ สำคัญของการดำเนินการและกิจกรรม เพื่อให้ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน บรรลุผลตามเป้าหมายและสอดคล้องกับหลักการและวัตถุประสงค์ของกฎบัตรอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	21. เราชื่นชมผลการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนครั้งที่ 3 ที่เมืองพัทยา ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการสร้างประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน และเสริมสร้างความสามารถของอาเซียน ในการจัดการกับความท้าทายทางความมั่นคง ใน รูปแบบใหม่ อันรวมถึงภัยพิบัติต่างๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	22. เรายินดีกับผลการประชุมคณะมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนครั้งแรก โดยเฉพาะระบบใบคะแนนของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่ใช้สำหรับติดตามผลการดำเนินการตามพันธกรณีของเรา และแผนการสื่อสารของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเสริมสร้างความตระหนักในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	23. เราชื่นชมความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น หลังจากการลงนามปฏิญญาว่าด้วยแผนงาน การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่เกิดขึ้นในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้ง ที่ 13 ที่สิงคโปร์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2551 และเน้นย้ำความสำคัญของการบูรณาการทางเศรษฐกิจอาเซียน อย่างทันกาลภายใต้หัวข้อ “ก้าวเดินด้วยกัน ทำงานร่วมกันไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;สินค้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	24. เราชื่นชมผลสำเร็จของการจัดทำความตกลงอาเซียนว่าด้วยการค้าสินค้า และการลงนามความ ตกลงดังกล่าว โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราตระหนักว่า ความตกลงฉบับนี้ ได้บรรจุองค์ประกอบสำคัญต่างๆ ที่จะเสริมสร้างความโปร่งใส ความแน่นอนและการคาดการณ์ได้ ภายในกรอบทางกฎหมายของอาเซียน และเสริมสร้างระบบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งมีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐาน อันมีความสำคัญต่อประชาคมธุรกิจอาเซียนและผู้บริโภค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	25. เราได้แสดงความยินดีต่อการจัดทำความตกลง ยอมรับร่วมรายสาขาของอาเซียนสำหรับ การตรวจผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยา ตลอดจนการลงนามความตกลงดังกล่าว โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;การบริการ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	26. เรารับทราบความคืบหน้าสำคัญที่มีขึ้น ในการเปิดเสรีการค้าบริการในรอบต่างๆ ของการเจรจากรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน นอกจากนี้ เราพอใจในการดำเนินงานในการเจรจารอบที่ 5 ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ซึ่งส่งผลให้มีการลงนามพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ 7 ในระหว่างการประชุมสุดยอดครั้งนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;การลงทุน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	27. เรายินดีกับการลงนามความตกลง ว่าด้วยการลงทุนฉบับครอบคลุม (เอซีไอเอ) ในระหว่างการประชุมสุดยอดปีนี้ เราชื่นชมที่จะนำเสนอเอซีไอเอที่ทันท่วงที เนื่องการความตกลงฉบับครอบคลุมนี้จะทำให้อาเซียนเป็นที่น่าสนใจ ในฐานะจุดหมายของการลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;การท่องเที่ยว&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	28. เราชื่นชมพันธกรณีและความพยายามของรัฐมนตรีท่องเที่ยวอาเซียน ในการส่งเสริมบูรณาการด้านการท่องเที่ยว เพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยการจัดทำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียน ปี 2554-2558 และการจัดทำแนวพื้นที่เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรารับทราบมาตรการแก้ไข เพื่อตอบสนองต่อการถดถอยทางเศรษฐกิจ โดยการประกาศให้ ปี 2551 -2553 เป็นปีแห่งเยาวชนนักเดินทาง ภายใต้ข้อคิดริเริ่มอาเซียนด้านการท่องเที่ยว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;วาระการพัฒนารอบโดฮา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	29. เรายืนยันเจตนารมณ์ที่จะบรรลุผล วาระการพัฒนารอบโดฮา ดังนั้น เราเรียกร้องให้สมาชิกองค์การการค้าโลก โดยเฉพาะผู้มีบทบาทสำคัญ ให้เร่งรัดการเสริมสร้าง และใช้ความยืดหยุ่นเพื่อให้สามารถสรุปรอบการเจรจานี้ได้ เรายังเรียกร้องให้ประเทศผู้ค้าทั้งปวง ระงับการเพิ่มการกีดกันทางการค้าหรือ การใช้มาตรการบิดเบือนทางการค้า ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ที่อ่อนไหวของตลาดโลกเลวร้ายลง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	30. เราเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้ว เพิ่มความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนา และโดยเฉพาะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด เพื่อเพิ่มพูนการมีส่วนร่วมของประเทศเหล่านั้นในการค้าโลก รวมทั้งลดแรงกระทบจากวิกฤตการณ์โลกในปัจจุบัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	31. เราเรียกร้องให้ เอื้ออำนวยและเร่งรัดกระบวนการภาคยานุวัติองค์การการค้าโลก ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาของประเทศนั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	32. ด้วยส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบเศรษฐกิจ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถมีบทบาทสำคัญในการรองรับผลกระทบของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยการสร้างงานในภาคการผลิตและการบริการ จุดแข็งของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ควรจะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พัฒนาต่อไป และป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	บรรษัทที่เติบโตขึ้นทั้งหลาย ควรจะถูกส่งเสริมให้เป็นหุ้นส่วนกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในสาขาเดียวกัน รวมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เข้ากับห่วงโซ่การผลิตต่างๆ และให้ความสนับสนุนในเรื่องการวิจัยและการพัฒนา การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ แนวทางดำเนินการ และเทคโนโลยี 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	โดยที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญอันดับแรกๆ ที่อยู่ในแผนงานการสร้างประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เราจึงควรเร่งรัดการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่างๆ ในการนี้ เราได้มอบหมายให้คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พัฒนาแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม ที่มุ่งเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน และปรับตัวต่อสถานการณ์ในภูมิภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	33. เรารับรองแผนงานการจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เป็นแผนงานในการมุ่งสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อความเป็นปึกแผ่น เป็นเอกภาพ และมีอัตลักษณ์ร่วมกัน ตลอดจนสร้างสังคมที่เอื้ออาทรและแบ่งปัน ที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนและด้วยการผสมกลมกลืน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เป็นประชาคมซึ่งความเป็นอยู่ที่ดี การทำมาหากิน และสวัสดิการของประชาชนได้รับการส่งเสริม โดยคำนึงถึงที่กล่าวนี้ เราเน้นความสำคัญของการส่งเสริมความร่วมมือ ในการพัฒนามนุษย์ สวัสดิการสังคม ความยุติธรรมและสิทธิต่าง รวมถึงมุ่งให้เกิดความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การสร้างอัตลักษณ์อาเซียน และการลดช่องว่างทางการพัฒนา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	34. เราสนับสนุนให้รัฐสมาชิกอาเซียน ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรับรู้เกี่ยวกับอาเซียนในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนผ่านการศึกษาและวัฒนธรรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ภายใต้การศึกษา เราเห็นว่า การจัดทำหลักสูตรอาเซียนของแต่ละชาติ ในการศึกษาทุกระดับ จะช่วยเตรียมเยาวชนของเราให้พร้อม สำหรับการเก็บเกี่ยวผลสำเร็จจากประชาคมอาเซียน รวมไปถึงการมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาตลอดชีพและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการส่งเสริมการศึกษาเกี่ยวกับอาเซียนและความรู้เกี่ยวกับอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่มประชาชน ในพื้นที่ท้องถิ่นที่ถูกละเลยและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	35. เราเน้นความสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน ดังนั้น เราจึงยินดีกับการริเริ่มของไทย ในการจัดตั้งสมาคมอาเซียน-ประเทศไทย ซึ่งจะเป็นเวทีให้ผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษาและภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการก่อตั้งประชาคมอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราส่งเสริมให้รัฐสมาชิกอาเซียนอื่น ๆ ให้จัดตั้งกลไกในลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อให้เกิดเป็นเครือข่าย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการแบ่งปันข้อมูลและกิจกรรมระดับภูมิภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	36. เราต้อนรับเพลง The ASEAN Way เป็นเพลงประจำอาเซียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นผลที่เป็นรูปธรรม จากการดำเนินการตามกฎบัตรอาเซียน เพลง The ASEAN Way นี้ เป็นลิขสิทธิ์ของอาเซียน โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นหน่วยงานหลัก ที่จะดูแลการใช้เพลงดังกล่าวอย่างเหมาะสม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราส่งเสริมให้ใช้เพลงดังกล่าว ในการประชุมอย่างเป็นทางการและกิจกรรมภายในอาเซียน รวมทั้งการประชุมกับประเทศคู่เจรจา เราสนับสนุนให้รัฐสมาชิกอาเซียน เผยแพร่เพลงประจำอาเซียนภายในประเทศของตน โดยการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นและปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่นๆ เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราได้เน้นถึงความจำเป็น ที่จะพัฒนาความคิดและความรู้สึก ของการเป็นพลเมืองอาเซียนซึ่งมีความตระหนักรู้เกี่ยวกับอาเซียน ตลอดจนคุณค่าและหลักการของอาเซียนด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ประเด็นในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;พม่า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	37. เราได้หารืออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับปัญหาพม่า นายเต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่าได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมือง และความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 7 ขั้นตอนที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตยในพม่า 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราสนับสนุนให้รัฐบาลพม่า อำนวยความสะดวกต่อกระบวนการปรองดองแห่งชาติ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อสร้างเอกภาพแห่งชาติ อันจะนำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในพม่า เราเรียกร้องพม่าให้ร่วมมือกับผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนต่อไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายในมหาสมุทรอินเดีย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	38. เราได้มีการหารือที่เป็นประโยชน์ ในเรื่องผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในมหาสมุทรอินเดีย โดยตระหนักถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อน โดยที่ประเด็นนี้ เป็นปัญหาระดับภูมิภาคและมีนัยด้านมนุษยธรรม 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราได้ตกลงที่จะเพิ่มการแลกเปลี่ยนทัศนะ และทำงานร่วมกันภายในอาเซียน ในขณะเดียวกัน ปัญหานี้ ควรได้รับการแก้ไขในบริบทที่กว้างกว่า รวมทั้งกระบวนการบาหลี โดยรวมประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่านและประเทศปลายทาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;สถานการณ์ในฉนวนกาซา&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	39. เราได้หารือกันเกี่ยวกับสถานการณ์ในฉนวนกาซา ซึ่งเกิดจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล เราเน้นว่า สวัสดิการและการกินดีอยู่ดีของชาวปาเลสไตน์ ในฉนวนกาซามีความสำคัญสูงสุด 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราเรียกร้องให้มีการเข้าถึง ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างไม่มีอุปสรรค แก่ชาวปาเลสไตน์ทั่วพื้นที่ฉนวนกาซา เพื่อช่วยบรรเทาความยากลำบากของชาวปาเลสไตน์ เราสนับสนุนทุกความพยายาม ทั้งระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ที่จะนำมาซึ่งการหยุดยิงอย่างถาวร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	40. เราเน้นความสำคัญของการส่งเสริมการฟื้นฟูบูรณะในฉนวนกาซา และความจำเป็นที่จะได้รับความช่วยเหลือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการนี้ เราเรียกร้องให้ทุกประเทศที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ในการประชุมระหว่างประเทศที่จะส่งเสริมการบูรณะฟื้นฟูในฉนวนกาซา ที่จะจัดโดยอียิปต์ในเดือนมีนาคม 2552 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรายินดีต่อความพยายามที่จะทำให้ ชาวปาเลสไตน์มีความปรองดองกัน โดยเฉพาะความตกลงล่าสุดระหว่างกลุ่มปาเลสไตน์ต่าง ๆ ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีเอกภาพ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เราเรียกร้องความพยายามครั้งใหม่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และประชาคมระหว่างประเทศที่จะนำมาซึ่งสันติภาพที่สมบูรณ์แบบ บนพื้นฐานของวิสัยทัศน์ที่จะมีรัฐประชาธิปไตยสองรัฐ ได้แก่ อิสราเอล และปาเลสไตน์ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ภายใต้เขตแดนที่มั่นคงและได้รับการยอมรับ ตามข้อมติคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติที่ 1850 (2008) และข้อริเริ่มสันติภาพของอาหรับ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ การหารือระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ควรจะมีขึ้นโดยเร็วที่สุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;ความสัมพันธ์ภายนอกของอาเซียน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	41. เรายินดีต่อการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำอาเซียน ของประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก ซึ่งเอกอัครราชทูตเหล่านี้ มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ระหว่างอาเซียนกับคู่เจรจาภายนอก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	42.เรายินดีต่อการที่จะมีการจัดการประชุมสุดยอด เพื่อฉลองครบรอบความสัมพันธ์ 20 ปี อาเซียน – เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2552 (2009) ณ เกาะเจจู เกาหลีใต้ เราเห็นร่วมกันว่า การประชุมสุดยอด จะเป็นโอกาสดีที่จะทบทวนความสัมพันธ์ใน 20 ปีที่ผ่านมา และกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับเกาหลีใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	43. เราตระหนักว่าความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรีของอาเซียน ที่มีอยู่กับประเทศคู่เจรจาต่างๆ มีความสำคัญในการเสริมสร้างการเข้าถึงตลาด สำหรับผลิตผลและบริการของอาเซียน ตลอดจนเป็นพื้นฐานสำหรับอาเซียน ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่แฟ้นกับเขตเศรษฐกิจต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและในภูมิภาคอื่นของโลก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	44. ในการนี้ เราชื่นชมความคืบหน้าในการทำให้ ความตกลงการค้าสินค้าอาซียน-จีน ความตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-เกาหลีใต้ และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมอาเซียน-ญี่ปุ่น (ASEAN-Japan Comprehensive Economic Partnership Agreement) มีผลใช้บังคับ 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เรารับทราบด้วยความยินดี ที่ความตกลงการลงทุนอาเซียน-จีนแล้วเสร็จ ซึ่งจะได้มีการลงนามระหว่างการประชุมสุดยอดกับประเทศคู่เจรจา ในเดือนเมษายน 2552&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	45. เราขอแสดงความยินดีต่อการลงนามความตกลง ว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย- นิวซีแลนด์ เรายังเชื่อว่าความตกลงดังกล่าวเป็นพัฒนาการสำคัญ ต่อการเพิ่มพูนมูลค่าการค้าสินค้าและบริการของภูมิภาค ให้ขยายออกไปภายนอกอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	46. เราสนับสนุนข้อเสนอของไทยที่จะจัดการประชุมอาเซียน+1 อาเซียน+3 และ การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2552 นอกจากนั้น เรายังได้เรียกร้องให้ประเทศคู่เจรจาที่เกี่ยวข้อง หาข้อยุติเกี่ยวกับกำหนดวันประชุมสุดยอด กับประเทศคู่เจรจาของอาเซียน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;b&gt;เรื่องอื่น ๆ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	47. เราขอยืนยันพันธกรณี ในการสร้างอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการสร้างประชาคมอาเซียน 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ในการนี้ เราพอใจกับผลการหารืออย่างไม่เป็นทางการ กับกลุ่มผู้แทนของภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ได้ก่ สมัชชารัฐสภาอาเซียน เยาวชนอาเซียน และภาคประชาสังคมอาเซียน และเราได้ชื่นชมข้อสังเกต ที่มีประโยชน์จากสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจอาเซียน ในช่วงการประชุมระหว่างอาหารกลางวันด้วย
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/15736&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20090303/1134#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/319">asean</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/2">World</category>
 <pubDate>Tue, 03 Mar 2009 01:30:43 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1134 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประเทศไทยติดอันดับ 11 ผลสำรวจ Connectivity Scorecard 2009</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20090228/1125</link>
 <description>Connectivity Scorecard เป็นผลสำรวจด้าน
&amp;quot;การเชื่อมต่อ&amp;quot; กับข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศ
(ไม่เฉพาะว่ามีจำนวนผู้ที่ใช้ระบบไอทีเท่าไร แต่รวมไปถึงตัวชี้วัดอื่นๆ
เช่น แบนด์วิธออกต่างประเทศ งบประมาณด้านไอทีของภาคเอกชน e-Government
ภาครัฐ อีกด้วย) 
&lt;p&gt;
สำรวจโดยบริษัทที่ปรึกษา &lt;a href=&quot;http://www.lecg.com/&quot;&gt;LECG&lt;/a&gt; และนักวิจัยจาก London Business School มีสปอนเซอร์คือบริษัท Nokia Siemens Network สำหรับของปี 2009 เป็นปีที่สองที่มีการสำรวจ
และเป็นปีแรกที่ประเทศไทยอยู่ในการสำรวจ วิธีการสำรวจจะแบ่งประเทศออกเป็น
2 กลุ่ม กลุ่มละ 25 ประเทศ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสองกลุ่มนี้จะใช้ตัวชี้วัดที่ต่างกันและจัดอันดับแยกกัน
กลุ่มแรกคือประเทศพัฒนาแล้ว (Innovation driven economies)
และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (Efficiency and resource driven economies -
เป็นภาษาสวยๆ ของ World Economics Forum)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มหลัง และผลสรุปคืออยู่อันดับ 11 จาก 25 ประเทศ
ได้คะแนน 3.75 (สูงสุดในกลุ่มนี้คือมาเลเซีย 7.07 ต่ำสุดคือไนจีเรีย 1.30)
ในรายงานฉบับที่เผยแพร่ ไม่ได้บอกว่าประเทศไทยได้คะแนนแต่ละส่วนเท่าไรบ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.flickr.com/photos/isriya/3305038835/&quot; title=&quot;Thailand Connectivity score by isriya, on Flickr&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://farm4.static.flickr.com/3342/3305038835_180cfb688e_o.png&quot; alt=&quot;Thailand Connectivity score&quot; width=&quot;357&quot; height=&quot;159&quot; /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนตัวชี้วัดของกลุ่มประเทศที่สองมีดังนี้ครับ
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;โครงสร้างพื้นฐาน (ฝั่งผู้บริโภค)
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนหมายเลขโทรศัพท์บ้านต่อประชากร&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนหมายเลขโทรศัพท์มือถือต่อประชากร 100 คน&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (internet subscribers) ต่อประชากร 100 คน&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;อัตราส่วนผู้ใช้บรอดแบนด์ &lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;อัตราส่วนของประชากรที่อยู่ในเขตที่มีสัญญาณมือถือ&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;การใช้งานของผู้บริโภค
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;อัตราการรู้หนังสือ&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (internet users) ต่อประชากร 100 คน&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;อัตราส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นสตรี&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนนาทีเฉลี่ยที่ใช้ในการคุยโทรศัพท์ (ผ่านโทรศัพท์บ้าน, มือถือ, VoIP) ของประชากร&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวน SMS เฉลี่ยต่อเดือนของประชากร&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;โครงสร้างพื้นฐาน (ฝั่งธุรกิจ)
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนอินเทอร์เน็ตเซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัย (เข้าใจว่าหมายถึง HTTPS) ต่อประชากร 1 ล้านคน&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนพีซีต่อประชากร 100 คน&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;แบนด์วิธออกต่างประเทศต่อประชากร&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนบรอดแบนด์ภาคธุรกิจ (enterprise access lines) ต่อประชากร&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;งบประมาณใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับธุรกิจต่อประชากร&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;การใช้งานของภาคธุรกิจ
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;อัตราเด็กเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษา&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;จำนวนนาทีที่โทรออกต่างประเทศเฉลี่ยของประชากร (คิดเฉพาะโทรศัพท์บ้าน)&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;corporate data revenue ต่อประชากร (ผมเข้าใจว่าหมายถึงการใช้บริการ data ของมือถือ คิดเป็นจำนวนเงิน และคิดเฉพาะภาคธุรกิจ)&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;งบประมาณใช้จ่ายด้านบริการไอทีเฉลี่ยต่อประชากร คิดเฉพาะจากภาคธุรกิจ&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;โครงสร้างพื้นฐาน (ฝั่งรัฐบาล)
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;อันดับในรายการ e-Government ของรัฐบาลทั่วโลก&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;งบประมาณใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์สำหรับรัฐบาลต่อประชากร&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;การใช้งานของภาครัฐบาล
	&lt;ul&gt;
		&lt;li&gt;งบประมาณใช้จ่ายด้านบริการไอทีเฉลี่ยต่อประชากร คิดเฉพาะจากภาครัฐบาล&lt;/li&gt;
		&lt;li&gt;บริการของภาครัฐที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต&lt;/li&gt;
	&lt;/ul&gt;
	&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศในกลุ่มแรกนั้นจะมีตัวชี้วัดที่ต่างออกไป เช่น มีจำนวนผู้ใช้ 3G, อินเทอร์เน็ตแบบไฟเบอร์, จำนวนหมายเลข IP ฯลฯ เพิ่มเข้ามาด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในการจัดอันดับ มีดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;สิงคโปร์ (9 - กลุ่มแรก) 5.99&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;มาเลเซีย (1 - กลุ่มหลัง) 7.07&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;จีน (15 - กลุ่มหลัง) 3.19&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;ฟิลิปปินส์ (16 - กลุ่มหลัง) 3.17&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;เวียดนาม (19 - กลุ่มหลัง) 2.75&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;อินเดีย (20 - กลุ่มหลัง) 1.88&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;อินโดนีเซีย (21 - กลุ่มหลัง) 1.87&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
ตัวเอกสารฉบับเต็มดาวน์โหลดได้จาก &lt;a href=&quot;http://www.connectivityscorecard.org/images/uploads/media/TheConnectivityReport2009.pdf&quot;&gt;Connectivity Scorecard&lt;/a&gt; (PDF)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา - &lt;a href=&quot;http://arstechnica.com/tech-policy/news/2009/02/us-tops-the-world-in-connectivity.ars&quot;&gt;Ars Technica&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อัพเดต&lt;/b&gt; เนื่องจากผมอ่านแต่ตัวเปเปอร์ฉบับเต็ม เลยพลาดข้อมูลที่อยู่บนเว็บของ Connectivity Scorecard ไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คะแนนของประเทศไทยเป็นไปตามกราฟและตาราง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.flickr.com/photos/isriya/3305038627/&quot; title=&quot;Thailand Connectivity score by isriya, on Flickr&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://farm4.static.flickr.com/3560/3305038627_156ac79550_o.png&quot; alt=&quot;Thailand Connectivity score&quot; width=&quot;369&quot; height=&quot;304&quot; /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.flickr.com/photos/isriya/3305038463/&quot; title=&quot;Thailand Connectivity score by isriya, on Flickr&quot;&gt;&lt;img src=&quot;http://farm4.static.flickr.com/3405/3305038463_b0723395bf_o.png&quot; alt=&quot;Thailand Connectivity score&quot; width=&quot;313&quot; height=&quot;275&quot; /&gt;&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากว่าเรามีเฉพาะข้อมูลแบบแยกเป็นหมวด
ไม่มีข้อมูลละเอียดของแต่ละตัวชี้วัด
แต่แค่นี้เราก็คงเห็นว่าส่วนของผู้บริโภคไทยนั้นแข่งขันกับประเทศที่เป็นผู้
นำได้สบาย ในขณะที่ส่วนของภาคธุรกิจและภาครัฐบาลนั้นมีคะแนนต่ำมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในผลการสำรวจครั้งนี้ได้ให้น้ำหนักกับภาคธุรกิจสูงมาก (ดูตามตารางคือ 67%
ในขณะที่ภาครัฐบาลรวมกันแค่ 4% เท่านั้น)
ดังนั้นถ้าจะตอบคำถามว่าทำไมคะแนนของประเทศไทยในการสำรวจนี้ถึงต่ำ
ก็ต้องบอกว่าเป็นปัญหาที่ภาคธุรกิจนั่นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนสำคัญที่ประเทศไทยได้คะแนนน้อยที่สุดคือ &amp;quot;โครงสร้างพื้นฐาน
(ฝั่งธุรกิจ)&amp;quot; ตรงนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่า
ภาคธุรกิจไทยต้องนำไอทีมาใช้งานให้มากกว่านี้
เพื่อความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เพิ่มเติม &lt;/b&gt;: &lt;a href=&quot;http://www.connectivityscorecard.org/countries/thailand&quot;&gt;หน้าของประเทศไทยบน Connectivity Scorecard&lt;/a&gt;, &lt;a href=&quot;http://www.connectivityscorecard.org/images/uploads/media/Thailand.pdf&quot;&gt;เอกสารเฉพาะข้อมูลของประเทศไทย&lt;/a&gt; (PDF)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา- &lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.blognone.com/node/10811&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกนอน&lt;/a&gt; โดย mk 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20090228/1125#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/381">Connectivity</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/9">Technology</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Sat, 28 Feb 2009 14:17:44 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1125 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>หลังยุคทักษิณ (Post Thaksin)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081219/958</link>
 <description>&lt;p&gt;
นับแต่วันที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อ 15 ธันวาคม 2551 ผมถือว่าวันนั้น &lt;b&gt;ยุคสมัยของทักษิณได้สิ้นสุดลงแล้ว&lt;/b&gt; แม้ว่าในแวดวงการเมือง ยังคงเชื่อมั่นว่า ทักษิณจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง เพราะยังได้รับความรักความศรัทธาจากพี่น้องประชาชน ในภาคเหนือ ภาคอิสาน ทั้งยังมีเครือข่าย ส.ส. เงินทุน และนักการเมืองอีกเกือบสองร้อยคนที่ยังยืนอยู่เคียงข้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่า&lt;b&gt;พ้นสมัยของทักษิณ&lt;/b&gt;แล้ว และนับวัน&lt;b&gt;จะถอยล้าเลือนหาย&lt;/b&gt;ไปจากสังคมไทย ไทยรักไทย – พลังประชาชน – เพื่อไทย จะไม่ต่างไปจากพรรคที่มีอายุเป็นสิบปีและเลือนหายไปจากสังคมไทย (แม้จะได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในภายหลัง) เช่น พรรคกิจสังคม พรรคความหวังใหม่ พรรคเสรีธรรม พรรคชาติพัฒนา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตัวตน ร่องรอยของพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยคือ อะไร ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคการเมืองแรก ที่ได้รับการเลือกตั้งเกินครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.2548 มีที่นั่งในสภาฯ 376 ที่นั่ง จากจำนวน 500 ที่นั่ง แต่วันที่โหวตเลือกนายกฯ มีเหลืออยู่เพียง 198  ซึ่งคาดว่าจะลดน้อยถอยลงไป ตามลำดับวันเวลาตามธรรมชาติของการเป็นพรรคฝ่ายค้าน (โปรดดูตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่เป็นฝ่ายค้าน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ร่องรอยที่เป็นสัญลักษณ์ของระบอบทักษิณ จึงมีเพียงประชาชน ที่ยังรักในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีที่เคลื่อนไหวในนาม &lt;b&gt;นปช.&lt;/b&gt; หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า “&lt;b&gt;กลุ่มคนเสื้อแดง&lt;/b&gt;” และนโยบายประชานิยมที่เชื่อว่า ไม่นานนี้จะถูกปรับเปลี่ยนเป็น&lt;b&gt;นโยบายประชานิยมแบบพอเพียง&lt;/b&gt; ในนามพรรคประชาธิปัตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่คงหลงเหลืออยู่ จึงอาจมีเพียงนามธรรมในรูปความรัก ความศรัทธาต่อคนที่ชื่อทักษิณ เพราะการเคลื่อนไหวชุมนุมต่อไปนี้ จะถูกเข้มงวด กวดขัน จับตามองจากสังคมและถูกสกัดกั้นจากฝ่ายความมั่นคงไม่ให้เกิดความไร้ระเบียบ เหมือนดังการกระทำ ของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” ที่ได้รับเป็นกรณียกเว้นพิเศษ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความแตกต่างของงบประมาณสนับสนุน การถูกสกัดกั้นจากหน่วยงานราชการ  กฎหมายที่บังคับใช้อย่างไม่ผ่อนปรน  และแนวร่วมของพันธมิตรที่จะคอยออกมาสกัดปราม เหล่านี้จะทำให้ นปช. หลบเงียบไปเป็นคลื่นใต้น้ำ ที่รอวันเกิดรอยเลื่อนแยกขึ้นอีกครั้ง ที่อาจไม่ใช่ในนามคนรักทักษิณ หรือกลุ่มคนสวมเสื้อแดง แต่เป็นในนามของ&lt;b&gt;การล้มล้างเปลี่ยนแปลง “ระบอบ”&lt;/b&gt; บางอย่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สัญลักษณ์ของไทยรักไทย ระบอบทักษิณ ในอนาคตอันใกล้ จึงจะเหลือเพียงตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น และยิ่งหากไม่สามารถแสวงหาช่องทางสื่อสารกับ “&lt;b&gt;ประชาชนของเขา&lt;/b&gt;” จากนอกประเทศได้แล้ว ก็ยากยิ่งที่จะอาศัยพลังประชาชนเปลี่ยนแปลงการเมืองให้กลับเป็นวันของทักษิณ อีกครั้ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมจึงเชื่อว่า วันนี้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่หลังยุคทักษิณแล้ว แต่สิ่งที่ทักษิณได้สร้างเอาไว้ ยังคงอยู่เป็นแบบแผน บรรทัดฐานทางสังคม ไม่ต่างไปจากการทิ้งความเป็นอาณานิคมไว้ ภายหลักการปลดปล่อยอาณานิคมของประเทศจักรวรรดิ (postcolonial[i]) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมไทยหลังยุคทักษิณได้ก้าวเข้าสู่ลักษณะดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. สังคมแห่งความแตกแยก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ไร้การศึกษา ขาดความรู้ ยากจน ไม่ฉลาด หน้าตาไม่ดี และเป็นภาระ คนเหล่านี้คือ&lt;b&gt;คนที่เลือกทักษิณ&lt;/b&gt; และถูกใส่ฉลากให้ว่าเป็น &lt;b&gt;“ลิงบาบูน&lt;/b&gt;” กับคนที่มีการศึกษาดี หน้าตาดี มีกำลังซื้อ เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาประเทศ เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วม ซึ่งจะเป็นชนชั้นนำการเมืองไทยต่อไปในยุคหลังทักษิณ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนสองกลุ่มนี้ จะขัดกันในผลประโยชน์จากนโยบาย ที่ฝ่ายสีเหลืองไม่ต้องการให้เกิดประชานิยมเพราะตนเองรู้สึกว่าเสียภาษีมาก แต่เงินถูกนำมาให้กับคนที่เสียภาษีน้อย ขณะที่รัฐบาลยังจำเป็นต้องให้มีนโยบายแบบประชานิยมต่อไป เพื่อหวังดึงฐานคะแนนเสียงจากคนภาคเหนือ ภาคอิสาน คนในชนบท คนรากหญ้า  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างความคิด “&lt;b&gt;อนุรักษ์นิยมใหม่&lt;/b&gt;” (neoconservative) [ii] กับ “&lt;b&gt;เสรีนิยมใหม่&lt;/b&gt;” (neoliberals)[iii] จะปะทะกันอย่างรุนแรง   ต่อไปเราอาจไม่เพียงได้ยินแค่ “เบื่อม็อบพันธมิตร” แต่เราอาจได้ยินว่า “เกลียดม็อบเกษตรกร” และ “พวกเสื้อแดง” แทน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. ฟื้นฟูประเทศโดยการทำลายระบอบทักษิณให้สิ้นซาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซากเดนของทุกสิ่งที่เป็นระบอบทักษิณ จะถูกเก็บกวาดล้างชำระ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยหากจะยังคงอยู่ แต่จะถูกทำให้มี ส.ส. เหลืออยู่ในพรรคน้อยที่สุด ช่องทางการสื่อสาร ระหว่างทักษิณกับประชาชนของเขา จะถูกตัดขาด คนที่ทำงานให้กับทักษิณจะถูกขุดคุ้ย และค้นหาเรื่องราวมาดำเนินคดี เสื้อสีแดงจะกลายเป็นภัยร้ายแรงต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และใครก็ตามที่เข้าไปข้องแวะกับระบอบทักษิณ จะกลายเป็น&lt;b&gt;ซาตานผู้ชั่วร้ายทำลายชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ต้องขจัดให้หมดไป&lt;/b&gt; การทำลายลงให้สิ้นซากนี้ จะไม่ใช่กระทำในลักษณะประกาศสงคราม แต่จะทำในนามการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ในนามการเมืองใหม่ ในนามสันติ สมานฉันท์ ฟื้นฟูเยียวยาประเทศ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ โยกย้ายข้าราชการ และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ&lt;/b&gt; อันเป็นภารกิจเชี่ยวชาญของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักจะเป็นผู้มาฟื้นฟูเยียวยาหลังวิกฤติทุกครั้ง (พฤษภาทมิฬ, วิกฤติเศรษฐกิจปี 40) และก็มักจะใช้เวลาเยียวยาจนเกือบครบเทอม หากไม่มีเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. รูปแบบใหม่ของอำนาจ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า  “ตุลาการภิวัตน์” ได้ปรากฏให้เห็น อำนาจแบบใหม่ที่ก้าวล้ำกว่าอำนาจแบบเดิม ๆ ที่มีมาในสังคมไทย แม้บุคคลผู้ใช้อำนาจ จะเป็นคนเดิม แต่รูปแบบได้เปลี่ยนไปเป็นอำนาจที่มองไม่เห็น ซึ่งสังคมไทยเรียกว่า “&lt;b&gt;มือที่มองไม่เห็น&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อำนาจใหม่เป็นอำนาจที่แทรกซึมเข้าไปในจิตวิญญาณของคนไทย เป็นชีวอำนาจ (biopower) ที่แฝงฝังในมโนสำนึกซึ่งตอบสนองทางร่างกาย (responses) การกระทำในทันทีที่ได้รับสิ่งเร้า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การใช้อำนาจใหม่ ไม่ได้กระทำผ่านตัวแทนดังเช่นในสมัยทักษิณ แต่เป็นการกระทำผ่านการตีความของสังคม (social interpretation) ซึ่งไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด หากแต่เป็นเรื่องควรหรือมิควร การส่งผ่านวาทกรรมของอำนาจรูปแบบใหม่ มีลักษณะเป็นวาทกรรมที่คลุมเครือ เป็นอภิปรัชญา เป็นถ้อยความที่ตั้งอยู่ในความดี ความงามและความจริง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่บ่งบอกว่าต้องการอะไร อย่างไร หากแต่แจกแจงหน้าที่ความรับผิดชอบของกลุ่มบุคคลกลุ่มต่างๆ ที่มีอำนาจจัดการทางสังคมในภาระหน้าที่ตามตำแหน่งและสถาบันที่สังกัด พร้อมกับการระบุถึงเป้าหมายและสิ่งที่ต้องการให้สังคมไทยพัฒนาไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อำนาจใหม่นี้เป็นอำนาจผ่านกระบวนการตีความ และตีความซ้ำกระบวนการตีความ (reinterpretation of interpretation process)  วาทะแห่งอำนาจ จึงเป็นวาทะที่เลื่อนเคลื่อนไปได้อย่างไม่รู้จบเพราะเป็นการละเล่นเชิงอำนาจของการตีความที่ไม่มีโอกาสผิดพลาดได้ และตราบเท่าที่สังคมไทยยังประสบปัญหาแตกแยกขัดแย้ง กระบวนการตีความก็จะดำเนินต่อไป ทำให้องค์อธิปัตย์สถาปนาตัวตนขึ้นเป็นหนึ่งเดียวแห่งอำนาจ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อำนาจใหม่เป็นอำนาจที่กระทำโดยไม่กระทำ ดุจสภาวธรรมที่ตั้งอยู่นิ่งใสบริสุทธิ์ ท่ามกลางความเคลื่อนไหว อันเป็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ได้รับมอบอำนาจ ที่น้อมนำสภาวธรรมนั้นเข้าไว้ในตน ผ่านการตีความที่ผิดบ้างถูกบ้าง แต่ไม่ว่าจะผิดหรือถูกไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับว่า เหมาะสมและบังควรหรือไม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้น้อมรับธรรมเหล่านี้ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในฐานะชนชั้นนำของสังคมไทย แต่เมื่อรับมาแล้ว ก่อนที่จะส่งผ่านมายังประชาชนนั้น ได้ผ่านการตีความและลดรูปย่อส่วน ให้รูปธรรมที่เข้าใจได้โดยใช้คำที่คุ้นเคยสัมผัสได้และระลึก รู้ปฏิบัติตามได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4. สังคมของผู้เชี่ยวชาญ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การส่งผ่านความหมาย ความต้องการ ทิศทางที่สังคมไทยควรจะ (ต้อง) เป็นไปนั้น ถูกกระทำโด&lt;b&gt;ยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ&lt;/b&gt; เป็นการกระทำที่ผ่านการตีความสภาวะที่ส่งผ่านมาจากอำนาจใหม่ เสมือนการได้รับ โองการแห่งสวรรค์ เป็นเสียงกระซิบที่ไม่มีใครได้ยินได้ฟังด้วย  (แม้จะได้ยินแต่ก็ไม่อาจตีความได้ หากแต่ต้องเป็นหน้าที่หรือคนทรงวิญญาณซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชี้บอก) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ปรากฏดำรงอยู่และนำความสงบสุขมาให้แก่มนุษย์ บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ยึดครองพื้นที่ของการตีความภายใต้ขอบเขตอำนาจแห่งตน โดยมีนัยว่า เขาเหล่านี้รอบรู้ มีประสบการณ์และมีบทบาทหน้าที่โดยตรงอย่างผู้ชำนาญการมากยิ่งกว่าชนกลุ่มใด ๆ ในสังคม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การมอบความเชี่ยวชาญให้นี้ ไม่เพียงมอบโดยการยอมรับของสังคม หากแต่เป็นการมอบโดยกฎหมาย ธรรมเนียมปฏิบัติ และความผูกพันใกล้ชิดกับอำนาจที่อยู่เหนือขึ้นไป  กลุ่มทางสังคมที่จะสถาปนาความเชี่ยวชาญในยุคหลังทักษิณที่สำคัญได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์, ทหาร, ศาล, พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและแนวร่วม (ผ่านทางอดีตแกนนำ), สื่อมวลชน และนักวิชาการที่เลือกข้างถูก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดากลุ่มคนเหล่านี้ จะมีสิทธิ์มีเสียงในสังคม ซึ่งประชาชนผู้ป่วยไข้ ไม่รู้ ต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;5.ชนชั้นผู้ป่วยไข้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นผู้ป่วยไข้คือ ผู้ขาดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ต่อการเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า เป็นผู้ที่เจ็บ จน โง่ สร้างภาระ ดื้อดึงและไม่เชื่อฟังอำนาจ หากยอมรับเชื่อฟังอำนาจ ก็จะได้รับการดูแล บำบัด เยียวยา ด้วยงบประมาณที่หว่านทุ่มลงไปในรูปเงินช่วยเหลือ กู้ยืม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คนเหล่านี้เป็นคนที่เปลี่ยนมาจากคนรากหญ้า ในสมัยรัฐบาลทักษิณ เป็นคนส่วนใหญ่ใน 40 ล้านเสียง ที่อดีตนายกรัฐมนตรีอ้างความชอบธรรม และยังคงเป็นคนกลุ่มเดียวกันที่นโยบายของทุกพรรคการเมืองช่วงการหาเสียงเลือกตั้งล้วนต้องเอาใจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่เป็นผลพวงที่ก่อกำเนิดขึ้นมานับแต่ยุครัฐบาลทักษิณ ภายใต้โครงการชุดเอื้ออาทร และลงทะเบียนคนยากจน ที่มีคนรากหญ้ามาขอลงทะเบียน รับความช่วยเหลือมากกว่าจำนวนคนยากจนที่วัดได้ จากเส้นความยากจนทางการ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาเหล่านี้เป็นคนป่วยไข้ที่ต้องบำบัดรักษาและเชื่อฟังผู้เชี่ยวชาญ 3 สิ่งต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้ป่วยไข้ถูกบอกให้ปฏิบัติ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;1.เศรษฐกิจพอเพียง  2.อยู่ภายใต้ความสมานฉันท์ คือไม่โต้แย้ง ไม่เห็นค้าน (รัฐ) ไม่ออกมาเคลื่อนไหว 3. “รักพ่อ” &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งสามสิ่งคือยาขนานวิเศษที่แก้ไขได้ทุกโรค และจะสร้างสังคมที่สันติสุขอย่างยั่งยืนให้แก่ประเทศไทย อันแตกต่างจากยุคทักษิณเพียง &lt;b&gt;1.เศรษฐกิจรากหญ้า  2. อยู่ภายใต้ความสมานฉันท์ คือไม่โต้แย้ง ไม่เห็นค้าน (รัฐ) ไม่ออกมาเคลื่อนไหว 3. “รักทักษิณ”&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งแล้ว ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเลยระหว่างอดีตกับปัจจุบัน เพราะคนเหล่านี้ก็ยังป่วยไข้และอยู่ในภาวะที่ต้องเยียวยารักษาต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;6.อาการเสพติดของการเสพด่วน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คิดใหม่ ทำใหม่ คิดเร็ว ทำเร็ว ทันสมัย ใหม่เสมอ คือวัฒนธรรมที่รูปแบบการบริโภคของผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและพรรคไทยรักไทยสร้างขึ้น การเปลี่ยนโปรโมชั่นใหม่ ๆ ทุก 3 เดือน โดยเปลี่ยนสูตรคำนวณการคิดค่าบริการใหม่ แต่ผลลัพธ์ของค่าบริการ ก็ไม่ต่างจากเดิม พร้อมไปกับการเพิ่มเติมความสามารถของโทรศัพท์มือถือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งการโหลดริงโทน โหลดเพลง  ส่งภาพถ่าย ส่งข้อมูล ส่งคลิปวีดีโอ  ฟัง ข่าว ดูดวง หาเพื่อน ชำระเงิน ชมรายการโทรทัศน์ ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การเสพย์การบริการเหล่านี้เกิดควบคู่ไปกับรูปแบบโทรศัพท์มือถือที่ออกรุ่นใหม่ ๆ เข้าสู่ท้องตลาดทุกเดือน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระตุ้นการบริโภคและความต้องการอย่างไม่สิ้นสุด แน่นอนว่าโทรศัพท์มือถือไม่สามารถทดแทนกล้องถ่ายรูป เครื่องเล่นเสียงแบบพกพา กล้องถ่ายวิดีโอ  เครื่อง รับโทรทัศน์ ได้สมบูรณ์ มันทำหน้าที่เพียงให้ผู้ครอบครองเสพความบันเทิง รื่นเริง ได้อย่างรวดเร็วทันใจ ในทุกที่ทุกเวลา แบบชั่วครั้งชั่วคราว เพื่อรอเสพสิ่งใหม่ๆ ที่จะถูกประดิษฐ์ขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายเป็นชุดในแบบโครงการเอื้ออาทร ที่มีทั้งบ้าน แท็กซี่  คอมพิวเตอร์ จักรยาน นักบิน แอร์โฮสเตส  ชุดนโยบายประกาศสงครามยาเสพติดที่รวมการเข้าบำบัดรักษา การปราบปรามตัดตอน การปราบผู้มีอิทธิพล หรือชุดขจัดความยากจนที่เพิ่มช่องทางการกู้เงินอีกหลากหลาย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งแข่งขันกันผลิตเป็นนโยบายย่อยในชุดนโยบายใหญ่ ก็ไม่ต่างกับโปรโมชั่นของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ  คือ โอกาสในการช่วงชิงความได้เปรียบ และเรียกคะแนนกลับคืนมาของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องเร่งผลิตนโยบายสนองตอบต่อการเสพย์ติดการเมืองของ สังคมที่ป่วยไข้จากอาการเสพติดการเมืองที่ต้องการความเร่งด่วนรวดเร็วและรอไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมเสพด่วน จะคอยเรียกร้องและเคลื่อนไหว เพื่อให้ฝ่ายการเมือง เร่งสนองตอบต่อการบริโภคที่เคยได้รับแบบทันใจ  แนวร่วมพันธมิตร จะเป็นรัฐบาลบนท้องถนนคู่ขนานอยู่ใกล้ ๆ รั้วทำเนียบ  ที่มีอำนาจกำกับได้มากกว่า คณะรัฐมนตรีเงาของพรรคประชาธิปัตย์เดิมที่เคยมีมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สรุป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้ว่าอำนาจทักษิณจะค่อย ๆ หมดไป ในยุคหลังทักษิณ แต่ยุคทักษิณได้สร้างระบบการเมือง สังคมขึ้นใหม่ ที่ก้าวกระโดด เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจากขุนนาง ศักดินา  พ่อขุน ทหาร รัฐข้าราชการ และพรรคแนวอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่เสื่อมอำนาจลงไป  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ช่วง เวลา 6 ปี ที่ทักษิณเรืองอำนาจ ได้ส่งผลเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยอย่างรวดเร็ว และแฝงฝังเป็นชีวอำนาจ ที่แม้ทักษิณและระบอบทักษิณ จะถูกทำลายไป แต่สิ่งที่ทักษิณได้สร้างไว้ จะยังคงอยู่ เพราะมันได้แฝงฝังเข้าสู่โครงสร้างทางสังคมที่รอวันเติบโต ปฏิวัติถอนรากถอนโคน ขจัดระบอบการเมืองเดิม (ใหม่) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ยิ่งทำลายระบอบทักษิณ รื้อล้างและรุนแรงเพียงใด ก็ยิ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่&lt;b&gt;ความโกรธแค้นชิงชังระหว่างคนสองกลุ่มมากขึ้นเพียงนั้น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่น่าเป็นห่วงคือ สถานการณ์อาจก้าวไปไกลเกินกว่าความขัดแย้งระหว่างคนรักกับคนเกลียดทักษิณ แต่เป็นความขัดแย้งของ&lt;b&gt;ความเชื่อทางการเมืองและสภาวะธรรมชาติ&lt;/b&gt; (natural state)[iv] &lt;b&gt;ของความเป็นมนุษย์แทน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เชิงอรรถ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[i] แนวคิดกลุ่มหลังอาณานิคม (post colonial) มองว่าประเทศอดีตอาณานิคม ยังคงต้องพึ่งพา และยอมรับภาษา วัฒนธรรม รูปแบบวิธีคิดแบบตะวันตก ซึ่งยังครอบงำสังคมอยู่ แม้ว่าจะได้รับการปลดปล่อยจากตะวันตกแล้ว ดังนี้จึงต้องทำลายสิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่ให้หมดสิ้นเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างความเป็นตัวของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[ii] อนุรักษ์นิยมใหม่ เป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับ เสรีนิยมใหม่ ในที่นี้หมายถึงการกลับคืนสู่การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ การปลุกเร้าชาตินิยม และสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันหลักที่เก่าแก่  ความเข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อกลับไปสู่สังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ขจัดความฟุ้มเฟ้อฟุ่มเฟือย เปลี่ยนฉลากเศรษฐกิจทุนนิยม (ทุนสามานย์) มาสู่เศรษฐกิจพอเพียง (ทุนศักดิ์สิทธิ์)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[iii] เสรีนิยมใหม่ ที่ใช้ในสมัยทักษิณ คือการเปิดประเทศ ต้อนรับการค้าการลงทุน ลดบทบาทของรัฐลง เพิ่มบทบาทของเอกชนมากขึ้น เน้นการแข่งขันเสรี แปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทำข้อตกลงการค้าเสรีแบบทวิภาคี ขณะเดียวกัน ก็จัดสรรงบประมาณลงไปสู่กลุ่มเป้าหมายที่เรียกว่าคนรากหญ้าโดยตรง โดยลดขั้นตอนที่ต้องผ่านระบบราชการ ฟื้นฟูกระตุ้นให้เกิดการบริโภค เพื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
[iv] โปรดดูความแตกต่างในสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ระหว่าง  John Locke และ Thomas Hobbes
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/05web/th/home/14918&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081219/958#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Fri, 19 Dec 2008 02:31:37 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">958 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปฐมสุนทรพจน์ของอภิสิทธิ์ : ยึดหลักปกป้องสถาบันฯ สมานฉันท์ นิติรัฐและฟื้นฟูเศรษฐกิจ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20081217/948</link>
 <description>&lt;p&gt;
นาย&lt;b&gt;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&lt;/b&gt; หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวสุนทรพจน์ ภายหลังรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อค่ำวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ว่า&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมนึกเสมอว่า ผมเกิดมาเป็นข้าของแผ่นดิน ต้องสนองคุณแผ่นดิน และผมสำนึกมาตลอดว่า แผ่นดินไทยของเรานั้น ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ก็ด้วยพระบารมี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมยืนตรงนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมขอยืนยันว่าในฐานะรัฐบาลนี้ &lt;b&gt;จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ &lt;/b&gt;ไม่ให้ใครนำมาสร้างความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวง หรือดึงลงมาข้องเกี่ยวกับการเมือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ขอบคุณประชาชนทุกท่าน ที่สนับสนุนให้กำลังใจให้ผมมายืนตรงนี้ ผมทราบดีว่าสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ปกติและเป็นวิกฤต และประชาชนคนไทยมีความทุกข์ และผมถือว่าผมเป็นนักการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตย 
	&lt;p&gt;
	ผมเป็นอาสาสมัคร และผมไม่มีสิทธิที่จะหนีปัญหา หรือปฏิเสธความรับผิดชอบ เมื่อเสียงข้างมากซึ่งเป็นเสียงข้างหนึ่งในสภามีปัญหา และส.ส.ส่วนใหญ่ได้ตัดสินใจสนับสนุนผมขึ้นมาตามหลักประชาธิปไตย และตามวิถีทางกระบวนการรัฐสภา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	หน้าที่เบื้องต้นของผมคือ การยุติ&lt;b&gt;การเมืองที่ล้มเหลว ที่เป็นต้นเหตุของความขัดแย้ง แบ่งฝักฝ่าย แบ่งภาค แบ่งสีของประเทศในขณะนี้&lt;/b&gt; ผมจะขจัดการเมืองที่ล้มเหลวออกไป &lt;b&gt;นำความสมัครสมานสามัคคีกลับมา อาศัยความยุติธรรมนำหน้า&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	รัฐบาลภายใต้การนำของผม จะยึด&lt;b&gt;หลักนิติธรรม นิติรัฐ  เคารพความเสมอภาค ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย&lt;/b&gt; วันนี้ประเทศเรา&lt;b&gt;ต้องมีความสามัคคี&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมยืนยันว่า &lt;b&gt;จะทำงานให้คนไทยทุกคน&lt;/b&gt; ไม่ว่าจะเลือกหรือไม่เลือกผม สนับสนุนหรือต่อต้านผม ท่านจะเป็นใครก็ตาม ถ้าไม่คิดร้ายต่อบ้านเมือง ท่านไม่ใช่ศัตรูผม และเป็นคนที่ผมจะต้องรับใช้เต็มความสามารถ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	งานที่รัฐบาลก่อนเคยดำเนินการ ถ้าดีผมจะไม่ทิ้ง จะสานต่อ ทั้งเรื่อง&lt;b&gt;รักษาฟรี กองทุนที่ลงไปในชุมชนต่างๆ&lt;/b&gt; ผมทราบดีว่า ปัญหาในใจของประชาชนในขณะนี้ คือ เรื่องเศรษฐกิจ &lt;b&gt;การฟื้นเศรษฐกิจจึงเป็นงานสำคัญเร่งด่วนอันดับแรก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมตั้งใจยิ่งที่จะ&lt;b&gt;ดูแลพี่น้องเกษตรกร&lt;/b&gt; ไม่ให้ได้รับผลกระทบต่อราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่ว่ าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม ผมจะดูแลประชาชนที่อยู่นอกภาคเกษตรให้&lt;b&gt;มีงานทำ มีร้ายได้ มีโอกาส&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมจะ&lt;b&gt;ทำทุกอย่างเพื่อลดค่าครองชีพของประชาชน&lt;/b&gt; ตามวาระประชาชนที่ผมเคยเสนอ ทันทีที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐบาลสภา ผมจะเสนอ&lt;b&gt;แผนฟื้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน&lt;/b&gt;ทั้งภาคแรงงาน เกษตร การลงทุน ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	แต่ขณะเดียวกัน แม้บ้านเมืองและเศรษฐกิจ จะมีวิกฤตอย่างไร เราก็ต้องแก้ปัญหาระยะยาวด้วย ไม่ควรปล่อยให้ปัญหาสะสม หมักหมม มาเป็นปัญหาในอนาคต
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	ผมยืนยันว่า &lt;b&gt;งานการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ&lt;/b&gt; ผมจะผลักดัน&lt;b&gt;เรื่องเรียนฟรี รวมถึงด้านแหล่งน้ำ ถนน การคมนาคม การสื่อสาร และอินเตอร์เน็ต และสนับสนุนพลังงานทดแทน&lt;/b&gt; สิ่งเหล่านี้จะต้องเริ่ม และผลักดันอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	เพราะผมไม่แค่อยากให้เรายืนแข่งขันกับประเทศอื่นได้เท่านั้น แต่ผมอยากเห็นประเทศไทยเป็น&lt;b&gt;ต้นแบบการพัฒนาตามวิถีทางประชาธิปไตย&lt;/b&gt; ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมกำลังจะดำรงแหน่งประธานอาซียน ผมตั้งใจให้ประเทศสมาชิก มีความมั่นใจในการนำของเรา ในฐานะเจ้าภาพการประชุมที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ในฐานะนักการเมืองอาชีพ ผมถือว่า วันนี้ผมได้รับโอกาสอันสูงสุดจากประชาชน ในแนวทางประชาธิปไตย ผมเป็นผู้แทนมา 7 สมัย เคยเป็นรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายค้าน และปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรค บรรดาประสบการณ์ความรู้ทั้งหมด ผมจะนำมาใช้&lt;b&gt;บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมขอยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่า ผมจะไม่ละทิ้งอุดมการณ์และแนวทางของผม แล้ว&lt;b&gt;ปล่อยปละให้เกิดความไม่ถูกต้องขึ้นในบ้านเมือง หรือไปทำในเรื่องที่มิชอบ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมขอเรียนเป็นสิ่งสุดท้ายว่า นักการเมืองอาชีพ สิ่งที่สำคัญและเป็นประสบการณ์ที่สุด คือความผูกพันต่อประชาชน ผมเคยเป็น ส.ส.กทม. 4 สมัย วันที่ผมเคยไปสัมผัสไปขอเสียง ผมได้สัมผัสคนยากจน คนลำบาก ผม&lt;b&gt;ไม่ลืมความทุกข์ยากเหล่านั้น&lt;/b&gt; ผมต้องแก้ไข โดยเฉพาะยามที่เศรษฐกิจมีปัญหา &lt;b&gt;ผมไม่ลืมพี่น้องในภาคอีสาน&lt;/b&gt; ที่ผมเคยใช้เวลาหลายครั้งไปเยี่ยม ที่เคยไปทำวาระประชาชน และเรื่องเศรษฐกิจต่างๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมไม่ลืมพี่น้องภาคใต้ ที่ยืนเคียงข้างทางการเมืองผมมาตลอด ผมรู้ว่า ชาวใต้ใฝ่ฝัน&lt;b&gt;อยากให้เกิดความเป็นธรรม&lt;/b&gt; ผมไม่ลืมพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใฝ่ฝัน&lt;b&gt;ให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่&lt;/b&gt; ผมไม่ลืมพี่น้องภาคเหนือ ที่ผมเคยไปเยี่ยมหลายครั้ง ทั้งในยามสุข ยามทุกข์ ที่มีภัยธรรมชาติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมจำได้ว่าในการหาเสียงที่ผ่านมาในภาคเหนือ มีเด็กคนหนึ่งวิ่งตามรถหาเสียง แล้วตะโกนกับผมว่า อยากจะฝากบ้านเมืองไว้กับผม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	พี่น้องภาคอีสานครับ 16-17 ปี ในถนนการเมือง ผมไปเยี่ยมท่านหลายครั้ง ได้รับทราบปัญหาความทุกข์ ผมยังจำได้ เมื่อครั้งได้ปั้นข้าวเหนียวและสนทนากันที่ไร้มันสำปะหลัง ผมไม่ลืม และที่ผมอดจะเอ่ยถึงไม่ได้ คือ &lt;b&gt;คุณยายเนียน&lt;/b&gt; ที่ อ.ม่วงสามสิบ จ.อุบลราชธานี ที่เมื่อครั้งตอนที่ผมไปหาเสียง คุณยายให้แหวนวงหนึ่งกับผม พร้อมบอกว่า ยายได้หมั้นอภิสิทธิ์ไว้กับคนอีสานแล้ว (ชูแหวนวงดังกล่าวขึ้นด้วยมือขวา และกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ไม่รู้ว่ายายจะได้ยินที่ผมพูดหรือไม่ แต่อยากบอกกับยายครับว่า วันนี้คนที่ได้รับแหวนจากท่าน จะทำงานให้ท่าน ญาติพี่น้องท่าน คนอีสานทุกคน ทำงานเพื่อคนอีสาน และคนทั้งชาติ คนทุกภาค &lt;b&gt;ด้วยความทุ่มเท ซื่อสัตย์สุจริต&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมทราบดีว่า คน 1 คน ทำไม่ได้ทุกอย่าง ผมคงไม่สามารถทำให้ทุกคนรักผม สนับสนุนผม ทำทุกอย่างให้ผมได้ แต่ยืนยันว่า&lt;b&gt;ผมจะฟังเสียงทุกคน ทำงานให้ทุกคน จะขอทำงานเพื่อเป็นเครื่องพิสูจน์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมพูดมาตลอดว่า ถึงแม้ชีวิตผมได้ไปใช้ชีวิตในต่างแดนในช่วงระยะหนึ่ง แต่ผมไม่เคยรู้สึกว่ามีที่ไหนน่าอยู่เท่าประเทศไทย  &lt;b&gt;ผมเชื่อมั่นในคนไทย ประเทศไทย&lt;/b&gt; ว่าไม่ว่าเราจะเจออุปสรรคหนักแค่ไหน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ผมเชื่อว่า ถ้าผมได้ความร่วมมือจากประชาชนคนไทยทั้งประเทศ &lt;b&gt;พลังของเรา จะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ เราจะทำได้ เพื่อที่จะได้สร้างอนาคตที่ดีไว้ให้กับลูกหลานคนไทยทุกคน&lt;/b&gt;
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ข้อมูลเพิ่มเติม&lt;/b&gt; - &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1229513069&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;วีดีโอคลิปคำประกาศของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt; -&lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1229514717&amp;amp;grpid=00&amp;amp;catid=00&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20081217/948#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/320">democrat</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/1">Politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/322">อภิสิทธิ์</category>
 <pubDate>Wed, 17 Dec 2008 22:44:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">948 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จดหมายเปิดผนึก ถึงเพื่อนๆเสื้อแดงและผู้รัก ประชาธิปไตย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20081217/947</link>
 <description>&lt;p&gt;
คำถามคาใจสำหรับมิตรสหายเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยเป็นจำนวนมาก คือ &amp;quot;ก้าวต่อไปของ การต่อสู้กับรัฐประหารเงียบ ที่แต่งตั้งประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลคืออะไร?&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราในฐานะองค์กรเลี้ยวซ้าย ซึ่งเป็นองค์กรที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสังคมนิยม และรณรงค์ให้ไทยเป็นรัฐสวัสดิการครบวงจรและถ้วนหน้า ขอเสนอข้อคิดกับเพื่อนๆด้วยความเคารพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราคงไม่ต้องอธิบายมากมายว่า ทหาร พันธมิตรฯ ศาล ประชาธิปัตย์  สส.หักหลังประชาชน พวกอำมาตยาธิปไตย ได้ทำรัฐประหารรอบที่สองเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งถือเป็นการ &amp;quot;&lt;b&gt;ขโมยสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่&lt;/b&gt;&amp;quot; พวกนี้ไม่เคยเห็นด้วยกับระบบประชาธิปไตย ไม่เคยเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนคนยากคนจน  สิ่งที่เขาต้องการ คือหมุนนาฬิกากลับไปสู่ ระบบการเมืองน้ำเน่าแบบเก่า ที่ไม่เห็นหัวและเคารพความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันของคนจน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกนี้สบายใจเมื่อมีโอกาสที่จะกอบโกยขูดรีดเอารัดเอาเปรียบประชาชนส่วนใหญ่  ตั้งแต่ยุคไทยรักไทย เมื่อพลเมืองสามัญชน เรียกร้องการมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ พวกนี้ก็เริ่มตื่นตระหนก ประเด็นปัญหาที่เราจะต้องร่วมกันคิดร่วมกันเคลื่อนไหว คือ &lt;b&gt;เราจะต้องต่อสู้ต่อไปข้างหน้าอย่างไร ?&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอนเราต้องโจมตีรัฐบาลเถื่อนนี้ว่า เป็นรัฐบาลที่ถูกบงการโดยอำนาจของทหารเผด็จการ  เป็นรัฐบาลจัดตั้งร่วมระหว่างหลายพรรค ที่ไม่มีอุดมการณ์เพื่อประชาชน  แต่แค่นั้นไม่พอ พวกเราต้องยืนยันว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่หลักการนามธรรมเท่านั้น  เราต้องต่อสู้เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง  เราต้องการกำหนดและสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคประชาธิปัตย์มีประวัติอันอัปยศอดสูมาอย่างยาวนาน ในการเสนอนโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม กลไกตลาด  &amp;quot;วินัยทางการคลัง&amp;quot;  ที่ระบุว่าคนจน ควรจะต้องพอเพียงในความยากจนของตัวเอง  ในวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 พรรคนี้ใช้ภาษีของพวกเรา คนยากคนจน ในการอุ้มหนี้เสียของคนรวยและอุ้มสถาบันการเงิน ในขณะที่ไม่มีนโยบายอะไรเลยสำหรับคนยากคนจน  นอกจากจะบอกให้คนจน &amp;quot;กลับบ้าน&amp;quot;  ไปเป็นภาระกับครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้ว  แถมยังเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มและกดค่าจ้างอีกด้วย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคนี้จะท่องสูตร  &amp;quot;วินัยทางการคลัง&amp;quot; เหมือนนกแก้ว แต่ไม่เคยใช้มาตรฐานนี้กับงบประมาณทหาร  หรืองบประมาณที่เป็นประโยชน์กับ อภิสิทธิชน พูดง่ายๆ พวกนี้คือ &amp;quot;&lt;b&gt;ศัตรูของประชาชนส่วนใหญ่&lt;/b&gt;&amp;quot; และนี่คือสาเหตุที่พวกอภิสิทธิชนเหล่านี้ ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผ่านกลไกประชาธิปไตยในยามปกติได้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจอันร้ายแรงสองวิกฤติซ้อนกัน คือ วิกฤติเศรษฐกิจโลกที่ไม่เคยเห็นมาในรอบ 80 ปีที่ผ่านมา และวิกฤติที่มาจากการปิดสนามบินนานาชาติโดยกลุ่มพันธมิตรฯและ สส.พรรคประชาธิปัตย์  วิกฤตินี้กำลังทำให้ประชาชนชาวไทยตกงานเป็นจำนวนมาก  และประชาชนที่เหลือ จะเดือดร้อนจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสถานการณ์แบบนี้ เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาล รักษากำลังซื้อของคนจน เพื่อพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ  ต้องมีการขึ้นค่าแรง (ค่าจ้างขั้นต่ำต้องขึ้นถึง 300 บาทต่อวันเป็นอย่างน้อย) ต้องมีการยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนจนต้องแบกภาระจ่าย ต้องมีมาตรการของรัฐที่เข้าไปแทรกแซงธุรกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการเลิกจ้าง แทนการปกป้องนายทุนใหญ่ ต้องมีมาตรการสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่นการยกเลิกหนี้และการช่วยเหลือให้รวมกลุ่ม และรัฐต้องขึ้นภาษีทางตรงให้กับคนรวยและนายทุนเพื่อใช้เป็นงบประมาณ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่คือประเด็นที่เราต้องใช้ในการเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลเถื่อน  ข้อเสนอแบบนี้ของเรา เป็นนโยบายที่มีการยอมรับกันในระดับสากลในยุคนี้ &lt;br /&gt;
วิกฤติเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศไทย บังคับให้เราต้องทบทวนการต่อสู้ตลอดเวลา  องค์กรเลี้ยวซ้ายขอเสนอต่อมิตรสหายเสื้อแดงด้วยความเคารพว่า การนำของนักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคน มีข้อบกพร่องและขาดประสิทธิภาพ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากไปหวังประนีประนอมกับนักการเมืองในระบบเก่า  แถมยังมีการใช้ลัทธิการเมืองของพวกอำมาตยาธิปไตย คือลัทธิ &amp;quot;&lt;b&gt;ชาติ ศาสนา พระมหากษัตรย์&lt;/b&gt;&amp;quot;  ในการต่อสู้กับพวกนั้นอีกด้วย การใช้ลัทธิการเมืองของพวกอำมาตยาธิปไตย  ทำให้บรรดามิตรสหาย ตกอยู่ในสภาพที่ถูกมัดมือชก ต่อสู้กลับไปแทบจะไม่ได้เลย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเราจะต้องเน้นการชูคำขวัญเรื่อง &amp;quot;&lt;b&gt;ประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม&lt;/b&gt;&amp;quot;  แทนลัทธิของศัตรูประชาชน เราต้องสมานฉันท์กับคนมุสลิมในภาคใต้และคนงานพม่า เพราะเราจะไม่ดูถูกผู้ด้อยโอกาสด้วยกัน อย่างที่พวกอำมาตยาธิปไตยทำเป็นประจำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจึงเสนอว่ามวลชนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ควรจะรวมกลุ่มและนำตนเอง เพื่อสร้างเครือข่ายประชาธิปไตยของประชาชนจากข้างล่าง การต่อสู้ในครั้งนี้ จะเป็นการต่อสู้ที่ใช้เวลา เราต้องไม่ประมาทและไม่หาทางลัด  พวกเราจะต้องเน้นพลังมวลชนของคนธรรมดา  เมื่อใดที่นักการเมืองกระแสหลัก ยอมแพ้ต่อการนำในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย  เมื่อนั้นเราต้องนำตัวเอง   เราต้องใช้สติปัญญาทำความเข้าใจกับสังคม  ขออย่าหดหู่กับอคติของสื่อกระแสหลักที่มักจะเข้าข้างอภิสิทธิชนเสมอ  เราต้องสร้างสื่อทางเลือกของประชาชนเองขึ้นมาให้ได้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์กรเลี้ยวซ้ายขอเป็นหนึ่งในเครือข่ายองค์กรประชาธิปไตยประชาชน เราต้องต่อสู้เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่เสมอภาคกันถ้วนหน้า ให้กลับคืนมาสู่เราองค์กรเลี้ยวซ้าย  &lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org&quot; title=&quot;www.pcpthai.org&quot;&gt;www.pcpthai.org&lt;/a&gt; ,  ตู้ ป.ณ. 2049 ป.ณ.ฝ.จุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ 10332 Email : &lt;a href=&quot;mailto:pcpthai@gmail.com&quot;&gt;pcpthai@gmail.com&lt;/a&gt; &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20081217/947#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Wed, 17 Dec 2008 15:09:33 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">947 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

