<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>revolution</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>การปฏิวัติของประชาชนในประเทศไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/editorial/20100131/1659</link>
 <description>&lt;p&gt;
บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า &lt;b&gt;พร้อมแล้วที่จะแตกหักกับฝ่ายประชาธิปไตย &lt;/b&gt;เพราะพวกเขาหมดเวลารอคอย และหมดทางเลือกที่จะเดิน &lt;b&gt;การปราบปรามผู้รักประชาธิปไตยที่กำลังจะมาถึง จะนำไปสู่ “การปฏิวัติของประชาชน” &lt;/b&gt;ที่มวลชนผู้รักสันติไม่ได้ต้องการ แต่ฝ่ายเผด็จการนั่นแหละที่จะเป็นผู้ก่อขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลลัพธ์จะไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงส่วนตัวของผู้ใด แต่จะกำหนดโดยพลวัตของประวัติศาสตร์ที่การเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก จะต้องมาถึง ไม่ช้าก็เร็ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;1. รัฐประหาร 19 กันยายน ที่ยังไม่เสร็จสิ้น &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในตลอดกว่าสามปีมานี้ ความผิดพลาดสำคัญที่สุดของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยคือ การก่อรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549 อันนำมาซึ่งผลที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ถึงปัจจุบัน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นับแต่รัฐประหารปี 2500 เป็นต้นมา พวกเขาได้สถาปนา&lt;b&gt;ระบอบเผด็จการจารีตนิยม&lt;/b&gt; ขึ้นมาอย่างมั่นคง โดยมีเปลือกนอกที่สลับกันระหว่าง&lt;b&gt;เผด็จการทหารที่เปิดเผย กับระบอบรัฐสภาที่มีรัฐบาลเลือกตั้งเป็นหุ่นเชิด &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ที่เป็นเผด็จการและก่อรัฐประหารแต่ละครั้ง เมื่อพวกเขาต้องใช้กำลังรุนแรง เพื่อแก้ไขความขัดแย้งกันเองในกลุ่มปกครอง หรือเพื่อปราบปรามประชาชน (เช่น รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ที่บังเอิญมีนายกรัฐมนตรีที่พวกเขาไม่พึงประสงค์ (รัฐประหาร 2534 และ 2549)หลังจากนั้น พวกเขาก็จะยอมให้มีระบอบรัฐธรรมนูญและรัฐสภา ใช้เป็น&lt;b&gt;หน้ากากปกปิดใบหน้าปีศาจ&lt;/b&gt;ที่แท้จริงของพวกเขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อหลอกลวงทั้งประชาชนไทยและชาวโลก โดยเนื้อในอำนาจรัฐ ก็ยังคงเป็นการใช้อำนาจแฝงเร้น ของเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอยู่เหมือนเดิม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในอดีต พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างเด็ดขาดทุกครั้ง ในการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลในระบอบรัฐสภา ภายหลังรัฐประหารแต่ละครั้ง พวกเขาก็ร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อในเป็นเผด็จการ 
ให้มีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลหุ่นเชิดของตน ในขณะที่อดีตผู้นำรัฐบาลที่ถูกโค่นล้มไปแล้ว 
ล้วนหมดอำนาจและสถานะทางการเมือง โดยไม่สามารถย้อนกลับมา ท้าทายอำนาจเผด็จการแฝงเร้นได้อีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาจึงเชื่อมั่นว่า &lt;b&gt;รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จะเป็นเหมือนทุกครั้งในอดีต &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
แต่การณ์กลับไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากผู้นำรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ยังคงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากประชาชนชั้นล่าง ทั้งในเมืองและชนบท อีกทั้งผลสะเทือนของรัฐธรรมนูญ 2540 และผลสำเร็จของรัฐบาล ช่วงปี 2544-2548 ทำให้เกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตย อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชั้นล่างจำนวนมาก ก่อตัวเป็นการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารขึ้นมาอย่างช้า ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยไม่เข้าใจว่า โครงสร้างเศรษฐกิจและดุลกำลังทางชนชั้นของไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ตั้งแต่เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาจึงประเมินศักยภาพของอดีตผู้นำพรรคไทยรักไทย และการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารต่ำเกินไป หลังจากยัดเยียดรัฐธรรมนูญเผด็จการฉบับ 2550 แล้ว ก็ให้มีการเลือกตั้ง โดยเชื่อมั่นว่า ด้วยการหนุนช่วยอย่างทั่วด้านจากกองทัพ หน่วยราชการ และองค์กรหุ่นตามรัฐธรรมนูญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พรรคประชาธิปัตย์ อันเป็นตัวแทนเผด็จการจารีตนิยม จะชนะเลือกตั้งเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลได้ตามประสงค์ แต่การณ์กลับเป็นว่า พรรคพลังประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตย ชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาจึงต้องส่ง&lt;b&gt;กลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง&lt;/b&gt; ออกมาสร้างสถานการณ์จลาจลบนท้องถนน ยึดทำเนียบรัฐบาลและสนามบิน สร้างสถานการณ์วุ่นวาย เพื่อบั่นทอนรัฐบาล ประสานกับพรรคประชาธิปัตย์ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทำลายพรรคพลังประชาชนและคณะรัฐบาล &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แล้วให้กองทัพก่อรัฐประหารเงียบ จัดตั้งรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นหุ่นเชิดได้สำเร็จในที่สุด อันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของรัฐประหาร 19 กันยายน การเคลื่อนไหวของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย โดยใช้เครือข่าย “&lt;b&gt;สี่ขาหยั่ง&lt;/b&gt;”อันได้แก่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง พรรคประชาธิปัตย์ องค์กรรัฐธรรมนูญ และคณะนายทหาร&lt;/b&gt; ประสานร่วมมือกันทำลายรัฐบาลพรรคพลังประชาชน บรรลุเป็นรัฐประหารเงียบ 
เมื่อเดือนธันวาคม 2551 จึงเป็นการต่อเนื่องของรัฐประหาร 19 กันยายนที่ยังไม่เสร็จสิ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;2. รัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอและทุจริตคือ ความจงใจของอำมาตยาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นกรณีตัวอย่างรวบยอด ที่แสดงถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการใช้ประโยชน์จากระบอบรัฐสภา โดยพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตย &amp;gt;
สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ รัฐสภาที่ประกอบด้วยพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อ่อนแอ ให้มีรัฐบาลหุ่นเชิดไร้อำนาจที่แท้จริงในการบริหารแผ่นดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจแฝงเร้นของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ไร้ความสามารถและไม่อาจแก้ปัญหาของประชาชนได้ เต็มไปด้วยการทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้งนั้น เป็นสิ่งชั่วร้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักการเมืองคือต้นเหตุแห่งปัญหาและความเลวร้ายทั้งปวง ประชาชนไม่อาจหวังพึ่งตนเอง 
ด้วยการใช้สิทธิทางประชาธิปไตย ไปเลือกนักการเมืองที่มีความสามารถเข้ามาแก้ปัญหาของพวกเขา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สิ่งที่เผด็จการอำมาตยาธิปไตยต้องการคือ ประชาชนไทยที่เอาแต่ชูสองมือ เงยหน้าชะเง้อรอคอยความเมตตา “&lt;b&gt;หยาดฝนจากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน&lt;/b&gt;” จากพวกเขาที่เป็นผู้ปกครองอันเปี่ยมไปด้วยความกรุณา คุณธรรม จริยธรรม สุจริตขาวสะอาด และสูงส่งตลอดไปเท่านั้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เราจึงได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เป็นหุ่นเชิดของเผด็จการ เป็นรัฐบาลที่ไร้ความสามารถทางบริหาร เต็มไปด้วยวาทศิลป์ที่เป็นเท็จ การกอบโกยผลประโยชน์และทุจริตคอรัปชั่น ทั้งหมดนี้ นอกจากจะแสดงให้ประชาชนเห็นถึง ความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยและรัฐสภานั้น ล้มเหลวดังกล่าวแล้ว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดประสงค์อีกประการหนึ่งของพวกเขาก็คือ ในเงื่อนไขที่เหมาะสม พวกเขาก็จะใช้ความล้มเหลวในการบริหารและทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาล เป็นข้ออ้างก่อรัฐประหารได้อีกครั้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยนั่นแหละ&lt;/b&gt; ที่เป็นต้นเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของประชาธิปไตย และระบอบรัฐสภาในประเทศไทย เป็นที่มาของรัฐบาลเลือกตั้งที่ล้มเหลวและทุจริต นักการเมืองทรยศขายตัว และความเลวร้ายทั้งปวง ที่ผู้คนหลงเข้าใจว่า 
เกิดจากระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และ ในท้ายสุด พวกเขานั่นแหละที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารทุกครั้ง ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2500
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;3. อำมาตยาธิปไตยมาถึงทางตัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หนึ่งปีของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ที่เต็มไปด้วยความล้มเหลวและทุจริตคอรัปชั่น ตลอดจนความอยุติธรรมเลือกข้างของกระบวนการยุติธรรม ที่กระทำกัน&lt;b&gt;อย่างโจ่งแจ้งไร้ยางอาย&lt;/b&gt; 
ทำให้ประชาชน ที่มีธรรมชาติที่รักความยุติธรรม ไม่อาจทนนิ่งเฉยอยู่ได้ และกระตุ้นให้การเรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรมแผ่ขยายออกไปทั่วประเทศ ในหมู่ชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณี “สงกรานต์นองเลือด” มีผลเพียงทำให้ขบวนประชาธิปไตย ชะงักงันไปช่วงสั้น ๆ
แต่ก็สามารถฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความอยุติธรรม ที่รัฐบาล กองทัพและกระบวนการยุติธรรม รวมหัวกันภายใต้การบงการของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ทำการกดขี่ประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เปิดเผยเนื้อแท้ของระบอบอำมาตยาธิปไตยว่า พวกชนชั้นปกครองและสมุนของพวกเขานั้นคือ &lt;b&gt;ผู้บัญญัติและใช้กฎหมายที่แท้จริง &lt;/b&gt;กฎหมายสำหรับพวกเขา จึงมิได้มีไว้เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่กองทัพ ก็มิใช่กองทัพของชาติและประชาชน หากแต่เป็นเพียง “&lt;b&gt;กอง
กำลังอาวุธส่วนตัว&lt;/b&gt;” ของกลุ่มเผด็จการอำมาตยาธิปไตย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งหมดนี้ ได้ยกระดับความตื่นตัวรับรู้ และสร้างความโกรธแค้นในมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง ขบวนการประชาธิปไตย ยิ่งขยายตัว ประชาชนได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญว่า &lt;b&gt;ประชาธิปไตยและความเป็ธรรม ไม่อาจได้มาด้วยการวิงวอนร้องขอ แต่ต้องได้มาด้วยการต่อสู้ของประชาชนเอง &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แม้กระทั่งกรณี “การถวายฎีกา” ก็เป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนว่า ต้องการประชาธิปไตยและความเป็นธรรม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลประชาธิปัตย์ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ในการแย่งชิงมวลชนไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ทุกวันนี้ รัฐบาลประชาธิปัตย์และนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด เป็นที่ดูถูก เยาะเย้ย 
เกลียดชังอยู่ทั่วไป ในขณะที่ความเรียกร้องต้องการรัฐธรรมนูญ 2540 และอดีตผู้นำไทยรักไทยให้กลับคืนมา กลับดังก้อง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงเป็นที่แน่ชัดแก่พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยว่า จะให้มีการเลือกตั้งในขณะนี้ไม่ได้เป็นอันขาด พวกเขาจะต้องไม่ยุบสภา และหากจำต้องยุบสภา ก็จะต้องไม่ให้มีการเลือกตั้ง 
บัดนี้ ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตยได้มาถึงทางตันแล้ว พวกเขาได้ใช้เครื่องมือ ในการปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยมาจนเกือบหมดสิ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งอันธพาลการเมืองเสื้อเหลือง กลไกตำรวจ ราชการ นักการเมืองทรยศขายตัว 
ในขณะที่การใช้กลไกกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา ก็มีข้อจำกัดคือ มีลักษณะ&lt;b&gt;จำกัด
ขอบเขต เชื่องช้า และไม่แม่นยำ &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
ในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ที่เป็นหุ่นเชิด ก็อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และขาดเอกภาพ 
ที่จะต่อกร กับอดีตผู้นำไทยรักไทยและขบวนประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการสำคัญคือ พวกเขาตระหนักว่า “เวลาใกล้หมดแล้ว” ขณะที่ “เวลา” เป็นของฝ่ายประชาธิปไตย หากพวกเขาปล่อยให้ สถานการณ์ประชาธิปไตยคลี่คลายไปดังเช่นหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาก็จะมีโอกาสน้อยลงเรื่อย ๆ ที่จะขจัดขบวนการประชาธิปไตยให้หมดไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ผ่านมา ได้มีสัญญาณบ่งชี้มาเป็นลำดับว่า ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย กำลังเตรียมแผนการกันอย่างขมักเขม้น เพื่อปราบปรามประชาชนในขั้นเด็ดขาด พวกเขาให้บรรดานักการเมืองและนักวิชาการขายตัว ที่เป็นสมุนรับใช้ของพวกเขา เรียงหน้ากันออกมาป่าวร้องกันอย่างเปิดเผยว่า “&lt;b&gt; ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง &lt;/b&gt;” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ให้สื่อสารมวลชนกระแสหลักทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ ที่เป็นสมุนเผด็จการ ปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อ ใส่ร้ายป้ายสีอันเป็นเท็จว่า ขบวนการประชาธิปไตยเสื้อแดงเป็น “พวกโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” และ “ขบวนการสาธารณรัฐ” &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การรื้อฟื้นกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง การเคลื่อนไหวนอกสภาของนักการเมืองบางคนในพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง การเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยขององคมนตรีบางคน และคณะนายทหาร เป็นต้น พวกเขาพลาดโอกาสที่จะขุดรากถอนโคน ขบวนการประชาธิปไตยไปแล้วครั้งหนึ่ง 
เมื่อสงกรานต์ปี 2552&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่คราวนี้ พวกเขาจะไม่พลาดโอกาสนั้นอีกแล้ว ! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;4. “การต่อสู้เพื่อเสรีภาพของประชาชน” &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เบื้องหน้าภัยจากการปราบปรามของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายประชาธิปไตย จะต้องไม่ประมาท หากแต่ตระเตรียมรับมือกับการรุกของเผด็จการ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การทำงานมวลชนขั้นพื้นฐาน ยังคงเน้นขยายฐานมวลชน จัดตั้งมวลชน เพิ่มจำนวนสมาชิก ก่อรูปคณะแกนนำหลัก และตระเตรียมคณะแกนนำสำรองในสถานการณ์ฉุกเฉิน เชื่อมต่อและสร้างความเข้มแข็ง ให้กับเครือข่ายทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ร่วมมือสามัคคี เน้นจุดร่วมที่มุ่งสร้างประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สร้างแนวร่วมกับกลุ่มคนที่เห็นต่าง ที่ไม่ใช่สมุนอำมาตยาธิปไตย บริหารจัดการทรัพยากรคน 
วัสดุและการเงินที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ ให้มีโครงสร้างการจัดตั้งและแผนงานสำรอง สำหรับสถานการณ์สู้รบที่กำลังมาถึง
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ในขณะที่ขบวนการประชาธิปไตย กำลังเคลื่อนเข้าสู่ “สถานการณ์สู้รบ” การเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย ต้องยึดเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะหน้าให้ชัดเจน คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;โค่นล้มระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตย นำเอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับคืนมา ขจัดอำนาจและกลไกรัฐธรรมนูญของอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นอิทธิพลแฝงเร้นคุกคามรัฐบาลเลือกตั้ง 
และเป็นรากเหง้าของรัฐประหารมาทุกยุคสมัย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในด้านยุทธวิธีการเคลื่อนไหว การรุกทางการเมืองจะต้องดำเนินไป พร้อมกับการตระเตรียม “รับ” ในสถานการณ์ที่ฝ่ายเผด็จการตัดสินใจใช้ความรุนแรง เพื่อจำกัดและลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด และเพื่อ “การรุกตีโต้กลับ” เมื่อฝ่ายเผด็จการดำเนินจังหวะก้าวที่ผิดพลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน” ที่นำโดยประธานวีระ มุสิกพงศ์ ได้พิสูจน์ตนเอง ท่ามกลางการต่อสู้ที่ยืดเยื้อและเสี่ยงอันตรายแล้วว่า พวกเขาเป็นแกนนำที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว อดทน ชาญฉลาด ยืดหยุ่นพลิกแพลง 
ไว้วางใจได้ และเสียสละอย่างสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับความรักและเชื่อมั่นศรัทธาอย่างเหนียวแน่น จากมวลชนประชาธิปไตยทั่วประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประชาชนไม่ว่าในที่ใดในโลก ล้วนต้องการสันติและประนีประนอม เพราะพวกเขามีแต่สองมือเปล่า ไม่มีอาวุธ ไม่มีกองทัพ กฎหมาย และกลไกยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ประชาชนจึงปฏิเสธความรุนแรงเสมอมา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเท็จจริงชี้ว่า ผลของความรุนแรงใด ๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ในประวัติศาสตร์ในแต่ละประเทศทั่วโลกคือ การบาดเจ็บสูญเสียของฝ่ายประชาชนล้วน ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตยของไทย ก็เหมือนกับพวกเผด็จการในประเทศอื่น ๆ 
คือ แม้จะเห็นประสบการณ์ ซึ่งเผด็จการในที่ต่าง ๆ ทั่วโลก ในท้ายสุดล้วนต้องพ่ายแพ้ต่อประชาธิปไตย แต่เผด็จการในทุกประเทศ ก็ล้วนเชื่อเหมือน ๆ กันว่า ประเทศตนเป็นข้อยกเว้น และจะสามารถฝืนกระแสประวัติศาสตร์ไปได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาจึงกระทำผิดพลาดซ้ำ ๆ เหมือนกัน ด้วยการปฏิเสธความต้องการของประชาชนและเชื่ออย่างผิด ๆ ว่า หากใช้กำลังเด็ดขาด เข้าปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยอีกสักครั้ง ใช้ความโหดเหี้ยมสยดสยองของอำนาจรัฐ ก็จะกำราบให้ประชาชนหวาดกลัวยอมจำนน และยืดอายุอำนาจเผด็จการของพวกตนออกไปได้อีก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เผด็จการอำมาตยาธิปไตยไทย จึงเชื่อว่า พวกเขาจะฝ่าวิกฤตคราวนี้ไปได้ เช่นเดียวกับที่เขาทำสำเร็จมาแล้วจากการปฏิวัติ 2475 และกระแสประชาธิปไตยหลัง 14 ตุลาคม 2516 พวกเขาไม่ได้ตระหนักว่า ในเวลานี้ เงื่อนไขของสังคมไทยและสังคมโลก ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเวลาและ “สวรรค์” ของพวกเขาใกล้หมดแล้ว การลงมือปราบปรามประชาชนที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นความผิดพลาดของพวกเขา และอาจจะลุกลามออกไปเป็น “การปฏิวัติของประชาชน” ที่พวกเขาไม่อาจเอาชนะได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การปฏิวัติของประชาชนที่จะเกิดขึ้น จะดำเนินไป “จนถึงที่สุด” เพียงใดนั้น มิใช่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนด หากแต่ขึ้นอยู่กับการกระทำของฝ่ายเผด็จการเอง หากพวกเขาไม่ยินยอมที่จะถอยออกไปแต่โดยดี และยังใช้กำลังรุนแรงต่อประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ของประชาชน ก็จะดำเนินไปจนถึงที่สุดโดยตัวมันเอง โดยไม่มีแกนนำคนใด หรือแม้แต่อดีตผู้นำไทยรักไทย จะคาดหมายและควบคุมได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งกล่าวไว้เมื่อสองร้อยปีมาแล้วว่า “ &lt;b&gt;ประวัติศาสตร์ ไม่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงส่วนตนของปัจเจกชนคนใด&lt;/b&gt; ” ไม่ว่าผู้นำจะคิดอย่างไร มีเจตจำนงทางอัตวิสัยอย่างไร มีความปรารถนาในทาง “&lt;b&gt;สายกลางและประนีประนอม&lt;/b&gt;” สักเพียงใด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากไม่เป็นไปตามทิศทางของประวัติศาสตร์ และความต้องการที่แท้จริงของมวลชน ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงราก &lt;b&gt;ผู้นำเหล่านั้น ก็จะตกขบวนในที่สุด
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ของประชาชน เพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าในยุคใดสมัยใดและถิ่นฐานใด ล้วนแต่ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบากทั้งสิ้น การเคลื่อนไหวคืบหน้าไปแล้ว ก็ถดถอย แล้วก็คืบหน้าอีก สู้แล้วแพ้ ก็กลับมาสู้ใหม่ เป็นกระแสขึ้นและลง การชะงักหรือถดถอย อาจเป็นเพียงชั่วครู่ ไม่กี่เดือนกี่ปี ไปจนถึงยาวนานหลายสิบปี &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในระหว่างนั้น เแม้ประชาชนจะถูกสกัดกั้น ถูกกดขี่ ถูกใช้กำลังรุนแรงปราบปราม บาดเจ็บล้มตาย กระทั่งนองเลือดอย่างสาหัส แต่การต่อสู้ของประชาชน ก็ฟื้นกลับมาเป็นกระแสใหญ่ได้อีกทุกครั้ง จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การต่อสู้ของประชาชนในสังคมและยุคสมัยที่ต่างกัน อาจมีสาเหตุเฉพาะหน้าที่ต่างกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดมีเพียงประการเดียวคือ
“&lt;b&gt;ประชาชนต้องการเสรีภาพ&lt;/b&gt;”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย รศ.ดร.&lt;b&gt;พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
25 มกราคม 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา  &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2010/01/blog-post_25.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยอีนิวส์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/editorial/20100131/1659#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <pubDate>Sun, 31 Jan 2010 03:35:43 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1659 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ปฏิวัติประชาธิปไตยในกระแสโลกาภิวัตน์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090929/1515</link>
 <description>&lt;p&gt;
1. &lt;b&gt;ความท้าทายจากโลกาภิวัตน์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังดำเนินไปทั่วโลกในปัจจุบัน คือการเชื่อมต่อกันเข้าของระบบเศรษฐกิจสังคมนานาประเทศ ผ่านโครงข่ายตลาดการค้าและการลงทุนข้ามชาติ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นพลังหลัก ลดต้นทุนธุรกรรม การสื่อสารและการขนส่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระตุ้นให้เกิดการไหลเวียนของสินค้า บริการ เงินทุน ผู้คน และทรัพยากรระหว่างประเทศในจำนวนมหาศาลต่อวัน การขยายการแข่งขันทางธุรกิจที่ข้ามกำแพงรัฐชาติ การแพร่หลายของการผลิตแบบห่วงโซ่ข้ามชาติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การไหลเวียนของข่าวสารข้อมูลและวัฒนธรรมที่รวดเร็ว รวมทั้งการแพร่ขยายของระบอบประชาธิปไตยไปในบรรดาประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่ง อดีตเคยเป็นระบอบเผด็จการในรูปแบบต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โลกาภิวัตน์ในขั้นตอนปัจจุบัน มีรากฐานมาจากการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2520-30 ก่อนหน้านั้น รัฐบาลประเทศเหล่านี้ได้ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเคนส์เสียน ที่รัฐเข้าแทรกแซงควบคุมระบบเศรษฐกิจทุนนิยม จำกัดการทำงานของกลไกตลาดด้วยกฎระเบียบและข้อห้ามมากมาย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จัดตั้งรัฐวิสาหกิจผูกขาดในอุตสาหกรรมหลัก ส่งเสริมสหภาพแรงงาน และอัดฉีดงบประมาณของรัฐเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี ก่อให้เกิดหนี้สาธารณะล้นพ้นตัว เงินเฟ้อสูงเรื้อรัง วิกฤตการณ์ค่าเงินตกต่ำ และการว่างงานเชิงโครงสร้าง เป็นผลให้พรรคการเมืองที่เดินนโยบายลัทธิเคนส์เสียนพากันพ่ายแพ้เลือกตั้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แทนที่ด้วยรัฐบาลฝ่ายเสรีนิยมที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางแปรรูป รัฐวิสาหกิจให้เป็นเอกชน (privatization) ลดการแทรกแซงควบคุมของรัฐ (deregulation) และเปิดเสรีการแข่งขันภายในประเทศและการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ (liberalization)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โลกาภิวัตน์กลายเป็นกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกรากเมื่อเกิดการล่มสลายของระบบสังคมนิยมทั่วโลกในช่วงปี 2532-34 ระบอบการเมืองแบบเผด็จการด้วยพรรคการเมืองพรรคเดียวที่รัฐเข้าแทรกแซง กิจกรรมทุกแง่มุมในชีวิตส่วนตนของประชาชนได้พังทลายลง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พร้อมกับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่รัฐเข้าวางแผนและควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกชนิดอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพและสูญเปล่า ความเป็นอยู่ของประชาชนเสื่อมทรุด อัตคัดขาดแคลน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การล่มสลายของสังคมนิยมทำให้ประชากรกว่าหนึ่งในสามของโลกซึ่งเคยอยู่นอกระบบ ตลาดได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ระบบตลาดของทุนนิยมในชั่วข้ามคืน กลายเป็นแหล่งแรงงาน ทรัพยากร ทุน และตลาดผู้บริโภคแห่งใหม่ให้กับการขยายตัวของทุนนิยมโลกในทศวรรษ 2530-50&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความเสื่อมของนโยบายเศรษฐกิจเคนส์เสียนในยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา กับการล่มสลายของระบบสังคมนิยมในสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออก เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลทั่วโลกในการแทรกแซง ควบคุมระบบเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อหรือมั่นใจใน “ภูมิปัญญาของรัฐบาล” อีกต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมาถึงของโลกาภิวัตน์เป็นความท้าทายต่อรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจของตนให้สอดรับและแสวงหาประโยชน์จากการแข่งขัน การไหลเวียนอย่างรวดเร็วของสินค้า เงินทุน ทรัพยากร มนุษย์ และข่าวสารข้อมูลในปริมาณมหาศาล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ให้สามารถเผชิญกับการแข่งขันข้ามชาติ และดำเนินมาตรการลดผลกระทบทางลบของโลกาภิวัตน์ โดยทั้งหมดเป็นการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดการแทรกแซงของรัฐ เสริมสร้างระบบตลาดและการแข่งขัน และการปฏิรูประบบสวัสดิการประกันสังคมให้กะทัดรัดและมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบ เศรษฐกิจโลกยุคโลกาภิวัตน์ กลายเป็นเวทีแข่งขันระหว่างประเทศที่ดุเดือดเข้ม ข้น ทั้งแข่งขันกันปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้ก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แล้วยังแข่งกันรวมตัว สร้างพันธมิตรทางการค้าและการลงทุนระดับภูมิภาคขึ้น ทั่วโลก โดยต่างหวังจะนำเอาจุดแข็งของประเทศคู่ค้ามาเสริมกับจุดแข็งของประเทศตน เช่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          การก่อตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement --- NAFTA) ที่รวมตลาดการค้าและการลงทุนของแคนาดา สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโก&lt;br /&gt;
•          การปรับโครงสร้างการเงินและอุตสาหกรรมในเกาหลีหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 1997
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          การเปิดประตูเศรษฐกิจรับเงินทุนและเทคโนโลยีตะวันตกของจีนและอินเดีย&lt;br /&gt;
•          การปฏิรูปเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยนายกรัฐมนตรีโคอิซูมิ (การปฏิรูปการเงิน การแปรรูปไปรษณีย์)&lt;br /&gt;
•          การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวทางเสรีนิยมในหลายประเทศของละตินอเมริกาและคาริบเบียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          การก่อตั้งสหภาพยุโรป (EU) เพื่อแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาและ NAFTA&lt;br /&gt;
•          การผลักดันโดยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่นให้จัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิกในกลุ่มเอเปก (Free Trade Area of the Asia and Pacific --- FTAAP)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          สหรัฐ อเมริกาเดินนโยบายเร่งทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ในเอเชีย ตั้งแต่สิงคโปร์ มาเลเซีย และเกาหลี โดยมีญี่ปุ่นและเวียดนามเป็นรายต่อไป&lt;br /&gt;
•          มาเลเซียเดินยุทธศาสตร์มุ่งพัฒนาฐานอุตสาหกรรมซอฟท์แวร์และอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          สิงคโปร์ประกาศวาระแห่งชาติเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในปี 2544 มุ่งยกระดับโครงสร้างจากระบบเศรษฐกิจแบบเทคโนโลยีเข้มข้น ไปเป็นสังคมความรู้เข้มข้น&lt;br /&gt;
•          เวียดนาม เปิดประเทศด้วยมาตรการปฏิรูปพัฒนาเศรษฐกิจอย่างทั่วด้าน เช่น แผนการเชิงพาณิชย์ท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวคัมราห์น ระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนครบวงจรเมืองโฮจิมินห์ซิตี้ สนามบินนานาชาติแห่งใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รถไฟหัวกระสุนฮานอย-โฮจิมินห์ซิตี้ โครงการผลิตและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปด้วยโรงกลั่นน้ำมันสามโรง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สองแห่งเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2. &lt;b&gt;พัฒนาการเศรษฐกิจไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ปี 2501 เรื่อยมา โดยระยะเริ่มแรกเป็นการเน้นอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า ด้วยการส่งออกสินค้าเกษตรและสินแร่ ไปแลกกับการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ ขั้นกลางเข้ามาสร้างเป็นฐานอุตสาหกรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสนองตลาดภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้าสินค้าบริโภคจากต่างประเทศ ด้วยการส่งเสริมการลงทุนของเอกชนและการร่วมทุนกับต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน ทั้งให้มีรัฐวิสาหกิจในกิจการสาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทาง “ยุทธศาสตร์” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งหมดนี้ยืนอยู่บนฐานของระบบสถาบันการเงินไทยแบบปิด ที่ผูกขาดอยู่ในกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีนเพียงไม่กี่ ตระกูล ภายใต้การควบคุมและคุ้มครองของธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันกันเองและการแข่งขันจากทุนต่างชาติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนา “อุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น” (Labor-intensive industries) เนื่องจากมีแรงงานล้นเกินจากภาคเกษตร ค่าจ้างแรงงานและค่าครองชีพอยู่ในระดับต่ำ เทคโนโลยีการผลิตไม่ซับซ้อน ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะความชำนาญสูง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเสื้อผ้า สิ่งอุปโภคประจำวัน และเกษตรแปรรูป เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าภายใต้ทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ดังกล่าวประสบภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน เผชิญวิกฤตราคาน้ำมันในช่วงปี 2515-2522 และความไม่สงบทางการเมือง (14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519) จนถึงยุคหลัง 2520 จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งยังคงดำเนินนโยบายอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้า แต่ได้เพิ่มแนวทางอุตสาหกรรมเพื่อส่งออกโดยร่วมลงทุนกับต่างชาติ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต การพัฒนาเศรษฐกิจได้ยกระดับไปสู่ “อุตสาหกรรมทักษะเข้มข้น” (Skill-intensive industries) เนื่องจากในตลาดส่งออก สินค้าต้องมีคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ เครื่องจักรและเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น ต้องใช้แรงงานที่มีความรู้และทักษะสูงขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในช่วงเดียวกัน ก็เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่สำคัญขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งคือ “อุตสาหกรรมทุนเข้มข้น” (Capital-intensive industries) เป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินทุนมหาศาล ใช้เทคโนโลยีและพลังงานมาก แต่จ้างแรงงานน้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งหมดยังคงเป็นการร่วมทุนของทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนใหญ่เชื้อสายจีน กับทุนต่างชาติ เป็นอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี พลาสติก ยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็กและเหล็กกล้า ประกอบรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช่วงหลังปี 2530 กลุ่มทุนญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวันได้ย้ายฐานการผลิตสินค้าเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศเข้ามาในประเทศไทยเพื่อหลบเลี่ยงการกีดกันทางการ ค้าของสหรัฐอเมริกาและยุโรป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกิดเป็นกลุ่ม “อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้น” (Technology-intensive industries) ซึ่งจ้างแรงงานทักษะสูง ค่าจ้างแรงงานสูง ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน เน้นการส่งออก ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน วงจรไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรอุตสาหกรรม และเครื่องจักรกลเกษตร เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงปี 2530-40 ยังทำให้เกิดการเติบโตของกลุ่มทุนใหม่ ซึ่งอยู่ในภาคเศรษฐกิจส่งออกและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในระดับสูง มีผลประโยชน์ผูกติดกับการค้าการลงทุนและแนวโน้มของเศรษฐกิจทุนนิยมโลกอย่าง แนบแน่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 2520 เป็นต้นมา ทำให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนแปลงไปจากประเทศเกษตรกรรมในอดีต กลายเป็น “ประเทศอุตสาหกรรมระดับกลาง” คือ ภาคเกษตรกรรมมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลดลงจาก ร้อยละ 23 ในปี 2523 เหลือเพียงร้อยละ 11 ในปัจจุบัน ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมได้เพิ่มสัดส่วนจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 36 และเมื่อพิจารณาสาขาเศรษฐกิจสมัยใหม่ (อุตสาหกรรม ก่อสร้าง ขนส่งและคมนาคม บริการทางการเงิน ค้าส่งค้าปลีก) จะมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 66 ของจีดีพี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศไทยจึงมีโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างหลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมทดแทนการนำเข้าและอุตสาหกรรมส่งออก ตั้งแต่อุตสาหกรรมที่ยังใช้แรงงานและทักษะเข้มข้น ไปจนถึงอุตสาหกรรมทุนเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้นที่เติบโตเร็ว ในด้านการค้าต่างประเทศของไทยนับแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สินค้าส่งออกประกอบด้วยสินค้าอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 80 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทักษะเข้มข้นและเทคโนโลยีเข้มข้น เช่น เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เคมีภัณฑ์ พลาสติก อุปกรณ์ไฟฟ้า ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รถยนต์และชิ้นส่วน ในขณะที่ด้านสินค้านำเข้า ประกอบด้วยเครื่องจักร เคมีภัณฑ์ และสินค้าอุตสาหกรรม รวมกันสูงถึงร้อยละ 68 โดยยังคงพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงมากถึงร้อยละ 20&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. &lt;b&gt;ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมไทย&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบเศรษฐกิจไทยปัจจุบันเป็นทุนนิยมขุนนางอุปถัมภ์ ถูกครอบงำด้วย “กลุ่มทุนเก่า” ที่ประกอบด้วยทุนขุนนางจารีตนิยมและทุนใหญ่เชื้อสายจีน เต็มไปด้วยการผูกขาดตัดตอน ใช้อำนาจทั้งในและนอกระบบราชการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจผ่านสิทธิพิเศษทาง กฎหมาย การส่งเสริมการลงทุนโดยรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการต่าง ๆ ของรัฐ สัมปทาน และรัฐวิสาหกิจ ในด้านต่างประเทศ ก็ดำเนินนโยบายจำกัดการแข่งขันจากต่างประเทศด้วยมาตรการกีดกันการค้า กำแพงภาษี ปกป้องคุ้มครองธุรกิจใหญ่ของกลุ่มทุนขุนนางภายในประเทศ ให้ปลอดพ้นจากการแข่งขันในระดับสากล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความอ่อนแอเชิงโครงสร้าง ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการ แข่งขันยุคโลกาภิวัตน์ เห็นได้จากความผิดพลาดของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดำเนินนโยบายอัตราแลก เปลี่ยน การกำกับดูแลสถาบันการเงิน นโยบายเศรษฐกิจมหภาค และนโยบายวิเทศธนกิจในช่วงปี 2532-2536 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นการ “เปิดเสรีให้กู้เงินจากต่างประเทศ” กระแสเงินทุนระยะสั้นไหลเข้าสู่เศรษฐกิจไทยที่ยังเต็มไปด้วยระบบผูกขาด วิสาหกิจล้าสมัยขาดประสิทธิภาพ เป็นผลให้แทนที่เงินทุนจะถูกใช้ไปในการปรับโครงสร้าง วางรากฐานเศรษฐกิจ ยกระดับเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของระบบเศรษฐกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เงินทุนเหล่านั้นกลับถูกใช้ไปในการเก็งกำไรหุ้นและอสังหาริมทรัพย์และการ ทุจริตในภาคธุรกิจ นำมาซึ่งวิกฤตการณ์เศรษฐกิจครั้งที่รุนแรงที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จุดเปราะบางสำคัญของเศรษฐกิจไทยในการแข่งขันของโลกาภิวัตน์ก็คือ ประเทศไทยยังขาดการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งที่เป็นของตนเองและที่ใช้ประโยชน์ต่อยอดจากเทคโนโลยีต่างชาติ ทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีในระดับสูงมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีการขาดดุลค่าใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่าง รวดเร็วจากหนึ่งหมื่นล้านบาทในปี 2536 เป็นสูงถึงราว 8 หมื่นล้านบาทต่อปีในปัจจุบัน หรือเพิ่มจากร้อยละ 0.34 เป็นร้อยละ 0.94 ของจีดีพีในช่วงดังกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเทศ ไทยกำลังเผชิญกับการแข่งขันในโลกาภิวัตน์อย่างรุนแรง อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและทักษะเข้มข้นมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยไม่มีแรงงานราคาถูก ไม่มีสินแร่และทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์เหมือนช่วงปี 2500-2520 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยปัจจุบัน มีปริมาณสำรองจำกัด และยังต้องนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในปริมาณมาก การพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศในระดับสูงมากทำให้เสี่ยงต่อการ ที่ทุนต่างชาติจะย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้มข้นออกไปประเทศอื่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเงื่อนไขภายในและภายนอกเกิดเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการแข่งขันจากจีนและอินเดียที่ผลิตสินค้าได้หลากหลายทุกระดับ ความท้าท้ายของระบบเศรษฐกิจไทยคือ ต้องยกระดับฐานอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมความรู้เข้มข้น” (Knowledge-intensive industries) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พัฒนา ความรู้เทคโนโลยีของตนเองและต่อยอดจากของต่างชาติ เน้นพัฒนาและผลิต “ทรัพย์สินทางปัญญา” นำมาประยุกต์กับสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรแปรรูปที่ใช้ความรู้และเทคโนโลยี ของตนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ประเทศไทยปัจจุบันกลับอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาฐานความรู้ที่ต่ำที่สุดในเอเชีย เห็นได้จากระดับ “ดัชนีชี้วัดสมรรถนะการผลิตทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ต่ำมาก เช่น ประเทศไทยมีการลงทุนใช้จ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาเพียงร้อยละ 0.25 ของจีดีพีในปี 2547 เกือบจะต่ำที่สุดในเอเชีย ดัชนีอื่น ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เช่น อัตราคำขอจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของคนไทยในสหรัฐอเมริกาต่อประชากรไทย ล้านคนอยู่ที่เพียง 1.08 คำขอ อัตราคำขอสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ในประเทศไทยต่อประชากรไทยล้านคนอยู่ที่ 12.86 คำขอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งล้วนอยู่ในระดับเกือบต่ำสุดของเอเชีย คือสูงกว่าอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์เท่านั้น ในขณะที่อัตราการจ่ายค่าใบอนุญาตเพื่อใช้เทคโนโลยีต่างประเทศต่อจีดีพีกลับ มีระดับเกือบสูงที่สุดในเอเชีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และความอ่อนแอด้อยพัฒนาในการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังคงล้าหลังและอ่อนแออย่างยิ่งในการเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบอบอำมาตยาธิปไตย ของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ในการปกครองบริหารประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นสัญญาณชี้ว่า ระบอบอำมาตยาธิปไตย ระบบราชการ และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของพวกเขาตั้งแต่ยุค 2500 มาบัดนี้ได้ถึงทางตันแล้ว และมิอาจปรับเปลี่ยนตนเองเพื่อปฏิรูประบบเศรษฐกิจสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย มีประสิทธิภาพ แข่งขันได้ในยุคโลกาภิวัตน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
4. &lt;b&gt;การต่อสู้ทางชนชั้น การต่อสู้สองแนวทาง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบอบการเมืองไทยนับแต่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 เป็นต้นมามีเนื้อในที่เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ซึ่งผูกขาดอำนาจรัฐผ่านกองทัพและระบบราชการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่มีเปลือกนอกที่สลับกันไปมาระหว่างระบอบเผด็จการทหารแบบโจ่งแจ้งกับระบอบ รัฐธรรมนูญที่มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมืองและรัฐบาลที่อ่อนแอ มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนหุ่นเชิดของพวกเขา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ได้สร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกลุ่มทุนเก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารพาณิชย์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มทุนใหม่ได้รับความเสียหายน้อยมาก เปิดโอกาสให้มีการปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ให้มีพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีวินัย รัฐสภามีเสถียรภาพ และรัฐบาลมีความมั่นคง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มทุนใหม่ซึ่งมีพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนนั้น มีความเข้าใจถึงความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยและเล็งเห็นความจำเป็นที่จะต้อง ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้ทันกับยุคโลกาภิวัตน์ พวกเขาอาศัยรัฐธรรมนูญ 2540 สามารถชนะการเลือกตั้งในปี 2544 และเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มุ่งยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการผลิตที่เน้นแรงงาน ไปสู่การผลิตที่เน้นฝีมือและความรู้ แปรเศรษฐกิจสังคมไทยให้ทันสมัย เช่น แปรรูปรัฐวิสาหกิจ เปิดเสรีการค้าและการลงทุน จัดทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ทยอยลดอัตราภาษีศุลกากร ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการ ปฏิรูปการศึกษา และลงทุนในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทั้งระบบ เป็นต้น ให้เศรษฐกิจไทยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้ในกระแสโลกาภิวัต น์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่นโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจดังกล่าวทำให้กลุ่มทุนเก่าซึ่งบอบช้ำอย่างหนักจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ต้องสูญเสียประโยชน์และถูกบั่นทอนอำนาจผูกขาดที่ครอบงำเศรษฐกิจการเมืองไทย มายาวนาน ในที่สุด กลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมจึงก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ฉีกเปลือกนอกที่เป็นระบอบรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และเผยให้เห็นเนื้อในที่เป็นระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยอีกครั้ง รัฐประหาร 19 กันยายนจึงเป็นปฏิกิริยาของกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยมที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ และได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากบรรดาพลังปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์ ในสังคมไทยที่เกาะกินแสวงหาประโยชน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากกลุ่มทุนจารีตนิยม-ราชการ ได้แก่ ทุนใหญ่ผูกขาดเชื้อสายจีน ปัญญาชนขวาจัดและราษฎรอาวุโส ปัญญาชน “อีแอบ” ตีสองหน้า ครูอาจารย์และผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน นักคิดและปัญญาชนชาตินิยมและชุมชนนิยม เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นล่างในเมืองและชนบทเป็นผู้ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากรัฐธรรมนูญ 2540 และจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย  พวกเขาเกิดการตื่นตัวทางประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เข้าใจได้เป็นครั้งแรกว่า “ประชาธิปไตยนั้นกินได้และเห็นหัวคนจน” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขากลายเป็นฐานพลังอันเข้มแข็งที่สนับสนุนผู้นำพรรคไทยรักไทย และเป็นมวลชนพื้นฐานที่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายนและระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 จากการต่อสู้กับเผด็จการตลอดกว่าสามปีมานี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาได้ยกระดับจิตสำนึกทางการเมืองและความรับรู้สูงถึงขั้นรู้แจ้งว่า แท้จริงแล้ว อะไรคือปัจจัยขัดขวางประชาธิปไตย ความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง และการกินดีอยู่ดีของประชาชน ตลอดจนเป็นรากเหง้าของรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดหลายสิบปีมานี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นการ ต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มทุนขุนนางจารีตนิยม ทุนเก่าและปัญญาชนขวาจัดด้านหนึ่ง กับกลุ่มทุนใหม่ ปัญญาชนประชาธิปไตยและชนชั้นล่าง ในเมืองและชนบทในอีกด้านหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน ก็เป็นการต่อสู้สองแนวทาง ระหว่างระบอบเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและระบบทุนนิยมขุนนางอันล้าหลังของพวกจารีตนิยม-ทุนเก่าด้านหนึ่ง กับระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนและแนวทางทุนนิยมโลกา ภิวัตน์ที่ก้าวหน้าในอีกด้านหนึ่ง การต่อสู้นี้ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบากและอันตราย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงปัจจุบัน ยังคงอยู่ในขั้นตอน “สงครามกลางเมืองที่ไม่หลั่งเลือด” และอาจจะพัฒนายกระดับไปเป็นสงครามชนชั้นที่เปิดเผยได้หากฝ่ายเผด็จการอำมา ตยาธิปไตยยังคงดื้อดึงฉุดรั้งสังคมไทยให้ถดถอยต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลลัพธ์จะตัดสินว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนระหว่างการเป็นประเทศด้อยพัฒนาที่เป็นเผด็จการ เศรษฐกิจหยุดนิ่ง และวัฒนธรรมล้าหลังเสื่อมโทรม กับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า สังคมวัฒนธรรมทันสมัยและหลากหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
5. &lt;b&gt;ชูธงสามผืน ปฏิวัติประชาธิปไตย ปลดปล่อยประเทศไทยสู่ “สังคมความรู้”&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชูธงชาติไทยสามผืนให้สูงเด่นคือ ธงประชาธิปไตย ธงโลกาภิวัตน์ และธงความเป็นธรรมทางสังคม ธงสามผืนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เกื้อกูลสนับสนุนและเป็นเงื่อนไขให้แก่กัน เพราะไม่อาจมีประชาธิปไตยถ้าไม่มีโลกาภิวัตน์ และไม่อาจมีโลกาภิวัตน์ถ้าไม่มีประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทว่า ทั้งประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนและก่อเป็นดอก ผลแห่งการพัฒนาก้าวหน้าที่ยั่งยืนได้นั้น จะต้องสามารถสนองตอบความต้องการทางเศรษฐกิจ สังคม และจิตใจของประชาชนได้ สามารถแจกจ่ายประโยชน์ของโลกาภิวัตน์ไปในหมู่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเป็น ธรรมได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ธงประชาธิปไตย&lt;/b&gt;หมาย ถึง การต่อสู้ขจัดอำนาจอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นรากเหง้าของรัฐประหารและเผด็จการ เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน บนหลักการ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน&lt;br /&gt;
•          หลักสิทธิและโอกาสอันเท่าเทียมของพลเมือง&lt;br /&gt;
•          หลักเสรีภาพนิยมและปัจเจกชนนิยมของพลเมือง&lt;br /&gt;
•          หลักนิติรัฐ-นิติธรรมที่คงไว้ซึ่งความยุติธรรมและเท่าเทียมกันของพลเมืองทุกคนภายใต้กฎหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ธงโลกาภิวัตน์&lt;/b&gt; คือ การดำเนินนโยบายและมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพและก่อ ประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างยั่งยืน ยกระดับความสามารถในการแข่งขันและแสวงผลประโยชน์ของประเทศไทยในเศรษฐกิจโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          ยกระดับและขยายโครงสร้างพื้นฐานทางขนส่ง พลังงาน และโทรคมนาคม ให้เป็นระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัยและทั่วด้าน&lt;br /&gt;
•          การเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุน และทางการเงินอย่างเป็นขั้นตอน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          ส่งเสริมการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพิ่มผลิตภาพให้สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีของไทยและต่างประเทศ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          การแปรรูปรัฐวิสาหกิจอย่างโปร่งใสและมีขั้นตอน&lt;br /&gt;
•          มีมาตรการและกองทุนสนับสนุนช่วยเหลือผู้ที่ถูกผลกระทบจากมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          วินัยทางการคลังและหนี้สาธารณะในระดับต่ำ&lt;br /&gt;
•          เน้นสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคมเพื่อเสริมสร้าง “ทุนมนุษย์” ในสังคมไทย&lt;br /&gt;
•          ปฏิรูประบบภาษีให้ง่าย โปร่งใส เป็นธรรม รวมภาษีทรัพย์สิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          ยกระดับโครงสร้างอุตสาหกรรมไปสู่เทคโนโลยีเข้มข้นและความรู้เข้มข้น&lt;br /&gt;
•          เพิ่มการใช้จ่ายสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาภาครัฐ ส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธงความเป็นธรรมทางสังคม การแก้ปัญหาความยากจน ส่งเสริมการกระจายรายได้เพื่อให้ดอกผลของประชาธิปไตย โลกาภิวัตน์ และการพัฒนาเศรษฐกิจได้กระจายไปสู่ประชาชนส่วนข้างมากของประเทศ ทำให้ระบอบประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์มีความชอบธรรม มั่นคงและยั่งยืน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
•          สร้างและขยายระบบประกันสังคมแก่ลูกจ้างพนักงาน คนว่างงาน คนพิการและคนชรา เสริมสร้างการประกันสุขภาพถ้วนหน้า&lt;br /&gt;
•          ขยาย และยกระดับมาตรการแก้ไขความยากจนต่อเนื่อง เช่น กองทุนหมู่บ้าน สถาบันการเงินชุมชน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ แปลงทรัพย์สินเป็นทุน ธนาคารประชาชน เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•          เพิ่มและพัฒนามาตรการภาษีเพื่อกระจายรายได้ เช่น ภาษีที่ดินว่างเปล่า และภาษีมรดก&lt;br /&gt;
•          บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด ยกระดับมาตรฐานกฎหมายแรงงานและสิ่งแวดล้อมให้สูงขึ้นตามมาตรฐานสากลเพื่อ ปรับปรุงยกระดับคุณภาพชีวิตในที่ทำงานและในชีวิตประจำวันของผู้ใช้แรงงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
19 กันยายน 2552
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25906&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090929/1515#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <pubDate>Tue, 29 Sep 2009 23:39:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1515 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ลักษณะสังคมไทย คืออะไร ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090809/1455</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุกองบก. &lt;/b&gt;บทความนี้ เขียนโดยคุณคมเคียว ซึ่งเคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โพสต์โดยคุณแก่น ที่เว็บไฟลามทุ่ง เนื้อหาเป็นการนำทฤษฎีลัทธิมาร์กซ มาใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทยปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;-------------------------------------&lt;/center&gt;
&lt;p&gt;
“ กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ”  “ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ” 
“ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ที่มีเศษเดนศักดินาหลงเหลืออยู่ ”  “ เมืองขึ้นแบบใหม่ ” 
“ ทุนนิยมพึ่งพา ”  “ ทุนนิยมบริวารที่พัฒนาภายใต้การครอบงำของทุนครอบโลก ” 
“ ทุนนิยมชายขอบที่พัฒนาแบบพิกลพิการ ” ฯลฯ นี่คือ “คำจำกัดความ”
สำหรับลักษณะสังคมไทย  ซึ่งมีการถกเถียงกันในสมัชชา 4 ของ พคท.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงทุกวันนี้ ในวงวิชาการทั้งสำนักลัทธิมาร์กซและสำนักลัทธิอื่น ๆ
ก็ยังมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
แต่ก็ยังหาข้อสรุปอันเป็นที่ยอมรับของทุก ๆ ฝ่ายไม่ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุใดจึงต้องวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย
การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย ก็เพื่อจะดูว่าสังคมไทยในปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนใดของประวัติศาสตร์ ในสังคมนี้ มีชนชั้นอะไรบ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นไหนหรือกลุ่มอิทธิพลกลุ่มใด กีดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต
กีดขวางความก้าวหน้าของสังคม  จะได้จัดการทำลายสิ่งกีดขวางนั้น ๆ
ปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคม เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม
การเมืองได้พัฒนาก้าวหน้าไปทัดเทียมนานาอารยประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์กซได้แบ่งสังคมมนุษยชาติ ออกเป็น 5
ยุค ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์  ดังนี้  
1. สังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล  2. สังคมทาส  3. สังคมศักดินา  4. สังคมทุนนิยม
5. สังคมคอมมิวนิสต์  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมแรกกับสังคมสุดท้ายเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น
ไม่มีรัฐ ไม่มีกลไกที่ใช้กดขี่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต
การดำรงอยู่ของสังคมกำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคม สังคมแรกไม่มีชนชั้น
ไม่มีรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น ไม่มีความคิดเห็นแก่ตัว
ก็เนื่องจากถูกกำหนดโดยสิ่งที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมของสังคมในขณะนั้น  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พลังการผลิตต่ำ  ผลิตผลที่ทั้งสังคมผลิตได้
เพียงแค่สนองความต้องการขั้นต่ำสุด ของผู้คนในสังคมเท่านั้น
ไม่มีผลิตผลส่วนเกินให้คนใดคนหนึ่ง เก็บสะสมไว้เป็นของตัวเอง
เพราะถ้าทำอย่างนั้น ก็จะต้องมีคนส่วนหนึ่งอดตาย
สังคมจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนระส่ำระสาย อยู่ไม่ได้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนสังคมสุดท้าย
ชนชั้นถูกทำลาย รัฐไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่
ความคิดเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมจะค่อย ๆ เลือนหายไปเอง
สังคมสุดท้ายยังมาไม่ถึง  บางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้
ความเห็นแก่ตัวเป็นกมลสันดานของมนุษย์  ไม่มีวันหมดไปได้
สังคมคอมมิวนิสต์ เป็นเพียงสมมุติฐานที่มาร์กซ จินตนาการไว้เท่านั้น
เป็นสังคมในเชิงอุดมคติ ไม่มีวันปรากฏเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แท้จริงแล้ว
ไม่ใช่เป็นเรื่องของจินตนาการหรือตั้งข้อสมมุติฐานของมาร์กซ์
หากแต่เป็นแนวโน้มการพัฒนาของประวัติศาสตร์
ซึ่งมาร์กซได้พิจารณาตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แล้วชี้ว่า ประวัติศาสตร์
จะต้องพัฒนาไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะว่าการพัฒนาของพลังการผลิตโดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่ก้าวรุดหน้าไปอย่างไม่ขาดสาย
ทำให้ผลิตผลของสังคม ที่ผลิตออกมานั้น มากเกินพอที่มนุษย์เราจะบริโภคได้หมด
ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้า หามาเก็บสะสมไว้เป็นของส่วนตัว
ต้องการเมือใด ก็สามารถหยิบฉวยมาได้เมื่อนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเรายอมรับทัศนะวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต
การดำรงอยู่ทางวัตถุของสังคม กำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคมแล้ว
เราย่อมเชื่อว่า สังคมสุดท้ายของมนุษย์ชาติ ต้องไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ
ไม่มีการกดขี่
ไม่มีความเห็นแก่ตัว อันเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่ฝันหานั้น ปรากฏเป็นจริงได้ ไม่ใช่ฝันเฟื่องอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมทาส  สังคมศักดินา
สังคมทุนนิยมเป็นระบอบสังคมที่มีชนชั้น  มีการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น
มีรัฐซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น
มีการถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตโดยปัจเจกบุคคล
อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ที่ชนชั้นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต กระทำต่อชนชั้นที่ปราศจากกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้เกิดการแยกขั้วทางชนชั้น
ระหว่างชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ขุดรีด
ชนชั้นปกครองกับชนชั้นถูกปกครอง ในระบอบสังคมดังกล่าว
จะมีการต่อสู้ทางชนชั้น ดำรงอยู่ตลอดเวลา และผลของการต่อสู้ทางชนชั้น
ทำให้สังคมพัฒนาจากสังคมหนึ่ง ไปเป็นอีกสังคมหนึ่งซึ่งมีระดับสูงขึ้นตามลำดับ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นก็คือจากสังคมทาส  สู่สังคมศักดินาและสังคมทุนนิยม
สังคมศักดินาเข้าแทนที่สังคมทาส สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยมในระหว่างศตวรรษที่ 14 – 19
โดยชนชั้นนายทุน ทำการปฏิวัติโค่นล้มชนชั้นศักดินา
เอาระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าแทนที่ระบอบเศรษฐกิจศักดินานิยม
เอาระบอบการเมืองประชาธิปไตย แทนที่ระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ถ้าเรานับอายุของระบอบทุนนิยม จากที่เริ่มพัฒนาจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 500
ปีหรือ 5 ศตวรรษ   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในระหว่าง 5 ศตวรรษนี้  การพัฒนาทุนนิยมจะไม่สม่ำเสมอ
บางประเทศพัฒนาไปไกลจนเป็นจักรวรรดินิยมและลัทธิล่าเมืองขึ้น
ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนา
สังคมยังอยู่ในขั้นก่อนทุนนิยม ก็จะตกเป็นเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น ของประเทศทุนนิยมล่าเมืองขึ้น ตามเงื่อนไขประวัติศาสตร์ที่การพัฒนาสังคมเหลื่อมล้ำต่ำ
สูงไม่เท่ากัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงต้นศตวรรษ-กลางศตวรรษที่ 20
สังคมสังคมนิยมอันเป็นขั้นต้นของสังคมคอมมิวนิสต์ ได้อุบัติขึ้นจากประเทศหนึ่งเป็นหลายประเทศ จนกลายเป็นระบอบสังคมของโลก ควบคู่กับระบอบทุนนิยม
ส่งผลให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวของขบวนการปลดแอกประชาชาติ ระหว่างกลาง -
ปลายศตวรรษที่  20
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น พากันต่อสู้ช่วงชิงจนได้มาซึ่งเอกราชและเลือกเดินหนทาง “ มิใช่ทุนนิยม ”
แต่ในเวลาต่อมา ก็พากันหันมาเดินหนทางทุนนิยม
กลายเป็นประเทศทุนนิยมที่พัฒนาทีหลังหรือกำลังพัฒนา
จึงกล่าวได้ว่าประเทศต่าง ๆ
ของโลกในปัจจุบัน ได้ก้าวเข้าสู่ทุนนิยมโดยถ้วนหน้าแล้ว รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนจะเป็นทุนนิยมแบบไหน เป็นทุนนิยมพัฒนาแล้ว  กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำการวิเคราะห์ตามลักษณะพิเศษของสังคมนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับสังคมประเทศไทยเรา มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ
ตรงที่ชนชั้นนายทุนไทยถึงแม้ว่า ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2475 ก็ตาม
แต่ประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ก็ไม่สามารถหยั่งรากลงดินได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะว่า ถูกทำลาย
ถูกยับยั้งไม่ให้เข้มแข็งเติบใหญ่ ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าโดยขุนศึกศักดินา พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนไทย ไม่สามารถพัฒนาให้เข้มแข็ง
เติบใหญ่กลายเป็นพลังในการพัฒนาทุนนิยม ตามกฎเกณฑ์ทั่วไปได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นศักดินาในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป
เพราะ&lt;b&gt;ได้แปรเป็นชนชั้นนายทุน&lt;/b&gt;
กลายเป็นกลุ่มทุนศักดินาที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ มีบารมี
มีศักดานุภาพที่สั่งสมมายาวนาน สามารถดลบันดาล ให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามเจตจำนงทางอัตวิสัยของตนได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยใช้อิทธิพลเหนือรัฐผ่านกลไกรัฐที่สำคัญ
เช่นกองทัพ ขุมกำลังข้าราชการประจำ ชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม
กลไกทางกฎหมาย ศาล รวมทั้งสื่อสารมวลชนที่อยู่ในอาณัติ เป็นต้น
โดยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน ไม่เคยกุมกลไกเหล่านี้ได้แม้แต่พรรคเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนบอกว่า
ประเทศไทยได้พัฒนาเป็นทุนนิยมแล้ว ทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน
การเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ  
มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ทุกคนแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ก็ไม่มีเอกสิทธิ์
ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
มีบทบัญญัติอีกมากมายรองรับสิทธิหน้าที่ของประชาชน ที่ใครก็ละเมิดไม่ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทบัญญัติมีอยู่จริง แต่ก็มีการละเมิด
ล้มล้างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดโดยกลุ่มอำนาจเหนือรัฐตลอด 70
กว่าปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่ารากฐานทางเศรษฐกิจ  รูปแบบการผลิต
รูปแบบการขูดรีด จะเป็นทุนนิยมแล้วก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่โครงสร้างชั้นบน  การเมือง
การปกครอง วัฒนธรรม ศาสนา จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปการจิตสำนึก
ในปริมณฑลด้านต่าง ๆ
เหล่านี้ ยังเป็นศักดินาอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งรูปแบบภายนอกและเนื้อหาภายใน
ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ รูปแบบการขูดรีดแบบศักดินาเดิม แม้จะไม่ดำรงอยู่แล้ว
หรือมีก็เหลือน้อยเมื่อเทียบสัดส่วนกับรูปการขูดรีดแบบทุนนิยม
เช่นการขูดรีดค่าเช่า และการปล่อยกู้รีดดอกสูง เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่รูปแบบการขูดรีดที่อยู่นอกกฎเกณฑ์โดยทั่วไปของชนชั้นนายทุน กลับเป็นรูปแบบขูดรีดที่สำคัญของกลุ่มทุนศักดินา เช่น ใช้อภิสิทธิ์ ใช้บารมี
ที่กลุ่มทุนกลุ่มอื่นไม่สามารถทำได้ ไปสะสมทุนและรวมศูนย์ทุน
จนกลุ่มทุนกลุ่มนี้ กลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่า
มากมายมหาศาล จากรูปแบบและวิธีการขูดรีดที่มีลักษณะศักดินาดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น
&lt;b&gt;กลุ่มทุนผูกขาดศักดินา&lt;/b&gt; จึงเป็นกลุ่มทุนที่ขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต
ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เจริญก้าวหน้า
ขัดขวางการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์
พรรคการเมืองอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ถูกกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มนี้
ทำลายพรรคแล้วพรรคเล่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม ยิ่งไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
เหลือเพียงพรรคการเมืองเก่าแก่ ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มนี้ ที่อยู่ยงคงกะพัน
ทุกครั้งที่พรรคการเมืองอันเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มอื่น ทำท่าจะเข้มแข็ง  ก็จะถูกทำลายด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารเสียทีหนึ่ง
ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขนาดพรรคการเมือง ซึ่งมีที่นั่งในรัฐสภาท่วมท้น
โดยผ่านการเลือกตั้ง ด้วยเสียงสนับสนุนของประชาชนถึง 19
ล้านเสียง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ก็ยังเอาตัวไม่รอด
ถูกไล่บี้จนแตกกระสานซ่านเซ็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ฉะนั้น สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า &lt;/b&gt;&lt;b&gt;ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น
จึงเป็นเพียงรูปแบบที่เขียนไว้ให้ดูสวยหรู
และมีไว้สำหรับหลอกประชาชน ให้หลงดีใจเท่านั้น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ&lt;b&gt;อำนาจที่แท้จริง อยู่ที่เหล่าขุนนางอำมาตย์
เหล่าชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม&lt;/b&gt;
ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนศักดินา
รูปแบบภายนอก ดูเป็นประชาธิปไตย  แต่เนื้อหาภายในคืออำมาตยาธิปไตย
อภิชนาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบบเศรษฐกิจโลก
เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์
ไม่มีประเทศใดในโลก สามารถอยู่ได้ตามลำพังโดยไม่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลก
ทุกประเทศล้วนตกอยู่ในกระแสและวังวนของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ทั้งสิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางเดียวที่จะต่อต้านกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ที่บรรดาประเทศทุนนิยมพัฒนาทีหลังตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วเอารัดเอาเปรียบก็คือ
&lt;b&gt;พัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ และพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะได้ร่วมกับประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งปวง
สร้างอำนาจต่อรอง ให้มีการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่แทนระเบียบเศรษฐกิจโลกเก่า ที่รับใช้กลุ่มประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วมายาวนาน  
แต่กลุ่มทุนศักดินา ยินดีที่จะให้เศรษฐกิจการเมืองคงสถานภาพแบบเดิม ๆ
คือ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยอ้างว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้น ไม่เหมาะกับสังคมไทย
สังคมไทยมีลักษณะพิเศษต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยไทย
ส่วนเศรษฐกิจ ก็ถอยหลังไปยึดมั่นในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง
ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มทุนของตน สามารถพัฒนาไปตามลำพังอย่างไร้คู่แข่ง โดยสมคบกับทุนจักรวรรดินิยม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนทุนจักรวรรดินิยม ก็ยินดีให้ไทยคงสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่อ่อนแอ
ล้าหลัง ล้มลุกคลุกคลาน จะได้เอารัดเอาเปรียบสูบรีดได้อย่างเต็มที่
ฉะนั้น ทั้งกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม จึงมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในการทำให้เศรษฐกิจการเมืองของไทยไม่พัฒนา
เป็นอิทธิพลทั้งจากภายในและภายนอกที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลักษณะสังคมที่รากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม
แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินาอำมาตยาธิปไตย
อิทธิพลที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง
พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์คือ &lt;b&gt;อิทธิพลของกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลักษณะสังคมอย่างนี้ จะเรียกว่าสังคมอะไรดี 
“ ทุนนิยมขั้นต้นตอนปลายที่มีอิทธิพลศักดินาหลงเหลืออยู่ ”  
“ ทุนนิยมบริวารที่ขึ้นต่อทุนนิยมศูนย์กลาง ”  “ ทุนนิยมแบบพิกลพิการ ”
“ ทุนนิยมศักดินาทหาร ” 
“ ทุนนิยมกำลังพัฒนาภายใต้อำนาจ และอิทธิพลครอบงำของศักดินานิยมและจักรวรรดินิยม ” 
“ทุนนิยมกำลังพัฒนา ที่มีอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่ ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำจำกัดความใดที่สามารถสะท้อนรูปแบบและเนื้อหาของสังคม ได้ครอบคลุมที่สุด ก็น่าจะถือเอาอันนั้น
ขอเพียงเรามองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน เพื่อกำหนดภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องก็พอแล้ว ส่วนคำจำกัดความนั้น จะเป็นอะไรก็ได้
ไม่ควรเสียเวลาไปถกเถียงกันให้มากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากลักษณะของสังคมดังกล่าว
ความขัดแย้งของสังคม จึงเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนอันกว้างไพศาล กับชนชั้นปกครองที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ
และความขัดแย้งระหว่างพลังฝ่ายประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง
กับพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของเราคือ สามัคคีกับชนชั้นต่าง ๆ
ในสังคม รวมทั้งชนชั้นนายทุนที่ถูกกลุ่มทุนศักดินาเอารัดเอาเปรียบ
สามัคคีกับพลังฝ่ายประชาธิปไตยทั้งปวง กับทุกพรรคการเมือง
ทุกกลุ่มการเมือง ที่ถูกกลุ่มอำนาจเหนือรัฐกดขี่ด้วยกำลัง
(ถูกปล้นอำนาจตามกฎหมายด้วยการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ)
ถูกกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายโดยตุลาการภิวัฒน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกสำคัญอีกอันหนึ่ง
(เลือกยุบพรรคตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำคนสำคัญของพรรคการเมือง ที่ไม่อยู่ในอาณัติของตน
ยกเว้นพรรคการเมืองที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้)
ตัดแข้งตัดขาไม่ให้พรรคการเมืองนอกอาณัติ พัฒนาพลังทางการเมืองจนเข้มแข็งเติบใหญ่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราจะต้องร่วมกับพรรคการเมืองเหล่านี้ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ร่วมกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม
เพื่อให้ได้มาซึ่ง&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สังคมใหม่ ที่ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
ทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=34.0&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090809/1455#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <pubDate>Sun, 09 Aug 2009 15:48:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1455 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สังคมนิยมจากล่างสู่บน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090705/1401</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ &lt;/b&gt;บทความนี้ นำมาจากเอกสารพีดีเอฟ ซึ่งเป็นสิ่งตีพิมเผยแพร่ของ&lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org&quot;&gt; เว็บองค์กรเลี้ยวซ้าย&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นกลุ่มนิยมซ้าย ที่ยังคงยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ-เลนิน และได้เคลื่อนไหวเผยแพร่แนวทางสังคมนิยมและรัฐสวัสดิการ ต่อกลุ่มแรงงานและนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากเอกสารต้นฉบับเป็นไฟล์พีดีเอฟ จึงขอท่านผู้อ่าน กรุณาดาวโหลดไปอ่าน ตามลิ้งด้านล่างนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href=&quot;/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot;&gt;สังคมนิยมจากล่างสู่บน&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; หรือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากดาวโหลดจาก&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org/autopagev3/fileupload/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot;&gt;&lt;b&gt;เว็บเลี้ยวซ้าย&lt;/b&gt; &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090705/1401#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/432">maxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism_0.pdf" length="252886" type="application/pdf" />
 <pubDate>Sun, 05 Jul 2009 00:40:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1401 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>5 พฤษภาคม ร่วมรำลึกจิตร ภูมิศักดิ์ นักปราชญ์และนักปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ของไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/ajek/20090505/1286</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;จิตร ภูมิศักดิ์ &lt;/b&gt;เกิดเมื่อ25 กันยายน พ.ศ. 2473 ที่ ต. ประจันตคาม อ. ประจันตคาม จ. ปราจีนบุรี เสียชีวิต เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที ต. บ้านหนองกุง อ. วาริชภูมิ จ. สกลนคร เป็นนักคิดด้านการเมือง นักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จิคร เป็นนักปราชญ์และนักปฏิวัติ ทางความคิดและวิชาการคนสำคัญของประเทศไทย เป็นนักวิชาการคนแรก ๆ ที่กล้าถกเถียงและคัดค้านปราชญ์คนสำคัญ ด้วยวิธีคิดที่มีเหตุผลและลุ่มลึก มีความโดดเด่น จากผลงานการค้นคว้าทางวิชาการที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง ขณะเดียวกัน จิตรยังมีความคิดต่อต้านระบบเผด็จการและการใช้อำนาจกดขี่ของชนชั้นสูงมาโดยตลอด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตร เป็นบุตรของ นายศิริ ภูมิศักดิ์ และนางแสงเงิน ภูมิศักดิ์ มีชื่อเดิมว่า สมจิตร ภูมิศักดิ์ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น จิตร เพียงคำเดียว ตามนโยบายตั้งชื่อให้ระบุเพศชายหญิงอย่างชัดเจน ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อ ปี พ.ศ. 2479 จิตรติดตามบิดา ซึ่งรับราชการเป็นนายตรวจสรรพสามิต เดินทางไปรับราชการยังจังหวัดกาญจนบุรี และเข้ารับการศึกษาชั้นประถม ที่โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งนั้น จิตรย้ายมาอยู่ที่สมุทรปราการ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อปี พ.ศ. 2483 บิดาของจิตรย้ายไปรับราชการในเมืองพระตะบอง ซึ่งสมัยนั้นเป็นเมืองในการปกครองของไทย (ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา) จิตรจึงย้ายตามไปด้วย และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่นั่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงปี พ.ศ. 2490 ประเทศไทย ต้องคืนดินแดนเมืองพระตะบองให้กัมพูชา จิตรจึงอพยพตามมารดากลับเมืองไทย ส่วนบิดานั้นไปเริ่มชีวิตครอบครัวใหม่กับหญิงอื่น ระหว่างที่ครอบครัวภูมิศักดิ์ ยังอยู่ที่พระตะบอง นางแสงเงินเดินทางไปค้าขายที่จังหวัดลพบุรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่จิตรและพี่สาว เดินทางมาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร โดยจิตรเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตร และสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ชื่อเสียงของ จิตร ภูมิศักด์ น่าจะโด่งดังในสาธารณชนวงกว้างเป็นครั้งแรก จากกรณี &lt;b&gt;โยนบก&lt;/b&gt; เมื่อครั้งที่เขาเป็นสาราณียากร ให้กับหนังสือประจำปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2496. ในครั้งนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ &amp;quot;ซ้ำ ๆ ซาก ๆ&amp;quot; ของหนังสือประจำปี โดยลงบทความสะท้อนปัญหาสังคม ประณามผู้เอารัดเอาเปรียบในสังคม ซึ่งรวมถึงรัฐบาลด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รวมทั้งชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้คนนับถือกันมานาน โดยบทความเหล่านั้น มีทั้งที่จิตรเขียนเอง ร่วมแก้ไข หรือเพื่อน ๆ คนอื่นเขียน ผลก็คือ ระหว่างการพิมพ์หนังสือ ได้ถูกตำรวจสันติบาลอายัด และมีการ &amp;quot;สอบสวน&amp;quot; จิตรที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเหตุการณ์นั้น จิตรถูกกลุ่มนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตั้งศาลเตี้ยจับ &amp;quot;โยนบก&amp;quot; ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บ ต้องเข้าโรงพยาบาลและพักรักษาตัวอยู่หลายวัน ต่อมาทาง มหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษและมีมติให้จิตร ภูมิศักดิ์ถูกพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี คือในปี พ.ศ. 2497
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระหว่างถูกพัก การเรียน จิตรได้ไปสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทรศึกษา แต่สอนได้ไม่นาน ก็ถูกให้ออก เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า มีหัวก้าวหน้ามากเกินไป จิตรจึงไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานการวิจารณ์ที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการไทยหลายเรื่อง เช่น การวิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา &amp;quot;บุ๊คแมน&amp;quot; และ &amp;quot;มูฟวี่แมน&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2508 จิตรได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ใช้ชื่อจัดตั้งว่า &lt;b&gt;สหายปรีชา&lt;/b&gt; และถูกกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ ตำบลบ้านหนองกุง อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จิตร มีความสามารถในด้านภาษาศาสตร์อย่างมาก และยังมีความสามารถระดับสูงในด้านอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคลของไทยคนหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในด้านภาษาศาสตร์นั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศส ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร โดยเฉพาะภาษาเขมร นั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญ ทั้งภาษาเขมรปัจจุบันและภาษาเขมรโบราณด้วย นอกจากนี้ จิตรได้เขียนพจนานุกรมภาษาละหุ (มูเซอ) โดยเรียนรู้กับชาวมูเซอขณะอยู่ในคุกลาดยาว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในตอนแรก ชาวมูเซอไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ จิตรเองก็ไม่สามารถพูดภาษามูเซอได้เช่นกัน แต่ด้วยความสามารถ เขาสามารถเรียนรู้ระบบของภาษา และนำมาใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;งานเขียนชิ้นเด่น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หนังสือ&amp;quot;ความเป็นมาของคำสยาม ไทย ลาวและขอมและลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ&amp;quot; *&lt;br /&gt;
หนังสือ &amp;quot;โฉมหน้าศักดินาไทย&amp;quot; *&lt;br /&gt;
หนังสือ &amp;quot;ภาษาและนิรุกติศาสตร์&amp;quot;&lt;br /&gt;
หนังสือ &amp;quot;โองการแช่งน้ำ และ ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา&amp;quot;&lt;br /&gt;
หนังสือ &amp;quot;ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม&amp;quot;&lt;br /&gt;
เพลง &amp;quot;ภูพานปฏิวัติ&amp;quot;&lt;br /&gt;
เพลง &amp;quot;แสงดาวแห่งศรัทธา&amp;quot;&lt;br /&gt;
บทกวี &amp;quot;เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน&amp;quot;&lt;br /&gt;
บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ *&lt;br /&gt;
(ผลงานที่มี * ข้างท้าย หมายถึงถูกคัดเลือกให้อยู่ใน หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นามปากกา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นามปากกาของจิตรมีเป็นจำนวนมาก เช่น นาคราช1, ศูลภูวดล1, ศรีนาคร, ทีปกร,&lt;br /&gt;
สมสมัย ศรีศูทรพรรณ1, ศิลป์ พิทักษ์ชน, สมชาย ปรีชาเจริญ, สุธรรม บุญรุ่ง, ขวัญนรา,&lt;br /&gt;
สิทธิ ศรีสยาม1, กวีการเมือง, กวี ศรีสยาม, บุคแมน, มูฟวี่แมน (มูวี่แมน) , ศิริศิลป์ อุดมทรรศน์1, จักร ภูมิสิทธิ์2
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; : 1 หมายถึง ใช้เพียงครั้งเดียว, 2 เป็นคำผวนของชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อรำลึกถึงคุณงานความดีของจิตร ภูมิศักดิ์ จึงมีการจัดงานรำลึกขึ้น ในวันทีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ณ อนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์  บ้านหนองกุง ต.คำบ่อ อ.วาริชภูมิ จ.สกลนคร&lt;br /&gt;
โดยมีกำหนดการ ดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เวลา                     กิจกรรม                                                   สถานที่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
06.00– 08.00 น.  ทำบุญให้กับจิตร ภูมิศักดิ์และวีรชนอื่นๆ               วัดประสิทธิสังวรณ์&lt;br /&gt;
08.00-09.00 น.    พิธีบวงสรวงดวงวิญญาณ จิตร ภูมิศักดิ์                วัดประสิทธิสังวรณ์&lt;br /&gt;
10.30– 11.30 น.  พิธีรำลึก จิตร ภูมิศักดิ์                                    อนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวรำลึก จิตร ภูมิศักดิ์ โดย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
•   ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนเทศบาลตำบล คำบ่อ&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนประชาชนจากชุมชนท้องถิ่น&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนจากองค์กรภาคประชาชน&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนจากเยาวชนในพื้นที่&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนมิตรสหาย&lt;br /&gt;
•   ตัวแทนญาติและผู้ใกล้ชิด&lt;br /&gt;
-   องค์กรภาคประชาชนร่วมวางพวงมาลา&lt;br /&gt;
-   ประชาชนวางดอกไม้เคารพ&lt;br /&gt;
-   ปิดพิธี   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
12.00– 13.00 น.    เปิดโรงทาน                              โรงเรียนบ้านหนองกุง&lt;br /&gt;
12.00– 14.00 น.    การแสดงดนตรีเยาวชน                  โรงเรียนบ้านหนองกุง&lt;br /&gt;
และกิจกรรมดนตรีโดย ศิลปินในท้องถิ่น                                    &lt;br /&gt;
14.00– 16.00 น.   เวทีสาธารณะ เรื่อง “ จิตร ภูมิศักดิ์ ให้อะไรกับสังคมไทย ”                โรงเรียนบ้านหนองกุง&lt;br /&gt;
16.00 น. – 16.30 น.   พิธีปิดค่ายเยาวชน “ดนตรี กวี จิตร ภูมิศักดิ์” และมอบเกียรติบัตร    โรงเรียนบ้านหนองกุง&lt;br /&gt;
16.30 น. – 18.00 น.    หงา คาราวาน&lt;br /&gt;
18.00 น. – 19.00 น.    วงเด็กฮักถิ่น&lt;br /&gt;
19.00 น. – 20.00 น.    ใฝ สันติภาพ และ วงดนตรีเยาวชน ขิม แคน ซอ   โรงเรียนบ้านหนองกุง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
*  หมายเหตุ ในวันที่ 3 – 5  พฤษภาคม 2552 จะมีการจัด ค่ายเยาวชน “ดนตรี กวี จิตร ภูมิศักดิ์”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
** สอบถามรายละเอียดการเดินทาง นางสาวน้อมจิตร บุญญาภิสมภาร โทร 081-811-5230&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;องค์กรร่วมจัด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.   มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย&lt;br /&gt;
2.   กองทุนจิตร ภูมิศักดิ์&lt;br /&gt;
3.   มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร&lt;br /&gt;
4.   เทศบาลตำบล คำบ่อ&lt;br /&gt;
5.   สโมสร’19&lt;br /&gt;
6.   กลุ่มเพื่อนสุราษฏร์&lt;br /&gt;
7.   กลุ่มศิลปวัฒนธรรมเพื่อชีวิต&lt;br /&gt;
8.   กลุ่มเพื่อนจังหวัดน่าน&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=7509&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บอร์ดฟ้าเดียวกัน 
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/ajek/20090505/1286#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <pubDate>Tue, 05 May 2009 17:42:48 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1286 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>จิตร ภูมิศักดิ์ ตัวโน้ตพริ้วไหวจากชายป่า ดาวศรัทธายังส่องแสง..นิรันดร์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20081130/869</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ดนตรีกวีศิลป์&lt;/b&gt; เป็นรายการประเภทดนตรี นำเสนอทางทีวีสาธารณะ-Thai TPBS ทุกคืนวันเสาร์ สามทุ่มตรง เป็นรายการโดดเด่น แนวใหม่และกล้าเสนอความแตกต่าง &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เพลงของจิตร&lt;/b&gt; – &lt;b&gt;คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย&lt;/b&gt; เป็นชื่อการนำเสนอ ที่ “&lt;b&gt;ดนตรีกวีศิลป์&lt;/b&gt;” จัดรายการบันทึกเสียง  ที่หอแสดงดนตรีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดลกับวงดุริยางค์ซิมโฟนีและคณะนักร้องประสานเสียง ภายใต้การอำนวยเพลงโดย &lt;b&gt;ยุทธพล ศักดิ์ธรรมเจริญ&lt;/b&gt; และมี &lt;b&gt;สุกรี เจริญสุข&lt;/b&gt; เป็น ผอ.วง และเจ้าของสถานที่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/jitr.jpg&quot; align=&quot;left&quot; width=&quot;120&quot; height=&quot;80&quot; /&gt;มิตรรักแฟนเพลงที่ขอบัตรเข้าชมรายการในวันนั้น ส่วนใหญ่จะมีเลขอายุนำตัว 3 ขึ้นไป จึงรู้จักกับชายนักสู้ นักคิด นักเขียน– &lt;b&gt;จิตร ภูมิศิกดิ์ &lt;/b&gt; คนนี้  การไปฟังวันนั้น แม้จะไม่มีการร่วมร้องเพลงเหมือนคอนเสิร์ตวัยรุ่นทั่วๆไป  แต่ทุกสีหน้าทีเห็นก็คือ &lt;b&gt;มิตร &lt;/b&gt;ที่มองหน้าแล้ว ก็รู้ว่ามักคุ้นกันมาก่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;นิธิ  เอียวศรีวงศ์&lt;/b&gt; พูดไว้ก่อนเริ่มรายการว่า ดนตรีของ จิตร ภูมิศักดิ์ นั้น&lt;b&gt; ซ่อนเงื่อนกว่ากวีนิพนธ์&lt;/b&gt; ผลงานเขียนเพลงของเขา &lt;b&gt;จึงมีความเป็นอมตะ ในแง่ของคีตกวีและจะถูกจดจำมากกว่าบทกวี &lt;/b&gt;ด้วยซ้ำไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ&lt;/b&gt;-ผลงานสมัยถูกขังคุกลาดยาว เป็นเพลงแรกที่ &lt;b&gt;ป่อง ต้นกล้า-รังสิต จงณานสิทโธ&lt;/b&gt; หยิบมาร้อง  คนเคยฟังมาก่อน ก็หลับตา จำหน้าได้ เมื่อได้ยินเสียงของผู้ชายคนนี้ ในลีลาลูกทุ่ง การถ่ายทอด แม้จะไม่เท่าอดีต แต่ก็ยังคงเส้นคงวา ตามด้วยการขับร้องประสานเสียง ในอีกหลายเพลง &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;รำวงวันเมย์เดย์&lt;/b&gt;-เพลงฉลองวันกรรมกร ในทำนองกลองยาว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มาร์ชแอนตี้จักรวรรดินิยม&lt;/b&gt;-เพลงเก่าเมื่อ 50 ปีเศษ แสดงครั้งแรก 9 ธ.ค.2499 ในงานฉลอง พรบ.แรงงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 &lt;b&gt;มาร์ชลาดยาว&lt;/b&gt;-เดิมใช้ร้องในงานรื่นเริงภายในคุก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เทอดสิทธิมนุษยชน&lt;/b&gt;-เพลงที่จิตร ใช้ชื่อ &lt;b&gt;สุธรรม บุญรุ่ง&lt;/b&gt;  แต่ ทวีป วรดิลกเคยระบุว่า ตนเป็นผู้แต่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มาร์ชชาวนาไทย&lt;/b&gt;-งานเขียนตอนติดคุกของจิตร สลับด้วยการขับร้องแนวประสานของครอบครัวโฮป ในเพลง &lt;b&gt;ความหวังยังไม่สิ้น&lt;/b&gt;-เพลงในบทละคร”&lt;b&gt;มนต์รักจากเสียงกระดึง&lt;/b&gt;” ที่นักโทษการเมืองจัดขึ้นงานปีใหม่ 2505  และ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพลง&lt;b&gt; ศักดิ์ศรีแรงงาน&lt;/b&gt;- จิตร เขียนเพลงนี้เสร็จเมื่อ 5 เม.ย.2504  ขณะอยู่ในลาดยาว ถูกนำมาร้องโดย &lt;b&gt;ศรวณีย์ พรพิทักษ์พงศ์&lt;/b&gt; ลูกสาวของโฮป มาร้องแยกให้ฟังอีก 1 เพลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ช้างเผือกที่ถูกนำมาเสนอเพลงของจิตรครั้งนี้ มี 2 คน &lt;b&gt;ณัฐพร ธรรมาธิ&lt;/b&gt; มาร้องเพลง &lt;b&gt;หยดน้ำบนผืนทราย&lt;/b&gt;และ&lt;b&gt;พลธรายุทธ ทิพยุทธ&lt;/b&gt; มาในลีลาลูกทุ่ง-&lt;b&gt;กลิ่นรวงทอง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2 นักร้องร่างใหญ่นี้ เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ เจ้าของสถานที่ คนหลังกำลังเรียนปริญญาโท  แต่ผลงานการขับร้องนั้นคงได้เกรด 4   อีกคนก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน  อนาคตหากมีการดูแลผลักดันและเอาจริงกันเต็มที่ ก็พอหวังได้ว่าบ้านเราน่าจะมีนักร้องที่มีคุณภาพเสียงโทนทุ้ม ช่วยเหลือสานงานต่อ&lt;b&gt;สันติ ลุนเผ่&lt;/b&gt;ได้ ทั้งหมดเป็นช่วงภาคแรกที่จะถูกนำมาตัดต่อนำเสนอใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาคหลังจะมีการอ่านบทกวีของ&lt;b&gt;เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์&lt;/b&gt; ประกอบเสียงขลุ่ยของ&lt;b&gt; ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี &lt;/b&gt; ก่อนจะเข้าสู่บทเพลง ที่ออกจะแปลกหู เพราะไม่ค่อยได้ยินกันบ่อยนัก แม้ในยุค 14-6 ตุลาคม ชื่อเพลง &lt;b&gt;อาณาจักรความรัก&lt;/b&gt;-เพลงที่บ่งบอกถึงความเป็นปุถุชน มีรัก มีสุข มีทุกข์ สมัยวัยหวานครั้งเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพียงแต่ว่า จิตร ได้แปรค่าความรักให้มีคุณค่าแผ่ไปสู่&lt;b&gt; ผองชนที่ยากไร้ทั้งปวง&lt;/b&gt; โดย-&lt;b&gt;กมลพร  หุ่นเจริญ ,อิสร พงษ์  ดอกยอ&lt;/b&gt; เป็นผู้ขับร้อง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ภูพานปฏิวัติ&lt;/b&gt;-เพลงนำของ &lt;b&gt;พคท.-พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย &lt;/b&gt;ที่จิตรแต่งในชื่อ &lt;b&gt;ปรีชา &lt;/b&gt;สะท้อนภาพการต่อสู้ของนักปฏิวัติในป่าเขา มีสายลมแรงของภูผาลม เป็นกระแสพาบทเพลงให้เปี่ยมพลัง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 &lt;b&gt;เลือดต้องล้างด้วยเลือด , วีรชนปฏิวัติ&lt;/b&gt; สองเพลงที่แต่งสมัยร่วมการต่อสู้กับพคท. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
 &lt;b&gt;อินเตอร์เนชั่นแนล&lt;/b&gt;-เพลงแปลจากบทเพลงประจำชาติฝรั่งเศส  เพื่อปลุกเร้าความสามัคคีของชนชั้นกรรมาชีพ  ทั้งหมดถูกขับร้องอย่างชวนขนลุกของคณะนักร้องประสานเสียงฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;มนต์รักจากเสียงกระดึง&lt;/b&gt;-อีกเพลงประกอบละครชื่อเดียวกัน เชื่อว่าจิตร ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงเดิมของอิสาน ที่ชื่อ &lt;b&gt;ปางนางขึ้นภูเก็บผักหวาน&lt;/b&gt; นำมาขับร้องโดย &lt;b&gt;ณรงค์ชัย ณรงค์ราช&lt;/b&gt; , &lt;b&gt;ฟ้าใหม่&lt;/b&gt;- จิตร ใช้ทำนองเพลงพื้นบ้านโปแลนด์ มาแต่งเพลงนี้ เพื่อสร้างกำลังใจให้หมู่นักสู้เพื่อปวงชน เพลงนี้ &lt;b&gt;อัยย วีรานุกูล&lt;/b&gt; พิธีกรประจำรายการ มาเป็นผู้ขับร้องเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทะเลชีวิต&lt;/b&gt; – เพลงนี้เดิม จิตรตั้งชื่อ &lt;b&gt;ขอบฟ้าสีเงิน&lt;/b&gt; แต่งเมื่อ 2504 ร้องโดย &lt;b&gt;ป่อง ต้นกล้า&lt;/b&gt; อีกครั้ง , &lt;b&gt;แสงดาวแห่งศรัทธา&lt;/b&gt; เพลงสุดท้ายที่ร้องได้ประทับใจจาก &lt;b&gt;อิสรพงษ์ ดอกยอ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภาคหลังชุดบทเพลง “&lt;b&gt;คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย&lt;/b&gt;”  ของ จิตร ภูมิศักดิ์ จะถูกนำเสนอใน “ดนตรีกวีศิลป์”  วันเสาร์ที่ 29 พ.ย.นี้ 21.00 น. ช่อง TPBS เช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเคยเป็นนักต่อสู้ของอดีตไกลโพ้น วันวาน วันนี้ ก็ไม่ควรพลาดรายการของบทเพลงที่สะท้อนประวัติศาสต์การต่อสู้ ที่ได้อาศัยตัวโน้ตเหล่านั้น เป็นกระแสพลังให้ ...
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พร้อมใจกัน ก้าวตรงไป สู่ไทยเสรี.&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โดย&lt;/b&gt; : &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1227844695&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=08&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ลคร มติชนออนไลน์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20081130/869#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/304">culture</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/305">music</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/jitr.jpg" length="2668" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 30 Nov 2008 01:58:49 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">869 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

