<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>socialism</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ลักษณะสังคมไทย คืออะไร ?</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090809/1455</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุกองบก. &lt;/b&gt;บทความนี้ เขียนโดยคุณคมเคียว ซึ่งเคยเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี  โพสต์โดยคุณแก่น ที่เว็บไฟลามทุ่ง เนื้อหาเป็นการนำทฤษฎีลัทธิมาร์กซ มาใช้ในการวิเคราะห์สังคมไทยปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;center&gt;-------------------------------------&lt;/center&gt;
&lt;p&gt;
“ กึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ”  “ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ” 
“ ทุนนิยมกึ่งเมืองขึ้น ที่มีเศษเดนศักดินาหลงเหลืออยู่ ”  “ เมืองขึ้นแบบใหม่ ” 
“ ทุนนิยมพึ่งพา ”  “ ทุนนิยมบริวารที่พัฒนาภายใต้การครอบงำของทุนครอบโลก ” 
“ ทุนนิยมชายขอบที่พัฒนาแบบพิกลพิการ ” ฯลฯ นี่คือ “คำจำกัดความ”
สำหรับลักษณะสังคมไทย  ซึ่งมีการถกเถียงกันในสมัชชา 4 ของ พคท.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงทุกวันนี้ ในวงวิชาการทั้งสำนักลัทธิมาร์กซและสำนักลัทธิอื่น ๆ
ก็ยังมีการวิเคราะห์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
แต่ก็ยังหาข้อสรุปอันเป็นที่ยอมรับของทุก ๆ ฝ่ายไม่ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุใดจึงต้องวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย
การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทย ก็เพื่อจะดูว่าสังคมไทยในปัจจุบัน อยู่ในขั้นตอนใดของประวัติศาสตร์ ในสังคมนี้ มีชนชั้นอะไรบ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นไหนหรือกลุ่มอิทธิพลกลุ่มใด กีดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต
กีดขวางความก้าวหน้าของสังคม  จะได้จัดการทำลายสิ่งกีดขวางนั้น ๆ
ปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคม เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม
การเมืองได้พัฒนาก้าวหน้าไปทัดเทียมนานาอารยประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาร์กซได้แบ่งสังคมมนุษยชาติ ออกเป็น 5
ยุค ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมประวัติศาสตร์  ดังนี้  
1. สังคมคอมมิวนิสต์บรรพกาล  2. สังคมทาส  3. สังคมศักดินา  4. สังคมทุนนิยม
5. สังคมคอมมิวนิสต์  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมแรกกับสังคมสุดท้ายเป็นสังคมที่ไม่มีชนชั้น
ไม่มีรัฐ ไม่มีกลไกที่ใช้กดขี่ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
ตามหลักทฤษฎีวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต
การดำรงอยู่ของสังคมกำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคม สังคมแรกไม่มีชนชั้น
ไม่มีรัฐ ซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น ไม่มีความคิดเห็นแก่ตัว
ก็เนื่องจากถูกกำหนดโดยสิ่งที่ดำรงอยู่ ซึ่งก็คือสภาพแวดล้อมของสังคมในขณะนั้น  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พลังการผลิตต่ำ  ผลิตผลที่ทั้งสังคมผลิตได้
เพียงแค่สนองความต้องการขั้นต่ำสุด ของผู้คนในสังคมเท่านั้น
ไม่มีผลิตผลส่วนเกินให้คนใดคนหนึ่ง เก็บสะสมไว้เป็นของตัวเอง
เพราะถ้าทำอย่างนั้น ก็จะต้องมีคนส่วนหนึ่งอดตาย
สังคมจะเกิดความวุ่นวายปั่นป่วนระส่ำระสาย อยู่ไม่ได้  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนสังคมสุดท้าย
ชนชั้นถูกทำลาย รัฐไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่
ความคิดเห็นแก่ตัวของผู้คนในสังคมจะค่อย ๆ เลือนหายไปเอง
สังคมสุดท้ายยังมาไม่ถึง  บางคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้
ความเห็นแก่ตัวเป็นกมลสันดานของมนุษย์  ไม่มีวันหมดไปได้
สังคมคอมมิวนิสต์ เป็นเพียงสมมุติฐานที่มาร์กซ จินตนาการไว้เท่านั้น
เป็นสังคมในเชิงอุดมคติ ไม่มีวันปรากฏเป็นจริงได้อย่างเด็ดขาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แท้จริงแล้ว
ไม่ใช่เป็นเรื่องของจินตนาการหรือตั้งข้อสมมุติฐานของมาร์กซ์
หากแต่เป็นแนวโน้มการพัฒนาของประวัติศาสตร์
ซึ่งมาร์กซได้พิจารณาตามหลักวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แล้วชี้ว่า ประวัติศาสตร์
จะต้องพัฒนาไปถึงจุดนั้นอย่างแน่นอน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะว่าการพัฒนาของพลังการผลิตโดยวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ที่ก้าวรุดหน้าไปอย่างไม่ขาดสาย
ทำให้ผลิตผลของสังคม ที่ผลิตออกมานั้น มากเกินพอที่มนุษย์เราจะบริโภคได้หมด
ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไขว่คว้า หามาเก็บสะสมไว้เป็นของส่วนตัว
ต้องการเมือใด ก็สามารถหยิบฉวยมาได้เมื่อนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเรายอมรับทัศนะวัตถุนิยมที่เห็นว่า วัตถุกำหนดจิต
การดำรงอยู่ทางวัตถุของสังคม กำหนดความรู้สึกนึกคิดของสังคมแล้ว
เราย่อมเชื่อว่า สังคมสุดท้ายของมนุษย์ชาติ ต้องไม่มีชนชั้น ไม่มีรัฐ
ไม่มีการกดขี่
ไม่มีความเห็นแก่ตัว อันเป็นสังคมในอุดมคติที่ทุกคนใฝ่ฝันหานั้น ปรากฏเป็นจริงได้ ไม่ใช่ฝันเฟื่องอย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมทาส  สังคมศักดินา
สังคมทุนนิยมเป็นระบอบสังคมที่มีชนชั้น  มีการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น
มีรัฐซึ่งเป็นเครื่องมือกดขี่ทางชนชั้น
มีการถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตโดยปัจเจกบุคคล
อันเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการขูดรีดทางเศรษฐกิจ ที่ชนชั้นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต กระทำต่อชนชั้นที่ปราศจากกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้เกิดการแยกขั้วทางชนชั้น
ระหว่างชนชั้นที่กดขี่ขูดรีดกับชนชั้นที่ถูกกดขี่ขุดรีด
ชนชั้นปกครองกับชนชั้นถูกปกครอง ในระบอบสังคมดังกล่าว
จะมีการต่อสู้ทางชนชั้น ดำรงอยู่ตลอดเวลา และผลของการต่อสู้ทางชนชั้น
ทำให้สังคมพัฒนาจากสังคมหนึ่ง ไปเป็นอีกสังคมหนึ่งซึ่งมีระดับสูงขึ้นตามลำดับ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นก็คือจากสังคมทาส  สู่สังคมศักดินาและสังคมทุนนิยม
สังคมศักดินาเข้าแทนที่สังคมทาส สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมทุนนิยมเข้าแทนที่สังคมศักดินานิยมในระหว่างศตวรรษที่ 14 – 19
โดยชนชั้นนายทุน ทำการปฏิวัติโค่นล้มชนชั้นศักดินา
เอาระบอบเศรษฐกิจทุนนิยม เข้าแทนที่ระบอบเศรษฐกิจศักดินานิยม
เอาระบอบการเมืองประชาธิปไตย แทนที่ระบอบการเมืองสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ถ้าเรานับอายุของระบอบทุนนิยม จากที่เริ่มพัฒนาจนถึงปัจจุบันก็ประมาณ 500
ปีหรือ 5 ศตวรรษ   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในระหว่าง 5 ศตวรรษนี้  การพัฒนาทุนนิยมจะไม่สม่ำเสมอ
บางประเทศพัฒนาไปไกลจนเป็นจักรวรรดินิยมและลัทธิล่าเมืองขึ้น
ส่วนประเทศที่ยังไม่พัฒนา
สังคมยังอยู่ในขั้นก่อนทุนนิยม ก็จะตกเป็นเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น ของประเทศทุนนิยมล่าเมืองขึ้น ตามเงื่อนไขประวัติศาสตร์ที่การพัฒนาสังคมเหลื่อมล้ำต่ำ
สูงไม่เท่ากัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนถึงต้นศตวรรษ-กลางศตวรรษที่ 20
สังคมสังคมนิยมอันเป็นขั้นต้นของสังคมคอมมิวนิสต์ ได้อุบัติขึ้นจากประเทศหนึ่งเป็นหลายประเทศ จนกลายเป็นระบอบสังคมของโลก ควบคู่กับระบอบทุนนิยม
ส่งผลให้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวของขบวนการปลดแอกประชาชาติ ระหว่างกลาง -
ปลายศตวรรษที่  20
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาประเทศเมืองขึ้นกึ่งเมืองขึ้น พากันต่อสู้ช่วงชิงจนได้มาซึ่งเอกราชและเลือกเดินหนทาง “ มิใช่ทุนนิยม ”
แต่ในเวลาต่อมา ก็พากันหันมาเดินหนทางทุนนิยม
กลายเป็นประเทศทุนนิยมที่พัฒนาทีหลังหรือกำลังพัฒนา
จึงกล่าวได้ว่าประเทศต่าง ๆ
ของโลกในปัจจุบัน ได้ก้าวเข้าสู่ทุนนิยมโดยถ้วนหน้าแล้ว รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนจะเป็นทุนนิยมแบบไหน เป็นทุนนิยมพัฒนาแล้ว  กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องทำการวิเคราะห์ตามลักษณะพิเศษของสังคมนั้น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับสังคมประเทศไทยเรา มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ
ตรงที่ชนชั้นนายทุนไทยถึงแม้ว่า ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. 2475 ก็ตาม
แต่ประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ก็ไม่สามารถหยั่งรากลงดินได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะว่า ถูกทำลาย
ถูกยับยั้งไม่ให้เข้มแข็งเติบใหญ่ ด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารครั้งแล้วครั้งเล่าโดยขุนศึกศักดินา พรรคการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุนไทย ไม่สามารถพัฒนาให้เข้มแข็ง
เติบใหญ่กลายเป็นพลังในการพัฒนาทุนนิยม ตามกฎเกณฑ์ทั่วไปได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชนชั้นศักดินาในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งไม่ดำรงอยู่อีกต่อไป
เพราะ&lt;b&gt;ได้แปรเป็นชนชั้นนายทุน&lt;/b&gt;
กลายเป็นกลุ่มทุนศักดินาที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ มีบารมี
มีศักดานุภาพที่สั่งสมมายาวนาน สามารถดลบันดาล ให้การเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามเจตจำนงทางอัตวิสัยของตนได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยใช้อิทธิพลเหนือรัฐผ่านกลไกรัฐที่สำคัญ
เช่นกองทัพ ขุมกำลังข้าราชการประจำ ชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม
กลไกทางกฎหมาย ศาล รวมทั้งสื่อสารมวลชนที่อยู่ในอาณัติ เป็นต้น
โดยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของชนชั้นนายทุน ไม่เคยกุมกลไกเหล่านี้ได้แม้แต่พรรคเดียว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางคนบอกว่า
ประเทศไทยได้พัฒนาเป็นทุนนิยมแล้ว ทั้งรากฐานทางเศรษฐกิจและโครงสร้างชั้นบน
การเมืองการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุนแล้ว ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ  
มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ที่ทุกคนแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน ก็ไม่มีเอกสิทธิ์
ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย
มีบทบัญญัติอีกมากมายรองรับสิทธิหน้าที่ของประชาชน ที่ใครก็ละเมิดไม่ได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทบัญญัติมีอยู่จริง แต่ก็มีการละเมิด
ล้มล้างรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดโดยกลุ่มอำนาจเหนือรัฐตลอด 70
กว่าปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่ารากฐานทางเศรษฐกิจ  รูปแบบการผลิต
รูปแบบการขูดรีด จะเป็นทุนนิยมแล้วก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่โครงสร้างชั้นบน  การเมือง
การปกครอง วัฒนธรรม ศาสนา จารีต ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปการจิตสำนึก
ในปริมณฑลด้านต่าง ๆ
เหล่านี้ ยังเป็นศักดินาอยู่อย่างหนาแน่น ทั้งรูปแบบภายนอกและเนื้อหาภายใน
ทั้งทางปริมาณและคุณภาพ รูปแบบการขูดรีดแบบศักดินาเดิม แม้จะไม่ดำรงอยู่แล้ว
หรือมีก็เหลือน้อยเมื่อเทียบสัดส่วนกับรูปการขูดรีดแบบทุนนิยม
เช่นการขูดรีดค่าเช่า และการปล่อยกู้รีดดอกสูง เป็นต้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่รูปแบบการขูดรีดที่อยู่นอกกฎเกณฑ์โดยทั่วไปของชนชั้นนายทุน กลับเป็นรูปแบบขูดรีดที่สำคัญของกลุ่มทุนศักดินา เช่น ใช้อภิสิทธิ์ ใช้บารมี
ที่กลุ่มทุนกลุ่มอื่นไม่สามารถทำได้ ไปสะสมทุนและรวมศูนย์ทุน
จนกลุ่มทุนกลุ่มนี้ กลายเป็นกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่า
มากมายมหาศาล จากรูปแบบและวิธีการขูดรีดที่มีลักษณะศักดินาดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น
&lt;b&gt;กลุ่มทุนผูกขาดศักดินา&lt;/b&gt; จึงเป็นกลุ่มทุนที่ขัดขวางการพัฒนาของพลังการผลิต
ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ ให้เจริญก้าวหน้า
ขัดขวางการพัฒนาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์
พรรคการเมืองอันเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตย ถูกกลุ่มทุนผูกขาดกลุ่มนี้
ทำลายพรรคแล้วพรรคเล่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งพรรคการเมืองแนวสังคมนิยม ยิ่งไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
เหลือเพียงพรรคการเมืองเก่าแก่ ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มนี้ ที่อยู่ยงคงกะพัน
ทุกครั้งที่พรรคการเมืองอันเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนกลุ่มอื่น ทำท่าจะเข้มแข็ง  ก็จะถูกทำลายด้วยการยึดอำนาจรัฐประหารเสียทีหนึ่ง
ต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขนาดพรรคการเมือง ซึ่งมีที่นั่งในรัฐสภาท่วมท้น
โดยผ่านการเลือกตั้ง ด้วยเสียงสนับสนุนของประชาชนถึง 19
ล้านเสียง จนสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ก็ยังเอาตัวไม่รอด
ถูกไล่บี้จนแตกกระสานซ่านเซ็น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ฉะนั้น สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่า &lt;/b&gt;&lt;b&gt;ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยนั้น
จึงเป็นเพียงรูปแบบที่เขียนไว้ให้ดูสวยหรู
และมีไว้สำหรับหลอกประชาชน ให้หลงดีใจเท่านั้น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะ&lt;b&gt;อำนาจที่แท้จริง อยู่ที่เหล่าขุนนางอำมาตย์
เหล่าชนชั้นผู้ดีมีตระกูลในสังคม&lt;/b&gt;
ซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มทุนศักดินา
รูปแบบภายนอก ดูเป็นประชาธิปไตย  แต่เนื้อหาภายในคืออำมาตยาธิปไตย
อภิชนาธิปไตย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับระบบเศรษฐกิจโลก
เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์
ไม่มีประเทศใดในโลก สามารถอยู่ได้ตามลำพังโดยไม่สัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลก
ทุกประเทศล้วนตกอยู่ในกระแสและวังวนของเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ทั้งสิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทางเดียวที่จะต่อต้านกระแสเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ ที่บรรดาประเทศทุนนิยมพัฒนาทีหลังตกเป็นเบี้ยล่าง ถูกประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วเอารัดเอาเปรียบก็คือ
&lt;b&gt;พัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ และพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะได้ร่วมกับประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบทั้งปวง
สร้างอำนาจต่อรอง ให้มีการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่แทนระเบียบเศรษฐกิจโลกเก่า ที่รับใช้กลุ่มประเทศทุนนิยมที่เจริญแล้วมายาวนาน  
แต่กลุ่มทุนศักดินา ยินดีที่จะให้เศรษฐกิจการเมืองคงสถานภาพแบบเดิม ๆ
คือ การเมืองในระบอบประชาธิปไตยล้มลุกคลุกคลาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยอ้างว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกนั้น ไม่เหมาะกับสังคมไทย
สังคมไทยมีลักษณะพิเศษต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยไทย
ส่วนเศรษฐกิจ ก็ถอยหลังไปยึดมั่นในทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง
ทั้งนี้เพื่อให้กลุ่มทุนของตน สามารถพัฒนาไปตามลำพังอย่างไร้คู่แข่ง โดยสมคบกับทุนจักรวรรดินิยม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนทุนจักรวรรดินิยม ก็ยินดีให้ไทยคงสภาพเศรษฐกิจการเมืองที่อ่อนแอ
ล้าหลัง ล้มลุกคลุกคลาน จะได้เอารัดเอาเปรียบสูบรีดได้อย่างเต็มที่
ฉะนั้น ทั้งกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม จึงมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน ในการทำให้เศรษฐกิจการเมืองของไทยไม่พัฒนา
เป็นอิทธิพลทั้งจากภายในและภายนอกที่ขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมของประเทศไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลักษณะสังคมที่รากฐานทางเศรษฐกิจเป็นทุนนิยม
แต่โครงสร้างชั้นบนยังเป็นศักดินาอำมาตยาธิปไตย
อิทธิพลที่เป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมให้เข้มแข็ง
พัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์คือ &lt;b&gt;อิทธิพลของกลุ่มทุนศักดินาและจักรวรรดินิยม &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลักษณะสังคมอย่างนี้ จะเรียกว่าสังคมอะไรดี 
“ ทุนนิยมขั้นต้นตอนปลายที่มีอิทธิพลศักดินาหลงเหลืออยู่ ”  
“ ทุนนิยมบริวารที่ขึ้นต่อทุนนิยมศูนย์กลาง ”  “ ทุนนิยมแบบพิกลพิการ ”
“ ทุนนิยมศักดินาทหาร ” 
“ ทุนนิยมกำลังพัฒนาภายใต้อำนาจ และอิทธิพลครอบงำของศักดินานิยมและจักรวรรดินิยม ” 
“ทุนนิยมกำลังพัฒนา ที่มีอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่ ”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำจำกัดความใดที่สามารถสะท้อนรูปแบบและเนื้อหาของสังคม ได้ครอบคลุมที่สุด ก็น่าจะถือเอาอันนั้น
ขอเพียงเรามองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน เพื่อกำหนดภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ได้ถูกต้องก็พอแล้ว ส่วนคำจำกัดความนั้น จะเป็นอะไรก็ได้
ไม่ควรเสียเวลาไปถกเถียงกันให้มากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากลักษณะของสังคมดังกล่าว
ความขัดแย้งของสังคม จึงเป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนอันกว้างไพศาล กับชนชั้นปกครองที่มีอำนาจและอิทธิพลเหนือรัฐ
และความขัดแย้งระหว่างพลังฝ่ายประชาธิปไตยฝ่ายหนึ่ง
กับพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำมาตยาธิปไตยอีกฝ่ายหนึ่ง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ของเราคือ สามัคคีกับชนชั้นต่าง ๆ
ในสังคม รวมทั้งชนชั้นนายทุนที่ถูกกลุ่มทุนศักดินาเอารัดเอาเปรียบ
สามัคคีกับพลังฝ่ายประชาธิปไตยทั้งปวง กับทุกพรรคการเมือง
ทุกกลุ่มการเมือง ที่ถูกกลุ่มอำนาจเหนือรัฐกดขี่ด้วยกำลัง
(ถูกปล้นอำนาจตามกฎหมายด้วยการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ)
ถูกกลั่นแกล้งด้วยกฎหมายโดยตุลาการภิวัฒน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลไกสำคัญอีกอันหนึ่ง
(เลือกยุบพรรคตัดสิทธิ์ทางการเมืองแกนนำคนสำคัญของพรรคการเมือง ที่ไม่อยู่ในอาณัติของตน
ยกเว้นพรรคการเมืองที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้)
ตัดแข้งตัดขาไม่ให้พรรคการเมืองนอกอาณัติ พัฒนาพลังทางการเมืองจนเข้มแข็งเติบใหญ่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราจะต้องร่วมกับพรรคการเมืองเหล่านี้ ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่สมบูรณ์  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ร่วมกันต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมในสังคม
เพื่อให้ได้มาซึ่ง&lt;/b&gt;&lt;b&gt;สังคมใหม่ ที่ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ
ทุกคนมีความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=34.0&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090809/1455#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <pubDate>Sun, 09 Aug 2009 15:48:53 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1455 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สังคมนิยมจากล่างสู่บน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090705/1401</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ &lt;/b&gt;บทความนี้ นำมาจากเอกสารพีดีเอฟ ซึ่งเป็นสิ่งตีพิมเผยแพร่ของ&lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org&quot;&gt; เว็บองค์กรเลี้ยวซ้าย&lt;/a&gt; ซึ่งเป็นกลุ่มนิยมซ้าย ที่ยังคงยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ-เลนิน และได้เคลื่อนไหวเผยแพร่แนวทางสังคมนิยมและรัฐสวัสดิการ ต่อกลุ่มแรงงานและนักศึกษามหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาเป็นเวลานาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากเอกสารต้นฉบับเป็นไฟล์พีดีเอฟ จึงขอท่านผู้อ่าน กรุณาดาวโหลดไปอ่าน ตามลิ้งด้านล่างนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;a href=&quot;/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot;&gt;สังคมนิยมจากล่างสู่บน&lt;/a&gt;&lt;/b&gt; หรือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากดาวโหลดจาก&lt;b&gt; &lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org/autopagev3/fileupload/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot;&gt;&lt;b&gt;เว็บเลี้ยวซ้าย&lt;/b&gt; &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism.pdf&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090705/1401#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/432">maxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/306">revolution</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/MonJune2007-15-17-54-Socialism_0.pdf" length="252886" type="application/pdf" />
 <pubDate>Sun, 05 Jul 2009 00:40:06 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1401 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ทำไมต้องสังคมนิยม ? โดย อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090615/1355</link>
 <description>&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; บทความ ทำไมต้องสังคมนิยม ? เขียนโดย &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Albert_Einstein&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;อัลเบิร์ท ไอน์สไตน์&lt;/a&gt; เมื่อประมาณ ปี คศ.1949 (พศ.2492 ) ให้นิตยสาร Monthly Review ชื่อเดิมในภาษาอังกฤษคือ Why Socialism ? by Albert Einstein แปลและเรียบเรียงโดย สมเกียรติ ตั้งนโม เผยแพร่ที่ &lt;a href=&quot;http://www.midnightuniv.org/midschool2000/newpage18.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน &lt;/a&gt;
&lt;p&gt;
กองบรรณาธิการ นำมาเสนอในเวลานี้ เนื่องจากเห็นว่า แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมา ถึง 60 ปีแล้ว แต่งานนี้ ยังมีคุณค่าทางวิชาการและทางประวัติศาสตร์ต่อคนรุ่นปัจจุบัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/78/Einstein1921_by_F_Schmutzer_4.jpg/225px-Einstein1921_by_F_Schmutzer_4.jpg&quot; align=&quot;left&quot; height=&quot;281&quot; width=&quot;225&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;คำนำของผู้แปลและเรียบเรียง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว อัลเบริท ไอน์สไตน์ ได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาให้กับนิตยสาร Monthly Review (1949) เพื่อสะท้อนความรู้สึก เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของลัทธิทุนนิยมในตะวันตก ซึ่งได้ก่อให้เกิดความแตกแยกของสังคมออกเป็นชิ้น ๆ จนถึงระดับปัจเจก. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลพวงดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นมาจากการแข่งขันและการเล็งผลเลิศไปที่กำไรเป็นสำคัญ ทำให้ปัจเจกชนขาดสำนึกที่มีต่อสังคม แม้กระทั่งต่อกลุ่มที่ตนสังกัด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ เขายังสะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มทุนและนายทุนเอกชน ผู้ซึ่งครอบครองเครื่องมือและปัจจัยการผลิต ที่พยายามเอาเปรียบบรรดาคนงานทั้งหลาย โดยหวังเพียงผลกำไรของตนเป็นสำคัญ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งโรงเรียนต่างๆก็มุ่งสร้างคนเข้าสู่ระบบทุนนิยมนี้ ปลูกฝังทัศนะคติเกี่ยวกับการแข่งขัน โดยปราศจากความสำนึกทางศีลธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และเมื่อมองไปที่ระบบการเมือง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ ก็ถูกนายทุนเอกชนเข้ามามีอิทธิพลครอบงำ ทำให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ไม่สามารถเลือกตัวแทนผลประโยชน์ของตนเองเข้าไป แก้ปัญหาความทุกข์ยากของตัวเองได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอน์สไตน์ได้เสนอทางออกของวิกฤตสังคม โดยนำเอาลัทธิสังคมนิยมมาพิจารณา ซึ่งในเวลานั้น ถือเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาได้มองเห็นคุณความดีของระบอบสังคมนิยม ที่มุ่งกระทำเพื่อสังคมและชุมชน มากกว่าที่จะเล็งผลสำเร็จไปที่ตัวปัจเจกชน มองระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่คำนึงถึงภาคแรงงานและการผลิต เพื่อประโยชน์ที่แท้จริง มากกว่าคำนึงผลกำไรและการผลิตสินค้าอันไม่จำเป็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การนำเสนอสิ่งเหล่านี้ เป็นการเสนอแนวคิดข้ามขอบเขตความรู้ของตนเองไปสู่สาขาเศรษฐศาสตร์ ดังนั้น การเริ่มต้นบทความชิ้นนี้ ไอน์สไตน์จึงให้เหตุผลกับผู้อ่าน อีกทั้งเป็นการสร้างฐานของความชอบธรรมขึ้นสำหรับตนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อเสนอความคิดเห็นส่วนตัวต่อมาตามลำดับ และในท้ายที่สุด เขามาจบลงที่การชื่นชมต่อนิตยสาร monthly Review ที่เป็นเวที ให้กับการถกเถียงกันในประเด็นเกี่ยวกับสังคมนิยมในโลกตะวันตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บทความนี้ แรกทีเดียวได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสาร Monthly Review ฉบับแรก (พฤษภาคม 1949) This essay was originally published in the first issue of Monthly Review (May 1949)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
--------------------------------------------------------------------------- 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำถามมีว่า คน ๆ หนึ่งสามารถจะให้คำแนะนำ และแสดงทัศนะในเรื่องของสังคมนิยมออกมาได้ไหม, ทั้ง ๆ ที่คน ๆ นั้นไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในประเด็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมแต่อย่างใดเลย ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีเหตุผลมากมายที่จะตอบว่า เขาคนนั้น สามารถที่จะทำเช่นนั้นได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก ขอให้ข้าพเจ้าพิจารณาถึงคำถามข้างต้น จากแง่คิดหรือความเห็นทางความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ก่อน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังที่ปรากฎ อาจมองได้ว่า โดยสาระแล้ว มันไม่มีความแตกต่างกันในระเบียบวิธีการเลยระหว่าง ดาราศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่นคือ ในขอบเขตความรู้ทั้งสองสายนี้ บรรดานักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั้งหลาย ต่างพยายามที่จะค้นหากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของการเป็นที่ยอมรับได้ทั่ว ๆ ไป สำหรับกลุ่มของปรากฎการณ์ที่มีขอบเขตกำหนดอันหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมโยงกันเกี่ยวกับปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา ให้สามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจนเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในความเป็นจริง ความแตกต่างกันในเรื่องวิธีการนั้น แน่นอน มันมีอยู่อย่างไม่อาจปฏิเสธได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับการค้นหากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในขอบเขตหรือความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ถูกทำให้ยุ่งยากขึ้นมาโดยสภาวการณ์ที่ว่า ปรากฎการณ์ที่ได้รับการสังเกตทางเศรษฐกิจนั้น บ่อยครั้ง ได้รับผลกระทบจากเงื่อนไขหรือปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ซึ่งยากมากที่จะประเมินออกมาได้ ในลักษณะที่แยกส่วนหรือเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในตัวของมันเอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประการหนึ่ง ประสบการณ์ซึ่งได้มีการสะสมเพิ่มพูนขึ้นมา นับจากการเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot;ยุคอารยธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษย์&amp;quot; นั้น - อย่างที่พวกเรารู้กัน - ได้รับอิทธิพลอย่างมาก และถูกวางข้อจำกัดเอาไว้โดยมูลเหตุต่าง ๆ หรือที่มา ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวโดด ๆ แต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยกตัวอย่างเช่น รัฐที่สำคัญ ๆ ส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ ต่างเป็นหนี้บุญคุณในการดำรงอยู่ของพวกมัน ด้วยการพิชิตหรือการได้ชัยชนะผู้อื่นมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้คนที่ได้ชัยชนะทั้งหลายได้สถาปนาตัวของพวกเขาเองขึ้น, ทั้งทางด้านกฎหมายและทางเศรษฐกิจ, ในฐานะที่เป็นชนชั้นพิเศษหรืออภิสิทธิ์ชนของประเทศที่พ่ายแพ้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาได้ยึดครองผืนแผ่นดินในฐานะผู้เป็นเจ้าของแบบผูกขาด และได้แต่งตั้งตำแหน่งพระ หรือตัวแทนศาสนาขึ้นมาท่ามกลางหมู่พวกเขา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บรรดาพระและตัวแทนทางศาสนา ได้เข้ามาควบคุมเรื่องของการศึกษา, ทำการแบ่งแยกชนชั้นต่าง ๆ ในสังคมออกจากกัน โดยการสถาปนาสถาบันที่มั่นคงขึ้น และได้สร้างระบบคุณค่าอันหนึ่งมารองรับ โดยที่ผู้คนจำนวนมากไม่ทันรู้ตัวหรือสำนึกมาก่อน, ทั้งนี้เพื่อคอยเป็นแนวนำทางต่อพฤติกรรมต่าง ๆทางสังคมของพวกเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ขนบจารีตทางประวัติศาสตร์ ดังที่กล่าว ของเมื่อวันวาน; จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรเลยที่เราพิชิตหรือเอาชนะ ดังที่ Thorstein Veblen (1857-1929) เรียกว่า &amp;quot;ช่วงของการปล้นชิงหรือเบียดเบียนกัน&amp;quot;ในพัฒนาการของมนุษย์(&amp;quot;the predatory phase&amp;quot; of human development). 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่น่าสังเกตุในทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของช่วงตอนดังกล่าว และแม้แต่กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันนั้น ดังที่เราได้สืบทอดมาจากพวกเขา ก็ไม่อาจนำมาใช้กับช่วงตอนอื่นๆได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเหตุที่จุดประสงค์ที่แท้จริงของสังคมนิยมเป็นที่ประจักษ์ว่า ชัยชนะและความก้าวหน้า มันอยู่เลยไปจากช่วงตอนของการปล้นชิงในพัฒนาการของมนุษย์, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น ศาสตร์ทางเศรษฐกิจในรัฐที่มีอยู่ สามารถที่จะทอดความสว่างได้เพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ลงไปบนสังคมที่ยึดถือแนวทางสังคมนิยมแห่งอนาคต. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวให้ง่ายก็คือ เศรษฐกิจในแบบปล้นชิงหรือเบียดเบียนนั้น มันล้าหลังไปกว่าแนวทางของสังคมนิยมนั่นเอง. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง, สังคมนิยมได้ถูกกำกับทิศทาง ให้หันเข้าสู่เป้าหมายทางด้านจริยธรรมทางสังคม. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อย่างไรก็ตาม วิทยาศาสตร์, ไม่สามารถสร้างเป้าหมายต่างๆ, หรือแม้แต่ค่อย ๆ ทำให้มันซึมซาบเข้าไปในตัวมนุษย์ได้; วิทยาศาสตร์, อย่างมากที่สุดก็เพียง จัดหาวิธีการซึ่งจะทำให้บรรลุถึงเป้าหมายต่างๆได้บ้าง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับเป้าหมายต่าง ๆ ในตัวของมันเองนั้น ได้ถูกนึกคิดหรือเข้าใจ โดยบุคลิกภาพต่างเกี่ยวกับอุดมคติที่สูงตระหง่านทางจริยธรรม และ - ถ้าหากว่าเป้าหมายเหล่านี้ไม่เป็นหมัน, แต่มีชีวิตและกระฉับกระเฉง - ได้ถูกรับเอามา และอุ้มชูต่อไป โดยผู้คนเป็นจำนวนมากเหล่านั้น, มันก็จะมากำหนดวิวัฒนาการที่เป็นไปอย่างช้า ๆ ของสังคม จนแทบจะไม่ทันรู้สึกตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กับเหตุผลข้างต้นเหล่านี้, เราควรที่จะพิทักษ์ตัวของเรา ไม่ใช่เพื่อประเมินวิทยาศาสตร์ และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เอาไว้สูงเกินไป เมื่อมันเป็นคำถามหนึ่งของปัญหาต่างๆของมนุษย์;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และเราไม่ควรจะทึกทักไปว่า ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเป็นบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิที่จะแสดงตัวของพวกเขาเอง ต่อคำถามต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อองค์ระบบของสังคม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เสียงของผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนต่างยืนยันเป็นครั้งคราวในตอนนี้ว่า สังคมมนุษย์กำลังผ่านไปสู่ช่วงวิกฤตหนึ่ง, ซึ่งความมั่นคงของมันนั้นได้ถูกทำให้แตกออกเป็นชิ้นๆอย่างรุนแรง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันเป็นลักษณะเฉพาะอันหนึ่งของสถานกาณ์ที่ปัจเจกชนแต่ละคน ต่างรู้สึกเมินเฉยหรือไม่แยแส หรือแม้แต่เป็นปรปักษ์กับกลุ่ม, ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่, ซึ่งพวกเขาสังกัดอยู่. เพื่อที่จะแสดงความหมายของข้าพเจ้าขึ้นมาเป็นภาพ, ขอให้ข้าพเจ้าบันทึกประสบการณ์ส่วนตัวอันหนึ่งลงในที่นี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าพเจ้าได้พูดคุยกับคนที่เฉลียวฉลาดและเป็นมิตรที่ดีคนหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องการคุกคามของสงครามอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในความเห็นของข้าพเจ้า มันจะเป็นสงครามที่ก่อให้เกิดอันตราย ที่รุนแรงและจริงจังต่อการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่า จะมีเพียงองค์กรที่อยู่เหนือชาติต่างๆเท่านั้น(supra-nation organization)ที่จะให้การปกป้องจากภัยและอันตรายนี้ได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่พื่อนของข้าพเจ้า, ได้กล่าวกับข้าพเจ้าด้วยความสงบและเยือกเย็นว่า :   &amp;quot;ทำไมคุณจึงรู้สึกเป็นปรปักษ์อย่างลึกซึ้ง ต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ล่ะ ?&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพเจ้ามั่นใจว่า น้อยมากเท่า ๆ กับศตวรรษที่ผ่านมา ที่จะมีใครพูดออกมาในลักษณะแบบนี้. มันเป็นถ้อยคำของคน ๆ หนึ่ง ซึ่งพยายามมุ่งมั่นอย่างไร้ประโยชน์ ที่จะบรรลุถึงดุลยภาพอันหนึ่งภายในตัวของเขาเอง และสูญสิ้นความหวังเกี่ยวกับความต่อเนื่องไปแล้ว ไม่มากก็น้อย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันเป็นการแสดงออกของความโดดเดี่ยวอันเจ็บปวด และการแยกตัวออกไป จากผู้คนจำนวนมากที่กำลังเป็นทุกข์ในวันเวลาเหล่านี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามก็คือ อะไรคือสาเหตุเหล่านี้ ? และมันมีทางออกสำหรับเรื่องนี้ไหม ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันง่ายที่จะตั้งคำถามต่าง ๆ ขึ้นมา, แต่ยากที่จะตอบคำถามเหล่านั้นออกมา ในระดับที่มีความมั่นใจ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าจะพยายามลองดู ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่า ข้าพเจ้าจะสำนึกเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า ความรู้สึกของพวกเราและความมุ่งมั่น บ่อยครั้ง เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกันและคลุมเครือ และนั่นทำให้พวกมันไม่สามารถที่จะได้รับการแสดงออกมาได้ง่าย ๆ และมีสูตรสำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างที่เห็นพ้องต้องกัน มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยวและเป็นสัตว์สังคมในเวลาเดียวกัน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว เขาพยายามที่จะปกป้องการดำรงอยู่ของเขา และบุคคลทั้งหลาย ซึ่งมีความใกล้ชิดกับเขาที่สุด เขาจะชดเชยความปรารถนาส่วนตัวต่าง ๆ ของเขา และจะพัฒนาความสามารถภายในต่างๆของตัวเองขึ้นมา. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนในฐานะสัตว์สังคม เขาแสวงหาที่จะบรรลุถึงการยอมรับ และการเป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนมนุษย์, เพื่อปันส่วนความพอใจของพวกเขา เพื่อคอยปลอบโยนในความเศร้าโศกของพวกเขา และเพื่อปรับปรุงเงื่อนไขเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การมีอยู่เกี่ยวกับความผันผวนเหล่านี้ (มนุษย์ในฐานะปัจเจกและในฐานะสัตว์สังคม), มันขัดแย้งกันบ่อย ๆ พวกเขามุ่งมั่นและพยายามที่จะให้เหตุผล หรือคำอธิบายเกี่ยวกับลักษณะเฉพาะพิเศษของมนุษย์, และการรวมตัวกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะที่มากำหนดขอบเขตซึ่ง ปัจเจกชนคนหนึ่ง สามารถบรรลุถึงดุลยภาพภายในได้ ในเวลาเดียวกัน ก็สามารถส่งเสริมไปสู่การดำรงอยู่ที่ดีของสังคมได้เช่นกัน.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเป็นไปได้ทีเดียวที่ว่า ความเข้มแข็งในเชิงสัมพัทธ์เกี่ยวกับแรงขับทั้งสองอันนี้ โดยหลักแล้ว ได้ถูกกำหนดโดยการรับทอดสืบช่วงลงมา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่บุคลิกภาพ ในท้ายที่สุดนั้นดังที่ปรากฏ ส่วนใหญ่แล้วได้รับการก่อตัวขึ้นมาโดยสภาพแวดล้อม ซึ่งมนุษย์บังเอิญไปค้นพบตัวเขาในช่วงระหว่างพัฒนาการของตัวเอง โดยโครงสร้างของสังคมซึ่งเขาได้เติบโตขึ้น, โดยขนบประเพณีของสังคม, และโดยลักษณะการประเมินเกี่ยวกับแบบฉบับเฉพาะของพฤติกรรม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แนวคิดนามธรรมคำว่า&amp;quot;สังคม&amp;quot; มีความหมายต่อมนุษย์ในฐานะปัจเจกชน กล่าวคือ มันเป็นผลรวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมของเขา ที่มีต่อคนร่วมยุคร่วมสมัย และผู้คนทั้งหมดของคนในรุ่นก่อนหน้าเขา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจเจกชนสามารถที่จะคิด รู้สึก ดิ้นรนต่อสู้ และทำงานโดยตัวของเขาเอง; แต่เขาก็ขึ้นอยู่กับหรือต้องพึ่งพาสังคมมากมาย - ทั้งทางด้านกายภาพ, สติปัญญา และการมีอยู่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของเขา - ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะคิดถึงเขา หรือเข้าใจเขา โดยอยู่ภายนอกกรอบหรือขอบเขตของสังคมได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันคือ&amp;quot;สังคม&amp;quot;ซึ่งได้ตระเตรียมหรือจัดหาอาหารมาให้กับมนุษย์, เสื้อผ้า บ้าน เครื่องมือการทำงาน ภาษา รูปแบบต่างๆทางความคิด และส่วนใหญ่เกี่ยวกับเนื้อหาของความคิด; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นไปได้ว่า ชีวิตของเขาได้รับการสร้างขึ้นมา โดยผ่านแรงงานและความสำเร็จของผู้คน ทั้งในอดีตและปัจจุบันนับเป็นล้าน ๆ คน ผู้ซึ่งทั้งหมด ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำ ๆ เล็ก ๆ คำหนึ่งที่ออกเสียงว่า&amp;quot;สังคม&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้ มันจึงเป็นที่ชัดแจ้งว่า การพึ่งพาอาศัยของปัจเจกชนต่อสังคมนั้น คือข้อเท็จจริงอันหนึ่งเกี่ยวกับธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถที่จะลบล้างไปได้ - เทียบกันกับกรณีของมดและผึ้ง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทั้งหมดเกี่ยวกับกระบวนการชีวิตของมดและผึ้งนั้น ได้ถูกกำหนดลงไปในรายละเอียดที่เล็กที่สุดโดยความเข้มงวด เป็นมรดกตกทอดในระดับสัญชาตญาน, แต่แบบแผนทางสังคมและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันของมนุษย์ กลับเป็นเรื่องที่ผันแปรและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลง และไม่ใช่เรื่องของสัญชาตญานโดยลำพัง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความทรงจำ, ความสามารถที่จะรวมตัวกันใหม่, พรสวรรค์เกี่ยวกับการสื่อสารกันได้ด้วยปาก ได้ทำให้มีความเป็นไปได้ในการพัฒนาต่าง ๆ ท่ามกลางหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งไม่ได้ถูกบงการโดยความจำเป็นทางชีววิทยา. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พัฒนาการต่าง ๆ นั้น แสดงตัวของมันเองออกมาในขนบประเพณีต่าง ๆ สถาบันและองค์กรทั้งหลาย; ทั้งในวรรณคดี; ในความสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรม ฯลฯ; และรวมไปถึงผลงานทางศิลปะ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในด้านหนึ่งนั้น อันนี้ได้อธิบายว่า ทำไมจึงปรากฏว่า มนุษย์สามารถที่จะมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขา โดยผ่านการประพฤติการปฏิบัติของตนเอง, และในกระบวนการความคิดที่มีสำนึกอันนี้ และความต้องการ สามารถแสดงบทบาทอันหนึ่งออกมาได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มนุษย์เรียนรู้มาตั้งแต่เกิด โดยผ่านการถ่ายทอดทางพันธุกรรม มันเป็นอุปนิสัยในทางชีววิทยาที่พวกเขาต้องคำนึงถึง ซึ่งได้ถูกกำหนดมาและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้, รวมถึงแรงกระตุ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์มนุษย์. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ช่วงระหว่างที่มีชีวิต เขาได้เรียนรู้สิ่งสร้างทางวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งได้รับมาจากสังคม โดยผ่านการสื่อสาร และผ่านแบบฉบับอื่นๆมากมายของอิทธิพลโน้มน้าวต่างๆ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยสิ่งสร้างทางวัฒนธรรมนี้ โดยข้ามผ่านกาลเวลา มันทำหน้าที่รับภาระต่อการเปลี่ยนแปลง และได้มากำหนดขอบเขตอย่างกว้างขวางต่อความสัมพันธ์กันระหว่าง &amp;quot;ปัจเจกชน&amp;quot; กับ &amp;quot;สังคม&amp;quot;. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มานุษยวิทยาสมัยใหม่ได้สอนพวกเรา โดยผ่านการสืบค้นเชิงเปรียบเทียบ เกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับการเรียกขานว่า วัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ (primitive cultures), 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากการค้นคว้าดังกล่าวได้บอกกับเราว่า พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ อาจมีความแตกต่างหรือผิดแผกจากกันได้อย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแบบแผนทางวัฒนธรรมที่มาชักชวนหรือครอบงำ และแบบฉบับขององค์กรซึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่าในสังคม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันเป็นเพราะอันนี้ที่ทำให้คนเหล่านั้น ผู้ซึ่งกำลังดิ้นรนที่จะปรับปรุงผู้คนจำนวนมาก ตระหนักดีว่า มนุษย์ไม่ควรที่จะถูกประณามหรือตำหนิ เนื่องจากสิ่งสร้างทางชีววิทยาของพวกเขา, ต่อการทำลายล้างกันและกัน หรือมีความรู้สึกเมตตาต่อความทารุณโหดร้าย, และเคราะห์กรรมของตนเอง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าหากว่าเราถามตัวเองว่า ทำไมโครงสร้างของสังคมและท่าทีทางวัฒนธรรมของมนุษย์ จึงควรที่จะได้รับการเปลี่ยนแปลงไป เพื่อที่จะทำให้ชีวิตมนุษย์มีความพึงพอใจเท่าที่จะเป็นไปได้, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราควรที่จะสำนึกอยู่เสมอเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่า มันมีเงื่อนไขบางอย่าง ซึ่งเราไม่สามารถที่จะแก้ไขได้. ดังที่กล่าวเอาไว้แล้วก่อนหน้านั้น, ธรรมชาติทางชีววิทยาของมนุษย์ สำหรับวัตถุประสงค์ในทางปฏิบัติ ธรรมชาติในส่วนนี้ไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากธรรมชาติทางชีววิทยาของมนุษย์แล้ว ในอีกด้านหนึ่ง พัฒนาการทางเทคโนโลยีและสถิติประชากรในไม่กี่ศตวรรษหลังมานี้ ได้สร้างเงื่อนไขต่าง ๆ ซึ่ง ในที่นี้ยังคงยืนหยัดอยู่ กล่าวคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จำนวนประชากรที่ตั้งรกรากค่อนข้างหนาแน่นมีความสัมพัทธ์กับจำนวนสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ต่อมาของพวกเขา, การแบ่งแยกอย่างสุดขั้วเกี่ยวกับแรงงาน และเครื่องมือการผลิตที่รวมศูนย์ คือสิ่งจำเป็นอย่างเบ็ดเสร็จ.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
วันเวลา - ซึ่งมองย้อนกลับไป ที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะงดงาม - มันได้สูญสลายหายไปตลอดกาล เมื่อปัจเจกชนแต่ละคน หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ สามารถที่จะพึ่งพาตนเองได้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันอาจเป็นเพียงการพูดที่เกินความเป็นจริงไปเล็กๆน้อยก็ได้ที่ว่า มนุษยชาติ, นับถึงปัจจุบัน, ได้สร้างชุมชนโลกอันหนึ่งของการผลิตและการบริโภคขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาถึงตรงนี้ ก็มาถึงจุดที่ข้าพเจ้า อาจต้องชี้แจงให้ทราบเพียงสั้น ๆ ถึงสิ่งที่ได้ทำขึ้นมา เกี่ยวกับสาระสำคัญของวิกฤตการในยุคสมัยของเรา ที่มันไปเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ของ&amp;quot;ปัจเจกบุคคล&amp;quot;กับ&amp;quot;สังคม&amp;quot;. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจเจกชนเริ่มมีสำนึกมากขึ้นกว่าที่เคย เกี่ยวกับการที่ต้องพึ่งพาอาศัยสังคม. แต่เขาไม่ได้มีประสบการณ์กับการต้องพึ่งพาอาศัยอันนี้ในด้านบวก, ในฐานะความผูกพันในด้านองค์ประกอบ, ในฐานะอำนาจการปกป้อง, 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ค่อนข้างจะเป็นไป ในฐานะการคุกคามอันหนึ่งต่อสิทธิโดยธรรมชาติของตัวเขา หรือแม้กระทั่งการดำรงอยู่ทางเศรษฐกิจของตัวเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น, สถานะของเขาในสังคม แรงขับในการยึดถืออัตตาตนเองของการสร้างตัวเขาขึ้นมา ได้รับการเน้นย้ำอยู่อย่างสม่ำเสมอ, ในขณะที่แรงขับทางสังคมของเขา ซึ่งโดยธรรมชาติอ่อนแอกว่า, เสื่อมทรามลงไปเรื่อยๆ. มนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตามในสังคม กำลังทุกข์ทรมานจากกระบวนการความเสื่อมทรามลงไปอันนี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรดาคนคุกทั้งหลาย ที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังติดตรึงอยู่ในกรงขังอัตตานิยมของตนเองนี้ พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยและไม่มีความมั่นคง เปล่าเปลี่ยวและถูกคร่าเอาความไร้เดียงสาไป ปราศจากความเรียบง่าย และไร้ความสุขในชีวิตที่ไม่จำต้องเป็นผู้ช่ำชอง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มนุษย์สามารถค้นหาความหมายในชีวิตได้, แม้จะสั้นๆและมีอันตรายดั่งที่มันเป็น, เพียงผ่านการอุทิศตัวของเขาเองให้กับสังคม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อนาธิปไตยทางเศรษฐกิจของสังคมทุนนิยม ดังที่มีดำรงอยู่ในทุกวันนี้ ในความเห็นของข้าพเจ้า มันคือต้นตอกำเนิดที่แท้จริงของความชั่วร้าย. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราได้เห็นชุมชนขนาดใหญ่ตรงหน้าเรา ชุมชนของผู้ทำการผลิต สมาชิกของสิ่งซึ่งกำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง ที่จะกีดกันหรือแย่งชิงกันและกัน เกี่ยวกับผลพวงของแรงงานรวมของพวกเขา - ซึ่งไม่ได้โดยการใช้กำลัง แต่โดยการยินยอมด้วยศรัทธาทั้งหมด ที่มีต่อกฎเกณฑ์ต่างๆที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาโดยกฎหมาย. 
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่มุมอันนี้, มันเป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งควรจะตระหนักว่า ปัจจัยการผลิต - กล่าวคือ, สมรรถนะหรือความสามารถทางการผลิตทั้งหมดนั้น เป็นที่ต้องการเพื่อผลิตสินค้าในการบริโภค เช่นเดียวกับ สินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น - ซึ่งในทางกฎหมาย, ส่วนใหญ่แล้ว, จะเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของปัจเจกบุคคลทั้งหลาย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับจุดมุ่งหมายเพื่อให้ง่ายสำหรับผู้อ่าน, ในการสนทนากันที่จะตามมานั้น ข้าพเจ้าอย่างจะเรียกคนกลุ่มหนึ่งว่า&amp;quot;บรรดาคนงานทั้งหลาย&amp;quot; ซึ่งหมายความถึงผู้คนทั้งหมดเหล่านั้น ที่ไม่ได้มีส่วนร่วม ปันในความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเครื่องมือหรือปัจจัยการผลิตเลย - แม้ว่าอันนี้จะไม่ลงรอยสอดคล้อง กับการใช้ศัพท์คำนี้กันอยู่ตามธรรมเนียมเท่าใดนักก็ตาม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต (ทุน) ซึ่งในฐานะหนึ่งนั้น ได้ซื้อพลังแรงงานของบรรดาคนงานทั้งหลาย. โดยการใช้ปัจจัยการผลิต, บรรดาคนงานทั้งหลายได้ผลิตสินค้าใหม่ ๆ ออกมา ซึ่งได้กลายเป็นสมบัติของนายทุน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จุดสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการอันนี้ คือความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่บรรดาคนงานทั้งหลายผลิต กับ สิ่งที่พวกเขาต้องจ่าย, ทั้งคู่ถูกนำมาวัดในเทอมต่างๆของมูลค่าที่แท้จริง.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ภายใต้ขอบเขตสัญญาหรือข้อตกลงด้านแรงงานที่ &amp;quot;เป็นอิสระ&amp;quot;, สิ่งที่บรรดาคนงานได้รับและได้ถูกกำหนด ไม่ใช่โดยมูลค่าที่แท้จริงของสินค้าที่เขาผลิต, แต่โดยความต้องการต่าง ๆ ของเขาที่น้อยที่สุด และโดยความต้องการของบรรดานายทุน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับพลังแรงงาน ในความสัมพันธ์กับจำนวนคนงานทั้งหลาย ที่แข่งขันกันเพื่องานต่าง ๆ. มันเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเข้าใจว่า แม้แต่ในทางทฤษฎี ค่าทดแทนหรือค่าจ้างของคนงานทั้งหลาย ไม่ได้ถูกกำหนดโดยมูลค่าของผลผลิตของเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทุนส่วนตัว(ทุนเอกชน) มีความโน้มเอียงที่จะกลายไปรวมศูนย์อยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน, บางส่วนเนื่องจากการแข่งขัน ท่ามกลางบรรดานายทุนทั้งหลาย, และบางส่วนเป็นเพราะพัฒนาการทางเทคโนโลยี และการแบ่งแยกที่เพิ่มมากขึ้นของแรงงาน ซึ่งไปกระตุ้นหรือสนับสนุนการก่อตัวขึ้นมาของหน่วยการผลิตขนาดใหญ่ ด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยลงอันหนึ่ง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลลัพธ์ของพัฒนาการเหล่านี้ เป็นลักษณะของคณาธิปไตยอย่างหนึ่งของทุนเอกชน พลังอำนาจมหาศาลอันนี้ ไม่สามารถที่จะถูกตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพได้ แม้แต่โดยสังคมที่มีองค์กรการเมืองแบบประชาธิปไตย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ เมื่อมองผ่านระบบทางการเมือง จะเห็นว่าอันนี้เป็นความจริง นับแต่บรรดาสมาชิกทั้งหลาย ซึ่งเป็นตัวแทนทางกฎหมาย ได้ถูกคัดเลือกโดยพรรคการเมือง, และส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองนั้น เงินทุนที่พวกเขาได้รับการสนับสนุน ได้มาจากแหล่งทุนต่างๆ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ มันจึงมีนัยสำคัญเกี่ยวกับอิทธิพลครอบงำบางอย่างจากบรรดานายทุนเอกชนทั้งหลาย, โดยวัตถุประสงค์ต่าง ๆ, ซึ่งในท้ายที่สุด ได้แยกประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ออกจากสภานิติบัญญัติ. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลที่ตามมาตามข้อเท็จจริงก็คือว่า ตัวแทนของประชาชน(หรือนักการเมือง) ไม่ได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์มากพอ เกี่ยวกับส่วนที่เป็นชนชั้นล่างของประชากรของสังคม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยิ่งไปกว่านั้น ภายใต้เงื่อนไขที่มีอยู่ บรรดานายทุนเอกชนทั้งหลายได้เข้ามาควบคุม, โดยตรงหรือโดยอ้อม, ในส่วนของต้นตอหลักสำคัญของข้อมูล(สิ่งพิมพ์ วิทยุ การศึกษา)อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงเป็นการยากมาก และอันที่จริงในกรณีส่วนใหญ่มันเป็นไปไม่ได้, สำหรับพลเมืองในฐานะปัจเจกชน ที่จะเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นภววิสัย และใช้ประโยชน์ทางสติปัญญาเกี่ยวกับสิทธิต่างๆทางการเมืองของเขา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้วยเหตุนี้ สถานการณ์ที่ดำรงอยู่ทั่วไปในทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับทุน ได้ถูกทำให้มีลักษณะเฉพาะขึ้นมา โดยหลักการที่สำคัญสองประการ:&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก, ปัจจัยการผลิต(ทุน) ถูกเป็นเจ้าของโดยเอกชน และบรรดาผู้เป็นเจ้าของ ต่างจับจ่ายเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ในฐานะที่พวกมันดูเหมาะสม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการที่สอง, ข้อตกลงหรือสัญญาเกี่ยวกับแรงงานที่เป็นอิสระ. (ปราศจากข้อผูกมัด)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แน่นอน, มันไม่มีสิ่งที่ยึดถือได้ ในฐานะที่เป็นสังคมทุนแท้ ๆ หรือบริสุทธิ์ในความหมายนี้. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ควรที่จะตราลงไปด้วยว่า บรรดาคนงานทั้งหลาย, โดยผ่านการต่อสู้อันยาวนานและขมขื่นต่าง ๆ, ได้ประสบความสำเร็จในด้านความมั่นคงปลอดภัยขึ้นมาบ้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวคือ รูปแบบบางอย่างได้มีการปรับปรุงขึ้นมาเล็กน้อย เกี่ยวกับ&amp;quot;สัญญาหรือข้อตกลงที่เป็นอิสระ&amp;quot; สำหรับคนงานบางประเภท. แต่ในส่วนทั้งหมดนั้น เศรษฐกิจในปัจจุบันนี้ ไม่ได้ผิดแผกแตกต่างมากมายอะไรนักไปจากลัทธิทุนนิยมในอดีต.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมามองดูในเรื่องของการผลิต... การผลิตถูกทำขึ้นเพื่อผลกำไร มิได้ทำเพื่อใช้สอย. นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดว่า ผู้คนทั้งหมดที่มีความประสงค์จะได้ทำงาน และตั้งใจที่จะทำงานจะได้งานทำ แต่มันกลับกลายเป็นว่า ผู้คนเหล่านั้น มักจะอยู่ในฐานะหนึ่ง ซึ่งต้องเสาะหาการจ้างงานเสมอๆ; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;กองทัพคนว่างงาน&amp;quot; จึงมีอยู่เกือบตลอดเวลา.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
บรรดาคนงานทั้งหลาย ต่างหวาดกลัวอยู่ทุก ๆ วันเกี่ยวกับการสูญเสียงานของตนไป. เมื่อไม่ได้รับการจ้างงาน หรือบรรดาคนงานทั้งหลาย มีรายได้ไม่พอเพียง มาจากค่าจ้างแรงงานเพียงเล็กน้อย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันจึงไม่เปิดช่องให้มีตลาดที่ทำกำไรขึ้นมา, ผลผลิตเกี่ยวกับสินค้าต่างๆของผู้บริโภคจึงถูกจำกัด, ความลำบากและทุกข์ยากจึงเป็นสิ่งที่ตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หลายครั้ง ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างมากกว่า จะเป็นการทำให้เกิด การลดภาระในการทำงานที่ยุ่งยากให้ง่ายลง.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แรงกระตุ้นเกี่ยวกับผลกำไร, เชื่อมโยงกับการแข่งขันท่ามกลางบรรดานายทุน ต้องรับผิดชอบต่อการไร้เสถียรภาพในการสะสมเพิ่มพูน และการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับทุน ซึ่งนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรง. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การแข่งขันอันไร้ขีดจำกัด ได้นำไปสู่ความสูญเปล่าของแรงงานจำนวนมหาศาล, และน้อมนำไปสู่ความพิกลพิการเกี่ยวกับความสำนึกทางสังคมของปัจเจกชน ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความพิกลพิการของปัจเจกชนที่ข้าพเจ้าพูดถึง มันคือความชั่วร้ายเลวทรามอย่างที่สุดของลัทธิทุนนิยมที่ได้ก่อขึ้น. ระบบการศึกษาทั้งหมดของเราต้องเจ็บปวดจากความชั่วร้ายอันนี้. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าทีหรือทัศนะคติเกี่ยวกับการแข่งขันที่มากเกินไป ได้ถูกพร่ำสอนให้กับนัก เรียน นักศึกษา, ผู้ซึ่งได้รับการฝึกให้บูชาต่อความสำเร็จหรืออยากประสบความสำเร็จ ในฐานะที่เป็นการเตรียมตัวอันหนึ่งเพื่ออาชีพการงานในอนาคตของตนเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้าพเจ้าถูกทำให้เชื่อมั่นว่า มันมีเพียงหนทางเดียวที่จะขจัดความชั่วร้ายอันรุนแรงเหล่านี้ไปได้, กล่าวคือ โดยผ่านการสถาปนาเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมขึ้นมา ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันไปกับระบบการศึกษาอันหนึ่ง ที่มีการปรับทิศทางไปสู่เป้าหมายต่างๆทางสังคม. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเศรษฐกิจเช่นนั้น ปัจจัยการผลิตจะถูกเป็นเจ้าของโดยตัวของสังคมเอง และได้รับการใช้เป็นประโยชน์ในแบบที่ได้วางแผนเอาไว้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เศรษฐกิจที่มีการวางแผน ซึ่งได้ปรับไปสู่การผลิตเพื่อความต้องการต่าง ๆของชุมชน จะกระจายงานที่ต้องทำไปในท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นทั้งหมด ที่สามารถทำงานได้ และจะประกันความมั่นใจในการดำรงชีวิตและความเป็นอยู่ของทุกๆคน, ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย และเด็ก. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การศึกษาของปัจเจกชน นอกเหนือจากจะส่งเสริมสนับสนุนความสามารถภายในของแต่ละคนแล้ว จะพยายามมุ่งมั่นพัฒนาความรู้สึก เกี่ยวกับความรับผิดชอบของพวกเขาขึ้นมาให้มีต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งอันนี้จะเข้ามาแทนที่การยกย่องสรรเสริญ เกี่ยวกับพลังอำนาจและความสำเร็จในสังคมของเราทุกวันนี้.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำไว้ด้วยว่า เศรษฐกิจที่มีการวางแผนนั้น ยังคงไม่ใช่ลัทธิสังคมนิยม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจที่มีการวางแผนเช่นนั้น จะต้องสอดคล้องไปพร้อมกันกับการพิชิตความเป็นปัจเจกได้อย่างสมบูรณ์ ความสัมฤทธิผลหรือความสำเร็จของลัทธิสังคมนิยม ต้องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ทางสังคมการเมืองที่ยุ่งยากอย่างยิ่งบางประการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามมีว่า... มันจะเป็นไปได้อย่างไร, (ในทัศนะของการรวมศูนย์ของพลังอำนาจ ทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ), ที่จะปกป้องระบบเจ้าขุนมูลนายและราชการ จากการกลายไปสู่การมีอำนาจอย่างล้นเหลือและความหยิ่งยะโส ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำถามต่อมาคือ สิทธิต่างๆของปัจเจกชนสามารถที่จะได้รับการคุ้มครองได้อย่างไร ? และ นอกจากนั้น ดุลยภาพของ&amp;quot;ประชาธิปไตย&amp;quot;กับ&amp;quot;อำนาจของเจ้าขุนมูลนายและข้าราชการ&amp;quot; จะได้รับการทำให้เกิดความมั่นใจว่า &amp;quot;มันเท่าเทียมกัน&amp;quot; ได้อย่างไร ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความชัดเจนเกี่ยวกับเป้าหมายต่าง ๆ และปัญหามากมาย ของลัทธิสังคมนิยม มันมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง ในยุคของเราที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่าน. 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน, อิสระภาพและการสนทนาโดยไม่มีการปิดกั้นเกี่ยวกับปัญหาต่างๆเหล่านี้ อยู่ภายใต้อำนาจต้องห้าม(taboo)ที่ไม่ควรไปแตะต้อง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้าพเจ้าเห็นว่า รากฐานของนิตยสารฉบับนี้(Monthly Review) จะเป็นสิ่งที่สำคัญในการให้บริการทางสังคมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090615/1355#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <pubDate>Mon, 15 Jun 2009 01:19:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1355 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>บทเรียนจากการเมืองในยุโรป ปี 2009</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090614/1352</link>
 <description>&lt;p&gt;
พรรคแรงงานอังกฤษ อยู่ในขั้นตอนวิกฤต เพราะคะแนนเสียงลดลงเป็นประวัติศาสตร์ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศส (PS)และเยอรมัน (SPD) เสียคะแนน และพรรคฟาสซิสต์เพิ่มคะแนนเสียงและที่นั่งในสภายุโรปอย่างน่ากลัว เช่น ในประเทศ ฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ปรากฏการณ์นี้มีบทเรียนอะไรสำหรับนักสังคมนิยมไทย และคนเสื้อแดง ?&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเราจะเข้าใจชัดขึ้น เราต้องย้อนกลับไปดูสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ 13 ก่อน เพราะมันเป็นช่วงที่ โทนี่ แบลร์ (Tony Blair) ขึ้นมานำพรรคแรงงานอังกฤษ (Labour) และแปรรูปพรรคเป็น “พรรคแรงงานใหม่” (New Labour) ภายใต้แนวความคิดเสรีนิยมกลไกตลาด (Neo-liberalism) ซึ่งเป็นการรับแนวคิดของฝ่ายนายทุนมาเต็ม ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (privatization) มีการประกาศว่ารัฐไม่ควรเข้ามากำหนดนโยบายเศรษฐกิจ มีการพยายามลดสวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน และมีการพยายามแยกพรรคออกจากสหภาพแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งพรรคแรงงานแต่แรก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะเดียวกันมีการเปลี่ยนลักษณะส.ส.พรรค จากผู้แทนของคนจนและแรงงาน ไปเป็นนักการเมือง “มืออาชีพ” ที่มาจากชนชั้นกลาง ส.ส.ที่เคยเป็นผู้นำแรงงานเปลี่ยนไปเป็นส.ส.ที่เป็นทนายหรือนักธุรกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพรรคแรงงานอังกฤษ เกิดขึ้นกับพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยฝรั่งเศสและเยอรมันด้วย เพราะพรรคเหล่านี้ มองว่ายุคแห่งสังคมนิยมหมดไปแล้ว และเขาเสนอว่า เราต้องยอมรับว่า ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากแนวกลไกตลาดเสรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บางครั้งการเปลี่ยนจุดยืนนี้ทำไปภายใต้การโกหกสร้างภาพว่าเขากำลังเดินหน้า ไปสู่ “แนวทางที่สาม” (Third Way) ที่ไม่ใช่ทุนนิยมและสังคมนิยม แต่จริงๆ แล้วเป็นการรับแนวเสรีนิยมกลไกตลาดมาเต็ม ๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในไทย พรรคมหาชน ของ เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ชื่นชม “แนว ทางที่สาม” ดังกล่าว และองค์กร เอ็นจีโอ รับแนวเสรีนิยมมา โดยไม่ตั้งคำถามเลย เช่น การเสนอว่า รัฐไม่ควรให้สวัสดิการประชาชนแทนชุมชน การยอมรับกลไกตลาดในระบบสาธารณสุขและระบบสวัสดิการ หรือการเชิดชูการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ “เพื่อเพิ่มการแข่งขัน” เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม เอ็นจีโอ ยังมีการคัดค้านการค้าเสรีในภาคเกษตรและในเรื่องยารักษาโรค ส่วนพรรคไทยรักไทย ก็ผสมผสานแนวกลไกตลาดเสรี กับแนวที่ใช้รัฐพัฒนาสังคมตามแนว “คู่ขนาน” (Dual Track) คือ รัฐเพิ่มบทบาทในระบบสุขภาพอนามัย แต่เป็นระบบที่มีตลาดภายใน และรัฐบาลสนับสนุนการค้าเสรีและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในภาพรวมกระแสหลักในไทยมองว่า “รัฐสวัสดิการ” และการเก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยในรูปแบบต่างๆ “หมดยุคหรือทำไม่ได้” ต่อมาหลังรัฐประหาร 19 กันยา รัฐเผด็จการ อำมาตย์ และพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งใช้แนวกลไกตลาดเสรีมากขึ้นภายใต้เสื้อคลุมของเศรษฐกิจพอเพียง มีการเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญทหารปี 50 อีกด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลของการหักหลังฐานเสียงเดิมของพรรคแรงงานหรือพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรป ซึ่งทำให้สภาพความเป็นอยู่และสวัสดิการต่าง ๆ ของคนจนและคนทำงานแย่ลง ทำให้ชนชั้นกรรมาชีพอันเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม หมดกำลังใจที่จะลงคะแนนเสียงให้พรรคเหล่านี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีคนจำนวนมากนั่งเฉย ไม่ออกมาลงคะแนน ซึ่งเปิดโอกาสให้พรรคนายทุนเข้ามาตั้งรัฐบาล เช่นในฝรั่งเศส อิตาลี่ และเยอรมัน (และอังกฤษในอนาคต?) ในกรณีอังกฤษ มีปัญหาสุดขั้วอีกอันหนึ่งคือ การสร้างพรรคแรงงานใหม่ภายใต้นักการเมืองมืออาชีพ ที่ไม่ใช่ผู้แทนของคนรากหญ้า ทำให้เกิดวัฒนาธรรมโกงกินผ่านการเบิกค่าใช้จ่ายหรือเบี้ยเลี้ยงของ ส.ส. ในระดับที่เหลือเชื่อ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเบิกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ถือว่าถูกกฎหมาย และเป็นวัฒนธรรมปกติของพวกผู้ใหญ่ทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย แต่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าผิดศีลธรรม และคนที่เคยสนับสนุนพรรคแรงงานก็มองว่าพรรคนี้น่าจะต่างจากพรรคอื่นในเรื่อง นี้ แต่ต้องผิดหวังไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งที่เข้ามามีอิทธิพลกับสภาพการเมืองในปี 2009 คือ วิกฤตเศรษฐกิจโลก รัฐต่าง ๆ นำเงินภาษีจำนวนมากมาอุ้มบริษัทและธนาคาร แต่คนธรรมดาตกงานจำนวนมาก และที่เหลือถูกลดค่าจ้างสวัสดิการ สภาพเช่นนี้ ทำให้คนงานจำนวนมาก ผิดหวังกับมาตรการของพรรคแรงงานในอังกฤษ หรือนโยบายของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในยุโรปที่หันหลังกับปัญหาคนจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในสถานการณ์แบบนี้ คนจนส่วนใหญ่มีสามทางเลือก คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคซ้าย พรรคคอมมิวนิสต์หรือพรรคมาร์คซิสต์ เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต เราเห็นการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์ในญี่ปุ่น และการก่อตั้งพรรคซ้ายใหม่ Die Linke ในเยอรมัน และ NPA ในฝรั่งเศส แต่ถ้าพรรคแบบนี้ ไม่มีหรืออ่อนแอ อย่างเช่น ในอังกฤษหรืออิตาลี่ ประชาชนจะไม่มีทางเลือกอันนี้ (Die Linke ได้7.5% NPA กับพรรคซ้ายอื่นได้ 6.1% ในการเลือกตั้งยุโรป)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. คนจนหันมาสนับสนุนพรรคฝ่ายขวาสุดขั้ว หรือพรรคฟาสซิสต์ โดยหลงเชื่อว่าทางออกคือการโจมตีคนผิวดำ คนมุสลิม หรือคนยิบซี รวมถึงการขับไล่คนงานต่างชาติออกจากประเทศด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในฮังการี่ เนเธอร์แลนด์ และเกิดบ้างในอังกฤษ แต่เป็นการหลงผิดจับมือกับนายทุนผ่านการสร้างความแตกแยก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3. คนจนหดหู่ หมดกำลังใจและความหวัง และนั่งเฉยอยู่บ้าน อาจหันไประบายปัญหาโดยใช้ความรุนแรงกับคนรอบข้าง หรือใช้สุราและยาเสพติด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับไทย มัน แปลว่าพรรคแดงเป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง และ&lt;b&gt;นักสังคมนิยม ต้องต่อสู้เพื่อประโยชน์คนจนอย่างชัดเจน ไม่ใช่ไปรับแนวคิดเสรีนิยมกลไกตลาด หรือเศรษฐกิจพอเพียงมา &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราต้องเป็นปากเสียงและผู้แทนของคนที่เสียเปรียบในสังคมทุกประเภท &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราต้องมีข้อเสนอและนโยบายที่พัฒนานโยบายเดิมของไทยรักไทย ให้ไปไกลกว่าปัจจุบัน &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราต้องเสนอรัฐสวัสดิการและต้องเรียกร้องให้เก็บภาษีจากคนรวย&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราต้องกลับไปทบทวนนโยบายที่มีปัญหาในอดีตของไทยรักไทย&lt;/b&gt; เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือการเซ็นสัญญาค้าเสรี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราต้องไม่แค่ประกาศว่า “&lt;b&gt;ยังคงรักษานโยบายประชานิยม&lt;/b&gt;” อย่างที่พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยประกาศ (&lt;b&gt;ในกรณีภูมิใจไทย มันโกหก&lt;/b&gt;) และ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;เราต้องวิจารณ์การที่รัฐบาลปล่อยให้คนตกงานและยากลำบาก&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ พวกฟาสซิสต์ฝ่ายขวา (พันธมิตรและพรรคใหม่) หรือพวกอำมาตย์ จะฉวยโอกาสในการขยายความน่าเชื่อถือของเขา ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;div style=&quot;margin: 0cm 0cm 10pt&quot;&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24662&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/div&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090614/1352#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <pubDate>Sun, 14 Jun 2009 15:41:19 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1352 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ความอับจนของ ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090228/1123</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;โดย ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทุกวันนี้ คนไทยถูกเป่าหูด้วยเศรษฐกิจพอเพียงทุกวัน เหมือนกับว่าเป็นทางออกสำหรับประเทศไทย 
มันคืออะไร ? นำมาใช้อย่างไร ? ต่างจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลทักษิณอย่างไร ? ทำไมทหารเผด็จการ 
คมช. นำมาบรรจุในรัฐธรรมนูญปี ๕๐ ? ทำไมรัฐบาลไทยอ้างว่า เป็นแนวคิดใหม่ที่จะนำไปสอนชาวโลกได้ ??? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;แล้วทำไม มีคนโจมตีแนวคิดนี้อย่างรุนแรง ในวารสารเศรษฐศาสตร์ต่างประเทศ ? &lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.thaingo.org/images3/salween7.jpg&quot; align=&quot;right&quot; border=&quot;1&quot; vspace=&quot;9&quot; width=&quot;230&quot; height=&quot;173&quot; hspace=&quot;9&quot; /&gt;ผมขออ้างอิงคำพูดของคนขับรถแทคซี่คนหนึ่งในกรุงเทพฯ 
เพราะคนขับคนนี้ สะท้อนความคิดของคนส่วนใหญ่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาบอกผมว่า &lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;&amp;quot;สำหรับคนข้างบน เขาพูดง่าย 
เรื่องพอเพียง ไปไหนก็มีคนโยนเงินให้เป็นกระสอบ แต่พวกเรา ต้องเลี้ยงครอบครัว จ่ายค่าเทอม 
เราไม่เคยพอ&amp;quot; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในแง่นี้ จะเห็นว่าคนจนไม่น้อยมองว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นคำพูดของคนชั้นบน เพื่อให้เรารู้จัก&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt; 
&amp;quot;พอ&amp;quot; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;(ไม่ขอเพิ่ม) &lt;/span&gt;ท่ามกลางความยากจน 
และเป็นคำพูดของคนที่ไม่เคยพอเพียงแบบคนจนเลยอีกด้วย ... 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บทความของอาจารย์ พอพันธ์ 
อุยยานนท์ &lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;(๒๕๔๙ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ 
ใน ผาสุก พงษ์ไพจิตร (บรรณาธิการ) &amp;quot;การต่อสู้ของทุนไทย&amp;quot; สำนักพิมพ์มติชน) 
&lt;/span&gt;แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีการลงทุนกว่า 
45 พันล้านบาท ไม่น่าจะเรียบง่ายอะไร ...แล้วพอเรามาดูค่าใช้จ่ายของวังต่างๆ ยิ่งเห็นชัด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียง เป็น&lt;b&gt;ลัทธิล้าหลังของคนชั้นสูง&lt;/b&gt; เพื่อสกัดกั้นการกระจายรายได้และสกัดกั้นการสร้างความเป็นธรรมในสังคม 
เป็นลัทธิเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนที่รวยที่สุด และที่น่าปลื้มคือคนจนทั่วประเทศเข้าใจประเด็นนี้ 
ในขณะที่นักวิชาการและคนชั้นกลางยังหลงใหลกับลัทธิพอเพียงอยู่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับพระราชวัง ความพอเพียงหมายถึง การมีหลายๆ วัง และบริษัททุนนิยมขนาดใหญ่ เช่น 
ธนาคารไทยพาณิชย์ สำหรับทหารเผด็จการ ความพอเพียงหมายถึงเงินเดือนสูงจากหลายแหล่ง 
และสำหรับเกษตรกรยากจนหมายถึง การเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก โดยไม่มีการลงทุนในระบบเกษตรสมัยใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขบวนการเอ็นจีโอ โดยเฉพาะสาย&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt; &lt;span style=&quot;color: #000000&quot;&gt;&amp;quot;ชุมชน&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;color: #000000&quot;&gt; 
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;(ดูงาน อ.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา)&lt;/span&gt; จะคิดกันว่าแนว&lt;b&gt; 
&lt;span style=&quot;color: #000000&quot;&gt;&amp;quot;พอเพียง&amp;quot; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;สอดคล้องกับสิ่งที่เขาเสนอมานาน เรื่องการปกป้องรักษาชุมชนให้อยู่รอดได้ ท่ามกลางพายุของทุนนิยมโลกาภิวัตน์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แนวคิดชุมชนแบบนี้มองว่า เราควรหันหลังให้รัฐ ไม่สนใจตลาดทุนนิยมมากเกินไป พยายามสร้างความมั่นคงของชุมชน ผ่านการพึ่งตนเอง 
ผ่านการแลกเปลี่ยนแบบมีน้ำใจและความเป็นธรรม หรือปฏิเสธบริโภคนิยม มันเพ้อฝัน หมดยุค 
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;(ถ้าเคยมียุค) &lt;/span&gt;แต่เขาหวังดี ไม่เหมือนพวกที่เสนอลัทธิพอเพียง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังรัฐประหาร 19 กันยา มีการนำ &lt;b&gt;&amp;quot;เศรษฐกิจพอเพียง&amp;quot;&lt;/b&gt;ของพระราชวัง 
มาเป็นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล มรว. &lt;b&gt;ปรีดิยาธร เทวกุล&lt;/b&gt; รัฐมนตรีคลังคนแรกของ คมช. 
ในวันที่ 2 พ.ย. 49 อธิบายว่า...&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; &amp;quot;เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงอย่าขยายเกินกำลังทุนที่มี.... 
ให้พอดี... ไม่เกินตัว... เป็นแนวเศรษฐศาสตร์พุทธ.... ต้องมีการออม... การลดหนี้ครอบครัว..เป็นแนวสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน&amp;quot;&lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่พอเราอ่านรายละเอียดแล้ว พยายามสรุป มันมีสาระเพียงว่า &lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&amp;quot;อย่าทำให้พัง 
ล้มละลาย&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt; &lt;/span&gt;แค่นั้น หรือ &lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&amp;quot;ใครรวย จ่ายมากได้ 
ใครจน ต้องจ่ายน้อย&amp;quot; &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;เ&lt;/span&gt;ด็กอายุ4 
ขวบคงคิดแบบนี้ได้ ไม่ต้องมีสมองใหญ่โต 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปรีดิยาธร เทวกุล เสนออีกว่า &lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;&amp;quot;รัฐบาลให้ความสำคัญ แก่เป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพ.....การรักษาวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ&amp;quot; 
&amp;quot;การใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กับระบบเศรษฐกิจตลาดเสรีทำได้ &amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;b&gt; 
&lt;/b&gt;และเราก็เห็นว่า รัฐบาล คมช. ผลักดันนโยบายเสรีนิยมสุดขั้วของกลุ่มทุน มากกว่าไทยรักไทยเสียอีก 
เช่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ การตัดงบประมาณสาธารณสุข การเพิ่มงบประมาณทหาร 
การผลักดัน FTA &lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;(สัญญาค้าเสรี)&lt;/span&gt; กับญี่ปุ่น หรือการเดินหน้า แปรรูปรัฐวิสาหกิจรถไฟและไฟฟ้า เป็นต้น 
ในกรณีไทยรักไทย เขาทำนโยบายเสรีนิยมทั้งหมดดังกล่าวด้วย แต่คานมันโดยใช้นโยบายการเพิ่มค่าใช้จ่ายรัฐ&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; 
(แบบเคนส์) &lt;/span&gt;ในเรื่องกองทุนหมู่บ้าน หรือสาธารณูปโภค หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดง่ายๆ &lt;b&gt;ไทยรักไทย ใช้นโยบายเศรษฐกิจคู่ขนาน ทั้งตลาดเสรีและรัฐนิยมพร้อมกัน &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราต้องฟันธงว่า ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีเจตนาที่จะลดอำนาจกลุ่มทุนและอิทธิพลคนรวยแต่อย่างใด 
ตรงกันข้าม มันเป็นคำพูดที่พยายามหล่อลื้น การหันไปสนับสนุนตลาดเสรีของนายทุนใหญ่อย่างสุดขั้ว 
และรัฐธรรมนูญ คมช. ปี ๕๐ ก็ยืนยันสิ่งนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วสาระของเศรษฐกิจพอเพียงมีมากกว่านี้ไหม ? เราถือว่าเป็นทฤษฏีเศรษฐกิจได้ไหม ? 
วารสาร The Economist เขียนไว้ว่า มันเป็น&lt;b&gt;ความคิดเศรษฐศาสตร์ที่เหลวไหลเพ้อฝัน&lt;/b&gt; เพียงแต่ 
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;&amp;quot;ประทับตราราชวัง&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;เท่านั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เศรษฐกิจพอเพียง ไม่เอ่ยอะไรที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับเรื่องสำคัญๆ เช่นการใช้รัฐหรือการเน้นตลาดในการบริหารเศรษฐกิจ 
หรือวิธีกระจายรายได้ของประเทศ และไม่พูดถึงสวัสดิการหรือรัฐสวัสดิการเลย ในเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ มีแต่จะเสนอให้คนจนไป 
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; &amp;quot;&lt;b&gt;ยากจน แต่ยิ้ม&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/span&gt; กับญาติในชนบท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในที่สุด สิ่งที่จะสร้างความยั่งยืนและความพอเพียงแท้ กับคนส่วนใหญ่คือ การสร้างระบบรัฐสวัสดิการ 
และต่อจากนั้น ต้องเดินหน้าสู่ &lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&amp;quot;สังคมนิยม&amp;quot; 
&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;ที่ยกเลิกการใช้กลไกตลาดในการแจกจ่ายผลผลิต หันมาใช้การวางแผน โดยชุมชนและประชาชนในลักษณะประชาธิปไตย 
และนำระบบการผลิตมาเป็นของกลาง บริหารโดยประชาชนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งหมายความว่า &lt;b&gt;ต้องยกเลิกระบบชนชั้นที่บางคนรวยและควบคุมทุกอย่าง&lt;/b&gt; 
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนและเป็นเพียงลูกจ้างหรือเกษตรกรยากจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้ว เศรษฐกิจพอเพียง เป็นลัทธิของคนชั้นบนที่รวยที่สุดในสังคม เพื่อกล่อมเกลาให้คนส่วนใหญ่ ก้มหัวยอมรับสภาพความยากจน 
มันเป็นลัทธิของพวกที่ยังเชื่อว่า &lt;b&gt;ไทยเป็นทาส ไทยเป็นไพร่ &lt;/b&gt;และที่สำคัญ พวกนี้พยายามใช้กฎหมายหมิ่น ฯ และการปกปิดเสรีภาพ 
เพื่อไม่ให้เราวิจารณ์ลัทธิที่อับจนอันนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ผมเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ไม่โง่ หูตาสว่างแล้ว เข้าใจเรื่องนี้ได้ดี... และนั้นคือ สิ่งที่พวกข้างบนกลัวที่สุด !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเราไม่สามารถใช้ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียงได้ ในวิกฤตเศรษฐกิจปัจจุบัน เราจะมีข้อเสนออะไร ? 
ผมคิดว่า ข้อเสนอของ องค์กรเลี้ยวซ้าย มีประโยชน์ จึงขอส่งมาให้ดูด้วย.... จาก &lt;a href=&quot;http://www.pcpthai.org/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;www.pcpthai.org&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;div align=&quot;center&quot;&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #ff0000&quot;&gt;ในวิกฤตเศรษฐกิจนี้ กรรมกรและนักสังคมนิยมต้องมีจุดยืนแบบไหน 
&lt;/span&gt; &lt;/b&gt; 
&lt;/div&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;ข้อเสนอขององค์กรเลี้ยวซ้าย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ถึงเวลาแล้วที่นักสหภาพแรงงาน และนักเคลื่อนไหวทั่วไป 
ต้องตื่นตัวกับปัญหาอันใหญ่หลวงที่มาจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก เราต้องหยุดพูดถึงการปลดคนงานว่าเป็น 
&lt;b&gt;&amp;quot;แค่การฉวยโอกาสของนายจ้าง&amp;quot;&lt;/b&gt; หยุดพูดกันได้แล้วว่ามาตรการสำหรับคนตกงานควรจะเป็น 
&lt;b&gt;&amp;quot;การฝึกฝีมือ&amp;quot;&lt;/b&gt; เพราะจะไปฝึกทำอะไร ในเมื่อไม่มีงานทำ?&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&lt;b&gt;สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในด้วยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ 
	และการลงทุนในระบบการศึกษาและโรงพยาบาล&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;เร่งกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ด้วยการเพิ่มรายได้ให้คนจน 
	โดยการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงวันละ 300 
	บาท ... เงิน 2000 บาทที่รัฐบาลจะให้บางคนเป็นเรื่องดี แต่ไม่เพียงพอที่จะช่วยคนจนและกระตุ้นกำลังซื้อ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;รีบระดมรายได้เข้ารัฐจากการเพิ่มภาษีรายได้ และภาษีทรัพย์สินฯลฯกับคนรวย 
	ซึ่งควรจะเสียสละเพื่อปกป้องเศรษฐกิจชาติ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ถ้ารัฐช่วยเหลือบริษัทเอกชนด้วยเงินของเรา รัฐต้องมีเงื่อนไขว่าบริษัทเหล่านั้นจะต้องไม่เลิกจ้างคนงาน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;รัฐต้องขยายสวัสดิการตกงานให้ครอบคลุมทุกคนที่ตกงานโดยไม่มีเงื่อนไข 
	และขยายเวลาออกไปให้เขาได้รับเงินสองปี&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;ทำไมมันเป็นวิกฤตจริงในไทย&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ในวิกฤตเศรษฐกิจของระบบทุนนิยมโลกปัจจุบัน
ผลกระทบที่เริ่มเห็นในประเทศไทย มาจากการที่ตลาดส่งออกสินค้าไทยหดตัวลงทั่วโลกอย่างน่าใจหาย เพราะเศรษฐกิจอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น
และแม้แต่จีนหดตัวและอยู่ในสภาพวิกฤต
นอกจากนี้ บริษัทข้ามชาติที่ลงทุนสร้างโรงงานในไทย มีปัญหาทางด้านการเงิน
จนมีการลดหรือยกเลิกการลงทุน &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอีเลคโทรนิคซ์
ซึ่งส่งผลต่อไปเป็นลูกโซ่ต่อบริษัทเล็กๆ ที่เกี่ยวพันธ์กัน ลองคิดดูซิ
บริษัทข้ามชาติใหญ่ๆ ในอเมริกาและญี่ปุ่นถึงขั้นล้มละลาย
ระบบธนาคารถึงขั้นที่รัฐบาลตะวันตกจะเข้าไปยึดเป็นของรัฐ
&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;พร้อมกันนั้นจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศและสร้างงานและรายได้ให้
ชาติ ได้หดตัวลงอย่างน่าใจหายอีก เนื่องจากการกระทำของพันธมิตรฯ
และการที่คนต่างประเทศไม่มีเงินมาเที่ยวเมืองไทย &lt;/span&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;สาเหตุของวิกฤตโลก&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;สาเหตุของวิกฤตทุนนิยมโลกรอบนี้ มาจากการที่อัตรากำไรในระบบ 
มีแนวโน้มลดลงเสมอ อันเนื่องมาจากกลไกตลาดและการแข่งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยการลงทุนในเครื่องจักร 
&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;นี่คือสิ่งที่ &lt;b&gt;คาร์ล มาร์คซ์&lt;/b&gt; ค้นพบนานแล้ว และเขียนบรรยายไว้ในหนังสือ&lt;b&gt; 
&amp;quot; ว่าด้วยทุน &amp;quot; &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ก่อนที่จะเกิดวิกฤตรอบนี้ รัฐบาลสหรัฐอเมริกา พยายามพยุงอัตรากำไรและเศรษฐกิจ 
ด้วยการปล่อยกู้ให้คนจน โดยที่การซื้อสินค้าของคนจน ได้กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น 
แต่ก่อให้เกิดหนี้เสียมหาศาลจนระบบธนาคารทั่วโลกพัง เมื่อระบบธนาคารพัง บริษัทใหญ่ๆ 
กู้เงินไม่ได้ ก็มีการเลิกจ้างคนงาน ซึ่งทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการหดตัวของเศรษฐกิจ 
วิกฤตโลกครั้งนี้พอๆ กับยุค ๒๔๗๕&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #000099&quot;&gt;&lt;b&gt;ข้อสรุปสำคัญจากข้อมูลนี้คือ&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;กลไกตลาดเสรีของทุนนิยม สร้างปัญหาเสมอ เราต้องใช้รัฐควบคุมตลาด 
	และต้องสร้างรัฐสวัสดิการ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ระบบทุนนิยม ไม่สามารถเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตของประชาชนโลกได้ 
	เราต้องสร้างสังคมนิยมในระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
	&lt;li&gt;&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; ในระยะสั้น รัฐบาลทุกประเทศต้องกระตุ้นตลาดภายในอย่างเร่งด่วน 
	และต้องปกป้องคนจากการตกงาน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;เมื่อเจ็ดสิบปีมาแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ชื่อ &lt;b&gt;จอห์น เมนาร์ด เคนส์&lt;/b&gt;
ได้อธิบายไปท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกค.ศ. 1930 ว่า
การรักษาวินัยทางการคลังหรือการตัดงบประมาณ (สูตรที่พรรคประชาธิปัตย์
พันธมิตรและนักวิชาการเสรีนิยม ท่องเหมือนนกแก้ว)
จะนำไปสู่การหดตัวของเศรษฐกิจและวิกฤตที่ร้ายแรงขึ้นอีก &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;เพราะมีการตกงาน
คนตกงานซื้อสินค้าไม่ได้ ก็นำไปสู่คนตกงานมากขึ้น และความยากจนทั่วไป
ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือรัฐบาลต้องเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนส่วนใหญ่
ด้วยการสร้างงานและปกป้องไม่ให้คนตกงาน&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;
การเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนคนจนทำได้สองวิธีคือ &lt;b&gt;หนึ่ง
เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้ถึงวันละ 300 บาท&lt;/b&gt;
พร้อมกับลดหรือยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนจนต้องจ่าย
ต้องเพิ่มเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย
และต้องตัดหนี้สินเกษตรกรยากจน &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;&lt;b&gt;สอง รัฐบาลต้องปกป้องและสร้างงาน&lt;/b&gt;
การสร้างงานที่สำคัญต้องเป็นรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ เช่นการพัฒนารถไฟทุกสายทั่วประเทศ ให้เป็นรถไฟไฟฟ้าความเร็วสูง
ต้องสร้างระบบขนส่งมวลชนในรูปแบบรถไฟเพิ่มในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ
อย่างเชียงใหม่ &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงแดด
ต้องสร้างโรงพยาบาลและโรงเรียนเพิ่มขึ้นฯลฯเป็นต้น
โครงการเหล่านี้ต้องถูกกำกับดูแลโดยภาคประชาชนเพื่อไม่ให้มีการโกงกินหรือ
ทำลายวิถีชีวิตประชาชน และเพื่อนำไปสู่ประโยชน์แท้สำหรับคนจน&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;
ในโรงงานที่นายจ้างประกาศปิดหรือลดคนงาน
รัฐบาลต้องเข้าไปยึดและร่วมถือหุ้นและลงทุนเพิ่ม
โดยให้สหภาพแรงงานร่วมบริหารโรงงาน ต้องมีเงื่อนไขว่าห้ามเลิกจ้าง
และต้องหันมาผลิตสิ่งจำเป็น เช่น &lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;ในโรงงานรถยนต์ควรผลิตรถพยาบาลฉุกเฉิน
หรือรถขนส่งมวลชนให้รัฐ
ในโรงงานอีเลค โทรนิคส์ ต้องผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับโรงเรียนรัฐบาลในชนบท
และในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าควรผลิตชุดนักเรียนเพื่อแจกฟรีให้กับประชาชน&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; ในภาคเกษตรรัฐ ต้องชักชวนให้เกษตรกรยากจนรวมตัวกันแบบสหกรณ์หรือนารวม 
ต้องไม่บังคับกัน แต่รัฐควรลงทุนซื้อเครื่องจักรและปุ๋ย และควรประกันราคาผลผลิตให้เกษตรกรกลุ่มนี้ 
เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับโรงเรียนหรือโรงพยาบาลของรัฐ&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt; &lt;b&gt;จะเอาเงินมาจากไหน ? &lt;/b&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span style=&quot;color: #666666&quot;&gt;รัฐบาลไม่น่าจะขาดเงิน เพราะเราเห็นว่า มีเงินจัดพิธีสาธารณะอันใหญ่โตได้ 
รัฐสามารถลดงบประมาณทหาร ในส่วนที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบิน แต่ต้องปกป้องค่าจ้างของทหารยากจน 
ที่สำคัญคือรัฐบาล ต้องเพิ่มการเก็บภาษีทางตรงกับคนรวยทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติ 
พร้อมกระจายที่ดิน ในยามวิกฤต คนรวยต้องเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ในชาติ ไม่ใช่เอาตัวรอดบนสันหลังคนจน&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1099&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยเอ็นจีโอ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090228/1123#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/274">economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/380">socialism</category>
 <pubDate>Sat, 28 Feb 2009 11:19:14 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1123 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

