<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Economics</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>สัมภาษณ์พิเศษ กิตติรัตน์ ณ ระนอง : แท็กทีม ศก.เปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110821/2006</link>
 <description>&lt;p&gt;
ผ่านประสบการณ์ในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนมาอย่างโชกโชน แค่ก้าวสู่วงการเมืองครั้งแรกก็ถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในรัฐบาล &amp;quot;ยิ่งลักษณ์ 1&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/kitrat.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;400&quot; width=&quot;500&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีภารกิจนำพาประเทศฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก และทำเศรษฐกิจประเทศไทยให้ขยายตัวตามเป้าที่วางไว้ เป็นเรื่องหนักหนาสาหัส ทว่า...ท้าทาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โดยเฉพาะการปั้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) จากปัจจุบัน 10.1 ล้านล้านบาท ให้เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 1% หรือ 1 แสนล้านบาท &amp;quot;กิตติรัตน์ ณ ระนอง&amp;quot; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กางโรดแมป นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ พร้อมแจงรายละเอียดแก่ &amp;quot;ประชาชาติธุรกิจ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ทำอย่างไรจะปั้น &amp;quot;จีดีพี&amp;quot; โต 1 แสนล้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าจะทำเศรษฐกิจโตขึ้น 3% ที่ 1 แสนล้าน ไม่ยากสำหรับกิจกรรมเศรษฐกิจในรอบระยะเวลา 12 เดือน มุมนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ก่อนการเจริญเติบโต หรือจะพูดอีกอย่างคือ ให้ความสำคัญกับการเจริญเติบโตสืบเนื่องมาจากการกระจายรายได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เดิม 20 ปีเราโตจากการส่งออก สนใจเรื่องเป้าการส่งออก เป้าส่งออกจะโต 2 หลักทุกปี แต่จีดีพีโตแค่ 1 หลัก แปลว่าอันอื่นโตน้อยมาก เช่น การอุปโภคบริโภคในประเทศ การลงทุนภาคเอกชน การใช้จ่ายภาครัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราพึ่งการส่งออกตั้งเป้าให้โตให้ได้ นำมาซึ่งความพยายามในการตั้งโรงงานเพื่อผลิตสินค้าส่งไปขาย โรงงานที่ตั้งขึ้นก็ต้องการแรงงาน นำไปสู่การจ้างแรงงานต่างด้าวด้วย ย้อนไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วแบบนี้ไม่ผิด ขอให้มีแค่การจ้างงาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลังวิกฤตเศรษฐกิจเราก็ยังคิดอย่างนี้คือ ส่งออกให้มากเพื่อจะได้มีเงินตราต่างประเทศเข้ามาเป็นทุนสำรอง ขณะนี้เงินทุนสำรองเกิน 180 ล้าน การจ้างงานเกินเพราะแรงงานต่างประเทศที่เข้ามา ซึ่งถ้ารวมกับพวกนอกระบบแล้วน่าจะเกิน 3 ล้านคน คำถามคือ เรายังอยากเห็นประเทศโตด้วยทิศทางอย่างนี้อยู่หรือ ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถ้าเราจะโตด้วยทิศทางอย่างนี้ ในที่สุดแรงงานต่างด้าวจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีนี้ถ้าเราไม่อยากโตแบบนั้น เราจะโตแบบไหน ? โตแบบประเดี๋ยวประด๋าว ให้รัฐบาลเป็นผู้ใช้จ่ายไหม ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คืองบประมาณขาดดุล เก็บภาษีน้อยกว่าจ่าย แต่นั่นคือการไม่มีวินัยการคลัง จะเติบโตโดยการสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนเขาก็ทำอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องมาที่การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลองสังเกตดี ๆ ประเทศที่มีปัญหาเศรษฐกิจถ้ามองดูลึก ๆ ล้วนเกิดจากปัญหาเดียวกันแทบทั้งสิ้นคือ การกระจายรายได้ ที่ไม่ดี เราประสบความสำเร็จในการส่งออกกระทั่งได้เปรียบดุลการค้าตลอด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่วันนี้สิ่งที่เราอยากได้น่าจะเป็น &amp;quot;สมดุล&amp;quot; ไม่ใช่ &amp;quot;เกินดุล&amp;quot; กระบวนการนี้จะเชื่อมโยงต่อไปอีกว่า ถ้าเรามีกำลังซื้อในประเทศมากขึ้นมันก็ต้องมีวัตถุดิบนำเข้าด้วย ซึ่งจะทำให้การนำเข้าสูงขึ้น ความสมดุลก็เกิดขึ้นง่าย ซึ่งโยงกับเรื่องที่เราจะไปจ่ายค่าแรงรายวันที่สูงขึ้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- วิธีการขึ้นค่าแรงทำอย่างไร บังคับ ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะใช้วิธีออกกฎหมายแบบไตรภาคีแล้วบังคับให้จ่าย การขึ้นค่าแรงกับการขึ้นดอกเบี้ยดูเหมือนจะต่างกัน ขึ้นดอกเบี้ยนักวิชาการชมว่าต้านเงินเฟ้อ แต่พอพูดเรื่องขึ้นค่าแรงกลายเป็นชนวนให้เพิ่มเงินเฟ้อ ผมไม่เชื่อว่าการที่จะทำให้คนมีรายได้น้อยมากมีรายได้เพิ่มขึ้นบ้างจะกลายเป็นเงินเฟ้ออุปสงค์ร้อนแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รัฐบาลไม่ได้ทำเรื่องนี้อย่างเดียวโดยไม่ได้ทำเรื่องอื่น ขณะนี้สิ่งที่จะดำเนินการด้วยความรวดเร็วคือ การลดหรือชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันลดลง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะทำพร้อม ๆ กับมาตรการภาษีสรรพสามิตซึ่งจะเป็นตัวกำหนด น้ำมันชนิดไหนเกิดมลพิษเราก็คิดภาษีสรรพสามิตให้สูงขึ้น น้ำมันชนิดไหนเป็นพลังงานทดแทน พลังงานสะอาด เราก็เก็บให้น้อยลง น้ำมันจะถูกลง แล้วภาษีเงินได้นิติบุคคลก็จะถูกลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- แต่จะกระทบกับธุรกิจ SMEs&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ครับ มีคนทักเขาไม่ค่อยได้อานิสงส์ ในเอสเอ็มอีที่ไม่ค่อยมีกำไรมีจำนวนหนึ่งจริงผมยอมรับ แต่เอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งท่านไม่อยากแสดงกำไรเพราะภาษีมันสูง แต่วันนี้เรากำลังชวนกันคิดใหม่ว่า ไม่ได้เก็บภาษีสูง 30% แต่ลดลงเป็น 23% ในปีหน้า แล้วปีต่อไปเหลือ 20% จะได้ไหม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะบางประเทศที่เขาเข้มแข็งทางเศรษฐกิจเขาเก็บแค่ 18% เอง เพราะฉะนั้นมาช่วยกันเถอะ เชื่อว่าจะมีคนเข้ามาให้ความร่วมมือในการจ่ายภาษีจากที่ไม่เคยแสดงตน สิ่งที่เราต้องพูดในแง่บริหารเศรษฐกิจมีอยู่ 3 หลักคือ 1.การกระจายรายได้ที่ดี 2.เสถียรภาพราคาที่ดี 3.การเจริญเติบโต ผมจะชวนทั้ง 3 คนคุยกันแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- จะทบทวนโครงสร้างราคาก๊าซ NGV และ LPG ด้วยหรือไม่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป จะยังคงให้การอุดหนุนอยู่บ้าง ก่อนที่จะสามารถทำให้ผู้มีรายได้น้อยกลายเป็นผู้ที่มี รายได้ดีพอสมควรอย่างทั่วถึง ก็คือเราจะเปลี่ยน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- การบริหารงานในกระทรวงพาณิชย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จะดูแลการค้าขายต่าง ๆ ให้มีการขยายตัวและมีเสถียรภาพ บทบาทแรก-ถ้าเราสามารถเพิ่มรายได้ให้กับผู้มีรายได้น้อย ก็เพิ่มการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ สอง-การดูแลเสถียรภาพราคา อย่าให้ราคาสินค้าทั่วไป ไม่ว่าสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าที่เป็นวัตถุดิบมันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ถ้ามีสินค้ามาขอขึ้นราคา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ต้องแน่ใจในข้อมูลที่มีจริง ๆ ถ้าเขาขอขึ้นก็ต้องให้เขาขึ้น ถ้าไม่ให้ขึ้นเขาก็เลิก ต้องดูในกระบวนการทำงาน สามารถสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ประกอบการกับภาครัฐได้ไหม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องราคาหมูที่สูงขึ้นนั้นบอกตรง ๆ ว่าต้องดูว่าหมูหายไปจากตลาดเพราะอะไร ? ก็เพราะหมูป่วยเป็นโรคตายจริง ๆ และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหมูจะขาดตลาดอีกเยอะมาก เราจะไม่รักษาเสถียรภาพราคาโดยการบังคับให้ขายหมูในราคาเท่านั้นเท่านี้ในระยะยาวแน่ ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- นโยบายรับจำนำข้าวเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่จริงไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำกันมาแล้วแต่เว้นวรรคไปช่วงหนึ่งเท่านั้น มีคนถามทำไมไม่อยากประกัน ประกันปัญหาน้อยกว่า ทำงานง่ายกว่า แต่ผมมีข้อมูลว่าข้าวที่ประกันราคามีมากกว่าข้าวที่ปลูกจริง ถามว่ามันต่างกันตรงไหน ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การจำนำไม่ได้ใช้งบประมาณของรัฐมาจ่ายความแตกต่างของราคา การจำนำตั้งอยู่บนหลักกลไกตลาดว่า เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันจะทำให้ราคาต่ำ ดังนั้นหากเรามีกลไกให้คนที่เป็นเกษตรกรคิดว่า ราคาแบบนั้นยังไม่อยากขาย ขอเอามาฝากไว้ก่อนแล้วเอาเงินไปใช้บ้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้นการจำนำก็คือการทำให้กลไกตลาดทำงาน แต่ถ้าอยู่ ๆ ราคามันดีมากในตลาดโลกอาจจะไม่จำนำ อาจจะขายเลยได้เงินไปเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- ถ้าขายข้าวขาดทุนจะขายเองหรือให้เอกชนขายที่รับจำนำไว้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อยากทำทั้งสองอย่าง ความหมายคือคำว่า &amp;quot;ขายเอง&amp;quot; เรามักจะนึกถึง G to G ในแง่นี้เราพยายามแน่นอน นี่ขนาดยังไม่เริ่มงานเรากำลังจะคุยกับหลายประเทศว่า คุณจะซื้อของเราอย่างไร กระบวนการแบบซื้อมารอว่าเมื่อไรขายได้ก็ขาย มันไม่ใช่วิธีการของผม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะนี้องค์การคลังสินค้ามีข้าวอยู่แล้ว 1.4 ล้านตัน องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรมี 6 แสนตัน ส่วนเรื่องคุณภาพในสต๊อกนั้นผมไม่ทราบ งานตรงนี้ก็ไม่ง่าย เพราะฉะนั้นทีมงานในกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น ผมว่าทำให้ดูโปร่งใสไม่ยาก แต่จะทำให้เหมือนโปร่งใสทำยาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
- จะขยับงบฯเพิ่มได้อีกเท่าไร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมเรียนว่า เปิดให้มีการขาดดุลงบประมาณมากกว่า 2.25 ล้านล้านบาท ถ้าจะมากกว่านั้นคงจะนิดเดียว แปลว่าเรื่องไหนที่ต้องจ่ายมากก็ต้องจ่าย เรื่องไหนที่ไม่ใช้ก็ผลักออกไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผมมองว่าฝั่งรัฐบาลต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ ตัวเองด้วย ถ้าสังคมยังมองว่ารัฐบาลเป็นกลไกแบบการเมือง ทำอะไรเชื่อถือไม่ค่อยได้ ไม่ได้ดูประโยชน์ของประเทศชาติระยะยาว ความน่าเชื่อถือมันก็สู้คนของ ธปท.ไม่ได้ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราทำงานกันให้สร้างความน่าเชื่อถือตรงนี้ด้วย ต้องทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นโยบายที่ออกมาผมเสนอโครงการที่จะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทย เพราะฉะนั้นต้องมีการทบทวน เรื่องไหนที่ไม่ใช้ ก็ผลักออกไป ชะลอไปจนกว่างบประมาณใหม่จะออกมาเสร็จเรียบร้อย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1313821027&amp;amp;grpid=02&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid=&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาชาติธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110821/2006#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/393">reform</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/kitrat.jpg" length="18064" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 21 Aug 2011 11:14:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2006 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รายงานพิเศษ ปาฐกถาของ ศ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร : เศรษฐศาสตร์ (ของ) การเมืองไทย </title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110507/1941</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่  7 พ.ค. 2554 ได้มีการจัดงาน &amp;quot;ชุมนุมปาฐกถา 70 ปี ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ&amp;quot; ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ศ. ผาสุก พงษ์ไพจิตร&lt;/b&gt; อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ &amp;quot;&lt;b&gt;เศรษฐศาสตร์(ของ)การเมืองไทย&lt;/b&gt;&amp;quot; ว่า  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/13047522511304752293.jpg&quot; align=&quot;left&quot; /&gt;ประเทศไทยมี&lt;b&gt;ปัญหาในเรื่องของการกระจุกตัวของรายได้ และการกระจายรายได้  &lt;/b&gt;จากข้อมูลของ The economist ระบุว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มทุนได้รับ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;รายได้&lt;/b&gt;&lt;b&gt;จาก&lt;/b&gt;การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ &lt;b&gt;มากกว่ากลุ่มแรงงาน&lt;/b&gt; ตามข้อมูลสถิติของประเทศทั่วโลก ปัญหานี้จะนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสำคัญของโลก โดยกลุ่มทุนมีรายได้มากขึ้น แต่ค่าจ้างของกลุ่มคนทำงานกลับลดลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;The economist ยังได้ระบุสาเหตุของการกระจุกตัวของรายได้ ที่ทำให้กลุ่มทุนมีรายได้เพิ่มขึ้นนั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี กล่าวคือ ภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น โดยใช้แรงงานน้อยลง มีการใช้เครื่องจักรเข้ามาทำงานแทนคน ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตก็สูงขึ้นด้วย &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อมาก็คือ อำนาจต่อรองของกลุ่มแรงงานลดลง ทำให้สมาชิกของสหภาพแรงงานน้อยลงตามไปด้วย โดยรัฐก็ใช้มาตรการต่าง ๆ ในการกดดันสหภาพแรงงาน โดยมีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่กำกับอยู่เบื้องหลัง อีกทั้งมีการใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่ แทนนโยบายเดิม มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทำให้ตลาดยืดหยุ่นสูงขึ้น ส่งผลให้กลุ่มทุนมีรายได้เพิ่มมากขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้ยังมี&lt;b&gt;สถาบันทางการเงินหรือบริษัทไฟแนนซ์ต่างๆ ที่ทำตัวคล้ายกับมาเฟียอยู่เบื้องหลังรัฐ&lt;/b&gt; คอยกำกับให้รัฐดำเนินนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่สถาบันการเงิน หากไม่เอื้อประโยชน์ให้ ก็มักจะใช้ข้ออ้างว่าจะถอนการลงทุน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อปี 2010 ที่  sao paolo ได้มีการประชุมนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก และออกแถลงการณ์ 10 ข้อ โดยมองว่า &lt;b&gt;รายได้ของคนงานลดลง ขณะที่กำไรของกลุ่มทุนเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสะสมความมั่งคั่ง&lt;/b&gt; และเสนอการแก้ไข โดย&lt;b&gt;การให้รัฐ ประกันให้คนงานได้ทำงานทุกคน และมีรายได้เพียงพอต่อการยังชีพ &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่ โปรเฟสเซอร์  yong chul park ได้พูดถึงเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า จำเป็นต้องมีการปรับยุทธศาสตร์พัฒนา (rebalancing strategy) &lt;b&gt;จากการส่งเสริมอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก เป็นการเพิ่มการลงทุนในประเทศ และส่งเสริมการบริโภคในประเทศให้มากขึ้น&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ โปรเฟสเซอร์  yong chul park ยังระบุอีกว่า การที่รัฐมีบทบาทมากขึ้นนั้น จะสามารถจัดสวัสดิการได้ดีมากขึ้นด้วย เช่น การจัดบริการด้านสาธารณสุข เรียนฟรี มีเงินสำรองหลังจากเกษียณ ทั้งนี้ไม่ได้เสนอให้รัฐลดบทบาทแต่ควรเปลี่ยนบทบาท เป็นการส่งเสริมสวัสดิการทางสังคมเพิ่มขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องนี้ พูดง่าย แต่มักเป็นปัญหาใหญ่ว่า จะหาเงินมาใช้จ่ายในโครงการเหล่านั้นได้อย่างไร เพราะการเพิ่มสวัสดิการ ต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่โดยหลักแล้ว ก็มักจะได้จากการเก็บภาษีและรายได้จากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นรายได้หลัก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนคำถามที่ว่าสภาพรายได้จากภาษีเป็นอย่างไรนั้น ศ.ผาสุก ได้อธิบายไว้ว่า ภาษีอันแรกที่เป็นแหล่งรายได้นั่นก็คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่แนวโน้มของ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ต่อ GDP กำลังจะลดลง เพราะบริษัทเอกชน มีอำนาจต่อรองกับรัฐมากขึ้น มีการแข่งขันระหว่างอัตราภาษีของแต่ละประเทศมากขึ้น หรือท้ายที่สุด อาจมีการย้ายเงินทุนออกจากประเทศที่อัตราภาษี เงินได้นิติบุคคลสูง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ต่อมาก็คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเก็บได้สูง ส่วนในประเทศไทยเก็บได้น้อย ทั้งนี้หากเก็บเยอะขึ้น ก็เกิดแรงจูงใจในการเสียภาษีน้อยลง ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นภาษ๊ทางอ้อม ไทยก็เก็บได้น้อยคือ 7 % ขณะที่อัตราภาษีได้กำหนดไว้ถึง 10 %&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สุดท้ายก็คือ ภาษีศุลการกร ซึ่งเกี่ยวกับสินค้าเข้าออก ปัจจุบันเริ่มหมดความสำคัญเพราะ โลกาภิวัตน์ ทำให้เกิดเขตการค้าเสรีเพิ่มขึ้น โดยในอาเซียนจะลดการเก็บภาษีศุลกากร เหลือ 0 % ในปี 2015
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ภาษีทรัพย์สินหรือภาษีที่ดินมากกว่า ซึ่งแม้ ทุนสามารถโยกย้ายได้ แต่ที่ดินไม่สามารถโยกย้ายได้ และเป็นสิ่งที่รัฐสามารถหาประโยชน์ได้มาก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามเมื่อเราเห็นที่มาของรายได้ ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ที่รัฐควรพิจารณา คือ &lt;b&gt;การหาประโยชน์จากที่ดิน มาแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกัน &lt;/b&gt;โดยการเพิ่มสินค้าสาธารณะ (public good) มาให้บริการมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มสวัสดิการทางสังคมให้ครอบคลุมประชากรทั่วทั้งประเทศ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2549 สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมข้อมูลการถือครองที่ดิน โดยแบ่งกลุ่มครัวเรือนออกเป็น 10 กลุ่ม ปรากฎว่า&lt;b&gt; กลุ่มที่รวยสุด กับกลุ่มที่จนสุด ถือครองที่ดินห่างกันถึง 69 เท่า&lt;/b&gt; &lt;b&gt;ส่วนกลุ่มที่รวยที่สุดกับกลุ่มที่รวยรองลงมา ก็ถือครองที่ดินห่างกันมาก &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สรุปแล้วก็คือ &lt;b&gt;ที่ดินกระจุกอยู่ที่คน 10 % ของประเทศ&lt;/b&gt; แต่ที่ยุโรป การกระจุกตัวของที่ดิน มีไม่มาก เพราะว่า ประเทศในยุโรปใช้ภาษีทรัพย์สินและมรดก มานานแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนข้อมูลการถือครองที่ดินของคนกลุ่มที่ร่ำรวยร้อยละ 10 คือ จังหวัด &lt;b&gt;กรุงเทพมหานคร ถือครองที่ดินรวมกัน 14,776 ไร่&lt;/b&gt;  ภูเก็ต 3,152 ไร่ ปทุมธานี 28,999 ไร่ สมุทรปราการ 17,016 ไร่ นนทบุรี 6,691 ไร่ ระนอง 4,618 ไร่ นครนายก 34,000 ไร่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กล่าวโดยสรุป ผู้ถือครองที่ดิน 50 อันดับแรก มีที่ดินรวมกันเป็น 10% ของที่ดินทั้งหมด&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;คำถามต่อมาก็คือว่า ทำอย่างไรถึงจะลดปัญหาการกระจุกตัวของที่ดินและทรัพย์สินได้&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เคยแถลงว่า จะเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ แต่ต่อมาได้เลื่อนไป จนไม่มีการเสนอ ทั้งที่ข้อดีของพ.ร.บ.นี้ ก็คือ ทำให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ได้นำมาใช้ประโยชน์ ดดยมีการเก็บภาษีในอัตรา 0.05-2.00 % โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท) เป็นผู้จัดเก็บทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อุปสรรคของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อยู่ที่ไหน บางคนอาจคิดว่าอยู่ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ แต่มีข้อมูลน่าเชื่อถือว่า ไม่ใช่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กรณีญี่ปุ่น สมเด็จจักรพรรดินีของญี่ปุ่น เมื่อได้รับมรดกเป็นคฤหาสน์และที่ดิน ท่านต้องเสียภาษีมรดก แต่ไม่สามารถมีเงินสดมาเสียภาษีได้ จึงขายที่ดินให้รัฐบาล พสกนิกรจำนวนหนึ่งเดินขบวนเรียกร้องให้ยกเว้นภาษีนี้กับท่าน เพราะต้องการให้ท่านเก็บที่ดินเป้นสมบัติครอบครัวไว้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ท่านออกแถลงการณ์ขอร้องให้ยกเลิกการประท้วง และว่าท่านเป็นพลเมืองคนหนึ่งของญี่ปุ่น ดังนั้น จึงจะเสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ท่านได้ขายที่ดินนั้นไปให้ อบท. ซึ่ง อปท.ได้นำที่ดินดังกล่าวไปทำเป็นสวนสาธารณะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปรากฎว่า เมื่อจะมีการรื้อคฤหาสน์บนที่ดินดังกล่าว ได้มีมีพสกนิกรจำนวนหนึ่งมาต่อต้าน แต่ก็ต้องเลิก &lt;b&gt;เพราะกฎหมายที่ญี่ปุ่นก็คือ กฎหมาย&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยข้อมูลของนักการเมืองประเทศไทยในการถือครองที่ดินพบว่า &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;พรรคเพื่อไทย มีจำนวน ส.ส. 173 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 21,000 ไร่ คิดเป็นมูลค่า 5 พันกว่าล้านบาท พรรคประชาธิปัตย์ 160 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 15,000 กว่าไร่ มูลค่ากว่า 6 พันล้านบาท พรรคภูมิใจไทย 31 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 4,000 ไร่ มูลค่า 730 ล้าน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พรรคเพื่อแผ่นดิน 29 คน ถือครอง&lt;/b&gt;&lt;b&gt;ที่ดินรวมกัน&lt;/b&gt;&lt;b&gt; 5,000 ไร่ มูลค่า พันกว่าล้าน   ส่วนวุฒิสภาจำนวน 145 คน ถือครองที่ดินรวมกัน 19,000 กว่าไร่ รวมมูลค่า 10,000 กว่าล้านบาท&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;หากรวมทั้งหมดทั้ง ส.ส.และส.ว.มีมากถึง 72,247 ไร่ มูลค่า 24,805.3 ล้านบาท คิดเป็นค่าเฉลี่ย ส.ส. 121 ไร่ต่อคน  ส่วน ส.ว. 123 ไร่ต่อคน&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัญหาต่อมาก็คือ &lt;b&gt;ไทยเก็บภาษีทางตรงได้น้อยกว่าทางอ้อม&lt;/b&gt; โดยข้อมูลเมื่อปี 2553 &lt;b&gt;จากจำนวนประชากร 67 ล้านคน มีคนในวัยทำงานที่มีรายได้ จำนวน 38 ล้านคน แต่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 9 ล้านคน และจ่ายจริงเพียง 2.3 ล้านคน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประสบการณ์ของประเทศเกาหลีใต้ ก่อนหน้านี้เคยประสบปัญหาว่างงาน รายได้ประเทศลดลง ที่ดินมีราคาสูง มีการเดินประท้วง กลุ่มประชาคมต่างๆ รวมตัวกันเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการเก็บภาษีที่ดิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนเมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี พ.ศ.2540 &lt;b&gt;ประชาชนได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ ปฎิรูประบบประกันสังคมและเสนอนโยบายประกันรายได้ขั้นต่ำ ให้คนจนสามารถอยู่ได้ จนทำให้ครัวเรือนมีรายได้ขั้นต่ำครัวเรือนละ 35,550 บาท&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีการปรับปรุงระบบสินค้าสาธารณะให้ครอบคลุม สามารถแก้ปัญหาการว่างงานให้ดีขึ้น และความสงสัยที่ว่าเขาหาเงินมาจากไหน พบว่า &lt;b&gt;ร้อยละ 58 มาจากการเก็บภาษีที่ดิน และร้อยละ 42 มาจากการเก็บภาษีอื่นๆ  และรายได้อื่นๆ &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ถ้าชาวเกาหลีใต้ สามารถหารายได้จากภาษีทรัพย์สินและที่ดินมาใช้ได้ ก็มีคำถามว่า ทำไมชาวสยาม จึงทำไม่ได้&lt;/b&gt; ทั้งที่ มาตรการนี้เป็นการเพิ่มรายได้ของรัฐ ลดช่องว่างการกระจุกตัวของรายได้ และทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
หมายเหตุ กองบรรณาธิการ ได้แก้ไขปรับปรุงและเรียบเรียงใหม่ โดยใช้รายงานข่าวเดิมและภาพจาก &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304752251&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110507/1941#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/485">wealth</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/13047522511304752293.jpg" length="11469" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sat, 07 May 2011 20:24:36 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1941 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ดิอีโคโนมิสต์ใช้ข้อมูลธนาคารโลกระบุว่า ประชากรไทยมีรายได้เหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110428/1934</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 เว็บดิอีโคโนมิสต์ รายงานข้อมูล อัตราความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ระหว่างครอบครัวของคนรวยสุด ร้อยละ 20 กับครอบครัวของคนจนสุด ร้อยละ 20 ของแต่ละประเทศในโลก ช่วงปี คศ.2005-2009 (พศ.2548-2552) โดยใช้ข้อมูลจากธนาคารโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในช่วงเวลาดังกล่าว &lt;b&gt;ไทยเป็นประเทศที่มีอัตราความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยครอบครัวคนรวยสุด ร้อยละ 20 มีรายได้มากกว่าครอบครัวคนจนสุด ถึง 15 เท่า &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เว็บดิอีโคโนมิสต์ ระบุว่า อัตราความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ของครอบครัวที่รวยสุด 20% กับครอบครัวที่จนสุด 20 % เป็นดัชนีบ่งชี้ความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ของประชากรในประเทศหนึ่งๆได้เป็นอย่างดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศที่ประชากรมีรายได้เหลื่อมล้ำกันมากที่สุดของโลก มักอยู่ในแถบละตินอเมริกาเป็นส่วนใหญ่ โดยประเทศโคลัมเบีย รายได้ของครอบครัวที่รวยสุด 20 % สูงกว่ารายได้ของครอบครัวที่จนสุด 20% ถึงเกือบ 25 เท่า ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราการเหลื่อมล้ำของรายได้สูงที่สุดในโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/20110423_inc587.gif&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก เว็บดิอีโคโนมิสต์ )
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในเอเชีย มีอัตราความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้น้อยกว่า เช่น รายได้ของครอบครัวที่รวยสุด 20% ในประเทศจีน  สูงกว่ารายได้ของครอบครัวที่จนสุด 20% ประมาณ 8 เท่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ รายได้ต่อหัวของประชาชนในประเทศกาตาร์ จัดว่า สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่อัตราส่วนการกระจายรายได้ กลับมีความเหลื่อมล้ำอย่างสูง  โดยครอบครัวคนรวยสุด มีรายได้มากกว่า ครอบครัวคนจนที่สุดถึง 13 เท่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดัชนีจีนี่ (&lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Gini_coefficient&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;gini index&lt;/a&gt;) เป็นดัชนีที่ใช้วัดอัตราส่วนการกระจายรายได้ของประชากรในแต่ละประเทศทั่วโลก ตามข้อมูลของธนาคารโลก เมื่อกำหนดให้ 100 เท่ากับตัวเลขความเหลื่อมล้ำสูงสุด &lt;b&gt;ดัชนีจีนี่ ที่ใช้วัดความเหลื่อมล้ำของไทย สูงถึง 53.6 ซึ่งสูงกว่าประเทศจีนซึ่งอยู่ที่ 41.5 และประเทศอินเดีย ที่ 36.8 &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ &lt;/b&gt;กองบรรณาธิการได้แก้ไขปรับปรุงการแปล จากรายงานข่าวที่ประชาไท&lt;b&gt; ชื่อข่าวเดิม&lt;/b&gt; &lt;i&gt;ไทยนำโด่ง รายได้ไม่เท่าเทียม มากสุดแห่งหนึ่งในเอเชีย&lt;/i&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://prachatai.com/journal/2011/04/34274&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ต้นฉบับบทความที่เว็บดิอีโคโนมิสต์  ชื่อ &lt;a href=&quot;http://www.economist.com/node/18587127&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;Income equality &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110428/1934#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/293">citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/484">inequality</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/20110423_inc587.gif" length="49493" type="image/gif" />
 <pubDate>Thu, 28 Apr 2011 20:51:33 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1934 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กรุงเทพโพลล์ เผยนักเศรษฐศาสตร์ 61.6% ไม่เห็นด้วยกับนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซล ร้อยละ 46.2  ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎี 2 สูง</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110317/1922</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2554 ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความเห็น นักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในหน่วยงาน ด้านการวิเคราะห์วิจัยเศรษฐกิจระดับชั้นนำของประเทศ 24 แห่ง จำนวน 65 คน เรื่อง “นโยบายบริหารจัดการราคาสินค้าของรัฐบาล” โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่   14-16 มี.ค. ที่ผ่านมา  พบว่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นักเศรษฐศาสตร์&lt;b&gt;ร้อยละ 73.9 ประเมินว่า ปัญหาราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน มีความรุนแรงจัดอยู่ในระดับปานกลาง&lt;/b&gt;  และนักเศรษฐศาสตร์&lt;b&gt; ร้อยละ 53.8 มองว่า ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสเข้าสู่ภาวะ Stagflation&lt;/b&gt; หรือ ภาวะเศรษฐกิจที่ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น พร้อม ๆ กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจหรือมีการว่างงานเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์ ร้&lt;b&gt;อยละ 46.2 ได้ประเมินความสามารถด้านการบริหารจัดการและแก้ปัญหาราคาสินค้าของรัฐบาลอยู่ในระดับแค่พอใช้  &lt;/b&gt;ขณะที่&lt;b&gt; ร้อยละ  44.6  มองว่าอยู่ในระดับค่อนข้างแย่ถึงแย่มาก&lt;/b&gt; มีเพียงร้อยละ 9.2 เท่านั้นที่มองว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เมื่อสอบถามถึงความเห็นเกี่ยวกับ การดำเนินนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซล ที่ 30 บาทต่อลิตรจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้  นักเศรษฐศาสตร์&lt;b&gt; ร้อยละ 61.6 มองว่าเป็นการดำเนินนโยบายที่ไม่ถูกทาง&lt;/b&gt; พร้อมทั้งเสนอแนวทางที่เหมาะสม สำหรับใช้ในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป คือ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แนวทางที่ 1 &lt;/b&gt; ปล่อยให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แนวทางที่ 2&lt;/b&gt;  ทยอยลดการอุดหนุนราคาน้ำมันเป็นขั้นๆ จนเท่ากับราคาตลาดในระยะเวลาที่เหมาะสม และ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แนวทางที่ 3&lt;/b&gt;  ปล่อยให้ราคาน้ำมันเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด พร้อมกับการอุดหนุนบางส่วน ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับราคาน้ำมันในตลาดโลก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนความเห็นเกี่ยวกับการที่นายกฯอภิสิทธิ์ จะนำแนวคิดในการปรับเพิ่มค่าแรง เพื่อสร้างความสมดุลให้ทันกับราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น (ทฤษฏี 2 สูง ของคุณธนินท์ เจียรวนนท์) มาใช้เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน นักเศรษฐศาสตร์&lt;b&gt; ร้อยละ 46.2  ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว&lt;/b&gt; โดยให้เหตุผลว่า จะทำให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อ และทำให้ปัญหาเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น อีกทั้งแรงงานบางส่วนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้น การเพิ่มค่าแรง จะทำให้ผู้ประกอบการลดการจ้างงานกับแรงงานกลุ่มดังกล่าว แล้วหันไปจ้างแรงงานต่างด้าว  ดังนั้น  หากจะเพิ่มค่าแรงควรเพิ่มเฉพาะแรงงานทำงานมีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยเพิ่มขึ้น   &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับความเห็นเกี่ยวกับ &lt;b&gt;การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีนโยบายปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อนั้น  นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 66.2 เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว&lt;/b&gt; โดยให้เหตุผลว่า  เป็นการช่วยชะลอการปรับเพิ่มของเงินเฟ้อที่เกิดจากด้านอุปสงค์ ทำให้ราคาสินค้าเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ  รวมถึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ  อีกทั้งยังเป็นการส่งสัญญาณให้เอกชนรับทราบ ป้องกันการเกิดเงินเฟ้อในรอบที่สอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt; &lt;br /&gt;
ที่มา&lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1300340516&amp;amp;grpid=no&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid=&quot;&gt; มติชน&lt;br /&gt;
&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110317/1922#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Thu, 17 Mar 2011 17:24:18 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1922 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนโต้อัยการ เตรียมยื่นศาลระงับเพิ่มอีก 12 โครงการ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100213/1671</link>
 <description>&lt;p&gt;
12 ก.พ.53  สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ออกแถลงการณ์ตอบโต้อธิบดีอัยการ กรณีที่อธิบดีอัยการ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาให้ 12 โครงการลงทุนมาบตาพุดเดินหน้าก่อสร้างโครงการ ระหว่างรอการปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด 
&lt;/p&gt;
โดยระบุว่า อัยการไม่มีอำนาจหน้าที่ช่วยเหลือทางคดีแก่เอกชน และการดำเนินการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 255 อีกด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ระบุว่า ตั้งแต่สมาคมฯและชาวบ้านฟ้องศาลปกครองมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 มาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2552 สผ. ได้มีการเห็นชอบ EIA เพิ่มเติมอีก 12 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง อันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองอย่างโจ่งแจ้ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมาคมฯ จึงจะเดินทางไปยื่นให้ศาลปกครองมีคำสั่งระงับ 12 โครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 19 ก.พ.53 นี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;blockquote&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;center&gt; &lt;b&gt;แถลงการณ์สมาคมต่อ ต้านสภาวะโลกร้อน&lt;/b&gt;&lt;/center&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ขอคัดค้านการทำหน้าที่ของอัยการ ที่ช่วยอุ้มเอกชนปลดล็อคมาบตาพุดเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขัดหรือแย้งต่อหน้าที่ของตนตามรัฐธรรมนูญ พร้อมย้อนศรรัฐบาล ยื่นศาลเพิ่มเพื่อระงับโครงการอีก 12 โครงการ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ตามที่นายประศาสน์ชัย ตัณฑพาณิชย์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ไปยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางพิจารณาให้ 12 โครงการลงทุนมาบตาพุดเดินหน้าก่อสร้างโครงการ ระหว่างรอการปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อให้สามารถดำเนินการไปได้นั้น &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนขอคัดค้านและประณามการกระทำดังกล่าว เพราะ...&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	-ในพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ.2498 อำนาจหน้าที่ของอัยการ ไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องไปช่วยเหลือทางคดีให้เอกชน แต่กฎหมายกำหนดให้เป็นเพียงทนายของแผ่นดิน รับดำเนินการช่วยเหลือทางคดีให้กับหน่วยงานของรัฐ หรือบุคลากรของรัฐที่มีกรณีพิพาทในชั้นศาล อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ เท่านั้น&lt;br /&gt;
	&lt;p&gt;
	หรือหากจะช่วยเหลือราษฎรได้ ก็ต้องเป็นผลอันเนื่องมาจาก การที่ได้กระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งได้สั่งการโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกรณีมาบตาพุดนั้น 8 หน่วยงานของรัฐที่ถูกฟ้องร้องนั้น 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เป็นผลมาจากการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ให้ต้องปฏิบัติล่าช้าเกินสมควร จึงไม่อยู่ในข่ายที่อัยการ จะเข้าไปช่วยเหลือภาคเอกชนในการดำเนินคดีใด ๆ ได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	-การดำเนินการของอธิบดีอัยการฝ่ายคดี ปกครอง สำนักงานอัยการสูงสุด นอกจากจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ยังเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 255 อีกด้วย 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	เนื่องจากรัฐธรรมนูญ กำหนดให้อัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติ หน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรม แต่กลับไปน้อมรับให้ช่วยเอกชนมาจากรัฐบาล ถือเป็นการถูกครอบงำจากฝ่ายบริหาร 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นอกจากนั้น จะต้องไม่ประกอบหรือใช้วิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหน้าที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งตำแหน่งหน้าที่ราชการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ การเอาตำแหน่งหน้าที่ทางราชการ ไปช่วยเหลือนายทุนเอกชน อันเป็นพฤติการณ์ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญโดยชัดแจ้ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	อัยการเป็นข้าราชการแห่งรัฐ กินเงินเดือนที่มาจากภาษีของประชาชนทั้งประเทศ ขอให้มีความสำเนียก ในศักดิ์ศรีของวิชาชีพของตนเอง หากต้องการไปช่วยเหลือทางคดีให้กับนายทุนผู้ประกอบการ ก็ควรลาออกจากตำแหน่งหน้าที่นี้ไปเสีย 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	แล้วไปสมัครเป็นทนายความ รับว่าความช่วยเหลือนายทุน น่าจะถูกต้องมากกว่า อย่ามาทำหน้าที่อีแอบ ผิดฝาผิดตัวในกระบวนการยุติธรรมเยี่ยงนี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	เหตุดังกล่าว เป็นพฤติการณ์เล่นไม่เลิกของรัฐบาล แสดงออกถึงความไม่เคารพคำสั่งศาล สมาคมฯ จะไม่นิ่งเฉยอีกต่อไป จำเป็นต้องย้อนศรรัฐบาลและกลุ่มนายทุน โดยสมาคมฯ ตรวจสอบพบว่า ตั้งแต่สมาคมฯ และชาวบ้านฟ้องศาลปกครอง มาตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2552 มาจนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2552 
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	หน่วยงานรัฐโดย สผ. ยังมีการเห็นชอบ EIA เพิ่มเติมอีก 12 โครงการในพื้นที่มาบตาพุดและจังหวัดระยอง อันเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองอย่างโจ่งแจ้ง สมาคมฯ จึงต้องเดินทางไปยื่นให้ศาลปกครอง มีคำสั่งระงับ 12 โครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีกครั้ง ในวันศุกร์ที่ 19 ก.พ.53 นี้ เวลา 10.30 น. ณ ศาลปกครองกลาง ถนนแจ้งวัฒนะ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ประกาศมาเพื่อทราบโดย ทั่วกัน &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
	ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2553&lt;br /&gt;
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นาย&lt;b&gt;ศรีสุวรรณ จรรยา&lt;/b&gt;
	&lt;/p&gt;
	&lt;p&gt;
	นายกสมาคมต่อต้านสภาวะ โลกร้อน
	&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/02/27707?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท
&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100213/1671#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/293">citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/295">environment</category>
 <pubDate>Sat, 13 Feb 2010 02:29:31 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1671 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>โกร่งฟันธง เศรษฐกิจฟื้นไม่จริง รัฐบาลไม่รู้สึกถึงความเดือดร้อนของนักลงทุน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100212/1670</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2553 ในงานเสวนา &amp;quot;&lt;b&gt;กูรูเศรษฐกิจ มองโลกมองไทยปี 2010&lt;/b&gt;&amp;quot; จัดโดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ นาย&lt;b&gt;วีรพงษ์ รามางกูร&lt;/b&gt; อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า &lt;b&gt;การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่แท้จริงและยั่งยืน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พิจารณาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ของแต่ละประเทศทั่วโลก ได้ดำเนินนโยบายขาดดุลงบประมาณ เพื่อมุ่งช่วยเหลือภาคสถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ไม่ให้ล้มละลายเท่านั้น จึงมองว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ควรปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ แต่ควรดูแลค่าเงินไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยค่าเงินบาท ควรมีทิศทางตามค่าเงินหยวนของจีนด้วย ส่วนการที่รัฐบาล จะลดการผ่อนคลายนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเอ็กซิท สตราทิจี้ (แนวคิดของนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี) นั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างแท้จริง &amp;quot; &lt;b&gt;รัฐบาลยังให้ความสนใจกับการแก้ปัญหามาบตาพุดน้อยเกินไป ไม่ได้รู้สึกถึงความเดือดร้อนของนักลงทุน ก็มีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะย้ายการลงทุนยังจีน อินเดีย&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายวีรพงษ์กล่าวว่า ในระยะข้างหน้า ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงคาดว่า จะยังอ่อนแอต่อไป อัตราดอกเบี้ยนโยบายน่าอยู่ในระดับต่ำ หากพิจารณาตามทฤษฎีแล้ว เศรษฐกิจคงไม่สามารถฟื้นได้ในระยะเวลาเพียง 1 ปี โดยจะต้องระมัดระวังสถานการณ์ที่เป็นอยู่ จากการผลิตที่ยังอ่อนแอ การว่างงานที่ยังไม่น่าไว้วางใจ และปัญหาเงินเฟ้อที่อาจเกิดขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นาย&lt;b&gt;สมชัย จิตสุชน&lt;/b&gt; ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จีดีพี ไทยปีนี้น่าจะขยายตัวประมาณ 4% หากสถานการณ์ทางการเมือง และปัญหามาบตาพุดไม่แย่มากไปกว่าปี 2552 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้จ่ายงบฯ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วและมีการกระจายไป ยังผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงิน ปีนี้รัฐบาลก็พยายามตอบโจทย์เรื่องการลงทุน ซึ่งถือว่ามาถูกทางแล้ว จึงเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะดีกว่าปี 2552 อย่างแน่นอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นาย&lt;b&gt;ศุภวุฒิ สายเชื้อ&lt;/b&gt; กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดการณ์ว่า จีดีพีจะเติบโตที่ 3.8% แต่ต้องพิจารณาจากเงื่อนไขสำคัญ คือ การส่งออก ต้องไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนการลงทุนเห็นว่า ควรให้ความสำคัญเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะภาคเอกชน และต้องมีความชัดเจนในข้อระเบียบ จากที่ผ่านมาหลายโครงการติดปัญหาหรือต้องยกเลิกไป ทั้งโครงการหวยออนไลน์ ปัญหาการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot; ประเทศชาติจะเจริญได้ การลงทุนต้องโต ถ้าไม่โต เศรษฐกิจก็ไม่โต ส่วนการลงทุนภาครัฐ ต้องทำให้จีดีพีโตพุ่งแรง แต่บางโครงการ เช่น เช็คช่วยชาติ ผมไม่เห็นว่า จะทำให้จีดีพีโตอย่างไร ดังนั้น รัฐบาลยังตั้งงบฯขาดดุลได้อีก แต่ขอให้จีดีพีโตและโตแรง &amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน หน้า 17 วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 11660 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา: &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1265852749&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=05&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บมติชน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100212/1670#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Fri, 12 Feb 2010 13:12:34 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1670 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ศาลปกครองยกคำร้อง 30 โครงการมาบตาพุด วิกฤติมาบตาพุด ยังดำเนินต่อไป</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100124/1594</link>
 <description>&lt;p&gt;
นาย&lt;b&gt;พยุงศักดิ์  ชาติสุทธิผล&lt;/b&gt;  รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  
(ส.อ.ท.)  เผยเมื่อวันเสาร์ถึงกรณีศาลปกครองกลาง มีมติยกคำร้อง  30  
โครงการในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด  จ.ระยอง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งระงับการดำเนินกิจการก่อนหน้านี้  
ซึ่งส่งผลให้โครงการดังกล่าวยังต้องถูกระงับกิจการชั่วคราวตามเดิม  
โดยสัปดาห์หน้าจะนัดหารือกับผู้ประกอบการทั้ง   65  
โครงการที่ถูกระงับกิจการ  เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่จะได้รับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
      ทั้งนี้   เอกชนกำลังสับสนกับคำสั่งศาลปกครองที่ออกมา  
เพราะเคยคาดหวังจะได้รับการทบทวนจากศาล ให้สามารถเดินหน้าโครงการไปก่อนชั่วคราว   เพื่อไม่ให้กระทบกับการดำเนินการทางธุรกิจ  
แต่เมื่อผลการพิจารณาออกมาในลักษณะนี้  
คงต้องมาพิจารณากันใหม่ว่า จะมีทางออกอื่น ๆ  หรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
      
&amp;quot;ขณะนี้เอกชนกำลังช็อกกับคำตัดสินของศาล ที่ไม่รับคำร้องของเอกชนที่ยื่นไป  
30  โครงการ  ซึ่งสัปดาห์หน้า จะเรียกประชุมผู้ประกอบการ  64  โครงการ  
เพื่อประชุมร่วมกันในการหาทางออกใหม่ ๆ  ในการบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น  
เนื่องจากสับสนกับแนวทางแก้ปัญหา&amp;quot;  นายพยุงศักดิ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
      ด้านนายอรรคพล  ฤกษ์พิบูลย์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่  
สื่อสารองค์กรและกิจการเพื่อสังคม  บริษัท  ปตท.  กล่าวว่า  กลุ่ม  
ปตท.จะนำผลการตัดสินของศาลปกครองกลาง ไปหารือเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการช่องทางอื่น ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเบื้องต้น ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุดได้อีกวิธีหนึ่ง   
แต่ขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะใช้วิธีนี้หรือไม่  อย่างไรก็ตาม  
ปตท.น้อมรับกับคำตัดสินของศาลทุกประเด็นอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
      นายสรยุทธ  เพ็ชรตระกูล  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
กล่าวว่า  รับทราบคำตัดสินของศาลปกครองแล้ว  นายชาญชัย  ชัยรุ่งเรือง 
รมว. อุตสาหกรรม  
จะมีการประเมินสถานการณ์และหารือร่วมกับผู้ประกอบการอีกครั้ง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งหากเป็นไปได้ ในวันที่   25  ม.ค.นี้   นายกอร์ปศักดิ์  สภาวสุ  
เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  
จะเดินทางมาติดตามความคืบหน้าสถานการณ์โครงการในมาบตาพุด  ที่ศูนย์บริการ  
One  Start  One  Stop  Service  ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  
(บีโอไอ)  ที่ตึกจามจุรีสแควร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
      ทางด้านนายสุทธิ  อัชฌาศัย  
ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก  กล่าวว่า 
คำสั่งของศาลปกครองทำให้ชาวบ้านพอใจ  
ซึ่งต่อไปรัฐควรจะหยิบมาเป็นบทเรียนและวาระสำคัญของชาติ  
ทั้งด้านสิทธิชุมชน-มลพิษที่เกิดจากโครงการขนาดใหญ่.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thaipost.net/sunday/240110/16868&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไทยโพสต์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100124/1594#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/275">Investment</category>
 <pubDate>Sun, 24 Jan 2010 21:29:24 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1594 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประธานเจโทรกรุงเทพ จี้รัฐบาลแก้ปัญหามาบตาพุด ภายใน 2 เดือน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20100108/1575</link>
 <description>&lt;p&gt;
นาย Munenori Yamada  ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือเจโทรกรุงเทพ กล่าวว่า ปัญหาระงับโครงการลงทุนในพื้นที่มาบตาพุด ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลไทยเป็นอย่างมาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็วภายใน 2 เดือนเพราะหากสามารถแก้ปัญหาได้ จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนมาได้มากกว่าเดิม นอกจากนี้ ปัญหามาบตาพุดได้ลดระดับความโดดเด่นของประเทศไทย ในการเป็นประเทศที่น่าลงทุนในอาเซียนและเอเชีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะที่ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลัง ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ เข้าพบว่า ทางเจโทรแสดงความห่วงใยต่อการแก้ปัญหาการลงทุนในมาบตาพุดของรัฐบาลไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และคาดว่าจะแก้ปัญหาได้เร็วที่สุดต้องใช้เวลา 4-5 เดือนนับจากนี้ ซึ่งเจโทรเห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่นานเกินไป ที่โครงการลงทุนจะรอได้  จึงอยากให้รัฐบาลใช้เวลาในการแก้ปัญหาให้เร็วกวานี้ เพราะเกรงจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของแหล่งเงินทุนและสถาบันการเงินจนอาจถอนการสนับสนุนทางการเงินที่ให้กับโครงการร่วมลงทุนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในหลายโครงการได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายชาญชัย กล่าวด้วยว่า แม้จะมีปัญหาโครงการลงทุนในมาบตาพุด แต่นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมั่นใจที่จะลงทุนในประเทศไทยต่อไป เนื่องจากญี่ปุ่นลงทุนในไทยมากแล้ว และลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการใน 65 โครงการที่ถูกระงับการลงทุนด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กรรมการ 4 ฝ่ายแก้มาบตาพุด ได้ข้อสรุปคลอดองค์การอิสระฯชั่วคราวและถาวร&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
7 ม.ค.53 นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ โฆษกคณะกรรมการ 4 ฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรค 2 ในการแก้ปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เปิดเผยว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมหารือถึงรูปแบบและแนวทางการจัดตั้งองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ได้มีมติไปในทิศทางเดียวกันว่า จะดำเนินการควบคู่กันใน 2 รูปแบบคือ การจัดตั้งองค์กรอิสระฯชั่วคราว และองค์กรอิสระฯ ถาวร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยองค์กรอิสระชั่วคราว ไม่ต้องมีการจัดตั้งสำนักงาน แต่ให้อยู่ภายใต้หน่วยงานของรัฐไปก่อน และรัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปยังหน่วยงานนั้น ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีการับหลักการ กลับไปร่างให้สมบูรณ์และจะนำมาเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ 4 ฝ่ายอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 11 ม.ค.นี้ และคาดว่าคงได้ข้อสรุปในวันดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายบัณฑูร กล่าวอีกว่า ส่วนการตั้งองค์กรอิสระฯ ถาวรซึ่งจะออกเป็น พ.ร.บ.มารองรับ โดยคณะกรรมการ 4 ฝ่ายรับผิดชอบในการยกร่างโดยนำร่าง พ.ร.บ.องค์กรอิสระฯ ของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่ดำเนินการในสมัย นางอนงค์วรรณ เทพสุทินอดีต รมว.ทรัพยากรที่ถูกยกเลิกเมื่อ นายสุวิทย์ คุณกิตติ มาเป็น รมว.ทรัพยากรฯโดยนายสุวิทย์ระบุว่าให้ไปแก้เพิ่มใน พ.ร.บ. ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มาปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในแต่ละมาตราแทน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ใช้ร่างพ.ร.บ.องค์กรอิสระฯ สมัยนางอนงค์วรรณเป็นฐาน เพราะผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนมาแล้ว เมื่อเห็นว่าสมบูรณ์แล้ว อาจส่งเข้าสู่การพิจารณาของสภาในสมัยสามัญทั่วไปที่จะเปิดประชุมในวันที่ 21 ม.ค.นี้ และหากสภาเห็นว่าเป็นกฎหมายเร่งด่วนก็สามารถพิจารณาได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&amp;amp;view=article&amp;amp;id=18365:2&amp;amp;catid=176:2009-06-25-09-26-02&amp;amp;Itemid=524&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ฐานเศรษฐกิจ&lt;/a&gt;  &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27259?utm_source=feedburner&amp;amp;utm_medium=feed&amp;amp;utm_campaign=Feed:+prachatai+(%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com)&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20100108/1575#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/463">FDI</category>
 <pubDate>Fri, 08 Jan 2010 04:14:00 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1575 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐบาลอภิสิทธิ์กู้เพลิน ดันหนี้สาธารณะทะลุ 4 ล้านล้านบาท</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20091024/1527</link>
 <description>&lt;p&gt;
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐประจำเดือนส.ค. 2552 มียอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 ส.ค. 2552 จำนวน 4.01 ล้านล้านบาท หรือ 45.70% ของจีดีพี เพิ่มขึ้น 3.07 หมื่นล้านบาท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเทียบกับเดือนก่อน แยกออกเป็นหนี้ต่างประเทศ 3.85 แสนล้านบาท หรือ 9.59% และหนี้ในประเทศ 3.63 ล้านล้านบาท หรือ 90.41% ของหนี้สาธารณะคงค้าง ทั้งนี้ เป็นหนี้ระยะยาว 3.57 ล้านล้านบาท หรือ 89.01% และหนี้ระยะสั้น 4.41 แสนล้านบาท หรือ 10.99% ของยอดหนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ยังแบ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.6 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.1 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 2.05 แสนล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 9.7 หมื่นล้านบาท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับหนี้ที่เพิ่มขึ้น แยกเป็น หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 1.98 หมื่นล้านบาท ซึ่งเกิดจากรัฐบาลได้ทำการออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณจำนวน 9,000 ล้านบาท และดำเนินการแปลงตั๋วเงินคลังเป็นพันธบัตรรัฐบาลวงเงิน 1.1 หมื่นล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินเพิ่มขึ้น 1.19 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ออกพันธบัตรจำนวน 1 หมื่นล้านบาท
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกันเพิ่มขึ้น 1,046 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของหนี้ในประเทศ ของรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน มีรายการ ที่สำคัญเกิดจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้ออกพันธบัตรจำนวน 2,000 ล้านบาท และไถ่ถอนพันธบัตรจำนวน 1,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ลดลง 2,000 ล้านบาท
&lt;/p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/finance.php?id=72851&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;โพสต์ทูเดย์
&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20091024/1527#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/455">debt</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Sat, 24 Oct 2009 10:15:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1527 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>&quot;เวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม&quot; เผยความสามารถแข่งขันไทย ร่วงเป็นลำดับที่ 36 เจอทั้งปัญหาศก.-การเมืองซ้ำ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20090908/1499</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 8 กย. 2552 ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือเวิลด์อีโคโนมิก ฟอรั่ม ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดประชุมนักธุรกิจชั้นนำทั่วโลกทุกปีที่สวิตเซอร์แลนด์ เผยแพร่รายงานเรื่องความสามารถการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกประจำปีนี้ ว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีประเทศที่ถูกจัดอันดับ 133 ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์แซงหน้าสหรัฐอเมริกา ขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ขณะที่สหรัฐร่วงลงไปอยู่อันดับ 2 ตามด้วยสิงคโปร์อันดับ 3 ซึ่งขยับจากอันดับ 5 ในปีที่แล้ว อันดับ 4 สวีเดน อันดับ 5 เดนมาร์ก อันดับ 6 ฟินแลนด์ อันดับ 7 เยอรมนี ลำดับ 8 ญี่ปุ่น ขยับจากอันดับ 9 ในปีที่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แคนาดาอยู่อันดับ 9 หรือดีขึ้น 1 อันดับ และเนเธอร์แลนด์ตกจากอันดับ 8 ไปอยู่ลำดับ 10 โดยประเทศไทยปีนี้ &lt;b&gt;ร่วงไปอยู่ลำดับ 36 จากที่เคยอยู่อันดับ 34 ในปีที่แล้ว&lt;/b&gt; &lt;b&gt;นับว่าอันดับร่วงลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยติด 30 อันดับแรกของประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขัน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สาเหตุนอกจากเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยแล้ว ยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาความปั่นป่วนอย่างรุนแรงทางการเมืองและความไม่สงบทางสังคม ทำให้คาดว่าปีนี้&lt;b&gt;เศรษฐกิจไทยจะติดลบระหว่าง 3-4 %&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นครั้งแรกนับจากวิกฤตการเงินปี 2540 ที่เศรษฐกิจไทยหดตัว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รายงานของเวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่ม ชี้ว่า รัฐบาลของไทยซึ่งประกอบด้วย พรรคร่วมหลายพรรคกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้าน คือ &lt;b&gt;การพลิกฟื้นเศรษฐกิจและการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง&lt;/b&gt; ทำให้ความสามารถการแข่งขันของไทยต้องประสบกับความไร้เสถียรภาพอย่างยืดเยื้ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะเดียวกัน &lt;b&gt;สถาบันสาธารณะต่าง ๆ ของไทย ก็เสื่อมทรามลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/b&gt; นอกจากนี้ การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและความมั่นคงที่ไม่เพียงพอของไทย สร้างความกังวลต่อบรรดานักธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในด้านสาธารณสุข ประเทศไทยมีประชากร &lt;b&gt;1.4% ทนทุกข์จากเอดส์และเชื้อเอชไอวี  &lt;/b&gt;ส่วน&lt;b&gt;ด้านเทคโนโลยี ประเทศไทยถือว่ายังพัฒนาช้า&lt;/b&gt; แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ ประชากรมีอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือหนาแน่นที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วน&lt;b&gt;ประชากร 100 คนมีโทรศัพท์ใช้ 124 หมายเลข/เครื่อง&lt;/b&gt;ก็ตาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ทว่าการใช้หรือเข้าถึงอินเตอร์เน็ต และการมีคอมพิวเตอร์ใช้ยังขาดแคลน โดย&lt;b&gt;ประชากร 100 คนมีอินเตอร์เน็ตใช้เพียง 21 คน ส่วนคอมพิวเตอร์ ประชากร 100 คนมีคอมพิวเตอร์ใช้เพียง 6 คน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวิลด์อีโคโนมิกฟอรั่มชี้ว่า มุมบวกของประเทศไทยก็มีอย่างเช่น สถานะของเศรษฐกิจมหภาคปรับตัวดีขึ้นในระหว่าง พ.ศ.2550-2551 ประสิทธิภาพของตลาดแรงงานแข็งแกร่งขึ้น อีกทั้งขนาดของตลาดภายในประเทศ และตลาดต่างประเทศที่ค่อนข้างใหญ่ ก็เป็นคุณต่อประเทศไทย ในแง่ที่ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เอเอฟพีรายงานว่า นาย&lt;b&gt;โจเซฟ สติกลิตซ์&lt;/b&gt; นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลปี 2544 และอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก กล่าวว่า&lt;b&gt; เศรษฐกิจโลกอาจเผชิญกับการถดถอยซ้ำสอง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากยังมีความเสี่ยงหลายอย่าง เช่น ความเสี่ยงจากภาคการเงิน หรือภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการที่ประเทศต่าง ๆ มีรายได้ไม่เพียงพอ รวมถึงการที่รัฐบาลต่าง ๆ จะเลิกกระตุ้นเศรษฐกิจในอีก 2 ปีข้างหน้า จะสร้างผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; ขณะนี้ ยากที่จะทราบว่า &lt;b&gt;การฟื้นตัวของเศรษฐกิจรูปตัว W จะเกิดขึ้นหรือไม่ และเกิดขึ้นเมื่อไหร่&lt;/b&gt; &amp;quot; นายสติกลิตซ์กล่าว และว่า แม้ในขณะนี้บริษัทต่าง ๆ จะเพิ่มสต๊อคสินค้า เพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น คนเริ่มใช้จ่าย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก เพราะขณะนี้ชาวอเมริกันออมเงินมากขึ้น และอัตราการว่างงานยังสูง การยึดบ้านขายทอดตลาด ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ จะกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้บริโภคอเมริกัน &lt;b&gt;ดังนั้น เป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจะถดถอยอีกครั้ง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายสติกลิตซ์กล่าวถึง กรณีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ได้ปล่อยกู้ช่วยเหลือแก่ประเทศไอซ์แลนด์ 2.1 พันล้านดอลลาร์ ด้วยเงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่าประเทศอื่น ๆ ว่า ถือเป็นสิ่งผิดปกติอย่างมากและไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานที่ไอเอ็มเอฟกำหนดไว้สำหรับประเทศอื่น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยประเทศอื่น ๆ นั้น ถูกไอเอ็มเอฟกำหนดให้ ต้องลดการใช้จ่ายงบประมาณลง โดยทันที ห้ามควบคุมเงินทุนไหลเข้าและต้องใช้อัตราดอกเบี้ยสูง การปฏิบัติเช่นนี้ของไอเอ็มเอฟ สร้างความไม่พอใจแก่หลายประเทศ เช่น กรณีของไทยที่กู้เงินจากไอเอ็มเอฟ ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดเมื่อปี 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot; การที่ไอเอ็มเอฟใจดีกับไอซ์แลนด์เช่นนี้ สร้างความไม่พอใจ ให้กับหลายประเทศอย่างมาก ผมอยู่ในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ และหลายคนก็พูดว่า &lt;b&gt;ไอเอ็มเอฟใช้ 2 มาตรฐาน ไอเอ็มเอฟปฏิบัติต่อชาติยุโรปดีกว่าชาติเอเชีย&lt;/b&gt; &amp;quot; นายสติกลิตซ์กล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252417036&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20090908/1499#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/451">competitiveness</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Tue, 08 Sep 2009 23:06:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1499 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

