<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Economics</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ราคาข้าวและอาหารที่สูงขึ้นและขาดแคลนในตลาดโลก อาจทำให้เกิดจลาจล</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20080401/422</link>
 <description>&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;&lt;b&gt; &lt;/b&gt;  นายกสมาคมผู้ส่งข้าวออกต่างประเทศ เผยว่า 
ราคาข้าวในตลาดโลกได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาข้าวขาว 100% เฉลี่ยปี 2548 
เท่ากับ 294 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มเป็น 314 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2549 และเพิ่มเป็น 
399 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในปี 2550 และในเดือนม.ค.51 ราคาปรับเพิ่มเป็น 399 
ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่เดือนก.พ.ราคาอยู่ที่ประมาณ 470 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p align=&quot;left&quot;&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;  ทั้งนี้ คาดว่า 
ราคาข้าวหอมมะลิแบบเอฟโอบี(FOB)ของไทยน่าจะมีโอกาสถึง &lt;b&gt;1,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน 
&lt;/b&gt;ซึ่งจะกดดันให้ราคาภายในสูงถึง&lt;b&gt;กิโลกรัมละ 25 บาท&lt;/b&gt;ในไตรมาส 2 ปี 2551 อย่างไรก็ตาม 
มีความเป็นห่วงว่าอาจเกิดการขาดแคลนข้าวในระยะสั้นได้ 
โดยเสนอให้รัฐบาลเร่งบริหารสต๊อกเพื่อลดความร้อนแรงของราคาข้าวในประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span&gt;&lt;span&gt;&lt;b&gt; สศค. วิเคราะห์ว่า จากปัญหาภาวะโลกร้อนที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง 
ประกอบกับผู้ส่งออกข้าว เช่น อินเดียและเวียดนามลดการส่งออกข้าวลง ส่งผลให้ 
ราคาข้าวในตลาดโลกที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาในประเทศสูงขึ้น 
ซึ่งส่งผลดีต่อรายได้เกษตรกร แต่อย่างไรก็ตาม 
ภาครัฐอาจต้องเข้ามาช่วยดูแลเรื่องปริมาณข้าวนาปรัง ที่อาจไม่พอต่อการส่งออกใน 2-3 
เดือนข้างหน้า&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา&lt;/b&gt;-&lt;a href=&quot;http://www.fpo.go.th/content.php?action=view&amp;amp;section=6100000000&amp;amp;id=20800&quot;&gt; Macro Morning Focus&lt;/a&gt; ประจำวันที่  24  มี.ค. 2551ของสำนักเศรษฐกิจการคลัง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;อารยชน &lt;/b&gt;เคยนำเสนอในข่าวเก่าว่า &lt;a href=&quot;/news/20071218/314&quot;&gt;วิกฤติการณ์ราคาอาหารของโลก เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ มาแล้ว&lt;/a&gt; มาบัดนี้ ความจริงในเรื่องนี้ ได้ค่อยๆเผยตัว ออกมาตามลำดับแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนลเฮรัลทรีบูน( &lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2008/03/30/business/29rice.php&quot;&gt;IHT) ได้รายงาน&lt;/a&gt;ว่า ราคาข้าวในตลาดโลก ได้เพิ่มขึ้น 2 เท่า ใน 3 เดือนที่ผ่านมา ความหวาดกลัวว่าข้าวอาจไม่พอกิน ได้ทำให้ประเทศผูัผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก(เวียตนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์) ใช้มาตราการจำกัดการส่งออกข้าวอย่างเข้มงวด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดูภาพราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก (ภาพจากสศค.)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/agri_price1.jpg&quot; alt=&quot;Agriculture price in world market&quot; align=&quot;middle&quot; height=&quot;300&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/agri_price2.jpg&quot; align=&quot;middle&quot; height=&quot;300&quot; width=&quot;450&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตั้งแต่เดือน มกราคม ปีนี้เป็นต้นมา ราคาอาหารที่สูงขึ้นและขาดแคลน  ได้ทำให้เกิดการจลาจลใน Guinea, Mauritania, Mexico, Morocco, Senegal, Uzbekistan และ Yemen
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ปัจจุบันยังไม่ได้จำกัดการส่งออกข้าว แต่ผู้ส่งออกของไทยได้หยุดการทำสัญญาขายข้าวแล้ว เริ่มมีการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมไทยว่า ไทยควรทำอย่างไร ต่อปัญหานี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายธานินทร์ เจียรวนนท์ แห่งซ๊พี เสนอว่า รัฐไม่ควรควบคุมราคาข้าวให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ตรงกันข้าม ควรส่งเสริมให้ราคาข้าวสูงขึ้น เพื่อให้ชาวนาไทย มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถชดเชยกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสดีของไทย ที่จะส่งเสริมการผลิตข้าวให้ทันสมัยอย่างจริงจังโดยรัฐควรเข้าไปช่วยเหลือคนยากจนอื่นๆที่ไม่ใช่ชาวนาแทน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถึงวันนี้ รัฐบาลไทยก็ยังไม่มีนโยบายที่เป็นเอกภาพและชัดเจนว่า  จะทำอย่างไรกับราคาข้าวที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ ได้แต่ปล่อยให้เหตุการณ์ขับเคลื่อนไปตามยถากรรม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โอ้ อนาถ จริงหนอ !!!
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20080401/422#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/agri_price1.jpg" length="127434" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Tue, 01 Apr 2008 02:06:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">422 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐบาลพปช.ออกมาตราการมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ชุดแรก</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20080304/399</link>
 <description>&lt;p&gt;
4 มีนาคม 2551 ครม.ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลังเกี่ยวกับมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ชุดแรก ดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1. มาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.1 ปรับเพิ่มเงินได้สุทธิที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเดิมที่กำหนดไว้ 100,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 150,000 บาท  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.2
ปรับเพิ่มวงเงินการยกเว้นและการหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกัน
ชีวิต จากเดิมที่กำหนดไว้ 50,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.3
ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนใน
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ  เงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 
เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 500,000 บาท
โดยเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพซึ่ง
ได้รับยกเว้นภาษีเมื่อรวมกับเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน
ต้องไม่เกิน 500,000 บาท  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.4 
ปรับเพิ่มวงเงินการหักค่าลดหย่อนเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นค่าซื้อหน่วยลงทุนใน
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกิน 300,000 บาท
เพิ่มขึ้นเป็นไม่เกิน 500,000 บาท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้มาตรการข้อ 1.1-1.4 ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.5 เพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส  บิดา มารดา
บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้หรือคู่สมรส 
ซึ่งเป็นคนพิการที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และมีบัตรประจำตัวคนพิการ
ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550
โดยให้หักได้ 30,000 บาทต่อคนพิการ ทั้งนี้
ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับในปีที่กฎหมายมีผลใช้
บังคับเป็นต้นไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
2.1
ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแก่ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่
นิติบุคคล ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน
พ.ศ.2548 และมีเงินได้พึงประเมินไม่เกิน 1,200,000 บาท ต่อปี  ทั้งนี้
ให้มีผลใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ถึง
พ.ศ. 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.2
ปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
ที่มีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท
จากเดิมที่จัดเก็บในอัตราก้าวหน้า โดยกำไรสุทธิในส่วน 1,000,000 บาทแรก
จัดเก็บในอัตราร้อยละ 15  กำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 1,000,000 บาท
แต่ไม่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 25
และกำไรสุทธิในส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท จัดเก็บในอัตราร้อยละ 30  
เป็นการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 150,000 บาท
และสำหรับกำไรสุทธิในส่วนที่เหลือให้คงจัดเก็บในอัตราเดิม    ทั้งนี้
ให้มีผลใช้บังคับสำหรับกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เกิด
ขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551
เป็นต้นไป  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
3. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.1 ให้บุคคลธรรมดา และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล 
สามารถหักค่าใช้จ่ายเพื่อการได้มาซึ่งทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร
อุปกรณ์หรือวัสดุที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมค่าติดตั้ง        ได้
1.25  เท่าของค่าใช้จ่าย  ทั้งนี้
ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่  31 ธันวาคม พ.ศ. 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.2 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักร
และอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตสินค้าหรือให้บริการ
ในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน
สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามอัตราปกติ  ทั้งนี้
ทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.3 ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินประเภทโปรแกรมคอมพิวเตอร์
ได้ภายในเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชี นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.4 
ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน
200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
สามารถหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของทรัพย์สินประเภทโปรแกรม
คอมพิวเตอร์ ในวันที่ได้ทรัพย์สินมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน
สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชี
นับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.5
ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน
200 ล้านบาท และจ้างแรงงานไม่เกิน 200 คน
สามารถเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินได้ในอัตราร้อยละ 100
ของมูลค่าต้นทุน
โดยมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินดังกล่าวรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000
บาทในหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ทั้งนี้ ใช้สำหรับทรัพย์สินตามมาตรา 4 (5)
ของพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร
ว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) พ.ศ.
2527 โดยทรัพย์สินจะต้องได้มาและพร้อมใช้งานได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ. 2553  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.6 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
(1)
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20
ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
เอ็มเอไอ (MAI)  ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 3
รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลัง
วันที่บริษัทได้จดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ &lt;br /&gt;
(2)
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25
ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่จดทะเบียนเข้าใหม่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์
(SET) ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เป็นเวลา 3
รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้
บริษัทต้องยื่นคำขอจดทะเบียนหลักทรัพย์กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตาม
กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.
2551 ถึงวันที่ 31ธันวาคม พ.ศ. 2551
และได้รับการจดทะเบียนหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2552 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.7
ให้ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่
เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(1) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 20
ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ
(MAI)  ทั้งนี้ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3
รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกันนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลัง
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(2) ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จากร้อยละ 30 เหลือร้อยละ 25
ของกำไรสุทธิสำหรับบริษัทที่เป็นบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ (SET)  ทั้งนี้ เฉพาะกำไรสุทธิในส่วนที่ไม่เกิน 300
ล้านบาท เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน
นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.8 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิมที่กำหนดไว้อัตราร้อยละ 3
เป็นอัตราร้อยละ 0.1 สำหรับรายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ
จากกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร  ทั้งนี้
เฉพาะการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้กระทำภาย
ใน 1 ปี นับจากวันที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.9
ให้กระทรวงมหาดไทยลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการโอนและค่าจด
ทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดไปพร้อมกันด้วยกับการลดอัตราภาษี
ธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ 
สนับสนุนให้มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้การประกอบ
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวเร็วขึ้น  โดยมีรายละเอียดดังนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(1)
ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์
ร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
(ก)
เป็นที่ดิน อาคาร หรืออาคารพร้อมที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน
หรือที่ดำเนินการจัดสรรที่ดินโดยทางราชการหรือองค์การของรัฐบาลซึ่งมีอำนาจ
หน้าที่ทำการจัดสรรที่ดินตามกฎหมาย  และ&lt;br /&gt;
(ข) เป็นอาคารประเภทดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
- บ้านเดี่ยว &lt;br /&gt;
- บ้านแฝด &lt;br /&gt;
- บ้านแถว &lt;br /&gt;
- อาคารพาณิชย์&lt;br /&gt;
(2) ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนและค่าจดทะเบียนการจำนองห้องชุดร้อยละ 0.01 สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายห้องชุด ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;
(ก) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดทั้งหมดในอาคารชุดซึ่งจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด&lt;br /&gt;
(ข) การโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดในอาคารชุดซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(3) ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน
ร้อยละ 0.01
สำหรับกรณีสนับสนุนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทอาคารสำนักงาน
โดยอาคารสำนักงานต้องเป็นอาคารหรืออาคารพร้อมที่ดินที่ได้รับใบอนุญาตให้ก่อ
สร้างหรือใบรับแจ้งการก่อสร้างเป็นอาคารสำนักงานตามกฎหมายว่าด้วยควบคุม
อาคาร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ภายหลังจากมาตรการที่นำเสนอมีผลบังคับใช้ จะมีการออกประกาศที่เกี่ยวข้องต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาตรการภาษีที่นำเสนอ
จะช่วยลดภาระภาษีอันเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน
ส่งเสริมให้เกิดการออมระยะยาวในประเทศมากขึ้น
สนับสนุนการประกอบกิจการของวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ตลอดจนกระตุ้นและเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชนให้สอดคล้องกับการส่งเสริมให้
เกิดปีแห่งการลงทุน (Investment Year)
อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในส่วนผลกระทบรายได้ภาครัฐ คาดว่าจะทำให้รายได้ภาษีอากรลดลงในปีแรก ประมาณ 42,000 ล้านบาท
แต่จากการที่เศรษฐกิจขยายตัว ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น
มีการใช้จ่ายด้านอุปโภคบริโภค และมีการเร่งรัดการลงทุนในส่วนของภาคเอกชน
ก็จะทำให้รัฐจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 1%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า
นอกจากมาตรการที่ออกมาในวันนี้แล้ว
รัฐบาลจะมีมาตรการอื่นออกมาอีกภายในเดือนนี้
ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ช่วยเหลือชนชั้นล่าง และ
ชั้นกลางในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน รวมทั้งช่วยส่งเสริมการลงทุน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา-&lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/prachachat/news_detail.php?id=645&amp;amp;catid=1&quot;&gt;ประชาชาติธุรกิจ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อครั้งที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประท้วงขับไล่ทักษิณและรัฐบาลไทยรักไทย(ทรท.)  ทักษิณและแกนนำทรท. ได้ดูวีดีโอเห็นภาพประชาชนที่มาเข้าร่วมการชุมนุมเดินขบวน พบว่าส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางในกทม.ปริมณฑลและหัวเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครั้งนั้น ทักษิณและบรรดาแกนนำทรท.ได้ปรารภกันว่า นโยบายและโครงการประชานิยมที่แล้วมา พุ่งเป้าไปที่เกษตรกรและคนยากจนในชนบทและในเมือง แต่ได้ละเลย&lt;b&gt; คนชั้นกลาง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นฐานที่มั่นที่สำคัญและเป็นพลังทางการเมืองที่โดดเด่นเข้มแข็งดังที่อาจเห็นได้จากม๊อบมือถือในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การละเลยเพิกเฉยต่อคนชั้นกลาง เป็นความผิดพลาดทางยุทธศาตร์ที่สำคัญ ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน จึงได้รีบออกมาตราการด้านภาษีเพื่อคนชั้นกลางบางอย่างออกมาในปลายสมัย แต่วิกฤติการณ์ ได้พัฒนาไปเร็วจนแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว เรื่องนี้ จึงเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;ความหลังฝังใจ&lt;/b&gt;&amp;quot;ของทักษิณและแกนนำทรท.ตลอดมา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ครานี้ ประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุน ได้โอกาสมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง รัฐบาลพปช.จึงเร่งออกมาตรการลดภาษี ตามมาตราการตามข้อ 1.1-1.5 เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่คนชั้นล่างและคนชั้นกลางทันที เพื่อแก้ไขชดเชย&amp;quot;&lt;b&gt;ความหลังฝังใจ&lt;/b&gt;&amp;quot;ดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนมาตราการตามข้อ 2 และ 3 ก็เป็นการช่วยเหลือและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดเล็กและกลางเป็นหลัก ซึ่งเป็นการสื่บเนื่องนโยบายประชานิยมเดิมของทรท.ที่สนับสนุน SME
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวโดยสรุป มาตราการภาษีเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ชุดแรกของรัฐบาลพปช.&lt;b&gt;ถูกต้อง เป็นผลดี สมควรได้รับการสนับสนุนและชมเชย&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทว่า &lt;b&gt;การลดภาษีเพื่อช่วยกลุ่มชนที่สมควรช่วย เป็นเพียงด้านหนึ่งของเหรียญ&lt;/b&gt;  อีกด้านหนึ่งของเหรียญ คือ &lt;b&gt;การเก็บภาษีเพิ่มจากคนที่สมควรเก็บ เช่นภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าขึ้น( capital-gain tax) ภาษีที่เก็บจากพวกอภิสิทธิชน เป็นต้น &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นั่น ต้องดูว่า รัฐบาลพปช. จะมีความกล้าหาญทางการเมืองในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังมายาวนานในระบบการจัดเก็บภาษีของไทย หรือไม่ ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือว่า มาตราการลดภาษีเหล่านี้ เป็นเพียงการหาเสียง หาความนิยมจากคนชั้นล่างและคนชั้นกลางที่ถูกละเลยมานมนาน ซึ่งต้องติดตามดูมาตราการชุดต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20080304/399#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Tue, 04 Mar 2008 23:21:39 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">399 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ธปท.ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30% แล้ว มีผล 3 มี.ค.2551</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20080301/397</link>
 <description>&lt;p&gt;
ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ประกาศยกเลิกมาตรการกันสำรอง 30%ของเงินทุนนำเข้าระยะสั้น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.นี้ หลังจากเห็นว่าภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น ขณะที่เงินไหลเข้าออกเริ่มมีความสมดุล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ได้แถลงข่าวเมื่อเย็นวันที่ 29 กพ. 2551 ว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธปท. ได้ประกาศใช้มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นมาตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2549 เพื่อชะลอเงินทุนนำเข้าระยะสั้น และลดการเก็งกำไรค่าเงินในทิศทางเดียว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ค่าเงินบาทมีความผันผวน จนอาจนำไปสู่ปัญหาเสถียรภาพเศรษฐกิจในวงกว้างได้ โดยเฉพาะในช่วงที่อุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง ขณะที่การส่งออกขยายตัวดีและเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ได้ชะลอแรงกดดันจากการเก็งกำไรค่าเงิน และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ช่วยให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับค่าเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาคมากขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม ธปท. ตระหนักว่า มาตรการดังกล่าวมีผลต่อต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจที่จำเป็นต้องระดมเงินทุนจากต่างประเทศ จึงได้มีการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการมาเป็นลำดับ และได้สื่อสารมาโดยตลอดถึงความตั้งใจที่จะใช้มาตรการนี้เป็นการชั่วคราว และจะยกเลิกเมื่อสถานการณ์เหมาะสม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธปท. ได้พิจารณาปัจจัยด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรอบคอบแล้ว และเห็นว่าขณะนี้สถานะการณ์เหมาะสมที่จะยกเลิกการใช้มาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้นได้ เนื่องจาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ข้อมูลเศรษฐกิจของไตรมาสที่ 4 ปี 2550 และเดือนมกราคม 2551 ชี้ให้เห็นว่า อุปสงค์ในประเทศฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และการส่งออกที่ผ่านมาขยายตัวในเกณฑ์สูง ประกอบกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของรัฐบาล จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนและสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ปริมาณเงินตราต่างประเทศเข้า-ออกมีความสมดุลมากขึ้น จากการเกินดุลการค้าเริ่มชะลอตัวลงในเดือนมกราคม 2551 ประกอบกับปริมาณเงินลงทุนของไทยในต่างประเทศ ได้ปรับสูงขึ้นตามการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการอนุญาตให้บุคคลในประเทศ ฝากเงินตราต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2551
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ภาคการผลิตและการส่งออกได้ปรับตัว รองรับการเปลี่ยนแปลงค่าเงินได้ดีขึ้นจากการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การจัดการ และการกระจายตลาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ธปท. มีเครื่องมือมากขึ้นในการดูแลสภาพคล่องและค่าเงิน ภายใต้ พรบ. ธปท. ฉบับใหม่ นอกจากนี้ แผนของกระทรวงการคลังในการปรับปรุงโครงสร้างและบริหารหนี้สาธารณะ รวมถึงการใช้ประโยชน์จาก พรบ. หนี้สาธารณะที่จะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆ นี้ จะช่วยเพิ่มความสมดุลของเงินทุนเคลื่อนย้าย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
- ในระยะหลังนี้ มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่า จะมีการยกเลิกมาตรการดำรงเงินสำรองเงินนำเข้าระยะสั้น ผู้เกี่ยวข้องต่างๆในตลาด ก็ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปตามการคาดการณ์ดังกล่าว จนทำให้ประสิทธิผลของมาตรการลดลงตามลำดับ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อให้มีมาตรการรองรับการบริหารจัดการการไหลเข้า-ออกของเงินทุนหลังจากการยกเลิกมาตรการฯ รวมทั้งมีมาตรการติดตามข้อมูลและป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน ธปท. จึงเห็นควรออกมาตรการเสริม ดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1) สนับสนุนการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มวงเงินให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( กลต.) เป็น 30 พันล้านดอลลาร์ สรอ. เพื่อจัดสรรให้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทจัดการกองทุน รวมทั้ง บุคคลธรรมดา (ลงทุนผ่านกองทุนส่วนบุคคล หรือผ่านบริษัทหลักทรัพย์) ในการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) ปรับปรุงมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาทที่สำคัญ คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.1) ปรับหลักเกณฑ์การกู้ยืมเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศ จากผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยลดวงเงินที่สถาบันการเงินในประเทศ สามารถกู้ยืมเงินบาทจากผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยไม่มีธุรกรรมรองรับ (underlying) ทุกอายุสัญญาโดยมียอดคงค้างแต่ละสถาบันการเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อจำกัดช่องทางการเก็งกำไร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.2) ปรับหลักเกณฑ์การจำกัดการปล่อยสภาพคล่องเงินบาทของสถาบันการเงินในประเทศให้แก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยให้สถาบันการเงินในประเทศปล่อยสภาพคล่องเงินบาทแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศที่ไม่มีธุรกรรมรองรับ (underlying) โดยมียอดคงค้างแต่ละธนาคารไม่เกิน 300 ล้านบาทต่อกลุ่มผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ เพื่อเพิ่มความต้องการซื้อเงินตราต่างประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3) ปรับปรุงโครงสร้างบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ โดยแยกประเภทบัญชีเงินบาทออกเป็นบัญชีเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงินอื่น (Non-resident Baht Account for Securities: NRBS) และบัญชีเพื่อวัตถุประสงค์อื่น (Non-resident Baht Account: NRBA) เพื่อประโยชน์ในการติดตามการไหลเข้าออกของเงินทุน ทั้งนี้ เงินบาทในแต่ละประเภทบัญชีสามารถโอนระหว่างบัญชีประเภทเดียวกันได้ แต่ไม่ให้โอนข้ามประเภทบัญชี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการปรับตัว และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ธปท. จึงจัดให้มีโครงการสนับสนุนเป็นการชั่วคราว ดังนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของผู้ประกอบการรายย่อยระยะเวลา 3 ปี โดยการให้สินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน ผ่านสถาบันการเงินในวงเงินรวม 40,000 ล้านบาท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) โครงการรับซื้อต่อเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า ที่ผู้ประกอบการรายย่อยขายผ่านสถาบันการเงิน เป็นเวลา 6 เดือน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ธปท. เชื่อมั่นว่า มาตรการต่างๆ ข้างต้นภายใต้การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการ (Managed Float) ที่ใช้ในปัจจุบัน สามารถดูแลค่าเงินบาทให้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจและไม่ผันผวนจนเกินไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ค่าเงินบาทตลาดในประเทศล่าสุดอยู่ที่ 31.96/32.00 ขณะที่ในตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 30.10/60
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา-&lt;a href=&quot;http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=308276&quot;&gt;เนชั่น&lt;/a&gt;และ&lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/2008/02/29/WW10_WW10_news.php?newsid=234592&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้าน ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการบรรยายพิเศษ &amp;quot;เศรษฐกิจไทยในอีก 
2 ปีข้างหน้า&amp;quot; ว่า 
เศรษฐกิจของประเทศไทยจะเผชิญกับ &lt;b&gt;วิกฤตเศรษฐกิจขาลงอย่างต่อเนื่องไปอีก 2 ปี&lt;/b&gt; 
จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะปัญหาวิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ซับไพรม์) ในสหรัฐฯ 
ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ 
อยู่ในภาวะหดตัว จากที่ไม่สามารถใช้นโยบายการเงินในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ 
โดยมองว่าสหภาพยุโรป (อียู) 
จะเป็นภูมิภาคต่อไปที่จะเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอย 
เนื่องจากมีการลงทุนในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม 
ในส่วนของผู้ประกอบการไทย การลดความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ และอียูลง 
เป็นนโยบายที่ทำถูกต้องแล้ว แต่หากเป็นไปได้ ควรมีการค้าขายด้วยเงินสกุลอื่นๆ 
แทนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะ&lt;b&gt;ค่าเงินในสหรัฐฯ 
ยังมีแนวโน้มที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง&lt;/b&gt; ทำให้ค่าเงินบาทของประเทศไทยแข็งค่า 
ผู้ประกอบการไม่มีกำไร และค้าขายไม่ได้ในที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา-&lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9510000025201&quot;&gt;ผู้จัดการออนไลน์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องมารตราการกันสำรอง 30 % ได้ถูกวิพากษ์วิจารย์มานานแล้วว่า เป็นมาตราการที่ไม่เข้าท่าและ ไม่ได้ผล ทำให้เงินบาทแยกเป็น 2 ตลาดคือในประเทศ(on-shore)กับต่างประเทศ(off-shore) เกิดการเก็งกำไรค่าเงินบาทขึ้นระหว่างส่วนต่างของทั้ง 2 ตลาด ขัดขวางการลงทุนของต่างชาติจนเกินสมควรและทำลายบรรยากาศในการลงทุน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงเป็นมาตราการที่ผิด ไม่ควรใช้และควรจะยกเลิกไปตั้งนานแล้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทว่า ประสพการณ์จากวิกฤติทางการเงินเมื่อปีพศ.2540 ทำให้ธปท.ได้บทเรียนว่า อย่างไรเสียก็จะ&lt;b&gt;ปล่อยให้เงินทุนระยะสั้น เคลื่อนไหวเข้าออกไทยอย่างเสรี ไร้ขีดจำกัดไม่ได้&lt;/b&gt; เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของไทย เล็กมากเมื่อเทียบกับปริมาณเงินร้อนที่เคลื่อนตัวอยู่ในตลาดเงินทุนโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าเงินทุนระยะสั้นปริมาณมหาศาลเหล่านี้ สามารถเข้าออกไทยได้อย่างเสรี ก็อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบอบเศรษฐกิจการเงินของไทย คือเมื่อเข้ามามาก ก็จะผลักดันค่าเงินบาท ราคาหุ้น ราคาสินทรัพย์ฯลฯ ของไทย ให้พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นฟองสบู่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อออกไป ก็จะส่งผลในทางกลับกัน ทำให้ระบอบเศรษฐกิจจริงของไทย ขาดเสถียรภาพอย่างรุนแรง ดังนั้น จึงต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและควบคุมโดยใช้มาตราการที่เหมาะสม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาตราการที่ธปท.ควรจะพิจารณานำมาใช้เพิ่มเติม คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.การลดอัตราดอกเบี้ยของไทย(ปัจจุบัน one day repo rate = 3.25 % pa.)ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยมาตราฐานของสหรัฐ(ปัจจุบัน fed fund rate = 3.00% pa.)  25 จุด(basis point ) ในขณะที่ ทิศทางของค่าเงินสหรัฐมีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดแรงจูงใจสำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์สกุลดอลล่าห์สหรัฐ ในการนำเงินเข้ามาในไทยเปลี่ยนเป็นถือสินทรัพย์สกุลบาทแทน เพื่อป้องกันสินทรัพย์ของตนเสื่อมค่าลงไปเรื่อยๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2. มาตราการเก็บภาษีขาออกสำหรับเงินทุนปริมาณมากที่เข้ามาและออกไปในระยะสั้น  โดยไม่มีธุรกรรมรองรับ หรือต้องขออนุญาตในการนำเงินทุนเข้ามาตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์ ให้คนไทยและนิติบุคลสัญชาติไทย สามารถถือครองและเปิดบัญชีเงินตราต่างประเทศ โอนและนำเงินตราต่างประเทศไปลงทุนในต่างประเทศได้อย่างเสรีเพิ่มขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20080301/397#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Sat, 01 Mar 2008 01:12:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">397 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ไทยมี &quot;เฮียปอ&quot; กับ &quot;พี่ร่วม&quot; มะกันมี &quot;บับเฟต&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20080213/367</link>
 <description>&lt;img align=&quot;middle&quot; width=&quot;300&quot; src=&quot;/files/%20%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%95%20%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%20%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%8A%E0%B8%A5%E0%B9%8C.jpg&quot; height=&quot;200&quot; /&gt; 
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;ทุนนิยมศูนย์กลาง ทั้งชาววอลสตรีทและยุโรป เหมือนยกภูเขาออกจากอก เมื่อ &lt;b&gt;ปูชนียบุคคลแห่งระบอบทุน&lt;/b&gt; ซึ่งโด่งดังที่สุดในครึ่งหลังของศตวรรษที่แล้ว &lt;strong&gt;วอร์เรน บับเฟต&lt;/strong&gt; เจ้าของ &lt;b&gt;Berkshire Hathaway&lt;/b&gt; แปลงร่างเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;อัศวินม้าขาว&lt;/b&gt;&amp;quot; ประกาศเข้า กู้ชีพ สองบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในแวดวงรับประกันสารพัดตราสาร &lt;b&gt;MBIA&lt;/b&gt; และ &lt;b&gt;Ambac&lt;/b&gt; ทำให้ตลาดซึ่งสิ้นหวังกับมาตรการลดดอกเบี้ยถึง 1.25% ภายใน 8 วันของเฟด และมาตรการอัดฉีดเงินจิ๊บจ้อยแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำของบุช กลับมากระปรี้กระเปร่าขึ้นชั่วคราวอีกครั้ง โดยตลาดหุ้นทั่วยุโรป-อเมริกาเข้าแถวเรียงหน้าดีดกลับอย่างแรง ต้อนรับการโดดลงมาของ &amp;quot;&lt;b&gt;อภิชนทุนตัวจริง&lt;/b&gt;&amp;quot; ที่ไม่ใช่แค่ &amp;quot;&lt;b&gt;นักการเมืองตลกหลังคารถ&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;ด้วยความเป็นอภิชนทุนตัวจริงเสียงจริง ซึ่งมีความสำเร็จตลอดครึ่งหลังศตวรรษที่ 20 เป็นประกัน ปวงชนชาวทุนต่างโห่ร้องต้อนรับการเข้ามาเก็บศพไร้ญาติ จากระเบิด ซับไพร์ม-อสังหาต่ำชั้นสหรัฐฯ ของเขาราวกับได้เห็น &amp;quot;&lt;b&gt;พระผู้ช่วยให้รอด&lt;/b&gt;&amp;quot; มาปรากฏอยู่ตรงหน้า พวกเราที่เป็นแค่ &amp;quot;&lt;strong&gt;พวกป่าเถื่อนชายขอบ&lt;/strong&gt;&amp;quot; ก็คอยติดตามดูกันในฉากต่อไปว่า &lt;b&gt;บับเฟต&lt;/b&gt; จะเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;พระผู้ช่วยให้รอด&lt;/b&gt;&amp;quot; ตัวจริง หรือจะกลายเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;ศพไร้ญาติรายถัดไป&lt;/b&gt;&amp;quot; ในกาลข้างหน้า&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;ทั้งนี้ ด้วยเหตุที่ยุคสมัยได้แปรเปลี่ยนไปมาก ความเสื่อมโทรมของระบอบทุนนิยมโลก หนักหน่วงยิ่งขึ้นทุกที อันมีรากเหง้ามาจาก &lt;b&gt;การฉุดดึงเหนี่ยวรั้งการปฏิวัติเปลี่ยนแปลง ในระดับพื้นฐาน&lt;/b&gt; (คือการสถาปนาอารยธรรมอยู่บน &lt;b&gt;พลังงานฟอสซิล&lt;/b&gt;และ&lt;b&gt;เครื่องยนต์ สันดาปภายใน&lt;/b&gt;) หากแค่ทำการเล่นแร่แปรธาตุสร้างสีสรร ด้วยลูกเล่นทาง&lt;b&gt;เทคโนโลยี สื่อสาร-สารสนเทศ-การตลาด-วิศวกรรมการเงินจินตภาพ &lt;/b&gt;หวังเพียงยืด&lt;b&gt;คลื่น เฟื่องฟู&lt;/b&gt;ของวงจรเศรษฐกิจทุนนิยมโลกให้&lt;b&gt;ทอดหางยาวออกไป&lt;/b&gt;อย่างไม่มีที่สิ้นสุด&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;เพื่อนพ้องน้องพี่ทุกท่านสามารถอ่านรายละเอียดของข่าวได้ตามลิงค์ต่อไปนี้&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;&lt;b&gt;Warren Buffett to the rescue &lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://money.cnn.com/2008/02/12/markets/morningbuzz/index.htm?postversion=2008021211&quot;&gt;&lt;b&gt;http://money.cnn.com/2008/02/12/markets/morningbuzz/index.htm?postversion=2008021211&lt;/b&gt;&lt;/a&gt; และ&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;ul&gt;
	&lt;li&gt;&lt;b&gt;Stock rally accelerates &lt;/b&gt;&lt;a href=&quot;http://money.cnn.com/2008/02/12/markets/markets_morning/index.htm&quot;&gt;&lt;b&gt;http://money.cnn.com/2008/02/12/markets/markets_morning/index.htm&lt;/b&gt;&lt;/a&gt;&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20080213/367#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/ บับเฟต แห่ง เบิร์กไชล์.jpg" length="18075" type="image/pjpeg" />
 <pubDate>Wed, 13 Feb 2008 01:21:29 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ศรศิลป์</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">367 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ไชยา สะสมทรัพย์ : ไปกินดอกไม้จันทร์แทนสิ </title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20080211/365</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/chaiya.jpg.jpg&quot; alt=&quot;นายไชยา สะสมทรัพย์&quot; border=&quot;0&quot; height=&quot;198&quot; width=&quot;165&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
   วันที่ 8 กุมภาพันธ์ เวลา 15.00 น. นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ได้หารือกับตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยฯ ประมาณ 40 นาที ก่อนกล่าวกับกลุ่มเครือข่ายฯว่า สาเหตุที่คิดจะทบทวนการทำซีแอลใหม่ เพราะเห็นหนังสือของ กระทรวงพาณิชย์ ลงนามโดยนายเกริกไกร จีระแพทย์ รมว.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2550 เรื่องแสดงความ เป็นห่วงต่อ การทำซีแอลยามะเร็ง โดยเฉพาะมาตรการตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาที่ใช้กฎหมาย มาตรา 301 พิเศษ โดยจะจัด สถานะไทยจากประเทศที่ถูกจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นประเทศที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาขั้นรุนแรง (PFC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ขั้นรุนแรงมากที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; นายไชยา กล่าวต่อว่า หนังสือฉบับดังกล่าวระบุด้วยว่า สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ของ สหรัฐฯ (ฟาร์ม่า)ทำความเห็นเสนอสมาคมผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์)ให้เลื่อนสถานะของไทยเป็นประเทศพีเอฟซี ซึ่งจะประกาศรายชื่อประเทศที่อยู่ในบัญชีพีเอฟซี ในวันที่ 30 เดือนเมษายนนี้ ดังนั้น ขอให้สธ.ระวังในการดำเนินการ ซีแอล โดยให้รัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจจะดีกว่า ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวส่งถึงนายโฆษิต ปั้นเปี่ยมรัษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้น ซึ่งต่อมานายโฆษิตเป็นประธานนัดประชุมร่วมสามฝ่ายในวันที่ 4 มกราคมคือ สธ. กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงต่างประเทศ แต่ไม่สามารถหารือได้เพราะรมว.สธ. ขณะนั้นติดภารกิจต่างประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt;&lt;b&gt; อ้างขอทำลับๆล่อๆลดราคายา &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; นายไชยายังยืนยันว่า ตัดสินใจเลือกทางเดินที่ถูกต้องแล้วแบบสันติวิธี โดยเรียกบริษัทมาคุยอีกว่า จะลด ราคายาให้ได้หรือไม่ หากลดได้อีกก็ตกลงทำเอ็มโอยูร่วมกัน แต่ตนทำแบบลับๆ เดินในเชิงลึกป้องกันประเทศอื่นรู้แล้ว ทำตามเรา &lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; &amp;quot;พวกคุณไม่ต้องมาห่วงผมว่าผมจะเดินตามเกมเขา ผมไม่ใช่คนขี้จั๊กกะจี้ ผมจะรักษาผลประโยชน์ของ ผู้ป่วยเป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็ต้องดูผลประโยชน์ของประเทศชาติด้วย ซึ่งผมพูดไปก็เหมือนประจาน รมว.สธ. คนเก่า&amp;quot;นายไชยากล่าว &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt;&lt;b&gt; ชี้ผู้ป่วยอย่าวิตกจริตรัฐพร้อมช่วย &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; และว่า ขอให้เครือข่ายผู้ป่วยฯ อย่าพึ่งวิตกจริต คำว่าทบทวนต่างจากคำว่ายกเลิก ทบทวนอาจหมายถึง เดินหน้าทำซีแอลยามะเร็งต่อไปก็ได้ หากเชิญบริษัทยามาเจรจาแล้วไม่ยอมลดราคาให้ แต่ที่ผ่านมาจากการทำซีแอล ยาต้านไวรัสเอดส์ ช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ 500 ล้านบาท ขณะที่ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องสูญเสียรายได้เป็น หมื่นแสนล้านบาท อีกทั้ง การยกเลิกการเก็บค่าธรรมเนียม 30 บาท ก็ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปกว่า 2 พันล้านบาท &lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; รมว.สธ.คนใหม่กล่าวด้วยว่า เครือข่ายผู้ป่วยฯไม่ต้องกลัวเข้าไม่ถึงยา รัฐบาลกลางต้องจัดสรรหา งบประมาณมาช่วยเหลืออยู่แล้ว แต่ช่วยแล้ว      เสียหายทั้งประเทศคงยอมไม่ได้ ซึ่งตนพิจารณา มาตรา 22 ของพ.ร.บ.สิทธิบัตรแล้วว่า ไม่เข้าข่ายให้ไทยทำซีแอลได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt;&lt;b&gt; ยันไม่เดินตามเกมบ.ยาโวรวยกว่า &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์มีตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยถามแทรกขึ้นมาว่า ขอคำตอบแค่ว่า รัฐมนตรีจะเอาชีวิตคนเป็นหลักหรือเศรษฐกิจเป็นหลัก นายไชยาตอบว่า ชีวิตของประชาชนก็ต้องสนใจ ขณะเดียวกันการค้าระหว่างประเทศก็ต้องสนใจ แต่ตนต้องห่วงประเทศชาติ เมื่อทบทวนไม่ได้ยกเลิกก็ต้องหาช่องทางบริษัทยามาหารือกัน ตนไม่ได้พูดเข้าข้างใคร ระหว่างนั้นมีผู้ป่วยถามแทรกอีกว่า ตอนนี้บริษัทยาวิ่งเต้นมากเลยใช่ไหม นายไชยา ตอบกลับทันทีว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ไม่ต้องกลัว บริษัทยาไม่รวยเท่าขนหน้าแข้งผมหรอก พวกคุณเห็นบ้านผมหรือยัง&lt;/b&gt;&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; &lt;b&gt;เครือข่ายจวกเละเข้าข้างบริษัทยา &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการหารือตึงเครียด เพราะเครือข่ายผู้ป่วยฯไม่พอใจคำตอบที่ได้รับว่า จะมี จุดยืนในการทำซีแอลอย่างไร โดยเปล่งเสียง &amp;quot;ถูกใจ ถูกต้อง&amp;quot; เป็นระยะๆ &lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; นายวิรัตน์ ภู่ระหงษ์ ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อ/เอชไอวีแห่งประเทศ กล่าวว่า ไม่ได้รับความชัดเจนจาก รมว.สธ.คนใหม่ต่อแนวทางการทบทวนจะเป็นไปในทิศทางใด จะทำบันทึกข้อตกลงกับบริษัทยาก็ไม่ชัดเจน รัฐมนตรีจะเอาความสูญเสียทางเศรษฐกิจมาเทียบกับชีวิตคนไม่ได้ มันคนละเรื่อง พวกตนเป็นคนจนไม่ใช่คนรวย อย่างรัฐมนตรี จะเข้าถึงยาได้อย่างไร จะหวังพึ่งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหาเงินมาช่วยผู้ป่วยคงเป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญ ฟังจากที่รัฐมนตรีพูดชัดว่าเอนเอียงไปทางบริษัทยาและกระทรวงพาณิชย์มากกว่าประชาชน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt;&lt;b&gt; ไล่ผู้ป่วยกินดอกไม้จันท์แทนยา &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt; ขณะที่นายไพศาล จงอนุรักษ์ อดีตประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อภาคกลาง เปิดเผยว่า ระหว่างการหารือ ตนพูดขึ้นว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ถ้าท่านทบทวนยกเลิกซีแอล ผมคงไม่มียากิน แต่ผมต้องกินยาทุกวัน ดังนั้น ผมคงต้องคิดแล้วว่า ต้องกินยาอะไรต่อ&lt;/b&gt;&amp;quot; ตอนนั้นตนเองนึกชื่อยาฆ่าหญ้าไม่ออก เลยถามเพื่อนว่า ยาฆ่าหญ้าชื่ออะไร รัฐมนตรีตอบกลับ มาว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ถ้าเป็นเขาให้กินดอกไม้จันท์แล้ว&lt;/b&gt;&amp;quot; พอเพื่อนบอกว่า ยากรัมม็อกโซล ตนจึงบอกไปว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ดอกไม้จันท์ผม ไม่กิน ผมกินยาฆ่าหญ้า&lt;/b&gt;&amp;quot; ตอนนั้นตนไม่รู้สึกอะไร แต่พอกลับมาคิดก็เห็นว่า รัฐมนตรีมีมุมมองว่า &lt;b&gt;ถ้าเป็นผู้ติดเชื้อ สมควรขึ้นเมรุแล้วใช้ดอกไม้จันท์ได้เลย ส่วนตนคิดแบบนั้น เพราะตีความได้แบบนั้น รัฐมนตรีตีค่าความ เป็นมนุษย์ของพวกเราน้อยเกินไป &lt;br /&gt;
&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.naewna.com/images/space.gif&quot; height=&quot;1&quot; width=&quot;40&quot; /&gt;ที่มา-&lt;a href=&quot;http://www.naewna.com/news.asp?ID=94663&quot;&gt;หนังสือพิมพ์แนวหน้า&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
   นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุขในรัฐบาลใหม่ของพรรคพลังประชาชน ได้เผยธาตุแท้ที่เป็นพวกอภิสิทธิชน ไม่เห็นคนสามัญอยู่ในสายตา หยิ่งยะโส โอหัง อวดความร่ำรวย เผยความไม่รู้เรื่องรู้ราวในเรื่องซีแอล และ ระบบการ ขูดรีดผู้ป่วยของบริษัทยาระดับโลกโดยใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือ เผยความขี้เท่อ และความโง่เง่า เต่าตุ่นออกมาให้สังคมไทยเห็นอย่างโจ๋งครึ่ม นอกจากนี้ ยังดูถูกคนจน คนด้อยโอกาส เห็นชีวิตคนจน เป็นผักปลา เรียกว่า &lt;b&gt;โง่ บ้า ดูถูกคน ครบเครื่อง&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฮ้อ ประชาชนเขาให้โอกาสแล้ว &lt;b&gt;ทุทาสสถุล ฉะนี้ไฉนก็มาเป็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หรือนี่เป็น &lt;b&gt;ลางร้ายของรัฐบาลใหม่?&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20080211/365#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/chaiya.jpg.jpg" length="26853" type="image/pjpeg" />
 <pubDate>Mon, 11 Feb 2008 17:41:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">365 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อิโคโนมิสต์พยากรณ์ : ๑๐ ประเทศยอดเยี่ยมและยอดแย่ด้านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี ๒๐๐๘</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20071220/317</link>
 <description>&lt;p&gt;
  &lt;img border=&quot;0&quot; width=&quot;1&quot; src=&quot;/files/CIN525.gif&quot; height=&quot;1&quot; /&gt;&lt;img border=&quot;0&quot; align=&quot;top&quot; width=&quot;530&quot; src=&quot;/files/CIN525.gif&quot; height=&quot;327&quot; /&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศที่อิโคโนมิสต์พยากรณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ในปี ๒๐๐๘ ยอดเยี่ยมหรือสูงสุด ๑๐ อันดับแรก คือ แองโกล่า อาเซอร์ไบจาน&lt;img border=&quot;0&quot; width=&quot;1&quot; src=&quot;/files/CIN525.gif&quot; height=&quot;1&quot; /&gt; &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Equatorial_Guinea&quot;&gt;อีควอทอเรียลกุยเนีย&lt;/a&gt; จีน ไลบีเรีย &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Qatar&quot;&gt;กาต้าร์&lt;/a&gt; ซูดาน อาร์เมเนีย จอร์เจียร์ และปานามา
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปรากฎว่า เป็นประเทศในทวีปอาฟริกาถึง ๔ ประเทศคือ แองโกล่า อีควอทอเรียลกุยเนีย ไลบีเรีย ซูดาน เป็นประเทศเกิดใหม่ที่แตกตัวออกมาจากอดีตสหภาพโซเวียต ๓ ประเทศคือ อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย และจอร์เจียร์ จากทวีปเอเชียที่เราอยู่ มีไปติดอันดับกับเขา ๒ ประเทศ คือ จีนและการ์ต้า ทางอมริกากลาง มีประเทศเดียวคือ ปานามา ที่มีคลองใหญ่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนประเทศที่อิโคโนมิสต์พยากรณ์ว่าจะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ในปี ๒๐๐๘ ยอดแย่หรือต่ำสุด ๑๐ อันดับหลัง คือ แคนาดา &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Ecuador&quot;&gt;เอคัวดอร์&lt;/a&gt; สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น อิตาลี่ เลบานอน &lt;a href=&quot;http://en.wikipedia.org/wiki/Comoros&quot;&gt;โคโมโรส&lt;/a&gt; สวาซีแลนด์ ไอซแลนด์ และสุดท้ายซิมบาบเว ถึงกับติดลบ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(GDP)ของไทยในปี ๒๐๐๘ ไม่มีข้อมูลจากอิโคโนมิสต์ แต่ที่สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจของไทยส่วนใหญ่เห็นพ้องกัน ก็ประมาณร้อยละ ๔ ถึง ๕ บางสำนักก็ว่า ถ้าการเมืองเรียบร้อยดี อาจจะร้อยละ ๖ ถึง ๗ ส่วนถ้ามีการรัฐประหารหรือยื้อกันจนจบไม่ลง ไม่มีการพยากรณ์ไว้ว่าจะเหลือเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ คงได้เดือดร้อนกันโดยทั่วหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา-&lt;a href=&quot;http://www.economist.com/displaystory.cfm?story_id=10337846&amp;amp;fsrc=RSS&quot;&gt;อีโคโนมิสต์&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20071220/317#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/CIN525.gif" length="12584" type="image/gif" />
 <pubDate>Thu, 20 Dec 2007 07:42:07 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">317 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ผู้เแทนสหประชาชาติ : วิกฤติการณ์ราคาอาหารของโลก เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ มาแล้ว</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20071218/314</link>
 <description>&lt;p&gt;
กรุงโรม-17 ธค.2550/นายจ๊าก ดีออฟ(Jacques Diouf) หัวหน้าองค์กร ด้านเกษตรกรรม และอาหาร ของสหประชาชาติ(UN Food and Agriculture Organization)แถลงเมื่อวันจันทร์ นี้ว่า ปริมาณการผลิต พืชผลทางการเกษตรที่ใช้เป็นอาหารของโลก กำลังหดตัวอย่างรวดเร็ว และราคากำลังพุ่งสูงขึ้น อย่างเป็นประวัติการณ์ วิกฤติการณ์นี้ เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และไม่มีการคาดคิดมาก่อน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขากล่าวว่า ดัชนีสินค้าประเภทอาหารของโลกในปีนี้ ได้เพิ่มสูงขึ้นมาก กว่าร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบ กับราคาอาหารปีที่แล้วที่เพิ่มขึ้นเพียง ร้อยละ 9  ซึ่งอัตราที่สูงมากกว่าที่จะยอมรับได้ ในขณะเดียวกัน ปริมาณของอาหารในคลังสินค้าสำรองของโลก ก็ลดลงอย่างรวดเร็วด้วย เช่น ปริมาณสำรองข้าวสาลี ของโลกปีนี้ ได้ลดลงร้อยละ 11 ซึ่งเป็น ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ปี คศ.1980 เป็นต้นมาและประชากรโลก สามารถใช้บริโภคได้เพียง 12 สัปดาห์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขากล่าวว่า สาเหตุของวิกฤติการณ์ เกิดจากเรื่องโลกร้อน ทำให้ผลิตผล ทางการเกษตรลดลง ปริมาณ และการบริโภคของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น และการนำผลผลิตบางส่วนไปใช้ในการผลิต พลังงานไบโอดีเซล
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โจเซ็ท ชีราน กรรมการบริหารโครงการอาหารโลก กล่าวว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เรากังวลว่า &lt;b&gt;มนุษยชาติ อาจกำลังเผชิญกับพายุขนาดใหญ่ยักษ์(The Perfect Storm) แห่งความ อดอยากหิวโหย&amp;quot;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา :&lt;a href=&quot;http://www.iht.com/articles/2007/12/17/europe/food.php&quot;&gt; IHT&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ความเห็น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศไทย เป็นประเทศที่ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก ผลกระทบจากวิกฤตินี้ คือราคาผลิตผล ทางการเกษตรของไทย น่าจะมีราคาสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกไปด้วย ซึ่งน่าจะส่งผลดีกับ เกษตรกรไทย ที่เป็นคนจำนวนมากและมีฐานะยากจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือน คนชั้นกลาง และคนยากคนจนในเมือง ก็อาจต้องปวดหัวกับราคาข้าวปลา อาหารที่จะทะยอยปรับตัวสูงขึ้น นอกจากที่ต้องปวดหัวกับราคาพลังงานที่ได้ปรับตัวสูงขึ้นมาแล้ว อำนาจซื้อของเงิน จะลดลงตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การประหยัดและรัดเข็มขัดทุกวิธี จะเป็นทาง ออกที่พอเพียงและแก้ปัญหาได้ จริงหรือ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าไม่พอ? จะหารายได้เพิ่มอย่างไร? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฮ้อ น่าปวดหัว จริงๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20071218/314#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Tue, 18 Dec 2007 02:36:43 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">314 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รัฐบาลตัวแทนจารีตนิยมและอำมาตยา   เลื่อนการคาดการณ์จุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจออกไปเรื่อยๆ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20070829/250</link>
 <description>&lt;p&gt;หลังจากประโคมโหมโฆษณาชวนเชื่อต่อเนื่องอย่างไร้ผล&lt;br /&gt;
เกี่ยวกับการฟื้นตัวและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย&lt;br /&gt;
มาบัดนี้ รัฐบาลสุรยุทธ์ซึ่งแสดงบทบาทเป็นตัวแทนของ&lt;br /&gt;
&quot;พลังจารีตนิยมตกยุค&quot; และ &quot;ขบวนอำมาตยา&quot;&lt;br /&gt;
ได้ออกมายอมรับอย่างสิ้นท่าว่าการโฆษณาชวนเชื่อต่อสาธารณชน&lt;br /&gt;
ถึงจุดต่ำสุดของเศรษฐกิจไทยคือไตรมาสสองของปีนี้&lt;br /&gt;
นั้นผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ก็ยังไม่วายวาดฝันกลางวันลมๆ แล้งๆ&lt;br /&gt;
ขายจินตภาพไร้สาระต่อสาธารณชนซ้ำๆ ซากๆ ต่อไป&lt;br /&gt;
โดยคาดการณ์ใหม่เป็นหนที่เท่าไรไม่อาจนับว่า&lt;br /&gt;
ไตรมาสที่สามที่เดินทางมาเกินกว่าครึ่งทางนี้&lt;br /&gt;
จะเป็น &quot;จุดต่ำสุด&quot; ของเศรษฐกิจไทยอีกแล้ว&lt;br /&gt;
ด้วยการฝากความหวังไว้กับการเลือกตั้งทั่วไป&lt;br /&gt;
ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะเกิดได้จริงหรือไม่ในปีนี้&lt;br /&gt;
(อ่านข่าว วาทะสวนกระแสปวงชนของประธานคมช.&lt;br /&gt;
&quot;เรื่องจำเป็นที่ยิ่งใหญ่กว่า&quot;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.palawat.com/news/20070821/215&quot; title=&quot;http://www.palawat.com/news/20070821/215&quot;&gt;http://www.palawat.com/news/20070821/215&lt;/a&gt;)&lt;br /&gt;
จะเป็นปัจจัยฉุดดึงเศรษฐกิจให้พ้นหล่มปลัก&lt;br /&gt;
ดังมีรายละเอียดของข่าวดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยวันนี้ (29) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)&lt;br /&gt;
แสดงความกังวลว่าภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 3/50&lt;br /&gt;
อาจเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ แทนที่จะเป็นไตรมาส 2/50&lt;br /&gt;
ตามที่เคยคาดการณ์ไว้เดิม&lt;br /&gt;
เนื่องจากภาวะการลงทุนไม่ฟื้นตัวตามที่ประเมินไว้&lt;br /&gt;
ขณะที่การส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญก็ชะลอตัว&lt;br /&gt;
ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ&lt;br /&gt;
ผู้อำนวยการกลุ่มการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สศค.กล่าวว่า&lt;br /&gt;
การลงทุนยังไม่ฟื้นตัวตามที่ได้เคยคาดไว้&lt;br /&gt;
ประกอบกับการชะลอตัวของการส่งออกทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า&lt;br /&gt;
โดยปริมาณการส่งออกในเดือนก.ค.ขยายตัวลดลงเหลือเพียง 2.2%&lt;br /&gt;
จากที่ขยายตัว 2.8% ในเดือนมิ.ย.&lt;br /&gt;
สะท้อนให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกลดลงมากอย่างชัดเจน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนการลงทุนก็ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้&lt;br /&gt;
โดยในเดือน ก.ค.ยังคงชะลอตัว&lt;br /&gt;
ขณะที่การบริโภคเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น&lt;br /&gt;
ดังนั้น การลงทุนจึงเป็นประเด็นที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;
เพราะอาจพลิกให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ของปีนี้&lt;br /&gt;
กลายเป็นไตรมาสที่ต่ำสุดของปี จากที่เคยมองว่าจะเป็นไตรมาส 2 &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลังจึงหนีไม่พ้นเรื่องการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุน&lt;br /&gt;
รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐจากผลกระทบปัญหาซับไพร์ม&lt;br /&gt;
และปัญหาจากพื้นฐานของเศรษฐกิจเอง&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม มองว่าช่วงไตรมาส 4&lt;br /&gt;
อาจมีปัจจัยเรื่องการเลือกตั้งเข้ามาเป็นประเด็นบวกได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลัง คาดว่าการลงทุนทั้งปี 50 อาจจะขยายตัวเป็น 0%&lt;br /&gt;
ส่วนการส่งออกในด้านปริมาณมองว่าเติบโต 6.5% จาก 13.1% ในครึ่งปีแรก&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยนายเอกนิติ ยังคาดว่า&lt;br /&gt;
แม้การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตัวจากช่วงครึ่งปีแรก&lt;br /&gt;
แต่เชื่อว่าภาคธุรกิจบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยวจะเข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมรายได้&lt;br /&gt;
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังจะเติบโตประมาณ 5-6%&lt;br /&gt;
จากล่าสุดในเดือนก.ค.ยังติดลบอยู่ 1.2%&lt;br /&gt;
เพราะมองว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วง High Season&lt;br /&gt;
ที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศมากในช่วงดังกล่าว &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศของเดือน ก.ค.50&lt;br /&gt;
อยู่ที่ 73,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ&lt;br /&gt;
แสดงให้เห็นว่าเสถียรภาพภายนอกประเทศยังมีความมั่นคง&lt;br /&gt;
เพราะเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยะสั้นแล้ว&lt;br /&gt;
พบว่าปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศมีมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้น 3.5 เท่า&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขอขอบคุณและอ้างอิงเนื้อข่าวจาก &quot;โพสต์ทูเดย์&quot;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&amp;amp;id=188104&quot; title=&quot;http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&amp;amp;id=188104&quot;&gt;http://www.posttoday.com/breakingnews.php?sec=breaking&amp;amp;id=188104&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20070829/250#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Wed, 29 Aug 2007 14:51:52 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ศรศิลป์</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">250 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กลุ่มทุนใหญ่ &quot;ซีพี&quot; ขยับหมากอีกก้าว รุกคืบสยายปีกควบคุมภาคเกษตรกรรม</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20070829/249</link>
 <description>&lt;p&gt;หลังจากการค่อยๆ สยายปีกรุกคืบ&lt;br /&gt;
วางจิ๊กซอร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าหลายทศวรรษในภาคเกษตรกรรมไทย&lt;br /&gt;
โดยควบคุมการปศุสัตว์ที่สำคัญหลายแขนงอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด&lt;br /&gt;
อาทิ การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงหมู&lt;br /&gt;
ก็เริ่มขยายบริบทการควบคุมเข้าสู่ธัญพืชหลักของชาติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน&lt;br /&gt;
ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยและผลิตเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่จดสิทธิบัตร&lt;br /&gt;
การตั้งโรงสีข้าวไฮเทคขนาดยักษ์ระดับหมื่นเกวียนต่อปีเมื่อหลายปีก่อน&lt;br /&gt;
การเข้าทดลองการปลูกข้าวแบบเกษตรอุตสาหกรรมในกัมพูชา&lt;br /&gt;
การเข้าร่วมการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราใหม่ในทุกภาคด้วยโครงการกล้ายาง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มาบัดนี้ กลุ่มทุนใหญ่ &quot;ซีพี&quot;&lt;br /&gt;
(ซึ่งยังคงผนึกแนบแน่นเป็นส่วนหนึ่งของ &quot;ขบวนสหพันธ์กลุ่มทุนทักกี้&quot;&lt;br /&gt;
โดยประกาศท่าทีทางการเมืองชัดเจนหลังผลประชามติ 19 สิงหา&lt;br /&gt;
ด้วยการส่งที่ปรึกษาใหญ่ทางการเมืองของบอสใหญ่ &quot;นายสมัคร สุนทรเวศ&quot;&lt;br /&gt;
เข้านั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ประกาศตัวเป็นนอมินีทักกี้)&lt;br /&gt;
ได้ประกาศการขยับตัวครั้งใหญ่ทางยุทธศาสตร์อีกครั้งในภาคเกษตรกรรมไทย&lt;br /&gt;
หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็น Road Map (แผนที่ทางยุทธศาสตร์แต่ละขั้น)&lt;br /&gt;
โดยมีรายละเอียดขั้นต้นดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายมนตรี คงตระกูลเทียน&lt;br /&gt;
ประธาน คณะผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วมกลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร&lt;br /&gt;
กล่าวว่า กลุ่มพืชครบวงจรจะขยายธุรกิจออกไปใน 3 พืชใหญ่คือ&lt;br /&gt;
ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในกลุ่มของข้าวนั้น&lt;br /&gt;
&quot;เจริญโภคภัณฑ์เมล็ดพันธุ์&quot; ได้ทำโครงการศูนย์ข้าวขึ้นมา&lt;br /&gt;
เพื่อบริหาร การจัดหากล้า ดำนา และเกี่ยวข้าวให้กับเกษตรกร&lt;br /&gt;
โดยใช้พันธุ์ของซีพี 304 และ ซีพี 305&lt;br /&gt;
ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1.2-1.5 พันกิโลกรัมต่อไร่&lt;br /&gt;
จากที่เกษตรกรปลูกได้เพียง 450 กิโลกรัมต่อไร่ เท่านั้น&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ เกษตรกรจะเสียค่าใช้จ่ายเพียง 4 พันบาท&lt;br /&gt;
จากที่ลงทุนเองจะอยู่ที่ประมาณ 3 พันบาท แต่ผลผลิตน้อยกว่าครึ่ง&lt;br /&gt;
ซึ่งโครงการนี้ ปัจจุบันเพิ่งเริ่มทำแห่งเดียวคือ จ.กำแพงเพชร&lt;br /&gt;
และมีเกษตรกรสนใจมากขึ้น&lt;br /&gt;
ดังนั้น ปีหน้ามีนโยบายจะขยายไป 14 จังหวัด&lt;br /&gt;
แต่ต้องเป็น &quot;พื้นที่ในเขตชลประทาน&quot; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ผลผลิตที่ได้ ซี.พี.จะเข้าไปซื้อคืน&lt;br /&gt;
โดยบริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรด&lt;br /&gt;
ในราคาประกัน เพื่อนำไปแปรรูปและส่งออก&lt;br /&gt;
ซึ่งโครงการนี้มีนักการเมืองหลายคนมาติดต่อว่า&lt;br /&gt;
จะนำไปใช้เป็นโครงการประชานิยม&lt;br /&gt;
ซึ่งเราก็ยินดีสนับสนุน” นายมนตรี กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับยางพารา ถือว่าเป็นพืชที่มีอนาคต&lt;br /&gt;
เพราะจีนและอินเดีย รวมทั้งอีกหลายประเทศกำลังต้องการมาก&lt;br /&gt;
รวมทั้งราคาน้ำมัน ที่ไม่มีวันถูกลงทำให้ยางสังเคราะห์จะแพงขึ้นด้วย&lt;br /&gt;
จึงเชื่อว่ายางจะไม่มีโอกาสต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม&lt;br /&gt;
ดังนั้น นอกจากโครงการยาง 1 ล้านไร่แล้ว&lt;br /&gt;
ยังจะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ ลาว&lt;br /&gt;
รวมทั้งการขยายไปสู่การผลิตกล้ายางปลอดโรค&lt;br /&gt;
และอีก 3-4 ปี จะทำโรงรมควัน&lt;br /&gt;
เพื่อรับซื้อยางจากเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ&lt;br /&gt;
มาทำเป็นยางแผ่น ยางแท่ง และยางลูกขุนให้ครบวงจร&lt;br /&gt;
เพื่อต่อยอดธุรกิจกล้ายาง &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนของปาล์มน้ำมันนั้น ได้ประสานกับ นายอเนก ศรีวิไล&lt;br /&gt;
เพื่อทำพันธุ์ ซี.พี. โกลเด้นเทอนาร่า&lt;br /&gt;
ซึ่งให้ผลผลิตสูงถึง 3.5 ตันต่อไร่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูงถึง 20-22&lt;br /&gt;
จากปกติพันธุ์อื่นซึ่งให้ผลผลิตเพียง 2.6 ตันต่อไร่ มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเพียง 17&lt;br /&gt;
ขณะนี้ ซี.พี.สามารถผลิตได้เพียงหมื่นเมล็ดต่อปีเท่านั้น&lt;br /&gt;
ซึ่งจากความร่วมมือดังกล่าว&lt;br /&gt;
ภายใน 8 ปี ซี.พี. ตั้งเป้าจะผลิตได้ให้ 3 แสนเมล็ดต่อปี&lt;br /&gt;
เพื่อให้เกษตรกรมีตัวเลือกที่จะใช้สายพันธุ์ได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขอขอบคุณและอ้างอิงเนื้อข่าวจาก &quot;โพสต์ทูเดย์&quot;&lt;br /&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=business&amp;amp;id=188005&quot; title=&quot;http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=business&amp;amp;id=188005&quot;&gt;http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=business&amp;amp;id=188005&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20070829/249#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <pubDate>Wed, 29 Aug 2007 13:44:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ศรศิลป์</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">249 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สถานการณ์ประเทศไทยอยู่ ณ ทางแยก</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20070828/247</link>
 <description>&lt;p&gt;อากิร่า ซูเอฮิโร่ นักวิชาการชื่อดังชาวญี่ปุ่น มองสถานการณ์เศรษฐกิจ สังคมของประเทศไทยว่า ตอนนี้กำลังอยู่ ณ ทางแยก (at a crossroad) โดยชี้ว่านักวิเคราะห์ไม่ควรมองสถานการณ์ด้านการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นจะต้องมองจากมุมมองทางด้านสังคมด้วย ซึ่งข้อมูลหลายๆ ด้านพบว่า ประเทศไทยกำลังพัฒนาตามสายโซ่โลกาภิวัฒน์ ไล่ตามประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;พร้อมทั้งอธิบายสาเหตุที่รัฐบาลทักษิณถูกรัฐประหาร และมองว่าสังคมไทยกำลังพิจารณาทางเลือกสองทิศทางว่าจะเดินไปทางใด ระหว่าง &lt;b&gt;การปฏิรูปประเทศตามรูปแบบทักษิณ&lt;/b&gt; หรือ &lt;b&gt;รูปแบบทางเลือกเช่นเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/b&gt; ในขณะที่แรงบีบเค้นจากโลกาภิวัฒน์และข้อจำกัดทางสังคมเอง เช่นการเสื่อมสลายของสถาบันครอบครัว และภาวะเศรษฐกิจผู้สูงอายุ รวมไปถึงการที่ภาวะเศรษฐกิจต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมที่เน้นแรงงานราคาถูกกำลังถึงจุดท้าทายขึ้นทุกขณะ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.palawat.com/files/IMG_4441.png&quot;&gt;&lt;br /&gt;
ภาพบรรยากาศการสัมมนา&lt;br /&gt;
&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นักวิชาการชื่อดังชาวญี่ปุ่น ศาสตราจารย์ อากิร่า ซูเอฮิโร่ จากสถาบันสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ผู้แต่งหนังสือเรื่อง &quot;Capital Accumulation in Thailand 1855 - 1985&quot; อันกลายเป็นหนังสือประกอบการเรียนมาตรฐานของหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งได้ผ่านการค้นคว้าวิจัยเอกสารต้นฉบับ และงานวิจัยของนักวิชาการชาวไทยหลายคนอย่างลึกซึ้ง ที่สร้างความเข้าใจพื้นฐานของการสะสมทุนไทยในช่วงปี ค.ศ. 1855 - 1985 ให้กับวงการวิชาการไทย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;งานสัมมนาครั้งนี้ ถูกจัดขึ้น เมื่อวันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม 2550 ที่ห้องประชุมสถาบันวิจัยสังคม ชั้น 4 อาคาร วิศิษฐ์ - ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้หัวข้อ &quot;จะทำความเข้าใจสังคมไทยร่วมสมัยและระบอบทักษิณกันอย่างไร?&quot; โดยมี ร.ศ. สุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม ได้เป็นผู้กล่าวคำแนะนำประวัติของ ศาสตราจารย์ ซูเอฮิโร่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;อย่ามองแค่การเมือง&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ศ. ซูเอฮิโร่ ได้เริ่มต้นนิยามการพัฒนาประเทศ เพื่อให้ทันสมัย ว่าประกอบไปด้วยการพัฒนาสามด้าน &lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ด้านการเมือง : ต้องเป็นประชาธิปไตย เมื่อพิจารณาประเทศไทย จะเห็นว่าอยู่ท่ามกลางทางเลือกระหว่าง ประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือ ระบอบทักษิณ (นายกรัฐมนตรีที่มีการนำอย่างเข้มแข็ง) หรือระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยพระมหากษัตริย์
&lt;li&gt;ด้านเศรษฐกิจ : ต้องพัฒนาอุตสาหกรรม และมีการเติบโต ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีการขยายขนาดเศรษฐกิจ (เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง) แต่ก็มีช่องว่างระหว่างรายได้ของประชากรอย่างมาก
&lt;li&gt;ด้านสังคม : ต้องมีการพัฒนาสังคมให้ทันสมัยขึ้น สำหรับประเทศไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบวิถีชีวิตในด้านต่างๆ และโครงสร้างทางสังคมอย่างรวดเร็ว
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้เขายังเสนอให้สื่อมวลชนหรือผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง อย่าได้ให้ความสนใจการวิเคราะห์ทางการเมืองมากเกินไป จนลืมมองปัจจัยด้านอื่นในสังคม เช่นรูปแบบเศรษฐกิจในสังคม มีสองรูปแบบ คือ เศรษฐกิจเน้นการบริโภค โดยเขาได้ยกตัวอย่างของร้าน สตาร์บัคส์ ที่มีราคาสินค้าที่ค่อนข้างแพง รวมถึงห้างสรรพสินค้า Esplanade ที่ถนนรัชดาภิเษก ที่มีอาหารญี่ปุ่นราคาถึง 230 บาท ในขณะที่เขาสามารถซื้อกินที่ร้านสหกรณ์ในประเทศญี่ปุ่นได้ในราคาไม่เกิน 100 บาท โดยเขาได้ตั้งคำถามว่า &lt;b&gt;&quot;มีใครกินอาหารราคาแพงแบบนี้ เขาไม่เข้าใจ&quot;&lt;/b&gt; &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;center&gt;&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.palawat.com/files/IMG_4444.jpg&quot;&gt;&lt;br /&gt;
ข้อมูลดัชนีทางสังคมของไทยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น (based on GDP (PPP) ของญี่ปุ่นที่โตกว่าไทย 11 เท่า)&lt;br /&gt;
&lt;/center&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในอีกด้านหนึ่งเศรษฐกิจพอเพียง โดยเขาได้ยกตัวอย่างหมู่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งดูเหมือนว่าโครงการที่นี่จะประสบความสำเร็จและมีรูปแบบทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;สัญญาณที่แสดงว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนา&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ซูเอฮิโร่ ได้เสนอให้พิจารณาสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 6 ประการ ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ประเทศไทยมีการปรับปรุงด้านอุตสาหกรรมไปมาก ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนเป็นประเทศกึ่งอุตสาหกรรม (semi-industrialized) และมีรายได้ขนาดปานกลาง (mid-income) โดยดูจากการเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมจากขนาดเบาเป็นอุตสาหกรรมขนาดหนักและทำรายได้ราว 40% ของ GDP, โครงสร้างแรงงานที่เปลี่ยนจากภาคเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม, โครงสร้างการส่งออกเปลี่ยนจากสินค้าเกษตรเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์, ยานยนตร์ และเคมีภัณฑ์
&lt;li&gt;สังคมไทยเข้าสู่สังคมการบริโภค : ศ. ซูเอฮิโร่ได้ชี้ให้ดูดัชนีหลายตัวเช่น อัตราการบริโภคเบียร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี และไล่กวดอัตราการบริโภคเบียร์ของสังคมญี่ปุ่น, จำนวนสาขาของ 7-11 ที่อยู่อันดับ 4 ของโลกเป็นต้น
&lt;li&gt;สังคมไทยเริ่มมีความก้าวหน้าของไอที : ซึ่งดูได้จากอัตราการแพร่กระจายโทรศัพท์มือถือของประชาชนที่ 42% ทั่วประเทศ, 64% ในกรุงเทพฯ และ 32% ในภาคอิสาน, การเริ่มโปรโมทแนวคิด &quot;รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์&quot; ในสมัยรัฐบาลทักษิณ, นอกจากนี้ สังคมวัยรุ่นที่ไม่เฉพาะที่ประเทศไทย เริ่มมีการแพร่กระจายของวัฒนธรรมแบบข้ามชาติไปมา เช่นวัยรุ่นเอเชีย นิยมฟังเพลง ทาทายัง, อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น และดูหนังเกาหลี เหมือนๆ กัน เป็นต้น
&lt;li&gt;สังคมไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ : ดูได้จากอายุขัยของประชากรที่เปลี่ยนจากอายุ 59 ในปี 1964 เป็น 76 เมื่อปี 2004, การลดอัตราการมีบุตรลงเหลือร้อยละ 1.7 ในปี 2004 (เทียบกับ 1.3 ในญี่ปุ่นและ 1.2 ในเกาหลี), เริ่มเข้าสู่ประชากรผู้สูงวัย (ประชากรอายุ 65 ปี มีร้อยละ 7% ของประชากรทั้งหมด) ; ซึ่งประเด็นนี้นำมาถึงการลดประสิทธิภาพผลผลิต, ต้นทุนการดูแลผู้สูงอายุที่สูงขึ้น, สภาพคร