<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>politicals</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ชนชั้นผู้เชี่ยวชาญ เป็นชนชั้นนำ ในการต่อสู้กับชนชั้นนายทุน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20090912/1500</link>
 <description>&lt;p&gt;
ตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สังคมชนชั้นแรกที่เกิดขึ้นคือ สังคมทาส&lt;br /&gt;
ในสังคมนี้ คู่ความขัดแย้งหลักของสังคมคือ ชนชั้นนายทาสหรือเจ้าทาส กับชนชั้นทาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากความขัดแย้งและการต่อสู้ของทั้งสองชนชั้นหลักดังกล่าว &lt;br /&gt;
ผลักดันให้สังคมพัฒนาเข้าสู่สังคมศักดินา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่า ชนชั้นที่เป็นชนชั้นนำในการต่อสู้ในสังคมทาส &lt;br /&gt;
ซึ่งเป็นหน่ออ่อนของชนชั้นใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า คือ ชนชั้นทาส หรือ ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตอบว่า ไม่ใช่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาคือใคร ?&lt;br /&gt;
พวกเขาคือชนชั้นศักดินา ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่&lt;br /&gt;
ซึ่งมีที่มาจากชนชั้นเก่าในสังคมทาสที่ปฏิเสธระบอบทาส &lt;br /&gt;
เช่น พวกเสรีชน สามัญชน เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมชนชั้นถัดมาที่เกิดขึ้นคือ สังคมศักดินา&lt;br /&gt;
ในสังคมนี้ คู่ความขัดแย้งหลักของสังคมคือ &lt;br /&gt;
ชนชั้นศักดินาหรือเจ้าศักดินา กับชนชั้นไพร่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากความขัดแย้งและการต่อสู้ของทั้งสองชนชั้นหลักดังกล่าว &lt;br /&gt;
ผลักดันให้สังคมพัฒนาเข้าสู่สังคมทุนนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่า ชนชั้นที่เป็นชนชั้นนำในการต่อสู้ในสังคมศักดินา&lt;br /&gt;
ซึ่งเป็นหน่ออ่อนของชนชั้นใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า คือ ชนชั้นไพร่ หรือ ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตอบว่า ไม่ใช่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาคือใคร ?&lt;br /&gt;
พวกเขาคือชนชั้นนายทุน ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่&lt;br /&gt;
ซึ่งมีที่มาจากชนชั้นเก่าในสังคมศักดินาและปฏิเสธระบอบศักดินา&lt;br /&gt;
เช่น พวกพ่อค้า พวกนายช่าง ผู้ประกอบการรายย่อยต่าง ๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สังคมชนชั้นถัดมาคือ สังคมทุนนิยม ซึ่งเป็นสังคมปัจจุบัน&lt;br /&gt;
ในสังคมนี้ คู่ความขัดแย้งหลักของสังคมคือ &lt;br /&gt;
ชนชั้นนายทุน กับชนชั้นกรรมกรหรือแรงงานรับจ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผลจากความขัดแย้งและการต่อสู้ของทั้งสองชนชั้นหลักดังกล่าว &lt;br /&gt;
จะผลักดันให้สังคมพัฒนาเข้าสู่สังคมสังคมนิยม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ถามว่า ชนชั้นที่เป็นชนชั้นนำในการต่อสู้ในสังคมทุนนิยม&lt;br /&gt;
ซึ่งเป็นหน่ออ่อนของชนชั้นใหม่ที่ก้าวหน้ากว่า คือ ชนชั้นกรรมกร หรือ ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ตอบว่า ไม่ใช่ &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาคือใคร ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พวกเขาคือ &lt;b&gt;ชนชั้นผู้เชี่ยวชาญ (professional ) ซึ่งเป็นชนชั้นใหม่&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
คือ &lt;b&gt;แรงงานรับจ้างประเภทคอปกสีขาว (White Collar :WC)&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่ใช้แรงงานสมองเป็นหลัก มีความรู้และความชำนาญในกิจการของเอกชนและของรัฐ &lt;br /&gt;
ซึ่งมีที่มาจากชนชั้นเก่าในสังคมทุนนิยม เป็นนักวิชาชีพประเภทต่าง ๆ เช่น วิศวกร แพทย์ นักบัญชี นักบริหาร หัวหน้างานในองค์กรต่าง ๆ เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็นความจริงที่ว่า ในสังคมชนชั้น ชนชั้นหลักที่ถูกกดขี่ขูดรีด เป็นกำลังหลักในการต่อสู้&lt;br /&gt;
ผลักดันให้สังคมพัฒนาเข้าสู่สังคมใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น &lt;b&gt;ชนชั้นนำใหม่ จึงต้องสามัคคีและร่วมมือกับกำลังหลักดังกล่าว &lt;br /&gt;
จึงสามารถโค่นชนชั้นนำเดิม และสถาปนาการนำใหม่ขึ้นมาได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ชนชั้นศักดินา จึงสามัคคีและร่วมมือกับชนชั้นทาส จึงสามารถโค่นล้มชนชั้นนายทาสได้สำเร็จ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ชนชั้นนายทุน  จึงสามัคคีและร่วมมือกับชนชั้นไพร่ จึงสามารถโค่นล้มชนชั้นศักดินาได้สำเร็จ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประวัติศาตร์โลก ไม่เคยมีทาส ที่สามารถนำการต่อสู้โค่นล้มนายทาสและสร้างสังคมศักดินาได้สำเร็จ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีแต่ทาสที่โค่นล้มนายทาสได้สำเร็จ แล้วตั้งตัวเป็นนายทาสใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประวัติศาตร์โลก ไม่เคยมีไพร่ ที่สามารถนำการต่อสู้โค่นล้มเจ้าศักดินาและสร้างสังคมทุนนิยมได้สำเร็จ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีแต่ไพร่ที่โค่นล้มเจ้าศักดินาได้สำเร็จ แล้วตั้งตัวเป็นเจ้าศักดินาใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประวัติศาตร์โลก ไม่เคยมีกรรมกร ที่สามารถนำการต่อสู้โค่นล้มนายทุน และสร้างสังคมนิยมได้สำเร็จ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีแต่กรรมกรที่โค่นล้มนายทุนได้สำเร็จ แล้วตั้งตัวเป็นนายทุนใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประวัติการต่อสู้กับทุนนิยมของโลก ไม่มีประเทศไหน ที่กรรมกรเป็นชนชั้นนำ มีแต่กรรมกรเป็นกำลังหลัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในประวัติการต่อสู้ของขบวนปฏิวัติทั่วโลก &lt;b&gt;มีแต่ชนชั้นผู้เชี่ยวชาญ เป็นชนชั้นนำ ทั้งสิ้น&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=24.msg215;topicseen#msg215&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20090912/1500#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/452">socialist</category>
 <pubDate>Sat, 12 Sep 2009 23:00:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1500 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เสกสรรค์ ประเสริฐกุล : พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20090625/1374</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt; ดร. &lt;b&gt;เสกสรรค์ ประเสริฐกุล&lt;/b&gt; อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่องนี้ ในการสัมมนาทางวิชาการ &amp;quot; 70 ปี สยามเป็นไทย &amp;quot; ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสำคัญ ดังนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลัง ก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่ เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทย มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนด จึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดอีกแบบหนึ่งคือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์ (Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมี การยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ ทุกหนแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยม เข้าไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัด ให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัด กลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัด อาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่าง ๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัด จึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น&amp;quot;คนนอก&amp;quot;ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่าง จากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐ ก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย&amp;quot;ซ้าย&amp;quot;  ซึ่งสถานะดังกล่าว ทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ &amp;quot;เรื่องส่วนตัว&amp;quot; ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครอง ได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะ มาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้าน ตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเอง ก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศ เข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเอง ก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย แท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่า แนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้ อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าว จึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อย ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สภาพดังกล่าวหมายความว่า การสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอย ๆ เกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่าง ๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคม มาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเอง จึงจะแก้ปัญหาได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจ ยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่า ๆอยู่ตลอดเวลา ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่ การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง การพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่า การใช้อำนาจของรัฐชาติ ขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิบากกรรมดังกล่าว ส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมือง ที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่าง ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยม จะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐ และชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่ อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีตคือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า &amp;quot;เป็นคนไทยหรือเปล่า&amp;quot; แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าว ยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่นและปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20090625/54553/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5-%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20090625/1374#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/292">thailand</category>
 <pubDate>Thu, 25 Jun 2009 13:48:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1374 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ระบอบเทวดา</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090621/1366</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;รู้ไหมครับว่า ทำไมผู้มีอำนาจไทยถึงเห็นดีเห็นงาม กับการกู้เงินสี่แสนล้านบาทมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณ จนถึงขั้นให้ตุลาการทั้งหลาย วินิจฉัยว่ากู้ได้สบายมาก&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้อยู่เต็มอกว่า นี่คือการสร้างภาระอย่างยิ่งยวดให้กับบ้านเมือง และทำลายอันดับของประเทศไทยในสายตาโลก แล้วก็ยังให้ทำ ทำไม ? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหตุผลก็เพราะว่า ตั้งแต่มีผู้สั่งให้กระทำการก่อการร้าย ทำลายประเทศ   โดยให้พันธมิตรฯ ก่อตัวขึ้น (จนบัดนี้กลายเป็นพรรค) ให้ตุลาการออกโรง จนลุกลามกลายเป็นโรคตุลาการภิวัตน์ ใช้องค์กรอิสระทำลายกลไกประชาธิปไตยจนราบคาบ สั่งให้ทหารทำรัฐประหาร และจัดตั้งรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คบกับเนวินจนจัดตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ขึ้น มาแทนที่รัฐบาลของประชาชน จนบัดนี้ ยังมิได้มีการชำระหนี้ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากความคลั่งอำนาจในครั้งนี้เลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สี่แสนล้านบาทเป็นงวดแรก ๆ ของความเสียหายของประเทศที่เขาร่วมกันก่อขึ้นโดยตรง ต่อไปก็จะมีอีก เพราะมูลค่าจริงนับเป็นหลักล้านล้านบาท &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คอยดูไปเถิดครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในเวลาที่เราควรเป็นประเทศที่ได้กำไร และดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในกรอบใหญ่แบบที่เรียกว่ามหภาค เช่น กองทุนและตลาดพันธบัตรเอเชีย การแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ความร่วมมือในกรอบกว้างกับประเทศเพื่อนบ้าน (แทนที่จะทะเลาะกับเขารอบด้าน) เป็นต้น อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง เหมือนเมื่อคุณทักษิณยังอยู่นั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไทยกลับกลายเป็นประเทศที่ต้องบากหน้าไปกู้ชาวบ้านเขาอย่างทุเรศทุรัง เมื่อเป็นประชาธิปไตยเรา เป็นฝ่ายที่เหนือกว่าเขาทั้งหลายในทางเศรษฐกิจ และใครเขาก็ยกย่องให้เป็นลูกพี่ มาบัดนี้ต้องหน้าด้านกู้เงิน โดยที่บอกเขาไม่ได้ แม้แต่ว่าจะมีคนบ้าที่ไหน ยกขบวนมาปิดสนามบินกันอีกหรือไม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องดี ๆ แบบที่รัฐบาลประชาธิปไตยยุคคุณทักษิณทำนี้ พวกเขาเกลียดเป็นที่สุดเพราะจะทำให้ประชาชน ลืมตาอ้าปากได้ทั่วประเทศ เพราะถ้าประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นจริง จะได้ใครมาคอยรองมือรองตีน ? &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นี่คือคำอธิบายว่า รัฐบาลชุดไหนที่กล้ากระทำการเปลี่ยนแปลงประเทศ ประชาชนทำท่าจะสบายขึ้นจริง จะโดนสัตว์ร้าย โถมเข้าใส่ทุกชุดไป กิจกรรมชวนเชื่อในหนังสือเรียนว่า ประเทศไทยเลิกทาสแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพราะอิทธิพลการเมืองเช่นนี้คือ นโยบายกดหัวประชาชนเอาไว้เป็นขี้ข้าโดยแท้ ไม่มีอะไรเจือปนเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มองให้ดีเถิดครับ แล้วท่านจะเห็นความเชื่อมโยง ระหว่างการก่อหนี้แห่งชาติในครั้งนี้ กับการรักษาโครงสร้างความร่ำรวยและความยากจนของประเทศให้ดำเนินต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พูดง่าย ๆ ว่าผู้มีอำนาจไทย เขาสั่งทำรัฐประหารเมื่อคุณทักษิณชนะเลือกตั้งรอบสองอย่างท่วมท้น โดยใช้ทั้งตุลาการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (ตามฉบับที่เขายกร่าง) กองทัพ สื่อมวลชนกระแสหลัก มหาวิทยาลัยและนักวิชาการสายยี่เก ฯลฯ มาจนบัดนี้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็เพื่อทำให้คนรวยในระบอบเก่า ซึ่งคือ เจ้าตัวกับอีกไม่กี่คน ที่คลานวนอยู่รอบตัว คงความร่ำรวยต่อไป โดยไม่มีเศรษฐีใหม่หน้าไหนมาก่อความรำคาญและกระตุ้นต่อมริษยาได้อีก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แผนทำลายทั้งหมดนี้ ใช้ทุนสะสมของประเทศมหาศาลเหลือคณานับ แต่ก็ไม่สนใจ คงคิดว่าตัวจะไม่ได้อยู่นานถึงวันใช้หนี้ก็ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อประเทศทำท่าจะล้มละลาย ถึงขนาดไม่มีเงินเดือนจ่ายข้าราชการ ก็สั่งให้รัฐบาลในสังกัดออกไปกู้เขามา เพื่อหายามารักษาร่างกายผอมแห้งใกล้ตาย&lt;br /&gt;
พวกตัวก็รวยเหลือที่จะรวย อยู่บนความยากจนถึงกระดูกของคนในประเทศต่อไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานนี้คนเขาถึงไม่ยอมกันอีกแล้ว ตั๋วฟรีในการทำลายประเทศชาติ หมดอายุแล้ว ต้องสู้ไปจนชั่วฟ้าดินสลายก็เอา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ฝ่ายอำมาตย์มีบารมี ที่พัฒนาขึ้นมาจากอิทธิพลมืด การโฆษณาชวนเชื่ออย่างไม่หยุดยั้ง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฝ่ายประชาธิปไตย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฝ่ายประชาธิปไตยมีบารมี อันเกิดจากประชาชนธรรมดาผู้ “โง่ จน เจ็บ” มารวมตัวกันอย่างมั่นคงในเที่ยวนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอ้ที่จะเดินหมากคนละคำ ชนะแพ้กันคนละเกม สองเกมแล้วเลิก แล้วต่อกันไปนั้น อย่าได้หวังเลยครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รู้ครับว่า คุณมีทั้งเงิน ปืนและสุนัขรับใช้เป็นฝูงใหญ่ แผ่ซ่านในทุกวงการ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่เราก็รู้เช่นกันว่า ไม่นานจากนี้ ปืนทุกกระบอก จะเบนไปหาคุณ สุนัขทุกตัวจะกระโดดเข้าขย้ำคอคุณ เงินที่สั่งสมเอาไว้มาก ขนาดไปฝากไว้ล้นหลามในสามสี่ประเทศ ก็จะไม่มีโอกาสได้ใช้แม้แต่สตางค์แดงเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความจริงต้องขอบคุณที่ฝ่ายอำมาตย์ทำได้ถึงขนาดนี้ ปราศจากความช่วยเหลือจากคุณและสุนัขรับใช้ทั้งปวงของคุณแล้ว เราคงไม่อาจรวมการเฉพาะกิจของประชาชนได้หนักแน่นและเปี่ยมล้นไปด้วยศักยภาพได้ถึงขนาดนี้หรอกครับ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ขี้ข้า-ไม่ใช่ข้าน้อย-จึงขอคารวะ&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ที่มา &lt;/b&gt;คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”  หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 3 จาก &lt;a href=&quot;http://thaienews.blogspot.com/2009/06/blog-post_21.html&quot;&gt;เว็บไทยอีนิวส์&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090621/1366#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <pubDate>Sun, 21 Jun 2009 19:03:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1366 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>อิหร่านเดือดเป็นไฟ ประชาชนนับแสนคนปะทะนองเลือดกับตำรวจ เจ็บ-ตายจำนวนมาก</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20090621/1365</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://inapcache.boston.com/universal/site_graphics/blogs/bigpicture/iranelect_06_15/i36_19379725.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;400&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพผู้ชุมนุมประท้วง กลางกรุงเตหราน จาก boston.com ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันที่ 20 มิ.ย.2552 แม้ว่าผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลลาห์ อาลี คาเมนี ( Ayatollah Ali Khamenei) ได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ว่า ประชาชนได้เลือกบุคคลที่พวกเขาต้องการแล้ว ข้อกังขาใด ๆ
เกี่ยวกับผลการเลือก ก็ต้องสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งเตือนว่า อาจเกิด&amp;quot;การนองเลือด&amp;quot; ถ้าการชุมนุมประท้วงบนท้องถนนต่อต้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี ยังไม่ยอมหยุด และนายมูซาวี และผู้นำที่ก่อการต่อต้านอื่นๆ จะต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กลุ่มผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีมีร์ ฮอสเซน มูซาวี ที่แพ้การเลือกตั้ง
ยังคงเรียกร้องให้ประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงกลางท้องถนนในเวลา 16.00 น. เมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 18.30 น.ตามเวลาในไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้รัฐบาลเตรียมการกวาดล้างผู้ประท้วงอย่างจริงจัง 
โดยการจัดวางกำลังตำรวจปราบจลาจลรอบมหาวิทยาลัยเตหะราน  จัดรถดับเพลิงตรงจัตุรัสที่มีการชุมนุมประท้วง ส่งกำตำรวจและกลุ่มติดอาวุธเข้าประจำการตามถนนสายต่าง ๆ
ทั่วกรุงเตหะราน โดยเฉพาะตามย่านธุรกิจแห่งสำคัญ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า
ชาวอิหร่านนับแสนคน ชุมนุมประท้วงต่อไปตามถนนสายต่างๆ ของกรุงเตหะราน เมืองหลวง การปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งใช้ทั้งกระบอง แก๊สน้ำตา
และน้ำแรงดันสูงฉีดเข้าใส่ เพื่อสลายการชุมนุม เริ่มขึ้นเมื่อขบวนของผูชุมนุมประท้วงถูกตำรวจยันไว้ที่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการบันทึกภาพเหตุความวุ่นวายของการประท้วง
ซึ่งมีเสียงปืนดังเป็นระยะ เสียงเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวน
และภาพผู้คนได้รับบาดเจ็บ ส่งเข้าอินเทอร์เน็ต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีรายงาน ระบุว่า
ยอดผู้เสียชีวิตจากการประท้วงที่ดำเนินมาแล้ว 7 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 150 คน
ขณะแหล่งข่าวจากโรงพยาบาล ยืนยันว่า
เมื่อวานนี้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 19 คน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์กรรณรงค์สิทธิมนุษยชนสากล ในอิหร่าน เปิดเผยว่า
ผู้ประท้วงจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายได้รับบาดเจ็บ
ถูกจับกุมระหว่างเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล
ได้เรียกร้องขอให้สถานทูตต่างประเทศช่วยดูแลผู้บาดเจ็บ
ซึ่งบางคนได้รับบาดเจ็บสาหัส
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กระทรวงวัฒนธรรมของอิหร่าน
ห้ามสื่อต่างชาติรายงานข่าวประท้วง หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการอิหร่าน
ทั้งนี้ นายมูซาวี ผู้นำการประท้วง
ยังคงเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาประท้วงต่อไป โดยไม่ต้องไปทำงาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การชุมนุมประท้วงและปะทะ ได้เกิดขึ้นในกรุงเตหรานและขยายตัวออกไปยังเมืองใหญ่อื่น ๆ ของอิหร่าน ได้แก่ เอสฟาฮาน (Esfahan),ราชต์ (Rasht) และชีราซ ( Shiraz)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ณ เวลาที่รายงาน  การปะทะยังดำเนินต่อไป ไม่มีผู้ใดทราบว่า ผลสุดท้ายของการต่อสู้นองเลือดครั้งนี้ จะนำไปสู่อะไร ดังที่นายมูซาวี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นแล้ว &lt;span class=&quot;status-body&quot;&gt;&lt;span class=&quot;entry-content&quot;&gt;ชนะการเลือกตั้งเป็นเรื่องหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงในเรื่องอื่น ๆ จะดำเนินต่อไป&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span class=&quot;status-body&quot;&gt;&lt;span class=&quot;entry-content&quot;&gt; &amp;quot;Change has already started. winning the elections is one. The other part will continue.&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และดังที่บัณฑิตได้กล่าวไว้ว่า รัฐที่ปฏิเสธความคิดเห็นของประชาชนของตนนับล้าน ๆ คนอย่างชัดแจ้ง ไม่ช้าก็เร็ว ย่อมต้องถูกกวาดทิ้งไปอยู่ในถังขยะทางประวัติศาตร์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;span class=&quot;status-body&quot;&gt;&lt;span class=&quot;entry-content&quot;&gt;A state that so
obviously ignores the opinions of millions of its citizens will sooner
or later wind up in the dust bin of history&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรียบเรียงจาก &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/world/20090619/52936/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%8E%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ  &lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069864&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ASTVผู้จัดการ &lt;/a&gt;&lt;a href=&quot;http://www.nytimes.com/2009/06/21/world/middleeast/21iran.html?_r=2&amp;amp;hp&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;นิวส์ยอร์คไทม์  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดูภาพเหตุการณ์การชุมนุมประท้วง และการทำร้ายประชาชน จากอิหร่าน เพิ่มเติม ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://www.boston.com/bigpicture/2009/06/irans_disputed_election.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;boston.com&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ติดตาม ความคืบหน้าล่าสุด ของการประท้วง ได้ที่ &lt;a href=&quot;http://thelede.blogs.nytimes.com/2009/06/20/saturday-updates-on-irans-disputed-election/&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;นิวยอร์คไทม์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และทางทวีตเตอร์ ได้ทาง &lt;a href=&quot;http://twitter.com/timeline/search?q=%23iranelection&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ทวีตเตอร์  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
ข่าวเก่าที่เกี่ยวข้อง &lt;a href=&quot;/news/20090617/1356&quot;&gt;ประชาชนอิหร่านนับแสนคน ชุมนุมใหญ่ประท้วงการโกงการเลือกตั้ง  อาจต้องนับคะแนนใหม่&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20090621/1365#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/2">World</category>
 <pubDate>Sun, 21 Jun 2009 13:23:18 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1365 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ร่วมกันเข้าใจวิกฤติในประเทศอิหร่าน</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090621/1364</link>
 <description>&lt;p&gt;
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากวิกฤติโลกและการกีดกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มชนชั้นนำ สองซีก ซึ่งทั้งสองซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและต้องการต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ทะเลาะกันในเรื่องการจัดการภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเดินขบวนและการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายในประเทศอิหร่านหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทำให้เราเห็นสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ถ้าเราจะ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เราต้องมองข้ามแนวโฆษณาชวนเชื่อ ของตะวันตกที่พยายามบิดเบือนสภาพสังคมของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และเราจำเป็นต้องระมัดระวังในการเลือกข้างระหว่างสองฝ่าย เพราะความขัดแย้ง ที่กำลังเกิดขึ้นสลับซับซ้อนพอๆ กับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่มาจากวิกฤติโลกและการกีดกันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจโดยตะวันตก สังคมอิหร่านเกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นนำ สองซีก ซึ่งทั้งสองซีกนี้ยังต้องการปกป้องสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านและต้องการต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา แต่ทะเลาะกันในเรื่องการจัดการภายใน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซีกแรกของชนชั้นปกครองถูกเรียกว่า “พวกอนุรักษ์นิยม” ซีกนี้ต้องการจะได้ผลประโยชน์จากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ มีการรวมตัวกันภายใต้การนำของ ประธานาธิบดี อามาดินจาด (Mahmoud Ahmadinejad)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อามาดินจาด ชนะการเลือกตั้งในปี 2005 โดยมีนโยบายประชานิยม ที่ใช้เงินจากน้ำมันเพื่อพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของคนจนทั้งในเมืองและชนบท เมื่อเขาขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเขาสัญญาว่าจะกำจัดการคอรัปชั่นแต่ 4 ปีผ่านมาสังคมอิหร่านเต็มไปด้วยการคอรัปชั่น  ในปี 2008 นายพาลิสดา (Abbas Palizdar) ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สอบสวนการคอรัปชั่นในระดับสูงได้เขียน รายงานเปิดโปงการโกงกินของสถาบันชั้นสูง ทั้งหลายของอิหร่าน แต่ถูกรัฐบาลจับกุมเข้าคุก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ซีกที่สองถูกตั้งชื่อว่า “ฝ่ายปฏิรูป” ขณะนี้นำโดย มุซาวิ (Mirhossein Mousavi) ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของ อามาดินจาด ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา ซีกของชนชั้นปกครองซีกนี้มองว่ารัฐบาลปัจจุบันสร้างความเสียหายผ่านการคอรัปชั่น เขาต้องการเปิดเศรษฐกิจและใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาด (ไม่ต่างรัฐบาลปัจจุบันตรงนี้)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มุซาวิ เคยเป็นนายกรัฐมนตรีท่ามกลางสงครามกับอิรัก ปี 1980-1988 หลายคนมองว่าเค้าบริหารเศรษฐกิจได้ดีในช่วงนั้น แต่เขาลงจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อมีการยุบตำแหน่งนี้ ก่อนหน้านี้ในปี 1997 ฝ่ายปฏิรูปนำโดยคะทามิ (Mohammed khatami) ซึ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสองรอบ คือ 1997 และ 2001 แต่ในรูปธรรม คะทามิ ไม่ได้ปฏิรูปให้สังคมอิหร่านเปิดกว้างมากขึ้นแต่อย่างใด เขาจึงแพ้การเลือกตั้งในปี 2005 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และ อามาดินจาด จากฝ่ายอนุรักษ์นิยมขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทน ประสบการณ์จากความล้มเหลวของ คะทามิ ทำให้ประชาชนและคนหนุ่มสาว ที่หวังว่า จะมีการปฏิรูปสังคมท้อแท้หมดกำลังใจ ข้อแตกต่างระหว่าง มุซาวิ กับ อามาดินจาด ไม่ได้อยู่ที่นโยบายเศรษฐกิจเพราะทั้งสองฝ่าย สนับสนุนแนวเสรีนิยม กลไกตลาดและการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และทั้งสองฝ่ายต่อต้านจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 
การที่มวลชนจำนวนมากโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวในเมืองเทหะหร่านสนับสนุนมุซาวิและฝ่ายปฏิรูป ก็เพราะเขาเบื่อหน่ายการคอรัปชั่น และต้องการพัฒนา ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพให้ดีขึ้น มุซาวิ สัญญาว่าจะตัดอำนาจของกอง “ตำรวจศีลธรรม” ที่คอยรังแกคนที่แต่งตัวไม่ถูกต้อง ตามความคิด ของพวก พระอนุรักษ์นิยม เขาสัญญาว่าจะเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้สตรี และบอกว่าจะนำตำรวจแห่งชาติมาอยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะนี้กองกำลังทหารและตำรวจถูกควบคุมโดยพระคะเมนิ (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและประชาธิปไตยอิหร่าน เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบที่มีการควบคุมโดยคณะกรรมการพระมุสลิม อย่างไรก็ตามถ้าเทียบกับสังคมอาหรับหรือสังคมอื่นในตะวันออกกลาง ประเทศอิหร่าน ถือว่ามีพื้นที่ประชาธิปไตยค่อนข้างสูง และมีประวัติอันยาวนานของการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตย ขบวนการปฏิรูปสังคม ขบวนการแรงงาน และขบวนการ สิทธิสตรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับนักสังคมนิยมสากล เราสนับสนุนข้อเรียกร้องของคนหนุ่มสาวที่ต้องการลดอิทธิพลของพระอนุรักษ์ นิยมที่เข้าไปก้าวก่ายวิถีชีวิตส่วนตัว เราสนับสนุน สิทธิสตรีและขบวนการแรงงาน แต่เราจะไม่ไปจับมือกับรัฐบาลจักรวรรดินิยมสหรัฐอเมริกาหรือหลงคิดว่า ประธานาธิบดีโอบาม่าและคณะ มีความหวังดี ต่อประชาชนอิหร่าน&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจาก นี้เราคัดค้านค้านเสรีนิยมกลไกตลาดของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปฏิรูป หรือฝ่ายอนุรักษ์นิยม และเรามีความหวังว่าขบวนการคนหนุ่มสาว ที่ต้องการปฏิรูปสังคมจะสามารถก้าวพ้น การนำอัน “คับแคบ” ของมุซาวิ โดยเชื่อมโยงข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์กับคนจน กับข้อเรียกร้องให้เปิดกว้าง ทางประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
20 มิถุนายน 2552
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24773&quot;&gt;ประชาไท&lt;/a&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090621/1364#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/286">world</category>
 <pubDate>Sun, 21 Jun 2009 12:59:58 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1364 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>กฎหมายการชุมนุมในที่สาธารณะของอังกฤษ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090430/1268</link>
 <description>&lt;p&gt;
อังกฤษเป็นประเทศที่มองว่า การชุมนุมประท้วง เป็นเรื่องปกติเป็นส่วนหนึ่งของการใช้สิทธิในการแสดงความคิดเห็น ที่ปกติแล้ว รัฐบาลหรือฝ่ายปราบปราม จะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องเกรงว่า จะถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หลักการพื้นฐานของการชุมนุมประท้วงตามกฎหมายอังกฤษก็คือ &lt;b&gt;กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องไม่ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นและต้องไม่ไปขัดขวางสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การชุมนุมประท้วงมีหลายรูปแบบ เช่น การประท้วงนัดหยุดงาน การประท้วงนโยบายหรือการกระทำของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐ หรือการประท้วงที่ไม่เกี่ยวข้องกับอังกฤษแม้แต่นิดเดียว เช่น การที่กลุ่มชาวทมิฬในอังกฤษ ออกมาชุมนุมประท้วงการปราบปรามกบฏพยัคฆ์ทมิฬของรัฐบาลศรีลังกา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอยกตัวอย่างเรื่องการนัดหยุดงาน เมื่อมีการนัดหยุดงาน กฎหมายอนุญาตให้คนงาน ชุมนุมประท้วงนายจ้างที่ด้านนอกเขตสถานที่ทำงานได้ แต่ผู้ประท้วงไม่มีสิทธิที่จะห้าม หรือขัดขวางไม่ให้คนงานคนอื่น ที่ไม่ได้เข้าร่วมการนัดหยุดงาน ไม่ให้เข้าไปในสถานที่ทำงาน  พูดขอร้องให้เขาร่วมหยุดงานได้ แต่ถ้าเขาไม่เอาด้วยและจะเดินเข้าไปทำงาน ก็ต้องปล่อยไป จะไปขัดขวางไม่ได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อสำคัญ ถ้ามีการใช้กำลังหรือใช้ความรุนแรงขัดขวาง ก็ถือว่า ละเมิดกฎหมายและอาจจะถูกตำรวจจับกุมดำเนินคดีได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับเรื่องการชุมนุมประท้วงทั่วไป จนกระทั่งเมื่อสามสี่ปีก่อน ใคร ๆ ก็สามารถออกไปชุมนุมประท้วงที่ไหนก็ได้ ยกเว้นบางสถานที่ ที่กฎหมายระบุว่าเป็น “ &lt;b&gt;สถานที่คุ้มครอง&lt;/b&gt; ” ที่ไม่อนุญาตให้มีการไปชุมนุมประท้วง  สถานที่เหล่านี้ได้แก่ ค่ายทหาร ฐานทัพและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อปี 2548และ2549 รัฐสภาอังกฤษได้ผ่านกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรงและกฎหมายว่าด้วยการก่อการร้ายออกมาใช้บังคับ ซึ่งกฎหมายทั้งสองฉบับนี้ ได้เพิ่มจำนวนสถานที่คุ้มครองที่ไม่อนุญาตให้มีการไปชุมนุมประท้วงขึ้นอีกหลายแห่ง  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนใหญ่คือสถานที่ทำการทางการเมืองและความมั่นคง เช่น ถนนดาวนิ่งหรือดาวนิ่งสตรีท ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ  พระราชวังเวสต์มินสเตอร์ หรืออาคารรัฐสภาที่หอนาฬิกาบิ๊กเบน  สำนักงานใหญ่ของหน่วยงานเอ็มไอไฟว์ หรือหน่วยปราบปรามการก่อการร้าย  และสำนักงานใหญ่ของเอ็มไอซิกส์ หรือหน่วยสืบราชการลับ หรือที่หลายคนเรียกว่า ที่ทำการของเจมส์บอนด์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สถานที่เหล่านี้ ใครบุกเข้าไปประท้วง ก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีทันที  แต่ก่อนที่จะมีการออกกฎหมายสองฉบับนี้มานั้น ตำรวจจะจับกุมผู้ประท้วงที่บุกรุกเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวไม่ได้ ถ้าหากว่า ผู้ประท้วงไม่ได้ไปก่ออาชญากรรมอื่น ๆ ด้วย เช่น เข้าไปทำลายข้าวของ และได้ยินยอมออกไปจากสถานที่นั้น ๆ ตามคำขอของตำรวจแต่โดยดี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกประเด็นหนึ่งของกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ เรื่องการชุมนุมประท้วงบริเวณสถานที่สำคัญ ๆ ในใจกลางกรุงลอนดอน  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ออกข้อบังคับขึ้นมา จำกัดสิทธิในการชุมนุมประท้วง ภายในรัศมีหนึ่งกิโลเมตรจากอาคารรัฐสภา ซึ่งก็ครอบคลุมไปถึง ถนนไวท์ฮอลล์ซึ่งเป็นที่ตั้งของกระทรวงทบวงกรมหลายแห่ง  ถนนดาวนิ่ง  อาคารกระทรวงมหาดไทยและกองบัญชาการตำรวจนครบาลหรือสก็อตแลนด์ยาร์ด เป็นต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ไม่รวมจตุรัสทราฟัลการ์ ซึ่งเป็นสถานที่ชุมนุมประท้วงของประชาชนมาแต่ไหนแต่ไร ตามข้อบังคับที่ออกมานั้น ใครก็ตามที่ต้องการไปชุมนุมประท้วงหน้าสถานที่ดังกล่าว จะต้องยื่นคำขออนุญาตต่อ ผบช.น. ล่วงหน้าอย่างน้อยหกวัน หรือถ้าติดขัดจริง ๆ ก็ต้องไม่ต่ำกว่า 24 ชั่วโมงก่อนกำหนดการประท้วง  ใครฝ่าฝืนออกไปชุมนุมประท้วงโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็อาจจะถูกตำรวจจับกุมตัวไปดำเนินคดีได้ตามกฎหมาย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่ไม่ว่ากฎหมายจะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม หลักการพื้นฐานที่กล่าวมาตั้งแต่แรก ก็ยังใช้บังคับอยู่ตลอด  คือผู้ประท้วงต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องไม่ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นและต้องไม่ไปขัดขวางสิทธิของผู้อื่นเช่นกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
**********************
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุ&lt;/b&gt;  ฟังรายการโลกของเรา ทุกวันเวลา 19.30 – 20.00 น. ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 92.0 และรายการครอบครัวของเราทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 20.30 - 21.00 น. ทางสถานีวิทยุเอฟเอ็ม 105.0  หรือที่www.thaicr.org  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1241076085&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090430/1268#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/328">liberty</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/403">politicals</category>
 <pubDate>Thu, 30 Apr 2009 23:37:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1268 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

