<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>CPT</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>กำเนิด &quot;แดงใหม่&quot; (ของแท้)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048</link>
 <description>&lt;p&gt;
นิยายเรื่อง &amp;quot;ล้มเจ้า&amp;quot; ที่แพร่หลายอยู่ในเวลานี้ มีหลายเรื่องที่จับได้ว่า ผู้เขียนนั่งเทียนร่ายยาว และใช้ทฤษฎีจับแพะชนแกะ ด้วยหวังผลการโฆษณาทางการเมืองของกลุ่มตัวเอง กลุ่มไม่เอาเจ้าตัวจริง ที่ได้มีการสถาปนาองค์การการนำมาแล้ว 69 ปี คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัจจุบัน อดีตสมาชิก พคท. แตกแยกความเห็นออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกยังถือว่า องค์การการนำ พคท.ยังดำรงอยู่ แต่มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้ใหม่ ไม่ต่อสู้ด้วยอาวุธ ศัตรู 3 ตัว &amp;quot;นายทุน ขุนศึก ศักดินา&amp;quot; เป้าหมายทางยุทธศาสตร์เดิม ก็ถูกรวบให้เหลือตัวเดียว คือ &amp;quot;ทุนนิยมผูกขาด&amp;quot; ที่ต้องทำลายให้สิ้นซาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มที่สอง มองว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 &amp;quot;ได้สูญสิ้นและหมดสภาพการเป็นองค์การการนำไปแล้ว&amp;quot;  เมื่อเร็วๆ นี้ อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มหลังได้เขียนบทความผ่านนิตยสารคนเสื้อแดง โดยระบุว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ทุกวันนี้ กล่าวได้ว่า องค์การจัดตั้งของ พคท. น่าจะยังไม่เป็นตัวเป็นตน แต่ชาว พคท. ที่ยังยึดมั่นในอุดมการณ์ กำลังศึกษาลักษณะสังคมไทยอย่างขะมักเขม้น ละเอียดรอบคอบ และศึกษาสถานการณ์โลกาภิวัตน์แห่งทุนนิยมโลก...&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นั่นหมายความว่า องค์การการนำ &amp;quot;ยังไม่เป็นตัวเป็นตน&amp;quot; ส่วนพวกที่ประกาศตัวว่าเป็น &amp;quot;จัดตั้ง&amp;quot; ในวันนี้ คือ &amp;quot;พวกลัทธิแก้&amp;quot; (แก้ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน) และเป็นพวกฉวยโอกาสเอียงขวา กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแก้ ยังยืนยันในอุดมการณ์เดิม เพียงแต่วิเคราะห์สังคมไทยต่างกัน จึงกำหนดเข็มมุ่งไม่เหมือนกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากการศึกษาสังคมไทยในระยะใกล้อย่างขะมักเขม้น  อดีตสมาชิก พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่พวกลัทธิแก้ จึงสรุปในเบื้องต้นว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สังคมไทยปัจจุบันเป็น&lt;b&gt;สังคมทุนนิยม (ยังไม่สมบูรณ์) ที่มีทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ และมีอิทธิพลจักรวรรดินิยมครอบงำอยู่&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากวันที่ก่อตั้ง พคท.เมื่อ 69 ปีที่แล้ว คณะกรรมการกลางชุดแรก วิเคราะห์สังคมไทยว่าเป็น &amp;quot;กึ่งเมืองขึ้น กึ่งศักดินา&amp;quot; ศัตรูที่จะต้องถูกโค่นล้ม จึงเป็น &amp;quot;ศัตรู 3 ตัว&amp;quot; ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบัน สังคมไทยยังมี &amp;quot;ทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ&amp;quot; และมีอิทธิพล &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot; หรือ &amp;quot;ทุนนิยมบริวาร&amp;quot; ดำรงอยู่ ใครคือมิตร ใครคือศัตรู จึงต้องกำหนดใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ชาว พคท. ต้องสามัคคีกับพลังที่ก้าวหน้าในสังคมไทย ไปทำลายอำนาจอิทธิพลศักดินาและจักรวรรดินิยม สนับสนุนทุนนิยมที่ก้าวหน้า&amp;quot; ดังนั้น &amp;quot;มิตร&amp;quot; ของชนกรรมาชีพไทย ก็คือ ทุนนิยมที่ก้าวหน้า ! &amp;quot;ศัตรู&amp;quot; ก็หนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า &amp;quot;ศักดินา&amp;quot; และ &amp;quot;จักรวรรดินิยม&amp;quot;! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การวิเคราะห์สังคมไทย ก็จะนำไปสู่การกำหนดมิตรและศัตรู รวมถึงวางเข็มมุ่งในการต่อสู้ เพื่อบรรลุเป้าหมายในระยะแรก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พัฒนาประเทศไทยให้เป็นทุนนิยมที่มีประชาธิปไตย สร้างเงื่อนไขทางวัตถุและทางจิตใจ เพื่อก้าวไปสู่สังคมที่มีประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ปกครองด้วยนิติรัฐที่แท้จริง ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างถ้วนหน้า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ใครคือทุนนิยมที่ก้าวหน้า เป็นหลักคิดใหม่ในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย เพราะที่แล้วมา มีแต่กำหนดให้ &amp;quot;นายทุนชาติ&amp;quot; เป็นแนวร่วมชั้นสูง ชาว พคท.มิได้ระบุว่า ทุนนิยมที่ก้าวหน้าในเมืองไทยมีใครบ้าง แต่ก็รับรู้กัน &amp;quot;วงใน&amp;quot; ว่าเป็น &amp;quot;อดีตนายกรัฐมนตรี&amp;quot; ที่ถูกกลั่นแกล้งทำร้ายจากฝ่ายอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากพิจารณาให้ดี แนวคิดของชาว พคท.กลุ่มที่อ้างว่าไม่ใช่ลัทธิแก้ จะคล้ายกับแนวทางปฏิวัติประชาธิปไตยหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ ตามที่ &amp;quot;สุรชัย แซ่ด่าน&amp;quot; เคยนำเสนอไว้ มันเป็นเพียงความเคลื่อนไหวลึกๆ ที่ซุ่มซ่อนอยู่ใน &amp;quot;ขบวนการเปิด&amp;quot; ถ้าฝ่ายตรงข้ามตามไม่ทัน และใช้ชุดความคิดโบราณมาตอบโต้ ก็อาจพลาดท่าตกหลุมพราง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หากแยกมิตรแยกศัตรูไม่ถูก แถมใช้ความคิด &amp;quot;อภิปรัชญา&amp;quot; มาชี้นำ มันก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันชักดาบออกจากฝัก !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/politic-view/20120203/433864/news.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คอลัมน์ แกะรอยการเมือง กรุงเทพธุรกิจ 3 กพ. 2555&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20120205/2048#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 05 Feb 2012 17:50:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2048 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>วิพากษ์คำแถลงฯ ของผู้ที่อ้างว่าเป็นโฆษก พคท.เรื่องการเลือกตั้งฯ และภารกิจของ ปชช.</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1976</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2554 ปรากฎคำแถลงฯ ของผู้ที่อ้างว่า เป็น&lt;b&gt; โฆษกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย&lt;/b&gt; เรื่อง การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2554 กับภารกิจของประชาชน (กรุณาดูตาม&lt;a href=&quot;http://www.thaisocialist.com/thaisocialist1/kratha_khaw/Entries/2011/6/4_khathlng_kar_leuxk_tang_thaw_piph.s.2554_kab_phara_kic_khxng_prachachn.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt; ลิ้งนี้&lt;/a&gt; ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำแถลงนี้ น่าเชื่อว่า ออกโดยกลุ่มอดีตกรรมการบริหารกลาง พคท. ชุดที่ 4 ที่นำโดย สหาย&lt;b&gt;วิชัย ชูธรรม &lt;/b&gt;(ชื่อจัดตั้งเดิม สหายเล่าเซ้ง) และลุงชิตหรือลุงปรีดา (นายวินัย เพิ่มพูนทรัพย์ ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ธง แจ่มศรี &lt;/b&gt;อดีตเลขาธิการ พคท. เห็นว่า &amp;quot; อดีตคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ถ้าไม่นับบุคคลที่ลาออกจากพรรคโดยสมัครใจ 
และผู้ที่ไปรับมาตรา 17 สัตตะ ในปี 2530 คงเหลือเพียง 1 ใน 6 เท่านั้น 
นี่คือความจริงทางภาวะวิสัยที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร &amp;quot;  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น ลุงธงยังเห็นว่า เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา กรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ที่เหลือ ก็มิได้ปฏิบัติตามระเบียบการพรรค ไม่มีการประชุมคณะกรรมการบริหารกลาง ไม่ทำหน้าที่การนำใดๆ ดังนั้น จึงต้องถือว่า ตามความจริง พคท.ได้สลายตัวไปแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ดูข้อมูลเพิ่มเติม &lt;a href=&quot;/article/20100204/1665&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บนสถานการณ์ &amp;quot;คอมฯแดง&amp;quot; แตกหัก &amp;quot;คอมฯ เหลือง&amp;quot;&lt;/a&gt; โดย ประชา บูรพาวิถี)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มอดีตกรรมการบริหารกลาง พคท. ชุดที่ 4 ดังกล่าว ชูธง &amp;quot;&lt;b&gt;ต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด ต่อต้านทุนสามานย์ &lt;/b&gt;&amp;quot; และเสนอว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ทุนสามานย์ร้ายกว่าศักดินา&lt;/b&gt;&amp;quot; โน้มเอียงไปสนับสนุนข้อเสนอและแนวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ จึงมีผู้เรียกว่าเป็น &lt;b&gt;คอมฯ ปีกเสื้อเหลือง &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มนี้ ไม่ยอมรับว่า พคท.สลายตัวลงแล้ว จึงพยายามรื้อฟื้นบทบาทของ พคท.ขึ้นมาใหม่ การออกคำแถลงของผู้ที่อ้างว่าเป็นโฆษกพรรคเป็นระยะๆ ก็คือความพยายามอย่างหนึ่ง ในการรื้อฟื้นบทบาทของ พคท. ที่ได้ตายซากไปแล้วดังกล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;a href=&quot;http://www.thaisocialist.com/thaisocialist1/kratha_khaw/Entries/2011/6/4_khathlng_kar_leuxk_tang_thaw_piph.s.2554_kab_phara_kic_khxng_prachachn.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คำแถลงครั้งนี้&lt;/a&gt; ก็เป็นเช่นเดียวกับคำแถลงครั้งก่อนๆ ของกลุ่มนี้คือ ใช้วาทกรรมซ้ายๆ  &amp;quot;ต่อต้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาด&amp;quot; โดยมุ่งเป้าไปที่ &lt;b&gt;การต่อต้านทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย&lt;/b&gt; แม้ว่าจะอ้างแบบกลุ่มพันธมิตรฯว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารหรือรัฐบาลพระราชทาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่พวกเขามองไม่เห็น &lt;b&gt;ปัญหาการกดขี่สิทธิเสรีภาพทางการเมืองต่อปวงชนชาวไทย โดยการใช้ข้อหาหมิ่นฯ ตามมาตรา 112 และ พรบ.ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นและแพร่หลายไปทั่ว ไม่เห็นการบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขายังมองไม่เห็น &lt;b&gt;กลุ่มจารีตที่ครองอำนาจเหนือรัฐ มีอภิสิทธิและอิทธิพลซึมซ่านไปทั่วทั้งสังคมไทย ไม่เห็นการขูดรีดของกลุ่มจารีต(ซึ่งไม่ใช่การขูดรีดด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ) และสุดท้ายคือ ไม่เห็นการเข่นฆ่าปราบปรามประชาชน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พิจารณาจากหลักลัทธิมาร์กซ (ถ้าพวกเขายังนับถืออยู่) พวกเขาทั้ง &amp;quot;&lt;b&gt;ไม่เริ่มต้นจากความเป็นจริง&lt;/b&gt;&amp;quot; และทั้ง &amp;quot; &lt;b&gt;ไม่หาสัจจะจากความเป็นจริง&lt;/b&gt;&amp;quot; คำแถลงของพวกเขา จึงเป็น&lt;b&gt;นามธรรม เลื่อนลอย เป็นจิตนิยมและไม่เป็นประโยชน์ใดๆ&lt;/b&gt; ต่อการต่อสู้เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวรุดหน้าต่อไป
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พวกเขาอาจมุ่งหวังจะอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณของ พคท.ที่มีประวัติการต่อสู้เพื่อประชาชนที่สง่างามในอดีต มาแสดงตน แสวงหาประโยชน์จากกลุ่มจารีตหรือกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ในปัจจุบัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่&lt;b&gt;พฤติกรรมดังกล่าว เป็นเรื่องน่าละอาย&lt;/b&gt; ทั้งวิสัยทัศน์ที่แสดงออกมา ยังประจานตัวเองว่า พวกเขาได้ทอดทิ้งลัทธิมาร์กซ และละทิ้งจุดยืนการต่อสู้เพื่อประชาชนและเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงไปหมดสิ้นแล้ว !
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;พวกเขาไม่ใช่กลุ่มคนที่จะสามารถฟื้นฟู พคท.ให้เป็นพรรคปฏิวัติตามหลักลัทธิมาร์กซของสังคมไทยได้  ! &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/sansab/20110612/1976#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/406">marxist</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sun, 12 Jun 2011 16:41:32 +0700</pubDate>
 <dc:creator>ไท</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1976 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>เหตุเกิดที่ พคท. (2553)</title>
 <link>http://www.arayachon.org/rethink/20100204/1666</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในยุคที่สงครามอุดมการณ์กำลังวางวาย เพราะโลกยุคโลกาภิวัตน์ และสังคมไทยกำลังแสวงหาเส้นทางใหม่ สำหรับระบอบการเมืองที่เหมาะสม ได้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น เมื่อได้เกิดวาทะกรรมระหว่าง กลุ่มคนที่อ้างตัวเป็น ” คณะกรรมการบริหารกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย”(พคท.) ชุดใหม่ล่าสุด กับ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคฯชุดสมัชชาที่ 4 ซึ่งแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ และการนำอย่างชัดเจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วาทะกรรมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากที่กระแสตื่นตัวของการเมืองแบบมวลชน ได้คึกคักขึ้นในห้วง 4 ปีที่ผ่านมา ทำให้แกนนำของพคท.ที่แสดงบทบาทยิวเร่ร่อนที่ไม่ยอมชำระบาป นานเกือบ 3 ทศวรรษ หลังจากความพ่ายแพ้ของพรรคฯ ลุกขึ้นมาแสดงบทบาทเอาการเอางานครั้งใหม่ อย่างไม่ยอมชำระหนี้สินเก่าที่คั่งค้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ได้แก่ ความผิดพลาด 3 ประการทางทฤษฎี ยุทธศาสตร์ และการนำ) โดยหวังว่ากลุ่มตนจะไม่เป็นสิ่งตกค้างทางประวัติศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วาทะกรรมเรื่องชิงอำนาจการนำในพคท. และการแสดงท่าทีของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย แม้จะเกิดจากตะกอนที่ตกค้างมาจากอดีต แต่ก็ไม่อาจจะถืออย่างดูเบาว่า เป็นแค่ ” ฝันละเมอของคนหลงยุค ” เพราะโครงสร้างและเครือข่ายการจัดตั้งของพคท. ที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังสามารถรื้อฟื้นและส่งผลต่ออนาคต ของการต่อสู้ของผู้รักความเป็นธรรม และต้องการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสู่สังคมที่ดีกว่าได้อีก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น จึงเป็นภารกิจของผู้เขียนที่จะต้องทำการวิเคราะห์ให้เห็นสาระ และประเด็นของสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผู้เขียน ขอยืนยันและย้ำว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆทั้งในทางส่วนตัว กับ วิชัย ชูธรรม ที่ถูกอ้างว่า เป็นเลขาธิการพรรคฯคนใหม่ และไม่ได้สังกัดหรืออยู่ใต้จัดตั้งของพคท.สายใด ๆ เลย (แล้วก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่ง กับเสียงวิจารณ์ที่ผ่านมากับข้อเขียนเดิม ๆ ที่ว่า”ไม่ใช่คนของพรรค”) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เป็นผู้ที่มุ่งมั่นศึกษาลัทธิมาร์กซ-เลนิน-ความคิดเหมา เจ๋อ ตง มายาวนานทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ (อ่านข้อเขียนของมาร์กซ-เองเกลส์-เลนิน  และนักคิดลัทธิมาร์กซอื่นๆ เกือบทุกเล่ม รวมทั้งสรรนิพนธ์เหมา ทั้ง 8 เล่ม จนจบมาแล้วหลายเที่ยว) ไม่น้อยไปกว่าสมาชิกคนใดในกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวเป็น”คณะกรรมการบริหารกลาง”ของ พคท.ชุดนี้หรือชุดไหน ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเอกสารพื้นฐานเรื่อง คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยครบรอบ 67 ปี (ธันวาคม 2552) เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของธง แจ่มศรี ฝ่ายหนึ่ง  กับ  คำชี้แจงภายใน (1 มกราคม 2553) และ แถลงการณ์เรื่องสถานการณ์และภาระหน้าที่ (1 มกราคม 2553)ของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็น คณะกรรมการบริหารกลาง อีกฝ่าย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียนขอวิเคราะห์สาระของจุดยืนของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายออกมาได้ใน 3 หมวดหลักคือ ทางทฤษฎี ทางยุทธศาสตร์ และ การนำ ดังตารางแยกแยะต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;meta http-equiv=&quot;CONTENT-TYPE&quot; content=&quot;text/html; charset=utf-8&quot; /&gt;
&lt;title&gt;&lt;/title&gt;
&lt;meta name=&quot;GENERATOR&quot; content=&quot;OpenOffice.org 3.1  (Win32)&quot; /&gt;
&lt;style type=&quot;text/css&quot;&gt;
&lt;!--
@page { margin: 2cm }
P { margin-bottom: 0.21cm }
--&gt;
&lt;/style&gt;
&lt;table border=&quot;1&quot; bordercolor=&quot;#000000&quot; cellpadding=&quot;7&quot; cellspacing=&quot;0&quot; width=&quot;569&quot;&gt;
	&lt;col width=&quot;89&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;col width=&quot;214&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;col width=&quot;223&quot;&gt;&lt;/col&gt;
	&lt;tbody&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;61&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;คณะกรรมการบริหารกลาง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ธง แจ่มศรี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;70&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ทฤษฎี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ทุนนิยมกำลังเสื่อมทรามลงและมีจุดอ่อน
			ทำให้ไม่ใช่ทางออกสำหรับชาติกำลังพัฒนา
			รวมทั้งสังคมไทย
			ในขณะที่สังคมนิยมที่ประสานกับลักษณะพิเศษของแต่ละสังคมคือทางออกที่แท้จริง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ชูคำขวัญยกระดับการศึกษาลัทธิมาร์กซ
			แต่กลับละทิ้งหลักการของลัทธิมาร์กซ หันไปหยิบยืมหลักการอื่นมาผสมผสานเพื่อชี้นำแล้วอ้างว่าเป็นลัทธิมาร์กซ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;เลือกใช้ข้อมูลที่สนับสนุนความคิดตนเอง
			ไม่เน้นท่าทีแบบวิทยาศาสตร์
			ที่เริ่มต้นจากความเป็นจริง
			และเปิดใจกว้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;ul&gt;
				&lt;li&gt;
				&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
				&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;สังคมไทยเป็นทุนนิยมเต็มตัวแล้ว
				แต่โครงสร้างส่วนบนถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ
				ดังนั้น
				ขั้นตอนนี้คือการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
				&lt;/p&gt;
				&lt;/li&gt;
			&lt;/ul&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-left: 0.64cm; margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;ul&gt;
				&lt;li&gt;
				&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
				&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;การวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยต้องยึดหลักลัทธิมาร์กซ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;เลนินให้มั่น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
				&lt;/p&gt;
				&lt;/li&gt;
			&lt;/ul&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;69&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ยุทธศาสตร์&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0cm&quot;&gt;
			&lt;br /&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;p&gt;
			&amp;nbsp;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดทักษิณและพวกที่ฉ้อโกง
			และทำตัวเป็นเผด็จการใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย
			จึงต้องหาทางจับมือกับกลุ่มทุนผูกขาด ที่มีคุณธรรมมากกว่าโค่นกลุ่มนี้ก่อน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ศัตรูหลักของสังคมไทยคือกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ
			ที่กลายเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรใหญ่ที่สุดของประเทศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
		&lt;tr valign=&quot;TOP&quot;&gt;
			&lt;td height=&quot;77&quot; width=&quot;89&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;การนำ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;214&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;อ้างความชอบธรรมจากการดำรงอยู่ของคณะกรรมการบริหารกลางจากสมัชชาที่
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Times New Roman,serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;4
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;ของพรรคเพื่อยืนยันความชอบธรรม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
			&lt;td width=&quot;223&quot;&gt;
			&lt;p&gt;
			&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;-
			&lt;/span&gt;&lt;span style=&quot;font-family: Tahoma,sans-serif&quot;&gt;&lt;span style=&quot;font-size: small&quot;&gt;องค์กรนำได้สิ้นสภาพไปแล้วในทางพฤตินัยและนิตินัย
			&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;
			&lt;/p&gt;
			&lt;/td&gt;
		&lt;/tr&gt;
	&lt;/tbody&gt;
&lt;/table&gt;
&lt;br /&gt;
หากใช้มุมมองของนักลัทธิมาร์กซ เพื่อพิจารณาฐานะและความถูกต้องของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ต้องขอย้อนกลับไปพิจารณาถึง รากฐานของลัทธิมาร์กซที่แท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 เรื่อง เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์สังคมและชนชั้น คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.ทฤษฎีปรัชญาวัตถุนิยมวิภาษและวัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง ที่มีองค์ประกอบโครงสร้างส่วนล่างคือพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต(เศรษฐกิจ)เชื่อมโยงกับโครงสร้างส่วนบน ที่สร้างรูปการจิตสำนึกให้กับสมาชิกในสังคม(การเมือง-สังคม-วัฒนธรรม) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.ทฤษฎีสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ว่าด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ ภายใต้กรอบที่มองผ่านทางการปะทะกันระหว่างชนชั้น ดังคำนำใน คำประกาศชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ว่า &amp;quot;ประวัติศาสตร์ของสังคมทั้งหมดที่ผ่านมา ล้วนแต่ประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นับแต่ถือกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน ลัทธิมาร์กซ์ได้รับการยึดถือ แปลความและวิพากษ์วิจารณ์ จากบรรดานักวิชาการ นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาล องค์กรต่างๆทั่วโลก รวมทั้งนำไปใช้เป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มบุคคล 3 กลุ่มใหญ่ คือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เชื่อมั่นในลัทธิมาร์กซ์แบบดั้งเดิม และนำลัทธิมาร์กซ์ ไปประยุกต์ใช้ โดยเน้นถึงความถูกต้อง ตรงตามทฤษฎีอย่างเคร่งครัด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มคนที่เห็นว่า ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์กซ์ ไม่ถูกต้องและไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบันแล้ว แต่ทฤษฎีบางส่วนของลัทธิมาร์ืกซ์ ยังคงถูกต้องและสามารถใช้ได้ จึงนำเอาเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ไปประยุกต์ใช้ตามมุมมองของกลุ่มตน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลุ่มที่สาม คือ กลุ่มคนที่ไม่ได้เชื่อถือในทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์ แต่นำเฉพาะแนวคิดหรือข้อเขียนบางส่วนที่ตรงกับแนวคิดของตน มาใช้อ้างอิง ในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง หรืออื่น ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากพัฒนาการของสังคมนิยมในโลกนี้ เกิดขึ้นมากมายจนกระทั่งกลายเป็น ความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม แต่ลัทธิมาร์กซ ก็รักษาความแตกต่างจากสังคมนิยมอื่น ๆ ชัดเจน นั่นคือ ดำรงฐานะการเป็นแนวคิดสังคมนิยมจากล่างสู่บน ที่ตรงกันข้ามกับ สองแนวทางสังคมนิยมจากบนสู่ล่าง (อันประกอบด้วย สังคมนิยมประชาธิปไตย สังคมนิยมโดยรัฐแบบสตาลิน สังคมนิยมแบบคัสโตร  ฯ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับนักลัทธิมาร์กซ หลักการที่ยึดถือมานับแต่แรกใน แถลงการณ์ชาวคอมมิวนิสต์ คือ การยืนยันว่าเป้าหมายแรกของการปฏิวัติก็คือ “&lt;b&gt;การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตย&lt;/b&gt;” ที่ไม่ใช่เพียงเพื่อ จะขยายเงื่อนไขให้กับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น แต่เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงผู้เข้าร่วมการปฏิวัติ ให้ปรับตัวเหมาะสมกับสภาพทางการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผ่านจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อต่อต้านกับเผด็จการของผู้มีการศึกษา ที่ลอยตัวเหนือมวลชน, เผด็จการทุกรูปแบบที่อ้างว่าทำเพื่อปกป้องประชาชน, ลัทธิชนชั้นนำปฏิวัติ, เผด็จการอำนาจนิยมในนามของคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่พวกทุนเสรีนิยม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากพื้นฐานข้างต้น สามารถวิเคราะห์วาทะกรรมของคู่กรณีในพคท.ได้ชัดเจนมากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับธง แจ่มศรีนั้น หากไม่นับความบกพร่องของ รายละเอียดด้านเวลาที่เป็นข้อมูล (โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ  อันเป็นกลุ่มทุนเก็งกำไรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีทรัพย์สินรวม 1.19 ล้านล้านบาท เปลี่ยนแปลงในปีเดียว ซึ่งความเป็นจริง ใช้เวลามากกว่านั้น แต่ยอดรวมทรัพย์สินผู้เขียนเห็นตรงกัน) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็ถือได้ว่า เขายังคงยึดกุมทฤษฎีมาร์กซ-เลนิน  ในการวิเคราะห์ลักษณะสังคมไทยออกมาอย่างแม่นยำและชัดเจน และชี้ให้เห็นการจำแนกมิตร จำแนกศัตรูอย่างถูกต้อง สมกับที่เป็นนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซมายาวนาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เพียงเท่านั้น  การยอมรับว่า สังคมไทยเป็นสังคมทุนนิยมเต็มตัว ในด้านเศรษฐกิจอันเป็นโครงสร้างส่วนล่าง แต่ภาคการเมือง การปกครอง วัฒนธรรมและความคิดของผู้คนในสังคม ยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ ครอบงำบงการอยู่มาตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(โดยอ้างถึงงานศึกษาของทรงชัย ณ ยะลาเมื่อปี 2524 และ ฝ่ายวิชาการหน่วย 81 ของพรรคฯได้ยอมรับข้อบกพร่องนี้ไปแล้ว)  ทำให้ขั้นตอนของการปฏิวัติสังคมไทยปัจจุบันเป็น การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน ที่มีกลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐเป็นเป้าหมายหลัก เพราะกลุ่มนี้มีอำนาจเหนือกลุ่มทุนผูกขาดอื่น ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถือได้ว่า นอกจากเป็นการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองแบบลัทธิมาร์กซแล้ว ยังเป็นการวิพากษ์ตนเอง และ ชำระสะสางความผิดพลาดทางทฤษฎี ที่ดำรงยาวนานอย่างเป็นทางการของธง แจ่มศรี ทำให้เห็นได้ชัดว่า ได้ก้าวข้ามปัญหาตกค้างทางทฤษฎีและยุทธศาสตร์ในอดีตมาแล้วเต็มตัว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็นคณะกรรมการบริหารกลาง ของ พคท. กลับแสดงให้เห็นถึง ข้อบกพร่องในทุกระดับออกมาอย่างชัดเจน ทั้งหลักทฤษฎี ยุทธศาสตร์ การนำ และ การใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ แถมยังแสดงออกชัดว่า พวกเขาเปลี่ยนสีแปรธาตุ ละทิ้งและปฏิเสธหลักการพื้นฐานของลัทธิมาร์กซอย่างสิ้นเชิง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วหยิบยืมหรือลอกเลียนแนวทางลัทธิแก้ รวมทั้ง นักสังคมนิยมเพ้อฝันแบบลัทธิปรูดองมาใช้อย่างไร้ยางอาย ซึ่งหากเป็นไปเช่นนี้ ก็อาจจะเกิดปรากฏการณ์”หนี้เก่าไม่สะสาง แล้วยังเริ่มสร้างหนี้ใหม่” ขึ้นได้ง่ายดาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เริ่มตั้งแต่ในทางทฤษฎี การประเมินสถานการณ์ทางสากล ที่มีข้อสรุปหยาบ ๆ ว่า วิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์การเมืองของโลกอย่างขนานใหญ่ ศูนย์กลางการเงินโลกเคลื่อนออกจากสหรัฐฯและตะวันตก มาสู่ตะวันออกที่มีจีนและอินเดียเป็นศูนย์กลาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางทหารสหรัฐฯสูญเสียอำนาจนำแบบมหาอำนาจเดี่ยวเบ็ดเสร็จในโลก และทุนนิยม ไม่อาจเป็นความหวังและทางออกของโลก และชาติกำลังพัฒนาทั้งหลายอีก ในขณะที่สังคมนิยมอย่างจีน คิวบา เวียดนามและลาว กลับมีอนาคตสดใสตามลำดับ ล้วนเป็นการวิเคราะห์อย่างอัตวิสัยและผิดพลาด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐฯมีรากฐานที่แท้จริงจากความผิดพลาดของธนาคารกลาง หรือ เฟดเดอรัล รีเสิร์ฟ ในการมุ่งกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำติดดินนานเกินไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ มิให้ทรุดหนักลง ระหว่างที่เตรียมทำสงครามอิรัคเพื่อยึดแหล่งพลังงานปิโตรเลียม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และหวังจะกดค่าดอลลาร์ให้ตกต่ำ เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรังของตนเอง เปิดช่องให้กลุ่มทุนเก็งกำไร ใช้อัตราดอกเบี้ยต่ำ นำไปหมุนเก็งกำไรเป็นลูกโซ่ในตลาดต่างๆยาวนานนับ 10 ปี (นับแต่ตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดอนุพันธ์ทางการเงิน แล้วมาจบลงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนเกิดฟองสบู่แตกที่ลุกลามไปทั่วโลก แต่วิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ได้ทำให้โครงสร้างทุนนิยมโลกเปลี่ยนแปลงโดยพื้นฐาน เนื่องจากชาติต่างๆที่เรียกว่ากลุ่ม จี-20 ทุ่มทุนเข้าช่วยโอบอุ้มทุนนิยมสหรัฐฯ ให้อยู่รอดและเริ่มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเข้าช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันจำนวนมหาศาล (บทวิเคราะห์ที่แหลมคมที่สุดในกรณีที่เกิดขึ้นขณะนี้เป็นของ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ นักคิดระบบโลก หาอ่านได้จาก บรรณานุกรมท้ายข้อเขียนนี้) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นชาติสังคมนิยมที่ผูกค่าเงินหยวน ติดกับค่าดอลลาร์สหรัฐฯ เหนียวแน่น ทุ่มทุนสำรองระหว่างประเทศของตนเอง เข้าโอบอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐจนกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐฯไปแล้ว เหตุผลก็เพราะว่า จีนซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเต็มตัวไปแล้ว ต้องการปกป้องตลาดสินค้าของตัวเอง ให้มีกำลังซื้อต่อไปเพื่อพยุงเศรษฐกิจจีนให้เติบโตต่อเนื่อง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเข้าโอบอุ้มทุนนิยมโลกของจีน เป็นกรณีศึกษาที่ยืนยันชัดเจนว่า แม้กระทั่งชาติที่ประกาศเป็นสังคมนิยมอย่างจีน ยังมองเห็นความสำคัญ เพื่อให้ทุนนิยมโลกดำรงอยู่ต่อไป (มีข้อเท็จจริงเรื่องความสามารถบริหารทุนของรัฐบาลจีน ที่ทำให้เกิดตลาดเงินยูโรดอลลาร์ ซึ่งนักการเงินในโลกทุนนิยมทั่วโลกรู้จักกันดี แต่นักสังคมนิยมทั้งหลายกลับซื่อบื้อในข้อเท็จจริงดังกล่าว สามารถอ่านรายละเอียดได้ในบางบทของหนังสือ The Money Lenders ของ Anthony Sampson)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า ศูนย์กลางการเงินโลกยังคงอยู่ที่สหรัฐฯ ได้แก่การที่เงินสกุลดอลลาร์ ยังคงเป็นสกุลหลักของโลกทุนนิยมต่อไป แม้จะมีความพยายามท้าทายจากรัสเซียและจีน เพื่อสร้างเงินสกุลใหม่ของโลกทดแทนดอลลาร์ แต่ชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่อย่างอินเดียและบราซิล ไม่ยอมร่วมมือด้วย ทำให้บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเงินโลก ยังอยู่ที่สหรัฐฯต่อไปอย่างน้อยใน 1 ทศวรรษข้างหน้า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อสรุปของกลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง”ที่ว่า ชาติทุนนิยม ไม่อาจสร้างสังคมที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเสมอภาคได้อย่างยั่งยืน สู้ชาติสังคมนิยมอย่างจีน ที่ยืนหยัดหลักการพึ่งตนเองและเป็นตัวของตัวเองทางเศรษฐกิจ ทำให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยไม่ได้รับผลกระทบจากมรสุมเศรษฐกิจทุนนิยมโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งสะท้อนให้เห็น&lt;b&gt;ความอ่อนด้อยทางปัญญาและการใช้อัตวิสัยอย่างมืดบอด&lt;/b&gt; เพราะเป็นการเจตนาที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง จากพัฒนาการทางการเมืองภายในของจีนในรอบ 30 ปีมานี้ ว่า ได้ผ่านการต่อสู้ทางแนวคิดระหว่าง ”กลุ่ม 4 คน” ที่ยืนหยัดแนวทางซ้ายจัด ” แดงก่อน เชี่ยวชาญทีหลัง ” ที่ก่อการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กับ แนวทาง ” เชี่ยวชาญก่อน แดงทีหลัง ” นำโดยเติ้ง เสี่ยว ผิง เจ้าของคำขวัญ”แมวสีอะไรก็ได้ ขอให้จับหนูได้” ซึ่งลงเอยด้วยชัยชนะของฝ่ายหลัง ที่มีส่วนทำให้แนวทางพัฒนาเศรษฐกิจจีน ยอมรับวิถีการผลิตแบบทุนนิยม เป็นรากฐานภายใต้คำขวัญ 4 ทันสมัย ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด มิใช่เป็นเพราะจีนปฏิเสธแนวทางทุนนิยมแต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งกว่านั้น การอ้างว่า คิวบา เวียดนาม และลาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจดีขึ้นตามลำดับ ก็เป็นการใช้อัตวิสัยแบบเหมาเข่งอย่างขัดแย้งกับข้อเท็จจริง เนื่องจากเวียดนามนั้น ถึงขั้นเผชิญเศรษฐกิจที่เลวร้ายมาก จนขนาดต้องลดค่าเงินด่องลง เมื่อปลายปีที่ผ่านมาเป็นที่โด่งดังทั่วโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนคิวบานั้น หากเศรษฐกิจจะดีขึ้น  ก็เป็นเพราะบังเอิญราคาน้ำตาลในตลาดโลก พุ่งกระฉูดกะทันหันเพราะผลผลิตอ้อยจากแหล่งผลิตสำคัญลดลงทั่วโลก ส่วนลาวนั้นเศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราว เพราะการเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันซีเกมส์ปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน มิได้เป็นเพราะ ความสามารถของระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมแต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับสถานการณ์ในประเทศ กลุ่ม”คณะกรรมการบริหารกลาง” ไม่เพียงแต่ไม่วิเคราะห์สังคมอย่างจริงจังเท่านั้น พวกเขายังเลือกจะใช้ข้อมูล เพื่อหาข้อสรุปเชิงอัตวิสัยอย่างมีอคติ และบิดเบือน เพื่อที่จะแสดงถึง การละเลยและปฏิเสธ หลักการของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และกระทั่งความคิดเหมา เจ๋อ ตง ไม่สมกับที่อ้างตนเป็นนักลัทธิมาร์กซแม้แต่น้อย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แรกที่สุดที่เห็นได้คือ พวกเขาไม่ยอมกล่าวถึงกลุ่มทุนศักดินาอย่างจริงจัง นอกจากคำกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ” ชนชั้นศักดินา ก็ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบอบทุนนิยม บางกลุ่มได้พัฒนาเป็นทุนใหญ่ผูกขาด” โดยไม่ยอมก้าวล่วงไปถึง บทบาทการใช้อำนาจแบบ ” รัฐซ้อนรัฐ ” ที่เป็นที่ประจักษ์กันโดยทั่วไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ผู้เขียน เคยกล่าวถึงเรื่องนี้โดยละเอียดพอสมควร ในข้อเขียน &lt;b&gt;เอากษัตริย์คืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา 2552&lt;/b&gt; มาแล้ว) จากนั้นก็ก้าวข้ามไปสู่ประเด็นอื่น ๆ โดยการกล่าวถึงโครงสร้างส่วนบนเป็นสำคัญ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การแสดงเจตนาไม่ยอมพูดถึงการดำรงอยู่ บทบาท และพัฒนาการของกลุ่มทุนศักดินาไทยอย่างจริงจัง ถือว่า ละเมิดแนวคิดพื้นฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน และ เหมา เจ๋อ ตงในเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคมอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เลนิน เขียนหนังสือเรื่อง พัฒนาการของทุนนิยมรัสเซีย พูดถึงการคลี่คลายของทุนนิยมแบบต่าง ๆ ในรัสเซีย ที่สร้างลักษณะพิเศษในการผูกขาดและขูดรีด โดยการร่วมมือของอำนาจรัฐในฐานะโครงสร้างส่วนบน และ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
What is to be done โดยมีข้อความบางส่วน ระบุถึง บทบาทที่แตกต่างกันอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรปฏิวัติโดย”คนงาน-นักปฏิวัติ”ที่เป็นประชาธิปไตยกับองค์กร”สมรู้ร่วมคิด”ของแกนนำที่ปิดลับและปฏิเสธฐานะในการเข้าร่วมของมวลชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนในสรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตง 8 เล่ม ซึ่งเป็นงานนิพนธ์ที่สะท้อนถึง ความเป็นนักลัทธิมาร์กซ์ของเหมา ผ่านการกลั่นกรองจากความคิด และประสบการณ์รูปธรรมของการปฏิวัติ นับตั้งแต่ วิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นในสังคมจีน และ รายงานการสำรวจการเคลื่อนไหวของชาวนาในมณฑลหูหนาน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งได้วิเคราะห์ให้เห็นฐานะและลักษณะของชนชั้นต่าง ๆ ของสังคมจีนในขณะนั้น แล้วกล่าวถึง บทบาทและฐานะของชาวนาในสังคมจีน รวมถึงความสำคัญของปัญหาชาวนาในประเทศจีน ประกายไฟไหม้ลามทุ่ง วิเคราะห์การสะสมกำลังและใช้กลยุทธ์ ‘ชนบทล้อมเมือง’ ของกองทัพแดงครั้งเริ่มตั้งฐานที่มั่น ณ จิ่งกังซัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาทางยุทธศาสตร์ของสงครามปฏิวัติของจีน เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1936 กล่าวถึงปัญหา ทางยุทธศาสตร์ และสงครามการปฏิวัติของจีน ว่าด้วยการปฏิบัติ เสนอว่า การรับรู้ของคนเรา ต้องมาจากการปฏิบัติที่เป็นจริง ว่าด้วยความขัดแย้ง ขยายความปรัชญาวิภาษวิธีวัตถุนิยมของลัทธิมาร์กซ์ กล่าวคือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การมองสรรพสิ่งมีสองด้านเสมอ  นอกจากนี้ยังต้องพัฒนา ไม่หยุดนิ่ง เพื่อให้สมาชิกพรรคฯ ผู้ปฏิบัติงาน รวมถึงมวลชนที่ก้าวหน้า ได้เข้าถึงแนวคิดที่สำคัญจากลัทธิมาร์กซ์ และ ปัญหาการจัดการความขัดแย้งภายในประชาชนอย่างถูกต้อง เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การวิเคราะห์ความขัดแย้งภายในหมู่ประชาชนจีน ภายใต้ระบอบสังคมนิยม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตลอดจนเสนอท่าที และวิธีการจัดการกับปัญหาที่ถูกต้อง โดยการวิเคราะห์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความขัดแย้ง 2 ชนิด คือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับศัตรูของประชาชน และความขัดแย้งในหมู่ประชาชนเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง” ปฏิเสธข้อเขียนของเลนิน และ เหมาฯ แต่กลับมีท่าทีเร่งเสนอ ทฤษฎีการปฏิวัติไทยรอบใหม่อย่างลนลาน ก็เท่ากับว่า พวกเขา มีฐานะเป็นแค่กากเดนของลัทธิมาร์กซ-เลนิน-และเหมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยิ่งการที่ระบุถึง”ชนชั้นพื้นฐานในเมืองและชนบท” ของสังคมไทยขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย โดยไม่ให้คำนิยามที่ชัดเจนนั้น ก็ยิ่งชวนให้ตั้งคำถามมากขึ้นว่า พวกเขาประดิษฐ์ชนชั้นใหม่นี้ ขึ้นมาจากฐานข้อมูลอะไร ? และอย่างไร ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนั้น แม้”คณะกรรมการบริหารกลาง”จะยอมรับว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ที่เคยร่วมกับรัฐบาลทักษิณมาก่อน และส่วนใหญ่ก็มีประวัติการคอรัปชั่นโกงกินในระดับต่าง ๆ กัน ไม่อาจเป็นผู้นำการแก้โครงสร้างอันเน่าเฟะของสังคม และแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนอย่างถึงที่สุดได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นแกนรัฐบาลผสม ก็มีนโยบายอนุรักษ์นิยม เป็นตัวแทนกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่เชิดชูสถาบัน และเอื้อประโยชน์ทุนผูกขาดใหญ่ต่างชาติ แต่กลับมีท่าทีผ่อนปรนและชื่นชม เมื่อกล่าวถึงพรรคนี้อย่างชัดเจน ด้วยการกล่าวว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
” ในปัจจุบันเป็นที่น่าสนใจว่า ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีส่วนประกอบที่หลากหลายมากขึ้น ” และ “นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีหลายคน และคนอื่น ๆที่ล้อมรอบช่วยงานรัฐบาลส่วนใหญ่ เป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาสูงจากประเทศทุนนิยม มีความคิดไปทางแนวเสรีนิยมของทุนนิยมเสรี ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งทำให้พวกเขามองเห็นว่า การทำงานของรัฐบาลนี้ เป็นไปในทางบวก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”…เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว การส่งออกกระเตื้องขึ้น คนว่างงานลดเหลือ 4แสนกว่าคน การเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มเป็นบวก ประชาชนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐบาลในระดับที่ต่างๆกัน ซึ่งในด้านนี้ ประชาชนยังต้องช่วงชิงและผลักดันให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น...”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปัญหาหลักของสังคมไทยในสายตาของ”คณะกรรมการบริหารกลาง” จึงขมวดปมอยู่ที่เรื่องของ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดทักษิณที่พวกเขาเห็นว่า ” เผยโฉมหน้าของการเป็นเผด็จการทางการเมือง ภายใต้เสื้อคลุมของประชาธิปไตย” และได้โกงกินบ้านเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนกระทั่งถูก ”การเคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านของผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย”หลุดจากอำนาจ และได้พยายามกลับคืนมาอีกครั้งในทุกรูปแบบ โดยใช้กลุ่มนอมินีและ”ม็อบเสื้อแดง”เป็นเครื่องมือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การพูดถึงพฤติกรรมที่เลวร้ายของทักษิณ และพวกที่”ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง ซื้อนักการเมือง และพรรคการเมือง “ ถือเป็นการใช้ข้อมูลฝ่ายเดียวอย่างบิดเบือน เพราะโดยข้อเท็จจริง การซื้อเสียงเลือกตั้งเป็นวัฒนธรรมปกติ ของการเลือกตั้งของไทยมายาวนาน และทุกพรรคก็กระทำ เพียงแต่ใครจะกระทำได้แนบเนียนมากกว่ากันเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่าง นายบุญมาก สิรินวกุล แห่งพรรคประชาธิปัตย์ซื้อเสียงที่ราชบุรีและถูกเว้นวรรคทางการเมือง พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ถูกเว้นวรรคทางการเมือง เพราะปกปิดทรัพย์สินที่ฉ้อฉล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ” ปล้น สปก.4-01” เห็นกันทนโท่ และล่าสุด การฉ้อฉลของคนพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐบาลในโครงการไทยเข้มแข็งของรัฐบาลชุดนี้หลายโครงการ ก็สะท้อนข้อเท็จจริงได้ดี 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การกล่าวถึง ”ม็อบเสื้อแดง” ซึ่งก็เป็นกลุ่มที่เคลื่อนไหว เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและประชาธิปไตยอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงการสร้างความเสียหายต่อประเทศ ด้วยท่าทีติดลบรุนแรง ช่างตรงกันข้ามกับ ท่าทีที่พวก”คณะกรรมการบริหารกลาง” มีต่อพฤติกรรมของคนกลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า” ผู้รักชาติ รักประชาธิปไตยที่ต่อต้านทักษิณ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันหมายถึงคนเสื้อเหลือง(ที่แกนนำบางคนใน “คณะกรรมการบริหารกลาง”เข้าไปมีบทบาทโดยตรงอย่างเอาการเอางาน) ที่ปิดล้อมและยึดทำเนียบรัฐบาลยาวนาน ปิดล้อมสนามบิน ปิดล้อมกองบัญชาการตำรวจนครบาล และก่อความรุนแรงต่างๆนานา สร้างความเสียหายนับแสนล้านบาท กลับมีเจตนาไม่กล่าวขวัญถึงแม้แต่น้อย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่เพียงแต่การเลือกใช้ข้อมูลอย่างเจตนาบิดเบือนเท่านั้น หากวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป จะพบท่าทีของนักฉวยโอกาส ที่อาศัยความสับสนทางประวัติศาสตร์ของความคิดสังคมนิยม มาเป็นเกราะกำบังความชอบธรรมของกลุ่มตน ในขณะที่ธาตุแท้นั้นได้ปฏิเสธ หลักการทุกหลักของลัทธิมาร์กซอย่างชัดเจน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตัวอย่างเช่นใน ข้อที่ 1) ของแถลงการณ์ “ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา” นั้น “คณะกรรมการบริหารกลาง” นำเสนอข้อเรียกร้องที่ผิดพลาด และเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ของพวกเขาอย่างถึงที่สุด นั่นคือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ… สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การปล้นชิงทรัพยากรธรรมชาติของส่วนรวม และปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิ ของประเทศชาติขึ้นมาเป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าที “ต้องสนับสนุน และเข้าร่วมการเคลื่อนไหวต่อสู้ที่เรียกร้องผลประโยชน์ของประชาชน และความเป็นธรรมทางสังคมของกลุ่มต่าง ๆ…สามัคคีกับประชาชนทุกวงการ ต่อสู้พิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นำเรื่องการคัดค้านการโกงกินผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน..”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นการใช้สำนวนอำพรางเจตนาที่แท้จริงคือ การมุ่งโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณและพวก เพราะพวกเขาได้ย้ำชัดเจนว่า “ กลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ล้วนกดขี่ขูดรีดประชาชน ขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติทั้งสิ้น การต่อสู้คัดค้านกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดกลุ่มไหน ก็ล้วนเป็นผลดีต่อประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แม้แต่ในระหว่างความขัดแย้งของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดสองกลุ่ม ประชาชนเราน่าจะวางจุดหนักไว้ที่กลุ่มที่ก่อผลเสีย และเป็นอันตรายต่อประเทศชาติและประชาชนมากที่สุด” ซึ่งโดยนัยหมายถึงการเลือกสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามทักษิณนั่นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าทีและยุทธศาสตร์เลือกข้างเช่นนี้ นอกจากเป็นการปฏิเสธหลักการของลัทธิมาร์กซ และปฏิเสธแนวคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ระบุเอาไว้ชัดเจนเกี่ยวกับ ประเด็นปัญหาเรื่องการวิเคราะห์ลักษณะสังคม เพื่อวางยุทธศาสตร์การต่อสู้ และจัดการปัญหาของการปฏิวัติที่เป็นรูปธรรม อย่าง”ศึกษาเป็น ใช้เป็น”แล้ว สะท้อนให้เห็นความอ่อนด้อยและความผิดเพี้ยนทางปัญญามากขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สำหรับมาร์กซ (ดูรายละเอียดได้จากข้อเขียนเรื่อง ความอับจนของปรัชญา หรือ The Poverty of Philosophy) การแข่งขันทางธุรกิจทุกชนิดในระบบทุนนิยม ล้วนเป็นไปเพื่อแสวงหากำไร แต่การผูกขาด (ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของเหรียญ ภายในความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบทุนนิยม) คือความพยายามจะแสวงหากำไรเกินระดับปกติ จากการขูดรีดส่วนเกินของแรงงาน โดยผ่านความฉ้อฉลของการใช้อำนาจรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มาร์กซ ถือว่า การผูกขาดและการแข่งขันในระหว่างกลุ่มทุนด้วยกันเอง ได้ต่อสู้กันอย่างเป็นไปตามหลักวิภาษวิธีในสังคมทุนนิยม  (นอกเหนือจากการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับชนชั้นกรรมาชีพ) และมีส่วนทำให้ทุนนิยมพัฒนาไปข้างหน้า จนถึงระดับทำลายตัวเอง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น การดำรงอยู่ของกลุ่มทุนผูกขาดใหญ่ทุกชนิด จึงเป็นการกระทำที่ฉ้อฉลทั้งสิ้น การพยายามสร้างเกราะกำบังว่า ทุนผูกขาดใหญ่กลุ่มหนึ่ง มีคุณธรรมมากกว่า เพราะฉ้อโกงน้อยกว่า และทุนกลุ่มที่มีคุณธรรมมากกว่า มีบทบาทที่เป็นอันตรายต่อสังคมและมวลชนน้อยกว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จึงเป็นการบิดเบือนข้อสรุปของมาร์กซที่ถือว่า &lt;b&gt;ทุกผูกขาดทุกชนิดล้วนฉ้อโกง&lt;/b&gt; และความเป็นมิตรหรือปฏิปักษ์ทางชนชั้น ก็ไม่ได้ขึ้นกับคุณธรรมส่วนบุคคลหรือกลุ่ม แต่ขึ้นกับความสัมพันธ์ทางการผลิตเป็นสำคัญ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การสมคบคิดกับกลุ่มทุนผูกขาดใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อโค่นล้มอีกกลุ่มหนึ่ง โดยอ้างถึงคุณธรรมที่เหนือกว่า เป็นท่าทีแบบอัตวิสัย ที่มิใช่หลักการของชาวลัทธิมาร์กซ หากเป็นท่าทีของลัทธิลาสซาล ที่ถูกมาร์กซ-เองเกลส์ระบุว่า เป็นพวกลัทธิแก้ (ผู้เขียนเคยกล่าวถึงเรื่องนี้แล้วใน เหลือเชื่อ! ซ้ายเสื้อเหลืองไทย ฟื้นชีพลัทธิลาสซาล , 25 พฤษภาคม 2552)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แฟร์ดินันด์ ลาสซาล หนึ่งในต้นกำเนิดของแนวคิดสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี หรือสังคมนิยมจากเบื้องบน เพราะมองเห็นว่า การจัดองค์กรเคลื่อนไหวแบบล่างขึ้นบน เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของรัฐ ซึ่งเขาถือว่า มีฐานะรัฐ ดุจดังคบไฟแห่งอารยธรรมของมนุษยชาติตามหลักการของเฮเกล 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ในขณะที่มาร์กซยืนยันว่า รัฐคือรุปแบบของการกดขี่ทางชนชั้น) ได้เคยประกาศว่า“ผมจะแสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า เมื่อใดก็ตาม ที่กรรมาชีพรู้สึกว่าอำนาจเผด็จการ จะครอบงำ กรรมาชีพจะแสดงความต่อต้านโดยสัญชาติญาณในทันที 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทีนี้ เมื่อมองถึงสถาบันชั้นสูง ในฐานะผู้ที่เป็นปฏิปักษ์กับชนชั้นกลางกระฎุมพี เมื่อใดก็ตามที่ชนชั้นกลางกระฎุมพี ก้าวขึ้นกลายเป็นเผด็จการ มันก็จะมีแรงต่อต้าน แต่การต่อต้านนั้น จะสำเร็จได้ ก็ต้องอาศัยความยินยอมจากสถาบันชั้นสูงนั้น ให้ถ่ายทอดอำนาจที่มีอยู่ไปสู่การเป็นสถาบันของมวลชนปฏิวัติ เมื่อนั้นแรงต่อต้านก็จะมีพลังมากยิ่งขึ้น” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป้าหมายขององค์กรจัดตั้งคือ การได้รับเสียงสนับสนุนจากกษัตริย์ผ่านรัฐสภาแห่งปรัสเซีย เพื่อที่องค์กรมวลชนของเขา จะได้กลายเป็นองค์กรพันธมิตรใกล้ชิดกับรัฐของบิสมาร์ก เพื่อทำให้องค์กรมวลชนจัดตั้งของเขาเลื่อนฐานะไปใกล้ชิดกับอำนาจนำของรัฐต่อต้านทุนกระฎุมพีได้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คำประกาศดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ทฤษฎีที่เรียกเพราะพริ้งว่า ทฤษฎีสังคมร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ด้วยความช่วยเหลือของรัฐ - Productive Co-operative Societies with State-help) ถือว่า รัฐ (รวมทั้งรัฐแบบศักดินา)สามารถปกป้องกรรมกรจากการขูดรีดของนายทุนหรือนายจ้างได้ดีกว่า ตัวนายทุนหรือนายจ้างที่เป็นศัตรูโดยธรรมชาติของกรรมกร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถูกมาร์กซวิจารณ์ว่า รัฐบาลในความคิดของลาสซาลคือ  “รัฐบาลสังคมนิยมผู้จงรักภักดีแห่งปรัสเซีย” เพราะการสร้างพันธมิตรกับศักดินา เพื่อต่อสู้กับทุนกระฏุมพีเป็นการสนองตอบ ความต้องการของรัฐเยอรมนีในขณะนั้น ที่ก่อตั้งขึ้นมาใหม่ใต้อำนาจแคว้นปรัสเซียนำโดยพวกนิยมกษัตริย์ และมีโอกาสนำไปสู่รูปแบบระบอบ“สังคมนิยมภายใต้การปกครองของกษัตริย์”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ลัทธิลาสซาล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อมา โดยนักลัทธิแก้ชื่อดังอีกคนหนึ่ง เอดูอาร์ด เบิร์นสไตน์ ไปไกลถึงขั้นระบุว่า การต่อสู้เชิงรูปธรรมของชาวสังคมประชาธิปไตย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมุ่งยึดอำนาจรัฐ ไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสร้างวิกฤตทางสังคมและการเมือง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เน้นกระตุ้นการปรับปรุงเงื่อนไขคุณภาพชีวิตของ ชนชั้นกรรมกรภายใต้ระเบียบกติกาสังคมที่ดำรงอยู่แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยหลักความร่วมมือกับอำนาจรัฐขณะนั้น ๆ แบบยื่นหมูยื่นแมว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วสงครามระหว่างชนชั้น จะถูกแทนที่ด้วยการประนีประนอมปรองดองกัน พร้อมกับความเป็นธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชนชั้นปกครองมอบให้ จนกว่าจะถึงขั้นเปิดทางให้กับสังคมนิยมโดยปริยายในอนาคตอันยาวไกล ซึ่งท่าทีนี้ เลนินโจมตีว่าเป็นท่าทีแบบ “ไก่คุ้ยกองขยะ” ตะหาก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สังคมนิยมแบบมีกษัตริย์ของลัทธิลาสซาลนี้ มีแนวคิดที่คล้ายคลึงกันกับสังคมนิยมเฟเบียนของอังกฤษ ที่เพียรสร้าง “&lt;b&gt;เทวะแห่งสังคมนิยม&lt;/b&gt;” ในกำมือของผู้เชี่ยวชาญ ที่กุมฐานะผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ผู้คน อันแตกต่างจาก สังคมนิยมข้างถนน ที่ผ่านกระบวนการต่อสู้ทางชนชั้นจากการปฏิวัติหรือของมวลชน ซึ่งพวกเขาถือเป็นความบ้าคลั่งที่ควรหลีกเลี่ยง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวสังคมนิยมก็คือ ลัทธิลาสซาลและเบิร์น สไตน์นี้เอง ทำให้พรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน อ้างถึง ”ภารกิจรูปธรรมของสังคมประชาธิปไตย” ตกอยู่ใต้ลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ ขาดความกระตือรือร้นต่อจิตใจสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ เฉยเมยต่อการลุกขึ้นสู้ของชาวคอมมูนปารีส ค.ศ. 1871 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซ ถือเป็นต้นแบบของชุมชนคอมมิวนิสต์มาจนถึงปัจจุบัน) และยังสนับสนุนให้พวกนิยมกษัตริย์คลั่งชาติ  ส่งกองทัพไปปราบปรามคอมมูนปารีส ในฐานะพรรคการเมืองที่ว่านอนสอนง่าย ที่เป็นแค่ไม้ประดับไร้ค่าเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สิ่งที่เลวร้ายกว่าลัทธิลาสซาลในข้อเสนอของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ก็คือว่า ในขณะที่พวกลัทธิแก้เยอรมัน สร้างสัมพันธ์กับฝ่ายนิยมกษัตริย์แบบ ”ยื่นหมูยื่นแมว” นั้น แต่ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ในไทย กลับไม่เคยบอกแม้แต่คำเดียวว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากมวลชนผู้รักความยุติธรรมและประชาธิปไตยไทย เข้าร่วมมือสนับสนุนให้ทุนผูกขาดใหญ่อนุรักษ์ ช่วยโค่นล้มกลุ่มทุนทักษิณแล้ว จะได้อะไรตอบแทน ? หรือเป็นการร่วมมือฝ่ายเดียว  ?
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ท่าทีต่อไปแบบลัทธิลาสซาล เช่นนี้ ดูเหมือนจะซ้ำรอยให้เห็น ในแถลงการณ์ของ ”คณะกรรมการบริหารกลาง” ที่ระบุข้อความว่า จะต้องเข้าร่วมสนับสนุน “...ปกป้องดินแดนและเกียรติภูมิของประเทศชาติขึ้นมา เป็นเป้าหมายสำคัญด้วย”  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งเป็นการพ่วงเอาลัทธิชาตินิยมคลั่งชาติ Chauvinistic Nationalism (ที่เหยียดหยามดูแคลนชาติอื่นๆ) เข้ามานำเสนอ ทั้งที่ขัดแย้งกับแนวคิดสากลนิยมของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งชาวลัทธิมาร์กซในอดีต นำไปดัดแปลงเป็นลัทธิรักชาติ (Patriotism) ในขบวนการปลดปล่อยประชาชาติต่อสู้กับจักรวรรดินิยมมาแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ท้ายที่สุด  การที่”คณะกรรมการบริหารกลาง”ระบุเอาไว้ ในหัวข้อท่าทีที่ 2 “ สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย” ด้วยข้อเรียกร้องว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
”…ความแตกต่างที่มีอยู่ในขณะนี้ สามารถแก้ไขได้ เพราะว่าเป็นความขัดแย้งภายในของประชาชน ขอแต่ให้เราหันหน้าเข้าหากัน ด้วยความจริงใจ เริ่มต้นจากความเป็นจริง ไม่อคติ ไม่ทิฐิ รับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็นซึ่งกัน และกันสำรวจค้นคว้าความเป็นจริงด้วยท่าทีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และทรรศนะวิภาษวิธี..” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็เป็นข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับทฤษฎี ”รู้รักสามัคคี” ที่บรรดาเครือข่ายราชสำนักพยายามเผยแพร่ เพื่อมอมเมาประชาชนให้ลืมประเด็น เรื่องความยุติธรรมทางสังคมอย่างยิ่ง โดยการปฏิเสธสาระของความเป็นปฏิปักษ์และการต่อสู้ทางชนชั้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และยังสอดคล้องกับ แนวคิดสังคมนิยมเพ้อฝันของลัทธิปรูดอง ที่ขัดแย้งกับท่าทีให้ ” ศึกษาเพื่อยกระดับลัทธิมาร์กซ ” นเป็นถ้อยคำที่พูดให้สวยหรูอย่างสุดขั้ว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้เขียนเอง เห็นด้วยกับทัศนะของ &lt;b&gt;ศิวะ รณยุทธ์&lt;/b&gt; ที่อยู่ในข้อเขียน &lt;a href=&quot;/rethink/20100102/1569&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สองก้าวข้าม เพื่อปฏิวัติประชาธิปไตย : ยุทธศาสตร์ที่เป็นเอกภาพ ยุทธวิธีที่หลากหลาย&lt;/a&gt; ( 29 ธันวาคม 2552) ที่วิเคราะห์ความขัดแย้งของสังคมไทยออกมาเป็น 3 ระดับ(ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนชั้นปกครอง ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน และความขัดแย้งระหว่างประชาชนด้วยกันเอง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และวางจุดหนักไปที่ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองที่กดขี่ขูดรีดสังคมไทย กับประชาชนเป็นความขัดแย้งหลัก เพื่อจะหาว่าศัตรูหลักของประชาชนไทยนั้นเป็นใคร 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มิใช่มองเห็นความขัดแย้งหลักคือ ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นปกครองด้วยกันเอง แล้วเสนอแนะให้ประชาชนเข้าไปสนับสนุนทุนผูกขาดศักดินา ที่มีฐานะครอบงำสังคมแบบรัฐซ้อนรัฐ อันเป็นยุทธศาสตร์ “เลือกเป้าผิด” ที่ “คณะกรรมการบริหารกลาง”เสนอ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อสรุปที่มีต่อ “คณะกรรมการบริหารกลาง” ผู้เขียนขอยกเอาข้อความบางส่วน ในแถลงการณ์ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์ ที่ &lt;b&gt;มาร์กซ-เองเกลส์ &lt;/b&gt;ได้วิพากษ์พวกนักลัทธิสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เพ้อฝัน ที่มุ่งสร้าง “สังคมนิยมจากเบื้องบน” และปฏิเสธ “สังคมนิยมจากเบื้องล่าง” เอาไว้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ ผู้สร้างระบบเหล่านี้(-หมายถึงพวกสังคมนิยมเพ้อฝันอย่าง แซงต์-ซิมอง ปรูดอง ฟูริเยร์ โอเวน และคนอื่น ๆ-) แม้ได้มองเห็นความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น ได้มองเห็นบทบาทของปัจจัยทำลายในตัวสังคมที่ปกครองอยู่ แต่พวกเขามองไม่เห็น ความเป็นฝ่ายกระทำทางประวัติศาสตร์ใด  ๆ ทางด้านชนชั้นกรรมาชีพ มองไม่เห็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองใด ๆ ที่ชนชั้นนี้มีอยู่โดยเฉพาะ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เนื่องจากการพัฒนาของความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น มีจังหวะก้าวควบคู่กันไปกับการพัฒนาของอุตสาหกรรม ฉะนั้น ผู้สร้างระบบเหล่านี้ จึงไม่อาจมองเห็นเงื่อนไขด้านวัตถุของการปลดแอกชนชั้นกรรมาชีพ ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงไปแสวงหาวิทยาศาสตร์สังคมบางอย่าง และกฎของสังคมบางอย่างเพื่อสร้างเงื่อนไขเหล่านี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเป็นเช่นนี้ การเคลื่อนไหวของสังคม ก็จะต้องเข้าแทนที่ โดยการเคลื่อนไหวทางประดิษฐ์คิดค้นโดยส่วนบุคคลของพวกเขา เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของ การปลดแอกก็จะต้องเข้าแทนที่โดยเงื่อนไขของการเพ้อฝัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การจัดตั้งเป็นชนชั้นขึ้น ทีละขั้นของชนชั้นกรรมาชีพ ก็จะต้องแทนที่โดยองค์การจัดตั้งของสังคม ที่พวกเขาเป็นผู้ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ ในสายตาของพวกเขาเห็นว่า ประวัติศาสตร์ของโลกในวันข้างหน้านั้น จะเป็นประวัติศาสตร์แห่งการโฆษณา และดำเนินแผนสังคมของพวกเขาให้ลุล่วงไปเท่านั้นเอง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จริงอยู่ พวกเขาก็สำนึกถึงเหมือนกันว่า แผนของพวกเขานั้นที่สำคัญคือ เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมกร ซึ่งเป็นชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุด ในสายตาของพวกเขาเห็นว่าชนชั้นกรรมาชีพ เป็นเพียงชนชั้นที่ทุกข์ยากที่สุดชนชั้นหนึ่งเท่านั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เนื่องจากการต่อสู้ทางชนชั้น ยังไม่ขยายตัว และเนื่องจากฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง พวกเขาจึงสำคัญว่า ตัวเองนั้นอยู่เหนือความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้น พวกเขาต้องการจะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกทั้งปวงในสังคม รวมทั้งสมาชิกที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดด้วย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะวิงวอนต่อสังคมทั้งสังคม โดยไม่จำแนกอยู่เสมอ และที่สำคัญก็คือ วิงวอนต่อชนชั้นปกครอง พวกเขาเข้าใจว่า ขอแต่ให้คนทั้งหลาย เข้าใจระบบของพวกเขา ก็จะยอมรับว่าระบบนี้ เป็นแผนที่ดีที่สุดของสังคมที่ดีงามที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงปฏิเสธการปฏิบัติการทางการเมืองทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการทางการปฏิวัติทั้งปวง พวกเขาหวังจะบรรลุวัตถุประสงค์ของตน โดยผ่านวิถีทางสันติ และพยายามที่จะแผ้วถางทางให้แก่คำสอนศาสนาคริสต์ เกี่ยวกับสังคมที่ใหม่ โดยผ่านการทดลองขนาดเล็กบางอย่างที่ไม่มีทางเกิดผลสำเร็จได้….” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ข้อความของมาร์กซ-เองเกลส์ที่ยกมานี้ ช่วยให้ข้อสรุปของผู้เขียนชัดเจนว่า กลุ่มบุคคลที่อ้างเป็น “คณะกรรมการบริหารกลาง”นั้น โดยเนื้อแท้แล้ว &lt;b&gt;หาใช่นักลัทธิมาร์กซ หรือ นักสังคมนิยมวิทยาศาสตร์ ตามแนวทางของลัทธิมาร์กซตามที่อ้าง&lt;/b&gt;แต่อย่างใด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใครอยากจะเดินตามก้นบุคคลเหล่านี้ ในฐานะสาวก หรือผู้ปฏิบัติงาน อย่างเซี่อง ๆ เหมือนอย่างที่พวกเขา พยายามจะประจบเอาใจจีน (ดังเจตนาที่ปิดไม่มิดในแถลงการณ์ของพวกเขา โดยที่ไม่รู้แน่ชัดว่า จีนจะพึงพอใจที่จะให้คบหาพวกเขาอยู่ต่อไปหรือไม่ ?) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก็อาจจะพบได้ในที่สุดว่า ปลายทางของบทบาทนักลัทธิมาร์กซจอมปลอมทีดำเนินบทบาท”ไม้ประดับไร้ค่า”นั้น หากไม่ใช่ความว่างเปล่า ก็จะเป็นหายนะทางปัญญา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
.................................
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุผู้เขียน &lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1) ข้อเขียนนี้ อาจจะยาวไปบ้าง แต่ผู้เขียนเห็นว่า มีความจำเป็น เพราะ เทอดสยาม ชูธรรม ยังไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะต้องพูดหรือวิจารณ์ โดยไม่ต้องมีรายละเอียด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2) คำว่า กากเดนลัทธิเหมา หมายความว่า ความคิดเหมา เจ๋อ ตง ที่ตั้งอยู่บนรากฐานของลัทธิมาร์กซ-เลนิน ภายใต้บรรยากาศที่เป็นรูปธรรมของสังคมจีน เป็นสิ่งที่ชาวลัทธิมาร์กซต้องศึกษาและเคารพ เพราะมีคุณูปการอย่างมหาศาลหากศึกษาเป็น ใช้เป็น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่กากเดนลัทธิเหมา หมายถึง บุคคลที่ไม่เคยเข้าถึงความคิดเหมา แต่ชอบอ้างอย่างผิด ๆ ถูก ว่ าเป็นความคิดเหมา เพื่อรองรับความชอบธรรมของตนเอง ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงอาจจะเป็นพวกปฏิเสธความคิดเหมาเสียด้วยซ้ำ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น คำว่า กากเดนลัทธิมาร์กซ-เลนิน-เหมา ในบทความนี้ ก็มีความหมายทำนองเดียวกันกับหมายเหตุข้างต้น&lt;br /&gt;
..................
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เทอดสยาม ชูธรรม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กุมภาพันธ์ 2553 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ที่สนใจหารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเอกสารต่อไปนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ตำนานยิวเร่ร่อน – เป็นนิทานปรัมปราของพวกตะวันตกในคัมภีร์คริสศาสนาฉบับเก่า ที่แพร่หลายไปทั่วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งหาอ่านได้จากเว็บไซท์ทั่วไป หรือที่ http://www.answers.com/topic/acts-19     เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนยิวคนหนึ่ง ที่ยืนอยู่ริมทางที่พระเยซูถูกทหารโรมัน บังคับให้แบกไม้กางเขนไปยังแดนประหาร แล้วก็กล่าวคำบริภาษพระเยซูตามกระแส ทำให้ถูกสาปจากความผิดบาปของตนเองให้ไม่รู้จักตาย แต่มีชีวิตอยู่อย่างระเหเร่ร่อนจนกว่าจะถึงวันสิ้นโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Karl Marx,  Critique of the Gotha Programme 1875, &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/marx/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Karl Marx, The Poverty of Philosophy    &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/marx/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/marx/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คาร์ล มาร์กซ์ และ เฟรเดอริค เองเกิลส์ แถลงการณ์ชาวพรรคคอมมิวนิสต์, &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&quot; title=&quot;www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&quot;&gt;www.marxists.org/thai/archive/marx-engels&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
V I Lenin, The Development of Capitalism in Russia  1899 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/lenin/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
V I Lenin, What Is To Be Done? Burning Questions of our Movement, 1902 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/lenin/works/1901/witbd/&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เหมาเจ๋อตุง, สรรนิพนธ์ เหมาเจ๋อตุง -8 เล่มชุด, ชมรมหนังสือแสงตะวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
Eduard Bernstein, Ferdinand Lassalle as a social reformer (1893), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Rosa Luxemburg, Lassalle and the Revolution, 1904 &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/luxemburg&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, The Sinking Dollar (May 15, 2009), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, The Politics of Economic Disaster (Feb. 15, 2009), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein, What Was the Point of the G-20 Meeting?, April 15, 2009 &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Immanuel Wallerstein Wall Street is Really Predicated on Greed, (April 1, 2008), &lt;a href=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot; title=&quot;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&quot;&gt;http://fbc.binghamton.edu/257en.htm&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Eduard Bernstein, Patriotism, Militarism and Social-Democracy (1907), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&quot;&gt;http://www.marxists.org/reference/archive/bernstein/works&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Anthony Sampson, The Money Lenders (1982), Viking Adult&lt;br /&gt;
Hal Draper, The Two Souls of Socialism (1966), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/draper&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/draper&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/draper&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
David Riazanov, Lassalle and Bismarck(1928), &lt;a href=&quot;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&quot; title=&quot;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&quot;&gt;http://www.marxists.org/archive/riazanov/1928&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/rethink/20100204/1666#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Thu, 04 Feb 2010 14:00:01 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1666 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>บนสถานการณ์ &quot;คอมฯแดง&quot; แตกหัก &quot;คอมฯ เหลือง&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20100204/1665</link>
 <description>&lt;p&gt;
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จู่ ๆ ในเว็บแดงปีกซ้าย และเว็บแดงเก่าได้นำเอา &amp;quot;เอกสารภายใน&amp;quot; ของชาวพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มาเผยแพร่อย่างเอิกเกริก  ชิ้นแรกคือ เอกสารประกอบคำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้ง พคท.ครบรอบ 67 ปี ของ ธง แจ่มศรี ชิ้นที่สองคือ เอกสารคำชี้แจงภายในของคณะกรรมการบริหารกลาง พคท. เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2553
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/Thong_Jamsri.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;150&quot; width=&quot;196&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/773/28773/images/red/wanchai01.jpg&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;บลอกวันชัย&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากเอกสาร 2 ชิ้นนี้ จึงทำให้สังคมไทยได้ความกระจ่างชัดอยู่ 2 ประการ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
หนึ่ง&lt;/b&gt; - พรรคการเมืองของชนกรรมาชีพไทย ยังไม่ได้ล่มสลาย แม้จะได้ประกาศยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
สอง&lt;/b&gt; - คณะกรรมการบริหารกลาง พคท.ชุดสมัชชาฯ 4 ยังดำรงอยู่ และ &amp;quot;สหายประชา ธัญญไพบูลย์&amp;quot; เลขาธิการใหญ่ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คณะกรรมการบริหารกลางจึงมีมติเลือก &amp;quot;สหายวิชัย ชูธรรม&amp;quot; เป็นเลขาธิการคนใหม่ ซึ่งเป็นเลขาธิการ พคท.คนที่ 4 นับตั้งแต่วันก่อตั้งพรรค 1 ธันวาคม 2485&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันที่จริงในแวดวงซ้ายเก่า ได้ทราบข่าวนี้มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า ธง แจ่มศรี หรือสหายประชา ธัญญไพบูลย์ ถูกคณะกรรมการบริหารกลางวิจารณ์อย่างรุนแรง ในกรณีออกถ้อยแถลงในนามส่วนตัวว่า คณะกรรมการบริหารกลางชุดปัจจุบันได้สูญเสียบทบาทขององค์การนำไปแล้วโดยสิ้น เชิง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ลึก ๆ ของเรื่องบาดหมางใน &amp;quot;กลุ่มผู้อาวุโสซ้ายเก่า&amp;quot; นั้น มีมูลเหตุส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งระหว่าง &amp;quot;กลุ่ม นปช.&amp;quot; กับ &amp;quot;กลุ่มพันธมิตร&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เนื่องจาก &amp;quot;สหายปูน&amp;quot; ธิดา ถาวรเศรษฐ์ อดีตกรรมการสำรองชุดสมัชชาฯ 4 และ &amp;quot;สหายเข้ม&amp;quot; เหวง โตจิราการ ได้เข้าร่วมขับเคลื่อนกับ นปช.ต่อต้านอำมาตย์ ซึ่งทั้งคู่มีความสนิทสนมกับ ธง แจ่มศรี และภรรยา (ป้าน้ำ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ขณะที่ &amp;quot;สหายชิต&amp;quot; วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ 1 ใน 7 กรมการเมืองที่ยังมีชีวิตอยู่ มีความใกล้ชิดกับแนวร่วมบางคนในกลุ่มพันธมิตร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ประกอบกับ &amp;quot;สหายชิต&amp;quot; คุ้นเคยกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ในฐานะ &amp;quot;สหายเก่า&amp;quot; กับ &amp;quot;ลูกสหาย&amp;quot; จึงถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นสมุนอำมาตย์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นอกจากนี้ สหายชิต ยังได้รับแรงหนุนจาก &amp;quot;ป้าพึ่ง&amp;quot; สมพร อังคถาวร ภรรยา &amp;quot;จางหย่วน&amp;quot; วิรัช อังคถาวร กรมการเมืองผู้ทรงอิทธิพลสายจีน ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 นับแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน จึงเกิดวิวาทะภายในกลุ่มสหายเก่า และมีการแบ่งแยกเป็น &amp;quot;คอมฯ แดง&amp;quot; กับ &amp;quot;คอมฯ เหลือง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึงเมื่อปลายปีที่แล้ว ในการประชุมคณะกรรมการกลาง ได้เปิดให้มีการวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง อันนำไปสู่การลาออกของ ธง แจ่มศรี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบตามที่ สหายธง แจ่มศรี เสนอขอลาออกจากเลขาธิการพรรค และตอนหนึ่งของคำชี้แจงได้ระบุว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &amp;quot;หลังจากนั้นคณะกรรมการการเมืองก็ได้ลาออกทั้งคณะ และได้เลือก สหายวิชัย ชูธรรม เป็นเลขาธิการคนใหม่ และเลือกตั้งคณะกรรมการการเมืองชุดใหม่ขึ้นแทน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ใครคือ &lt;b&gt;สหายวิชัย ชูธรรม&lt;/b&gt; ?&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 หลายคนคาดเดาว่าเป็น วินัย เพิ่มพูนทรัพย์ จริงๆ แล้วคือ &amp;quot;&lt;b&gt;สหายเล่าเซ้ง&lt;/b&gt;&amp;quot; เลขาธิการพรรคประจำเขตฐานที่มั่น 3 จังหวัด (ภูหินร่องกล้า-เขาค้อ)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 เหตุที่ชื่อเล่าเซ้ง เพราะเป็นผู้นำการปฏิวัติในกลุ่มชนชาติม้ง เดิมทีเขามีภูมิลำเนาอยู่ในภาคกลาง และจบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนจะเดินทางไปศึกษาลัทธิมาร์กซ์-เลนินที่ปักกิ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 สหายเล่าเซ้งได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกลางชุดสมัชชาฯ 4 โดยการผลักดันของ &amp;quot;สหายดั่ง&amp;quot; ดำริห์ เรืองสุธรรม อดีตกรมการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ปัจจุบันในวัย 70 เศษ สหายเล่าเซ้ง ยังยึดอาชีพทนายความ และดำรงตนเป็นกองหน้าชนชั้นกรรมาชีพไม่เสื่อมคลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ปัญญาชนปฏิวัติ ไม่ว่า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, จิระนันท์ พิตรปรีชา, พินิจ จารุสมบัติ, จรัล ดิษฐาอภิชัย ฯลฯ ต่างสัมผัสความคิดการเมืองของ &amp;quot;สหายเล่าเซ้ง&amp;quot; มาแล้วทั้งนั้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 คณะกรรมการกลาง พคท.ชุดใหม่ ประกอบด้วย &amp;quot;สหายชิต&amp;quot; วินัย เพิ่มพูนทรัพย์, &amp;quot;สหายขาบ&amp;quot; ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์, &amp;quot;สหายคำ&amp;quot; นพ ประเสริฐสม, &amp;quot;สหายขจัด&amp;quot; สมลี พรหมพินิจ (ภาคอีสาน), &amp;quot;สหายศรี&amp;quot; ชำนาญ บรรจงเกลี้ยง (ภาคใต้) ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ในเอกสารประกอบคำชี้แจง กรรมการ พคท.ใหม่ได้เสนอ &amp;quot;ท่าทีและภาระหน้าที่ของเรา&amp;quot; สรุปใจความได้ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 1.สามัคคีกับมวลชนอันไพศาลต่อสู้ เพื่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ 2.สร้างความสามัคคีในหมู่สหาย 3.เสริมการศึกษายกระดับทฤษฎีลัทธิมาร์กซ์อย่างเอาการเอางาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ขณะที่ฟากฝ่าย ธง แจ่มศรี ก็ได้แสดงจุดยืนด้วยการเผยแพร่เอกสารส่วนตัวแสดงออกถึงการยอมรับการสิ้นสภาพ ขององค์การนำชุดที่ 4 ด้วยเหตุผลที่ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &amp;quot;อดีตคณะกรรมการบริหารกลางชุดที่ 4 ถ้าไม่นับบุคคลที่ลาออกจากพรรคโดยสมัครใจ และผู้ที่ไปรับมาตรา 17 สัตตะ ในปี 2530 คงเหลือเพียง 1 ใน 6 เท่านั้น นี่คือความจริงทางภาวะวิสัยที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงทางอัตวิสัยของใคร&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ที่สำคัญ &lt;b&gt;ธง แจ่มศรี&lt;/b&gt; เห็นว่าคณะกรรมการกลางชุดใหม่ กำลังจะนำพาพรรคที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรไปสู่ความหายนะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 &amp;quot;ผมจึงเห็นว่า ถ้าไม่ประกาศจุดยืนของอดีตเลขาธิการพรรค ก็ยิ่งจะทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเสียหาย กลายเป็นพรรคอนุรักษนิยม ที่มีจุดยืนไปร่วมมือกับชนชั้นปกครอง กดขี่ขูดรีดประชาชนไทย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 มิเพียงเท่านั้น ธง แจ่มศรี วิเคราะห์สังคมไทยว่า มีลักษณะสังคมทุนนิยม ที่มีทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐครอบงำอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 ดังนั้นขั้นตอนของการปฏิวัติขั้นนี้ จึงเป็น “การปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนายทุน”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 เป้าหมายของการปฏิวัติคือ กลุ่มทุนผูกขาดศักดินาที่มีอำนาจเหนือรัฐ!&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 บังเอิญแนวคิดของ ธง แจ่มศรี สอดคล้องต้องกันกับแนวคิดของ &amp;quot;แกนนำ นปช.&amp;quot; และ &amp;quot;กลุ่มแดงสยาม&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
 การต่อสู้ภายใน พคท.จึงแยกไม่ออกจากสถานการณ์ &amp;quot;เหลือง-แดง&amp;quot; อันยืดเยื้อในเวลานี้&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.komchadluek.net/detail/20100203/47014/%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AF%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;คมชัดลึก &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20100204/1665#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/Thong_Jamsri.jpg" length="4782" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Thu, 04 Feb 2010 13:10:03 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1665 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>คำแถลงเนื่องในวาระการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครบรอบ 67 ปี 1 ธันวาคม 2552</title>
 <link>http://www.arayachon.org/sansab/20091211/1559</link>
 <description>&lt;p&gt;
สหายที่รักทั้งหลาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2552 วันคล้ายวันก่อตั้งพรรคฯ
ได้เวียนมาครบรอบอีกครั้งเป็นปีที่ 67
ในท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมือง ที่ชนชั้นผู้ปกครองยังคงขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั่วทั้งสังคมไทยมีการแตกแยกทางความคิดอย่างกว้างขวางและร้าวลึก
การเมืองยังคงปั่นป่วนชิงไหวชิงพริบกันจนขัดขวางการพัฒนาพลังการผลิตของ
สังคมอย่างชัดเจน ปัญหา 4 จังหวัดภาคใต้ไม่ได้รับการแก้ไข
ซ้ำยังเกิดปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขณะที่เศรษฐกิจก็ตกต่ำทรุดโทรมเป็นประวัติการณ์
กลุ่มทุนจักรวรรดินิยมชั้นนำของระบอบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ต่างล้มครืนพังพินาศ
อย่างต่อเนื่อง  ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงรอบด้านตั้งแต่ชนชั้นนายทุนส่งออก
นายทุนภายในประเทศ นายทุนน้อย
ปัญญาชนไปจนถึงผู้ใช้แรงงานและเกษตกรชั้นชนต่างๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทำให้ประชาชนทั่วประเทศต้องตกงานกว่าล้านคน
ต่างก็ยากจนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต้องดิ้นรนกันอย่างสิ้นหวัง
ไม่มีอนาคต  ด้านปัญหาสังคมและวัฒนธรรมนั้นก็เสื่อมทรามเหลวแหลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ยาเสพติดกลับมาระบาดหนัก อาชญากรรมเพิ่มขึ้นทั้งความถี่และความรุนแรง
ผู้คนหลงใหลและยึดถือความเชื่อที่งมงาย
ซ้ำยังถูกครอบงำจากชนชั้นปกครองอย่างหนักหน่วงตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เป็นที่น่ายินดีว่า
สหายที่รักทั้งหลายซึ่งเคยเป็นความหวังดังดวงประทีปส่องทางในยามที่ผู้คน
ทุกข์ยากไร้ทางออกนั้น ต่างก็ไม่ทอดทิ้งประชาชน ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข
ร่วมคิดและร่วมศึกษา
หาทางแก้ปัญหาอันหนักหน่วงเหล่านี้กับประชาชนทั่วประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยความรักทางชนชั้นอันสูงส่งอย่างมีจิตสำนึก อีกทั้งยังได้ทบทวน
ความคิดและการกระทำที่ผ่านมา
สรุปบทเรียนร่วมกันเพื่อก้าวไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้อง เป็นความหวัง
และนำหน้าประชาชนไปเรียนรู้ ต่อสู้ เปลี่ยนแปลง
และแก้ปัญหาของตนให้ได้ในที่สุด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่สำคัญก็คือ
สหายที่รักทั้งหลายได้ตระหนักชัดว่า “ลัทธิมาร์กซ-เลนิน”
คือรากฐานทางทฤษฎีที่จะต้องยึดกุมมาใช้ชี้นำทางความคิด
เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่จะต้องนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์
และเงื่อนไขรูปธรรมต่างๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นรากฐานทางความคิดในการวิเคราะห์สังคมไทย
ทำให้สามารถมองเห็นความขัดแย้งต่าง ๆ
แม้จะอยู่ในท่ามกลางฝุ่นควันของความขัดแย้งนานัปการที่ตลบอบอวล
ก็แยกแยะได้ว่าคู่ความขัดแย้งหลักของสังคมไทยในปัจจุบันคือฝ่ายไหนบ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และใครคือด้านหลักของคู่ความขัดแย้งที่ทำให้สังคมไทยต้องตกอยู่ในสภาพเช่น
นี้
จากนั้นจึงสามารถแยกศัตรูของประชาชนเพียงน้อยนิด ออกจากมิตรสหายที่มีจำนวนมากมายมหาศาลทั่วประเทศ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กำหนดท่าทีต่อมิตรอันเป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคมและท่าที
ต่อศัตรูของประชาชนซึ่งเป็นพลังปฏิปักษ์ปฏิวัติให้ถูกต้อง
เพื่อแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริงต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขณะเดียวกัน
สหายที่รักทั้งหลายได้ประจักษ์ชัดว่า
ความคิดที่ไม่ยอมรับลัทธิมาร์กซ-เลนินโดยเห็นว่า
“ใช้ไม่ได้แล้วหรือใช้ได้เพียงเล็กน้อย”
หรือความคิดที่ปฎิเสธการวิเคราะห์สังคม
กลัวว่าวิเคราะห์สังคมแล้ว จะเกิดความแตกแยก
วิเคราะห์แล้ว ก็เหมือนเดิม ถึงกับประกาศว่า สังคมไทยยังคงมีลักษณะแบบเดิม ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รวมทั้งแนวความคิดที่ล้าหลังสถานการณ์ ล้าหลังกว่ามวลชน
แยกมิตรแยกศัตรูไม่ชัดเจน ประเมินศัตรูของประชาชนต่ำเกินไป
หรือคิดหวังพึ่งแต่พลังของศัตรูประชาชน
มึนชาให้ประชาชนมองข้ามบทเรียนในอดีตที่ศัตรูของประชาชนได้เข่นฆ่าทำร้าย
ประชาชน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และแม้แต่พวกชนชั้นปกครองกลุ่มอื่นๆ ด้วยกันเอง ตลอดเวลาที่ผ่านมา
รวมทั้งแนวความคิดที่ประเมินพลังของประชาชนต่ำกว่าความเป็นจริง
มองข้ามสัจธรรมที่ว่าประชาชนเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ ฯลฯ นั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นแนวความคิดที่ผิดพลาด สร้างความสับสนให้กับมวลชนและมิตรสหาย
ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อการกำหนดทิศทางทางการเมืองของพรรค
และฉุดรั้งพัฒนาการของประวัติศาสตร์ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เบื้องหน้าสภาพการณ์เช่นนี้
สหายที่รักทั้งหลายจึงต้องสามัคคีกันโดยยึดถือระเบียบการของพรรคอันมีหลัก
การพื้นฐานของทฤษฎีลัทธิมาร์กซ-เลนิน
ยึดกุมความคิดลัทธิมาร์กซ-เลนินให้มั่น
นำมาใช้เป็นรากฐานทางความคิดในการเรียนรู้โลกและเข้าใจโลกตามความเป็นจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สร้างองค์การนำ งานทางความคิด งานมวลชน
งานแนวร่วมและงานพื้นฐานต่าง ๆ
ให้เติบใหญ่เข้มแข็งด้วยรูปแบบและวิธีการต่าง ๆ
ด้วยความระมัดระวังไม่ประมาทมึนชาหรือประเมินศัตรูทางชนชั้นต่ำเกินไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ปัญหา
สำคัญต้องเข้าหามวลชน ศึกษาจากมวลชนอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นแบบอย่างที่ดี
สามัคคีมวลชน นำพาให้มวลชนมีความคิดและเคลื่อนไหวในทิศทางที่ถูกต้อง
สร้างเงื่อนไขให้มวลมิตรอันไพศาลสามัคคีกันอย่างมีพลังเพื่อโดดเดี่ยวศัตรู
ของประชาชนจำนวนน้อยนิด  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขอสหายที่รักทั้งหลายจงเข้มแข็ง ยืนหยัด
และสามัคคีกันอย่างเหนียวแน่นบนหลักการข้างต้น
แม้ว่าเบื้องหน้านั้นหนทางยังยาวไกล คดเคี้ยวและยากลำบาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เป็นความหวังและทางออกที่แท้จริงของประชาชน
พลังของประชาชนเปรียบเสมือนแสงตะวันยามรุ่งอรุณที่กำลังจะแผ่รัศมีเจิดจรัส
แต่พลังของศัตรูประชาชนนั้นนับวันโรยราและกำลังดับสูญไปสู่ความมืดมิดดุจ
อาทิตย์อัสดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในวาระวันขึ้นปีใหม่ที่จะมาถึง
ข้าพเจ้าขออวยพรให้สหายทุกท่านจงมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ
มีอารมณ์รักทางชนชั้น ตั้งมั่นทำงานเพื่อประชาชนคนส่วนใหญ่
ตามอุดมการณ์ของพรรคต่อไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สามัคคีกันบนหลักการลัทธิมาร์กซ-เลนิน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก้าวไปสู่ชัยชนะร่วมกับมวลมหาประชาชน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ธง  แจ่มศรี&lt;br /&gt;
1 ธันวาคม 2552
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://firelamtung.com/forum/index.php?topic=79.msg362;topicseen#msg362&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ไฟลามทุ่ง &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 11 Dec 2009 03:39:38 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1559 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก”</title>
 <link>http://www.arayachon.org/article/20090808/1449</link>
 <description>&lt;p&gt;
ในช่วงเกือบ 20 ปี
ระหว่างต้นทศวรรษ 2510 ถึงกลางทศวรรษ 2520
เมื่อมีสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาล ทั้ง
2 ฝ่าย ต่างถือเอาวันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันสำคัญ” โดยเฉพาะฝ่าย พคท.
(ฝ่ายรัฐบาลถือเป็น “วันสำคัญ” ตามฝ่ายพคท.) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือ
ถือว่าเป็นวันครบรอบการเริ่มต้นปะทะด้วยกำลังอาวุธระหว่างกัน
เรียกตามสำนวนชาวบ้านภาคอีสานว่าวัน “&lt;b&gt;แตกเสียงปืน&lt;/b&gt;” (หรือ “&lt;b&gt;เสียงปืนแตก&lt;/b&gt;”)
มีการจัด “งานรำลึก” ถึงวันนั้นทุกปี ในเขต “ฐานที่มั่น” ของ พคท.
ในปีหลัง ๆ ฝ่ายรัฐบาลเอง ก็จัด “งานรำลึก” บ้าง แต่ทำเป็นทำนอง “ข่มขวัญ”
คือ ตั้งชื่องานว่า “ &lt;b&gt;วันเสียงปืนดับ&lt;/b&gt;” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยจัดที่บริเวณจังหวัดนครพนม
ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “ที่เกิดเหตุ” การปะทะกันครั้งแรกนั้น (หมู่บ้านนาบัว
ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ทางฝ่าย พคท. มีการผลิตบทกวี
และเพลง สดุดี “7 สิงหา” จำนวนมาก ในฐานะที่เป็น
“วันเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รวมถึง เมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง
6 ตุลา ก็ไปแต่งบทกวีและเพลงทำนองนี้หลายชิ้น (เช่น เพลงที่ขึ้นต้นว่า
“ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดัง 7 สิงหา ปลุกมวลประชาลุกขึ้นมาจับปืน
หมู่บ้านนาบัวปืนรัวก้องอาจหาญ เป็นสัญญาณลุกขึ้นต้านหมู่มารไพรี . . .”)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในความเป็นจริง ในขบวนของ พคท.เอง
รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปะทะ 7 สิงหา น้อยมาก
(เช่นเดียวกับเรื่องราวประวัติพรรคอื่น ๆ เช่น
สมัชชาครั้งแรกที่ว่า เป็นวันก่อตั้งพรรค หรือสมัชชาครั้งที่ 3
ที่ว่า เป็นการตัดสินใจเดินแนวทางชนบทล้อมเมือง ฯลฯ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในเอกสารภายในเรื่อง
“ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร
ผู้นำพรรคคนสำคัญ ก็มีกล่าวถึงเพียงว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั่นคือ
กรณี ‘7 สิงหาคม’ เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูมาล้อม
เราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูชั้นนายสิบตำรวจตาย 1 คน นายพันตำรวจโท ขาหัก 1
คน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นี่เป็นกรณีใหญ่ ข่าวดังไปทั่วประเทศ
ศัตรูได้รู้แน่ชัดว่า พรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ” (ดู
ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, มกราคม 2546, หน้า 188) ในงาน “7 สิงหา”
ปี 2525 ของฐานที่มั่นแห่งหนึ่ง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วิรัช เล่าเพิ่มเติมว่า “กรณี 7 สิงหาคม .
. . แน่นอนการปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว &lt;u&gt;ก่อนหน้านั้น ก็มี&lt;/u&gt;
แต่ว่าครั้งนั้น เนื่องจากมีตำรวจตายคนหนึ่งและบาดเจ็บ 2-3 คน
โดยเฉพาะผู้บาดเจ็บเป็นรองผู้กำกับจังหวัด คือ พตท.สงัด โรจนภิรมย์
(ขณะนี้ ดูเหมือน จะเป็นนายพลแล้ว) กรณีนี้จึงดังไปทั่วประเทศ” (จุลสารมหาชน
ชุด “ประวัติบุคคล” อันดับ 1, โรเนียว ไม่มีเลขหน้า)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม
อาจจะมีการเล่ารายละเอียดของกรณีนี้ ที่มากกว่านี้
แบบปากต่อปากตามฐานที่มั่น โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนเหนือ และโดยเฉพาะ
เมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6
ตุลาและไปแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวหรือ “ตำนาน” เก่า ๆ
(ประเภท “จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนอยู่ป่าเป็นยังไง ตายยังไง” อะไรทำนองนี้)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อผมเข้าไป “ทัศนศึกษา” ที่ฐานที่มั่นภูพานในเดือนมกราคม 2523
ก็ได้ยินการเล่าเรื่องนี้ มีการพูดถึง “สหายเสถียร”
ซึ่งว่ากันว่า เป็นผู้นำของ “ฝ่ายเรา” ในการปะทะครั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด
มีนักศึกษาที่เข้าป่าคนหนึ่ง เอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สหายเสถียร” และกรณี
7 สิงหานี้ ไปผูกเขียนเป็นเชิงสารคดีหรือนิยายด้วย ในบันทึก
สู่สมรภูมิภูพาน ของ อุดม สีสุวรรณ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และในคำให้สัมภาษณ์ของ ธง แจ่มศรี
เลขาธิการพรรคคนสุดท้าย ที่ตีพิมพ์ใน สารคดี เมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เล่าถึง
“วีรกรรม” ของ “สหายเสถียร” เมื่อ “7 สิงหาคม 2508”
ผมจะกลับมาพูดถึงการเล่าของอุดมข้างล่าง ในส่วนของ ธง แจ่มศรี ยังระบุว่า
หลังการปะทะ กรมการเมืองของ พคท.ได้มีมติให้ถือว่า วันที่ 7 สิงหาคม เป็น
“วันเสียงปืนแตก”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขาไม่ได้ระบุว่า
มตินี้ มีขึ้นในการประชุมกรมการเมืองครั้งไหน
แต่มีการเรียกประชุมกรมการเมืองในเดือนต่อจากการปะทะคือ กันยายน 2508
ซึ่งที่ประชุมได้ยืนยัน ให้ลงมือต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตที่มีเงื่อนไขได้
(ดูบทความของผมเรื่อง “ประวัติ พคท.ฉบับ พคท.”, ฟ้าเดียวกัน, 1:1, หน้า
168) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เป็นไปได้ว่า มติเรื่องเรียก 7 สิงหาว่า “วันเสียงปืนแตก” &lt;u&gt;ถ้ามีจริง&lt;/u&gt; ก็อาจจะมีขึ้น ในการประชุมครั้งนี้เอง&lt;!-- br--&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างที่ผมเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อทำวิทยานิพนธ์เรื่องขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ผมพบข้อมูลว่า &lt;u&gt;วันที่เกิดการปะทะที่มีชื่อเสียงนี้ น่าจะไม่ใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่เป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผมเคยเล่าข้อมูลที่พบนี้ให้เพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งฟัง แต่ไม่เคยเขียนออกมา
เพราะไม่รู้สึกว่า เป็นเรื่องสำคัญเชิงประวัติศาสตร์นัก เพราะจะเป็นวันที่
7 หรือวันที่ 8 ก็ไม่ต่างกันนัก ถ้ามีการปะทะจริงๆ
(และมีหลักฐานว่าปะทะกันจริง ดังจะกล่าวต่อไป) การที่ฝ่าย พคท.จะ
“ฉลองผิดวัน” ก็ไม่สู้สำคัญนัก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
บัดนี้ ผมรู้สึกว่า ไหนๆ
“วันเสียงปืนแตก” ก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ และไหน ๆ
ผมก็มีข้อมูลอยู่ในมือ และแม้ว่า “ข้อมูลใหม่”
นี้คงจะไม่ทำให้การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของเราต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ (เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้)
ก็คงไม่ถึงกับเป็นการไร้ประโยชน์เสียทีเดียวที่จะเผยแพร่ข้อมูลนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประกอบกับ ผมคิดว่า คนรุ่นหลังคงจะมีที่เคยเห็นหลักฐานร่วมสมัย
(ในกรณีนี้คือข่าวหนังสือพิมพ์) เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยหรือไม่มีเลย
และสำหรับคนรุ่นนั้น ที่เคยเห็นก็อาจจะจำไม่ได้แล้ว หรืออาจจะจำผิด
ข้อมูลนี้ จึงอาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ในเชิงสนองความอยากรู้อยากเห็น
(curiosity) ได้บ้าง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดถึงการที่คนรุ่นก่อนที่เคยเห็น
ข่าวเรื่อง “วันเสียงปืนแตก” ในสมัยนั้นจริง ๆ แต่ภายหลังจำไม่ได้หรือจำผิด
ผมขอกลับไปที่คำบอกเล่าของอุดม สีสุวรรณ ใน สู่สมรภูมิภูพาน
ใครที่เคยอ่านงานนี้อาจจะจำได้ว่า อุดม “เปิดฉาก” ด้วยการเล่าถึงวันที่ 6
สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันแต่งงานครั้งที่ 2 ของเขา เขาตั้งชื่อบทที่ 1 ว่า
“คืนวันที่ 6 สิงหาคม 2508” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมื่อเล่าไปถึงบทที่ 3 ที่เขาตั้งชื่อว่า
“เสียงปืนดังขึ้นบนที่ราบสูง” อุดมเขียนว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“เช้าวันที่ &lt;u&gt;8 สิงหาคม&lt;/u&gt;
ผมไปทำงานตามปกติ... ที่ถนนข้าวสาร
บางลำพู...ผมขึ้นรถสีเทาสายดอนเมือง-สนามหลวง
จากสะพานควายมาลงที่สี่แยกคอกวัว แล้วก็เดินไปที่สำนักงาน พอโผล่เข้าไป
ก็เห็นช่างพับหญิง 2-3
คนกำลังเร่งพับหนังสือพิมพ์อยู่ บนโต๊ะพับกระดาษ
มีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวางอยู่ข้าง ๆ เหลือบตาดู
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เห็นพาดหัวตัวใหญ่มีข้อความทำนองว่า ได้มีการปะทะกันแล้ว และมีคนตาย 1 คน
ผมหยิบขึ้นมาอ่านดู เห็นมีรูปชายผู้หนึ่งนอนคว่ำตายอยู่บนพื้น แต่งชุดสีดำ
สวมหมวกเบเร่ต์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในข่าวกล่าวว่ามีการปะทะระหว่างผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ผู้ก่อการร้ายตายหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหนึ่ง
จากข่าวนี้รู้ได้ทันทีว่าได้มีการปะทะกันแล้วระหว่างเจ้าหน้าที่กับฝ่าย
ปฏิวัติ” (อ้างจากฉบับพิมพ์รวมเล่มปี 2532, หน้า 35)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อุดมไม่ได้ระบุว่า
หนังสือพิมพ์ฉบับที่เขาเห็นคือ หนังสือพิมพ์อะไร
แต่ผมขอเสนอว่าสิ่งที่เขาจะต้องจำผิดแน่นอนคือ
เรื่องวันที่ที่เขาเห็นหนังสือพิมพ์นั้น ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวันที่ 8
สิงหาคม (อันที่จริง
ผมเชื่อว่า เขาไม่ได้จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคมจริง ๆ
เขาเพียงแต่นึกถึง
“ความจริง” ที่ว่า “วันเสียงปืนแตก” คือ วันที่ 7 สิงหาคม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วสรุปว่า
เขาจะต้องเห็นข่าวเรื่องนี้ในวันต่อมาคือ 8 สิงหาคม)
เหตุที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะเมื่อผมไปค้นหนังสือพิมพ์สมัยนั้นดู ผมพบว่า
การปะทะเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 และ
มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในวันที่ 9 สิงหาคม
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;b&gt;รายงานการเคลื่อนไหวของ “แดง” ก่อน 8 สิงหาคม 2508 ใน Bangkok Post&lt;/b&gt;&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เท่าที่ผมสามารถบอกได้จากการค้น
คว้า Bangkok Post
เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของพวก “แดง”
(คอมมิวนิสต์) ทางภาคอีสานมาตั้งแต่ต้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันที่จริง Post
คงได้ข่าวว่าระแคะระคายว่า มีความเคลื่อนไหวสำคัญของคอมมิวนิสต์ในภาคนั้น จึงได้ถึงกับส่ง เท่ห์ จงคดีกิจ
ผู้ช่วยบรรณาธิการไปตะเวณสืบข่าวในพื้นที่โดยตรง ตั้งแต่กลางปีนั้น
คืออย่างน้อย 3 เดือนก่อน “วันเสียงปืนแตก”
และทำเป็นรายงานข่าวพิเศษมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ก่อนหน้านั้น ในปี 2505 เมื่อ
พคท.เริ่มเปิดดำเนินการสถานีวิทยุของตนที่ชื่อ
“เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ สปท. ใหม่ ๆ Post
เคยรายงานข่าวเรื่องนี้ โดยอ้างประเสริฐ รุจิระวงศ์ อตร.ขณะนั้น ระบุว่า
ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินการ (ดูภาพประกอบที่ 1)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เรื่องปรีดีเกี่ยวพันกับ สปท.นี้ ฟังดูเป็นการมั่วข่าวอย่างสุดๆ ของทางการ
แต่ผมอยากกล่าวในที่นี้เพียงว่า &lt;u&gt;ในหมู่ชาว พคท.เอง มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน&lt;/u&gt; ผมต้องเก็บไว้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ในคราวอื่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/1_3.jpg&quot; height=&quot;468&quot; width=&quot;340&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 1 &lt;br /&gt;
&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
Bankok Post ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2505 หน้า 1
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กลางเดือนพฤษภาคม
2508 Post ตีพิมพ์รายงาน “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ” ของเท่ห์
เริ่มจากฉบับวันที่ 13 ในหน้าหลัง โดยลงรูปเท่ห์ โฆษณาไว้ในหน้าแรก
“พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ – หน้าหลัง โดย ผู้ช่วยบรรณาธิการ Post เท่ห์
จงคดีกิจ ขณะนี้ กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางอย่างกว้างขวาง
เพื่อหาข้อเท็จจริงในจังหวัดต่าง ๆทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ซึ่งเป็นเขตที่มีแนวโน้มจะเกิดปัญหายุ่งยาก”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ใต้รูปเท่ห์ มีแผนที่
แสดงให้เห็นเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพไปที่หนองคาย ตรงข้ามกับเวียงจันทน์
โดยผ่านโคราช, ขอนแก่นและอุดร จากหนองคายย้อนกลับมาที่อุดร
แล้ววกไปทางสกลนคร จากสกลนครไปที่ตัวจังหวัดนครพนม
แล้วต่อมาที่อำเภอธาตุพนมและนาแก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังจากนั้น ลงใต้มาที่มุกดาหาร
แล้วต่อไปอุบล จากอุบล วกมาทางศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์
กลับมาที่โคราช และกรุงเทพ (ภาพประกอบที่ 2) เข้าใจว่า เส้นทางนี้ความจริง
คือเส้นทางการเดินทางของประภาส จารุเสถียร
ในการตรวจเยี่ยมโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) “ในเขตพื้นที่ล่อแหลม”
ทางภาคอีสาน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเท่ห์ติดตามไปด้วย(รายงานของเท่ห์ไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องนี้
แต่มีการเอ่ยถึงประภาส ว่าอยู่ระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมโครงการ รพช.
และมีคำให้สัมภาษณ์ของประภาสสอดแทรกในรายงานของเท่ห์
รวมถึงมีการรายงานคำสัมภาษณ์ของประภาส จากอุบล
เรื่องรัฐธรรมนูญตีพิมพ์เป็นเรื่องหลักของหน้า 1 ฉบับวันที่ 13 นี้ด้วย)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/2_1.jpg&quot; height=&quot;468&quot; width=&quot;340&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 2&lt;/u&gt; &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;Bangkok Post&lt;/i&gt; ฉบับวันที่ 
13 พฤษภาคม 2508 หน้า 1
ในหน้าหลัง มีรายงานของเท่ห์ 2 ชิ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ชิ้นแรกชื่อ “พวกแดงในนครพนม” (‘Reds’ in Nakorn Phanom)&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
กล่าวว่า มีกลุ่มชายติดอาวุธ เชื่อว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์
หลบเข้าไปอยู่ในป่าของเทือกเขาภูพาน ในเขตอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
“ มีคนถูกฆ่าไปแล้ว 16 คนในเขตนี้ ในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
ทุกคนเป็นตำรวจหรือ
สายตำรวจ” คนสุดท้าย คือ สตอ.พรามมี ตุ่นสอน
ซึ่งถูกยิงตายในงานวัด 
ว่ากันว่าเขาเป็น 1
ในไม่กี่คนที่รู้เส้นทางในป่าเป็นอย่างดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เท่ห์เล่าถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ซึ่งเข้าไปอยู่กับชาวบ้าน
11 หมู่บ้านในอำเภออนาแก หมู่บ้านละ 1 คน
โดยการพูดคุยและทำงานกับชาวบ้านของนักพัฒนาเหล่านี้
“ชาวบ้านได้เรียนรู้ประชาธิปไตยและภาวะการเป็นผู้นำ
ปัจจุบันชาวบ้านกำลังดำเนินการสร้างถนนและโครงการอื่นๆซึ่งทำให้มีรายได้
เพิ่มขึ้นและชีวิตความเป็นอยู่มีความสุขมากขึ้น” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เท่ห์อ้างว่า “นักพัฒนา”
เหล่านี้ สอนให้ชาวบ้านรู้จักพึ่งตนเองและรักประเทศ
ทำให้ยากแก่การที่คอมมิวนิสต์จะเข้ายุยง
ผลักดันให้พวกคอมมิวนิสต์ ต้องถอยร่นลึกเข้าไปในป่าและบนเขามากขึ้น ๆ
สุดท้ายเท่ห์อ้างคำสัมภาษณ์ของประภาสว่า
เขาไม่กลัวคอมมิวนิสต์ภายในประเทศ โดยเฉพาะที่อีสาน “แต่ที่ผมห่วงที่สุดคือ
คอมมิวนิสต์นอกประเทศ ติดกับชายแดน” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รายงานชิ้นที่สอง ชื่อ “12
คนหลบอยู่ในป่า” (Twelve Hide in Jungle)
เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านดงหลวง อำเภอนาแก ซึ่งมีประชากรกว่า 1
พันคนว่า กว่า 2 ปีก่อนหน้านั้น (คือประมาณ 2505-6)
ชายแปลกหน้าผู้หนึ่ง ได้เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอ้างว่า จะมาทำสวนและสอนชกมวย เขาอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก็หายไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังจากนั้นชาวบ้าน 12
คนก็พากันขึ้นเขาไปพร้อมปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า
พวกเขาได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป (ดูภาพประกอบที่ 3)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/3_0.jpg&quot; height=&quot;468&quot; width=&quot;340&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;
&lt;/u&gt;&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 3&lt;/u&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;i&gt;Bangkok Post&lt;/i&gt; ฉบับวันที่ 
13 พฤษภาคม 2508 หน้าหลัง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/4_0.jpg&quot; height=&quot;374&quot; width=&quot;514&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 4&lt;/u&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;i&gt;Bangkok Post&lt;/i&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2508 หน้าแรก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
วันต่อมา Post ตีพิมพ์รายงานอีกชิ้นหนึ่งของเท่ห์ เป็นเรื่องหลักของหน้าแรก
(ดูภาพประกอบที่ 4) โดยพาดหัวตัวโตว่า “ความหวาดกลัว (การก่อการร้าย)
ในตะวันออกเฉียงเหนือ” (Terror in Northeast) พร้อมหัวรองว่า
“ฆาตรกรลึกลับสังหารผู้ใหญ่บ้าน ในงานวัดนาแก ในการลอบฆ่าสยองขวัญรายล่าสุด
. . .” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในรายงานเล่าว่า เมื่อคืนวันที่ 12 พฤษภาคม
ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอนาแก ถูกยิงตายสยองในงานวัด จากทางด้านหลังศีรษะ
กระสุนทะลุออกทางลูกตา ท่ามกลางฝูงชนที่มาเที่ยวงาน
นับเป็นรายล่าสุดของการฆ่าลึกลับ ที่รวมถึงการฆ่ากำนันเมื่อวันที่ 7
พฤษภาคม โดยผู้ตายทั้งคู่ เป็นสายให้ตำรวจ
ไม่เป็นที่รู้โดยแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เชื่อว่า เป็นฝีมือของชายหนุ่มราว 12 คนจากบ้านดงหลวง
ที่หลบเข้าป่าไปก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่า พวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์
เท่ห์กล่าวว่า ถ้าจริง
พวกเขาก็จะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มแรกที่ปฏิบัติการในภาคตะวันออก
เฉียงเหนือของไทย “เข้าทำนอง ไทยกง (เหมือนพวกเวียดกง ในเวียดนามใต้)”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม
เจ้าหน้าที่บางส่วนในกรุงเทพ ไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นคอมมิวนิสต์จริง ๆ
เพียงแต่เป็นพวกที่กลัวถูกจับ (ในฐานะคอมมิวนิสต์) จึงหลบเข้าป่าไป
พร้อมปืนเพื่อป้องกันตัว เท่ห์กล่าวว่า
การฆ่าตำรวจและสายตำรวจอย่างลึกลับที่ติดต่อกัน
สร้างความหวาดกลัวอย่างมากในหมู่บ้าน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีข่าวว่า ก่อนการฆ่าบางราย
จะมีการกระซิบกระซาบในหมู่ชาวบ้านล่วงหน้าว่า ใครจะเป็นผู้ถูกฆ่ารายต่อไป
เจ้าหน้าที่บางคนหวาดกลัวมาก
ทุกครั้งที่เข้าโรงหนัง ต้องคอยหันกลับไปดูว่า มีใครอยู่ข้างหลังตัว หรือไม่
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;การปะทะวันที่ 8 สิงหาคม 2508: “วันเสียงปืนแตก”&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; เกือบ 3 เดือนต่อมา &lt;u&gt;ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508&lt;/u&gt;
Bangkok Post ก็ตีพิมพ์ในหน้าแรก (ต่อไปถึงหน้าหลัง) ข่าวการ “ปะทะใหญ่”
ที่นครพนม (Post ใช้คำว่า battle)
ผมจะขอแปลรายงานข่าวนี้ทั้งหมดมาให้ดูกันข้างล่าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก่อนอื่น
ต้องทำความเข้าใจว่า ที่รายงานข่าวกล่าวถึง พตอ.สงัด โรจนภิรมย์
“ ให้สัมภาษณ์จากเตียงคนเจ็บ ในเช้าวันนี้ ” คือวันที่ 9 สิงหาคมได้
ก็เพราะสมัยนั้น Post ออกวางตลาดตอนบ่าย (เหมือน สยามรัฐ)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากรายงานข่าวทั้งหมด จะเห็นว่า &lt;u&gt;เกือบไม่ต้องสงสัยว่า
เหตุการณ์ ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันภายหลังในฐานะ “วันเสียงปืนแตก” นั้น
เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508&lt;/u&gt; ขอให้สังเกตรายละเอียดจากการบอกเล่าของ พตอ.สงัดเอง ที่ระบุได้ชัดเจนเรื่องการ “เดินทาง&lt;u&gt;ตลอดคืนวันเสาร์&lt;/u&gt;” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. &lt;u&gt;เมื่อวานนี้&lt;/u&gt;”รายงานข่าวของ Bangkok Post ฉบับ&lt;u&gt;วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508&lt;/u&gt; มีข้อความทั้งหมด ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่ 5 ถึง 7)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;u&gt;ระดมกวาดล้างพวกแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; 
&lt;p&gt;
หลังจากการรบในจังหวัดนครพนมเมื่อวานนี้ ซึ่งมีรายงานว่า ตำรวจเสียชีวิต 1
นาย บาดเจ็บ 2 นาย
ได้มีคำสั่งให้กวาดล้างให้สิ้นซาก กลุ่มคนที่น่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ติดอาวุธ
กลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1
ในผู้ก่อการร้ายถูกยิงเสียชีวิต
ตำรวจในท้องที่อาจจะได้รับการช่วยเหลือจากทหาร ในการระดมกวาดล้างนี้
ถ้าจำเป็น ตามการบอกเล่าของ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์
ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม
ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสในการสู้รบ
พวกผู้ก่อการร้าย ได้รับการฝึกฝนมาจากขบวนการปะเทดลาวในลาว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ก่อการร้ายกล่มนี้
ถูกกำลังตำรวจหน่วยหนึ่งไล่ล่าติดตามและเข้าโจมตีเมื่อวานนี้ในป่าจังหวัด
นครพนม ใกล้กับแม่น้ำโขงตรงข้ามกับลาว มีรายงานว่า ตำรวจ 1 นาย
สตอ.ไพรัตน์ นิ่มดวง เสียชีวิต พตอ.สงัด
ซึ่งนำกำลังตำรวจหน่วยดังกล่าวด้วยตัวเอง
ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุน 3 นัด
เขาถูกนำตัวเข้ากรุงเทพ โดยเฮลิคอปเตอร์และนำส่ง รพ.ตำรวจเมื่อคืนนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เขายังไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของ 1 ในตำรวจลูกน้องของเขา
พล.ต.ต.เอื้อ เอี่ยมพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภาคสี่ (ซึ่งคลุมนครพนม) ได้สั่งให้ส่งกำลังตำรวจไปเสริมในพื้นที่แล้ว         
พตอ.สงัด ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ประกาศว่า พ้นขีดอันตรายแล้วเมื่อเช้านี้
ได้ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์จากเตียงคนเจ็บ เช้าวันนี้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ ได้รับการฝึกฝนในสงครามกองโจรจากขบวนการปะเทดลาว
ในจังหวัดมหาชัยของลาว พวกเขาหลบซ่อนตัว อยู่ในป่าบริเวณรอยต่ออำเภอนาแก
เรณูและธาตุพนม&amp;quot; ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่ลงมือลอบสังหารหลายราย
ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ ผู้ถูกฆ่ารวมถึงนายตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านกำนัน
และผู้เป็นสายให้ตำรวจ          
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หลังจากรู้ที่ซ่อนล่าสุดของผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ พตอ.สงัด
ได้นำกำลังตำรวจ 20 นาย รีบรุดไปยังจุดนั้น โดยเดินทางตลอดคืนวันเสาร์
ประมาณ 7.00 น. เมื่วานนี้ กำลังตำรวจ ก็พบกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายประมาณ 15
คน พตอ.สงัด นำการรบด้วยตัวเอง โดยมีเพียงปืนขนาด .22 มม.
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เมือผู้ก่อการร้ายคนหนึ่ง วิ่งเข้าหา พตอ.สงัดได้ยิงด้วยปืนของเขา
แต่ลูกกระสุนมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะทำอันตรายผู้โจมตีได้ พตอ.สงัด จึงพุ่งไปข้างหน้า เพื่อคว้าตัวผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม
เมื่อเข้าใกล้กัน ผู้ก่อการร้ายคนนั้น ได้ยิงเข้าใส่เขา 3 นัด กระสุนนัดหนึ่งเข้าทางไหล่ซ้ายเขา ทะลุออกด้านหลังตรงซี่โครงซ้าย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกนัดหนึ่งทะลุผ่านน่องขวาของเขา ส่วนนัดที่ 3 ทะลุเท้าเขาข้างหนึ่ง
แล้วผู้ก่อการร้ายที่โจมตีเขา ก็ถูกตำรวจนายหนึ่งยิงตาย ตำรวจอีกนายหนึ่ง
สตอ.เฉลิมพล ยวนชมพล ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับ พตอ.สงัด
ก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
พตอ.สงัด และ สตอ.เฉลิมพล
ได้รับการนำตัวออกจากพื้นที่สู้รบด้วยเกวียนควายลาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะเดียวกับที่ได้ส่งข่าวขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์ 
เฮลิคอปเตอร์เครื่องหนึ่งได้รับการส่งไปจากตัวจังหวัดนครพนม และบินนำ
พตอ.สงัดเข้ากรุงเทพ นายกรัฐมนตรีถนอม กิตติขจร
ในฐานะผู้บัญชาทหารสูงสุดและ พล.อ.อ.ทวี
จุลลทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเสนาธิการทหารสูงสุด
ได้ส่งดอกไม้ไปให้กำลังใจแก่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
สตอ.เฉลิมพล
ได้รับการประกาศว่า พ้นขีดอันตรายเช่นเดียวกัน
นายแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ทำการใส่เหล็กดามขาข้างที่ถูกกระสุนของ พตอ.สงัด
พตอ.สงัด
ได้ทำงานอย่างขันแข็งมาหลายปีในการต่อสู้กับการแทรกซึมและบ่อนทำลายของ
คอมมิวนิสต์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ     
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เกี่ยว
กับการรบครั้งนี้ ถวิล สุนทรสารทูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า
&amp;quot; นี่อาจจะหมายความว่า คอมมิวนิสต์ กำลังเริ่มต้นสงครามกองโจรในประเทศไทย&amp;quot;
ถวิลยืนยันว่า
รัฐบาลมีคำสั่งให้ใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ 
เขากล่าวด้วยว่าพวกผู้ก่อการร้ายได้ทิ้งใบปลิวคอมมิวนิสต์ไว้จำนวนมาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/5_0.jpg&quot; height=&quot;468&quot; width=&quot;340&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 5&lt;/u&gt; 
Bangkok Post &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าแรก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/6_0.jpg&quot; height=&quot;468&quot; width=&quot;340&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/u&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;
ภาพประกอบที่ 6&lt;/u&gt;  Bangkok Post  ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.prachatai.com/sites/default/files/u4/7.jpg&quot; height=&quot;309&quot; width=&quot;547&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;u&gt;ภาพประกอบที่ 7&lt;/u&gt; &lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ภาพ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์  จาก Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง &lt;br /&gt;
คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า  “ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเช้านี้”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
.............................................&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;หมายเหตุประชาไท &lt;/b&gt;: บทความนี้เคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท
&lt;/p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2009/08/25380&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;&lt;b&gt;ประชาไท &lt;/b&gt;&lt;/a&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/article/20090808/1449#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/443">CPT</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Sat, 08 Aug 2009 20:12:56 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1449 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

