<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>GDP</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/448</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>ไอเอ็มเอฟชี้ การเมือง-ศก.โลก ฉุดจีดีพีไทยลบ 3 %</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20090831/1486</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 27 ส.ค.2552 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เผยแพร่ผลการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ และปี 2553 ผ่านเว็บไซต์ของไอเอ็มเอฟว่า ความไม่มีเสถียรภาพการเมืองและการชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ยังคงส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งหลังจากเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคลดลง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงในปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า อุปสงค์ในประเทศไม่เพียงพอ และภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และในปีนี้ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติที่แท้จริง (real GDP) จะติดลบเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่วิกฤติปี 2540&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟ ระบุว่า หลังจากมีความวุ่นวายทางการเมืองมาหลายปี บรรยากาศทางการเมืองของไทย ได้ส่งผลให้ความเชื่อมั่นภาคเอกชนลดลง ความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้น นับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากนั้น พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ในการเลือกตั้งปี 2550 แต่ก็ไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้ จนความเชื่อมั่นทางธุรกิจลดต่ำสุดในรอบ 10 ปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลผสม แต่การต่อต้านรัฐบาล ก็เกิดขึ้นจนนำไปสู่เหตุการณ์เมื่อเดือน เม.ย. ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นจากภายนอกลดลง จนทำให้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ลดอันดับไทยเมื่อกลางเดือน เม.ย.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟ ประเมินว่า การหดตัวของเศรษฐกิจไทย จะจำกัดอยู่ที่&lt;b&gt;ติดลบไม่เกิน 3%&lt;/b&gt; ในช่วงที่รัฐบาลต้องเพิ่มการใช้จ่าย เพื่อแก้ปัญหาภาคส่งออกย่ำแย่ ทำให้คาดการณ์ขาดดุลงบประมาณของรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 4.5% ของจีดีพี ส่วนปีหน้า คาดเศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ไอเอ็มเอฟเตือนว่า อุปสงค์ในประเทศย่ำแย่ ความต้องการซื้อในต่างประเทศซบเซา บวกการใช้จ่ายภาครัฐ ล้วนมีความสำคัญ ช่วยให้แนวโน้มการขยายตัว ลดลงมีจำกัด พร้อมเสนอแนะให้ไทยเดินหน้าโครงการลงทุนระยะ 3 ปี ของภาครัฐ ซึ่งอยู่ช่วงเริ่มต้นของโครงการ เพราะช่วยสนับสนุนอุปสงค์ในประเทศ ให้ฟื้นตัวได้ช่วงที่เหลือของปีนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟ ยังระบุด้วยว่า ความถดถอยของไทย ผ่อนคลายลงแล้วไตรมาส 2 เพราะได้การใช้จ่ายภาครัฐช่วย และคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ เพื่อการส่งออกปรับตัวดีขึ้น โดยแผน รัฐบาลชุดปัจจุบันจะใช้เงินอีก 1.06 ล้านล้านบาท จนถึงปี 2555 เพื่อกระตุ้นการบริโภค และสนับสนุนให้เกิดการเติบโต หลังจากครึ่งแรกปีนี้ได้ดำเนินการตามแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 1.17 แสนล้านบาทไปแล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ เป็นการตรึงดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตลอด 3 ครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งครั้งล่าสุดนี้ และหลังจากที่การประชุมของ กนง. 4 ครั้ง ระหว่างเดือน เม.ย.-ธ.ค. 2551 ได้หั่นดอกเบี้ยลงรวม 2.5% แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟมอง ว่า ธปท.ได้จำกัดขอบเขตการลดดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง ขณะที่ผลกระทบเกิดกับนโยบายการเงินอาจมีจำกัด เพราะภาวะเศรษฐกิจอ่อนแอ และสภาพคล่องมากเกินไปในระบบการเงิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนของไทยที่เทรดกันอยู่ในช่วงกว้างๆ ถือว่าอยู่ในระดับเหมาะสม และ ธปท.ได้แจ้งแล้วว่า จะยึดมั่นใช้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น และจะเข้าแทรกแซงเฉพาะเวลาที่ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป เพื่อให้เงินบาทกลับมาอยู่ในภาวะปกติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ไอเอ็มเอฟย้ำด้วยว่า รู้สึกยินดีที่ ธปท.ยังคงยึดมั่น ใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่น สำหรับค่าเงินบาทของไทย หลังจาก ธปท.เข้าแทรกแซง เพื่อไม่ให้ค่าเงินแข็ง และยังได้ประกาศผ่อนคลายกฎระเบียบการลงทุนในต่างประเทศไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ปีนี้นั้น ช่วยให้เงินบาทซื้อขายอยู่ระหว่าง 33.8-34.41 บาทต่อดอลลาร์ และวานนี้เงินบาทเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย อยู่ที่ 34.02 บาทต่อดอลลาร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในงานครอบรอบศูนย์บริการธุรกิจกรุงเทพเอ็กซอนโมบิล 6 ปี ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น โดยไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะเป็นบวก รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งที่มีงบลงทุน 45,000 ล้านดอลลาร์ ในช่วง 3 ปี เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมอุตสาหกรรมบริการ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
รวมทั้ง เตรียมความพร้อมให้คนไทยอยู่ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจได้ การลงทุนดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทั้งคนไทยและนักลงทุนต่างชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่ยังเป็นมิตรกับนักลงทุนต่างชาติตลอด หลังจากโรดโชว์ที่ญี่ปุ่นและจีนพบว่า ยังสนใจลงทุนในไทย การที่ ครม. ประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมาใช้ วันที่ 29 ส.ค.-1 ก.ย.นี้  เพื่อป้องกันความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะต่างจากการใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะเป็นการใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;รัฐบาลเรียนรู้จากเหตุการณ์ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา เมื่อนำ พ.ร.บ.ดังกล่าวมาใช้แล้วจะดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประชาชนและนักธุรกิจยังดำเนินการได้ตามปกติ เพราะจำกัดเฉพาะเขตดุสิต ซึ่งรัฐบาลดีใจที่ภาคธุรกิจเห็นด้วยกับการป้องกัน และมั่นใจว่าทุกคนในประเทศไม่ต้องการความรุนแรง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้าน ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังแถลงว่า ข้อมูลเศรษฐกิจไทยเดือน ก.ค. 2552 ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะที่เปราะบาง แม้จะมีสัญญาณบวกจากการบริโภค การลงทุนที่หดตัวน้อยลง การเบิกจ่ายรัฐบาลที่ดีขึ้น โดยเฉพาะงบลงทุน และมูลค่าการส่งออกที่มีระดับน่าพอใจ แต่สัญญาณลบจากการนำเข้าที่หดตัวแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขากล่าวด้วยว่า ถือเป็นจุดที่เปราะบางสำหรับเศรษฐกิจไทย หากนำเข้าได้ดีกว่านี้ จะเป็นจุดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบ V Shape แบบ 100% และจะไม่ฟื้นตัวแบบ W Shape&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ตัวเลขนำเข้าสินค้าของไทยเดือน ก.ค.หดตัวมากเกินไป หรือหดตัวถึง 32.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมาจากปริมาณนำเข้าที่หดตัว 26.8% ต่อปี และราคาสินค้านำเข้าหดตัว 7.8% ต่อปี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อพิจารณารายการสินค้าพบว่า หดตัวลงทุกรายการสินค้า ยกเว้นการนำเข้าสินค้าทุนที่เริ่มปรับตัวลดลง ทั้งนี้ มูลค่าการนำเข้าที่หดตัวมากกว่าการส่งออก ทำให้ดุลการค้าเดือน ก.ค.เกินดุลต่อเนื่องที่ 700 ล้านดอลลาร์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การนำเข้าหดตัวมากเกินไป ส่งสัญญาณว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจะโตได้ไม่ยั่งยืน ถือเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจ เพราะจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตแบบ V Shape แบบ 100% หรือ W Shape&amp;quot; เขากล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนการส่งออกเมื่อคิดเป็นมูลค่าเริ่มดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจ และเป็นจุดที่มีสัญญาณบวกที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือ มียอดส่งออก 1.2-1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นผลจากการกระจายตลาดส่งออก โดยตลาดส่งออกในอินเดีย มาเลเซีย และไต้หวันดีขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจในญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา มีสัญญาณดีขึ้นเช่นกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อีกจุดหนึ่งของตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้น คือ ภาคการท่องเที่ยว โดยเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามา 1.1 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย.ที่มีนักท่องเที่ยว 1.0 ล้านคน แต่ลดลง 12.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การลดลงดีกว่าคาดการณ์ไว้ที่ลบ 20-25%  ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามามาก คือ กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป และเอเชียใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวมั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตแบบ V Shape แน่นอน โดยไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวก ส่วนหนึ่งเพราะฐานของปีก่อนต่ำ แต่ความเสี่ยง คือ จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง เพราะภาคการผลิตยังเปราะบาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ คือ การเร่งรัดการเบิกจ่าย โดยเฉพาะช่วงรอยต่อของมาตรการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่สองกับระยะแรก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เขากล่าวด้วยว่า โอกาสที่เศรษฐกิจระยะต่อไปจะฟื้นตัวแบบ W Shape ก็มีเช่นกัน กล่าวคือ หากเศรษฐกิจในประเทศเอเชียฟื้นตัวแบบ W Shape ไทยก็จะฟื้นตัวในลักษณะเดียวกัน และการใช้จ่ายภาครัฐจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ สศค.กำลังจับตาและวิเคราะห์ใกล้ชิด เกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าที่ลดลงของจีนช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า จะเป็นการนำเข้าที่ลดลงชั่วคราวหรือต่อเนื่อง โดยยอดการส่งออกเดือน ก.ค. ลดลง 21.6%&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แถลงผลสำรวจสถานภาพของธุรกิจไทยไตรมาสที่ 2 ไตรมาสที่ 3 ไตรมาสที่ 4 ปี 2552 และคาดการณ์ปี 2553 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 810 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17-24 ส.ค. 2552 ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผลประกอบการของธุรกิจไทยไตรมาสที่ 3 ปี 2552 ปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 3 ปีก่อน เป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งยอดขายและกำไรในส่วนของธุรกิจที่ขนาดใหญ่ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อม ผลประกอบการยังไม่ดีขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;จากการสำรวจธุรกิจขนาดใหญ่ผลประกอบการเพิ่มขึ้น 34.88% ไม่เปลี่ยนแปลง 53.49% ลดลง 11.63% โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกผลประการเพิ่มขึ้น 52.38% ธุรกิจขนาดกลางผลประกอบการเพิ่มขึ้น 25.53% ไม่เปลี่ยนแปลง 51.06% และลดลง 23.40% 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนธุรกิจขนาดย่อมผลประกอบการเพิ่มขึ้น 6.94% ไม่เปลี่ยนแปลง 38.89% ผลประกอบการลดลง 54.17% ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าธุรกิจขนาดใหญ่ผลประกอบการดีขึ้น ซึ่งได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อมยังไม่ได้รับอานิสงส์เท่าที่ควร&amp;quot; นายธนวรรธน์ระบุ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นายธนวรรธน์ ระบุว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ราคาพืชผลการเกษตรที่ติดลบครั้งแรกรอบ 4 ปี เนื่องจากราคาน้ำมันลดลงที่ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรลดลง แต่ต้นทุนการผลิตกลับเพิ่มขึ้น 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สถานประกอบการจ้างงานไม่เปลี่ยนแปลง 70.69% ปรับลดลง 24.14% เพิ่มขึ้น 5.17% ส่วนอัตราการจ้างงานไม่เปลี่ยน 77.01% ปรับตัวลดลง 17.24% และเพิ่มขึ้น 5.75% ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;มีสัญญาณที่ยืนยันชัดเจนว่าเศรษฐกิจไทยหยุดทรุดตัวแล้ว เห็นได้จากสถานการณ์อัตราค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ผมคาดว่าการจ้างงานจะฟื้นตัวเต็มที่ปลายไตรมาสที่ 1 ปีหน้า แต่ผู้ประกอบการยังมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อในประเทศที่ยังไม่ฟื้นตัว ผมเห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยเฉพาะการลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง การเร่งรัดนโยบายประกันราคาสินค้าเกษตร และการดูแลราคาน้ำมันไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจะกระตุ้นและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลดีต่อผลประกอบการของธุรกิจขนาดกลางและธุรกิจขนาดย่อม&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090828/72718/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E0%B8%A8%E0%B8%81.%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%89%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%9A3.html&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;กรุงเทพธุรกิจ&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20090831/1486#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/4">Economics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/448">GDP</category>
 <pubDate>Mon, 31 Aug 2009 03:24:13 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1486 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

