<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<rss version="2.0" xml:base="http://www.arayachon.org" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
<channel>
 <title>Citizen</title>
 <link>http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5</link>
 <description>The taxonomy view with a depth of 0.</description>
 <language>th</language>
<item>
 <title>นักวิชาการเหนือ-อีสาน-ใต้ เสนอผลสรุปวิจัย พลเมืองไทยต้องการประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20120208/2050</link>
 <description>&lt;p&gt;
วันที่ 8 ก.พ. 2555 โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่น จัดการสัมมนาสรุปผลการวิจัย ซึ่งทำการวิจัยในพื้นที่อิสาน ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และยะลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า &lt;b&gt;ประชาชนส่วนใหญ่แสดงความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตย และสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับสิทธิของตนเองในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยได้มากกว่าร้อยละ 90 
&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตาม การศึกษาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ พบว่า &lt;b&gt;ประชาชนแสดงความไม่เชื่อมั่นต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่าไม่มีความเป็นกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สื่อโทรทัศน์&lt;/b&gt; ในทางกลับกัน ประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เสพสื่อโทรทัศน์มากกว่าสื่ออื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.วัฒนา สุกัณศีล อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการทำแบบสอบถามภายหลังน้ำท่วม &lt;b&gt;ประชาชน 94 เปอร์เซ็นต์เห็นว่าระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ดีที่สุดและไม่ต้องการการทำรัฐประหาร และพึงพอใจกับการทำงานรัฐบาล 84 เปอร์เซ็นต์&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นคำถามหลังน้ำท่วมและรัฐบาลยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นี่สำคัญเพราะประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้เลือกสิ่งที่เขาสนใจ และ&lt;b&gt;พลังนี้เป็นพลังที่สนับสนุนความเข้มแข็งของสังคม&lt;/b&gt;”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
แต่เมื่อถามถึงองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย คือ องค์กรอิสระต่างๆ เช่น&lt;b&gt; กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประชาชนกลับเห็นว่ามีความสำคัญต่ำที่สุด&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ที่น่าตกใจคือประชาชนเห็นว่า ขณะเดียวกัน&lt;b&gt;องค์กรที่มีความสำคัญพอๆ กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาบ้านเมือง กลับเป็นกองทัพ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“ชาวบ้านเลือกแล้ว ตัดสินใจแล้ว เข้าใจพอสมควร คำถามคือ องคาพยพทั้งหลายแหล่ในสังคมจะช่วยเสริม ผลักดันหรือขัดขวางพลังเหล่านี้หรือเปล่า” รศ.ดร.วัฒนา ตั้งคำถาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สรุปข้อเสนอแนะ จากงานวิจัย ว่า สิ่งที่สำคัญและจำเป็นสำหรับการพัฒนาประชาต่อไปก็คือ การต้องมี Tool Box คือต้องมีเครื่องมือใหม่ๆ ที่ประชาชนสามารถใช้ในการติดตามบทบาทขององค์กรต่าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อเสนอที่สองคือ ภาคประชาสังคมและสื่อ ซึ่งแม้ปัจจุบันจะมีองค์กรภาคประชาสังคมอยู่มาก แต่ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์เป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งโดยรัฐ เป็นองค์กรภาคขยายของรัฐ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่สิ่งที่ต้องการคือองค์กรที่ทำหน้าที่ติดตามการทำงานของรัฐและหน่วยงานต่างๆ ทำหน้าที่ที่รัฐและภาคธุรกิจไม่ได้ทำ และเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้ประชาชนลุกขึ้นมาเอาเรื่องการบ้านเมืองเป็นกิจธุระ รับผิดชอบต่อสังคมการเมืองด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ยังต้องการสื่อมืออาชีพ “เราพูดยากว่า สื่อเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่ขอให้ทำงานอย่างมืออาชีพ &lt;b&gt;อย่าสักแต่รายงานสิ่งทีไปทำร้ายคนอื่น&lt;/b&gt; และเมื่อเป็นมืออาชีพก็อาจจะต้องมีสมาคมที่คอยตรวจสอบดูแล” รศ. บัวพันธ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประการสุดท้าย ที่เป็นข้อเสนอจากการวิจัยชุดดังกล่าวคือ &lt;b&gt;ต้องเป็นประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์&lt;/b&gt; ทั้งนี้ ดร.บัวพันธ์กล่าวว่า ทัศนคติที่เป็นเชิงลบหรือไม่ศรัทธาต่อกลไกประชาธิปไตยนั้น เป็นสิ่งคนในเมืองก็ไม่ได้ศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ฉะนั้น ประชาธิปไตย 100 เปอร์เซ็นต์หมายถึง เรื่องประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสอนให้ประชาชนหรือชาวบ้านมีความรู้ แต่เป็นเรื่องของสังคมทั้งมวลว่า เราจะทำอย่างไรให้เรา&lt;b&gt;ปฏิบัติหลักการประชาธิปไตยที่จะต้องมีสิทธิเสรีภาพและเคารพในสิทธิเสรีภาพของคนอื่น&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จะคิดว่าจะไปสอนรัฐธรรมนูญให้ชาวบ้าน เท่านั้นไม่ได้ แต่ต้องเล่นกันเป็นทีม คือต้องไปด้วยกันทั้งหมด &lt;b&gt;ต้องเป็นประชาธิปไตยด้วยกันทั้งหมด&lt;/b&gt; ทั้งทหาร ภาคประชาสังคม สื่อ องค์กรอิสระ &lt;b&gt;ต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยที่เท่าเทียมกัน&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
รศ.ดร. วัฒนากล่าวเสริมในตอนท้ายของการนำเสนอว่า “ถ้าจะโยนภาระอันหนักอึ้งเรื่องประชาธิปไตยให้กับชาวบ้านแล้วละก็ เขาก็ตอบแล้วว่าเขาเห็นความสำคัญ แต่คำถามคือ แล้วคนอื่นๆ ล่ะ ถ้าชาวบ้านเชื่อมั่น ยึดหลักการนี้ แล้วฝ่ายที่เป็นสถาบันองค์กรของสังคมล่ะ....(เดี๋ยวจะปฏิวัติหรือเปล่า) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
องค์กรที่ว่านี้คือทั้งในและนอกระบบต้องมีส่วนช่วยในการผลักดัน รับรู้และส่งเสริม &lt;b&gt;ข้อเสนอประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์คือทุกองคาพยพ ไม่งั้นไปไม่รอด&lt;/b&gt; ไม่งั้นก็มาบอกว่าชาวบ้านไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ต้องพยายามผลักดันให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจ มันต้องนำไปสู่การขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในวิธีคิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
“มันผิดปกติแน่ๆ เลยที่ประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ มันทำให้เกิดความเข้าใจที่สับสน คำถามไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้านไม่รู้ โง่ หรือขาดข้อมูลข่าวสาร ปัญหาคือข้อมูลข่าวสารจากองค์กรที่สำคัญๆ จากสังคม ล้วนแล้วแต่ทำหน้าที่ส่งเสริมหรือขัดขวาง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าชาวบ้านท้อถอยเบื่อหน่ายเซ็งกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องถามว่าทำไม มันเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน &lt;b&gt;ประชาธิปไตยคือระบบที่รับผิดชอบร่วมกัน&lt;/b&gt; เราจะมีเงื่อนไขข้อยกเว้น อำนาจพิเศษ มันก็จะดันกันไปไม่ได้ โจทย์คือชาวบ้านรู้หรือไม่รู้ไม่ได้ แต่ต้องถามว่ามันคือความเข้าใจผิดเพราะอะไร” รศ.ดร.วัฒนากล่าวทิ้งท้าย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
โครงการสร้างสำนึกพลเมืองเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลในท้องถิ่นได้รับการสนับสนุนการวิจัยจากโครงการสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย และ USAID จัดทำวิจัยโดยนักวิชาการจาก 5 สถาบันการศึกษา ได้แก่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศึกษาหัวข้อประชาธิปไตย รัฐประหารและธรรมภิบาลในมุมมองของคนเชียงใหม่และลำพูน มหาวิทยาลัยนเรศวร ประเด็นจิตสำนึกและความร่วมรับผิดชอบของพลเมืองในการปกครองในพื้นที่ พิษณุโลก พิจิตร และสุโขทัย 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาหัวข้อ ความรู้ ทัศนคติ ต่อประชาธิปไตยและธรรมาภิบาลท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศึกษาประเด็นการเสริมสร้างความรับรู้และการมีส่วนร่วมของพลเมืองในการปกคองท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ศึกษาเรื่องการรับรู้ของพลเมืองกับการเสริมสร้างประชาธิปไตย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatai.com/journal/2012/02/39159&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ประชาไท  &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20120208/2050#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/353">democracy</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Wed, 08 Feb 2012 23:13:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2050 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สัมภาษณ์พิเศษ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช : น้ำท่วม...บริหารจัดการไม่เป็น</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20111016/2030</link>
 <description>&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ไม่ใช่ภัยพิบัติลงโทษแต่...บริหารน้ำผิดพลาด&lt;/b&gt; รุนแรงจนรัฐบาลต้องประกาศเป็น &amp;quot;วาระแห่งชาติ&amp;quot; ระดมความร่วมมือจากทุกสรรพกำลังมาร่วมแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/smit.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;344&quot; width=&quot;500&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://2.bp.blogspot.com/_ItNXaGgbH4U/SKlBZcQ9WqI/AAAAAAAAADc/tbCFuCenUq4/s320/1.bmp&quot;&gt;บลอก porzaakub &lt;/a&gt;) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่จนถึงเวลานี้ 26 จังหวัด กำลังจมน้ำ ประชาชนกว่า 2.2 ล้านครัวเรือนกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก นอกจากบ้านเรือน พื้นที่การเกษตรที่เสียหายไปแล้วกว่า 9.6 ล้านไร่ มวลน้ำก้อนมหึมายังรุกคืบสร้างความเสียหายต่อเนื่องฝ่าปราการป้องกันเบื้องต้นรุกล้ำไปยังนิคมอุตสาหกรรม จนมูลค่าความเสียหายพุ่งสูงหลายแสนล้านบาท ยังไม่รวมยอดผู้เสียชีวิตที่สูงถึง 281 ราย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;ดร.สมิทธ ธรรมสโรช&lt;/b&gt; อดีตอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในแวดวงอุตุนิยมวิทยา มายาวนาน ฟันธงว่าวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นผลพวงจาก &amp;quot;ภัยพิบัติ&amp;quot; แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำไม่เป็น!!! &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;คือไม่สามารถจะบริหารน้ำได้ ไม่มีการติดตามข้อมูลตั้งแต่ต้นฤดูฝนว่าจะตกเยอะไหม ควรเก็บน้ำในเขื่อนไว้เท่าไหร่ ปรากฏว่าทุกคนเก็บน้ำไว้ในเขื่อนใหญ่หมด ทั้งกรมชลประทาน การไฟฟ้าฯ ซึ่งกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ในหน้าแล้งซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ผิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...ถ้าฝนตกต่อเนื่องทั้งกลางฤดู ปลายฤดู ยังตกอยู่ ปริมาณช่องว่างน้ำในเขื่อนจะไม่สามารถเก็บน้ำฝนกลางฤดูได้ ตอนนี้เขื่อนใหญ่เต็มหมดแล้วปัญหาคือ เมื่อเขื่อนใหญ่เต็มหมดแล้ว ก็ปล่อยน้ำในเขื่อนออกมาพร้อมกัน ปริมาณน้ำที่ปล่อยมามากกว่าปริมาณน้ำฝนที่ตกใส่เขื่อน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ อธิบายว่า การปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ทั้ง เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ทำให้น้ำมารวมตัวในภาคกลางตอนบนไล่มาตอนล่าง ขณะที่ภาคกลางก็มีน้ำฝนที่ตกมาอยู่ท้ายเขื่อนอยู่ในที่ลุ่มอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น น้ำในขณะนี้จึงมหาศาลมาก หลายคนบอกน้ำปล่อยมานิดเดียวแต่เพราะน้ำมีอยู่แล้วในที่ลุ่ม ในนา เมื่อปล่อยมาพร้อมกันปริมาณน้ำจึงมาก ทำให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมพร้อมกัน ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เป็นวิกฤตบริหารน้ำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่มีการวางแผนไว้ก่อน อันที่จริงเราควรเก็บน้ำไว้ครึ่งหนึ่ง และถ้ามีฝนกลางฤดูที่แล้วก็สามารถเก็บน้ำไว้อีกได้&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ที่ผ่านมานักวิชาการหลายคนบอกว่าน้ำไม่เคยสูงเช่นนี้ บางคนบอกน้ำเยอะแต่ไม่เคยท่วม ทุกคนต่างคนต่างมีข้อมูลของตัวเอง แต่ขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเถียงกันเรื่องข้อมูล เพราะข้อมูลที่แท้จริงกรมอุตุนิยมวิทยามีอยู่แล้ว เรามีสถานีวัดปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน กว่า 200 แห่งที่วัดปริมาณฝนได้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับแนวทางการแก้ไขในเวลานี้ ดร.สมิทธเห็นว่า จำเป็นที่จะต้องหยุดปล่อยน้ำจากเขื่อนเพราะช่วงนี้ไม่มีปริมาณน้ำฝนที่จะตกเข้าเขื่อนแล้วทั้งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ 3 เขื่อนใหญ่ก็จะไม่มีน้ำเข้าแล้ว ดังนั้นถ้าเรายังปล่อยน้ำมหาศาลซ้ำเติมระบบน้ำท่วมที่อยู่ในภาคกลาง น้ำจะท่วมหมด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ความเสียหายเป็นแสนล้านบาท ประเทศไทยมีหน่วยงานที่ดูแลปัญหาเกี่ยวกับน้ำภายใต้สังกัดกระทรวงต่างๆ กว่า 20 หน่วยงาน แต่เราไม่มีดาตาเบส ต่างฝ่ายต่างทำไม่เอาข้อมูลมาแชร์กัน จึงทำให้ขาดผลวิเคราะห์ในการตัดสินใจ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...การบริหารน้ำถ้าไม่มีการประสานงานกันทั้งกรมอุตุฯ กรมชลฯ การไฟฟ้าฯ ว่าควรจะเก็บหรือปล่อยน้ำแค่ไหนมันก็ไม่มีฐานข้อมูลที่นำมาคำนวณปริมาณน้ำว่าควรจะปล่อยหรือพร่องน้ำในระดับใดจึงจะทำให้พื้นที่ไม่เดือดร้อน&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าการไม่มีเอกภาพในการทำงาน การที่นักวิชาการทะเลาะกันเอง ไม่มีความรู้อย่างแท้จริงนำไปเสนอรัฐบาล จึงทำให้ระบบรวนทั้งหมด สุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาอุทกภัยทั้งๆ ที่น้ำมวลใหญ่ที่ปล่อยออกมาจากเขื่อนใหญ่ๆนั้นบริหารจัดการได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ฝนปีนี้อาจจะมากกว่าปีที่แล้ว แต่การบริหารน้ำที่เราเก็บไว้มากไป แล้วปล่อยมาทีเดียว ไม่ปล่อยให้น้ำไหลไปตามธรรมชาติ หากปล่อยมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ต้นฤดูตามธรรมชาติ กลางฤดูพอฝนตกก็เก็บบ้างปล่อยบ้าง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ปลายฤดูก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยทีเดียวเยอะๆ น้ำก็จะไม่ท่วม ถ้าเราไม่ปล่อยน้ำก้อนใหญ่จากเขื่อน 3 แห่ง รับรองว่าน้ำไม่ท่วม กทม.ปริมณฑล พระนครศรีอยุธยา และอีกหลายจังหวัดอย่างที่เห็นกันอยู่&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มาตรการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ ดร.สมิทธ มองว่า อันดับแรกเขื่อนใหญ่ควรหยุดปล่อยน้ำและหาทางระบายน้ำที่อยู่ในแม่น้ำใหญ่ๆ ทั้งแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำบางปะกงให้ลงทะเลเร็วที่สุด 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้วยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่บริเวณปากแม่น้ำทั้งสามสาย เพราะช่วงนี้น้ำทะเลหนุนสูง น้ำเหนือไหลมาสมทบจะทำให้น้ำนิ่ง ไหลช้าลง ก็ต้องเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลก็จะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วม กทม.ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แต่เพราะหลายเขื่อนยังปล่อยมาหลาย100 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน แต่แม่น้ำต่างๆระบายต่อวันได้ไม่ถึง 50 ล้านลูกบาศก์เมตรทุกเขื่อนพร้อมใจกันปล่อย มันก็มารวมกันที่ภาคกลาง เหมือนเราเทน้ำลงมาพร้อมกัน น้ำที่เต็มแก้วเมื่อเติมไปอีกมันก็ล้น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
...เรื่องนี้ไม่ใช่ภัยพิบัติลงโทษ แต่เป็นเพราะการบริหารน้ำที่ผิดพลาด หากเราบริหารไม่ดีท่วมแน่ ถ้าไม่รู้จักเก็บน้ำในเขื่อนไว้ให้เหมาะสม นอกจากนี้การบริหารในเขื่อนเล็กๆแต่ละเขื่อนไม่สามารถระบายออกทะเลได้รวดเร็วพอ มันก็เอ่อในที่ลุ่มภาคกลาง&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเมินมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ออกมาถูกทางหรือไม่นั้น ดร.สมิทธ มองว่าจริงๆ รัฐบาลควรตั้งศูนย์เฉพาะกิจแต่แรกเพราะการบริหารภัยพิบัติใหญ่ๆ ต้องตั้งศูนย์เฉพาะ ต้องมีผู้บริหารใหญ่และผู้ควบคุมศูนย์คนเดียว จะเป็น พล.ต.อ.ประชา พรหมนอกหรือนายกรัฐมนตรี ก็ได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ต้องตัดสินใจคนเดียว ทว่าตั้งช้าไปหน่อย แม้ตอนนี้จะเริ่มมีการตัดสินใจเดินหน้าแก้ไขหลายเรื่องแล้วแต่มาเริ่มตอนวิกฤตน้ำใกล้ท่วม กทม.ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและมีประชาชนอยู่มาก ทำให้ผลกระทบเยอะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความตื่นตระหนกของชาวบ้านที่ไม่มั่นใจสถานการณ์ และแก้ปัญหาด้วยการสร้างพนังกั้นน้ำหน้าบ้านตนเองจนวัตถุดิบขาดตลาดนั้น ดร.สมิทธ เห็นว่าอาจไม่ถูกต้องตามวิธีการ เพราะเป็นการสร้างที่ไม่มีหลักวิชาการการเอาดินวาง เอากระสอบทรายมาวาง มันสู้แรงดันน้ำไม่ได้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ น้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร หนักถึง 1 ตันถ้าสร้างเขื่อนสูง 2 เมตร แสดงว่ามีแรงดันน้ำถึง 2 ตัน ดังนั้นหากเขื่อนสร้างไม่แข็งแรงน้ำจะซึม กระสอบทรายไม่หนักพอก็ทลาย น้ำก็จะไหลอย่างรวดเร็วและแรงจนเอาไม่อยู่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ อธิบายถึงแนวคิดที่ในอดีตเคยเสนอให้ตั้ง &amp;quot;กระทรวงน้ำ&amp;quot; ขึ้นมารับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยตรง ว่าเป็นเพียงข้อเสนอของนักการเมืองที่จะทำให้มีตำแหน่งทางการเมืองเพิ่มขึ้นทั้งรัฐมนตรี ที่ปรึกษาและข้าราชการการเมือง เป็นการสร้างตำแหน่งเปล่าๆ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมว่าทำอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบันก็เหมาะสมแล้ว คือการตั้งศูนย์เฉพาะแล้วรวมเอานักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญด้านน้ำมารวมกัน แต่ว่าการบริหารต้องการคนที่รู้เรื่องมาคุยกัน อย่าให้มานั่งเถียงกัน และการตัดสินใจก็ให้นายกฯ เป็นผู้ชี้ขาด&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
เขื่อนใหญ่ต้องหยุดปล่อยน้ำ&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ยังต้องลุ้นระทึกกับมวลน้ำก้อนใหญ่ ที่คาดว่าจะถึง กทม.ในวันสองวันนี้ ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ยังอดเป็นห่วงฝีมือ กทม. กับการผันน้ำ กทม. หากเกิดน้ำทะลักเข้าพื้นที่เข้ามาจริงๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมไม่เชื่อฝีมือ กทม. เพราะไม่เคยศึกษาหรือไปดูเขื่อน เช่น เขื่อน จ.ปทุมธานี ที่เพิ่งแตกไป กทม.ก็ไม่ดูแลบอกว่าท้องถิ่นสร้างขึ้นเอง ทั้งที่จริงแล้ว กทม.ควรมีหน้าที่ไปดูแลพื้นที่ด้วย เพราะน้ำที่จะแตกจากปทุมฯ จะเข้า กทม.กทม.อยู่ติดจังหวัดต้นน้ำ ถ้าเถียงกันอย่างนี้ กทม.จมแน่&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าเขื่อนรอบๆ กทม.จะมีความแข็งแรงพอหรือไม่ เพราะเขื่อนกั้นน้ำของ กทม.มีทั้งเขื่อนดินและเขื่อนคอนกรีต กระสอบทรายโดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอก ทาง อบต. และอบจ. จะเป็นคนดูแล โดยใช้ผู้รับเหมาก่อสร้าง ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ อาจทำให้มีปัญหาเรื่องความแข็งแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อันนี้ถือเป็นจุดอ่อนจะทำให้เกิดวิกฤตน้ำในกทม.ได้ ขณะนี้น้ำล็อตใหญ่ที่มาจากเขื่อนภูมิพลสิริกิติ์ ป่าสักชลสิทธิ์ กำลังผ่านเข้ามาใน 3-4 จังหวัดที่ท่วมอยู่แล้ว กทม.จึงต้องระวังเพราะเป็นช่วงน้ำทะเลหนุน ตอนนี้ดูแล้ว กทม.คงรอดยาก&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ ประเมินว่า วิธีการแก้ไขให้ได้ผลเร็วคือ ต้องหยุดปล่อยน้ำจากเขื่อนใหญ่ จากนั้นตั้งเครื่องสูบน้ำที่ปลายแม่น้ำที่จะลงสู่ทะเลให้มากที่สุดเพื่อสูบน้ำออกปากอ่าว นี่คือวิธีเดียวที่จะระบายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การเอาเรือไปดันน้ำจะดันได้เฉพาะผิวน้ำเท่านั้น ไม่สามารถดันน้ำที่อยู่ลึกไปข้างล่างได้พระราชดำรัสของในหลวงเรื่องการสร้างคลองลัดโพธิ์ การที่เป็นคลองแคบจะทำให้การดันน้ำไหลออกจากคลองได้เร็ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ถ้าเอาเรือหลายลำไปผูกแล้วดันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่กว้าง เป็นการเสียน้ำมันเปล่า เพราะดันได้แค่ผิวน้ำเท่านั้นเรื่องนี้ต้องคิดต้องรู้ลักษณะของน้ำ ดังนั้นที่ถูกต้องคือการตั้งระบบสูบน้ำที่ปลายคลองหรือปลายแม่น้ำออกสู่ทะเลเลย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สำหรับแนวคิดที่ กทม.ลงทุนทำอุโมงค์ยักษ์มีการระบายน้ำจากที่ลุ่มของกทม. เช่น รามคำแหงหนองจอก แทนที่จะระบายออกอ่าวไทย แต่กลับเอามาออกที่แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไม่ช่วยอะไรเลยเพราะจะทำให้เจ้าพระยาล้นตลิ่งอีก หมุนเวียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ถ้าจะลงทุนให้มากหน่อย วางท่อให้ยาวแล้วไปลงที่อ่าวไทยจะดีกว่า และทำให้ กทม.ปลอดภัยจากน้ำท่วมด้วย ไม่รู้ทำไมถึงคิดกันแค่นี้ เห็นว่าผู้ว่าฯกทม.จะทำอีกหลายอุโมงค์แต่ไม่รู้จะไปออกที่ไหน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ ประเมินถึงสถานการณ์พายุบันยันที่วิเคราะห์แล้วเชื่อว่าไม่เข้าไทย แต่การที่นักวิชาการไม่มีความรู้แล้วไปให้ข้อมูลกับ ศปภ.และนายกฯ ว่าพายุจะสร้างผลกระทบต่อประเทศทำให้เกิดความตื่นกลัวกันหมด คนไม่รู้มาพูดทำให้ตกใจและประเมินพลาด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;พายุลูกนี้จะเข้าที่อ่าวตังเกี๋ย ประเทศจีนจากนั้นก็จะไปเวียดนามเข้ามาทางเหนือบ้านเราก็จะทำให้มีฝนตกนิดหน่อยที่เชียงใหม่ เชียงรายจากนั้นจะทำให้อากาศหนาวเย็นลง ผมอยากขอให้คนที่ไม่มีความรู้เรื่องอุตุนิยมวิทยา หรืออุทกวิทยา หยุดให้ข้อมูล เพราะจะให้เกิดความตระหนก แตกตื่นกันไปหมด&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดร.สมิทธ วิเคราะห์ต่อไปว่า หลังจากนี้ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้วหากมีพายุเข้ามาจะไม่ส่งผลให้มีฝนตก หรือถ้าตกก็จะไม่มาก สิ่งที่กรมอุตุฯ และรัฐบาลต้องระวังต่อไป คือ ร่องลมมรสุมที่จะเลื่อนจากภาคกลางตอนล่างไปยังตอนใต้ ผ่านสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งปีที่แล้วช่วงเดือนเดียวกันก็มีพายุดีเปรสชันก่อตัวทางทะเลจีนตอนล่างพัดเข้าสู่อ่าวไทย คลื่นลมที่พัดมาจะทำให้เกิดคลื่นพายุหมุนซัดชายฝั่ง(สตอร์ม เซิร์จ) สูง 4-5 เมตร และจะส่งผลกระทบให้ภาคใต้ เช่น ปัตตานี ยะลา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ดังนั้น ข้อมูลในการเตือนภัยพิบัติของกรมอุตุฯ จะต้องแม่น และหากสภาวะลมแรงจะทำให้สตอร์ม เซิร์จ สูงถึง 5-6 เมตร ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณแนวฝั่งและรัฐบาลต้องเตือนให้เขาอพยพไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.posttoday.com/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9/116413/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1-%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;โพสต์ทูเดย์ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20111016/2030#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/287">crisis</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/492">thaiflood</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/smit.jpg" length="31047" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sun, 16 Oct 2011 00:45:17 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2030 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>รายงานการเสวนาเรื่อง เพศที่เปลี่ยนไปในสื่อและสิทธิทางเพศ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110916/2017</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2554 มีการประชุมวิชาการเพศวิถีศึกษา ครั้งที่ 3 ณ โรงแรม  เดอะรอยัลริเวอร์ ถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยในงานได้มีเวทีเสวนาเรื่อง &amp;quot;เพศที่เปลี่ยนไปในสื่อและสิทธิทางเพศ&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/09/1316170194.jpg&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;350&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt; (&lt;i&gt;จากซ้ายไปขวา สมสุข หินวิมาน, สุภัทรา นาคะผิว, จีรนุช เปรมชัยพร&lt;/i&gt;)&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยจีรนุช เปรมชัยพร, สมสุข หินวิมาน และสุภัทรา นาคะผิว และมีการปาฐกถาในหัวข้อ &amp;quot;เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป&amp;quot; โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทดอทคอมและเจ้าของรางวัลเฮลมานฮามเมตต์จากการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน ออกตัวว่า สิ่งที่ตนจะพูดต่อไปนี้นั้นเป็นการ &amp;quot;พูดจากจริตชนชั้นกลาง&amp;quot; ก่อนที่จะกล่าวถึง &amp;quot;สื่อและสิทธิทางเพศที่เปลี่ยนไป&amp;quot; ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาที่เราพูดถึงสื่อนั้น สื่อก็มี 2 สายใหญ่ๆด้วยกัน หนึ่งคือสื่อกระแสหลัก ซึ่งมีความย้อนแย้งในตัวเอง หรือจะพูดง่ายๆได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีความ &amp;quot;ตอแหลต่อกัน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เนื่องจากสื่อกระแสหลักมีความเป็นทุนนิยมอยู่แล้ว และด้วยความเป็นทุนนิยมนี้เอง เรื่องเซ็กซ์จึงเป็นเรื่องที่ขายได้ แต่ขณะเดียวกัน สื่อกระแสหลักก็มีลักษณะที่ว่า ตัวเองจะต้องรักษาค่านิยมที่มีคุณค่าแบบเดิมหรือความเคร่งครัดทางศีลธรรมบางอย่าง ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ว่า สื่อกระแสหลักนั้นมีสภาพ มือถือสากปากถือศีล &amp;quot; จีรนุชกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ยกตัวอย่างรายการ คนละดาวเดียวกัน ที่ &amp;quot;เกือบ&amp;quot; จะเป็นรายการน้ำดี ซึ่งถ้าใครที่อ่านหนังสือ ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์ ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ก็คงจะรู้สึกเป็นปลื้มกับรายการนี้ แต่ถ้าเราลองดูรายการนี้ในบริบทที่ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
หากเราเองไม่ใช่ผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย หรือผู้ชายที่ชอบผู้หญิง แต่เป็นคนที่อยู่ในวิถีชีวิตทางเพศอีกแบบหนึ่ง เราจะรู้สึกได้ว่า รายการนี้ไม่ได้พูดอะไรถึงเราเลย มันไม่ได้บอกถึงความมีอยู่ของเราเลย&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;นี่คือภาพเหมารวมทางเพศแบบหนึ่งที่สื่อกระแสหลักมองไม่เห็น&amp;quot; จีรนุชกล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชกล่าวต่อว่า สื่ออีกกระแสหนึ่งก็คือ สื่อประเภท &amp;quot;ร้อยพ่อพันแม่&amp;quot; ซึ่งเป็นสื่อที่ไม่ได้รวมเป็นกระแสใดๆที่ชัดเจน  สื่อเหล่านี้ได้แก่ สื่ออินเตอร์เน็ตหรือ สื่อใหม่  ซึ่งกำลังนำเสนอ สิ่งที่ต่างออกไปที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้นำเสนอบนพื้นที่ของสื่อหลัก 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราจะได้เห็นความหลากหลายของเรื่องราวที่มากกว่า และสื่อประเภทดังกล่าวยังมีลักษณะของการโต้กลับ หรือเป็นปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ถูกนำเสนอบนสื่อกระแสหลัก &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชพูดถึงสื่อกระแสรองดังกล่าวว่า &amp;quot;มันมีลักษณะของการรวมกลุ่มคนที่มีความคิดความสนใจไปในทางเดียวกัน ทำให้ง่ายต่อการก่อให้เกิดการขับเคลื่อนอะไรสักอย่าง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็อาจทำให้เราติดกับอยู่ในมายาภาพบางอย่างที่ว่า สังคมมันดีแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เรานั่งเล่นเฟซบุ๊กทั้งวัน เรามี &amp;quot;เฟรนด์&amp;quot; มีสิ่งแวดล้อมที่คิดไปในทางเดียวกันกับเรา แล้วเราก็คิดไปว่า อ๋อ เดี๋ยวนี้สังคมมันทันสมัยแล้ว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทั้งนี้ ในสายตาของจีรนุชนั้น เธอกล่าวว่า โลกสองโลกดังกล่าวนั้นเดินคู่ขนานกันไปเป็นระยะๆ และก็มีการปะทะสังสรรค์กันบ้างตามวาระและโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;อยากจะหยิบปรากฏการณ์การปะทะกันของสื่อสองกระแสนี้ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง  ตัวอย่างแรกคือคลิปสาวสีลม ปมขัดแย้งที่สำคัญคือ การที่ทั้ง 3 สาวต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ ซึ่งกรณีที่น่าสนใจก็คือ ถ้าสาวๆที่เต้นตรงนั้นไม่ใช่สาวแท้ แต่เป็นสาวข้ามเพศเนี่ย มันจะเป็นเรื่องขนาดนี้ไหม?&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในสังคมไทยมันมีพื้นที่ที่จะอนุญาตให้ใคร ทำอะไร ปรากฏการณ์ดังกล่าวมันเกิดขึ้นตามท้องถนนในช่วงสงกรานต์มาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในปีนี้ ทีนี้พอมันเกิดขึ้นแล้วและเราไปพบว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เฮ้ย! ผู้หญิงพวกนี้เป็นผู้หญิงจริงๆ ก็เลยเกิดเป็นเรื่อง แลัวมันก็มาเกิดขึ้นในวาระอันเหมาะสมกับการพูดว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ ′ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมอันดีงามของสังคมไทย′&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ &amp;quot;เรยา&amp;quot; ที่จีรนุชบอกว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องการพูดถึงความสัมพันธ์นอกสมรสที่เกิดขึ้นโดยละครผู้หญิงซึ่งเป็นตัวนำในเรื่อง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ เมื่อ &amp;quot;กระแสเรยา&amp;quot; ได้รับการยอมรับ ผู้รักษากฎในสังคม- ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นใครนั้น กลับ &amp;quot;รับไม่ได้&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เพราะว่าผู้รักษาศีลธรรมอันดีของสังคมไม่เชื่อว่า คนที่ดูละครคิดเองได้ ก็เลยมีการจบด้วยการมีพระเทศน์ในตอนจบ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;โปสเตอร์ให้ความรู้ภายในงาน&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;ต่อมาคือปรากฏการณ์ &amp;quot;จ๊ะ คันหู&amp;quot; ที่คุณจ๊ะไปออกรายการวู้ดดี้ แล้ววู้ดดี้ก็โดนด่าเยอะมาก ส่วนตัวคิดว่าเหตุผลที่วู้ดดี้โดนด่านั้นไม่ใช่เพราะว่าวู้ดดี้เป็นคนเคร่งศีลธรรม &amp;quot;ซึ่งถ้าเทียบกับตอนที่วู้ดดี้เชิญนักร้องต่างประเทศมาสัมภาษณ์ เขาก็ไม่เคยอยู่ในบทผู้มีศีลธรรม&amp;quot; แต่สิ่งที่คนดูรับไม่ได้คือวิธีการที่วู้ดดี้ตั้งคำถามดูถูกแขกรับเชิญ ซึ่งนี่เป็นขนบที่สังคมไทยไม่ยอมรับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จีรนุชกล่าวว่า นอกจากนี้ ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเรื่องคุณค่าบางอย่างที่ซ้อนกันอยู่ในสังคม เป็นคุณค่าสองชั้น จากการที่ต่อมา &amp;quot;จ๊ะ&amp;quot; ต้องออกมาตอบโต้ว่า ตัวตนจริงๆของเธอนั้นเป็น &amp;quot;good girl&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แล้วถ้าตัวตนจริงๆของเธอเป็น ′bad girl′ แล้วมันยังไงล่ะ? แล้ว ′So what?′&amp;quot; จีรนุชกล่าวพร้อมกับส่งท้ายว่า นี่คือคุณค่าสองชั้นที่มันทับซ้อนกันอยู่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ทางด้าน สมสุข หินวิมาน อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ความเชื่อเกี่ยวกับสื่อในยุคปัจจุบันมีอยู่ว่า สื่อมีนั้นอิทธิพลทางความคิดของผู้คนในเรื่องเพศ มีงานวิจัยที่บอกว่า เวลาที่เราอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันๆ ซ้ำๆ เราก็จะได้รับการหล่อหลอมวิธีคิดแบบหนึ่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สมสุขได้ยกละครโทรทัศน์เรื่อง &amp;quot;จำเลยรัก&amp;quot; ขึ้นมาเป็นตัวอย่าง ก่อนจะกล่าวว่า ละครเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของชนชั้นกลางที่ต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ในชีวิต มีการสร้างฉากให้เหมือนฉากแฟนตาซีในนิยาย มีฉาก &amp;quot;คลาสสิกๆ&amp;quot; ซึ่งสมสุขบอกว่า  &amp;quot;นี่มันเป็นแฟนตาซีของผู้หญิงชนชั้นกลาง&amp;quot; ซึ่งสื่อให้เห็นวิธีการหล่อหลอมกระบวนทัศน์ในเรื่องเพศในสื่อ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
สุภัทรา นาคะผิว ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ กล่าวในแง่ของสิทธิทางเพศและ &amp;quot;เพศศึกษา&amp;quot; ว่า ข้อถกเถียงที่เป็นเรื่องใหญ่และมีความเกี่ยวข้องกับทัศนคติของคนในสังคมก็คือ เรื่องของเพศศึกษา ที่เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;เราควรมีหลักสูตรเพศศีกษาแล้วหรือยัง? มันจะไปเป็นการชี้โพรงให้กระรอกไหม? มันจะไปเป็นการยุยงส่งเสริมไหม?&amp;quot; หรือเรื่องของการจะมี/ไม่มีตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียนก็ยังเป็นโจทย์ที่หลายคนตั้งคำถามถึง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เราไม่เคยเชื่อมั่นในศักยภาพเยาวชนของเรา ว่าพวกเขาจะมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และเรื่องเพศก็เป็นตัวสะท้อนที่สำคัญว่า ผู้ใหญ่เป็นผู้ที่คอยควบคุมดูแลในเรื่องดังกล่าว&amp;quot; สุภัทรากล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในขณะที่พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และพิธีกรรายการ Wake Up Thailand กล่าวในหัวข้อ &amp;quot;เพศกับการเมืองที่เปลี่ยนไป&amp;quot; ว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เรื่องของเพศกับการเมืองนั้น ตนจะไม่ขอตอบว่าขบวนการไหนจริงแท้กว่ากันในแง่ประชาธิปไตย หรือขบวนการไหนที่ผู้หญิงมาร่วมต่อสู้จริงแท้กว่ากัน แต่ &amp;quot;ผมสนใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีวิธีแสดงออกทางเพศสภาวะและเพศวิถีอย่างไร&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชญ์กล่าวว่า &amp;quot;ผมไม่ได้บอกว่าเสื้อแดงต้องเป็นแม่ค้าเท่านั้น หรือว่าเสื้อเหลืองต้องเป็นชนชั้นสูงเท่านั้น เพราะผมไม่เชื่อในวิธีคิดเช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนทั้งสองสีมาจากทุกชนชั้น นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของการเมืองระดับชาติก็มีเรื่องของเพศสภาวะและเรื่องของเพศวิถีอยู่ด้วย และสิ่งเหล่านี้ก็ไม่เคยปรากฎอย่างชัดเจนเช่นนี้มาก่อน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมไม่ได้จะดูว่ามีผู้หญิงเข้าร่วมขบวนการเหล่านี้มากน้อยเพียงไร คือไม่ได้ดูว่าขบวนการไหนมีผู้หญิงมากกว่ากัน แต่อยากมองไปที่ภาพลักษณ์ของผู้หญิงและเพศสภาวะ-เพศวิถีที่มีการนำมาอ้างผสมรวมอยู่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองดังกล่าว&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;http://www.matichon.co.th/gallery/fullimages/2011/09/1316170259.jpg&quot; width=&quot;500&quot; height=&quot;350&quot; align=&quot;absmiddle&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากรูป (บน) ที่เขานำมาแสดงให้ผู้ฟังเห็นนั้น พิชญ์กล่าวอธิบายว่า &amp;quot;มีการกำหนดเพศสภาวะของบุคคลทางการเมือง ทั้งคนที่คุณโจมตีเขาว่า เขามีสภาพเช่นนั้น หรือถ้าหากว่าคุณไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นมีสภาพเช่นนั้น คุณทำให้มันดูเป็นเรื่องขำซะ&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;การทำให้กลายเป็นผู้หญิง (จากตัวอย่างในรูปดังกล่าว) นั้นมีส่วนในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมา ที่จริงแล้ว ผู้หญิงนั้นเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองมานานแล้ว แต่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อไม่นานมานี้ เราจะเห็นได้ว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันมีการให้ความหมายกับบทบาทของหญิงชายในการเคลื่อนไหวดังกล่าว มีการโจมตีและกำหนดเรื่องเพศต่อศัตรูทางการเมืองในกระบวนการ ′การทำให้เป็นอื่น′ มันลามจากห้องเรียนขึ้นไปบนเวที ไปยังสื่อต่างๆ ก่อให้เกิดคำถามว่า ที่จริงแล้วประชาธิปไตยนั้นก้าวหน้าจริงหรือเปล่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;มิติเรื่องเพศทั้งหลายนี่มันสะท้อนความก้าวหน้าของประชาธิปไตยจริงไหม สังคมได้เปิดกว้างขึ้นไหม หรือว่าสิ่งเหล่านี้มันยัง ′วนๆ′ อยู่รึเปล่า&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;สงครามความสวยระหว่าง &amp;quot;สาวเสื้อแดง&amp;quot; กับ &amp;quot;สาวเสื้อเหลือง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
พิชญ์ยกตัวอย่างกรณีศึกษาขบวนการเสื้อเหลืองซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากเข้าร่วม โดยให้ดูภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงในขบวนการพันธมิตรกับขบวนการ นปก. (ก่อนที่จะมาเป็น นปช.) ซึ่งจะมีข้อถกเถียงที่ยกขึ้นมาว่า &amp;quot;สาวพันธมิตรกับสาวเสื้อแดง ฝ่ายไหนสวยกว่ากัน&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในการต่อสู้ของขบวนการเสื้อเหลือง ได้มีการให้ภาพความใสบริสุทธิ์ของเด็ก (รูปข้างซ้ายมือ) และผู้หญิงมาเป็นเครื่องหมาย หรือภาพความเป็นสาวชนบท ความเป็นสาวชนชั้นล่างของผู้หญิงในขบวนการเสื้อแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในขณะที่ขบวนการเสื้อหลากสี ซึ่งแม้จะมีผู้หญิงเข้าร่วมเยอะ แต่ก็ไม่ได้มีการนำเสนอภาพออกมาในรูปการเคลื่อนไหวของผู้หญิง แม้ว่าจะมีรูปผู้หญิงแต่มันก็ไม่ได้ถูกเล่นเป็นประเด็น&amp;quot; พิชญ์กล่าว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&amp;quot;กองเชียร์เสื้อแดง&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ถ้าถามว่าการพูดถึงคำ ผกานี่แปลว่าเราให้ราคาคุณคำ ผกามากเกินไปไหม ผมยืนยันว่า ′ต้องให้′ ครับ ผมคิดว่า กระแส ′รู้ทันคนดี′ ของคุณคำ ผกามีนัยยะบางอย่างที่นอกเหนือไปจากเรื่องเพศและเรื่องของการร่วมเพศ โดยมีลักษณะไปรื้อทำลายแนวทางการศึกษาเรื่องเพศสภาวะของไทย&amp;quot; &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ในงานของคำ ผกา และนักวิชาการที่เป็น ′กองเชียร์เสื้อแดง′ นั้นมีมิติของความเป็นผู้หญิงที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม มันมีความกระจัดกระจายและสลับซับซ้อน  มีความเปลี่ยนแปลงหลายๆด้าน และเราควรต้องดูในหลายๆมุม&amp;quot; พิชญ์กล่าว
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316169808&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110916/2017#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/490">NGO</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <pubDate>Fri, 16 Sep 2011 21:13:40 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2017 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ประชาธรรมรายงานผลงานวิจัย คนเสื้อแดงเชียงใหม่เป็น &quot;พหุลักษณ์ หลากหลายชนชั้น&quot;</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110907/2014</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/pinkaew.gif&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;350&quot; width=&quot;467&quot; /&gt;&lt;br /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โครงการประชาธิปไตยท้องถิ่น และ Book Re:Public จัดเวทีวิชาการ  &amp;quot;ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่&amp;quot; 
&lt;b&gt;ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/b&gt; คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่นำเสนองานวิจัยเรื่อง 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;&lt;b&gt;พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่&lt;/b&gt;&amp;quot; ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า &amp;quot;&lt;b&gt;ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท&lt;/b&gt;&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประชาธรรมถอดความเรียบเรียง ดังนี้..&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียว เราพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า &lt;b&gt;&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ&lt;/b&gt;&amp;quot; &lt;i&gt;ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี&lt;/i&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่&lt;b&gt;ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกัน ด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของชนชั้นชาวนา&lt;/b&gt; เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่า ขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไปด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อาจารย์&lt;b&gt;นิธิ เอียวศรีวงศ์&lt;/b&gt; และอาจารย์&lt;b&gt;อรรถจักร สัตยานุรักษ์&lt;/b&gt;  เสนอเรื่องแนวคิด&lt;b&gt;ชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;ผาสุก&lt;/b&gt; (พงษ์ไพจิตร) และ อ.&lt;b&gt;ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร&lt;/b&gt;ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็น&lt;b&gt;กลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหาร กับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;เกษียร เตชะพีระ&lt;/b&gt; ก็มองว่า ขบวนการนี้เป็น&lt;b&gt;แนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.&lt;b&gt;ชาร์ล ไคล์&lt;/b&gt; (Charles Keyes)) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น &amp;quot;&lt;b&gt;กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง&lt;/b&gt;&amp;quot; (cosmopolitan villagers) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อ.วัฒนาก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็น&lt;b&gt;ผู้ประกอบการทางการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของเราก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน เรามีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
1.ขบวนการเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร(ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวงของเสื้อแดง) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร   
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขวนการก่อนหน้านี้ ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดง สามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็น&lt;b&gt;ชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ&lt;/b&gt;  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่า &lt;b&gt;ผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิดเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็น&lt;b&gt;ชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น &amp;quot;ปริ่มน้ำ&amp;quot;  &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมาตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่าคือ การมองว่าการวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
พูดง่าย ๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานวิจัยชิ้นนี้ จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา เราพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ข้อค้นพบเบื้องต้นเราพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในหมู่บ้านที่เราศึกษา ทุกหมู่บ้านที่เราไป ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง เป็นปริมณฑล(ทางการเมือง)ของคนกรุงเทพ ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้&lt;/b&gt; แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้น มีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่า &lt;b&gt;สิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจในชนบท&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้ มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบทปัจจุบัน ไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา &lt;b&gt;การมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เวลาเรามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียว เราพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากงานวิจัยเราพบว่า มันมี&lt;b&gt;พหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่าง ๆ &lt;/b&gt;ที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของ&lt;b&gt;การประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่&lt;/b&gt; ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการสังคมในยุคก่อน ๆ  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ในเวลาต่อมา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราพบจากการศึกษาว่า &lt;b&gt;ขบวนการนี้รวมตัวกันแบบหลวม ๆ ไม่มีใครสั่งใครได้&lt;/b&gt; ถ้าเห็นพ้องกันว่า การเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน &lt;b&gt;เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอ มีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เราพบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่า &lt;b&gt;ชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง&lt;/b&gt; ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่าย ๆ ว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ ) 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดง ในการมองความสัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก(จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) เหตุการณ์พฤษภา 53 เป็นระลอกที่สำคัญ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การก่อตัวเริ่มหลังรัฐประหาร 2549 ความเชื่อที่ว่า คนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อกลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว หลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ ๆ ไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใด ๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมา แล้วค่อยๆขยายลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MHz
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้เราพบว่า สมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอ&lt;b&gt;มีความหลากหลายทางอาชีพมาก&lt;/b&gt; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;กลุ่มแดงดอยสะเก็ด&lt;/b&gt; มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า แม่บ้าน ซึ่งแทบจะเป็นทุกกลุ่มที่เป็นสมาชิกสังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ มันไม่ใช่แค่เกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
กรณี&lt;b&gt;กลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ&lt;/b&gt; ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ในสันกำแพง &lt;b&gt;กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย&lt;/b&gt; กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่า มันเป็น&lt;b&gt;ขบวนการข้ามชนชั้น&lt;/b&gt; ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่ง&lt;b&gt;ขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย&lt;/b&gt; เพราะคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างไร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง เราพบว่า พรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลาง มีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า &amp;quot;อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน&amp;quot; แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่&lt;b&gt;ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง&lt;/b&gt;  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกันมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่าย ๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่า ความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ &amp;quot;&lt;b&gt;ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัด คือ&lt;b&gt;ต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ ถ้าระบอบไม่เปลี่ยนสังคมไทยก็ไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือว่า &lt;b&gt;อำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน&lt;/b&gt; ฉะนั้นนั่นหมายความว่า &lt;b&gt;สามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน&lt;/b&gt;...
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แล้วทุกคนพูดถึงระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้น ถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ &lt;b&gt;มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ &lt;/b&gt;? 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;b&gt;ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบ&lt;/b&gt; นะครับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าวว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดง มันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อมาแล้วอยู่ ๆ ก็เป็น แต่เห็นว่า &lt;b&gt;ผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกา&lt;/b&gt; จึงกลายมาเป็นแดง คนเสื้อแดงบางส่วนกลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;quot;แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ &lt;b&gt;ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง&lt;/b&gt; เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ&amp;quot;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันนี้คือ สิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้งว่า 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;quot;แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ &lt;b&gt;เราก็จะจัดการคนของเราเอง&lt;/b&gt; นะครับ อันนี้ ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย &lt;b&gt;กลุ่มของเราชนะแล้ว ไม่ใช่จะเลิก&lt;/b&gt;&amp;quot; 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ &lt;b&gt;ความเป็นแดงกับความเป็นไพร่&lt;/b&gt; ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า &lt;b&gt;เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง&lt;/b&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแสหลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า &lt;b&gt;สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก&lt;/b&gt; เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ส่วนความเป็นไพร่ สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสอง ภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมา ก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;&lt;br /&gt;
ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม&lt;/b&gt; ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็น&lt;b&gt;ผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.prachatham.com/detail.htm?code=i1_05092011_01&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สำนักข่าวประชาธรรม &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;b&gt;&lt;/b&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110907/2014#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/284">politics</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/358">red-shirt</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/pinkaew.gif" length="57606" type="image/gif" />
 <pubDate>Wed, 07 Sep 2011 21:50:02 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">2014 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น เปิดเวที ต่อต้านคอร์รัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110601/1965</link>
 <description>&lt;p&gt;
เมื่อวันพุธที่ 1 มิถุนายน 2554 เวลา 8.00-16.00 น. หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับ&lt;b&gt;ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น&lt;/b&gt; ได้จัดสัมมนาในหัวข้อ &amp;quot;ต่อต้านคอร์รัปชั่น...จุดเปลี่ยนประเทศไทย&amp;quot; ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธีนี รอยัล เมอร์ริเดียน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดยมีการระดมความเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งนำโดยวิทยากรซึ่งเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนต่างๆ ได้แก่ นายบุญเกียรติ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการบริหารและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด มหาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายชัยบูรณ์ กุลสิริสวัสดิ์ รองประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท ชัยบูรณ์ บราเดอร์ส จำกัด นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด มหาชน และนายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด มหาชน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประเด็นแรกของการสัมมนาคือ  ภาคเอกชนจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อที่จะต่อต้านไม่ให้มีการคอร์รัปชั่น โดยนายบุญเกียรติ กล่าวว่า ความซื่อสัตย์ ซื่อตรงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้บริหารตำแหน่งสูงๆในบริษัทเอกชนต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี ส่วนบริษัทเองก็ต้องมีการสร้างเงื่อนไขไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น และควรมีการประกาศเจตนารมณ์ของบริษัทว่าจะไม่มีการให้ใต้โต๊ะแก่ราชการอย่างเด็ดขาด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายชัยบูรณ์  ในฐานะที่เป็นตัวแทนของบริษัทขนาดกลางและเล็ก กล่าวว่า ผู้ประกอบธุรกิจต้องไม่โกงลูกค้า-ลูกน้อง-ลูกพี่ และลูกเมีย ซึ่งในสมัยก่อนทำได้ยากกว่าสมัยนี้ เพราะไม่มีทั้งสื่อมวลชนและไม่มีมาตรฐานเดียวกัน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นอกจากนี้ นายชัยบูรณ์กล่าวว่า แม้ว่าเราจะไปปราบปรามการคอร์รัปชั่นไม่ได้ แต่เราสามารถไม่ให้ความร่วมมือได้ และท้ายสุดนี้ บริษัทต่างๆต้องทำ &amp;quot;จรรยาบรรณ&amp;quot; ให้เป็นรูปแบบที่ชัดเจน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายปิยสวัสดิ์ กล่าวในส่วนของบริษัทการบินไทยว่า  การบินไทยต่างจากธุรกิจเอกชนทั่วไป เนื่องจากเป็นของรัฐและเอกชนคนละครึ่ง ดังนั้นการที่บริษัทการบินไทยจะไปให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นเป็นเรื่องยาก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในทางกลับกัน กลุ่มผลประโยชน์ซึ่งอาจเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือข้าราชการ สามารถที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ในการบินไทยได้ ดังนั้นปัญหาหลักของการบินไทยก็คือ  จะทำอย่างไรให้ป้องกันการให้สินบนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นในการแต่งตั้ง การจัดซื้อจัดจ้าง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งยังกล่าวว่า กฎเกณฑ์กติกาที่รัฐออก เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งเอื้อให้เกิดการคอร์รัปชั่น และตนเห็นว่าทางแก้ไขก็คือ ให้มีการแบ่งอำนาจบริหารจัดการให้ชัดเจนภายในบริษัท อย่างเช่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ระหว่างบอร์ดผู้บริหารกับซีอีโอ ซึ่งจะช่วยลดการแทรกแซงจากภายนอกได้พอสมควร และการจัดซื้อจัดจ้างก็ควรทำให้มีความโปร่งใสที่สุด  ให้มีการแข่งขันมากที่สุด ให้มีหลายฝ่ายเข้ามาดู
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนเวลาที่พบปัญหาคอร์รัปชั่นก็ต้องมีกระบวนการสอบสวน มีการเอาข้อมูลเบาะแสต่างๆมาพิจารณา และเมื่อพบความผิดก็ต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด ไม่ใช่สอบสวนแล้วก็จบไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายประทีป กล่าวว่า บริษัทต้องปฏิบัติตามกฏหมาย เพราะถ้าบริษัททำถูกต้องตามกฏหมายก็ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใดที่จะต้องไปเจรจากับเจ้าหน้าที่ ส่วนภายในบริษัทต้องมีการเขียนระเบียบกฏเกณฑ์ให้ดีเพื่อป้องกันมิให้เกิดการคอร์รัปชั้น และผู้บริหารระดับสูงต้องต้องบริหารแบบมีธรรมาภิบาล และทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประเด็นถัดมาคือ อะไรคือสิ่งที่วิทยากรแต่ละคนเห็นว่าสำคัญที่สุดเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถต่อต้านคอรัปชั่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;โดยนายบุญเกียรติ กล่าวว่า การหามาตรวัดคุณธรรมเป็นเรื่องยาก สิ่งที่ทำได้คือการเป็นตัวอย่างที่ดี และขอให้แต่ละคนทบทวน-ดูแลตัวเองไม่ให้คอร์รัปชั่น รวมทั้งไม่ปล่อยหรือสนับสนุนให้คนอื่นคอร์รัปชั่นด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายชัยบูรณ์  กล่าวว่า ถ้าเราสร้าง sequence (กระบวนการทำงาน)ของกิจกรรมต่างๆให้ง่าย ให้มีความชัดเจน เป็นที่เข้าใจได้ ซึ่งจะทำให้เกิดการตรวจสอบ  และควรมีการรวมกลุ่มรของบริษัทต่างๆ เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังการคอร์รัปชั่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายปิยสวัสดิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่าคอร์รัปชั่นคืออะไร  และกล่าวว่า กติกากฏเกณฑ์ของภาครัฐเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการคอร์รัปชั่น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง ได้เปิดช่องทางให้คนที่รู้ระเบียบดีสามารถแสวงหาผลประโยชน์ได้ รวมทั้งการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนเองก็ต้องดูแลไม่ให้มีการให้เงินใต้โต๊ะ ต้องมีการดูแลในเรื่องความโปร่งใส&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนนายประทีป กล่าวว่า การยึดหลัก &amp;quot;ทำถูกกฏหมาย-ถูกศีลธรรม&amp;quot; รวมทั้งการมีความโปร่งใสนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันไม่ให้เกิดการคอร์รัปชั่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากผลการวิจัยสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อปลายปี 2553 ระบุว่า ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชนกลุ่มตัวอย่าง 1220 คน เห็นตรงกันว่า สถานการณ์คอร์รัปชั่นในประเทศไทยมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 71 รู้ว่าจะต้องจ่ายอย่างไร และเท่าใด เพื่อความสะดวกในการทำงานแม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เรียกร้องก็ตาม และอีกร้อยละ 29 จ่ายเมื่อรัฐเรียกร้อง และเกือบร้อยละ 80 ของผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐ ต้องจ่ายเงินเพื่อให้สามารถทำธุรกิจกับรัฐ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
โดย 1 ใน 3 ต้องจ่ายเงินมากกว่าร้อยละ 25 นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ๋กว่าร้อยละ 77.6 ยินดีมีส่วนร่วมต่อต้านคอร์รัปชั่น และผู้ประกอบการกว่าร้อยละ 20.7 อยากมีส่วนร่วมแต่ทำไม่ได้ เพราะมีความจำเป็นทางธุรกิจ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1306934415&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=&amp;amp;subcatid=&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110601/1965#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/454">corruption</category>
 <pubDate>Wed, 01 Jun 2011 21:44:55 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1965 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>หอการค้าฯจับมือเอกชน สางปมทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย หวั่นทำลายชาติ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110521/1955</link>
 <description>&lt;p&gt;
หอการค้าไทยร่วมกับภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น 21 องค์กร ตั้งภาคีเครือข่ายต้านคอรัปชั่น ชี้ปัจจุบันไทยคอรัปชั่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 หวั่นทำลายประเทศในอนาคต พร้อมเล็งวัดดัชนีคอรัปชั่นในไทยทุก 6 เดือน หาแนวทางแก้ไข พร้อมเตรียมประกาศสงครามต่อต้านการคอร์รัปชั่นในวันที่ 1 มิถุนายนนี้และเดินหน้าแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&lt;img src=&quot;/files/dusit.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;500&quot; width=&quot;750&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
(ภาพจาก &lt;a href=&quot;http://www.thaichamber.org/userfiles/image/DSC_00081.jpg&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;เว็บหอการค้าไทย&lt;/a&gt;)  
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นาย&lt;b&gt;ดุสิต นนทะนาคร&lt;/b&gt; ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  เปิดเผยว่า  ในวันที่ 1 มิถุนายน 2554นี้ ทางหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรผู้นำเอกชน ได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น 21 องค์กร
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
เตรียมจัดการสัมมนา &amp;quot; &lt;b&gt;ต่อต้านการคอร์รัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย&lt;/b&gt;&amp;quot; เพื่อมุ่งกระตุ้นจิตสำนึกของคนไทยและระดมความคิดเห็น จากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อต่อต้านการคอร์รัปชั่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างจุดเปลี่ยน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ จะมีการนำเสนอกรณีศึกษาและต้นแบบความสำเร็จของการปราบปรามคอร์รัปชั่น จากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามการคอรัปชั่นเขตปกครองพิเศษฮ่องกง และจะมีการนำเสนอรายงานสถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทย นอกจากนี้ภาคเอกชนจะรวมตัวกัน เพื่อประกาศสงครามต่อต้านการคอร์รัปชั่นตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนนี้เป็นต้นไปด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ ทางกลุ่มภาคีเครือข่ายฯจะมีการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดทำการวัดดัชนีการคอรัปชั่นในประเทศไทยทุก 6 เดือนเพื่อหาจุดที่จะต้องแก้ไขปัญหาคอรัปชั่นต่อไป ทั้งนี้เหตุผลที่ต้องมีการจัดสัมนาครั้งนี้  ก็เนื่องจากประเทศไทยได้กลายเป็นประเทศที่ติดอันดับในการคอรัปชั่นสูงในอันดับต้น ๆ ของโลก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากผลดัชนีคอรัปชั่นในปี 2553 ประเทศไทยติดอยู่ใน&lt;b&gt;อันดับที่ 78 จาก 178 ประเทศทั่วโลก&lt;/b&gt; ซึ่งถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่บ่อนทำลายประเทศ เพราะทำให้ประเทศไม่มีการพัฒนา รวมถึงบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่จะเข้ามาในไทย ซึ่งเดิมประเทศไทยมีอัตราการคอรัปชั่นเพียงร้อยละ 3 เมื่อช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา 
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่ในขณะนี้อัตราการคอรัปชั่นเพิ่มถึงขึ้นถึง&lt;b&gt;ร้อยละ 40-50&lt;/b&gt; และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง &lt;b&gt;หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง  อาจจะทำให้ประเทศล่มสลายในที่สุด&lt;/b&gt;  ดังนั้น จึงมองว่าปัญหานี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข โดยต้องเริ่มตั้งแต่ระดับครอบครัวจนถึงระดับสังคม ซึ่งในกลุ่มภาคเอกชนจะรวมพลังกัน เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มที่หวังผลประโยชน์  และจะร่วมกันเปิดโปงกลุ่มคอร์รัปชั่นและเชิดชูผู้ที่ทำคุณงามความดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น  ได้จัดตั้งจากภาคเอกชนเครือข่าย 21 องค์กรไทย  เพื่อกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเห็นว่าการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายดุสิต กล่าวต่อว่า สำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น อยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาวางแผนในการดูแลประเทศแบบระยะยาวให้สอดคล้องกับภาคธุรกิจ ว่าจะวางแผนอย่างไรให้ประเทศอยู่ได้ สำหรับคนที่จะเข้ามาดูแลด้านเศรษฐกิจนั้น ควรจะเลือกคนที่ดูมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ ความสามารถจริงๆเข้ามาดูแลซึ่งจะต้องเป็นทั้งคนเก่งและคนดีด้วย
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ด้านดร. &lt;b&gt;ธวัชชัย ยงกิตติกุล&lt;/b&gt; เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวถึงการเข้าร่วมเป็นภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
“ภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญอย่างมากในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทย ให้เกิดผลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง สมาคมธนาคารไทยมีแนวทางที่ชัดเจน ในการต่อต้านหรือไม่ร่วมมือกับการทุจริตคอร์รัปชั่นในทุกรูปแบบ โดยการเสริมสร้างจริยธรรม หรือจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจให้กับองค์กรสมาชิก ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งหากทุกองค์กรยึดมั่นในอุดมการณ์เดียวกันนี้และร่วมมือกันปฏิบัติอย่างจริงจัง เชื่อมั่นว่าการทุจริตคอร์รัปชั่นจะหมดไปจากประเทศไทยในที่สุด
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนนาย&lt;b&gt;มังกร ธนสารศิลป์&lt;/b&gt; รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในฐานะตัวแทนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้ตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงของการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในแทบทุกสังคม มากบ้าง น้อยบ้าง ตามปัจจัยเอื้อและประสิทธิภาพในการป้องกันของภาคส่วนและสังคมนั้น
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงควรเป็นบทบาทหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนให้กับประเทศ ให้พัฒนาไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และภาคภูมิในสังคมโลก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็น “ภาคีเครือข่าย” ในการต่อต้านการคอร์รัปชั่น ในครั้งนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นาย&lt;b&gt;ไพบูลย์ นลินทรางกูร&lt;/b&gt; ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ในฐานะเป็นผู้แทนองค์กรสำคัญในตลาดทุน ให้ความสำคัญอย่างมากกับการสร้างมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดี ให้แก่ภาคธุรกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมมีเสถียรภาพและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อีกทั้งยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับตลาดทุนและประเทศไทยอีกด้วย จึงได้เข้าร่วมเป็น &lt;b&gt;ภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น&lt;/b&gt; และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องในเรื่อง การส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและองค์กรที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน พัฒนาระบบการกำกับดูแลกิจการที่ดี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และมีการพัฒนาระดับการกำกับดูแลกิจการให้สามารถเทียบเคียงได้กับมาตรฐานสากล ซึ่งเราสามารถให้ความเชื่อมั่นได้ว่า กิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรในตลาดทุน ได้ดำเนินไปในลักษณะที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีจริยธรรม ผมมั่นใจว่าเครือข่ายตลาดทุนไทยจะสามารถเป็นตัวอย่างในเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นาง &lt;b&gt;รงค์รุจา  สายเชื้อ&lt;/b&gt; รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวถึง บทบาทของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นว่า ในฐานะที่ IOD เป็นสถาบันกรรมการที่มีบทบาทในการส่งเสริมให้เกิด&lt;b&gt;การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance)&lt;/b&gt; มานาน 10 กว่าปี เรายึดมั่นหลักการที่ว่า &lt;b&gt;การต่อต้านการคอร์รัปชั่นถือเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการที่ดี&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และตระหนักดีว่า &lt;b&gt;การดำเนินธุรกิจที่ปราศจากการคอร์รัปชั่น โดยไม่เรียกรับและให้สินบน จะนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่มั่นคงและยั่งยืน&lt;/b&gt; และเมื่อกลางปี 2553 IOD ได้เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้นำธุรกิจที่เห็นว่า&lt;b&gt; การทุจริตถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย &lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ดังนั้น นาย&lt;b&gt;ชาญชัย  จารุวัสตร์&lt;/b&gt; อดีตกรรมการผู้อำนวยการ IOD และคุณ&lt;b&gt;ดุสิต  นนทะนาคร&lt;/b&gt;  ประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงได้ริเริ่ม &lt;b&gt;โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Private Sector Collective Action Coalition Against Corruption)&lt;/b&gt; โดยจัดตั้งคณะกรรมการแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชน โดยมี &lt;b&gt;ดร.พนัส  สิมะเสถียร&lt;/b&gt; เป็นประธาน เพื่อทำหน้าที่ในการดูแลการดำเนินโครงการนี้
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือของ&lt;b&gt; IOD หอการค้าไทย หอการค้าต่างชาติ สมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย สมาคมธนาคารไทย และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย&lt;/b&gt; เนื่องจากตระหนักดีว่า การต่อต้านคอร์รัปชั่นไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยหน่วยงานใดเพียงลำพัง จึงผลักดันให้&lt;b&gt;ภาคเอกชน รวมพลังกันในการต่อต้านการทุจริต&lt;/b&gt; เพื่อเป็นแรงเสริมให้ทุกภาคส่วน เห็นถึงความสำคัญของการต่อต้านการทุจริตร่วมกัน อันจะนำไปสู่การต่อต้านการทุจริตในวงกว้าง ซึ่งจะช่วยยกระดับการกำกับดูแลกิจที่ดี ในประเทศไทยต่อไปได้อีกทางหนึ่ง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม การสัมมนา “ต่อต้านคอร์รัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย”   จะจัดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 ที่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นประธานพิธีเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษเรื่อง  “ต่อต้านคอร์รัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย”
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  กล่าวถึงบทบาทภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น การนำเสนอกรณีศึกษาและต้นแบบความสำเร็จของการปราบปรามคอร์รัปชั่น จากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามการคอร์รัปชั่น (Independent Commission Against Corruption หรือ ICAC) เขตปกครองพิเศษฮ่องกง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
และการนำเสนอรายงานสถานการณ์คอร์รัปชั่นของประเทศไทย สำหรับภาคบ่ายจะเป็นการสัมมนากลุ่มย่อยในหัวข้อ “รวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มพลังภาคเยาวชน การศึกษา และประชาชน  กลุ่มพลังภาคเอกชน กลุ่มพลังภาครัฐ และกลุ่มพลังภาคสื่อมวลชน สภาวิชาชีพ และองค์กรอิสระ  เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในการรวมพลังกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างจุดเปลี่ยน สู่การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.siamrath.co.th/web/?q=node/60949&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;สยามรัฐ &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110521/1955#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/454">corruption</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/486">private</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/dusit.jpg" length="220248" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Sat, 21 May 2011 17:11:26 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1955 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ฟรีดอมเฮาส์ เผย เสรีภาพสื่อทั่วโลกประสบภาวะเสื่อมถอย ไทยลดจากกึ่งเสรี เหลือ ไม่เสรี</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110504/1938</link>
 <description>&lt;p&gt;
องค์กรฟรีดอมเฮาส์ (&lt;a href=&quot;http://www.freedomhouse.org&quot; title=&quot;www.freedomhouse.org&quot;&gt;www.freedomhouse.org&lt;/a&gt;) เปิดเผยวานนี้ (2 พ.ค.) ว่า จำนวนประชากรทั่วโลกที่สามารถเข้าถึงสื่อที่เสรีและอิสระได้ลดลงถึงระดับต่ำสุดในรอบกว่าสิบปี
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ตามรายงาน &amp;quot;Freedom of the Press 2011: A Global Survey of Media Independence&amp;quot; หรือ &amp;quot;เสรีภาพของสื่อประจำปี 2011: การสำรวจความเป็นอิสระของสื่อทั่วโลก&amp;quot;  พบว่า
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศหลักๆ อาทิ อียิปต์ ฮอนดูรัส ฮังการี เม็กซิโก เกาหลีใต้ ไทย ตุรกี และยูเครน เผชิญกับความเสื่อมถอยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ภาพรวมทั่วโลกนั้น มีประชากรเพียงหนึ่งในหกเท่านั้น ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีสื่อเสรี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src=&quot;/files/13044179791304419086l.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;302&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แผนที่แสดงเสรีภาพของสื่อ สีเขียว-มีเสรีภาพ สีเหลือง-กึ่งเสรี สีม่วง-ไม่เสรี  &lt;br /&gt;
&lt;img src=&quot;/files/13044179791304419931l.jpg&quot; align=&quot;absmiddle&quot; height=&quot;297&quot; width=&quot;450&quot; /&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เสรีภาพของสื่อของไทยลดลงจากปี 2010 ที่เป็นสีเหลือง หรือ&amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; เป็น สีม่วง หรือ&amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot;(ภาพบน)
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
จากรายงานยังพบว่า ในปี 2010 ประเทศที่สำคัญอย่าง เม็กซิโก ถูกจัดให้ไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่ “ไม่เสรี” อันเป็นผลพวงมาจากความรุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบค้ายาเสพติด ซึ่งนำไปสู่การโจมตีผู้สื่อข่าวที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อีกทั้งภาวะ&amp;quot;การเซ็นเซอร์ตนเอง&amp;quot;ที่สูงขึ้น การละเว้นโทษต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และความพยายามจากฝ่ายนอกรัฐที่ควบคุมและชี้นำกระแสข่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่แถบภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เสรีภาพสื่อยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการปราบปราบประชาชน ในช่วงก่อนการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2010 สถานะของอียิปต์จึงลดไปเป็น &amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ส่วนประเทศอื่นๆเช่น อิหร่าน อิรัก โมร็อกโก และเยเมน เสรีภาพสื่อยังคงลดลงเล็กน้อย การเสื่อมถอยของเสรีภาพสื่อในภูมิภาคนี้ ซึ่งก็มีอยู่อย่างจำกัดอยู่แล้ว เมื่อประกอบกับเสรีภาพการแสดงออกในระดับปานกลาง และสิทธิทางประชาธิปไตยที่ดำรงอยู่ค่อนข้างกว้าง อาจกล่าวได้ว่าช่วยก่อให้เกิดการลุกฮือเรียกร้องการปฏิรูปที่เกิดเป็นลูกคลื่นในหลายประเทศช่วงต้นปี 2011&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ในบางประเทศพบว่ามีการพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด เช่น ประเทศในแถบซับซาฮาราของทวีปแอฟริกา และบางส่วนของประเทศที่เคยอยู่ในอดีตสหภาพโซเวียต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการปฏิรูปกฎหมายและบทบัญญัติต่างๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่ประเทศที่มีการเปิดกว้างขึ้นของระบบการเมืองที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ กินี ไนเจอร์ และมอลโดวา ในขณะที่ประเทศ เช่น โคลอมเบีย จอร์เจีย เคนยา เคอร์กิสถาน ไลบีเรีย เซเนกัล และซิมบับเว มีระดับเสรีภาพสื่อที่สูงขึ้นเล็กน้อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ด้านนายเดวิด เจ. เครเมอร์ ผู้อำนวยการของฟรีดอม เฮาส์ กล่าวว่า ประเทศที่นักข่าวไม่สามารถรายงานข่าวได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกแทรกแซงจากรัฐบาลหรือกลุ่มใดๆ ยังคงมีความหวังที่ริบหรี่ในการรักษาไว้ซึ่งประชาธิปไตยที่แท้จริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&amp;quot;เราไม่แปลกใจนักต่อการที่นักข่าวได้เจอกับบรรยากาศที่อันตรายและจำกัด โดยเฉพาะในประเทศที่ระบอบการปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลาง และประเทศอดีตสหภาพโซเวียต
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
แต่เรารู้สึกเป็นปัญหาอย่างมากที่ต้องพบกับการถดถอยเช่นนั้นในประเทศที่ประชาธิปไตยใหม่ หรือยังไม่มั่นคงนัก เช่น &lt;b&gt;เม็กซิโก ฮังการี และไทย&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากทั้งหมด 196 ประเทศที่ได้ทำการสำรวจในปี 2010 พบว่า มี 68 ประเทศ หรือร้อยละ 35 ที่ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความเป็นเสรีภาพของสื่อ ขณะที่อีก 65 ประเทศ หรือร้อยละ 33 ถูกจัดให้มีความเป็น&amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; และอีก 63 ประเทศ หรือร้อยละ 32 ถูกจัดว่า &amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้รายงานดังกล่าว ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของปัจจัยต่างๆที่สำคัญที่มีผลต่อการคุกคามเสรีภาพสื่อด้วย ได้แก่ การที่รัฐใช้กรอบทางกฎหมายและข้อบังคับต่างๆไปในทางที่ผิด รัฐบาลเริ่มค่อยๆนำกลยุทธิ์ฉ้อฉลทางกฎหมายบางประการมาใช้เพื่อบีบพื้นที่ในการนำเสนอข่าวอย่างอิสระลดลง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มของรัฐในการโต้กลับการเติบโตของจำนวนช่องข่าวอิสระทางวิทยุและโทรทัศน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รัฐบาลที่แสดงการกดขี่ พยายามใช้การควบคุมที่รุนแรงต่อการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ เช่น โทรทัศน์ดาวเทียม อินเตอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งรวมถึงที่มาของแหล่งข้อมูลข่าวสารนั้นด้วย ขณะที่รัฐประชาธิปไตยและกึ่งประชาธิปไตยบางแห่งได้พยายามเพิ่มกฏข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น รวมถึงเกาหลีใต้และไทย ที่รัฐบาลเพิ่มมาตรการควบคุมเนื้อหาทางอินเทอร์เน็ต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความรุนแรงที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้นต่อสื่อมวลชน และการละเว้นโทษต่อกรณีการบีบบังคับให้นักข่าวต้องเซ็นเซอร์ตนเองหรือลี้ภัยไปต่างประเทศ ระดับความรุนแรงและการคุกคามทางร่างกายที่พุ่งเป้าไปยังนักข่าวโดยตรงยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวล ทั้งจากฝ่ายรัฐและจากบุคคลภายนอก
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การโจมตีเหล่านี้มีผลกระทบอันน่าตระหนกต่อผู้ประกอบวิชาชีพ และความล้มเหลวในการลงโทษหรือแม้กระทั่งการเอาจริงเอาจังในการสอบสวนต่อเหตุร้ายที่เกิดต่อผู้สื่อข่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;แนวโน้มในรอบ 5 ปี&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากการสำรวจ พบว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนได้ลดลงอย่างต่อเนื่องระหว่างปี 2005 ถึง 2010 และแนวโน้มดังกล่าวได้ส่งผลกระทบในทุกภูมิภาคของโลก อย่างไรก็ตาม พบว่าการเสื่อมถอยที่ชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นในแถบอเมริกาใต้ ซึ่งเกิดจากการถูกจำกัดพื้นที่สื่อในหลายประเทศ และในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยและอำนาจนิยมในแถบยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก และรวมถึงประเทศอดีตประเทศสหภาพโซเวียต&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในรอบห้าปีที่ผ่านมา จำนวนประเทศที่เสรีภาพสื่อมวลชนลดน้อยลงนั้นสูงกว่าประเทศที่มีเสรีภาพสื่อมากขึ้นในสัดส่วน 2 ต่อ 1 สองเท่า ปรากฏการณ์ที่เสรีภาพสื่อเสื่อมถอยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่ระบบประชาธิปไตยเพิ่งจะเริ่มเติบโต ที่ถูกทดสอบจากการลุกฮือทางการเมือง
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
การแบ่งขั้วจากความขัดแย้ง การรัฐประหาร หรือสงครามกลางเมือง เช่น โบลิเวีย เอกวาดอร์ ฟิจิ ศรีลังกา และไทย นอกจากนี้ยังเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ที่มีความโน้มเอียงไปทางรัฐบาลอำนาจนิยม อาทิ อิหร่าน รัสเซีย และเวเนซุเอลา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ความจริงแนวโน้มเสรีภาพสื่อโลกที่เสื่อมถอยนี้ ดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวก็ถูกตีกลับอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2011 อันเป็นผลมาจากการประท้วงระลอกใหญ่ในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ณ จุดนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนนักว่าจุดสมดุลระหว่างส่วนที่เพิ่มขึ้นและส่วนที่ลดลงนั้นอยู่ที่ใดและจะช่วยให้ภาพรวมของโลกมีส่วนพัฒนาในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ในปี 2011&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;สิ่งที่น่าสนใจจากภูมิภาคต่างๆ&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;อเมริกา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
มีสองประเทศในภูมิภาคนี้ ที่เปลี่ยนสถานะไปในทางลบ ได้แก่ ฮอนดูรัสและเม็กซิโก ที่ถูกจัดในประเทศที่มีสื่อที่&amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot; เช่นเดียวกับในอาร์เจนติน่า โบลิเวีย และเอกวาดอร์ ก็ประสบกับสภาวะเสรีภาพสื่อที่ลดลง ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2006 ที่มีจำนวนประเทศที่ถูกจัดอยู่ในข่ายเช่นนี้  คะแนนเฉลี่ยในปี 2010 ถือว่าแย่ลงเมื่อเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคในปี 2009 อันเป็นผลมาจากการถดถอยด้านทางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่โคลอมเบียถือเป็นประเทศที่มีความหวังมากที่สุด เนื่องจากมีการปรับปรุงในนโยบายการยกเว้นโทษของเจ้าหน้าที่รัฐ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เอเชีย-แปซิฟิก&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คะแนนเฉลี่ยลดลงเล็กน้อยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสถานะในด้านลบของสองประเทศคือ เกาหลีใต้ จาก &amp;quot;เสรี&amp;quot; เป็น &amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; และไทยจาก &amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; เป็น &amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot; นอกจากนี้ กัมพูชา ฟีจิ อินเดีย และวานูอาตู ยังถือว่ามีคะแนนเฉลี่ยแย่ลง ในขณะที่ในฟิลิปปินส์และบังคลาเทศ มีการพัฒนาขึ้นเล็กน้อย นอกจากนั้น ภูมิภาคนี้ยังประกอบประเทศที่มีสถานะสื่อที่แย่ที่สุดคือ พม่า และเกาหลีเหนือ รวมถึงประเทศที่มีสถานะแย่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดอย่างจีน  ซึ่งยังคงมีการคุกคามการแสดงออกอย่างเสรีอย่างต่อเนื่องในปี 2010&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุโรปกลางและตะวันออก/ประเทศอดีตสหภาพโซเวียต&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ในปี 2010 คะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ความคงที่ดังกล่าวเป็นผลมาจากความเคลื่อนไหวที่ปรากฏในแถบภูมิภาคสองแห่ง โดยในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่เคยมีเสรีภาพสื่อในระดับที่ดี กลับมีระดับลดลงเมื่อมองในภาพรวม ในขณะที่ประเทศซึ่งแยกมาจากอดีตสหภาพโซเวียต นอกเขตทะเลบอลติก ได้รับผลประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการเมืองในประเทศมอลโดวา ขณะที่จอร์เจียและเคอร์กิสถาน ก็เกิดผลในทางบวกขึ้นเล็กน้อย ในสองภูมิภาคย่อยนี้ ความเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน และรัสเซีย ที่ยังคงเป็นประเทศที่น่าเป็นห่วง ในขณะที่แนวโน้มในทางลบก็ปรากฏขึ้นในฮังการีและยูเครน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คะแนนเฉลี่ยของภูมิภาคนี้ประสบกับภาวะเสื่อมถอยมากที่สุดในบรรดาภูมิภาคอื่นๆ อียิปต์ถูกลดสถานะจาก &amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; เป็น &amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot; ขณะที่คะแนนของอิรัก อิหร่าน คูเวต โมร็อกโก และเยเมนก็ยังลดลงอีกด้วย โดยลิเบีย ซาอุดิอาระเบีย ซีเรีย และตูนิเซีย ยังคงติดลำดับประเทศที่แย่ที่สุดด้านความอิสระและเสรีภาพสื่อมวลชนต่อไป&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ประเทศกลุ่มซับซาฮาราในทวีปแอฟริกา&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คะแนนเฉลี่ยในประเทศแถบนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2009 ต่อเนื่องมายังปี 2010 โดยประเทศกีนี ไลบีเรีย และไนเจอร์ ได้เปลี่ยนสถานะจาก &amp;quot;ไม่เสรี&amp;quot; มาเป็น &amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot; ขณะที่ในเคนยา มอริทาเนีย เซเนกัล แซมเบีย และซิมบับเว มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี ในแองโกลา ไอวอรี โคสต์  กีเนีย-บิสเซา มาดากัสการ์ และซูดาน พบว่ามีคะแนนที่แย่ลง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ยุโรปตะวันตก&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
คะแนนค่าเฉลี่ยของภมิภาคนี้ลดลงในวงกว้างมากที่สุดเป็นอันดับสองเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งพบการเสื่อมถอยลงในเดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ และตุรกี ขณะที่สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากกฎหมายการฟ้องหมิ่นประมาทที่ยังใช้กันอย่างกว้างขวาง ในขณะที่การถูกจับตามองอย่างเข้มงวด และแทรกแซงจากทางภาครัฐ ในสื่อที่รัฐบาลเป็นเจ้าของส่งผลให้อิตาลีถูกจัดอยู่ในประเภท &amp;quot;กึ่งเสรี&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;เลวร้ายที่สุดของที่สุด&lt;/b&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ประเทศที่ติดอันดับสิบที่เลวร้ายที่สุดคือ เบลารุส, พม่า, คิวบา, เอควาทอเรียล กินี,  เอริเทรีย, อิหร่าน, ลิเบีย, เกาหลีเหนือ, เติร์กเมนิสถาน และอุซเบกิสถาน ประเทศเหล่านี้ ไม่มีการปรากฏอยู่ของสื่ออิสระ หรือหากว่ามีก็แทบจะทำงานไม่ได้ สื่อทำหน้าที่เป็นเพียงปากเสียงของรัฐบาล ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของพลเมืองถูกจำกัดอย่างร้ายแรง และผู้ที่เห็นต่างก็ถูกกำจัดโดยวิธีการต่างๆ เช่น การจำคุก การซ้อมทรมาน และมาตรการกดดันอื่นๆ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304417979&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=twitterfeed&amp;amp;utm_medium=twitter&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110504/1938#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/397">freedom</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/328">liberty</category>
 <enclosure url="http://www.arayachon.org/files/13044179791304419086l.jpg" length="75858" type="image/jpeg" />
 <pubDate>Wed, 04 May 2011 00:06:46 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1938 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สวนดุสิตโพลชี้ ปชช.ส่วนใหญ่ 73.01% ห่วง &quot;ปัญหาไทย-เขมร &quot; ช่วงรัฐบาลรักษาการณ์มากที่สุด</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110501/1936</link>
 <description>&lt;p&gt;
จากที่นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยืนยันเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554  ว่าจะยุบสภาช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะมีการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเดือนกรกฎาคม หรืออีก 3 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้พรรคการเมืองและนักการเมืองต่างเร่งลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ขณะที่ประชาชนอาจรู้สึกวิตกกังวลต่อสถานการณ์ต่างๆของบ้านเมืองทั้งก่อนและหลังยุบสภา“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศต่อกรณีดังกล่าว จำนวนทั้งสิ้น 1,856 คนระหว่างวันที่ 26-30 เมษายน 2554  สรุปผลได้ ดังนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;1. ประชาชนคิดว่าจะมี “การยุบสภา” เกิดขึ้นหรือไม่ ?&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 เกิดขึ้นแน่นอน 56.91%  เพราะ  นายกฯออกมาประกาศด้วยตนเอง,พรรคการเมืองเริ่มมีการเคลื่อนไหว มีการกำหนดตัวผู้สมัครในแต่ละพื้นที่ ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 2 ไม่แน่ใจ 24.24% เพราะ  สถานการณ์ทางการเมืองไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับการได้เปรียบ-เสียเปรียบทางการเมือง ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 3 อาจจะไม่เกิดขึ้น 12.29% เพราะ  บ้านเมืองยังอยู่ในสภาวะไม่ปกติ โดยเฉพาะปัญหาชายแดนระหว่าง ไทย-เขมร ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 4 ไม่เกิดขึ้นแน่นอน   6.56% เพราะ  อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ทางการเมืองขึ้นมา ยังมีข่าวลือเรื่องปฏิวัติอยู่ ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;2. ประชาชนคิดอย่างไร ? กับ “การยุบสภา”&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มมีการเคลื่อนไหว /ลงพื้นที่หาเสียงกับประชาชน 48.60%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 2 เป็นการเริ่มต้นใหม่ทางการเมือง โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกใครเข้ามาบริหารบ้านเมือง 30.16%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 3 เป็นการแสดงสปิริตทางการเมืองของรัฐบาล /ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น 21.24%&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;3. ประชาชนรู้สึกตื่นเต้น กับ “การยุบสภา” หรือไม่ ?&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 ไม่ตื่นเต้น 88.98%เพราะ  ไม่ว่าจะเป็นพรรคใดเข้ามาบริหารประเทศ การเมืองไทยก็เหมือนเดิม ยังคงเป็นนักการเมืองหน้าเก่า ,เบื่อการเมืองไทย ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 2 ตื่นเต้น 11.02%เพราะ  อยากลุ้นว่าพรรคไหนจะเข้ามาเป็นรัฐบาล /ใครจะได้เป็นนายกฯ คนต่อไป ,อยากรู้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ฯลฯ&lt;br /&gt;
&lt;b&gt;           &lt;br /&gt;
4. ประชาชนคิดว่า “การยุบสภา” จะทำให้การเมือง “ดีขึ้น” หรือ “แย่ลง”&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 เหมือนเดิม 65.88% เพราะ  การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงยาก มีการชิงไหวชิงพริบ เล่นเกมการเมืองอยู่ตลอดเวลา ฯลฯ
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 2 ดีขึ้น 21.42%เพราะ  เป็นการเริ่มต้นใหม่ทางการเมือง เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนได้ตัดสินใจและใช้สิทธิที่มีอยู่อีกครั้ง ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 3 แย่ลง 12.70% เพราะ  ถึงจะเลือกตั้งใหม่ก็ยังคงได้นักการเมืองหน้าเดิม มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขาดคุณธรรม จริยธรรม ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;5. เมื่อยุบสภาแล้ว รัฐบาลอยู่ในตำแหน่ง “รัฐบาลรักษาการณ์” ประชาชนเป็นห่วงเรื่องต่อไปนี้หรือไม่ ?&lt;/b&gt;  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;(1)  ปัญหาไทย-กัมพูชา  &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 เป็นห่วง 73.01%เพราะ  รัฐบาลทำงานไม่เต็มที่ การตัดสินใจไม่เด็ดขาด ,เป็นปัญหาระดับชาติกระทบความมั่นคงของประเทศ ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 2 ไม่เป็นห่วง 26.99%เพราะ  สถานการณ์อาจคลี่คลายลง รัฐบาลได้สานต่องานเดิมที่ทำไว้ ฯลฯ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;(2)  ปัญหาสินค้าแพง    &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 เป็นห่วง 78.57% เพราะ  การบริหารงานหยุดชะงัก  รัฐบาลให้ความสำคัญกับการหาเสียงเพื่อเลือกตั้งครั้งใหม่ ,เป็นเรื่องปากท้องของประชาชน ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 2 ไม่เป็นห่วง 21.43%  เพราะ  รัฐบาลอาจมีการวางแผนแก้ปัญหานี้ไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับความกระตือรือร้นและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ฯลฯ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;6. สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วง /กังวล เมื่อรัฐบาลต้องทำหน้าที่เป็น “รัฐบาลรักษาการณ์”&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 การบริหารงานได้ไม่เต็มที่ หยุดชะงัก โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนไทย-เขมร , สินค้าแพง เป็นต้น 47.38%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 2 ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจที่เด็ดขาด 32.03%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 3 ปัญหาการสู้รบระหว่างไทย-เขมร อาจบานปลาย 20.59%&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;7. สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วง “หลังยุบสภา” คือ&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;อันดับ 1 การไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง /มีการร้องเรียนการทุจริตการเลือกตั้ง /ขอให้เลือกตั้งใหม่  43.61%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 2 ความแตกแยกทางการเมือง /การแตกความสามัคคีของนักการเมือง 34.75%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
อันดับ 3 การประท้วง /การชุมนุมทางการเมือง 21.64%
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่่มา &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1304214305&amp;amp;grpid=&amp;amp;catid=01&amp;amp;subcatid=0100&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน &lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110501/1936#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <pubDate>Sun, 01 May 2011 20:31:51 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1936 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล  เหยื่อผู้ถูกคุกคามเสรีภาพ</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110428/1933</link>
 <description>&lt;p&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล บอกสังคมถูกคุกคามเสรีภาพทางวิชาการ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์ครั้งสำคัญ ระบุ ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เขียนบทความทางวิชาการและข้อเขียนอื่นๆ ซึ่งไม่เคยเลย แม้แต่ครั้งเดียวที่จะเสนอให้ &amp;quot;&lt;b&gt;ล้มเจ้า&amp;quot;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ยืนยัน สิ่งที่พูดและเขียน &lt;b&gt;ล้วนอยู่ในกรอบของการมีสถาบันกษัตริย์ทั้งสิ้น&lt;/b&gt;พร้อมให้ข้อมูลว่า มีบุคคลระดับนำของรัฐบาลระบุว่า มีแรงกดดันจากทหารให้ดำเนินการกับตน รวมถึงการเตรียมจัดการทางกฎหมาย ด้วย ตามด้วยการคุกคามและข่มขู่&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;b&gt;ลั่นไม่หนี บริสุทธิ์ใจและเปิดเผยสิ่งที่ทำมาตลอด&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เกิด 22 มิ.ย.2501 ปริญญาตรีสาขาประวัติศาสตร์(เกียรตินิยมอันดับ1) คณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโมนาช ออสเตรเลีย จากวิทยานิพนธ์เรื่อง &lt;b&gt;The Communist Movement in Thailand&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทำกิจกรรมทางการเมืองมาตั้งแต่เป็นประธานนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยหนึ่งในผู้จัดทำหนังสือ&amp;quot;ศึก&amp;quot; หนังสือรุ่นที่แจกจ่ายในวันสมานมิตร อดีตแกนนำนักศึกษาธรรม ศาสตร์ โฆษกบนเวทีชุมนุม 6 ตุลา 2519 และ 1 ใน 18 คนที่ถูกจับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;มีผลงานศึกษาค้นคว้าและการตีความประวัติศาสตร์จำนวนมาก โดยเฉพาะการศึกษาบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์ในช่วงเปลี่ยนแปลงทางการเมือง&lt;br /&gt;
ส่วนใหญ่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต รวมทั้งแสดงความเห็นในเว็บไซต์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;
โดยใช้ชื่อนามสกุลจริง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ฝากบอกเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าพลเรือนหรือทหาร หากเห็นเป็นการกระทำผิดกฎ หมาย ยินดีชี้แจงโต้แย้งข้อกล่าวหาตามกระ บวนการทางกฎหมายทุกประการ แต่ &amp;quot;&lt;b&gt;ไม่ควรใช้วิธีการกดดันที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมาย&lt;/b&gt;&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ที่มา &lt;a href=&quot;http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNekk0TURRMU5BPT0=&amp;amp;sectionid=TURNd013PT0=&amp;amp;day=TWpBeE1TMHdOQzB5T0E9PQ==&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;ข่าวสด  &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110428/1933#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/397">freedom</category>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/328">liberty</category>
 <pubDate>Thu, 28 Apr 2011 20:42:10 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1933 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
<item>
 <title>ข่าวร้าย ! 2 ทศวรรษ ประเทศไทย คนรวยมีรายได้สูงกว่าคนจนกว่า 14 เท่า รวยกระจุกจนกระจายเหมือนเดิม</title>
 <link>http://www.arayachon.org/news/20110317/1921</link>
 <description>&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2554 ที่โรงแรมรามาการ์เดน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ร่วมกับแผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี (นสธ.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีนโยบายสาธารณะหัวข้อ “สองทศวรรษแห่งการพัฒนาของสังคมไทย :  นัยยะต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายสาธารณะ”&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย นำเสนอผลงานวิจัยหัวข้อ “การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนไทย” ว่า จากการศึกษาข้อมูลในช่วง 20 ปีพบครอบครัว 6 ประเภท คือ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ครอบครัวอยู่คนเดียว 2.4 ล้านครัวเรือน อยู่กับเพื่อนหรือญาติ 0.7 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 1 รุ่น (พ่อแม่ลูก) 3.3 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 2 รุ่น (คน 2 ครอบครัวอยู่ด้วยกัน) 8.0 ล้านครัวเรือน ครอบครัว 3 รุ่น (3 ครอบครัวอยู่ด้วยกัน) 4.0 ครัวเรือน และครอบครัวแหว่งกลาง (หลานอยู่กับปู่ย่าตายาย)มี 2.3 ล้านครัวเรือน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากการศึกษาก็พบทั้งข่าวร้ายและข่าวดี แต่น่าสนใจว่า มีตัวเลขของผู้สูงอายุมากขึ้นมาก อีกทั้งครอบครัว 3 ประเภท คือ ครัวเรือนอยู่คนเดียว ครัวเรือน 3  รุ่น ครัวเรือนแหว่งกลาง หรือครอบครัวที่หลานอยู่กับปู่ย่าตายายมีจำนวนเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการพึ่งพิงระหว่างสมาชิกในครัวเรือนมากขึ้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายนิพนธ์ กล่าวว่า น่าสนใจว่าครอบครัวแหว่งกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอีสานและภาคเหนือ เพราะมีการอพยพของแรงงาน จากชนบทไปสู่ภาคอื่นทำให้คนอยู่ในกลุ่มแรงงานส่งลูก หลานไปอยู่กับปู่ย่าตายาย น่าสนใจว่าผู้สูงอายุที่เลี้ยงหลานมีอายุต่ำกว่า 65 ปีและพึ่งพิงการดูแลจากภาคอื่น คนกลุ่มนี้ มีสัดส่วนได้รับเงินอุดหนุนจากครอบครัวประเภทอื่นถึงร้อยละ 53 โดยมีค่าเฉลี่ยที่ส่งเงินกลับบ้านถึง 4 หมื่นบาทต่อปี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ขณะที่ครัวเรือนประเภทอื่นได้รับเงินอุดหนุนเพียงร้อยละ 12-23 เท่า นั้น ขณะเดียวกันก็เกิดปรากฎการณ์ คนในครอบครัวใหญ่ที่อยู่ในเมืองอยู่ร่วมกันมาก ขึ้น ทั้งนี้มีเหตุผลที่จะช่วยกันประหยัดรายจ่ายต่างๆ เช่น ค่าบ้าน เนื่องจากการเช่าบ้านในเมืองใหญ่มีราคาแพง เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้มีความน่าสนใจว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยดีขึ้นมากแทบทุกด้าน นั่นเพราะขนาดของครัวเรือนเล็กลง ทำให้การศึกษาดีขึ้นทั้งในเมืองและชนบท รวมทั้งมีเครื่องอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ มีตัวเลขรายได้ต่อหัวของครัวเรือนเพิ่มขึ้นมากกว่ารายจ่ายต่อหัวและ มีตัวเลขคนจนลดลง โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสาเหตุรองมาจากนโยบายแก้ไข ปัญหาความยากจน เช่น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;เบี้ยคนชรา โครงการอาหารกลางวัน หลักประกันสุขภาพที่เห็นได้ชัดหลังจากปี 2542 ที่เห็นได้ชัดว่านโยบายนี้ช่วยลดจำนวนคนจนลงเกือบ 7.5 แสน คน ทั้งนี้เห็นได้ชัดว่า ฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยดีขึ้นกว่าการเพิ่มจีดีพีเล็กน้อย และอัตราการเพิ่มรายได้ครัวเรือนกับรายได้จีดีพีมีความใกล้เคียงกัน หรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ในสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นชัดเจนในช่วงปี 2503-2533 แต่จากการศึกษาพบว่า ตัวเลขความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้มีค่อนข้างสูงและมีแนวโน้วขึ้นๆ ลง ๆ ตั้งแต่ปี 2535 แต่หลังจากนั้น ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยก็ยังคงระดับสูง หรือแทบไม่มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้มีข่าวร้ายเรื่องการกระจายรายได้ เพราะยังพบตัวเลขคนรวยยังคงมีรายได้ในระดับสูงหรือสูงกว่าคนจนกว่า  14 เท่า ดังนั้นจึงถือว่าในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ลดลงเลย เพราะรายได้ยังคงมีการกระจุกเช่นเดิม ถ้ามีการพัฒนาที่ดีจะไม่เป็นอย่างนี้”นายนิพนธ์ กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีปรากฎการณ์ที่สำคัญในการศึกษาที่พบว่า มีผู้เรียนมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ลูกของคนที่เรียนน้อยหรือลูกของคนจนมีโอกาสเรียนต่อ น้อยกว่าลูกในครัวเรือนที่พ่อแม่เรียนสูงหรือฐานะดี นั่นจึงเป็นกระบวนการผลิตซ้ำความยากจน เพราะการศึกษาถือเป็นการยกระดับรายได้ โดยเห็นได้ชัดว่า การศึกษาของพ่อแม่มีผลกระทบต่อการเรียนต่อของลูกมากที่สุด ส่วนคนพิการนั้นก็มีโอกาสเรียนต่อมากขึ้น อย่างไรก็ตามความสำเร็จของคนไทยในการขยายโอกาสทางการศึกษาแทบไม่มี&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“ในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมาความเสียเปรียบเรื่องการศึกษาในเมืองกับชนบทแทบไม่มี แต่น่าสนใจว่าผู้ชายและหญิงในชนบทมีโอกาสทางการศึกษา แต่ผู้หญิงมีการศึกษามากกว่าผู้ชายทั้งในเมืองและชนบท โดยพบว่าแรงงานไทยมีการศึกษาสูงขึ้น &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่น่ากังวลว่า ผู้มีการศึกษาต่ำส่วนใหญ่ ทำงานในภาคเศรษฐกิจนอกระบบที่มีรายได้ไม่มั่นคงและ ยังคงรายได้ต่ำ”นายนิพนธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้เป็นข่าวดีว่ามีตัวเลขการออมเพิ่มขึ้น 10-12 เท่า ในช่วงปี 2531-2552 โดยพบว่าครัวเรือนที่เกิดรุ่นหลังมีการออกมากขึ้นกว่ารุ่นพ่อแม่ อันเป็นผลมาจาการพัฒนาเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ประธาน ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หากมองผลการวิจัยครั้งนี้ มีนัยยะเชิงนโยบายที่สามารถปรับใช้เป็นนโยบายทาง สังคม โดยรัฐควรมีนโยบายสนับสนุนการมีบุตร ที่ไม่เป็นภาระหนักเกินไปสำหรับพ่อแม่ เพื่อลดปัญหาสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ด้วยการมีนโยบายลดหย่อนภาษีรายได้ สำหรับผู้มีบุตรในอัตราก้าวหน้าและแม่ที่ต้องทำงาน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;รวมทั้งควรสวัสดิการช่วยเหลือการมีบุตรด้วย ส่วนเรื่องการศึกษานั้น ควรปรับปรุงเรื่องคุณภาพการศึกษามากกว่าการขยายโอกาส ทางการศึกษาและจัดการการศึกษา ที่เหมาะสำหรับนักเรียนยากจน ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่ที่มีการศึกษาต่อ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า โรงเรียนชนบทโดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสมีนักเรียนน้อยลง แต่ขาดแคลนครูดี ดังนั้นรัฐบาลควรมีนโยบายยุบหรือเคลื่อนย้ายครูไปยังตามชนบทหรือไม่”นาย นิพนธ์ กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นายนิพนธ์ ยังเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหานโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนว่า การลดความยากจน โดยเฉพาะกลุ่มคนจนดักดานและแรงงานนอกระบบไม่อาจพึ่งการเจริญ เติบโตทางเศรษฐกิจ หรือการใช้นโยบายสินเชื่อและไม่อาจอาศัยญาติมิตรได้ ดังนั้นบทบาทของรัฐส่วนกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน สำหรับเรื่องการกระจายรายได้ควรอย่างยิ่ง ที่ต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษีทรัพย์สินที่ดิน หุ้น มรดกและขยายฐานภาษีเงินได้ &lt;/p&gt;
&lt;p&gt;สำหรับนโยบายผู้สูงอายุนั้นควรให้โอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ รวมถึงเตรียมทรัพยากรด้านดูแลและค่ารักษาพยาบาลของผู้สูงอายุ รวมทั้งควรมีนโยบายด้านสุขภาพจิตด้วย ขณะที่นายอานันท์ กาญจนพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เสนอผลงานวิจัยเกี่ยวกับชนบทว่า ช่วง 2 ทศวรรษ ที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงในชนบทค่อนข้างมาก โดยเฉพาะชนบทไม่อาจอยู่ได้ด้วยตัวเองได้อีกแล้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;จากการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างชนบทเห็นได้ชัดว่า ชนบทเปลี่ยนแปลงจากโลภาวิวัฒน์และเสรีนิยมใหม่อย่างชัดเจน โดยเฉพาะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานแบบข้ามพรมแดนมากขึ้น ตลาดเสรีมีกลไกที่ไร้พรมแดนมากขึ้น การมองดูเรื่องของโลกาภวิฒน์ไม่อาจจะมองเรื่องการผลิตอย่างเดียวได้ โดยรัฐปล่อยให้ทรัพย์สินส่วนรวมทั้งที่ดิน น้ำ และป่าไม้ กลายเป็นสินค้าและรัฐ ทำนโยบายการขยายพื้นที่รัฐเหนือพื้นที่ด้วย การออกวาทกรรมเบียดขับให้ชาวนาออกพื้นที่ เช่น การบอกว่า การทำไร่เลื่อนลอยบนเขาไม่ได้ แต่ถ้าปลูกยางพาราในพื้นที่เดียวกันได้ เป็นต้น&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;นอกจากนี้รัฐยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรรมอาหารขนาดใหญ่ ช่วงชิงพื้นที่การเพาะปลูกของรายย่อย รวมถึงมีการช่วงชิงและการกีดกัน การเข้าถึงที่ดินเกษตรมากขึ้นและพบว่า มีการ ขายโฉนดปลอมเพิ่มมากขึ้น การจัดการทรัพยากรยักย้อนซับซ้อน สนับสนุนการขยายตัวของตลาด ทำให้ท้องถิ่นสูญเสียอำนาจการจัดการทรัพยากร นำมาซึ่งความไม่มั่นคงของการ ดำรงชีวิตของคนชายขอบและกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ทั้งนี้พบว่าแรงงานภาคเกษตรมีการไหลเข้า-ไหลออก สำหรับคนที่ไหลกลับนั้น เป็นกลุ่มคนที่ออกจากภาคอุตสาหกรรมเพื่อคืนท้องถิ่น แต่ก็มีการพบว่า การทำเกษตรมีต้นทุนสูง จึงทำให้ตอนนี้แรงงานภาคเกษตรแม้จะเป็นเจ้าของที่ดิน แต่ก็กลายเป็นแรงงานภาคเกษตร&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;“สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการเปลี่ยนผ่านของคนชนบทในรอบ 20 ปี คือ คนในท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้นำชุมชนรู้จักวิธีการรักษาสิทธิของตัวเองมากขึ้น เขาพยายามอำนาจการต่อรองกับรัฐอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังพบว่า คนในชนบทเข้าใจการเมืองมากขึ้น”นายอานันท์ กล่าว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;
ที่มา - &lt;a href=&quot;http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1300350072&amp;amp;grpid=01&amp;amp;catid=01&amp;amp;utm_source=MatichonOnline&amp;amp;utm_medium=MatichonOnline&quot; target=&quot;_blank&quot;&gt;มติชน&lt;/a&gt;
&lt;/p&gt;
</description>
 <comments>http://www.arayachon.org/news/20110317/1921#comments</comments>
 <category domain="http://www.arayachon.org/taxonomy/term/5">Citizen</category>
 <pubDate>Thu, 17 Mar 2011 16:58:11 +0700</pubDate>
 <dc:creator>admin</dc:creator>
 <guid isPermaLink="false">1921 at http://www.arayachon.org</guid>
</item>
</channel>
</rss>

